"ความสามัคคีปรองดอง เป็นกำลังอย่างสูงสุดของชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ความสามัคคีของคนในชาติ จะทำให้บ้านเมืองผ่านพ้นอุปสรรค และทำให้สังคมไทย ร่มเย็นเป็นสุข" พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
สนใจลงโฆษณา ในพื้นที่ข้างบน ติดต่อ email : nana_sara1000@ymail.com
Home Lover’s Corner นานา สาระ๑๐๐๐ นานา สารพัด พระพุทธประวัติ ภาคพิเศษ
Travel Around the World Real Estate Buyer's Guide สุขภาพกาย สุขภาพใจ Pets & Animals
ปางพระพุทธรูปตามพุทธประวัติ Horoscope 12 ราศี พระพุทธศาสนา World of Beautiful Musics

DOs & DON’Ts : แนะจัดห้องนอน ตามหลักฮวงจุ้ย


DOs & DON’Ts : แนะจัดห้องนอน ตามหลักฮวงจุ้ย


ไม่ได้โพสเรื่องฮวงจุ้ยไปนาน ขอกลับมาโพสเรื่องฮวงจุ้ยกันอีกครั้ง โดยจะมาดูเรื่องของห้องนอนอีกทีครับ เพราะคนสนใจในเรื่องของห้องนอนกันมาก ในด้านฮวงจุ้ยแล้ว ห้องนอน เป็นห้องที่มีความสำคัญมากที่สุดห้องหนึ่งของบ้าน ช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน มีห้องนอนเป็นห้องหลักที่เราเลือกใช้ชีวิตอยู่ กว่า 1 ใน 3 ของชีวิต ห้องนอนจะส่งผลต่อทั้งด้านสุขภาพ การงาน ความรัก และสภาพการเงินของเจ้าของห้อง


ฮวงจุ้ย เป็นศาสตร์แห่งการสร้างความเป็นอยู่และสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงความสมดุลแห่งธรรมชาติ ที่เกี่ยวพันกับชีวิตมนุษย์ สิ่งที่ ศาสตร์ฮวงจุ้ยให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น คือเรื่องของพลัง ดังนั้นผู้ที่จะเข้าใจเรื่องของฮวงจุ้ยได้ จึงต้องเข้าใจทฤษฎีของพลัง และพลังในที่นี้ ผมขอว่าให้ง่ายเข้ามาหน่อย หรือสัมผัสได้ง่าย กว่าพลังอื่นๆ คือพลังงานนั่นเอง ทั้งพลังงานความร้อน (และความเย็น) พลังงานลม และพลังความรู้สึกของเรา (ด้านจิตใจ)

ส่วนพลังที่จะเข้าใจยากกว่า ได้แก่ พลังหยิน พลังหยาง กับ พลังชี่ ที่อธิบายกันยาก ผมจึงจะบรรยายควบคู่กับไป เพื่อให้เป็นวิทยาศาสตร์มากหน่อย ฮวงจุ้ย ให้ความสำคัญกับความสมดุลของพลังงานในห้องต่างๆ เป็นอย่างมาก เช่นห้องนอน ควรเป็นห้องที่มีความสงบ อันเป็นลักษณะของ "พลังหยิน" เพื่อที่ผู้พักอาศัยจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ตรงข้ามกับห้องทำงาน หรืออาคารสำนักงาน ที่ควรมีการเคลื่อนไหว คึกคัก อันเกิดจากพลังด้านหยาง ในแง่นี้อธิบายได้ว่า พลังหยิน ก็คงจะคล้ายๆกับพลังเย็น หรือความสงบ ส่วนพลังหยาง ก็จะเป็นด้านของ พลังความเคลื่อนไหว ที่มีชีวิตชีวานั่นเอง

ดังนั้นห้องนอน จึงควรมีลักษณะที่ มีพลังเย็น เพื่อให้ผู้อยู่อาศัย มีความสงบ และสบายนั่นเอง ในอันดับแรก เราจะพูดเรื่องที่เห็นได้ สัมผัสได้กันก่อน เรื่องที่ทำให้อยู่สบาย ความมีสุขภาพดี ส่วนเรื่องของ ความมีโชคลาภ ความเจริญรุ่งเรือง เอาเป็นเรื่องของผลพลอยได้ เพราะพิสูจน์ยังไม่ได้ จะมาเมื่อไร ก็ยังไม่เห็น

เมื่อรู้หลักอย่างนี้ เราก็จะจัดห้องนอนของเราได้ง่ายขึ้น โดยแบ่งเป็น DOs กับ DON’Ts ในการจัด หรือการวางสิ่งต่างๆ ให้อยู่ในตำแหน่งหรือทิศทาง ที่ถูกต้องเหมาะสม เพื่อควบคุมสมดุลแห่งธรรมชาติ แต่เท่าที่ผมรวบรวมมาได้จากตำราฮวงจุ้ยหลายแห่ง จะมีแต่ข้อห้ามมากมาย ข้อแนะนำไม่ค่อยมี อ่านแล้วอย่าเพิ่งหงุดหงิดนะครับ เพราะห้ามโน่น ห้ามนี่ เยอะแยะ (ในใจคงนึก แล้วนี่..จะให้ตูทำยังไงล่ะ !)

มาดูข้อห้ามกันก่อน ดังนี้


สิ่งที่ไม่ควรทำ (DON’Ts)


ผมได้แยกเป็นหมวดๆตามลำดับการตกแต่ง เพื่อง่ายต่อความเข้าใจครับ

หมวดที่ 1. การวางผังห้อง
เป็นเรื่องที่ต้องทำก่อนอื่น สำหรับผู้ที่จะสร้างบ้านใหม่ หรือจองบ้านใหม่ อาจมีบางเรื่องที่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ก่อนที่บ้าน หรือห้อง จะสร้างเสร็จ สำหรับคนที่อยู่บ้านเดิม อาจจะข้ามข้อนี้ไปเลย หรือถ้าเชื่อฮวงจุ้ยมาก ก็อาจจะต้องเสียเงิน เสียเวลา ปรับปรุงบ้านกันยกใหญ่เลย

1.1 “ประตูห้องนอนตรงกับประตูห้องน้ำไม่ดี จะเกิดโรคภัย ธุรกิจสะดุด” :- การออกแบบห้องน้ำ ในห้องนอน ของบ้านส่วนใหญ่ก็จะไม่วางตำแหน่งประตูทั้งสองตรงกัน แม้ห้องน้ำจะอยู่ตรงข้ามห้องนอน ก็ไม่นิยมหันประตูมาตรงกับห้องน้ำ แต่สำหรับคอนโดฯส่วนใหญ่ หันตรงกันหมดเลี่ยงยาก เพราะถ้าวางห้องน้ำเยื้องกับประตูแล้ว ยิ่งทำให้พื้นที่ห้องต้องเสียไปกับทางเดิน หรือเรียกว่า “กินที่” มากกว่าการเอาห้องน้ำมาอยู่ตรงประตู (ซึ่งจะมีทางเดินที่สั้น และใกล้กว่า แต่ถ้าเราระวังรักษาความสะอาดของห้องน้ำอย่างดี ก็ไม่น่าจะต้องห่วง แต่ถ้าคุณไม่รักษาความสะอาด แล้วสุขภาพไม่ดี เจ็บป่วย ธุรกิจของคุณก็ต้องสะดุดแน่นอนครับ (ทำงานก็ไม่ได้เต็มที่ เวลาทำงานก็ต้องเจียดไปหาหมอหรือแวะเวียนเข้าแต่โรงพยาบาล แถมลูกค้าเห็นสุขภาพไม่ดี ก็ไม่เชื่อถือ เป็นเรื่องที่จะตามมาเป็นฉากๆ เลยครับ)

1.2 “ประตูใหญ่ตรงกับประตูห้องนอน จะเก็บเงินไม่อยู่ มีปากเสียง ไม่ดี” :- ประตูใหญ่ตรงประตูห้องนอน ก็คงจะต้องเป็นบ้านชั้นเดียว ประตูใหญ่นั้น ก็ต้องมีคนเข้าออก หรือเดินผ่านมากที่สุดในบ้าน การมีประตูห้องนอนอยู่ตรงนี้ ก็คงได้รับผลกระทบรบกวนความสงบมากกว่าใคร และถ้าอารมณ์ไม่ดี ก็ย่อมมีปากเสียงได้ง่าย และถ้าเลยเถิดไปถึงขั้นลงมือลงไม้ ก็มีความเสี่ยงที่จะเสียเงินอีกด้วย ส่วนเรื่องการเก็บเงินไม่อยู่ไม่น่าจะมีเหตุอื่น

1.3 “ประตูห้องนอน ห้ามตรงกับบันได ไม่ดี” :- บันใดก็เป็นทางสัญจรประเภทหนึ่ง และการใช้งานก็อาจจะมีเสียงดังกว่าการเดินบนพื้นเรียบธรรมดา โดยเฉพาะบันใดไม้ จึงจะถูกรบกวนเช่นเดียวกับข้อแรก

1.4 “หลังคาไม่ควรเปิดให้แสงสว่างกระจายเข้ามาสู่ห้องนอนเจ้าของบ้าน” :- ห้องนอน อาจจะต้องการแสงสว่างน้อยกว่าห้องอื่นๆ เช่นห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน ทำให้รบกวนการนอนได้ ห้องนอนจึงต้องการ การระบายถ่ายเทอากาศที่ดีมากกว่า

1.5 “ไม่ควรมีหน้าต่างลักษณะกลม” :- ลักษณะบานหน้าต่าง ไม่ว่าจะเหลี่ยมหรือกลม หรือเป็นอย่างอื่น ก็ไม่น่าจะมีปัญหากับการอยู่อาศัย แต่การก่อสร้างนั้น ผมก็ไม่ค่อยเจอกับหน้าต่างกลม เรียกว่า 1 ใน ล้าน ถึงจะเจอ เพราะหน้าต่างกลมทำยาก ไม่สะดวกหลายประการ

1.6 “ลักษณะห้องไม่ควรผิดปกติหรือมีมุมมากจนเกินไป” :- ผมว่าห้องทุกห้อง ก็ไม่ควรจะมีลักษณะผิดปกติ หรือมีมุมมากจนเกินไปทั้งนั้น ในแง่กายภาพ ทั้งด้านมุมมอง การจัดวางเฟอร์นิเจอร์หรือสิ่งของ ก็ทำได้ยากทั้งสิ้น

1.7 “พื้นไม่ควรต่ำกว่าห้องน้ำ” :- ข้อนี้ก็เช่นเดียวกับข้อที่แล้ว พื้นห้องทุกห้องก็ไม่ควรต่ำกว่าห้องน้ำทั้งสิ้น คิดดูว่าน้ำ ถ้าไหล ถ้าล้นเข้ามาในห้อง จะอุตลุด วุ่นวายขนาดไหน

1.8 “เตาไฟ อ่างน้ำ หรือโถส้วม ไปตั้งอยู่หลังฝาผนังตรงหัวเตียงไม่เป็นมงคล” :- ห้องครัว หรือห้องน้ำ เป็นห้องที่มีกลิ่น ควัน และเสียงในการใช้งาน การมีหัวนอนอยู่ติดห้องดังกล่าว ก็ไม่น่าจะดี แต่อาคารสมัยใหม่นี่ การทำผนังมีมาตรฐานกว่าสมัยก่อนมาก ในแง่กายภาพก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ความเป็นมงคลนี่ บอกไม่ได้ครับ

1.9 “ เพดานควรออกแบบให้ได้สัดส่วนกับห้อง” :- เรื่องนี้สัมพันธ์กับความรู้สึกโดยตรง เพราะห้องนอนเป็นห้องเดียว ที่เราต้องนอนมองเพดาน ความสูงของเพดาน จึงมีความสำคัญมาก ถ้าต่ำเกินไป ก็จะทำให้รู้สึกอึดอัด แต่ถ้าสูงเกินไป จะทำให้รู้สึกโหรงเหรง หรือโหวงเหวง เวลานอนก็จะทำให้ไม่รู้สึกอบอุ่น หรือน่ากลัว แต่ก็แก้ได้โดยใช้เตียงแบบมีเสามีหลังคา ก็ช่วยให้เกิดความอบอุ่นปลอดภัยขึ้นได้

1.10 “มีเพดานลาดเอียงต้องปฏิบัติอย่างระวัง” แม้ว่าเพดานลาดเอียงไม่ควรจะอยู่ในห้องนอน แต่หากคุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ก็ให้คุณจัดวางตำแหน่งเตียงนอนอย่างระมัดระวัง อย่าจัดเตียงให้อยู่ใต้เพดานที่ลาดโดยตรง เพราะจะเป็นการสร้างความไม่สมดุลให้เกิดขึ้นในขณะที่คุณหลับ นอกจากนี้เพดานที่ลาดเอียงยังก่อให้เกิดความรู้สึกที่ “อึดอัดคับแคบ” ให้หมั่นทำให้ห้องนี้สว่างไสวไว้ตลอดเวลา การทำให้ห้องสว่างเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดของการ “ยกระดับ” พลังงานในห้องนี้ได้ ทั้งยังเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการต่อกรกับผลกระทบเชิงลบใดๆ ที่มีสาเหตุมาจากเพดานลาดนี้อีกด้วย สีโทนร้อนเหมาะอย่างยิ่งกับห้องประเภทนี้ เพราะพลังงานธาตุไฟจะเพิ่มสูงขึ้น เทคนิคการใช้สีโทนนี้ยังเหมาะกับห้องนอนที่ตั้งอยู่ในทิศใต้ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ และทิศตะวันออกเฉียงเหนืออีกด้วย :- ความลาดเอียงของเพดาน ก็ให้ความรู้สึกคล้ายเพดานที่เตี้ยเกินไป ห้องนอนที่มีเพดานลาดเอียงจึงต้องดูตำแหน่งการตั้งเตียง ให้อยู่ค่อนไปในตำแหน่งสูงมากกว่า อย่างเดี๋ยวนี้โรงแรมแบบ resort ที่มีห้องแพงๆ ก็นิยมทำเพดานเอียง จะได้รับความนิยมกว่าเพดานแบบธรรมดา


หมวดที่ 2. การวางตำแหน่งเตียง


2.1 “ประตูห้องนอนตรงกับเตียงนอนไม่ดี” หรือ “เตียงนอนตรงประตู ทางเข้าออก ป่วยออดๆ แอดๆ เสมอ” :- เรื่องนี้ ถ้าเป็นห้องนอนส่วนตัว ผมก็ยังนึกข้อเสียทางกายภาพไม่ออก แต่นึกย้อนไปในอดีตพอได้ว่า ห้องนอนสมัยก่อนนั้น ไม่ว่า จีน หรือไทย ส่วนหนึ่ง เขาจะเป็นห้องนอนใหญ่ แบบนอนรวม ดังนั้น การมีประตูตรงกับเตียง หรือเตียงของใคร ที่นอนของใคร คนนั้นก็คงนอนไม่สบายนัก คนโน้น คนนี้ เดินผ่านไปมา ต้องรบกวนการนอนบ้างเป็นแน่ แล้วในสมัยนี้คุณลองนึกภาพดูว่าห้องนอนเล็กๆ จะตั้งเตียงให้พ้นประตูห้องนอนนั้น ทำได้ง่ายหรือไม่?

2.2 “ประตูห้องส้วม ตรงกับเตียงนอน ไม่ดี” หรือ “เตียงนอนตรงประตูห้องน้ำ ป่วยด้วยโรคช่องท้อง เช่น มดลูก ท่อ ปัสสาวะ ต่อมลูกหมาก อัมพาต” หรือ “ไม่ควรมีห้องน้ำหรือห้องส้วมตั้งอยู่เหนือตำแหน่งเตียง” :- อิทธิพลของตำแหน่งแบบนี้ ไม่มีคำอธิบายเช่นกันครับ แต่มาตรฐานการออกแบบก็ไม่นิยมให้ประตูห้องน้ำหันเข้าหาเตียงหรือห้องอยู่ แล้ว มักจะหันประตูไปออกทางเดินมากกว่า โดยเฉพาะเรื่องกลิ่นจะได้ไม่ออกมารบกวนคนนอน เชื้อโรคก็ไม่ฟุ้งกระจายออกมา

* สรุปแล้วคือ เตียงไม่ควรวางตรงกับประตูใดๆ

2.3 “การตั้งเตียงเป็นมุมทแยง ไม่ดี จะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ” :- การตั้งเตียงทแยงนั้น หลักการออกแบบไม่ค่อยมีใครทำกัน เพราะมันเกะกะ กินที่ แต่วางแบบนี้ ไม่น่าจะเกี่ยวกับการเกิดโรคภัยไข้เจ็บ

2.4 “ห้ามนอนเอาเท้าหันไปสู่ประตู” :- เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องของจิตใจ หรือมงคล อัปมงคลมากกว่า โดยเฉพาะเรื่องการหันเท้าไปทางพระ คนก็ไม่นิยมอยู่แล้ว

2.5 “เตียงนอนไม่ควรวางอยู่ใต้คานเปลือย” หรือ “เตียงนอนอยู่ใต้คาน ทำให้ต้องรับภาระหนัก มีเรื่องให้แก้ปัญหาเสมอ” :- เรื่องนี้เจอปัญหาบ่อย เพราะเขาถือกันมาก แต่ห้องเล็กๆ บ้านเล็กๆไม่มีปัญหา เพราะคานไม่อยู่กลางห้องอยู่แล้ว บางบ้านแม้ว่าคานจะมีฝ้าเพดานปิดทับ ก็ยังไม่ยอมเลย การส่งผลร้ายของคานนั้น ผมไม่มีข้อพิสูจน์ แต่ในด้านความรู้สึกหรือจิตใจนั้น ย่อมไม่ดีแน่นอน เห็นคาน หรือฝ้าเพดานต่างระดับมันแปลกๆพิกล อย่างน้อยก็น่าทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัดได้

2.6 “เตียงนอนมีเสาบังอยู่ทั้ง 2 ข้าง เหมือนถูกบีบจากเสามีแต่เรื่องเครียดอยู่ตลอดเวลา” :- ถ้าเป็นเสาโด่ๆอยู่กลางห้อง มันก็ดูตลกๆนะครับ ดูยังไงก็ไม่สวย แต่ถ้าเป็นเสาชิดผนัง ก็คงไม่เป็นไร ยิ่งฝรั่งชอบมาก ทำเสาประดับหัวเตียงสองข้าง หรือถ้ากลัวจะแต่งหัวเตียงไม่สวย เราก็ก่ออิฐเสมอเสา ให้เรียบเป็นผนังเต็มไปเลย ก็สวยดี

2.7 “หัวเตียงต้องชิดฝาผนัง” หรือ “เตียงนอนวางลอย ๆ กลางห้อง เหมือนเมรุเผาศพ คนเดินผ่านได้รอบข้างเป็นการจัดวางที่รับอันตรายได้รอบทิศทาง ถือว่าไม่เป็นมงคล” :- การวางเตียงลักษณะนี้ก็ไม่ค่อยมีคนทำอยู่แล้ว เพราะการจะวางเตียงลอยกลางห้องได้นั้น ห้องนอนจะต้องใหญ่พอสมควร แต่ต้องมีส่วนประกอบอื่นเสริมด้วย เช่นยกหัวเตียงสูงหน่อย เป็นแผงหลัง หรือมีเสา มีซุ้มประกอบ แต่ถ้าเป็นเตียงลอยๆเลย ก็ไม่นิยมทำอยู่แล้ว เพราะจะเกิดความรู้สึกโล่ง โหวงเหวง ไม่ปลอดภัย และนอนไม่หลับ

2.8 “วางเตียงนอนไว้ใต้บันได ถือว่ารับแต่ของสกปรก หรืออัปมงคลไว้ตลอดเวลาเป็นลักษณะกดทับ แก้ปัญหายาก” :- ใต้บันได เป็นที่ที่คนไทยถืออยู่แล้ว เพราะคนไทยถือที่ต่ำ ที่สูง ถือหัว ไม่ยอมให้ใครข้าม อีกทั้งบันใดเป็นทางเดินประเภทหนึ่ง เมื่อมีคนเดินไปมา ก็ต้องมีเสียงบ้าง คนที่นอนใต้บันได จะหลับสบายได้อย่างไร

2.9 “ไม่ควรตั้งเตียงเข้าหามุมห้อง” :- ข้อนี้ ถ้าเป็นห้องเล็กๆ ก็จะหลีกเลี่ยงลำบาก วางเตียงเข้ามุมห้องหรือทแยงก็ไม่สวยทั้งสองอย่าง แค่วางเตียงชิดผนังด้านหนึ่ง ก็จะทำให้ไม่สะดวกบ้าง เช่นการเปลี่ยนผ้าปูที่นอน

2.10 “ไม่ควรหันเตียงเข้าหาหน้าต่างที่มองเห็นแท็งค์น้ำหรือปล่องไฟ” :- ข้อนี้ไม่ค่อยสำคัญนัก เพราะปล่องไฟในเมืองไม่ค่อยจะมีอยู่แล้ว แค่มองเห็นผมว่ายังไม่เป็นไร จะไม่ดีต่อเมื่อหน้าต่างไปใกล้ปล่องไฟนั่นแหละ เป็นเรื่อง เพราะทั้งความร้อน ฝุ่น ควัน มลพิษ มันออกมาจากปล่องไฟทั้งนั้น ส่วนแท็งค์น้ำ ไม่ค่อยมีผลร้ายอะไร อย่าไปคิดมาก

2.11 “เตียงเดี่ยวสองหลังแสร้งทำเป็นเตียงคู่” เตียงสองหลังที่แยกกันแต่ใช้หัวเตียง (head board) แท่นเดียวกัน หากลักษณะการจัดเตียงเช่นนี้เป็นของคู่สามีภรรยา ก็จะเป็นลางไม่ดีต่อทั้งสองคน เพราะฟูกที่แยกกันสองผืนแต่ทำให้ดูเหมือนเป็นเตียงคู่หนึ่งหลัง เป็นสิ่งบ่งบอกถึงการแตกแยกกันในคู่ตั้งแต่ระดับรากฐานเลย ถ้าคุณต้องนอนเตียงที่แยกกันสองหลัง (อันเนื่องมาจากพฤติกรรมการนอนบางอย่าง หรือด้วยเหตุผลอื่นๆ) ก็ให้ใช้เตียงที่เห็นว่าแยกกันไปเลย เมื่อใดที่เตียงถูกทำให้ดูเหมือนเป็นอันเดียวกันทั้งๆ ที่ไม่ใช่ จะเป็นสัญลักษณ์ว่าทุกอย่างนั้นดูหอมหวานจากภายนอก แต่ความจริงนั้นขมขื่นยิ่งนัก :- ข้อนี้ก็ฟังดูเหมือนไม่น่ามีเหตุผล หรือความแตกต่างนัก อยู่ที่ความเชื่อครับ


หมวดที่ 3. ลักษณะของเตียง
ลักษณะเตียงนี่ ไม่ค่อยมีข้อห้ามนัก สมัยใหม่นี่ ยิ่งมีรูปแบบหลากหลายมากมาย ดังเช่นเรื่อง “เตียงนอน” ที่ผมเขียนไปแล้ว ข้อห้ามอย่างเดียว ที่เกี่ยวข้องคือ “ไม่แนะนำให้ใช้เตียงในลักษณะกลม” ซึ่งก็ไม่เห็นเขียนบอกกข้อเสียไว้ด้วย เท่าที่พบมา ผมเคยเห็นเตียงกลมอยู่แค่ ครั้ง สองครั้งเท่านั้น ครั้งแรกเลย คือ เตียงเพลย์บอย ของ คุณ 007 (ที่ รร.ม่านรูด นิยมเอาไปใช้ แน่ะ! รู้เสียอีก) และหลังๆนี้ ก็เห็นอีกแบบสองแบบ เท่านั้นครับ คงเป็นเพราะที่นอนส่วนใหญ่ กว่า 99 % เขาทำเป็นเหลี่ยมแบบมาตรฐาน นั่นเอง ที่นอนกลมๆ หาซื้อยากมากๆ จึงไม่มีใครนิยมใช้
ในข้อนี้ จึงเป็นที่สบายใจได้ว่า คุณจะสามารถเลือกซื้อเตียง ได้หลากหลายแบบ ได้ตามใจปรารถนาเลยก็ว่าได้ ชอบแบบไหน ซื้อแบบนั้นมาใช้ได้เลยครับ


หมวดที่ 4. การจัดวางเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ


4.1 “หิ้งลอย ตู้ลอยไม่ควรอยู่บนหัวนอน จะทำให้เครียด เกิดโรคทางสมอง” :- เรื่องนี้ พออธิบายได้ทั้ง 2 ทางนะครับ ทางกายภาพ มันก็จะอันตรายถึงชีวิตได้ ถ้าการติดตั้งหิ้ง หรืออะไรก็แล้วแต่ อยู่ตรงหัวนอน ถ้ามันหนักมาก ก็ยิ่งอันตรายมาก เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยงนะครับ ถ้าพื้นที่น้อย จะทำเป็นชั้น ก็ต้องมีขาตั้ง หรือมีอะไรรับน้ำหนัก ไม่ใช่แขวนลอยๆกับผนัง ส่วนทางจิตใจ ผมว่าจะทำให้อึดอัดได้ เช่นเดียวกับมีคานอยู่เหนือเตียง

4.2 “ไม่ควรวางกระจกไว้ตรงกับเตียง เพราะจะทำให้เสียสุขภาพ” หรือ “กระจกแผ่นใหญ่ส่องเตียงนอน ป่วยง่าย ทำให้ตกใจง่าย เหมือนถูกผีหลอก ทั้งๆที่เป็นตัวเอง การป่วยจะเป็นการป่วยเรื้อรัง โดยเฉพาะกระจกบานใหญ่ที่ยาวตั้งแต่พื้นจรดเพดานซึ่งสะท้อนภาพเตียงนอนทั้งหลัง ” “กระจกถือเป็นข้อห้ามอย่างที่สุดในห้องนอนและจะยิ่งร้ายเป็นพิเศษถ้าอยู่ใน ห้องนอนใหญ่ของบ้าน กระจกบานใดก็ตามที่สะท้อนเงาของเตียงนอนจะสื่อถึงความอลหม่านในชีวิตสมรส อันจะนำมือที่สามเข้ามาก่อให้เกิดการนอกใจขึ้นแม้กับคู่ที่รักกันเหนียวแน่น” :- ในทางกายภาพ ยังหาข้ออธิบายไม่ได้ ในผลต่อร่างกาย แต่ผลต่อจิตใจนั้น การตกใจจากแสงเงาในยามกลางคืนนั้น ย่อมสร้างความกลัว หรือหวาดระแวงได้เช่นกัน ห้องนอนควรเป็นห้องที่เรารู้สึกอบอุ่น ปลอดภัยมากที่สุด ในเวลานอน เพราะยังมีความเชื่อที่ว่า กระจกจะเป็นการเชื้อเชิญภูตผีวิญญาณให้เข้ามาในห้องขณะที่คุณกำลังหลับ

4.3 “เตียงนอนไม่ควรวางข้างตู้ขนาดใหญ่ เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อผู้พักผ่อน” :- ข้อนี้คงเป็นผลต่อจิตใจบ้าง ในแง่ความรู้สึกอึดอัด

4.4 “เตียงนอนใต้แอร์ ส่วนหัวเตียง ศีรษะจะถูกกดทับ ” :- ตำแหน่งของแอร์ ไม่ควรจะอยู่ในตำแหน่งของเตียงอยู่แล้ว เพราะทิศทางลมถ้าจะปรับเข้าหาคนตรงๆ ก็จะแรงเกินไป และส่วนของใต้ท้องแอร์ จะเป็นลมหมุนเวียนย้อนกลับ เป็นลมไม่บริสุทธิ์ อีกทั้งเครื่องแอร์ยังมีเสียงดัง มีการอุดตัน น้ำรั่วได้ จึงทำให้ไม่เหมาะสมที่จะวางตำแหน่งเหนือเตียงหรือหัวเตียง

4.5 “ไม่แนะนำให้มีชั้น หรือหิ้งไว้ที่ห้องนอนเจ้าของบ้าน” :- นอกจากด้านหัวเตียง ที่กล่าวห้ามไว้แล้ว ด้านอื่นๆ ก็น่าจะทำได้ โดยเฉพาะห้องนอนเล็กๆ ที่ต้องการใช้พื้นที่ทุกซอกมุมให้ได้ประโยชน์มากที่สุด กรณีนี้ น่าจะสันนิษฐานย้อนอดีตเช่นกัน ว่าชั้นหรือหิ้งวางของที่ว่า คงไม่ใช่สิ่งของส่วนตัว ของเจ้าของบ้าน หรือเจ้าของห้อง ที่เวลาใครจะใช้อะไร ก็ต้องมาเคาะประตูเรียก

4.6 “ไม่ควรมีภาพวาดหรือภาพถ่ายที่สัมพันธ์กันกับภาพทิวทัศน์ต่างๆ” :- ข้อนี้ก็อาจจะขัดกับการตกแต่ง เพราะรูปวิวนั้น ก็น่าจะสร้างความรู้สึกที่ดี ที่สบาย หรือสร้างจินตนาการได้ ไม่น่าจะห้าม

4.7 “ไม่ควรมีตู้ปลาในห้องนอนเจ้าของบ้าน” :- ตู้ปลาเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดหนึ่ง ในหนังฝรั่งหลายๆเรื่อง มักจะเห็นตู้ปลาอยู่ในห้องนอน ไม่ว่าของเด็ก หรือผู้ใหญ่ เป็นความนิยมของฝรั่ง แต่ก็ไม่รู้ว่า เขามีข้อเสียอะไรหรือเปล่า ส่วนของจีน เขาอาจมองว่ามันเป็นพลังหยาง หรือพลังที่ Active จึงไม่เหมาะกับห้องนอน

4.8 “เตียงนอนห้ามตั้งอยู่ตรงกับไฟ จะทำให้คนนอนสุขภาพไม่ดี” หรือ “เตียงนอนใต้ไฟ ศีรษะมีไฟส่อง ทำให้ปวดศีรษะง่าย เครียดง่ายหรือมีเรื่องร้อนใจเสมอ” :- ไฟเพดาน ไม่ว่าจะเป็นโคมติดเพดาน หรือไฟช่อนั้น ไม่ควรใช้กับห้องนอนอยู่แล้ว เพราะเมื่อเรานอนลงไป ก็จะมองเห็นไฟแยงตาเราทันที ทำให้เสียสายตาและปวดหัวง่ายๆ ห้องนอนตามมาตรฐาน เขาจึงมักใช้โคมไฟตั้งโต๊ะหัวเตียงมากกว่า ใช้ส่องอ่านหนังสือนอน จะหลับก็ปิดง่าย ไม่ต้องลุกไปปิดสวิทซ์ ให้หายง่วงเสียอีก หรือถ้าจะมีไฟเพดานก็ไม่ควรติดตั้งตรงตำแหน่งเตียงนอน


หมวดที่ 5. ข้อห้ามอื่นๆ
ก็ไม่พบอะไรมาก มีเพียง2 เรื่องคือ

5.1 “ไม่ควรโยกย้ายเตียง เมื่อภรรยาตั้งครรภ์ ” :- ซึ่งก็คงจะเกี่ยวกับสุขภาพของภรรยานั่นแหละครับ ท้องไส้ ไม่สบายอยู่แล้ว จะมาย้ายเตียงให้ปวดหัว วุ่นวายอีก เวลาย้ายที ก็ไม่มีที่นอน มีฝุ่นฟุ้งกระจาย กว่าจะย้ายเสร็จอาจทำให้ป่วยได้ จึงไม่ควรเป็นอย่างยิ่ง

5.2 “อย่าทาสีผนังและเพดานห้องนอน เป็นสีน้ำเงินหรือสีดำเป็นอันขาด” เพราะการมีน้ำโอบล้อมแบบนี้มักจะสื่อถึง “อันตราย” โดยเฉพาะถ้าเพดานก็เป็นโทนฟ้าเช่นกัน :- โทนสีเข้ม เป็นโทนที่ไม่ควรใช้กับห้องนอนเพราะจะทำให้ดูมืดทึบ จะเปิดไฟอย่างไร ก็ไม่ดูสว่าง ไม่ว่าจะโทนสีอะไรทั้งนั้น ความมืดทึบอึดอัด ยังอาจทำให้นอนหลับฝันร้ายได้ด้วย



สิ่งที่ควรทำ (Dos)


ในด้านนี้ มีน้อยมาก เรียกว่า ตามศาสตร์สมัยใหม่ ที่ทำกันอยู่ ถ้าไม่ขัดกับข้อห้ามข้างต้น ก็ถือว่า OK ส่วนข้อแนะนำ ก็เป็นเพียงเรื่องปลีกย่อยเท่านั้น ไม่มีหลักการใหญ่ เช่น การวางผังห้องที่ดี หลักการวางตำแหน่งเตียง หรือการจัดวางเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ถ้าค้นเจอ จะนำมาเสนอต่อไปครับ

1. “หน้าต่างข้างเตียงนอน นำพลังงานที่ดีมาให้” หน้าต่างที่อยู่ข้างเตียงนอนจะนำพลังชี่แห่งจักรวาลเข้ามาให้คุณ ทิวทัศน์ของต้นไม้ก็เป็นมงคลด้วยเช่นกัน เพราะจะบ่งบอกถึงพลังงานแห่งการเจริญเติบโต เป็นเรื่องที่ดีที่ตื่นนอนมาทุกๆ เช้า แล้วเจอนกกำลังส่งเสียงร้องเพลง เพราะฉะนั้นหน้าต่างที่มองออกไปเป็นสวนแบบนี้นับว่ายอดเยี่ยมมาก เพราะจะนำมนตร์ขลังและพลังชี่ดีๆ มาให้คุณ :- หน้าต่าง จึงเป็นของดีมากกว่าประตู ที่มีข้อต้องระวัง

2. “ติดรูปที่ช่วยสร้างพลังหยิน เช่น พระจันทร์ หรือรูปที่ให้ความรู้สึกสงบ ไม่มีการเคลื่อนไหวรุนแรง ช่วยให้ผู้อาศัยพักผ่อนได้เต็มที่มากขึ้น หรือหากบ้านไหนอยากมีลูกให้ติดรูปเด็กไว้ในห้องนอน” ;- ข้อนี้ การใช้ภาพ หรือของตกแต่ง ก็คงต้องเอาหลักการของพลังหยิน คือพลังเย็น สงบนิ่ง เป็นหลักในการเลือกซื้อ ส่วนถ้าอยากมีลูกให้ติดรูปเด็กไว้ในห้องนอน นั้น ศาสตร์สมัยใหม่ มีการวิจัยไว้แล้วว่าช่วยได้มาก ทั้งการสร้างแรงจูงใจ ให้อยากมี หรือการหารูปเด็กที่น่ารักมาติด เมื่อภรรยามีท้อง ก็ยังมีส่วนให้ลุก เกิดมามีหน้าตาน่ารักอย่างนั้นได้บ้าง

3. “ตั้งโคมไฟโทนสีแดง ส้ม หรือชมพูไว้ในห้องนอนด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ จะทำให้โชคดีด้านความรัก” :- ข้อนี้ เป็นเองของความเชื่อเต็มๆเลยครับ

4. “ห้องนอนโทนสีฟ้าบ่งบอกถึงพลังงานธาตุน้ำ เทคนิคการใช้สีฟ้า เหมาะสำหรับห้องนอนที่ตั้งอยู่ในทิศเหนือ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ และทิศตะวันออกของบ้าน” ผนังสีท้องฟ้า จะช่วยให้ concept สีฟ้า เป็นไปด้วยดีโดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายแบบ “น้ำท่วมด้านบน” :- การทาสีห้องนอน ไม่ได้มีข้อจำกัดในเรื่องโทนสี น่าจะอยู่ที่ความชอบมากกว่า แต่ไม่ว่าจะชอบสีอะไร ไม่ควรใช้สีเข้ม ควรใช้สีอ่อนๆ เบาๆ เพื่อให้เกิดความรู้สึกโปร่ง โล่ง สบาย

5. “เอิร์ทโทน สำหรับห้องนอนในทิศตะวันตกเฉียงใต้ & ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ” การตกแต่งที่โดดเด่นด้วยสีเอิร์ทโทน บ่งบอกถึงพลังงานธาตุดิน เทคนิคการใช้สีโทน เหมาะกับห้องนอนที่ตั้งอยู่ในทิศตะวันตกเฉียงใต้และทิศ ตะวันออกเฉียงเหนือของบ้าน รวมถึงทิศตะวันตกและทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

6. “ห้องนอนที่มีโทนสีแดงนั้น จะยอดเยี่ยมสำหรับคู่สามีภรรยาที่อายุยังน้อย ซึ่งได้รับประโยชน์จากพลังงานหยาง แต่โทนสีนี้ก็ไม่เหมาะกับคู่ที่มีอายุมากแล้ว” สีแดงทำให้เลือดสูบฉีดเร็วขึ้นระดับหนึ่ง โทนสีนี้ก็เลยไปทำให้ชีวิตรักของคุณกระชุ่มกระชวยขึ้น เหมาะกับผู้ที่กำลังมองหาความหลงใหลเสน่หาและการได้ลงสนาม แต่ถ้าสิ่งที่คุณอยากได้และต้องการ คือการได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่มและเป็นสุข ก็ให้หลีกเลี่ยงไม่ใช้สีแดงในห้องนอนให้มากเกินไป

7. “ห้องที่มีไม้เป็นพระเอก พลังชี่ธาตุไม้นั้นกลมกลืนกับพลังงานของห้องนอนที่ตั้งอยู่ในมุมทิศตะวันออก เฉียงใต้และทิศตะวันออก ซึ่งเป็นทิศของธาตุไม้เสมอ ทั้งยังส่งเสริมห้องนอนที่ตั้งอยู่ในทิศใต้อีกด้วย” แต่ไม่ว่าอย่างไร อะไรที่มากเกินไปมักก่อให้เกิดผลเสียได้ เพราะไม้ที่มากเกินไปนั้นสามารถก่อให้เกิดโรคนอนไม่หลับได้ :- ไม้มีธรรมชาติเป็นสีน้ำตาล ค่อนข้างไปทางเข้ม แต่ก็มีลายสวย ซึ่งเหมาะกับบ้าน ให้ความรู้สึกอบอุ่น ใช้ได้ทั้งพื้น ผนัง และเพดาน แต่ในห้องนอนอาจดูเข้มเกินไป เหมาะจะใช้กับพื้นมากที่สุด เพราะไม้มีอุณหภูมิใกล้เคียงกับคน เวลาอากาศหนาวพื้นจะอุ่น เวลาอากาศร้อนพื้นจะเย็น ทำความสะอาดก็ง่าย ไม่เก็บฝุ่น ไม้มีข้อเสียอย่างเดียว “ราคาแพง”ครับ



ทิศทางการตั้งเตียง


เรื่องนี้ เป็นเรื่องของความเชื่อ ไม่มีหลักการหรือวิทยาศาสตร์รับรอง ต้องใช้วิจารณญานกันเอาเองนะครับ (อย่าเชื่อเต็มร้อย) เรื่องนี้ ฮวงจุ้ยเขากล่าวไว้ว่า การจัดเตียงได้อย่างเหมาะสม จะช่วยให้ผู้อยู่อาศัยมั่นใจได้ ถึงโชคลาภและโอกาสที่จะก้าวหน้า เป็นคุณต่อสุขภาพ การหันหน้าเตียงมีอิทธิพลต่อผู้อาศัย ดังนี้
* ทิศเหนือ ช่วยการพัฒนาการรู้ โดยสัญชาตญาณ
* ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วยในการทำงานที่สัมพันธ์กันกับการค้นคว้า ทดลอง
* ทิศตะวันออก จะนอนหลับด้วยความสงบ สันติ
* ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ช่วยให้มีความพากเพียรพยายามในการทำงาน
* ทิศใต้ จะมีชื่อเสียงเกียรติยศดี
* ทิศตะวันตก จะมีลูกที่ดี
* ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จะมีเพื่อนมากมาย

จะเห็นว่า ฮวงจุ้ย ได้กล่าวถึงทิศต่างๆ 7 ทิศ รวมถึงทิศตะวันตก ที่คนไทยเขาถือ ไม่นิยมกันด้วย เพราะฮวงจุ้ยเป็นตำราจีน หลักการและความเชื่อบางอย่าง จึงขัดกันบ้าง ดังนั้น วิธีที่ดีและเหมาะสมที่สุดในการแต่งห้องนอน คือ ว่าตามศาสตร์ ที่อธิบายได้ รู้สึกได้ อันไหนที่เราไม่รับรู้ ไม่รู้สึก ทั้งร่างกาย และจิตใจ ก็อย่าไปห่วงกังวลให้มาก แต่งบ้านให้น่าอยู่ได้ตั้งหลายๆวิธี ที่สำคัญ “ให้สะดวก และสบาย” เท่านั้นครับ


TraveLArounD


ปล. ตอนนี้ผมจัดทำ web ที่รวบรวมภาพต่างๆ ที่ยังไม่ได้เอามาเขียนเป็นเรื่อง เกี่ยวกับการตกแต่งบ้าน การจัดสวน ยังมาลงไม่หมด ก็จะมาเก็บไว้ที่นี่ก่อน ถ้าใครสนใจก็เข้าไปดูได้นะครับ ที่
Home Lover's Club
แต่ก่อนเข้าชม กรุณา sign up ก่อนนะครับ ไม่เสียเวลา กรอกแค่ email address กับ ใส่ password ของคุณเองก่อน เพื่อเป็น member จากนั้นก็ add as friend กับผม ก็เป็นอันเสร็จพิธี แล้วเข้าดูอัลบัมภาพของผมได้หมด แต่ถ้านึกสนุก จะสร้างอย่างอื่นก็มีให้เล่นได้หลายอย่างครับ ตอนนี้มีสมาชิกหลายคนแล้ว ต่างประเทศก็มีเข้ามาดูกัน


ส่วนท่านที่เพิ่งเข้ามาชมบล็อกใหม่ ผมได้จัดทำเป็นสารบัญ แบบหนังสือให้ค้นดูหัวเรื่องได้ง่ายที่
group : นานา สาระ๑๐๐๐
เพราะเรื่องต่างๆ เขียนไว้ 1000 กว่าเรื่องแล้ว

หมายเหตุ : ขณะได้มี website อื่นๆหลาย website ได้นำเอาเรื่องที่ผมเขียนไว้ ไปลงต่อในลักษณะของเนื้อหา โดยไม่ได้รับอนุญาตใดๆ ถ้าต้องการบทความใดไปใช้ ขอให้ติดต่อขออนุญาต ก่อนทาง Email : nana_sara1000@ymail.com มิฉะนั้น จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายลิขสิทธิ์

ข้อมูลจาก
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ โดย "ฮาบิแทต" แนะจัดห้องนอนตามหลักฮวงจุ้ย //www.bangkokbiznews.com/home/detail/property/fungshui/20080716/2237
//www.thaihomemaster.com
home1click.com โดย Amulet_Shibuya
//www.home1click.com/kallbum/g_show.php?gid=380




 

Create Date : 07 สิงหาคม 2552    
Last Update : 7 สิงหาคม 2552 23:15:13 น.
Counter : 10340 Pageviews.  

การจัดห้องพระ เพื่อเป็นสิริมงคล



การจัดห้องพระ เพื่อเป็นสิริมงคล

ห้องพระ เป็นห้องอีกห้องหนึ่งที่สำคัญของบ้านชาวพุทธที่มีมาแต่โบราณ 
การอัญเชิญพระพุทธรูปเข้าประดิษฐาน ณ ที่ใด เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง 
ตามพระบาลีกล่าวว่า “พุทธัปปมุโข ภิกขุสังโฆ” 
แปลว่า พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขโดยความเป็นประธาน 
แต่การใช้ห้องพระ กลับเป็นห้องที่มีคนใช้น้อยกว่าห้องอื่นๆ เช่นห้องนั่งเล่น 
ดูทีวี ห้องฟังเพลง ห้องออกกำลังกาย ห้องคาราโอเกะ ฯลฯ 
และคนที่ใช้ก็มักจะเป็นคนที่สูงอายุแล้วเท่านั้น จะหาเด็กๆ หนุ่มๆ สาวๆ ใช้กันน้อยเหลือเกิน เพราะเรานับถือพุทธกันไม่ถูกวิธี ใกล้เกลือกินด่าง สิ่งดีๆไม่รู้จักใช้











การที่ห้องพระ ไม่ค่อยได้รับความสนใจจากเยาวชนนั้น ก็ต้องโทษผู้ใหญ่ด้วยอีกอย่างหนึ่ง 
ที่ไม่รู้จักสอนลูกหลานในทางที่ควร อาจเป็นไปได้ว่าคนไทยสมัยก่อน 
ใช้ห้องพระเหมือนกับเป็นที่เก็บพระเท่านั้น หรือการไหว้พระก็จะเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล 
หรือคนแก่ ไม่ใช่เรื่องของคนทั้งบ้าน ในการจัดห้องพระตอนนี้ 
ผมจึงอยากให้มีมิติใหม่ๆ เกิดขึ้นบ้าง คือใส่ function ของห้องพระเพิ่มขึ้น 
ไม่ใช่คิดในแง่ของการตั้งที่บูชาพระอย่างเดียว แต่ห้องพระ 
น่าจะเป็นห้องที่เราใช้ปฏิบัติธรรม เป็นปฏิบัติบูชา เป็นที่ทำสมาธิ 
ทำจิตใจให้ผ่องใส เยือกเย็น อย่างน้อยก็เป็นที่สวดมนต์อย่างสม่ำเสมอ 
ไม่ใช่แค่สวดนะโมสามจบก่อนนอนเท่านั้น ตอนเด็กๆผมอยู่โรงเรียนประจำ 
ก่อนนอนครูต้องให้สวดมนต์ก่อนทุกครั้ง สมัยนี้ไม่รู้ว่าจะยังมีอยู่หรือเปล่า









การจัดโต๊ะหมู่แบบดั้งเดิม


บ้านหลังใหญ่ๆมีห้องออกกำลังกายหรือบริหารร่างกายได้ 
ก็น่าจะมีห้องที่บริหารจิต เสียอีกห้องหนึ่ง และชักชวนกันทำทั้งครอบครัว 
ห้องพระที่ผมว่า จึงน่าจะมีขนาดใหญ่สักหน่อย เพื่อให้สามารถนั่งกันได้หลายคน 
ไม่ใช่ทำแค่ห้องเล็กๆที่พอวางหิ้งพระ นั่งจุดธุปเสร็จแล้วก็ไปนอน 
ส่วนบ้านที่มีขนาดเล็ก ไม่พอทำห้องพระ ก็ต้องจัดวิธีอื่น 
ซึ่งจะมาว่ากันทีหลังต่อไปครับ 


การกำหนดห้องพระให้อยู่ส่วนไหนของบ้านนั้น มีหลักเกณฑ์อยู่หลายประการ 
เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และใช้หลักเหตุผลอย่างเดียวไม่ได้ 
เพราะมีเรื่องของจิตวิญญาณและคติความเชื่อมาเกี่ยวข้องด้วย 
โดยเฉพาะเรื่อง “ฮวงจุ้ย” ที่พิจารณาในแง่ของพลังงานธรรมชาิติ 
ห้องพระคือสถานที่ ที่มีการตั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่มีการจุดธูป จุดเทียน หรือ ติดไฟสีแดง 
ซึ่งเป็นพลังธาตุไฟตามหลักการของฮวงจุ้ย จึงทำให้จุดนั้นมีพลังธาตุไฟมากกว่าปกติ 
ก็จะมีข้อห้ามอยู่บ้าง แต่ผมจะเอามาสรุปรวมกันเลยเพื่อความสะดวก
ในการเป็นแนวทางการสร้าง หรือตกแต่ง เพื่อให้ง่ายต่อผู้ที่ไม่ใช่สถาปนิก 
สามารถเรียนลัด เอาหลักการไปใช้ได้เลย

1. ห้องพระวางชั้นบนดีกว่าชั้นล่าง การกำหนดผังบ้าน 
พยายามเลือกวางห้องพระเอาไว้ชั้นบนสุด ไม่ว่าบ้านจะกี่ชั้นก็ตาม 
เพราะพระเป็นของสูง เป็นที่สักการะบูชา การวางต่ำกว่าคนในบ้าน 
หรือมีความรู้สึกว่าอยู่เหนือหรือเดินข้าม หรือนอนคล่อม 
ก็จะทำให้รู้สึกว่าไม่เป็นมงคล แม้แต่หันปลายเท้าใส่ตำแหน่งของพระก็ไม่ดีแล้ว

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะวางห้องพระชั้นล่างไม่ได้ เพียงแต่ว่า การวางห้องพระชั้นล่าง 
จะมีข้อจำกัดมากมายขึ้น การหาตำแหน่งในการวางห้องพระจึงค่อนข้างจะยาก 
นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาห้องที่อยู่ชั้นบนเหนือขึ้นไป อีกด้วยว่า 
ห้องที่ตรงกับห้องพระชั้นล่าง เป็นห้องอะไร ถ้าเป็นห้องส้วม ห้องนอน 
ก็ไม่เหมาะสม ควรจะเป็นห้องว่าง ที่ไม่มีคนอยู่ถึงจะใช้ได้ 
หรือห้องนอนตรงกับห้องพระชั้นล่าง ถ้าพระตรงกับเตียงก็ถือเป็นข้อห้ามเช่นกัน

2. ห้องพระไม่ควรต่ำกว่าห้องอื่น กรณีที่เป็นบ้านเล่นระดับ ห้องพระจะต้องเลือกวาง
ในตำแหน่งที่สูงกว่าห้องอื่นๆ โดยเฉพาะห้องที่มีคนอยู่ เพราะโดยหลักแล้ว 
คนห้ามนอนสูงกว่าพระ แม้แต่พระสงฆ์ เรายังถือกันเลยว่า ไม่ควรอยู่เสมอ 
ควรอยู่ต่ำกว่า แม้กระทั่งมีพรมรองก็ยังดี 
แล้วนี่เป็นพระพุทธรูปยิ่งควรจัดห้องที่สูงกว่าเสมอ

3.ห้องพระควรอยู่ในตำแหน่งที่มีการระบายอากาศได้ดี เพราะการบูชาพระ 
จะต้องจุดธูปเทียน มีควันธูป การจะไหว้พระ สวดมนต์ ก็จะได้กระทำอย่างมีสมาธิ 
ไม่มีอะไรรบกวน

4. ห้องพระต้องอยู่ในทำเลที่สงบ เป็นมุมที่ไม่พลุกพล่าน 
เพราะห้องพระต้องการความสงบนิ่ง ไม่ใช่อยู่ในตำแหน่งที่วุ่นวาย 
เช่น ติดกับห้องเอนเตอร์เทน ที่มีเสียงดังจากทีวี วิทยุ ห้องครัว 
ซึ่งนอกจากมีเสียงทำกับข้าวแล้ว ยังมีกลิ่นมารบกวนความสงบอีกด้วย 
หรือห้องรับแขกที่มีเสียงคุยกัน เพราะฉะนั้น การเลือกวางห้องพระเอาไว้ชั้นบน 
ก็น่าจะหามุมสงบได้ง่ายกว่า เพราะจะมีแต่ห้องนอนเป็นส่วนใหญ่ 
หรือในกรณีที่จะเลือกด้านหน้าบ้านกับหลังบ้าน ทางฮวงจุ้ยถือว่า
ตำแหน่งหน้าบ้านเป็นตำแหน่ง โชคลาภ ตำแหน่งหลังบ้านเป็นตำแหน่งบารมี 
ซึ่งในแง่นี่ก็จะเหมาะสมไปด้วย เพราะตำแหน่งหน้าบ้านจะพลุกพล่าน 
กว่าตำแหน่งหลังบ้าน ซึ่งจะสงบกว่า

5.ห้องพระควรหันทิศไปทางตะวันออก หรือทิศเหนือ ซึ่งเป็นทิศมงคล 
ในการวางพระพุทธรูป

6. ห้องพระติดห้องนอน ต้องระวังเรื่องการวางเตียง 
ห้ามวางเตียงในลักษณะหันปลายเท้าไปที่ห้องพระ 
เพราะถือเป็นการไม่เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตำแหน่งเตียงนอน 
ควรวางในลักษณะที่ขวางกับห้องพระ ห้ามวางเอาปลายเตียงหันไปที่ห้องพระ 
เพราะคนนอนจะเอาเท้าหันไปที่ห้องพระ ซึ่งถือว่าไม่เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 
ไม่เป็นมงคลกับคนที่นอน แต่กรณีที่หันหัวเตียงไปที่ห้องพระ 
ต้องพิจารณาว่า ถ้าตำแหน่งขององค์พระหรือโต๊ะหมู่บูชาไม่ติดกับหัวเตียงก็สามารถวางได้ 
แต่ถ้าติดกันจะถือว่าเสีย เพราะคนนอนจะได้รับอิทธิพลของธาตุไฟ 
ทำให้ปวดหัวได้ง่าย นอนไม่ค่อยหลับ

7. ห้องพระไม่ควรติดกับห้องส้วม เหตุผลในเชิงฮวงจุ้ยบอกว่า ห้องส้วมเป็นธาตุน้ำ 
ห้องพระเป็นธาตุไฟ ตามกฎเบญจธาตุ ( 5 ธาตุ) ธาตุน้ำพิฆาตธาตุไฟ 
ถ้ามีความจำเป็นจะต้องวางห้องพระติดกับห้องส้วม ควรหาตู้มาพิงผนังห้องส้วม 
แล้วหันพระไปทางอื่นที่ไม่ตรงกับห้องส้วม บ้านที่เอาห้องพระวางติดกับห้องส้วม 
ความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระจะเสื่อม เพราะถูกพลังของธาตุน้ำบั่นทอนนั่นเอง 
เพราะฉะนั้น ควรหลีกเลี่ยงวางห้องพระติดกับห้องส้วม 
ถ้ามีความจำเป็นจะต้องวางติดกัน ก็ไม่ควรวางองค์พระพิงผนังห้องส้วม 
และหาตู้มาพิงด้านที่เป็นกำแพงห้องส้วมเอาไว้ ก็จะถือว่าใช้ได้

8.ในทางฮวงจุ้ยเชื่อว่า บ้านหรือร้านค้าไม่ควรนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้คนภายนอกเห็น 
เพราะจะมีคนแกล้งเอาของสกปรกมาทำลายสิ่งศักดิ์สิทธ์









แท่นบูชาพระแบบพม่าก็นิยมใช้ เพราะดูสวยและศักดิ์สิทธิ์ดี 
แต่เดี๋ยวนี้หายาก และราคาแพงมาก


ส่วนในกรณีที่บ้านเล็ก คับแคบ ผู้ที่มีที่อันจำกัดไม่สามารถจัดห้องพระได้ 
หรือที่มุมบูชาพระได้ตามตำรา ท่านก็ไม่ต้องกังวลใจ ขอแต่เพียงให้จัดที่บูชาพระ 
ในจุดที่เหมาะสม และอยู่ในระดับสูงพอสมควรเท่านั้น โดยตั้งเป็นหิ้งพระบูชาขึ้น 
ในมุมต่างๆที่พอมีพื้นที่ ซึ่งการหาจุดที่ตั้งที่เหมาะสม 
ก็ใช้หลักเกณฑ์การเลือกตำแหน่งเช่นเดียวกับห้องพระนั่นเอง 
ทั้งนี้อาจจะมีตำแหน่งที่จัดวางได้ง่ายกว่า 
แต่ก็มีตำแหน่งห้ามที่ไม่เหมาะสมเช่นเดียวกัน คือ

1.ไม่ควรตั้งในห้องนอนถ้าเป็นคนโสดยังพออนุโลม ถ้ามีคู่แล้วห้ามเด็ดขาด 
ถ้าที่คับแคบจำเป็นต้องรวมให้กั้นฉากเป็นสัดส่วน
2.ไม่ควรตั้งตรงบันได หรือใต้บันได ไม่เป็นมงคล
3.ห้ามตั้งอยู่ใต้คาน
4.ห้ามตั้งอยู่บนห้องน้ำ เป็นสิ่งไม่สมควร
5.ห้ามเอาหลังอิงห้องน้ำ ไม่เป็นมงคล (คือห้ามแขวนหิ้งพระกับผนังห้องน้ำ)




การจัดวางพระพุทธรูปองค์ใหญ่ๆองค์เดียว ก็ดูเรียบง่าย 
และศักดิ์สิทธิ์กว่าวางพระพุทธรูปหลายๆองค์ 
แต่คนไทยเรานอกจากจะนับถือธรรมดาแล้ว ยังนิยมสะสมอีกด้วย 
จึงมักมีพระพุทธรูปบูชากันมากๆ


การจัดตั้งที่บูชา
เมื่อเลือกจัดตำแหน่งห้องพระได้แล้ว อันดับต่อไปก็จะเป็นการจัดตั้งที่บูชา 
ซึ่งปัจจุบัน นิยมกันอยู่ 2 แนวทาง ได้แก่
1.แบบประเพณีนิยม คือการใช้โต๊ะหมู่บูชา ซึ่งสามารถหาซื้อมาใช้ได้เลย 
มีที่นิยมคือหมู่ 5 หมู่ 7 หมู่ 9 แล้วแต่จำนวนของพระพุทธรูปที่เรามี 
และมีขนาดต่างๆให้เลือกมากมาย ที่มีขายมากที่สุดคือแถวเสาชิงช้า 
เป็นแหล่งที่สามารถหาซื้อได้มากที่สุด
2.แบบทันสมัย ที่ออกแบบตามความต้องการของเจ้าของบ้าน 
โดยมีลักษณะเป็นแท่นเป็นชั้นแบบอัฒจันทร์ เรียงลำดับลงมา 
ซึ่งแบบนี้สามารถวางพระพุทธรูปได้มากกว่า โต๊ะหมู่บูชา 
อีกทั้งการทำความสะอาด จะง่ายกว่ามาก ผมเองจะได้รับมอบหมาย
ให้ทำความสะอาดโต๊ะหมู่ที่บ้านทุกๆวันสงกรานต์ ขนาดปีละครั้งยังจะแย่เลยครับ 
เพราะโต๊ะหมู่มีซอกซอยมาก ยิ่งถ้ามีพระพุทธรูปมากๆ ต้องทำความสะอาดทั้งโต๊ะหมู่ 
และพระพุทธรูปด้วย การจะเคลื่อนย้ายก็ทำได้ยาก ยกเว้นพระพุทธรูปองค์เล็กๆ



การจัดวางตำแหน่งโต๊ะหมู่ก็ต้องถือเอาตำแหน่งของพระพุทธรูปเป็นสำคัญ 
โดยอาศัยตามความนิยมนับถือมาแต่ครั้งโบราณ 
ที่โบราณาจารย์ได้กำหนดเอาความถูกต้องไว้เป็นหลักเกณฑ์ 
ความเหมาะสมในการจัดตั้งพระพุทธรูปตามทิศต่างๆ การจะกำหนดเอาทิศใดนั้น 
ขอให้ยึดถือพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเป็นเกณฑ์ 
แล้วหาที่จัดตั้งพระพุทธรูปเพื่อความเป็นสิริมงคล ดังนี้

๑.ตั้งพระพุทธรูปให้พระพักตร์หันไปสู่ทิศอีสาน(ตะวันออกเฉียงเหนือ) 
เรียกว่า ทิศเศรษฐ์ จะประกอบการงานใดๆ เป็นที่หนึ่ง
๒.ตั้งพระพุทธรูปให้พระพักตร์หันไปสู่ทิศบูรพา(ตะวันออก) เรียกว่าทิศราชา 
จะประกอบการงานใดๆ ใหญ่โต จะสำเร็จสมดังใจหมาย
๓.ตั้งพระพุทธรูปให้พระพักตร์หันไปสู่ทิศอาคเนย์(ตะวันออกเฉียงใต้) เรียกว่า ทิศปฐม 
ท่านว่า ไม่ดี และจะกระทำการใดๆ มิค่อยเกิดลาภผล ตกต่ำ แต่พอมีใช้
๔.ตั้งพระพุทธรูปให้พระพักตร์หันไปสู่ทิศทักษิณ(ใต้) เรียกว่า ทิศจัณฑาล 
จะประกอบการงานใดๆ แสนยาก ลำบากกาย ผลประโยชน์ที่ได้ไม่คุ้มกับที่ลงทุนลงแรง
๕.ตั้งพระพุทธรูปให้พระพักตร์หันไปสู่ทิศหรดี(ตะวันตกเฉียงใต้) เรียกว่า ทิศวิปฏิสาร 
จะประกอบการงานใดๆ ก็มักนำความเดือดร้อนมาสู่ครอบครัวและเพื่อนบ้านใกล้เคียง
๖.ตั้งพระพุทธรูปให้พระพักตร์หันไปสู่ทิศประจิม(ตะวันตก) ทิศกาลกิณี 
จะทำงานสิ่งใดก็เกิดลังเล ไม่เป็นมงคล ระวังจะเกิดภัยร้ายแรงแก่ตนเองด้วยประการต่างๆนานา
๗.ตั้งพระพุทธรูปให้พระพักตร์หันไปสู่ทิศพายัพ(ตะวันตกเฉียงเหนือ) เรียกว่า ทิศอุทธัจจะ 
จะทำงานสิ่งใดๆ ผลงานไม่แน่นอน รวนเร ไม่ได้เรื่อง ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน
๘.ตั้งพระพุทธรูปให้พระพักตร์หันไปสู่ทิศอุดร(เหนือ) เรียกว่า ทิศมัชฌิมาปฏิปทา 
จะทำการงานใดๆ ผลงานอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ไม่ดี ไม่ชั่ว ไม่สูง ไม่ต่ำ










การออกแบบหิ้งวางพระพุทธรูป แบบสมัยใหม่ 
มีการออกแบบส่วนประกอบอื่นๆเข้าเสริมอีกด้วย


การเรียงลำดับพระพุทธรูป
เมื่อได้ที่ตั้ง ทิศทางแล้ว ต่อมาคือเรื่องการเรียงลำดับพระพุทธรูป 
ซึ่งบางครั้งไม่ได้มีแต่พระพุทธรูปเพียงอย่างเดียว ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆที่เรานับถือบูชา 
อีกหลายอย่าง ทั้งที่เป็นรูปเคารพของพระอริยสงฆ์ แม้แต่องค์กวนอิม 
หรือเทพทางพราหมณ์ เช่นพระพิฆเนศ เป็นต้น ทำให้การจัดวาง สับสน ปนเปกันไปหมด 
จึงให้เรายึดหลักดังนี้ คือ
1.พระบรมสารีริกธาตุ หรือพระพุทธรูป ให้ตั้งไว้สูงสุด เรียงตามลำดับ พระพุทธรูปเหมือนกัน 
ควรเอาองค์ที่ใหญ่ที่สุด เป็นประธานอยู่กลาง หรืออยู่สูงสุด ลดหลั่นกันลงมา
2.รองลงมาก็เป็นรูปของพระอริยสงฆ์ ลดหลั่นกันลงมา ตามลำดับอาวุโส , องค์กวนอิมโพธิสัตว์
3.รูปบูชาอย่างอื่น เช่น  เทพอื่นๆเช่น พระพิฆเนศ พระพรหม หรือ พระรูป ร. 5 
ควรแยกหิ้งบูชาไว้ต่างหาก ถ้าแยกไม่ได้จะต้องไม่สูงกว่าพระพุทธรูป











การจัดแยกรูปเคารพอื่นๆออก ไม่รวมอยู่กับโต๊ะหมู่บูชา


สุดท้ายเมื่อจัดวางทุกอย่างถูกต้องดีแล้ว ก็ถึงการบูชาพระ ซึ่งการบูชา 
แบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ คือ
๑. อามิสบูชา ได้แก่การบูชาด้วยอามิส มีดอกไม้ ธูป เทียน เป็นต้น
๒. ปฏิบัติบูชา ได้แก่ การบูชาด้วยการเจริญสมาธิวิปัสสนา

ในบรรดาการบูชาทั้ง ๒ แบบนั้น พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า การปฏิบัติบูชา ถือว่าเป็นเยี่ยม 
ดังนั้น จึงขอวกกลับไปเรื่องการใช้ห้องพระที่กล่าวไว้แต่ต้นว่า ควรใช้ห้องพระในการปฏิบัติบูชา ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ แล้วท่านทั้งหลาย ก็จะมีชีวิตที่ สุขสงบ ร่มเย็น และเจริญรุ่งเรือง 
ทั้งในทางโลก และทางธรรมครับ 


TraveLAround


เนื่องจากคอลัมน์นี้มีคนสนใจและสอบถามเป็นจำนวนมาก จึงคิดว่าจะเปิดให้บริการออกแบบตกแต่งห้องพระให้กับท่านที่ต้องการสร้าง  สนใจติดต่อผมได้ครับ โทร.0859559950  




ปล.ตั้งแต่เขียนเรื่องนี้มา มีผู้ถามเกี่ยวกับการจัดหิ้งพระในที่แคบๆ หรือทิศทางที่ไม่ถูกต้องกันมาก โดยเฉพาะปัจจุบันบรรดาคอนโดฯทั้งหลายผุดขึ้นกันมาก ทิศทางของห้องก็จำกัด ผมจึงได้หารูปแบบของหิ้งพระ และตู้พระแบบอเนกประสงค์มาให้ใช้ แก้ปัญหานี้ได้ส่วนหนึ่ง จะมานำเสนอต่อไปครับ

ท่านที่เพิ่งเข้ามาชมบล็อกใหม่ ผมได้จัดทำเป็นสารบัญ แบบหนังสือให้ค้นดูหัวเรื่องได้ง่ายที่ group : นานา สาระ๑๐๐๐ เพราะเรื่องต่างๆ เขียนไว้ 1400 กว่าเรื่องแล้ว

หมายเหตุ : ขณะได้มี website อื่นๆหลาย website ได้นำเอาเรื่องที่ผมเขียนไว้ ไปลงต่อในลักษณะของเนื้อหา โดยไม่ได้รับอนุญาตใดๆ ถ้าต้องการบทความใดไปใช้ ขอให้ติดต่อขออนุญาต ก่อนทาง Email : nana_sara1000@ymail.com มิฉะนั้น จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายลิขสิทธิ์

* ผู้ที่ต้องการนำเรื่องไปโพสต่อ เพื่อเผยแพร่ โดยมิใช่ทางการค้า ขอให้ติดต่อขออนุญาตให้ถูกต้องก่อนโพส

ข้อมูลประกอบจาก
อ.มาโนช ประภาษานนท์
//www.homedd.com/HomeddWeb/home...fengsui_36.jsp
//www.fengshuiinter.com/node/137




 

Create Date : 16 มิถุนายน 2551    
Last Update : 3 สิงหาคม 2555 0:11:59 น.
Counter : 104243 Pageviews.  

ฮวงจุ้ยบ้าน ชัยภูมิภายนอก และตัวบ้าน : วิเคราะห์ฮวงจุ้ยโบราณด้วยหลักการสมัยใหม่

ฮวงจุ้ยบ้าน ชัยภูมิภายนอก และตัวบ้าน : วิเคราะห์ฮวงจุ้ยโบราณด้วยหลักการสมัยใหม่


เรามาดูเรื่อง ฮวงจุ้ยบ้าน กันต่อ หลังจากวิเคราะห์เรื่องห้องภายในกันมา 2 ห้องแล้ว มาวิเคราะห์ตัวบ้านกันบ้าง เราสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่คือ ตัวบ้านหรือ “ฮวงจุ้ยที่อยู่อาศัย” กับ สิ่งแวดล้อมของบ้าน หรือถ้าตามศัพท์ทางฮวงจุ้ยเรียกว่า “ชัยภูมิภายนอก”

ชัยภูมิภายนอก
ฮวงจุ้ยรอบนอกบ้าน จะเน้นเรื่องของ กระแสปราณ หรือ ชี่ ที่มีความสำคัญที่สุดนอกตัวบ้าน แต่ว่ากระแสปราณ หรือ ชี่ นี้เรามองมันไม่เห็นทั้งหมด แต่ก็สามารถวิเคราะห์ หรือคาดเดาทิศทางหรือพลังของมันได้บ้าง โดยหลักของวิทยาศาสตร์ ส่วนทางโหราศาสตร์นั้นมันยากเกินไป ที่พวกเราจะทำความเข้าใจได้ ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของบรรดาซินแสทั้งหลาย ท่านสั่งสอนชี้แนะ

ฮวงจุ้ยรอบนอกบ้านนี้ไม่ใช่เฉพาะนอกบ้านในรั้วของคุณเท่านั้น แต่กว้างขวางครอบคลุมออกไปข้างนอกรั้วด้วย มีอาณาบริเวณกว้างพอๆกับสายตาที่มองเห็นได้นั่นแหละครับ เรียกว่าทุกสิ่งที่อยู่นอกรั้วบ้านของคุณเลยทีเดียว เรามาดูปัจจัยหลักๆทั่วไปก่อน ไล่จากด้านนอกสุด ค่อยๆเข้ามาภายในบ้าน เช่น
1.สิ่งปลูกสร้าง นอกรั้วบ้านเรา เช่น วัด เมรุเผาศพ สะพานลอย
2.ช่องลมพิฆาต ที่อาจเกิดจากสภาพของชัยภูมิภายนอก ในรูปแบบต่างๆ
3.ถนน เช่น ทางสี่แยก ทางสามแยก หรือ ทางสามแพร่ง ทางด่วน สะพานข้ามแยก
4.ลำคลอง หรือ ทางระบายน้ำ จะมีบทบาทที่ใกล้เคียงกับถนน แต่มีผลที่เด่นชัดกว่า
5.สภาพของที่ดิน ว่าเหมาะสมกับการปลุกบ้านหรือไม่ เช่น ดินร่วนซุย ไม่แน่น
6.กำแพง รั้วบ้าน เช่น รูปทรงของรั้ว สีของรั้ว และตำแหน่งของรั้วบ้าน
7.รูปทรง ของพื้นที่บ้านทั้งหมด เช่น ทรงสี่เหลี่ยม จัตุรัส ผืนผ้า คางหมู หรือ อาจเป็นรูปเหลี่ยมแบบด้านไม่เท่ากันเลย
8.ต้นไม้ ที่ปลูกภายในบ้าน
9.สระน้ำ น้ำพุ บ่อน้ำ

ฮวงจุ้ยบ้าน :- ส่วนตัวบ้าน ก็มีเรื่องที่ต้องพิจารณา ที่เราสามารถมองเห็นจากภายนอกได้ชัดเจนคือ
1.รูปทรงบ้าน
2.ทิศทางบ้าน
3.ขนาดบ้าน
4.สีบ้าน
5.สีหลังคาบ้าน

ตามรายละเอียดที่แจกแจงออกมานั้น อาจจะดูมีรายละเอียดที่ค่อนข้างมาก แต่โดยความจริงแล้ว หากเราสามารถเข้าใจใน แก่นของฮวงจุ้ย หรือหลักการแล้ว ทุกๆอย่างนั้น ก็น่าจะใช้พื้นฐานเดียวกัน เพียงแต่จะประยุกต์หรือพลิกแพลงใช้งานตามสภาพความเหมาะสม ดังนั้น การจัดฮวงจุ้ย จึงไม่น่ายึดติดในรูปแบบที่ตายตัว ควรจะมีรายละเอียดที่แปรเปลี่ยนตามความเหมาะสมของแต่ละสถานที่ การจะจัดหรือแก้ฮวงจุ้ยได้ดี จึงต้องมีความรู้จริง และถูกต้อง ไม่ใช่รู้เพียงเปลือก หรือ รายละเอียด ซึ่งอาจจะไม่ถูกต้องไปทั้งหมด หรือใช้ไม่ได้ในทุกกรณี นั่นเอง

แต่อย่างที่ผมได้เคยกล่าวแล้วในตอนก่อนๆนั้นว่า การนำเสนอศาสตร์ของฮวงจุ้ยสู่สาธารณะนั้น ก็ยังไม่มีการเปิดเผยศาสตร์ดังกล่าวในรูปแบบของหลักการแต่อย่างใด ดังนั้นเราก็ยังคงวิเคราะห์ได้แต่รายละเอียด ที่มีการนำเสนอกันมาเท่านั้น

ตามหลักการฮวงจุ้ยในเบื้องต้นนั้น การทำให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น เป็นสิ่งที่ดีกว่าการแก้ไข ถ้าใครเริ่มหาที่ซื้อบ้าน แล้วมีโอกาสศึกษา นำไปใช้ได้ จะดี เริ่มจากการหาที่ดินที่เหมาะสม หรือถ้ามีที่ดินแล้ว ก็ควรตรวจดู ฮวงจุ้ยรอบบ้าน หรือ สิ่งแวดล้อมภายนอก ที่อยู่รอบๆที่ดินว่าเป็นอย่างไร จะเป็นปัจจัยที่ส่งผลดีหรือผลเสียอย่างไร ส่วนผู้ที่มีบ้านอยู่แล้ว จะไม่สามารถแก้ไขหรือหลีกเลี่ยงปัจจัยภายนอกได้ คงต้องก้มหน้าก้มตาแก้ไข ส่วนที่ไม่ดีต่างๆ ให้ดีขึ้นเท่านั้น (อ่านแล้วอย่าเพิ่งซีเรียส คิดมากนะครับ ว่าไปตามเนื้อหาก่อน)

เรามาดู “ภูมิทัศน์” และสิ่งปลูกสร้างรอบๆบ้านเรากันต่อครับ
1.สิ่งปลูกสร้างนอกรั้วบ้านเรา มีข้อที่ต้องพิจารณาเช่น
- “บ้านที่มีหลังบ้าน และ ข้างบ้าน มีตึกสูงกว่าดี แต่อย่าชิดเกินไป” ในแง่ของตึกสูงกว่า คงเป็นลักษณะของการเสริมหรือหนุน แทนลักษณะของเนินหรือเชิงเขา แต่ในเมืองจะเป็นสิ่งก่อสร้าง แทนธรรมชาติ นั่นเอง การชิดเกินไปจะไม่ดีในแง่ของ การกำบังแดด ลม ที่เราต้องการ ถ้าตึกอยู่ทางทิศตะวันตก ก็น่าจะดี เพราะช่วยบังแดดให้เราตอนบ่าย แต่ถ้าตึกอยู่ด้านทิศใต้ก็ไม่ดี เพราะจะบังลมที่จะพัดเข้าบ้านเราทั้งปีเลยทีเดียว
- “บ้านสองบ้านที่เล็งกัน บ้านฝั่งที่ต่ำกว่านับว่า ไม่เป็นมงคล” บ้าน 2 ฝั่งนี่ผมว่าไม่น่าจะให้ผลเท่าไหร่ เพราะมีระยะห่างพอสมควร (อย่างน้อยก็มีถนนคั่น) บ้านที่เล็กกว่า จะไม่แย่ไปหมดหรือครับ?
- “บ้านของลูกๆ ไม่ควรสร้างในลานบ้านของพ่อแม่ ครอบครัวจะยากจนลง” ข้อนี้จะขัดกับความเชื่อหรือประเพณีของไทยเรา เพราะพ่อแม่ที่มีบ้านกว้าง ที่ดินกว้าง มักนิยมปลูกบ้านให้ลูกหลาน อยู่ในบริเวณเดียวกัน เพื่อความอบอุ่นในครอบครัว เป็นลักษณะของครอบครัวใหญ่ ยิ่งสมัยโบราณ การปลูกเรือนไทย เขาก็ขยายเป็นเรือนหมู่ ตามจำนวนสมาชิกในครอบครัวที่เพิ่มขึ้น ข้อสังเกตคือ การปลูกบ้านเพิ่มเติมในที่ดินเดิม อาจมีข้อจำกัดในเรื่องขนาดที่ดิน ที่เล็กเกินไป การปลูกบ้านขึ้นมาอีกหลังจึงมีสิทธิ์ที่จะรบกวนกับบ้านหลังแรกได้ หลายๆด้าน
- “บ้านที่มีตึกสูงอยู่ใกล้ แสดงถึงมีผู้มาให้ความช่วยเหลือคุ้มครอง” แต่ถ้าใกล้มากคงไม่ดีเป็นแน่ เดี๋ยวนี้คอนโดมิเนียมแบบระฟ้า ผุดขึ้นเต็มเมืองไปหมด ผมเคยอยู่คอนโดฯยุคบุกเบิกมาตั้งแต่ต้น จนได้เป็นกรรมการฯ จนขยับเป็นถึงประธานนิติบุคคลอาคารชุด เจอปัญหามามาก จากการรบกวนบ้านข้างเคียง ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องวัสดุสิ่งของที่ตกหล่นจากห้องสูงๆ เพราะคนอยู่คอนโดฯนั้น เรียกกันหยาบๆหน่อยก็ว่า “ร้อยพ่อพันแม่” ควบคุมยากครับ ไอ้ของที่หล่นลงไปโดยไม่ได้ตั้งใจก็พอทำเนา แต่หลายคนจงใจทิ้งสิ่งของลงไป เช่นขยะต่างๆ แล้วของจากที่สูงนี่ น้ำหนักและรัศมีมันจะเพิ่มขึ้นตามความสูงนะครับ เคยมีกระป๋องเบียร์ทิ้งลงไปจากชั้น 19 ไปโดนหลังคาบ้านเขาแตกเลย นิติบุคคลก็ต้องตามไปซ่อม นี่คือหนึ่งในปัญหาของตึกสูงครับ
- “บ้านที่อยู่รวมกัน ห้ามเอาหลังคาชนกันจะไม่เป็นมงคล” หลังคาชนกันนี่ อธิบายทางกายภาพได้ 3 เรื่องครับ อย่างแรก เมื่อหลังคาชนกันหรือเกยกันหมดนี่ ย่อมไม่มีทางระบายลม หรือระบายลมไม่ดี อากาศถ่ายเทไม่สะดวก อย่างที่ 2 คือน้ำฝนที่ตกใส่กันถ้าไม่มีรางระบายน้ำ ก็เหมือนสาดน้ำใส่กันครับ บ้านใครดีหน่อยก็ไม่มีปัญหา อย่างที่ 3 มันเป็นพาหะนำไฟได้ครับ ถ้าเกิดไฟไหม้ จะลามติดกันไปหมดเลยครับ ดับไม่ได้ก็ไม่มีบ้านอยู่กันทั้งกลุ่มเลย
- “บ้านร้างที่อยู่ใกล้บ้านใหม่ จะทำให้บ้านใหม่ไม่ดีไปด้วย” ในแง่มุมมองทางกายภาพก็เห็นกันชัดๆแล้วละครับ ว่ามันไม่เจริญหูเจริญตา ส่วนในด้านจิตใจ ถ้าเป็นคนขวัญอ่อน วิตกจริต ก็คงอยู่อย่างไม่เป็นสุข ขณะเดียวกันเพื่อนบ้าน ข้างบ้าน ก็คงไม่ค่อยอยากกล้ำกลายแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนสักเท่าไหร่ ปล่อยให้เราอยู่อย่างสงบไปคนเดียว
- “หน้าบ้านมีกองขยะ หรือสิ่งรกๆ ไม่ดี” ก็ต้องไม่ดีแน่นอนครับ ได้ทั้งภาพ และกลิ่นเลยทีเดียว 2 เด้งอย่างนี้
- “บ้านถ้าอยู่ใกล้สุสานไม่ดี” ก็คงยิ่งกว่าอยู่ใกล้บ้านร้างอีกหลายเท่าตัวนะ
- “บ้านติดโรงพยาบาลไม่ดี การค้าสะดุด การเงินเป็นหนี้ สุขภาพไม่ดี” ในแง่สุขภาพเป็นไปได้ทั้งสองทาง คือ สุขภาพไม่ดีอาจจะเกิดจากเชื้อโรคที่เล็ดลอดแพร่กระจายออกมาจากโรงพยาบาล แต่สำหรับคนที่สุขภาพไม่ดีอยู่แล้ว ก็นับว่าสะดวกดีที่มีหมออยู่ใกล้บ้าน ฉุกเฉินเข้าห้อง ICU ได้ทันทีเลย ในแง่การเงินเป็นหนี้ไม่น่าจะเกี่ยว การค้าสะดุดก็ไม่เข้าเค้า แต่ถ้าเปลี่ยนบ้านเป็นทำธุรกิจไปเลยก็น่าจะดี เพราะผมเห็นโรงพยาบาลใหญ่ๆนั้น รอบๆโรงพยาบาลก็ทำธุรกิจหลายอย่างได้ดี
- “บ้านที่อยู่ใกล้เสาไฟแรงสูง อันตรายเวลาฝนตก บ้านอยู่ตรงข้ามโรงไฟฟ้าไม่ดี” ข้อนี้ไม่ต้องวิเคราะห์เลยครับ ชัดเจนอยู่แล้ว
- “บ้านที่อยู่ระหว่าง ช่องว่างของตึกสูง เรียกว่าลมพิฆาต ไม่ดี วิบัติรุนแรง” ช่องว่างระหว่างตึกสูงนี่ จะเป็นช่องลมที่บีบให้กระแสลมที่พัดผ่าน แรงกว่าปกติ อาจก่อให้เกิดความเสียหาย หรือรำคาญให้กับตัวบ้านได้บ่อยๆทีเดียว
- “หน้าบ้านห้ามมีศาลเจ้า โบสถ์ วัด” ข้อนี้เป็นเรื่องที่คนไทย คนจีนเขาถือกันมาก แต่ในเมืองเดี๋ยวนี้ ก็มีบ้านล้อมวัดเต็มไปหมดแล้ว หาที่ว่างๆ ที่คนไม่กล้าสร้างบ้านยาก ส่วนใหญ่ที่แก้ไขกันคือ บ้านหรือตึกที่ตรงกับประตูวัดพอดี ก็มักจะมี ยันต์ หรือกระจกเงา แก้เคล็ดติดไว้

2. ฮวงจุ้ย ถนน สะพาน ถือว่าเป็นเส้นทางนำพลังงานหรือชี่เข้ามาสู่เขตบ้าน พลังงานที่เข้ามาจะมีลักษณะทั้งที่ดี และไม่ดี กรณีของ ทางสามแพร่ง ทางสี่แยก ทางห้าแยก ป้ายโฆษณา ครุฑ เสา จั่ว วัด เมรุ สามารถจัดเข้าไว้ในข้อนี้ ที่มีข้อเสียมากที่สุดคือ ลักษณะของทางทิ่มแทง ที่มีลักษณะแหลมๆ หรือโค้งๆ
- “บ้านที่มี สะพานพุ่งแทงเข้ามา ไม่ดี” หรือ “บ้านถูก เส้นทางพุ่งแทง ไม่ดี” หรือ “ประตูหน้าบ้านมี สะพานพุ่งเข้าหน้าบ้าน ไม่ดี” หรือ “บ้านถูกทางน้ำ หรือ บันไดแทง ไม่ดี” หรือ “หน้าบ้านมี ทางเข้าออกของรถ ของบ้านอยู่ตรงข้ามกัน ตรงกัน แทงกันเอง ไม่ดี” เส้นทางต่างๆ ที่เป็นเส้นทางคมนาคม ย่อมมีอันตรายอยู่ในตัว แม้จะอยู่ข้างก็ยังอันตราย ฉะนั้นถ้าอยู่ขวางก็ยิ่งอันตรายมากขึ้นหลายเท่า คงได้ข่าวรถเบรกแตกพุ่งชนบ้านอยู่บ่อยๆนะครับ นอนอยู่ดีๆก็มีมัจจุราชมาเยี่ยมเยือน นี่ยังไม่เกี่ยวกับ “ชี่” เลยนะครับ ยังอันตรายเพียงนี้
- “บ้านที่มี ถนนโค้งออก อยู่แล้วไม่เจริญ” หรือ “บ้านที่มี ทางโค้งออก อยู่ไปจะ ทำให้ยากจน” ก็คงความหมายเดียวกันครับ แต่อยู่โค้งนอกยังดีกว่าอยู่โค้งในนะครับ เพราะอันตรายรองจาก ข้อแรกเลยทีเดียว
- “บ้านที่มี ถนนล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน ไม่เป็นมงคล” ข้อนี้ในแง่กายภาพ จะเห็นชัดในแง่ของความสุขสบาย หรือสุขสงบ เพราะถนนรอบบ้านมันจะไม่มีความสงบแน่นอน เพราะรอบด้านมีแต่ความสับสนวุ่นวาย จะไปไหนทีต้องข้ามถนนไป ทางที่ดี ต้องเปลี่ยนเป็นทำธุรกิจ หรือขายออกย้ายบ้านใหม่ น่าจะได้ราคาดีมากๆ เอาเงินไปซื้อบ้านใหม่ แล้วยังเหลือเงินเก็บอีกแน่ะ
- “บ้านที่อยู่ใกล้ สี่แยก ระวังขโมยขึ้นบ้านบ่อย” น่าจะเป็นเพราะมีทางหนีทีไล่ที่สะดวก แก่พวกโจร หรือพวกบาทาแมว ทั้งหลาย ขึ้นง่ายหนีง่าย ทำนองนั้น แต่ถ้าบ้านเราสร้างแข็งแรง แน่นหนา ก็คงไม่เป็นที่หมายปองจากพวกนี้นัก นอกจากจะทำเสียเว่อ ไปกระตุ้นต่อมกิเลสมันเข้า กะว่าเอาบ้านนี้บ้านเดียว ก็อยู่ได้สบายไปตลอดชาติ
- “หน้าบ้านที่มี มุมแหลมจากบ้านอื่น หันมาแทงบ้านของตัวเอง ไม่ดี” หรือ “หน้าบ้านมีรูปเหมือน รูปปืนที่ยิงใส่หน้าบ้านตลอด อยู่ใกล้ๆ นานไปจะยากจน” หรือ “บ้านที่มี เหลี่ยมตึก หน้าจั่ว แทงด้านหน้า หลัง ซ้าย ขวา ไม่ดี” เหลี่ยมมุม ต่างๆที่ยื่นเข้าใส่ ทางกายภาพก็เป็นอะไรที่ รำคาญสายตา และสร้างความรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจตามมา ส่วนพลังชี่ ที่มองไม่เห็นนั้น จะเข้ามาเสริมความไม่สบายเพิ่มขึ้น หรือส่งผลให้เกิดความจนนั้น อธิบายไม่ได้ครับ
- “ร้านค้าใดถ้าหากมี สะพานพุ่งตำเข้ามาหา จะเป็นทิศใดก็ตาม ควรประกอบอาชีพประเภท ขายอาวุธ ของมีคม ขายเนื้อ ซึ่งต้องใช้ของมีคมประจำ ถึงจะเจริญรุ่งเรือง” ข้อนี้เขาบอกทางแก้ไว้เสร็จ ด้านไม่ดีก็คงเหมือนกับข้อแรก ส่วนทางแก้นั้นคงเหมือนกับที่ผม ลงความเห็นในเรื่องบ้านมีถนนล้อม 4 ด้าน คือที่ดินที่ไม่เหมาะเป็นบ้าน ก็อาจจะเหมาะที่จะทำอย่างอื่นๆได้
- “ข้างบ้านมี เครื่องระบายความร้อน พุ่งมาหาบ้าน อีกฝ่ายหนึ่งไม่ดี” ของบ้านเรา เครื่องระบายความร้อนนี่ มี 2 อย่างครับ คือระบายควันและความร้อนจากครัว ซึ่งมีทั้งควันและกลิ่นนำมา และความร้อนจากคอมเพรสเซอร์ของแอร์ ซึ่งมีแต่ลมร้อนอย่างเดียว ที่นี้ถ้าเกิดห้องนอนของคุณ เกิดตรงกับเจ้าท่อหรือเครื่องที่ว่า คงนึกภาพออกนะครับ ว่าจะเป็นเช่นไร
- “หน้าบ้านมีบ่อ รูปสามเหลี่ยม ไม่ดี” หรือ “หน้าบ้านมี เสาเครื่องหมายจราจร ปักอยู่ ไม่ดี” ข้อนี้เป็นเรื่องปลีกย่อยที่ผมว่า ไม่ค่อยเห็นผลทางกายภาพนัก

3. ฮวงจุ้ย รั้วบ้าน กำแพงบ้าน และประตูบ้าน รั้วและกำแพง ถือเป็นแนวเขตของบ้านเพื่อความปลอดภัย แต่มีข้อแตกต่างในด้านกายภาพ คือรั้วจะเป็นการปิดกั้นในลักษณะกึ่งทึบ กึ่งโปร่ง ส่วนกำแพงมีลักษณะทึบตัน เป็นการปิดกั้นทั้งหมด ส่วนประตู เป็นทางเข้าออกของคนและทางเข้าออกของชี่ ด้วย ดังนั้นชี่ที่จะเข้าสู่บ้านจึงเกี่ยวกับรั้ว และประตู การปิดกั้นชี่ไม่ให้เข้าบ้าน หรือไม่ให้ออกจากบ้านโดยง่ายจึงเกี่ยวกับกำแพง นั่นเอง มาดูเรื่องกำแพงบ้าน รั้วบ้าน กันดูครับ

- “ประตูใหญ่อย่าสร้างประตูเล็กไว้ 2 ข้าง แต่ให้สร้างข้างเดียวคือ หันหน้าออกสร้างตรงซ้ายมือ” ส่วนใหญ่ ในแง่การใช้งาน เราก็จำเป็นที่จะใช้เพียงประตูเล็ก ประตูเดียวอยู่แล้วครับ ไม่เห็นมีใครทำ 2 ประตู แต่ด้านซ้ายหรือขวานี่ ถ้าเป็นตามการใช้งานแล้ว ต้องดูตามการวางตัวบ้านครับ คือถนนเข้าบ้าน เข้าที่จอดรถเราชิดรั้วด้านไหน ก็ควรจะมีประตูเล็ก แอบอยู่ด้านริมรั้วของถนนด้านนั้น เพราะทางเดินนี้จะไม่ไปขวางทางกับถนนเข้าบ้าน คนจะเดินเข้าเดินออก ก็ไม่ต้องไประวังรถที่จะเข้าออก
- “ประตูบ้านตรงกันกับบ้านอื่นไม่เป็นมงคล” แสดงว่าทั้งบ้านเราและบ้านตรงข้าม ก็ไม่เป็นมงคลทั้ง 2 บ้านเลยซิ ? ในแง่กายภาพ ก็มีข้อเสียที่เห็นได้คือเป็นทางเข้าออกหลัก ถ้าคนเข้าออกคงไม่ค่อยมีปัญหาอะไร แต่ถ้าเป็นรถยนต์ คงไม่สะดวกหรือปลอดภัย ยิ่งถ้าถนนแคบก็ยิ่งอันตราย เพราะถ้าเกิดรถทั้งสองบ้าน เข้าออก พร้อมๆกัน ก็ต้องรอกัน หรือถ้าไม่รอกัน ออกพร้อมๆกัน รถทางตรงก็ไม่มีทางหลบ เป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย
- “บ้านที่มีกำแพงเก่าควรทาสีให้ใหม่เสมอ เวลากลางคืนควรติดไฟให้สว่างจะพบแต่ความเจริญ” ทำสภาพแวดล้อมให้ดี บ้านก็น่าอยู่ ติดไฟสว่างไสวบ้านก็ปลอดภัย
- “กำแพงบ้านอย่าสูงเกินไป (เกิน 2 เมตร) หรือต่ำเกินไป (1.40 เมตร)” สูงเกินไป ก็บดวังวิวหรือโลกภายนอก คล้ายกำแพงคุก แถมยังบังลม และขวางการระบายอากาศอีกด้วย แต่ต่ำเกินไปก็ขาดความเป็นส่วนตัว หรือไม่ค่อยปลอดภัย
- “ประตูด้านซ้ายควรใหญ่กว่าด้านขวา” ข้อนี้อ่านแล้วไม่เข้าใจ ว่าหมายถึงประตูอะไร ข้อความมันห้วนไปหน่อยครับ ถ้าไปทำตามข้อแรกจะขัดกัน เพราะเขาให้เอาประตูเล็กไว้ด้านซ้าย
- “ประตูรั้วสูงกว่ากำแพงไม่ดี” ส่วนใหญ่จะทำเตี้ยกว่า หรือเสมอกัน ก็ดูเรียบร้อยดี นอกจากเจ้าของบ้านจะเน้นให้ประตูดูใหญ่โต โอ่อ่า จึงจะทำสูงกว่า หรือมีซุ้มประตูแถมด้วย
- “ตำแหน่งกำแพงทาง ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ อย่าให้ชำรุดจะมีเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาล” กำแพงทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ นี่ถ้าบ้านหันทิศไม่เหมือนกัน ก็ไม่สามารถระบุตำแหน่งของมัน ที่สัมพันธ์กับบ้านได้ แต่ถ้าจะระบุเหมือนเดิมโดยไม่เกี่ยงว่าบ้านจะหันทิศไหน ก็ดูจะไม่มีเหตุผลรองรับเพียงพอครับ
- “สร้างบ้าน ไม่ควรสร้างกำแพงหรือภูเขาก่อน จะทำให้ยากจน หรือถูกคุมขัง” คำว่าภูเขาผมยังไม่อยากตีความ เดี๋ยวจะผิดพลาด แต่การสร้างกำแพงหรือรั้วนั้น โดยปกติ เขาก็มักจะสร้างภายหลังจากที่ตัวบ้านสร้างเสร็จแล้ว เพื่อความสะดวกในการทำงาน ขนย้ายวัสดุก่อสร้าง และต่างๆนานา ที่อาจมีขนาดใหญ่ หรือน้ำหนักมาก การเคลื่อนย้ายทำได้ยาก เมื่ออะไรเรียบร้อยแล้วจึงสร้างรั้วหรือกำแพง
- “ไม่ควรสร้างกำแพงบ้านให้ชิดบ้านเกินไป” ก็ไม่น่าจะดีในหลายๆด้าน ทั้งที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมหรือบ้านข้างๆ และความสวยงามของตัวบ้านเอง
- “บ้านที่มีลานโล่งห้ามล้อมรั้วกลางลานโล่งจะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ เช่น โรคตา หัวใจ” การไปทำรั้วซ้อนรั้วมันก็ไม่ค่อยสวยอยู่แล้ว ถ้าไม่มีวัตถุประสงค์หรือความจำเป็นอื่นใด ก็ไม่น่าทำ ถึงจะไม่ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บก็เถอะ
- “ประตูรั้วบ้านฝั่งตรงข้ามใหญ่กว่าบ้านเราไม่ดี” แล้วจะให้ทำอย่างไรดีครับ เพราะเราห้ามบ้านตรงข้ามไม่ได้ หรือถ้าเชื่อฮวงจุ้ยกันทั้งคู่ ก็ต้องแข่งกันขยายประตูรั้วไม่จบแน่

4. ฮวงจุ้ย รูปทรงบ้าน... เขาว่า “ตัวบ้านเปรียบเสมือนภาชนะที่บรรจุพลังงานหรือชี่ รูปทรงภาชนะที่แตกต่างกันจะส่งผลให้มีความแตกต่างของพลังชี่” เรื่องนี้ อาจจะฟังเข้าใจง่ายหน่อย ถ้าเราจะมองว่าชี่ เป็นพลังงานชนิดหนึ่ง โดยยังไม่ต้องไปสนใจผลด้านความเชื่อ แต่ให้มองพลังงานใกล้ตัว เป็นตัวอย่าง เช่นกระแสลมนี่ ก็น่าจะเป็นพลังชี่ ชนิดหนึ่ง ถ้าบ้านทึบๆตันๆ หน้าต่างไม่ค่อยมี กระแสลมหรือพลังงานลม ก็ไม่สามารถ ผัดผ่าน ถ่ายเทได้สะดวก อากาศในบ้านก็ไม่ดี คนอยู่ย่อมไม่สบายแน่นอน นี่คือตัวอย่างของพลังงานที่มองเห็นง่าย



รูปร่างบ้าน หรือ ฮวงจุ้ยรูปทรงของบ้าน ที่อยู่อาศัย เขาว่าอย่างไร ลองมาดูกันครับ
- “บ้านควรปลูกเป็นรูป สี่เหลี่ยม ไม่ควรปลูกส่วนเกิน หรือ ส่วนขาด จะเป็นอัปมงคล เสียหาย” หรือ “บ้านผู้ดีมีเงินมักสร้างศาลาพักผ่อน ยื่นออกมา ทำให้บ้านเว้าแหว่ง ไม่เป็นมงคล” หรือ “บ้านที่ปลูกแล้วดูเป็นรูป W, L ไม่เป็นมงคล” หรือ “บ้านรูปทรงตัว H ถือว่าบ้านเว้าแหว่ง จะเสียทรัพย์ เสียชื่อเสียง” บ้านสไตล์โบราณ หรือสมัยโบราณ เขาก็มักจะมีรูปทรงอย่างที่ว่า ไม่ว่าจะเป็นโลกตะวันออก หรือโลกตะวันตก แต่ถ้าเป็นบ้านสมัยใหม่ หรือ modern style จะแตกต่างกันอย่างคนละขั้วทีเดียว เพราะบ้านสมัยใหม่นั้นออกแบบทั้งยื่น ทั้งเว้า ทั้งแหลม ทั้งหลุบ มีรูปแบบสารพัดละครับ แต่สร้างแล้วคนอยู่จะเป็นอย่างบ้าง ยังไม่มีการวิจัยกันขึ้นมา แต่บ้านสมัยใหม่ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
- “บ้านที่แหว่งบางส่วน คนในบ้านจะมีอันเป็นไป เช่น ถ้าแหว่งทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ หมายถึงแม่หรือหญิงเจ้าของบ้าน ถ้าทิศตะวันตกเฉียงเหนือคือ พ่อ หรือชายเจ้าของบ้าน บ้านที่แหว่งทิศตะวันออก คือลูกชายคนโต ไม่เป็นมงคล ตะวันตกผลกระทบ ลูกสาวคนเล็ก ไม่เป็นมงคล ทิศเหนือ จะเสียหายแก่ ลูกชายคนกลาง ทิศใต้จะเสียหายแก่ลูกสาวคนกลาง ไม่เป็นมงคล บ้านที่ตะวันออกเฉียงเหนือแหว่งจะเกิดเสียหายแก่ลูกชายคนเล็ก และ ระบบย่อยอาหาร ” หรือ “บ้านสร้างคล้ายรูปตัวยู ไม่ดี” หรือ
- “บ้านเว้าแหว่ง รูปทรงกากบาท หมายถึงป่วย ความตาม ไม่ดี” หรือ
- “บ้านที่มีรูปทรงแปลก ๆ ผิดปกติ เฉียง เอียง เว้าแหว่ง ล้วนไม่ดี” ก็คงลักษณะเดียวกับข้อแรกครับ เรื่องการส่งผล ต้องด้านโหราศาสตร์อย่างเดียว
- “บ้านสูงต่ำ เล่นระดับ ไม่ดี” บ้านเล่นระดับในแง่ความสวยงามก็ดูดี แต่ในแง่การใช้งาน ถ้ามีระดับมากไป จะกลับไม่สะดวก และอันตราย โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุ เมืองไทยเคยมีกระแสความนิยมบ้านเล่นระดับ อยู่พักใหญ่ๆ แต่สุดท้ายก็ซาไป ไม่มีคนนิยม
- “บ้านมีห้องใต้ดินอยู่กลางบ้าน ไม่ดี” หรือ “ห้ามสร้างห้องใต้ดินในบ้าน” ห้องใต้ดิน เป็นห้องที่พื้นที่แถบภาคกลาง ไม่ควรสร้าง เพราะเป็นที่ลุ่ม มีน้ำใต้ดินสูง การก่อสร้างยาก แพง มีปัญหาเยอะ แก้ไขยาก สร้างแล้วอาจไม่ได้ใช้ หรือเสียแต่ค่าใช้จ่ายซ่อมแซมมาก ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรสร้าง แต่ถ้าเป็นพื้นที่สูง ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำใต้ดิน ก็พอทำได้อยู่ครับ แต่ก็ต้องออกแบบวางผังอย่างดี ทำเองแบบง่ายๆ ไม่ได้นะครับ
- “บ้านด้านหนึ่งมีปล่องควัน ปล่องควันแทนก้านธูปไหว้คนตาย ไม่ดี” เมืองไทย ไม่ต้องทำปล่องควันอยู่แล้ว แต่บ้านไหนจะทำปล่องระบายควันในครัวก็ระวังสักหน่อยก็ดี ไม่ใช่ให้ระวังว่าจะเหมือนก้านธูปนะครับ ให้ระวังตำแหน่งและการติดตั้งที่จะไม่ไปรบกวนส่วนอื่นของบ้าน หรือของบ้านคนอื่นครับ
- “บ้านเวลาปลูกอย่าตั้งเสาข้างหนึ่งสูงข้าง ข้างหนึ่งเตี้ย จะแสดงถึงการทำกิน ธุรกิจง่อนแง่น” หรือ “บ้านที่เพดานเฉียง ไม่ดี” หรือ “บ้านมีคานยื่นออกให้เห็นเด่นชัด ไม่ดี” หรือ “บ้านที่มีคานไม่เสมอกัน ไม่ดี” ลักษณะพวกนี้ เราเรียกว่าเป็นรายละเอียดปลีกย่อย ไม่ใช่ประโยชน์ใช้สอย ดังนั้นรูปร่าง หรือรายละเอียดพวกนี้ จะขึ้นอยู่กับการออกแบบมากกว่า มีอยู่พักหนึ่ง จะมีการออกแบบสไตล์ post modern ในแนวทางที่ชอบออกแบบอาคารให้เหมือนกับสร้างไม่เสร็จ บูดเบี้ยว หรือใกล้พัง ก็เป็นที่นิยมกันพักหนึ่ง ในฐานะสถาปนิก ผมก็ไม่ชอบงานแนวนี้อยู่แล้ว แต่ post modern ยังมีอีกแนวทางหนึ่งที่นำลักษณะเด่นของ อาคารแบบคลาสสิคมาใช้ ซึ่งน่าดูกว่ากันเยอะ เรื่องนี้ ฮวงจุ้ยอาจจะถูกก็ได้ เพราะงานแนวนี้หมดความนิยมไปรวดเร็วมาก ถ้าจะเปรียบแบบพิษณุ นิลกลัด พากย์มวย ก็ต้องบอกว่า “ไปไม่ลา มาไม่ไหว้” เลยละครับ
- “บ้านที่มีลานหน้าบ้านกว้าง เป็นฮวงจุ้ยที่ดี” เห็นด้วยครับ ไม่ต้องอธิบายมาก
- “บ้านเป็นรูปสามเหลี่ยม เรียกว่า ถังขยะ ธุรกิจเจ๊ง เป็นมะเร็ง อัมพาต” หรือ “บ้านที่สร้างตามทางยาว โดยกินพื้นที่แคบและไม่ลึก ไม่เป็นมงคล” หรือ “กำแพงบ้านไม่ควรเจาะเป็นหน้าต่าง จะไม่เป็นมงคล” หรือ “กำแพงบ้านสร้างเป็นรูปโค้ง ดีกว่าสร้างกำแพงเป็นรูปสี่เหลี่ยม” เหล่านี้ก็เข้าลักษณะของการออกแบบเหมือนกันครับ มันมีหลายรูปแบบ แต่ถ้าไม่ถูกหลัก ก็ย่อมอยู่ไม่สบายแน่ๆ
- “บ้านชั้นเดียว ถ้าคับแคบให้ปลูกเพิ่มเติม” คงบอกให้สร้างหลังใหม่ไปเลยมั้งครับ ไม่ใช่มาต่อเติม หรือสร้างเติม เป็น 2 ชั้น ก็มีเหตุผลดีในแง่การก่อสร้าง และความปลอดภัย

5. จากรูปทรงของบ้านแล้ว เรื่องขนาดบ้าน ก็จำเป็นศาสตร์ของฮวงจุ้ยเช่นกัน “ บ้านมีความนิ่ง - อิม และ คนมีความเคลื่อนไหว - เอี้ยง การรักษาความสมดุลของอิมและเอี้ยงเป็นสิ่งสำคัญ ” อิม เอี้ยง ก็คือ หยินและหยางนั่นเอง เป็นเรื่องของความสมดุลของทุกสรรพสิ่งในโลก ขาวกับดำ เย็นกับร้อน บนกับล่าง เหล่านี้ เป็นคุณสมบัติที่ปรกติของธรรมชาติ แต่ถ้าไม่สมดุล ก็จะเกิดผลกระทบในแง่ลบ เช่นภาวะโลกร้อนที่เราเผชิญอยู่นี่แหละครับ เพราะโลกเสียสมดุล คนก็ต้องรับผลของมันเต็มๆ ขนาดของบ้าน ทางฮวงจุ้ย ว่าไว้ดังนี้

- “ บ้านพักที่ใหญ่โตเกินไป แต่ในบ้านมีคนพักน้อย ไม่เป็นมงคลจะทำกินไม่ขึ้น ” บ้านใหญ่ ค่าใช้จ่ายก็ต้องเยอะ ดูแลก็ยาก ถึงมีเงินก็สิ้นเปลืองกว่าเหตุ ก็ไม่น่าจะดี
- “ บ้านมีคนพักอาศัยมากจะทำให้คนในบ้านอบอุ่น ” บ้านคนเยอะๆ ถ้าไม่มีการปกครองที่ดี ระเบียบที่ดี การกระทบกระทั่ง ทะเลาะเบาะแว้งก็เกิดขึ้นบ่อย มันก็ไม่อบอุ่นเสมอไปนะครับ
- “บ้านเล็กอย่าสร้างประตูใหญ่จะเกิดปากเสียงทำกินไม่ขึ้น” บ้านเล็ก ก็ไม่น่าจะมีประตูใหญ่อยู่แล้ว จะทำไปทำไม? ที่จริงสมัยใหม่นี่ บางทีเขาต้องการความโปร่งโล่ง เพื่อแก้ความคับแคบ เขาอาจทำประตูบานเฟี้ยมกว้างเต็มที่เลยก็ได้ แล้วก็ดูน่าอยู่ด้วย
- “จำนวนห้องที่กั้นในบ้าน ควรกั้นเป็นเลขที่เป็นมงคล คือ 1, 2, 5, 6, 7 ห้องดีเป็นมงคล” เรื่องตัวเลข เป็นเรื่องของความเชื่อครับ ข้อนี้ตัวใครตัวมันนะครับ ใครเชื่อก็ทำไป ใครไม่เชื่อก็ทำไปตามใจ ได้ทั้งนั้นครับ

6. นอกจากบ้านแล้ว หลังคาบ้าน ก็ยังสำคัญในหลักฮวงจุ้ยอีกด้วย เขาว่า “ การที่บ้านมีผนังสี่ด้านยังไม่ถือว่าสามารถกักเก็บพลังชี่ไว้ได้สมบูรณ์ ปกติ ควรนับต่อเมื่อมีการปิดหลังคาบ้านเรียบร้อย ” ดังนั้นเขาจึงมีข้อห้ามเกี่ยวกับเรื่องหลังคาไว้ด้วยเช่นกัน

- “บ้านไม่ควรเจาะหลังคา ไม่เป็นมงคล” การเจาะหลังคา ทางสถาปัตยกรรมก็ทำได้หลายลักษณะ หลายวัตถุประสงค์ แต่ก็ต้องทำอย่างถูกต้องตามหลักวิชา เช่นเจาะเพื่อให้แสงสว่างเพิ่มเติม เอาแสงสว่างจากธรรมชาติ เจาะเพื่อระบายอากาศ หรือแม้กระทั่งบางท่านอาจจะอยากเจาะหลังคาห้องนอน นอนดูดาวก็ได้ แต่ต้องทำให้ดี เพราะฝนฟ้า ไม่ค่อยปราณีใคร อย่าให้ต้องมาวิดน้ำซ่อมบ้านกันภายหลัง
- “หลังคา เพดานบ้าน อย่าให้รั่ว ถ้ารั่วให้รีบซ่อมเสีย ถ้าไม่แก้ไขเงินทองจะเก็บไม่อยู่ยากจน” แน่นอนอยู่แล้วครับ เพราะถ้ารั่วแล้วไม่ซ่อมหลังคา ก็ต้องตามไปซ่อมอย่างอื่นต่อ มันก็เป็นผลมาจากข้อแรก นั่นแหละครับ
- “บ้านที่มีหลังคาด้านซ้ายยาว ด้านขวาสั้น ภายในครอบครัวจะพบภัยพิบัติ” ด้านซ้ายขวา หรือยาวสั้น ไม่น่าจะมีผลด้านภัยพิบัติ แต่น่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการที่ไม่ถูกต้องมากกว่า



สรุปว่า ตามหลักฮวงจุ้ยนั้น ถ้านำเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ หรือภูมิศาสตร์สมัยใหม่ มาร่วมพิจารณาดูด้วย จะเห็นว่ามีความเป็นไปได้ 70%-80% ที่สอดคล้องกัน นอกนั้นอธิบายไม่ได้ หรือขัดแย้งกัน การจะนำไปประยุกต์ใช้ถ้าได้หลักการสมัยใหม่มาสนับสนุนแล้ว ก็สามารถทำได้อย่างสบายใจ และได้ผลแน่นอน

TraveLAround


หมายเหตุ : ขณะได้มี website อื่นๆหลาย website ได้นำเอาเรื่องที่ผมเขียนไว้ ไปลงต่อในลักษณะของเนื้อหา โดยไม่ได้รับอนุญาตใดๆ
เช่น website : Hometophit
ขอให้ติดต่อขออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร โดยด่วน
ทาง Email : d_sign_place@yahoo.com
มิฉะนั้น จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายลิขสิทธิ์

ข้อมูลเรื่องฮวงจุ้ยจาก
//www.fengshuiinter.com/node/127
Boncho
//www.bloggang.com/mainblog.php?id=naturelive&month=04-03-2008&group=2&gblog=22




 

Create Date : 29 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 3 กรกฎาคม 2552 21:03:26 น.
Counter : 27681 Pageviews.  

เตาไฟ และการจัดห้องครัว สำหรับบ้านอยู่อาศัย : วิเคราะห์ฮวงจุ้ยโบราณด้วยหลักการสมัยใหม่

เตาไฟ และการจัดห้องครัว สำหรับบ้านอยู่อาศัย
วิเคราะห์ฮวงจุ้ยโบราณด้วยหลักการสมัยใหม่

วิเคราะห์เรื่องห้องนอนกันไปตอนหนึ่งแล้ว มีคนอ่านกันพอสมควร และยังมีคนเอาไปโพสต่อในเว็บไซด์อื่นๆอีกด้วย คงต้องสงวนลิขสิทธิ์ซะแล้ว เมื่อมีคนสนใจก็เลยไปค้นเรื่องอื่นมาวิเคราะห์กันต่อครับ

รองจากห้องนอนก็จะเป็นฮวงจุ้ย ห้องครัว ซึ่งเป็นหนึ่งในสามสิ่งของบ้าน ที่ซินแสจำนวนมากให้ความสำคัญ คือ ประตู เตา เตียง ซึ่งเตาก็คือเรื่องในห้องครัวนั่นเอง ห้องครัว ที่ปรุงอาหารเป็นเรื่องที่สำคัญทีเดียวรองจากห้องนอน คนจีนนี่ถือเรื่องกิน เรื่องปากท้อง มาก่อนเรื่องอื่น เวลาทักทายกันก็จะทักกันว่า “กินข้าวแล้วยัง” เมืองไทยสมัยก่อนได้ยินบ่อย แต่คนรุ่นใหม่เขาทักกันแบบสากลแล้ว เรื่องการจัดวางห้องครัวจากหนังสือศาสตร์ฮวงจุ้ย ที่มีอยู่มากมายตามร้านหนังสือ มีหลากหลายมากมาย
บางเล่มก็บอกว่า ห้ามอ่างล้างน้ำ(ซิงค์) อยู่แนวเดียวหรือติดกับเตา
บางเล่มก็ว่าห้ามก๊อกน้ำอยู่ ตรงข้ามเตา
บางเล่มก็ว่าห้ามก่อพื้นสูงใต้เคาน์เตอร์เตาเพราะเป็นเหมือนภูเขาทำให้โชคลาภไม่ดี ฯลฯ

การห้ามหรือไม่ห้ามนั้นๆ เป็นการบอกแบบเจาะจงรายละเอียด ว่าอย่างนั้นได้ อย่างนี้ไม่ได้ คือไม่บอกหลักการ ทำให้หลายคนเวลาทำห้องครัวใหม่หรือซื้อบ้านแล้วจะจัดห้องครัว แต่กลัวผิดหลักฮวงจุ้ย ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ลองมาดูข้อห้ามกัน
1. “ อย่าหันเตาเข้าหาประตู ห้องน้ำ กรณีที่มี ห้องน้ำ ติดกับหรืออยู่ใน ห้องครัว จะมีปัญหาเรื่องของการย่อยอาหาร และสุขภาพได้ง่าย ” ข้อนี้หลักการสมัยใหม่ก็จะให้หลีกเลี่ยงห้องน้ำ ไม่ให้อยู่ในห้องครัวอยู่แล้ว เพราะไม่ถูกสุขลักษณะหลายประการ แต่ส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็นบ้านจำพวกตึกแถว ทาวน์เฮ้าส์ จะเป็นแบบนี้มานานแล้ว เพราะประหยัดพื้นที่ดี
2. “ ห้ามทำราวตากผ้าผ่านเตาไฟ จะเป็นอัปมงคล ” ราวตากผ้ากับเตาไฟนี่ มันก็คนละเรื่องกันอยู่แล้ว อย่าว่าแต่ผ่านเตาไฟเลย ในครัวก็ไม่ควรมีราวตากผ้ามาเผ่นพ่านนะ ใครจะอยากใส่เสื้อผ้ากลิ่นผัดกะเพรานะ
3. “ประตูตรงกันหลายบาน ตรงกับเตา ทำให้ร้อนเงิน มีปากเสียง ไม่ดี ” ประตูตรงกันหลายบาน ส่วนใหญ่ก็จะว่าไม่ดี แต่การออกแบบประตูตรงกันนั้น ในแง่ความสะดวก และการใช้พื้นที่ ก็นับว่าสะดวกดี เพราะแนวทางเดินจะตรงตลอด ถ้าเราเจาะประตูคนละด้านของห้อง ทางเดินก็จะต้องเฉียงผ่านห้อง ยิ่งมีหลายห้องทางเดินก็จะเฉียงไปเฉียงมา เสียพื้นที่ห้องมาก และเดินไกลขึ้น
4. “เครื่องซักผ้าตรงกับเตาไม่ดี ” เครื่องซักผ้านี่ก็ไม่ได้เกี่ยวกับครัวเหมือนกัน แต่ในกรณีบ้านแคบๆจำเป็นต้องเบียดทุกอย่าง มาอยู่ห้องเดียวกัน ถ้ามองถึงการใช้งาน ก็คงไม่สะดวกนะครับ ถ้าจะต้องมาทำกับข้าว พร้อมกับซักผ้า ส่วนเตาไฟนั้นเป็นของร้อน (คือมีความร้อน) เพราะฉะนั้น อะไรก็ตามที่ไม่ถูกกับความร้อน หรือกลิ่นควัน ก็ไม่ควรอยู่ใกล้เตาทั้งนั้น
5. “ห้องครัวถ้ามีขื่อพาดอยู่ ไม่ดีจะเจ็บป่วย ยากจน” เรื่องขื่อนี่ รู้สึกว่าจะเป็นที่รังเกียจของหลักฮวงจุ้ยมาก พาดขวางห้องไหน ก็ไม่ดีทั้งนั้น แต่ในการออกแบบก็ไม่ควรมีขื่ออยู่กลางห้องเหมือนกัน เพราะขื่อเป็นโครงสร้างหลักอย่างหนึ่ง การกั้นห้องต่างๆ ถ้าให้สวย ลงตัว ก็ควรจะกั้นตำแหน่งผนังให้พอดี กับขื่อ กับเสา จะทำงานง่าย แข็งแรง และสวยงาม
6. “ห้องครัวห้ามอยู่ติดกับห้องนอน ถ้าจำเป็นจะต้องกั้นผนังห้องครัวและห้องนอนอย่าให้มีอากาศเข้าถึงกันได้ ”นี่ก็แน่นอนอยู่แล้วครับ ตำแหน่งห้องครัวนี่สำคัญมาก การวางผังต้องดูทิศทางลมให้ดี ห้องครัวถ้าอยู่ใต้ลมจะดีที่สุด เพราะกลิ่นควันสารพัด จะได้ระบายออกนอกบ้านได้ง่ายๆ ถ้ากลิ่นไปเข้าห้องไหน ไม่ใช่เฉพาะห้องนอน ก็ไม่ดีทั้งนั้นแหละครับ แล้วห้องครัวไม่ใช่จะเป็นต้นตอของกลิ่นควันอย่างเดียว มันเป็นแหล่งเพาะบรรดาสัตว์ไม่เลี้ยง ที่ไม่พึงประสงค์นานาพันธุ์ หนู แมลงสาบ พวกนี้ ไต่ผนัง ไต่เพดานได้ ถ้าห้องที่อากาศเข้าถึงกันได้ พวกนี้ก็เข้าได้หมดละครับ
7. “เตาตรงกับประตู เท่ากับชักนำเพื่อนเข้ามากิน แล้วก็จากไป แต่ตัวเราจะจนลง ไม่ดี ” หรือ “ไม่ควรสร้างเตาไฟเล็งไปที่ประตู ”เตาตรงประตูนี่ จะชักนำเพื่อนบ้านเข้ามายังไงนะ แต่ถ้าเจ้าของบ้านใจดี ชอบเลี้ยงชอบสังสรรค์ ต่อให้เตาหลบอยู่มุมไหน ก็จนเพราะเพื่อนได้ทั้งนั้น
8. “เตาแก๊สห้ามตั้งติดกับก๊อกน้ำหรืออ่างล้างชาม ไม่ดี ” เตากับก๊อกน้ำนี่ ถ้าครัวแบบสากล เขาก็จะไว้กันคนละมุมอยู่แล้ว เพราะเตามักไม่นิยมเอาอะไรมาไว้ใกล้ นอกจากอุปกรณ์ในการปรุงอาหาร และเครื่องปรุง และพื้นที่ 2 ข้าง เพื่อวางของ ส่วนก๊อกน้ำ ก็จะอยู่ในส่วนล้าง จะล้างผัก เตรียมวัตถุดิบ หรือล้างหม้อ กระทะ ล้างจาน ก็ต้องมีพื้นที่วางของ ทำงาน ทั้งสองส่วน ต้องการพื้นที่ทั้งนั้น ไม่ควรมาติดกันอยู่แล้ว แต่ในกรณีร้านอาหารเขาก็มักมีก๊อกน้ำ และซิงค์อยู่ใกล้เตาด้วยเสมอ เพราะสะดวกในการล้างกระทะครับ
9. “หัวเตาแก๊สควรมี 3, 5, 7 เตาดีที่สุด ” จำนวนหัวเตาแก๊ส จะเป็นเลขคู่หรือคี่ ไม่น่าจะเกี่ยว กับดวงชะตา บ้านเล็กๆทั่วไป เขาก็ซื้อสำเร็จรูป 1 หรือ 2 หัว ที่เป็นเตาทำในประเทศ ส่วนเตาของนอก จะมีผสมเตาแก็สและไฟฟ้า ก็จะมีมาตรฐาน 3 หรือ 4 หัวเตา เกินกว่านี้ไม่ค่อยเห็นครับ นอกจากร้านอาหาร
10. “อย่าวางเตาคล่อมท่อระบายน้ำเสียที่เป็นตะแกรงเหล็ก หรือ ฝาท่อที่มีรูระบายกว้าง เพราะจะทำให้คนทานสุขภาพไม่ดี และเบื่ออาหาร ถึงแม้ฝีมือคุณจะเก่งอย่างไร คนทานก็จะเบื่อหน่าย ไม่อยากกิน” หรือ “ ไม่ควรวางเตาไว้บนท่อระบายน้ำหรือท่อน้ำประปา ” หรือ “ ท่อน้ำอยู่ใต้เตาไม่ดี เพราะน้ำกับไฟเป็นศัตรูกัน ” เตาก็ควรวางบนพื้นอยู่แล้ว จะไปวางเกะกะกับท่อประปาหรือท่อระบายน้ำทำไม ท่อประปาถ้ามีก็ไม่น่าจะมีปัญหา แต่ท่อระบายน้ำนี่ จะถูกเตารุกรานมากกว่า เพราะการปรุงอาหารก็จะมีเศษอาหารต่างๆร่วงหล่นลงไป สงปรก เน่าเหม็นและเป็นรังของสารพัดสัตว์ที่ไม่พึงประสงค์ อีกทั้งยังทำให้ท่อตันได้
11. “ ด้านหลังเตาแก๊สห้ามมีบ่อน้ำ ” หรือ “ การตั้งเตาอย่าใกล้สระน้ำ หรือน้ำประปา ” ข้อนี้นึกไม่ออกครับ ขอผ่าน
12. “ ด้านหลังเตาอย่าให้ห่างผนังมากเกินไป ” บ้านสมัยใหม่ส่วนใหญ่ จะวางเตาชิดผนังอยู่แล้ว ไม่วางลอยๆออกมาให้กินเนื้อที่ห้อง แต่บ้านคนแบบโบราณนั้น มีไม่น้อยที่มีเตาอยู่ในบ้าน หรืออยู่กลางบ้าน ถ้าเป็นเมืองหนาวหน่อย เขาก็อาศัยความอบอุ่นจากเตาไฟได้ด้วย แต่การปรุงอาหารเขามักไม่มีกลิ่นควันตลบแบบอาหารไทย
13. “ ครัวเตาไฟไม่ควรจัดไว้หน้าบ้าน จะไม่มีทรัพย์สินเก็บ ” หรือ “ ตัวเตาในบ้านอย่าให้คนนอกบ้านเห็นจะไม่เหลือเงินเก็บ” ครัวไฟอยู่หน้าบ้าน ก็คงคล้ายเรื่องเตาตรงประตูครับ จะไม่มีทรัพย์สินเก็บเพราะชอบชวนชาวบ้านมาเลี้ยงสังสรรค์กันบ่อยเกิน

ส่วนข้อต่อไปนี้ วิเคราะห์ไม่ได้ครับ เพราะเรื่องทิศมงคล หรือเรื่องโฉลกนี่ ต้องมีตำรา หรืออาจารย์ โดยเฉพาะ ขอผ่านเลย นะครับ
14. “ หน้าเตาไฟหันไปสู่ทิศตะวันออก หรือทิศตะวันออกเฉียงใต้ดี เป็นมงคล แต่ถ้าจะให้ดีต้องถูกรหัสราศีทิศของเจ้าของ บ้านด้วย ”
15. “ ไม่ควรสร้างเตาในทิศตะวันตกเฉียงใต้ของบ้าน แต่ควรหันหัวเตาให้ถูกโฉลกรหัสราศีของเจ้าของบ้าน ”
16. “ ร้านค้าควรตั้งเตาให้ถูกรหัสราศีของเจ้าของร้านค้า ”
17. “ วิชา บ้านแปดทิศ ก็จะบอกว่าให้ตั้งเตา ในตำแหน่งสี่ทิศร้าย และหันหน้าไปหาสี่ทิศดี ส่วนวิชา ดาวเก้ายุค ก็ว่าต้องวาง ตำแหน่งดาวบารมี หรือดาวภูเขา ที่ดี หรือ ตำแหน่งเจิ้นเสิน”
18. “การตั้งเตาควรหันที่ปิดเปิดให้ถูกโฉลกและเป็นมงคลกับเจ้าบ้าน”

เมื่ออ่านดูแล้ว จะเห็นว่ามีเรื่องห้าม กับเรื่องที่ต้องถามซินแส เท่านั้น ไม่มีเรื่องแนะนำหรือหลักการจัดวาง จึงทำให้สับสนมากขึ้นไปอีก เรามาดูหลักการกันดีกว่า

ตำแหน่งห้องครัว มีความสำคัญพอๆกับตำแหน่งห้องนอนทีเดียว การวางตำแหน่งห้องครัว อันดับแรกต้องเป็นตำแหน่งที่ระบายอากาศออกจากตัวบ้านได้ดี ไม่ใช่แค่ระบายอากาศออกจากห้องครัวได้ดีเพียงอย่างเดียว เพราะถ้าควันออกจากห้องครัว แต่ย้อนเข้าห้องอื่นได้ก็แย่ วันไหนทอดปลาเค็มที ก็เหม็นไปทั้งบ้าน ห้องครัวควรมีแสงสว่างส่องถึงได้บ้าง แต่ไม่ถึงกับส่องถูกเตาโดยตรง เพื่อไล่ความอับชื้นบ้าง กลิ่นควันบ้าง และไม่ให้เป็นที่บ่มเพาะเชื้อโรคได้ง่าย

ได้ตำแหน่งห้องครัวแล้ว ค่อยดูเรื่องการจัดวางเตา ควรจัดให้เหมาะสมกับ ห้องครัวและสภาพแวดล้อม โดยตำแหน่งเตา ต้องวางอยู่ในตำแหน่งที่สะดวกในการปรุงอาหาร และตำแหน่งที่จะระบายควันออกภายนอกได้สะดวกที่สุด ไม่ว่าจะเป็นวิธีธรรมชาติ หรือใช้อุปกรณ์สมัยใหม่ต่างๆ ผังของครัวสมัยใหม่นั้นถ้ามีพื้นที่กว้างพอ ก็นิยมทำเป็นเคาน์เตอร์รูปตัวยู หรือจัดวางจุดสำคัญ 3 ส่วน คือ ส่วนเตา 1 มุม ส่วนเตรียมอาหาร 1 มุม และส่วนเก็บอาหารอีก 1 มุม ถ้าที่แคบลง ก็จะเหลือ 2 มุม เป็นรูปตัวแอล ส่วนเตา 1 มุม และส่วนเตรียมและเก็บอาหารอีก 1 มุม

ส่วนเตา จะเป็นเตาแก๊ส เตาไฟฟ้า หรือมีเตาอบก็สุดแท้แต่ แต่ถ้าสะดวก ก็ต้องมีพื้นที่เคาน์เตอร์ทั้ง 2 ด้านเพื่อวางจาน วางหม้อไว้ใส่อาหารเมื่อปรุงเสร็จ มีชั้นวางเครื่องปรุงด้านใดด้านหนึ่งตามถนัด เหนือเตาไม่ควรมีตู้แขวนหรือเก็บของ เพราะจะทำความสะอาดยาก ควรมีปล่องดูดควันเพียงอย่างเดียว

ส่วนเตรียมอาหาร ควรมีพื้นที่สำหรับวางของต่างๆ พื้นที่เตรียมอาหาร เช่นการหั่น สับ และซิงค์ล้างทั่วไป ทั้งล้างวัตดุดิบทำอาหาร ล้างภาชนะปรุงอาหาร และล้างถ้วยชาม ส่วนเตรียมอาหารนี่เป็นส่วนเปียก และใช้งานมาก ถ้าทำด้วยวัสดุที่คงทนได้ จะดีมาก เช่นเป็นโครงก่อปูนเทคอนกรีตเสริมเหล็ก เพราะถ้าเป็นโครงสร้างไม้จะไม่ทน ใช้งานไม่กี่ปีก็พัง หรือเป็นอาหารของปลวก

ส่วนเก็บอาหาร มีอุปกรณ์หลักๆคือตู้เย็น ที่เก็บวัตถุดิบนานาชนิด ที่ใช้ปรุงอาหาร ในส่วนนี้ก็ควรมีเคาน์เตอร์ที่เตรียมอาหารด้วยส่วนหนึ่ง และที่วางเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว ที่จะวางรวมกันอยู่แถวนี้ แยกจากส่วนเปียกของซิงค์ เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้า กับน้ำ ไม่ควรอยู่ใกล้กัน เช่นเตาอบ ไมโครเวฟ แม้พวกหม้อหุงข้าว หรือเครื่องปั่น ก็ควรจะใช้งานในบริเวณนี้เช่นกัน
ถ้าห้องครัวกว้างหน่อย ก็สามารถวางโต๊ะเตรียมอาหารไว้กลางห้องได้ด้วย เป็นโต๊ะเอนกประสงค์ สารพัดประโยชน์เลยทีเดียว

หลักการจัดครัว ก็มีง่ายๆ เพียงเท่านี้ ถ้าทำได้ ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องฮวงจุ้ยจนมากเกินไป ขอเพียงให้การใช้งาน ทำได้สะดวก สะอาด ปลอดภัย ท่านแม่บ้านทั้งหลายก็จะทำครัวได้อย่างมีความสุข

ส่วนโชคชะตานั้น อยู่ที่ตัวเรา อย่าปล่อยให้ฟ้าลิขิต
เพราะสิ่งที่ลิขิตชีวิตเราที่แท้จริงนั้น คือ “กรรม”
จึงควรหมั่นทำความดีไว้ ให้มากๆๆๆ
ก็จะได้รับแต่สิ่งดีๆ ที่ปรารถนา

TravelArounD


ปล. ตอนนี้ผมเขียนบล็อกมาได้กว่า 1450 เรื่องแล้ว ล้วนเป็นสาระน่ารู้ต่างๆ ท่านที่เข้ามาชมบล็อกใหม่ ผมได้จัดทำเป็นสารบัญ แบบหนังสือให้ดูหัวเรื่องได้ง่ายที่
Blog of All You Needs to Know
ลองเปิดดูก่อนจะออกนะครับ เลือกดูเนื้อเรื่องได้ครบ มีลิงค์ดูเรื่องคลิกง่าย และไม่เสียเวลา

หมายเหตุ : ขณะได้มี website อื่นหลาย website ได้นำเอาเรื่องที่ผมเขียนไว้ ไปลงต่อในลักษณะของเนื้อหา โดยไม่ได้รับอนุญาตใดๆ ทั้งยังไม่ได้อ้างอิงแหล่งที่มาอย่างถูกต้องอีกด้วย จึงขอแจ้งให้ทราบว่า เรื่องที่นำไปลงแล้วกรุณาแก้ไข การอ้างอิงที่ถูกต้องด้วย คือ * อ้างอิงที่มาคือ Blog “นานา สาระ๑๐๐๐” ไม่ใช่จาก website ที่ผู้เขียนอ้างอิงแหล่งที่มา เพราะการค้นคว้าได้ค้นคว้าจากหลายๆแหล่งด้วยกัน * และนามปากกาผู้เขียนคือ “TraveLAround” ส่วนเรื่องที่ยังไม่ได้นำไปโพส ขอให้ติดต่อขออนุญาต ก่อนทาง Email : d_sign_place@yahoo.com มิฉะนั้น จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายลิขสิทธิ์


ข้อมูลจาก
//www.fengshuiinter.com/node/133
บ้านฮวงจุ้ย
//www.fengshuihut.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=423358&Ntype=5




 

Create Date : 24 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 10 กันยายน 2555 0:54:21 น.
Counter : 51725 Pageviews.  

ฤกษ์ยามในการปลูกบ้าน และการลงเสาเอก

ฤกษ์ยามในการปลูกบ้าน และการลงเสาเอก



ความเชื่อถือแต่โบราณ การปลูกเรือน สำหรับเป็นที่อยู่อาศัยนั้น นอกจากความสำคัญของการสร้างเรือนแล้ว ก่อนปลูกสร้างนั้น คนไทยเรามักให้ความสำคัญกับฤกษ์ยามและความเชื่อต่างๆ ซึ่งความเชื่อถือและฤกษ์ยามในการปลูกบ้านนั้น มีมาตั้งแต่การปลูกบ้านทรงไทยในสมัยโบราณ สืบทอดกันมา แต่การปลูกสร้างบ้านในปัจจุบัน เปลี่ยนระบบวิธีการไปมาก บ้านส่วนใหญ่ที่สร้าง คือบ้านจัดสรร ทำให้เจ้าของบ้าน ข้ามขั้นตอนนี้ไปเลย ไม่ต้องคำนึงถึง แต่จะไปจัดพิธี ทำบุญขึ้นบ้านใหม่แทน สำหรับคนที่จะปลูกบ้านเอง ผมคิดว่าน่าจะยังมีอยู่บ้าง ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะสมัยนี้เรื่องฤกษ์ยาม ความเชื่อ ดวงชะตา คนให้ความสำคัญกันมากเช่นกัน 


คนในปัจจุบันการ มีอาชีพการงานและเวลารัดตัว ไม่มีเวลามากเหมือนแต่ก่อน ประเพณี พิธีกรรม หรือวิธีการต่างๆ ก็จำเป็นที่จะต้องมีการประยุกต์ให้เข้ากับกาลสมัยและช่วงเวลาที่ บางคนก็มีการดัดแปลงไปบ้าง บางคนก็อาศัยฤกษ์สะดวกก็มี ก็ว่ากันไปตามความเหมาะสม ส่วนคนที่เชื่อถือหรือสนใจ ก็ลองมาศึกษาความเชื่อถือแต่โบราณและฤกษ์ยามในการปลูกบ้านทรงไทยกันพอสังเขป ดังนี้

• ผู้ใดปลูกเรือนในเดือนอ้าย ย่อมจักได้เป็นเศรษฐีทรัพย์สินเพิ่มพูนมี เพราะเดือนนี้ อุดมผล
• ผู้ใดปลูกเรือนในเดือนยี่ ทรัพย์สิงคลีมามากผล เมื่อดิถีดูชอบกล ข้าศึกและแสนกล 
  มามากล้นพ้นศัตรู
• ผู้ใดปลูกเรือนในเดือนสาม ภัยติดตามงามน่าดู คนใจร้ายมันสู้ เมื่อถึงฤดูจักเกิดอันตราย
• ผู้ใดปลูกเรือนในเดือนสี่ ลาภมากมีสุขสบาย ทุกข์โศกบรรเทาหาย ความสบายเพิ่มพูนมา
• ผู้ใดปลูกเรือนในเดือนห้า ทุกข์เท่าฟ้ามาถึงตน ปลูกเดือนนี้ไม่มีผล ทุกข์ล้นพ้นภัยมีมา
• ผู้ใดปลูกเรือนในเดือนหก ทาหยิบยกไว้เหลือหลายทรัพย์ศฤงคารบันดาลมามากมาย 
   อยู่สุขสบายทรัพย์เนืองนอง
• ผู้ใดปลูกเรือนในเดือนเจ็ด ทรัพย์ระเห็จสิ้นทั้งผองทรัพย์สินที่ตนครอง 
   อัคคีภัยผยองมาเผาผลาญ
• ผู้ใดปลูกเรือนในเดือนแปด จะร้อนแผดระทมหาญทรัพย์สินและบริวาร จะทรยศหมดไป
• ผู้ใดปลูกเรือนในเดือนเก้า ใจไม่เศร้าเกิดบรรเลง ยศศักดิ์เกิดขึ้นเอง ทั้งทรัพย์สินเพิ่มพูนมา
• ผู้ใดปลูกเรือนในเดือนสิบ จักฉิบหายต้องขื่อคา โรคภัยร้ายก้าวหน้า อันตรายจะมาปะปน
• ผู้ใดปลูกเรือนในเดือนสิบเอ็ด อันความเท็จจักมาสู่ตน ปลูกเดือนนี้ไม่มีผล ต้องผจญกับทุกข์ภัย
• ผู้ใดปลูกเรือนในเดือนสิบสอง เงินแลทองจักเหลือหลาย สรรพสัตว์แลวัวควาย 
   บริวารมากมายไหลเทมา

นี่เป็นตำราหนึ่ง ซึ่งเขียนเป็นกลอน กล่าวถึงฤกษ์ยาม การปลูกบ้านแบบสำเร็จรูป คือผมหมายถึง การทำนายดังกล่าว ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าใครจะเป็นผู้ปลูก ก็จะมีผลเหมือนกันหมด ซึ่งที่จริงมันน่าจะเป็นเรื่องเฉพาะตัว คือฤกษ์ยาม หรือดวง ควรขึ้นอยู่กับเจ้าของหรือผู้ปลูก น่าจะส่งผลแตกต่างมากกว่า ดังนั้นถ้าใครเชื่อถือ หรือเห็นความสำคัญก็ต้องหาพระ หาหมอ ดูฤกษ์ผานาทีกันเอา เฉพาะเจาะจงกันไปเลยดีกว่า ข้อแนะนำเพียงอย่าเดียวที่มีให้ในเรื่องนี้คือ การปลูกบ้านควรหลีกเลี่ยงฤดูฝน เพราะเป็นอุปสรรค ต่อการก่อสร้างอย่างยิ่ง ยิ่งมาตอกเข็มทำฐานราก กันตอนฝนตกแล้ว นึกสภาพดูก็แล้วกัน ถ้าจะสร้างคาบเกี่ยวตอนฤดูฝน การก่อสร้างโครงสร้างควรรีบมุงหลังคาให้เสร็จก่อนฝนมา ก็จะช่วยได้มาก แถมยังได้ทดสอบ ประสิทธิภาพของหลังคาไปเลย ว่ามุงดีหรือไม่ 


พิธียกเสาเอก

เมื่อได้ฤกษ์พานาทีกันพร้อมแล้ว เมื่อกำหนดวันก่อสร้าง ในสมัยก่อนนั้น สิ่งที่จะละเลยเป็นมิได้เลยก็คือพิธีการยกเสาเอกของบ้าน ซึ่งเป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชนก็ยังคงนิยมใช้วิธีนี้เมื่อมีการก่อสร้างก่อสร้างอาคาร สำนักงานและอื่นๆอีกมากมาย เป็นอาคารใหญ่ๆเขาก็ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ ส่วนบ้านก็ทำการยกเสาเอก การจัดเตรียมข้าวของเครื่องใช้ ผมว่าเอาตามความสะดวกหรือเหมาะสมก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร ส่วนใครจะจัดใหญ่ เต็มพิธีก็ดี เป็นศิริมงคล

สำหรับวิธีง่ายๆ คือเมื่อให้พระหรือหมอ ดูฤกษ์ยามนั้น ท่านก็จะมีอุปกรณ์ที่สำคัญจัดให้เราได้เลย คือไม้มงคล 9 ชนิด ที่มีชื่อเป็นมงคลนาม ดังนี้
1. ไม้ราชพฤกษ์ หมายถึง ความเป็นใหญ่และมีอำนาจวาสนา
2. ไม้ขนุน หมายถึง หนุนให้ดีขึ้นร่ำรวยขึ้น ทำอะไรจะมีผู้ให้การเกื้อหนุน
3. ไม้ชัยพฤกษ์ หมายถึง การมีโชคชัย ชัยชนะ
4. ไม้ทองหลาง หมายถึง การมีเงินมีทอง
5. ไม้ไผ่สีสุก หมายถึง มีความสุข
6. ไม้ทรงบาดาล หมายถึง ความมั่นคง หรือทำให้บ้านมั่นคงแข็งแรง
7. ไม้สัก หมายถึง ความมีศักดิ์ศรี ความมีเกียรติ
8. ไม้พะยูง หมายถึง การพยุงฐานะให้ดีขึ้น
9. ไม้กันเกรา หมายถึง ป้องกันภัยอันตรายต่าง ๆ หรืออีกชื่อหนึ่งว่าตำเสา ซึ่งอาจหมายถึง ทำให้เสาเรือนมั่นคง

ไม้มงคลเหล่านี้จะลงอักขระที่เรียกว่า หัวใจพระอิติปิโส ได้แก่ อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ ลงบนท่อนไม้ชนิดละอักขระ พร้อมทั้งปิดทองทั้ง 9 ท่อน โดยปักวนจากซ้ายไปขวา (ทักษิณาวรรต)

โบราณจะนิยมเอาไม้ท่อนหนุนในหลุมเลย คือแก่นขนุนและไม้สักทอง 2 ชนิด แต่ต่อมาก็เพิ่มไปเรื่อยๆ ไม้ที่ใช้ก็เลยมีขนาดเล็กลงไปเรื่อยๆเช่นกัน จนกลายเป็นท่อนเล็กๆสั้นๆสักคืบเท่านั้น เพื่อตอกลงในหลุมของเสาเอก ซึ่งนิยมเลือกเอาต้นแรกของมุมบ้าน (แต่จะมุมใดนั้นขึ้นอยู่กับช่วงเวลา)

ได้ไม้แล้ว เราก็เอามาทำเองเลยครับ เมื่อเอาไม้มาที่หลุมเสาแล้ว ก็ต้องว่าคาถาบวงสรวงสังเวยเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าที่เจ้าทาง ให้อำนวยอวยพรในการก่อสร้างให้สำเร็จราบรื่น ไม่มีอุปสรรคขัดขวาง เพราะโบราณถือว่าใต้พิภพนี้ มีพระยานาคเป็นผู้รักษา บนพื้นแผ่นดินมีพระภูมิเจ้าที่เป็นผู้รักษา ก่อนจะทำอะไรลงไปในบริเวณที่จะปลูกบ้านนี้ จึงต้องจุดธูปบอกกล่าวเสียก่อน จะเกิดสิริมงคลและอยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากทุกข์ทั้งปวง คาถาโบราณมีว่า

อิติสุขะโต อรหังพุทโธ นโมพุทธายะ ปถวี คงคา พระภูมิ คมามิหัง นมามิ สิระสา เขปัถกะจะนาละปะ ธัมมาสะคะ สัปปะ ตีสะเมตตา

เมื่อบ้านเสร็จเรียบร้อยก็ขอให้สมาชิกในครอบครัวทั้งเจ้าของบ้าน และผู้อาศัย อยู่กันอย่างเป็นสุขไปตลอด ชั่วลูก ชั่วหลาน แล้วก็ตอกไม้มงคลลงไป เป็นอันเสร็จพิธี อย่างเรียบง่าย ทำกันแค่สมาชิกในครอบครัวแค่นี้ แขกเหรื่อไม่จำเป็นต้องเชิญ ส่วนถ้าเป็นพิธีใหญ่ ก็จะมีข้าวของเครื่องใช้มากมาย ต้องเตรียมการดังนี้

ของใช้ในพิธี
1. จัดโต๊ะหมู่บูชา ๑ ชุด พร้อมเครื่องสักการะ
2. จตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระ ๑ ชุด (กรณีนิมนต์พระมาประพรมน้ำมนต์ที่หลุม 
    และเจริญชัยมงคลคาถา)
3. เครื่องบูชาฤกษ์หรือสังเวยเทวดา (จัดย่อส่วนก็ได้ ดูพิธีวางศิลาฤกษ์)
4. ใบทอง นาก เงิน อย่างละ ๓ ใบ
5. เหรียญทอง เงิน อย่างละ ๙ เหรียญ
6. ทรายเสก ๑ ขัน
7. น้ำมนต์ ๑ ขัน (พร้อมกำหญ้าคา ๑ กำ)
8. ด้ายสายสิญจน์ ๑ ม้วนเล็ก
9. ทองคำเปลว ๓ แผ่น
10. ผ้าแพรสีแดง ห่มเสา หรือผ้าขาวม้า ๑ ผืน
11. หน่อกล้วย อ้อย อย่างละ ๑ หน่อ
12. ไม้มงคล ๙ ชนิด
13. แผ่นทอง นาก เงิน อย่างละ ๑ แผ่น
14. ข้าวตอกดอกไม้ ๑ ขัน

ลำดับพิธี
1. วางสายสิญจน์ เริ่มจากโต๊ะบูชาไปโต๊ะสังเวย เวียนขวาบริเวณสถานที่ก่อสร้างเข้าสู่เสาเอก  
    (ก่อนเวลาฤกษ์พอสมควร) เจ้าภาพ จุดเทียนธูปที่โต๊ะหมู่บูชา อธิษฐานเพื่อเกิดสิริมงคล 
     กราบพระ
2. จุดเทียนธูปที่โต๊ะสังเวย บูชาเทวดาให้คุ้มครอง แล้ว พิธีกรกล่าวสังเวยเทวดา
    ด้วยดอกไม้มงคล ๙ ชนิด
3. วางแผ่นทอง นาก เงินในหลุมเสาเอก
4. นำใบทอง นาก เงิน และเหรียญทอง เงิน ลงก้นหลุมแล้วนิมนต์พระสงฆ์ประพรมน้ำมนต์ 
    โปรยทรายเสกที่หลุมเสา

หลุมเสา
1. เจิมและปิดทองเสาเอก
2. ผูกหน่อกล้วย อ้อย และผ้าสีแดงหรือผ้าขาวม้าที่เสาเอก
3. ถือด้ายสายสิญจน์ พร้อมทั้งญาติมิตรผู้ร่วมพิธี ช่างก็ช่วยกันยกเสาเอก จนตั้งเรียบร้อย 
    ขณะยกเสานั้นพระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา ส่วนเจ้าภาพก็โปรยข้าวตอกดอกไม้ลงหลุมเสาเอก
    พร้อมทั้งญาติมิตรผู้ร่วมพิธี เสร็จพิธี 

หมายเหตุ
1. ถ้ายกเสาเอกในเดือนอ้าย ยี่ สาม เสาเอก อยู่ทิศอีสาน
2. ถ้ายกเสาเอกในเดือน ๔ - ๕ - ๖ เสาเอก อยู่ทิศอาคเนย์
3. ถ้ายกเสาเอกในเดือน ๗ - ๘ - ๙ เสาเอก อยู่ทิศหรดี
4. ถ้ายกเสาเอกในเดือน ๑๐ - ๑๑ - ๑๒ เสาเอก อยู่ทิศพายัพ
5. เมื่อธูปที่โต๊ะสังเวยไหม้หมดดอก ให้ลาเครื่องสังเวยได้ว่า "เสสัง มังคะลัง ยาจามิ"
6. หน่อกล้วย อ้อย เมื่อช่างเอาลงจากเสาแล้ว ให้นำไปปลูกไว้ในที่ต้องการ 
    เพื่อเสี่ยงทายว่าจะงอกงามเพียงใด
7. ถ้าจัดโต๊ะสังเวยไม่ได้ จะจัดเป็นสำรับบูชาพระภูมิเจ้าที่ธรรมดาก็ได้ และสิ่งประกอบอื่น ๆ 
    ก็เลือกเอาเท่าที่จำเป็นและหาได้ง่าย

จะเห็นว่า พิธีการมันก็ยุ่งยากขึ้นอีกเยอะ นี่ถ้าเชิญแขกผู้ใหญ่มาด้วย ก็ต้องตั้งโต๊ะ เลี้ยงข้าว เลี้ยงเหล้ากันอีก กว่าจะเสร็จงาน ก็สลบกันพอดี


TraveLArounD


หมายเหตุ : ขณะได้มี website อื่นๆหลาย website ได้นำเอาเรื่องที่ผมเขียนไว้ ไปลงต่อในลักษณะของเนื้อหา โดยไม่ได้รับอนุญาตใดๆ
เช่น website : Hometophit
ขอให้ติดต่อขออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร โดยด่วน
ทาง Email : d_sign_place@yahoo.com
มิฉะนั้น จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายลิขสิทธิ์

ปล. ตอนนี้ผมเขียนบล็อกมาได้เกือบ 1500 เรื่องแล้ว ล้วนเป็นสาระน่ารู้ต่างๆ ท่านที่เข้ามาชมบล็อกใหม่ ผมได้จัดทำเป็นสารบัญ แบบหนังสือให้ดูหัวเรื่องได้ง่ายที่ group : Blog Of All You Needs To Know เปิดทีเดียวเลือกดูเนื้อเรื่องได้ครบครับ จะได้ไม่เสียเวลาคลิกที่ group blog เข้าๆ-ออกๆ

ค้นคว้าจาก
บ้านไทยภาคกลาง / ศาสตราจารย์ น.อ.สมภพ ภิรมย์ ร.น.
บ้านทรงไทยดอทคอม
//www.bansongthai.com/content/view/31/30/
//www.readygarden.biz/index.php?lay=show&ac=article&Id=47257




 

Create Date : 19 มีนาคม 2551    
Last Update : 7 เมษายน 2556 11:19:53 น.
Counter : 7283 Pageviews.  

1  2  

travelaround
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 158 คน [?]





ยินดีต้อนรับทุกท่านที่แวะเข้ามาชม blog มีข้อคิดเห็น เชิญ comment มาได้นะครับ ถ้าตอบได้ จะตอบให้ทันทีครับ แต่ถ้าไม่ทราบ ต้องขอเวลา จะค้นคว้ามาให้อ่านกัน ท่านที่จะถามคำถาม หรือติดต่อเรื่องบทความ ได้ทาง Email :- d_sign_place@yahoo.com ครับ


เรื่องต่างๆที่ผมได้เขียนหรือรวบรวม เรียบเรียงมานี้ ยินดีให้ทุกท่านได้อ่านเป็นวิทยาทานและเพื่อการศึกษา ถ้าจะนำไปโพสต่อใน website สาธารณะ หรือ website อื่นใดที่ไม่ใช่ทางพาณิชย์ กรุณาระบุที่มา คือ http://www.travelaround.bloggang.com และนามปากกาผู้เขียนคือ TraveLArounD ด้วย

แต่ขอสงวนสิทธิ์สำหรับการนำไปใช้ ในเชิงพาณิชย์ หรือโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง จะถูกดำเนินคดี ตามกฏหมายลิขสิทธิ์

ส่วนบทความหรือภาพถ่ายใดๆ ที่ได้นำมาจาก website อื่น เพื่อเป็นข้อมูลประกอบเรื่องนั้นๆ เป็นการถ่ายทอดจากวิจารณญาณแล้วว่า มีความถูกต้องเป็นจริง มากที่สุด และได้นำมาจาก website ที่เป็นสาธารณะ ถ้าเรื่องราวหรือภาพของท่านที่ได้นำมาถ่ายทอดนี้ ไปละเมิดลิขสิทธิ์ของท่าน กรุณาแจ้งมาทาง email :– nana_sara1000@ymail.com ผมจะทำการลบข้อมูลหรือภาพที่ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าว ออกทันที

Acknowledges that I try to write or report accurately but postings may contain fact , speculation or rumor. I find images from the Web that are believed to belong in the public domain. If any stories or images that appear on the site are in violation of copyright law, please email to :- nana_sara1000@ymail.com and I will remove the offending information as soon as possible.


counter start from 23-04-2008
Website counter
: Users Online









ที่ดินเชียงใหม่ ทางไปแม่ริม ใกล้ศาลากลาง และสนามกีฬา 700 ปี ติดน้ำปิง ในหมู่บ้านเพชรริมปิง พื้นที่ 667 ตารางวา @ 14,000.- บาท สภาพแวดล้อมดี สนใจติดต่อ โทร. 0859559950



DESIGN PLACE CO.,LTD. รับออกแบบ และตกแต่งภายใน บ้านพักอาศัย ในแบบไทย และไทยร่วมสมัย



มรดก ฉบับที่ 1

มรดก ฉบับที่ 2

มรดก ฉบับที่ 3

มรดก ฉบับที่ 4

มรดก ฉบับที่ 5

มรดก ฉบับที่ 6

มรดก ฉบับที่ 7

ช่วยสนับสนุนการจัดทำ BLOG ด้วยการซื้อหนังสือ "มรดก" 1ชุด 7เล่ม (หนังสือเก่า) ในราคาชุดละ 700 บาท (รวมค่าส่งทางไปรษณีย์)

สนใจสั่งซื้อทาง E-mail :- nana_sara1000@ymail.com



New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add travelaround's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.