"ความสามัคคีปรองดอง เป็นกำลังอย่างสูงสุดของชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ความสามัคคีของคนในชาติ จะทำให้บ้านเมืองผ่านพ้นอุปสรรค และทำให้สังคมไทย ร่มเย็นเป็นสุข" พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
สนใจลงโฆษณา ในพื้นที่ข้างบน ติดต่อ email : nana_sara1000@ymail.com
Home Lover’s Corner นานา สาระ๑๐๐๐ นานา สารพัด พระพุทธประวัติ ภาคพิเศษ
Travel Around the World Real Estate Buyer's Guide สุขภาพกาย สุขภาพใจ Pets & Animals
ปางพระพุทธรูปตามพุทธประวัติ Horoscope 12 ราศี พระพุทธศาสนา World of Beautiful Musics

รอพระอาทิตย์ขึ้นที่ Hotel de la Paix

วันนี้พาไปนอนเล่นกินลมชมวิวกันใกล้ๆ กรุงเทพฯ ที่ชะอำนี่เอง (ถ้ารถไม่ติด) สำหรับคนที่ชอบการถ่ายภาพ การไปเที่ยวชายทะเลก็ต้องหาโอกาสถ่ายภาพ พระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตกให้ได้ วันไหนฟ้าใสเมฆสวย ก็จะ happy มากหน่อย










ครั้งนี้มาพักที่โรงแรมเดอร์ ลา เปซ์ โรงแรมนี้ออกแบบด้วย concept ของ modern style มีรูปทรงเรียบง่าย เหลี่ยมๆ หลังคาแบน แต่ใช้วัสดุธรรมชาติมาตกแต่ง เช่นไม้ และหิน เป็นแนวที่หลายๆคนอาจแปลกตา หรือชอบเพราะความแตกต่างจากที่อื่นๆ และไม่ซ้ำซากจำเจ แต่ส่วนตัวแล้ว ไม่ค่อยชอบแนวนี้นัก เพราะมันให้ความรู้สึกแข็งทึบ เกินไปหน่อย แต่ก็ยังพอรับได้ด้วยส่วนประกอบอื่นๆ









ตัวอาคารเป็นอาคารเตี้ยๆแค่ 3 ชั้นทำให้ไม่โดดขึ้นมาจากสภาพแวดล้อม เหมือนพวก highrise ตัวตึกภายนอกเน้นตกแต่งผนังด้วยไม้ ช่วยลดความเหลี่ยมแข็งเป็นกล่องของตัวอาคารได้ อีกทั้งได้แนวต้นหูกระจงที่ปลูกติดกันถี่ยิบ เป็นม่านบัง แทบมองไม่เห็นตัวอาคารกันเลย ทำให้ที่นี่มี privacy ที่ดีมากๆทีเดียว ยิ่งกลุ่มอาคารเล็กๆด้านริมหาด ยังมีแนวรั้วต้นไม้ทึบ ล้อมตัวอาคารเป็นกลุ่มๆด้วยแล้ว ยิ่งดีมาก จนแทบจะรู้สึกว่าลึกลับเลยทีเดียว เวลาเดินผ่านทำให้มีความเป็นส่วนตัว ไม่มีใครเข้าไปยุ่มย่าม โทนสีอาคารภายใน ใช้สีเทาเข้ม ค่อนข้างจะดูทึบไปหน่อย การตกแต่งแนวนี้ผมว่าถ้าไปทำเป็น office tower ในเมือง น่าจะเวิร์คกว่า 






















ห้องพักของผมนี่เหมือนกับจะทำเลดี เดินจาก lobby ไปนิดเดียวก็ถึงแล้ว เรียกว่าอยู่ห้องแรกเลยทีเดียว (แต่เป็นห้องสุดท้ายจากทะเล T_T ) 


อาคารโรงแรมแบ่งเป็น 3 โซน ห้องพักอยู่ด้านนอกเป็นปีก ซ้าย-ขวา โซนกลางเป็นส่วนบริการ สระว่ายน้ำ 2 สระ ห้องอาหาร โซนกลางนี้เขาใช้ก้อนหินมาจับใส่ตะแกรงเป็นผนังกั้นทางเดินยาวตลอดแนวเลย plan ของอาคารเขาก็ไม่ทำเป็นทางเดินยาวแบบโรงแรมทั่วไป แต่เขาแบ่งเป็นช่วงๆ ช่วงละ 12 ห้อง 3 ชั้น ชั้นละ 4 ห้องจึงยิ่งทำให้มีความเป็นส่วนตัวมากจนเกือบจะเหงาเลยทีเดียว



















ห้องพักออกแบบเป็น modern style ด้วยเช่นกัน วัสดุและโทนสีอบอุ่นดี แต่ layout ก็แนวใหม่เช่นกัน (ถ้าคนที่ไม่คุ้นจะหาอะไรๆไม่เจอเลย) ขนาดห้อง queen size ใหญ่ดี ทั้งห้องนอน และห้องน้ำ










ที่โดดเด่นที่สุดน่าจะเป็นห้องน้ำที่สูงโปร่งมี rain shower ใหญ่อยู่กลางห้อง สำหรับคนชอบเล่นน้ำหรือเด็กๆ คงอาบกันมัน แต่สำหรับผมเลือกที่จะลงอ่าง (ไม่ใช่เพราะความเคยชินนะครับ อย่าคิดลึก)
























หลังจากไปทานข้าวเย็นกลับมาก็รีบอาบน้ำนอนเร็วหน่อย เพราะต้องตื่นเช้ากว่าปกติ (ธรรมดาเป็นคนนอนดึกตื่นสายครับ) ตั้งนาฬิกาปลุกตี5 ตื่นมาไม่ต้องแต่งตัวอะไรมากเดินออกจากห้องมาตีห้าครึ่ง มาถึงหาดพระจันทร์ยังอยู่เลยแม้พระอาทิตย์จะพ้นขอบฟ้ามาแล้ว แต่เมฆนี่อยู่ต่ำเรี่ยๆขอบฟ้า ทำให้พระอาทิตย์ขึ้นลำบากหน่อย กว่าจะแง้มกลีบเมฆมาได้ ก็สูงพ้นน้ำพอสมควร























เดินถ่ายไปหลายๆมุมจนพอใจแล้วก็เดินย้อนกลับมาถ่ายตัวโรงแรมต่อ (รออาหารเช้า) ได้มุมไม่มาก เพราะแนวโมเดิร์นนี่ แง่มุมต่างๆจะเหมือนๆกัน แข็งๆทื่อๆ พยายามถ่ายมาหลายมุม แต่ดูแล้วไม่สวยพอ





















พอหกโมงครึ่ง coffee shop เปิดแล้ว ผมเดินสำรวจเพื่อถ่ายรูปก่อน อาหารต่างๆทำได้ดีทีเดียว แต่ไม่ทราบพื้นที่เป็นอุปสรรคอย่างไร เขาจัดแยกเป็น 2 ส่วน ทั้งภายนอกและภายใน มาเปิดวงก่อนใครเลยต้องรีบถ่ายรูปก่อนตอนที่ยังสวยๆอยู่

































ถ่ายรูปไปพอสมควร ก่อนที่จะจัดอาหารให้ตัวเองชุดเล็กๆ ชิมอย่างละนิดอย่างละหน่อยก็อิ่มได้ ความอร่อยใช้ได้ครับ เสร็จแล้วกลับไปนอนชดเชยอีกงีบ ก่อนออกไปเที่ยวตะลอนข้างนอกต่อไป


TraveLArounD



ปล. ท่านที่เพิ่งเข้ามาชมบล็อกใหม่ ผมได้จัดทำเป็นสารบัญ แบบหนังสือให้ค้นดูหัวเรื่องได้ง่ายที่ group : นานา สาระ๑๐๐๐ เพราะเรื่องต่างๆ เขียนไว้ กว่า 1460 เรื่องแล้ว

หมายเหตุ : ขณะได้มี website อื่นๆหลาย website ได้นำเอาเรื่องที่ผมเขียนไว้ ไปลงต่อในลักษณะของเนื้อหา โดยไม่ได้รับอนุญาตใดๆ ถ้าต้องการบทความใดไปใช้ ขอให้ติดต่อขออนุญาต ก่อนทาง Email : nana_sara1000@ymail.com มิฉะนั้น จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายลิขสิทธิ์

ส่วนผู้ที่ต้องการนำเรื่องไปโพสต่อ เพื่อเผยแพร่ โดยมิใช่ทางการค้า ขอให้ติดต่อขออนุญาตให้ถูกต้องก่อนโพส




 

Create Date : 28 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 28 พฤษภาคม 2556 1:19:01 น.
Counter : 2439 Pageviews.  

ชมไร่องุ่น ที่ Hua Hin Hils


วันหยุดถ้าไม่อยากอยู่กรุงเทพฯ ขับรถมาเที่ยวต่างจังหวัดใกล้ๆแถวหัวหิน ลองมาดูบรรยากาศที่นี่กันครับ นั่งรถไปทานอาหารเที่ยงกับบรรยากาศธรรมชาติกัน เป็นร้านอาหารที่ไกลหน่อย จะว่าหลังเขาก็ได้ แต่ร้านหลังเขาร้านนี้ มีรถสปอร์ตหรูๆยอมขับหลบหลีกหลุมอุกาบาตตลอดทาง มาทานอาหารกันเป็นประจำ










การเดินทางดูตามแผนที่เลยครับ มาทางวัดห้วยมงคลที่คนมากันเยอะๆ โดยเฉพาะวันหยุด










ไร่องุ่น Hua hin Hills Vineyard เป็นเจ้าของเดียวกับเจ้าของกระทิงแดง และ spy winecooler นั่นเองจึงเป็นไร่ที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการทำไวน์ และ winecooler โดยไม่ต้องไปซื้อใคร พื้นที่ใหญ่ประมาณ 1,400 ไร่ อยู่ในหุบเขาที่อุดมสมบูรณ์ ไม่แห้งแล้งเหมือนด้านนอกๆที่เป็นภูเขาหัวโล้นไม่มีความเขียวเลย อากาศจึงดีมากๆ


















การปลูกองุ่นที่นี่ เริ่มมาจากความสำเร็จจากการทดลองเพาะปลูกพันธุ์องุ่น ณ ศูนย์วิจัยในพระราชดำริห้วยทราย ในปี พ.ศ. 2547  ในพื้นที่กว่า 1,400 ไร่ของที่นี่ จะมีแปลงปลูกองุ่น 500 ไร่ โดยทางไร่ได้คัดเลือกสายพันธุ์องุ่นต่างๆ จากทั่วโลกมาทำการทดลองปลูกก่อน โดยมีองุ่นสายพันธุ์หลักที่ปลูกเพื่อนำมาทำไวน์และผลิตภัณฑ์องุ่นอื่นๆ ก็คือ สายพันธุ์ชีราส และโคลอมบาร์ด ส่วนพันธุ์อื่นๆก็มีเช่น Chenin Blanc , Cabernet Sauvignon , Merlot   และด้วยสภาพภูมิอากาศที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรนี้เอง ทำให้ผลผลิตองุ่นพันธุ์ต่างๆ ของที่ไร่แห่งนี้มีคุณภาพที่ดีทำให้นำมาใช้ผลิตไวน์ชั้นนำ และได้รับรางวัลจากนานาประเทศ ด้วยความพากภูมิใจในไวน์ไทย มอนซูน แวลลีย์ ที่ใช้โลโก้ หัวพญานาค เป็นเอกลักษณ์ไทย


















นอกจากการเดินชมไร่องุ่นแล้ว ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจให้นักท่องเที่ยวได้ออกกำลังกันพอเหงื่อซึม เช่นมี Bike Trail ให้ขี่จักรยานรอบไร่ ส่วนที่ชาวต่างชาติก็จะนิยมขี่ช้างชมวิวมากกว่า หรือถ้ากลัวเหงื่อออกก็สามารถ นั่งรถชมบรรยากาศของไร่โดยรอบได้ จะมีเจ้าหน้าที่คอยอธิบายให้ความรู้เกี่ยวกับไร่องุ่น และการผลิตไวน์ที่มีคุณภาพของที่นี่ ถ้าใครอยากจะมาเที่ยวไร่องุ่นและได้เห็นพวงองุ่นสดๆจากต้น ขอแนะนำว่าควรจะมาเที่ยวในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงปลายเดือนมีนาคมของทุกปี เพราะจะเป็นช่วงเวลาของฤดูเก็บเกี่ยวประจำปี

















เมื่อชมไร่กันจนทั่วแล้ว ท้องก็คงจะร้องเสียงดังโครกคราก ทางไร่ก็มีร้านอาหาร “เดอะ ศาลา” ไว้คอยบริการนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะอาหารสไตล์ยุโรปที่ทานกับไวน์แล้ว มันเข้ากันกว่าอย่างอื่น และเขาก็ทำได้อร่อยจนหลายๆคนทนนั่งรถมาไกลๆเพื่อมาทานอาหารโดยเฉพาะ และในวันหยุดก็ขอให้มากันเร็วหน่อยนะครับ เพราะคนมากันเยอะ บางทีเขาไม่รับจอง ถ้ามาช้านอกจากจะต้องรอคิวนานแล้ว สั่งอาหารก็ไม่ได้ตามต้องการด้วย เพราะมันหมดเกลี้ยงกันไปเป็นอย่างๆเลย 

















ขึ้นมาบนยอดเนิน เป็นร้านอาหารที่นักท่องเที่ยวนิยมมากันมาก การออกแบบแม้จะเป็นแบบโมเดิร์น แต่ก็ออกแบบโปร่งๆด้วยคาแรคเตอร์ของศาลาไทย รับลมธรรมชาติ ไม่ต้องมีแอร์ เข้าได้กับบรรยากาศของที่นี่


โต๊ะยังไม่ว่าง ต้องรอคิวอีกนาน










ลูกค้าหนาแน่น ทั้งไทย จีน ฝรั่ง









บนร้านอาหารมองเห็นวัดห้วยมงคลอยู่ไกลลิบๆ








บาร์ขวดไวน์ เก๋ไก๋









เครื่องมือโบราณ ตั้งโชว์อยู่ทางไปห้องน้ำ










ทางเดินลงเนิน







ห้องน้ำออกแบบแนวโมเดิร์นแต่ธรรมชาติหน่อย ใช้ไม่ไผ่ทำผนังกึ่งทึบ กึ่งโปร่ง ระบายอากาศได้ดี แต่ก็มิดชิด ไม่ประเจิดประเจ้อ แต่อย่างใด








ที่พักคอย ด้านหน้า้ห้องน้ำ





อิ่มหนำสำราญกันแล้ว ก็ได้เวลากลับโรงแรม และผมจะพาเที่ยวโรงแรมแถมก่อนกลับบ้านด้วยครับ ติดตามอ่านกันต่อไป 


TraveLArounD



ปล. ท่านที่เพิ่งเข้ามาชมบล็อกใหม่ ผมได้จัดทำเป็นสารบัญ แบบหนังสือให้ค้นดูหัวเรื่องได้ง่ายที่ group : นานา สาระ๑๐๐๐ เพราะเรื่องต่างๆ เขียนไว้ กว่า 1460 เรื่องแล้ว

หมายเหตุ : ขณะได้มี website อื่นๆหลาย website ได้นำเอาเรื่องที่ผมเขียนไว้ ไปลงต่อในลักษณะของเนื้อหา โดยไม่ได้รับอนุญาตใดๆ ถ้าต้องการบทความใดไปใช้ ขอให้ติดต่อขออนุญาต ก่อนทาง Email : nana_sara1000@ymail.com มิฉะนั้น จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายลิขสิทธิ์

ส่วนผู้ที่ต้องการนำเรื่องไปโพสต่อ เพื่อเผยแพร่ โดยมิใช่ทางการค้า ขอให้ติดต่อขออนุญาตให้ถูกต้องก่อนโพส




 

Create Date : 15 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 15 พฤษภาคม 2556 15:24:35 น.
Counter : 2355 Pageviews.  

ชมหอคำหลวง ที่สวนราชพฤกษ์


ชมหอคำหลวง ที่สวนราชพฤกษ์ ในปัจจุบัน


สุดสัปดาห์นี้ ต้องไปทำธุระเกี่ยวกับที่ดิน ที่เชียงใหม่ พอมีเวลาว่าง เลยแวะไปดูสวนราชพฤกษ์เสียหน่อย ว่าผ่านมาเป็นปี ยังมีสภาพสวยงามอยู่หรือไม่

ไปดูแล้วไม่ผิดหวังครับ เพราะเขายังดูแลรักษาได้ดีมาก สภาพสมบูรณ์กว่า 90% แถมเิดินตามสบาย ไม่ต้องแย่งกันดู (ดูฟรีอีกต่างหาก)






























ต้นไม้และไม้ประดับ ที่ออกแบบตกแต่งส่วนใหญ่ จะเน้นการตัดแต่งเป็นลวดลายต่างๆ ที่ต้องอาศัยการตัดแต่งอยู่ตลอดเวลา ก็ไม่ได้ทรุดโทรม เสียรูป คงต้องใช้งบประมาณในการดูแลอย่างมาก



























ติดกล้องถ่ายรูปไปถ่าย site งาน ก็มาถ่ายที่นี่ต่ิอ แต่ถ่ายได้ไม่มาก แผ่นก็เต็ม ต้องใช้กล้องในมือถือถ่ายต่อ แต่ยัง load มาเข้าคอมพ์ไม่ได้ เลยขอเอาเฉพาะภาพของ "หอคำหลวง" มาเสนอก่อน ที่เหลือจะทยอยตามมานะครับ


















































ปล. ตอนนี้ผมจัดทำ web ที่รวบรวมภาพต่างๆ ที่ยังไม่ได้เอามาเขียนเป็นเรื่อง หรือบางเรื่องมีรูปเยอะมาก ก็เอามาลงไม่หมด ก็จะมาเก็บไว้ที่นี่ก่อน ถ้าใครสนใจก็เข้าไปดูได้นะครับ ที่
Home Lover's Club
แต่ก่อนเข้าชม กรุณา sign up ก่อนนะครับ ไม่เสียเวลา กรอกแค่ email address กับ ใส่ password ของคุณเอง เท่านั้นครับ


TraveLAround




ส่วนท่านที่เพิ่งเข้ามาชมบล็อกใหม่ ผมได้จัดทำเป็นสารบัญ แบบหนังสือ ให้ดูหัวเรื่องได้ง่ายที่ group : นานา สาระ๑๐๐๐

หมายเหตุ : ขณะได้มี website อื่นๆหลาย website ได้นำเอาเรื่องที่ผมเขียนไว้ ไปลงต่อในลักษณะของเนื้อหา โดยไม่ได้รับอนุญาตใดๆ ถ้าต้องการบทความใดไปใช้ ขอให้ติดต่อขออนุญาต ก่อนทาง Email : nana_sara1000@ymail.com มิฉะนั้น จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายลิขสิทธิ์




 

Create Date : 20 มกราคม 2552    
Last Update : 20 มกราคม 2552 2:54:19 น.
Counter : 1048 Pageviews.  

วัดถ้ำสุวรรณคูหา หนองบัวลำภู

วัดถ้ำสุวรรณคูหา
หนองบัวลำภู


ในเมืองไทย ชื่อว่าวัดถ้ำนั้น มีนับไม่ถ้วน เพราะบรรดาพระสายพระป่าทั้งหลาย ท่านนิยมใช้ถ้ำต่างๆ เป็นที่ปลีกวิเวก ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ต่อมาเมื่อชาวบ้านเลื่อมใสก็คอยถวายตัว ปรนนิบัติ ที่ใดมีพระมาเพิ่มมากขึ้น คนมากขึ้น ต่อมาก็พัฒนาขึ้นเป็นสำนักสงฆ์ เริ่มมีการสร้างเสนาสนะมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อรองรับการใช้งานต่างๆ ผู้คนที่เลื่อมใสศรัทธา ก็บริจาคช่วยเหลือก่อสร้างต่อเติมออกไปเรื่อยๆ จนยกระดับกลายเป็นวัด ดังนี้เป็นต้น วัดถ้ำหลายๆแห่ง ที่มีบริเวณภายในถ้ำกว้างขวาง นอกจากจะเป็นที่สำหรับพระสงฆ์ แล้ว ยังมีการสร้างพระพุทธรูปไว้อีกด้วย วัดสุวรรณคูหาที่โด่งดังแห่งหนึ่ง ที่จังหวัดกระบี่ ก็มีพระพุทธรูปนอน ที่สวยงามมาก









ส่วนวัดถ้ำสุวรรณคูหา ที่หนองบัวลำภู นี้ เป็นวัดศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสำคัญมาก มีโบราณสถาน โบราณวัตถุ ในสมัยล้านช้าง เคยมีพระเถระผู้ใหญ่ ที่พระมหากษัตริย์ ส่งมาพำนักและจำพรรษามาตั้งแต่โบราณ ปัจจุบันกรมศิลปากร ได้ขึ้นทะเบียนไว้เรียบร้อยแล้ว วัดถ้ำสุวรรณคูหา ตั้งอยู่บ้านคูหาพัฒนา ต.นาสี อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู ในเขตเทศบาลตำบลสุวรรณคูหา ห่างจากที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานเทศบาลตำบลสุวรรณคูหา เพียง ๔ กิโลเมตร สามารถเดินทางได้โดยสะดวกมีถนนลาดยางไปถึงบริเวณวัด






















ประวัติ วัดถ้ำสุวรรณคูหา สร้างขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ ๒๖๕๗ จากเดิมที่เป็นวัดร้างโบราณตามหลักศิลาจารึก ที่สร้างเมื่อพุทธศักราช ๙๓๒ โดยพระไชยเชษฐธิราช กษัตริย์ประเทศลาวเป็นผู้สร้าง แต่ภายหลังกลายสภาพเป็นวัดร้าง ต่อมาประชาชนได้มาบูรณะแล้วสร้างใหม่จนเสร็จ เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ ๒๔๖๗ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ ๒๕๒๑ ในสมัยโบราณ เป็นฝ่ายอรัญวาสี(ธรรมยุต) ปัจจุบันสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย























พระประธาน เป็นรูปทรงนาคปรก ๗ เศียร หน้าตักกว้าง ๔ ศอก สูง ๑ เมตร ปางมุจลินทร์ เป็นศิลปสมัยล้านช้าง สร้างด้วยสูตรปูนสะทานเพชร (เป็นชื่อสูตรปูนในการสร้าง) มีส่วนผสมดังนี้ ทราย๕ส่วน ปูนขาว๒ส่วน น้ำมะขาม ๒ส่วน น้ำมันยาง โดยใช้อิฐเป็นโครงสร้างภายใน สร้างในสมัยสมเด็จพระไชยเชาฐาธิราช









พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช เป็นโอรสของพระเจ้าโพธิสารราชแห่งล้านช้าง มีพระราชมารดาเป็นธิดาพระมหากษัตริย์แห่งเมืองล้านนา (เชียงใหม่) สมัยทรงพระเยาว์มีพระนามว่า เชษฐวงศ์ มีพระอนุชาทรงนามว่า เจ้าท่าเรือ ครั้งเจริญวัย ฝ่ายเมืองเชียงใหม่ขาดราชทายาท กลุ่มเสนาอำมาตย์เมืองเชียงใหม่ จึงพร้อมใจกันเชิญเจ้าเชษฐวงศ์ ผู้สืบเชื้อสายราชวงศ์มังราย(ฝ่ายมารดา) ไปครองเมืองเชียงใหม่ พ.ศ ๒๐๘๖

เมื่อเสวยราชสมบัติเมืองเชียงใหม่ทรงพระนามว่า เจ้าไชยเชษฐาธิราช ครองเมืองเชียงใหม่ได้ไม่นาน พระเจ้าโพธิสารแห่งล้านช้างผู้เป้นพระราชบิดาก็สวรรคต พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช เสด็จมาร่วมจัดการถวายเพลิงพระศพพระราชบิดาที่เมืองหลวงพระบาง เมื่อ พ.ศ ๒๐๙๑ ในครั้งนี้พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชได้นำพระแก้วมรกต พระจันทร์แก้วขาว พระแทรกดำ และนักปราชญ์ราชบัณฑิต มายังอาณาจักรล้านช้าง ประจวบกับพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ กษัตริย์พม่า เริ่มแผ่พระราชอำนาจมายังอาณาจักรล้านนาเชียงใหม่ นัยว่าหลวงพระบางต่อต้านอำนาจพม่าที่เริ่มรุกรานเมืองเชียงใหม่ ดังศิลาจารึกพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเชียงใหม่ เป็นศิลาจารึกที่พระจ้าไชยเชษฐาธิราชสร้างไว้ที่เมืองเชียงราย (อำเภอเชียงแสน) กล่าวว่า “สมเด็จพระบรมบพิตร สถิตเสวยราชภิภพ ทั่งสองแผ่นดินล้านนาล้านช้าง” แสดงให้เห็นว่าพระจ้าไชยเชษฐาธิราช ทรงเข้าพระทัยเสมอว่าพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์สองอาณาจักร ฉะนั้นเมื่อเสร็จงานเพลิงพระศพพระราชบิดา พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชหาได้เสด็จกลับเมืองเชียงใหม่ พระเจ้าท่าเรือผู้เป็นพระอนุชาไม่พอพระทัย จึงเกิดสงครามแย่งราชสมบัติอาณาจักรล้านช้างอยู่ระยะหนึ่ง พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชชนะ ได้ครองเมืองหลวงพระบางอีกเมืองหนึ่ง แต่หลังจากนั้นพระองค์ไม่ได้กลับไปเมืองเชียงใหม่อีก เนื่องจากกองทัพพม่าเริ่มบุกรุกหัวเมืองของอาณาจักรล้านนาเชียงใหม่ พระองค์ทรงมีพระราชดำริเห็นว่า เมืองหลวงพระบางตั้งอยู่ในทำเลไม่ปลอดภัย จึงย้ายเมืองหลวงมาตั้งที่เมือง เวียงจันทร์






































พระจ้าไชยเชษฐาธิราช เอาใจใส่อาณาประชาราษฎร์ ในบริเวณสองฝั่งแม่น้ำโขง ตั้งแต่จังหวัด เลย หนองคาย อุดรธานี นครพนม สกลนคร อันเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อตระเตรียมกำลังทัพและเสบียงอาหารต่อสู้กองทัพอันเกรียงไกรของพม่า นอกจากนี้ยังพบหลักฐานอันมากมายที่พระองค์ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา บูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม ดังศิลาจารึกวัดจอมมณีจังหวัดหนองคาย (พ.ศ ๒๑๐๖) เป็นต้น


พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ได้ทรงทำนุบำรุงวัดถ้ำสุวรรณคูหา ถึงแม้ไม่ได้สร้างถาวรวัตถุ (พระสงฆ์ฝ่ายอรัญวาสีไม่พึงประสงค์) แต่ก็ได้พระราชทานวิสุงคามสีมา แก่วัดถ้ำสุวรรณคูหา ถึงด้านละ ๑,๐๐๐ วา (๒,๕๐๐ไร่) และได้พระราชทานนาจังหันอีกมากมาย (นาจังหันคือพื้นทีที่เป็นสิทธิ์ของวัด ผลิตผล เช่น มะพร้าว ตาล หมาก ฯลฯ ต้องเป็นสิทธิของวัดร้อยละ ๑๐ นั่นคือชาวบ้านทำไร่ทำนาได้ต้องนำมาถวายวัด ๑ ถัง ทุกๆจำนวน ๑๐ ถัง คือบ้านนาปู บ้านนาสิกส้าง บ้านนาต้น บ้านนาแพงเมือง ชาวบ้านที่ทำนาในพื้นที่เหล่านี้ ไม่ต้องถูกเกณฑ์ทหารและไม่ต้องเสียภาษี (ตามภาษาถิ่นเรียกว่าส่วยไร่) แก่เจ้าเมือง แต่มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงวัดถ้ำสุวรรณคูหา คือนำผลผลิตจากเรือกสวนไร่นามาถวายวัดร้อยละ ๑๐)













พระพุทธรูปนาคปรกปางสมาธิ ขนาดใหญ่ประดิษฐานในวิหารหันหน้าไปทางทิศตะวันตก











นอกจากนี้ในศิลาจารึกของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ยังได้กล่าวถึงเมืองสำคัญในระแวกวัดถ้ำสุวรรณคูหา นี้ด้วย คือ เมืองนาสี(บ้านนาเสีย) เมืองนาขาม(บ้านนาขาม) เมืองหินซน(บ้านวังหินซา) เมืองชนู(บ้านกุดฮู) เป็นต้น ยังมีใจความกล่าวถึงพระเถระชั้นผู้ใหญ่วัดถ้ำสุวรรณคูหา ชื่อว่า พระมหาอินทรวัชสังวรเจ้า รวมถึงตอนท้ายศิลาจารึกประกาศว่า “ท้าวมาลุน ขุนมาใหม่ได้อย่าได้มา มล้างพระราชอาญา ผู้ใดหากโลภตัณหามากแล มล้างพระราชอาญา ให้ผู้นั้นไปสู่อุบายทุกข์ทั้งสี่ ท้าวพระยาที่มีอำนาจภายหลัง อย่าได้ลบล้างคำสั่งของพระราชอาญานี้ หากใครมีใจโลภมาลบล้างคำสั่งนี้และยึดเอาสิ่งของไร่นานี้เป็นของตน ขอให้ตกนรกหรืออุบายภูมิทั้งสี่”


























ความสำคัญทางด้านสังคมวัฒนธรรม จากการศึกษาศิลาจารึกวัดถ้ำสุวรรณคูหานี้ พบว่ามีชุมชนที่เป็นหมู่บ้านและเป็นเมืองอยู่จำนวนไม่น้อย เพราะดินแดนภาคอิสานในสมัยอยุธยาตอนต้น ไม่พบว่ามีเอกสารทางด้านประวัติศาสตร์ใดๆ กล่าวถึง จะเป็นพระราชพงศาวดารอยุธยา หรือพระราชพงศาวดารลาวก็หาได้กล่าวถึง ชื่อบ้านนามเมืองในแถบนี้ไม่ แต่จากหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกวัดถ้ำสุวรรณคูหานี้ ทำให้เราทราบถึงชุมชนอิสานบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงตอนเหนือได้ ถึงแม้จะไม่ได้รายละเอียดมากนักก็ตาม แต่ก็ได้กล่าวถึงชื่อบ้านนามเมือง จำนวนไม่น้อย เช่น เมืองนาเรือ เมืองนาขาม เมืองหินซน เมืองชนู และชุมชนแบบหมู่บ้าน อีก เช่นนาปู นาท่าเป็ด นาหัน นาไก่เขี่ย นาแพงเมือง และนาสีกส้าง เป็นต้น


ปัจจุบัน อาณาบริเวณวัด ที่เป็นเขา ก็ยังมีสภาพเป็นป่าอยู่บ้าง บริเวณวัดก็ไม่ค่อยมีเสนาสนะ สิ่งก่อสร้างมากมาย ยังเป็นเพียงวัดเล็กๆ ที่ซ่อนประวัติความเป็นมาอันยาวนาน ไว้ให้คนได้ค้นหา

TraveLArounD


ข้อมูลจาก - เทศบาลตำบลสุวรรณคูหา//www.suwankhuha.com/thai/index.php?option=com_content&task=view&id=43&Itemid=60




 

Create Date : 03 มกราคม 2552    
Last Update : 3 มกราคม 2552 13:49:10 น.
Counter : 7917 Pageviews.  

ไปเที่ยวชม "บ้านจักรพงษ์" กันดีกว่า

ไปเที่ยวชม "บ้านจักรพงษ์" กันดีกว่า


ในโอกาส เปิดบ้านจักรพงษ์ ฉลอง 100 ปี พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์

นับเป็นโอกาสอันดีของเรา ที่ตอนนี้ เป็นโอกาสครบรอบ 100 ปีแห่งการประสูติของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ พระโอรสองค์เดียวในสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ และหม่อมคัทริน











ซึ่งในปีนี้ มูลนิธิจุลจักรพงษ์ บุญนิธิ นำโดย ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ พระธิดา จึงจัด “นิทรรศการ 100 ปีจุลจักรพงษ์” เพื่อเทิดพระเกียรติ “พระองค์จุลฯ” ที่บ้านจักรพงษ์ ท่าเตียน โดยได้เปิดงานเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา บ้านจักรพงษ์ ซึ่งที่จริงคือ วังจักรพงษ์ นับเป็นงานสถาปัตยกรรมที่สวยงามในอดีต และได้รับการอนุรักษ์ ไว้อย่างดี คนที่ชอบบ้าน และการตกแต่ง สวยๆงามๆ ไม่น่าพลาด











ภายในงานจัดในบรรยากาศเป็นกันเอง เริ่มต้นด้วยการฉายภาพยนตร์ “ภาพแห่งชีวิต จุลจักรพงษ์” รอบปฐมทัศน์ ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่นำเสนอเรื่องราวพระประวัติของ “พระองค์จุลฯ” ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ จนถึงปั้นปลายพระชนม์ชีพ ซึ่ง กู้-ภูวสวัสดิ์ จักรพงษ์ ลูกชาย คนเล็กของ ม.ร.ว.นริศรา ผู้ตัดต่อได้กล่าวเปิดใจก่อนการฉายภาพยนตร์ว่า “ผมไม่มีโอกาสได้รู้จักท่านตาและหม่อมยาย การได้มีโอกาสมาทำภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำให้ได้สัมผัสสิ่งวิเศษที่ท่านตาทำไว้ ได้รู้สึกว่าย้อนอดีตด้วย ได้เห็นการศึกษาของท่านตาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ การแข่งรถ และการกลับมาเยี่ยมเมืองไทย การได้ตัดต่อภาพยนตร์เรื่องนี้ รู้สึกปลื้มใจและทำให้รู้สึกชื่นชมความสามารถของท่านตา ขอบคุณแม่ที่สร้างหนังเรื่องนี้ ทำให้ได้เห็นภาพน่ารักและความสง่างามของท่านตาและหม่อมยาย” ด้าน ม.ร.ว.นริศรากล่าวเปิดงานสั้นๆว่า การจัดนิทรรศการครั้งนี้ จะนำรายได้ทั้งหมดเข้าสมทบทุนในมูลนิธิจุลจักรพงษ์ บุญนิธิ ที่ตั้งไว้ 40 กว่าปี เพื่อเป็นทุนการศึกษาสำหรับเด็กเรียนดีแต่ด้อยโอกาส











สำหรับพระประวัติของ “พระองค์จุลฯ” นั้นทรงเป็น พระราชนัดดาองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรม ราชินีนาถ พระองค์ได้เสด็จไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษ ภาย หลังการทิวงคตอย่างกะทันหันของพระบิดา ทรงสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนแฮร์โรว์ และมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ต่อมาได้ทรงอุปถัมภ์และสนับสนุนพระองค์พีระฯ นักแข่งรถให้ได้รับชัยชนะ นำธงไตรรงค์ไปโบกสะบัดในยุโรปเมื่อกว่า 70 ปีที่แล้ว

ด้านการเขียนทรงเป็นนักประพันธ์ มีผลงานชิ้นเอกคือ เจ้าชีวิตและเกิดวังปารุสก์ ซึ่งในนิทรรศการนี้ นอกจากจะนำเสนอพระประวัติแล้ว ยังได้ชมบรรดาสิ่งของหรือต้นฉบับที่เกี่ยวกับ พระองค์จุลฯ เป็นครั้งแรก พร้อมยังมีการฉายภาพยนตร์ ที่เลือกสรรจากหนังเก่าส่วนพระองค์ที่หาชมได้ยากจากภาพยนตร์ “ภาพแห่งชีวิต จุลจักรพงษ์” อันเป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายตั้งแต่ต้นรัชกาลที่ 7 ที่บันทึกเหตุการณ์ สำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศ ของพระองค์จุลฯ ที่แสดงให้เห็นสภาพบ้าน เมืองไทยเมื่อ 70 ปีที่แล้ว










นิทรรศการนี้จัดแสดงที่บ้านจักรพงษ์ ถนนมหาราช ท่าเตียน ใกล้ โรงเรียนราชินี เปิดให้ชมระหว่างเวลา 10.30-16.30 น. ทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ และวันที่ 20 ธ.ค. บัตรเข้าชมราคา 500 บาท รวมหนังสือที่ระลึกซึ่งมีแผ่นดีวีดีความยาว 36 นาทีเรื่องภาพแห่งชีวิต จุลจักรพงษ์ ด้วย ก่อนแวะไปดูนิทรรศการของจริง สามารถติดตามการเปิดบ้านจักรพงษ์ ได้ทางรายการ “วีไอพี” ในวันที่ 22 ธ.ค. เวลา 20.30 น.ทางโมเดิร์นไนน์ ทีวี.



ข่าวจาก - นสพ.ไทยรัฐ - 19 ธ.ค. 51
//www.thairath.co.th/news.php?section=society&content=115720




 

Create Date : 20 ธันวาคม 2551    
Last Update : 20 ธันวาคม 2551 14:12:24 น.
Counter : 5431 Pageviews.  

1  2  3  

travelaround
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 164 คน [?]





ยินดีต้อนรับทุกท่านที่แวะเข้ามาชม blog มีข้อคิดเห็น เชิญ comment มาได้นะครับ ถ้าตอบได้ จะตอบให้ทันทีครับ แต่ถ้าไม่ทราบ ต้องขอเวลา จะค้นคว้ามาให้อ่านกัน ท่านที่จะถามคำถาม หรือติดต่อเรื่องบทความ ได้ทาง Email :- d_sign_place@yahoo.com ครับ


เรื่องต่างๆที่ผมได้เขียนหรือรวบรวม เรียบเรียงมานี้ ยินดีให้ทุกท่านได้อ่านเป็นวิทยาทานและเพื่อการศึกษา ถ้าจะนำไปโพสต่อใน website สาธารณะ หรือ website อื่นใดที่ไม่ใช่ทางพาณิชย์ กรุณาระบุที่มา คือ https://www.travelaround.bloggang.com และนามปากกาผู้เขียนคือ TraveLArounD ด้วย

แต่ขอสงวนสิทธิ์สำหรับการนำไปใช้ ในเชิงพาณิชย์ หรือโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง จะถูกดำเนินคดี ตามกฏหมายลิขสิทธิ์

ส่วนบทความหรือภาพถ่ายใดๆ ที่ได้นำมาจาก website อื่น เพื่อเป็นข้อมูลประกอบเรื่องนั้นๆ เป็นการถ่ายทอดจากวิจารณญาณแล้วว่า มีความถูกต้องเป็นจริง มากที่สุด และได้นำมาจาก website ที่เป็นสาธารณะ ถ้าเรื่องราวหรือภาพของท่านที่ได้นำมาถ่ายทอดนี้ ไปละเมิดลิขสิทธิ์ของท่าน กรุณาแจ้งมาทาง email :– nana_sara1000@ymail.com ผมจะทำการลบข้อมูลหรือภาพที่ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าว ออกทันที

Acknowledges that I try to write or report accurately but postings may contain fact , speculation or rumor. I find images from the Web that are believed to belong in the public domain. If any stories or images that appear on the site are in violation of copyright law, please email to :- nana_sara1000@ymail.com and I will remove the offending information as soon as possible.


Website counter
: Users Online









ที่ดินเชียงใหม่ ทางไปแม่ริม ใกล้ศาลากลาง และสนามกีฬา 700 ปี ติดน้ำปิง ในหมู่บ้านเพชรริมปิง พื้นที่ 667 ตารางวา @ 14,000.- บาท สภาพแวดล้อมดี สนใจติดต่อ โทร. 0859559950



DESIGN PLACE CO.,LTD. รับออกแบบ และตกแต่งภายใน บ้านพักอาศัย ในแบบไทย และไทยร่วมสมัย



มรดก ฉบับที่ 1

มรดก ฉบับที่ 2

มรดก ฉบับที่ 3

มรดก ฉบับที่ 4

มรดก ฉบับที่ 5

มรดก ฉบับที่ 6

มรดก ฉบับที่ 7

ช่วยสนับสนุนการจัดทำ BLOG ด้วยการซื้อหนังสือ "มรดก" 1ชุด 7เล่ม (หนังสือเก่า) ในราคาชุดละ 700 บาท (รวมค่าส่งทางไปรษณีย์)

สนใจสั่งซื้อทาง E-mail :- nana_sara1000@ymail.com



New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add travelaround's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.