"ความสามัคคีปรองดอง เป็นกำลังอย่างสูงสุดของชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ความสามัคคีของคนในชาติ จะทำให้บ้านเมืองผ่านพ้นอุปสรรค และทำให้สังคมไทย ร่มเย็นเป็นสุข" พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
สนใจลงโฆษณา ในพื้นที่ข้างบน ติดต่อ email : nana_sara1000@ymail.com
Home Lover’s Corner นานา สาระ๑๐๐๐ นานา สารพัด พระพุทธประวัติ ภาคพิเศษ
Travel Around the World Real Estate Buyer's Guide สุขภาพกาย สุขภาพใจ Pets & Animals
ปางพระพุทธรูปตามพุทธประวัติ Horoscope 12 ราศี พระพุทธศาสนา World of Beautiful Musics

แต่งบ้านด้วยของเก่า

แต่งบ้านด้วยของเก่า


คำว่า “ของเก่า” บางคนฟังแล้วส่ายหน้า คืออาจไม่ชอบของเก่า หรือกลัวของเก่า อย่างใดอย่างหนึ่ง

ไม่ชอบของเก่า เพราะความที่มันเก่า มันไม่ทันสมัย

ไม่ชอบของเก่า เพราะเห็นจนชาชิน จนเบื่อ

ไม่ชอบของเก่า เพราะมีความรู้สึกแปลกๆ

หรือไม่ชอบของเก่า เพราะกลัวเจ้าของเดิม

สารพัด ฯลฯ




แต่งเรือนไทย หรือห้องแบบไทยๆ ด้วยตั่ง ตู้ เน้นความเป็นไทยให้โดดเด่น





แต่การแต่งบ้านตอนนี้ จะมาแนะนำการแต่งบ้านด้วยของเก่าครับ


“ของเก่า” ที่ผมหมายถึง ในตอนนี้ จะกล่าวถึง “ของเก่า” ที่ดูดีสักหน่อย คือเป็นของเก่าประเภท Art & antique เป็นของที่มีความสวยงาม และคุณค่าในตัวของมันเอง ซึ่งถ้าจะแยกเป็นประเภท มันก็มีเยอะมากๆ เพราะการสร้างหรือผลิตของสมัยโบราณ เขาทำด้วยความประณีต ด้วยศิลปและฝีมือ ของใช้ทั้งหลาย จึงมีความสวยงาม ทนทาน เป็นของมีคุณค่า ทั้งความสวยงาม ความเป็นของโบราณ และเป็นของหายาก

ใครจะกลัวก็กลัวไป ไม่เป็นไร ไม่บังคับกันอยู่แล้ว แต่ถ้าใครชอบ ผมจะทยอยเล่าให้ฟัง ขุดมาให้ดู ว่ากันเป็นฉากๆไปเลย แต่ผมจะไม่พาไปชมแบบออกทะเล หรือว่ากราดไปทั่วนะครับ จะเอาเฉพาะของเก่า ที่น่าจะมาใช้ในการ ตกแต่งบ้านให้สวยงามเท่านั้น




แม้จะไม่ได้แต่งแบบไทย แต่ตั่งแบบไทย ก็ผสมกลมกลืนกับของเก่าแบบอื่นๆได้





ประเภทแรก ได้แก่ของใช้ประจำ ที่เป็นเฟอร์นิเจอร์อยู่แล้ว เอามาทั้งใช้งาน และทั้งตกแต่งไปในตัวได้เลย ได้แก่ของจำพวก เตียง โต๊ะ ตู้ เก้าอี้ เหล่านี้ คือของใช้ที่เราใช้ประจำ อยู่แล้ว ที่นิยมใช้กันมาก จะได้แก่

1. โต๊ะ ตั่ง เก้าอี้แบบต่างๆ จะใช้งานตามหน้าที่ของมันโดยตรง คือใช้นั่ง ใช้วางของ ตั่งแบบต่างๆ จะนิยมใช้เป็นโต๊ะกลาง หรือ coffee table โต๊ะกาแฟเก่าตามร้านกาแฟโบราณ เรียกโต๊ะเชคโกขาไม้กลึง หน้าหินอ่อน เดี๋ยวนี้ของเก่าจริงก็แทบไม่มีแล้ว แต่มีทำใหม่เยอะ เพราะรูปแบบสวยงาม คนนิยมใช้กันเยอะ

2. ตู้ อาจจะเปลี่ยนลักษณะการใช้งานไป เช่นใช้โชว์เฉยๆ ไม่ได้ใส่ของ ตู้บางอย่างเดิมใส่อย่างหนึ่ง ก็อาจจะเปลี่ยนมาใส่อีกอย่างหนึ่ง เช่นตู้กับข้าวโบราณ เป็นไม้สวยๆ เอามาขัดลงสีใหม่ ก็เอามาเป็นตู้โชว์ บางคนดัดแปลงมาทำตู้ใส่ทีวี ตู้เสื้อผ้าจะหายากหน่อย เพราะ size ของตู้โบราณ จะไม่ใหญ่มาก เอามาดัดแปลงใช้ก็ไม่ได้เต็มที่ อีกอย่างพวกเสื้อผ้าโบราณ เขาก็ใช้พับเก็บกันเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้แขวนเหมือนปัจจุบัน

3. คันฉ่อง เป็นเฟอร์นิเจอร์ ที่คนนิยมกันมาก มีอยู่ยุคหนึ่งเล่นกันมาก จนหาของไม่ได้ ผมเคยเก็บสะสมเป็น collection สวยๆ หลายสิบตัว ทางหนังสือบ้านและสวนมาขอถ่ายภาพไปลง ปรากฏว่าไม่นานก็มีคนมาขอแบ่งไปทีละตัวสองตัว จนเกือบหมด เดี๋ยวนี้หาซื้อใหม่ก็ไม่ได้แล้ว ผมเลยต้องก้มหน้าสะสมอย่างอื่นแทน คันฉ่อง เป็นของใช้ที่นำมาใช้งานได้ตาม function เดิม ที่เอามาทำโต๊ะแต่งตัว ถ้าเป็นแบบไทยๆ ก็มักจะเตี้ย ต้องนั่งกับพื้น แต่ถ้าเป็นแบบฝรั่ง หรือของพม่า ก็จะเป็นตู้สูง ใช้ยืนเอา เดี๋ยวนี้พอหาซื้อได้บ้าง ไม่ถึงกับหายาก




โต๊ะ เก้าอี้ ใช้กับพวกนาฬิกา และกระจกเงา ด้วยโทนสีเดียวกัน









ห้องแบบสมัยใหม่ แต่งด้วยเตียงมีเสาแบบเก่า ก็ให้บรรยากาศได้ดี










ใครชอบแบบยุโรป ก็มีเฟอร์นิเจอร์เก่าไสตล์ยุโรปมากมาย เช่นเตียง ตู้แต่งตัว และโคมดัชท์




4. เตียง เป็นเฟอร์นิเจอร์ ที่คนนิยมน้อยกว่าอย่างอื่น อาจจะเป็นเพราะความเชื่อทางเรื่องวิญญาณ จะแรงกว่าอย่างอื่น เช่นคนส่วนใหญ่จะกลัวเตียงเก่า เพราะมีความเชื่อว่า เจ้าของเขาหวง บางคนถือมาก หรือบางคนก็คิดว่าเจ้าของเดิม อาจจะเสียชีวิตบนเตียงของเขา การเอาเตียงเก่ามาใช้ จึงเป็นของที่คนคิด มากกว่าเฟอร์นิเจอร์ประเภทอื่นๆ ส่วนผมเองบอกได้เลยว่านอนเตียงเก่ามาหลายสิบปีแล้ว เห็นเตียงสวยๆก็ซื้อมาเก็บไว้ แล้วก็เอามาใช้หลายหลังแล้ว ส่วนมากเป็นเตียงไม้ แกะสลักสวยๆ เตียงเหล็กก็มี บางหลังก็เอามาดัดแปลงใช้กับงานไม้ นอนหลับสบาย ไม่เห็นมีอะไร ราคาก็ไม่แพง แค่หลักหมื่นก็หาได้แล้ว

5. ส่วนประกอบของบ้าน เช่นบานประตู หน้าต่าง ของไทยเราอาจจะไม่ค่อยสวยนัก เป็นลูกฟักธรรมดา มีที่เป็นพวกบานเรือนไทย ก็พอดูดีหน่อย แต่ที่นิยมมากๆจะเป็นของ import คือเป็นงานจีนเป็นส่วนใหญ่ แกะสลักลวดลายละเอียด สวยงาม หลังๆพวกจีนหมด ก็เอาของแขกมา ล่าสุดจากบาหลี ก็นิยมกัน แต่ราคามันแพงน่าดู ของไทยเราก็เลยมี reproduct ใหม่ออกมา คือเอาบานเก่าธรรมดาๆ มา paint เข้า ลวดลายพุทธศิลปต่างๆ ก็สวยดี ราคาก็ไม่แพงมาก พอหาซื้อได้ กระเป๋าไม่ฉีก พวกช่องลมของเรือนเก่าๆผมก็เก็บไว้หลายชิ้น ใช้ไปหลายชิ้น เดี๋ยวนี้ก็หาไม่ค่อยได้แล้ว

6. ภาชนะใส่น้ำต่างๆ เดี๋ยวนี้ก็ไม่ใส่น้ำใช้กันแล้ว แต่เอามาตกแต่งได้ เช่นเอามาปลูกต้นไม้ เอามาเลี้ยงปลา เอามาปลูกบัว แต่งบ้านได้สวย

7. ตะเกียง โคมไฟ ของเก่าๆตั้งแต่ที่เขายังไม่ได้ใช้ไฟฟ้า จุดเทียนบ้าง ใช้น้ำมันก๊าดบ้าง ก็สามารถ เอามาดัดแปลง ใส่หลอดไฟเข้าไปได้ ราคาถ้าเทียบกับไฟช่อของใหม่ๆแล้ว ก็ยังถูกกว่ามาก ที่นิยมมาก โดยเฉพาะที่ใช้กับเรือนไทย ก็จะเป็นโคมดัชท์ คือเป็นโคมเหล็กหล่อ ลวดลายสวยงาม มีโป๊ะแก้วสีขาวขุ่น ส่วนใหญ่เป็นโคมแขวน ที่เป็นโคมตั้งโต๊ะ หรือติดผนังหรือตั้งพื้น ก็พอเห็นบ้าง แต่มีน้อย หายาก โคมอย่างแขวนเดี๋ยวนี้ของแท้ๆเดิมๆก็หายาก แต่ของทำเลียนแบบ(imitate) หรือ reproduct ก็หาง่าย ราคาไม่แพง แต่ฝีมือไม่ละเอียด หรือเรียบร้อยเท่า

งานประเภทที่ 1 นี้ จะต้องคำนึงคือเรื่องความกลมกลืนของรูปแบบ กับส่วนที่จะตกแต่ง ต้องดูให้เหมาะสมกลมกลืนกันหน่อย เพราะเฟอร์นิเจอร์นั้น มีหลายยุค หลายสมัย บ้างสไตล์ก็ไม่เข้ากัน ยกเว้นการตกแต่งแบบผสมผสาน ก็จะง่ายหน่อย แต่ถ้าจะแต่งเป็นสไตล์ ก็ต้องเลือกทั้งรูปแบบ สีสัน ให้เข้ากัน






ช่องลมฉลุแบบโบราณ ไม่จำเป็นต้องใช้กับเรือนไม้อย่างเดียว บ้านปูนก็ใช้ได้ ช่วยลดความแข็งกระด้างของปูนได้มาก









เอามาทำเป็น headboard ก็สวยขรึมดี










บานสลักแบบจีน เอามาประดับผนัง แบบงานศิลป










บานตู้ บานเล็กๆ ก็แต่งผนังได้










พวกตุ่ม ไห เอามาปลูกต้นไม้ หรือตกแต่งภายนอกได้




ประเภทที่สอง ประเภทงานพุทธศิลป์ ได้แก่งานที่มาจากวัดนั่นเอง บางคนก็ถือ ไม่อยากเอาของวัดเข้าบ้าน งานจำพวกนี้ ฝรั่งเขาไม่ค่อยรู้เรื่องของศาสนา หรือเรื่องของความเชื่อ จิตวิญญาณ เขามองสิ่งของเป็นงานศิลป หัตถกรรมมากกว่า เขาก็ใช้กันมาก่อน ซื้อของเก่าสวยๆ กลับไปบ้านเขากันเยอะ เงินก็ถึง ซื้อได้ไม่อั้น หรือฝรั่งที่อยู่เมืองไทย ก็ซื้อมาแต่งบ้านกันก่อน อย่างเช่นจิม ทอมสัน เขาเป็นสถาปนิก เขาก็มองเห็นคุณค่าของเก่าที่มีความสวยงาม ก็เอามาแต่งบ้าน จนเดี๋ยวนี้เป็น legend ของฝรั่งไป คนไทยเราที่เริ่มใช้กันก่อน ก็มีสถาปนิก และมัณฑณากร นำไปใช้ตกแต่งพวกโรงแรมกันมาก เมื่อเริ่มชินและคุ้นเคย ก็ค่อยๆนิยมนำไปแต่งบ้านกันเรื่อยๆ เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะพวกเรือนไทย เพราะของไทยมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน เอาไปแต่งแล้ว มันเข้ากัน เสริมบรรยากาศได้ดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ของเก่า จะเอาไปแต่งได้เฉพาะเรือนไทย บ้านสมัยใหม่ ก็เอาไปแต่งได้ ในลักษณะของ ศิลป ที่เห็นใช้กันมากได้แก่

1. หน้าบัน คือหน้าจั่วเก่าๆของวัด ส่วนใหญ่จะเป็นของเก่าที่ทรุดโทรม วัดเขารื้อลงมาแล้ว สร้างใหม่แทน ก็เอามาทิ้งๆไว้ พวกค้าของเก่า ก็ผาติกรรมมา หน้าบัน ตามโบสถ์ วิหารเก่า มักเป็นไม้จำหลัก หรือแกะสลัก ที่สวยงาม แม้จะเก่า จะพัง กันแดด กันฝนไม่ได้ แต่เมื่อเอามาติดตามผนัง ส่องไฟเข้า ความสวยงามมันก็ปรากฏ ตามโรงแรมจึงนิยมใช้ หรือตามบ้านที่เห็น มักจะเอาไปติดเป็นหัวเตียง แต่เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องหาแล้ว หมดแล้ว หายากมากๆ



หน้าบัน ใช้โชว์ หรือตกแต่งผนัง










หน้าบันลายพรรณพฤกษา แต่งหัวเตียง ในห้องแบบ contemporary






2. ช่อฟ้า ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนใหม่ มากกว่าหน้าบัน เพราะช่อฟ้า ยอดเรียวเล็ก รับแดดฝนเต็มๆ จะผุกร่อนก่อนใคร วัดก็จะต้องเปลี่ยนใหม่ พอพวกรับซื้อของเก่า เอามาทำบานตั้งให้สวย มันก็งดงามราวประติมากรรมดีๆนี่เอง

3. ส่วนประกอบของธรรมาสน์ หรือบุษบก ที่เป็นไม้สลัก ที่เป็นแบบสมบูรณ์ทั้งหลัง ก็พอเห็นบ้าง แต่ไม่มาก ส่วนใหญ่จะเป็นชิ้นส่วนประกอบ ที่หลงเหลือจากการผุพัง ไม่สามารถประกอบใช้งานได้ หรือซ่อมก็ไม่ไหว จึงแยกชิ้นส่วนออกมาทำเป็นของใช้ หรือของตกแต่งบ้านเช่น นำมาทำกรอบสวยๆ ติดผนังโชว์ บางชื้นจะเป็นลักษณะของงานประติมากรรม ก็เอามาทำแป้นโชว์ หรือทำโคมไฟ ทั้งส่องสว่างและโชว์ความสวยงามไปในตัว

4. คันทวย เป็นค้ำยันประเภทหนึ่ง ช่างโบราณก็แกะสลักอย่างสวยงาม ถ้าฝีมือสูงหน่อย ก็จะดูสวยสง่า แต่ถ้าเป็นชาวบ้าน ก็จะออกแนวสนุกสนาน ที่ฝรั่งเรียก folk art นั่นเอง ส่วนใหญ่ เห็นเอามาแต่งเรือนไทยซะมาก ติดตามมุม ตามเสา แต่ไม่ได้รับน้ำหนักจริง อย่างของเดิม แค่เอา feeling เท่านั้น

การนำงานพุทธศิลป์มาตกแต่ง ส่วนใหญ่นิยมแต่งกับบ้านไทยมากที่สุด เพราะเน้นบรรยากาศความเป็นไทยได้ดี ถึงแม้จะไม่ใช่บ้านไทย แต่เมื่อใช้งานพวกนี้ตกแต่ง ก็จะสร้างให้เกิดบรรยากาศ กลิ่นอายความเป็นไทยได้เป็นอย่างดี









งานพุทธศิลป์ ถ้าใช้หลายๆชิ้นอย่าใช้พวกปิดทองเยอะๆ อาจจะดูอลังการไปหน่อย









นี่ก็งานโมเดิร์น เอาไม้แกะสลักมาแต่ง ก็เข้ากันได้ดี แต่ควรเลือกที่มีสีแบธรรมชาติสักหน่อย





ประเภทที่สาม งานศิลปหัตถกรรม งานประเภทนี้ แรกๆก็มักจะเห็นประเภทงานพุทธศิลป์มากหน่อย แต่ต่อมาหายากขึ้นเรื่อยๆ แพงขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องหาของสวยรองๆลงมา จากของวัด ก็เป็นของบ้าน จากของบ้าน ก็เป็นของชาวบ้าน หรือของใช้ประเภทงานเกษตรกรรม เช่นพวกเกวียน ที่สีข้าว คราด ไถ ถ้าคนมีหัวทางตกแต่ง สามารถเอามาทำงานศิลปตกแต่งบ้านได้หมด พวกเครื่องกีฬาก็ยังได้ เช่นลูกตะกร้อหวาย เอามาย้อมสีใส่ stand ฝรั่งชอบซื้อมาก ของพวกนี้ผมสะสมไว้เยอะ เพราะผมรักงานไม้ สะสมมาหลายอย่าง (แล้วก็ขายไปหลายอย่างเหมือนกัน) ตัวอย่างเช่น

1. ของใช้ในบ้าน เช่นพาน โตก ที่เป็นงานหัตถกรรมชั้นสูงเช่น งานฝังมุก เครื่องเงิน พอไม่ได้ใช้ ก็เอามาใส่ตู้โชว์ ถ้าเป็นของทางเหนือ หรือพม่าก็จะทำเป็นเครื่องเขิน ทั้งเรียบๆ และเขียนลวดลาย

2. ที่แขวนเสื้อ แขวนหมวก ไม้เท้า ฯลฯ มีอยู่ยุคหนึ่งที่คนไทยใส่หมวก ของใช้ประเภทนี้ก็มีอยู่เกือบทุกบ้าน แต่พอเลิกใส่หมวกกัน ของพวกนี้ก็กลายเป็นส่วนเกิน ส่วนใหญ่จะทำด้วยเขาสัตว์ ติดบนแป้นไม้ ที่แกะสลักอย่างสวยงาม พวกนี้ผมสะสมไว้พอสมควร เห็นที่ไหนก็ซื้อ เดี๋ยวนี้หาไม่ค่อยเจอแล้ว

3. กระต่ายขูดมะพร้าว คนโบราณเขาแกะสลักได้หลากหลายรูปแบบมาก โดยเฉพาะทางใต้ ที่ปลูกมะพร้าวกันมาก ภาคอื่นๆเขาก็เป็นรูปกระต่าย เป็นส่วนมาก แต่ทางใต้นี่ ล้ำลึกแกมทะลึ่ง เห็นแล้วต้องยิ้มกันทุกคน ก็เอามาวางตกแต่งบ้านได้ คนที่ชอบมากๆ ก็สะสมกันเป็น collection กันเลย

4.เกวียน ถ้าเป็นเล่มใหญ่ๆ ก็สวยมาก เอามาแต่งสวน โดยเฉพาะเกวียนของพม่า หรือเขมร หรือทางอีสาน เป็นเกวียนควาย แกะสลักลวดลายสวยงาม หรือถ้าถอดเป็นชิ้นๆก็นิยมถอดชิ้นส่วนต่างๆมาประดับ ตกแต่งกัน เช่น ล้อเกวียนยอดนิยมกว่าเพื่อน เอามาทำรั้ว และเฟอร์นิเจอร์ได้หลากหลาย ส่วนใหญ่เป็นชิ้นส่วนของเกวียนทั้งนั้น เพราะเดี๋ยวนี้ก็รู้กันอยู่ ไม่มีใครใช้เกวียนกันแล้ว ใครๆก็ขับ VEGO กันทั้งนั้น





คันทวยเก่า ประดับตามเสา









ตู้ไทย พวกโตก หรืองานประดับมุก ก็จะให้บรรยากาศแบบหรูเลิศ










ไม้ดัด ก็ให้บรรยากาศย้อนยุค



5.งานถักทอต่างๆ แต่เดิมเขาเอามาทำแค่เครื่องแต่งกาย แต่เรามาประยุกต์ใช้แต่งบ้านได้ เช่นเอามาทำผ้าบุ ผ้าม่าน หรือซิ่นสวยๆบางทีก็เอามาใส่กรอบแขวนประดับได้ ยิ่งพวกถักทอด้วยดิ้นเงิน ดิ้นทอง ยิ่งสวยใหญ่ แต่ก็ค่อนข้างหายากแล้ว เพราะคนนิยมสะสมงานผ้ากันเยอะ

6. เครื่องมือ ในการทอผ้า ที่ปั่นด้าย กรอด้าย มีเอกลักษณ์ ลวดลายสวยๆ เอามาใช้งานอะไรไม่ได้ แต่เอามาตั้งวางสวยๆ จัดโชว์กับงานผ้า จะได้มุมเก๋ๆ
พวกงานศิลป หัตถกรรม นี้เราเอามาวางตั้งจัดเป็นมุมต่างๆเลยก็ได้ หรือจะเน้นให้สวยยิ่งขึ้น หรือดัดแปลงไปเป็นอุปกรณ์ตกแต่งอย่างอื่นก็ได้ เช่น เอาไปทำเป็นฐานโคมไฟตั้งโต๊ะ เอาไปใส่กรอบรูป หรือใส่ฐานตั้งสวยๆ ฯลฯ


งานประเภทสุดท้ายนี้ ค่อนข้างจะตกแต่งง่ายกว่า 2 ประเภท ที่กล่าวมาแล้ว เพราะมันเป็นเหมือนศิลปะ ที่ไร้พรมแดนของสไตล์ต่างๆมาเป็นกรอบกำหนด ไม่ว่าเราจะแต่งบ้านในสไตล์อะไร การนำงานศิลปะมาตกแต่ง ก็จะใช้ได้เสมอ อยู่ที่ว่าเราต้องการบรรยากาศแบบไหนนั่นเอง ก็เลือกของที่จะให้บรรยากาศที่เราต้องการ และทำให้เราสนุก และมีความสุข กับการแต่งบ้านแสนรักของเรา ให้สวยเก๋น่าอยู่ยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ


TraveLArounD



ปล. ท่านที่เพิ่งเข้ามาชมบล็อกใหม่ ผมได้จัดทำเป็นสารบัญ แบบหนังสือให้ค้นดูหัวเรื่องได้ง่ายที่ group : นานา สาระ๑๐๐๐ เพราะเรื่องต่างๆ เขียนไว้ กว่า 1400 กว่าเรื่องแล้ว

หมายเหตุ : ขณะได้มี website อื่นๆหลาย website ได้นำเอาเรื่องที่ผมเขียนไว้ ไปลงต่อในลักษณะของเนื้อหา โดยไม่ได้รับอนุญาตใดๆ ถ้าต้องการบทความใดไปใช้ ขอให้ติดต่อขออนุญาต ก่อนทาง Email : nana_sara1000@ymail.com มิฉะนั้น จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายลิขสิทธิ์

ส่วนผู้ที่ต้องการนำเรื่องไปโพสต่อ เพื่อเผยแพร่ โดยมิใช่ทางการค้า ขอให้ติดต่อขออนุญาตให้ถูกต้องก่อนโพส




 

Create Date : 29 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 26 กันยายน 2554 0:06:37 น.
Counter : 9996 Pageviews.  

การตกแต่งห้องนั่งเล่น แบบไทยๆ

การตกแต่งห้องนั่งเล่น แบบไทยๆ


สำหรับคนที่ชอบการตกแต่งแบบไทยๆ ส่วนใหญ่จะเข้าใจว่า ต้องเป็นเรือนไทย หรือบ้านไทยเท่านั้น จึงจะแต่งแบบไทยได้ ซึ่งก็ถูก แต่ไม่ใช่ว่า ถ้าไม่เป็นเรือนไทยแล้วจะแต่งแบบไทยไม่ได้ เพียงแต่ว่า บรรยากาศหรือความรู้สึก มันอาจจะไม่ได้เต็มร้อยเท่านั้นเอง ซึ่งผมว่า มันก็ไม่จำเป็น สมัยนี้บ้านไทยแท้ๆ แบบเรือนไทยนั้น ไม่ใช่จะสร้างกันได้ง่ายๆ มีกันได้ทุกคน แต่คนชอบและนิยม ก็ยังมีมากอยู่ สังเกตุดูจากเรื่องเกี่ยวกับเรือนไทย ที่ลงไปทุกตอน จะมีคน comment เข้ามาเสมอว่า อยากอยู่เรือนไทย

เรือนไทยแท้ๆ นั้นถ้าว่าไป ก็อาจจะมีข้อจำกัดในหลายๆด้านเหมือนกัน คือเรื่องของแปลนที่จำกัด ไม่สามารถวางผังแบบบ้านสมัยใหม่ได้ ขนาดที่จำกัด เพราะเรือนไทยจะมีขนาดห้องค่อนข้างเล็ก และมาตรฐาน จะขยับขยายลำบาก ประตู หน้าต่างที่จำกัด เพราะการวางช่องเปิด และขนาดหน้าต่าง ต้องเป็นไปตามช่องเสา หรือช่องละ 1 บาน ฯลฯ โดยเฉพาะการวางเฟอร์นิเจอร์ต่างๆนั้น ก็ลำบากเช่นกัน ด้วยพื้นที่ที่จำกัด และผนังทึบที่จำกัดเช่นกัน


ห้องนี้เป็นเรือนไทย แต่จะเห็นว่า ไม่ได้ใช้เฟอร์นิเจอร์แบบไทยเลย ตัวโซฟาก็เป็นแบบพม่า ตั่งก็จีนลายฝรั่ง


นอกชานนี่ก็เหมือนกัน เก้าอี้หวายแบบฝรั่ง ตุ่มมังกรก็เป็นของจีน อาศัยที่เป็นเรือนไทย เลยได้บรรยากาศ


อย่ากระนั้นเลย เรามาแต่งบ้าน แบบไทยๆกันดีกว่า อันดับแรก เราลบภาพเรือนไทยที่มีฝาไม้ปะกนออกจาก memory กันก่อน การจัดห้องแบบไทยๆนั้น ไม่จำเป็นต้องมีฝาผนังเหมือนดังว่า (แต่ถ้าใครชอบ จะทำแบบหลอกๆก็ได้ ไม่ห้าม โดยใช้ไม้แผ่นแคบๆ ตีทับผนังไปให้เป็นช่องคล้ายๆฝาปะกน จะกว้างแคบแค่ไหน กำหนดเอาตามเหมาะสม โดยพยายามแบ่งช่องให้เท่าๆกัน หรือจะกรุกระจกเงาในช่องก็ได้ ทำให้ห้องดูกว้างขึ้นอีก) หลักสำคัญ คือเราจะเน้นที่บรรยากาศกัน เอาให้ได้ feeling แบบไทยๆก็พอ สิ่งที่จำเป็นคือเฟอร์นิเจอร์ แบบไทยและของตกแต่งแบบไทย มากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยของคุณเอง และการหาของว่าหาเก่งแค่ไหน ห้องบางห้องเราดูรูปเผินๆ ก็ดูเหมือนเป็นห้องแบบไทยๆ แต่พอดูรายละเอียดแล้ว เอ๊ะ!!! ไม่เห็นมีอะไรเป็นไทยเลย มันเป็นลูกผสมเสียมากกว่า แต่กลับได้ความรู้สึกอย่างไทยๆ



การทำเฟอร์นิเจอร์ built-in ก็พอดัดแปลงได้ ใช้ไม้ทำช่องบานลูกฟักเล็กๆ และทำตู้เก็บซ่อนเครื่องใช้ที่ทันสมัยไว้



การทำฝา และฝ้าเพดานหลอก เลียนแบบฝาไม้ปะกน



เฟอร์นิเจอร์แบบไทยจริงๆเราไม่ค่อยมีใช้ พวกโซฟาก็ต้องเอาพวกกูบช้าง มาด้ดแปลงการใช้งาน



เทคนิคเรื่องแรก เราต้องใช้ไม้ในการตกแต่งให้มากหน่อย สีไม้หรือเนื้อไม้ จะให้ความรู้สึกอบอุ่น โบราณ อันดับแรก พื้นไม้ควรจะมี ส่วนผนังหรือฝ้าเพดาน จะเป็นไม้หรือไม่ก็ได้ แต่ต้องมีคิ้วบัวไม้ ตกแต่งตามขอบตามมุมบ้างก็จะดี การใช้ไม้นี้ ให้ความรู้สึกได้มาก แต่ก็เป็นวิธีที่ใช้งบประมาณมากกว่าวิธีอื่นเช่นกัน เพราะไม้เดี๋ยวนี้หายาก ราคาแพง ค่าแรงสูง


ห้องนี้ สังเกตุดีๆ จะมีของไทยแท้อยู่อย่างเดียว คือดาวเพดาน ที่ใช้ตามเพดานโบสถ์ นอกนั้นไม่ใช่ของไทย แต่การใช้ฝาไม้ และไฟช่อ มันให้บรรยากาศได้เหมือนกัน



การทำผนังฝาปะกนหลอก กับตู้ผนัง built-in ให้ดูกลมกลืน



เรื่องที่สอง รองจากไม้ ก็เป็นวัสดุอื่นที่มีโทนสีกลมกลืนกับไม้ เช่นอิฐดินเผา กระเบื้องดินเผา ทั้งพื้นและผนัง เราต้องเลือกชนิดที่เป็น handmade ไม่ใช้ของจากโรงงาน ไม่ต้องมีลวดลาย สีของมันไม่สม่ำเสมอก็ไม่เป็นไร ดูธรรมชาติดี แต่ไม่จำเป็นที่จะต้องปูทั้งห้อง เราควรเลือกดูผนังบางผนัง ที่ปูแล้วจะเด่นชัดกว่าผนังอื่นๆ ถ้าปูทั้งห้องจะดูหนักเกินไป แล้วผนังส่วนที่เป็นปูนก็จะใช้สี earth tone เข้าช่วย ก็จะสร้างบรรยากาศของห้องได้มาก


ห้องนี้เป็นห้องที่จัดแบบฝรั่ง มีเตาผิง แต่โทนสีเป็นโทนไม้ พื้นปูกระเบื้องดินเผา การใช้ของตกแต่งเช่นกระจกเงาของพม่า หรือตั่งพม่า กับโต๊ะกลาง ที่เป็นหีบใส่ของ ก็ได้บรรยากาศแบบ oriental style หรือก็ดูเป็นไทยๆได้



เรื่องที่สาม เฟอร์นิเจอร์หลักของห้อง ที่เป็นแบบไทย เช่นตั่ง ตู้ และอุปกรณ์ประดับตกแต่ง เรื่องนี้ก็สำคัญมาก ถ้าเฟอร์นิเจอร์ชิ้นที่ว่า มีความสวยงาม และโดดเด่น ก็จะทำให้ห้องนั้น ดูเป็นไทยได้ดี แต่ถ้าแบบเรียบๆ ไม่โดดเด่น เราก็จะต้องใช้ตัวช่วยอย่างอื่น ที่เป็นอุปกรณ์ตกแต่งเช่น ภาพเขียน แจกัน กระถาง งานศิลปหัตถกรรมของไทย ฯลฯ เฟอร์นิเจอร์แบบ asian style ก็พอใช้ได้ เช่นงานของพม่า หรือจีน ที่หาได้ง่าย แต่ระวัง ของพม่าก็อย่าเอาพวกสีทองๆมากเกินไป และของจีน ห้ามเอาพวกฝังมุกเด็ดขาด ยกเข้าไปตั้งถึงห้องเมื่อไร จะกลายเป็นห้องจีนไปในทันทีทันใด

พวกเฟอร์นิเจอร์เก่า มือสอง ก็น่าใช้ แต่ควรเลือกที่เขาซ่อมแซม แต่งสีไว้แล้ว อาจจะแพงหน่อย แต่ก็ถูกและมีคุณค่า มากกว่าเฟอร์นิเจอร์ใหม่ๆเยอะ เพราะไม้เป็นไม้จริง แข็งแรง ทนทาน อยู่กับเราไปได้นานเป็นมรดกตกทอดให้ลูกหลานได้

ลักษณะการจัดวางเฟอร์นิเจอร์แบบนั่งพื้น ก็ได้บรรยากาศไทยๆพอสมควร เพราะไทยเราชอบนั่งพื้นกันมาตั้งแต่สมัยไหน ก็ไม่รู้ การใช้เบาะและหมอนขวาน เดี๋ยวนี้ เขามีผ้าสีสันลายสวยๆมาให้เลือกมากมาย ไม่สีสันฉูดฉาดและเชยเหมือนแต่ก่อน ที่มีแต่ผ้าลายเหลืองๆแดงๆ


การจัดห้องแบบนั่งพื้น ไม่ต้องใช้เฟอร์นิเจอร์อะไรมากมาย


ส่วนม่านและผ้าบุต่างๆ ก็เข้ามาช่วยได้หลายๆส่วน ที่สำคัญต้องคุมโทนสีให้กลมกลืนกัน กับห้องและเฟอร์นิเจอร์ หลีกเลี่ยงการใช้โทนห้องสีฟ้า น้ำเงิน หรือเขียว เพราะจัดเข้ากันยาก พวกโซฟา ผ้าบุ หมอนอิง และพรม ใช้โทนสีน้ำตาล ครีม หรือ earth tone จะจัดได้ง่ายที่สุด


บ้านแบบไทยที่มีบานเกล็ดระบายอากาศเหนือหน้าต่าง จะอยู่สบาย ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ง่ายๆ ไม่ต้องหรูหรา แต่ใช้ไฟกิ่งผนัง และไฟส่องรูป เสริมบรรยากาศ



นี่ก็เป็นห้องแบบ oriental style อีกห้องหนึ่ง ที่จัดแบบ contemporary แต่ได้บรรยากาศดีมาก



เรื่องที่สี่ การจัดแสง ไม่ควรใช้ไฟฟลูออเรสเซน หรือนีออน ควรใช้ไฟแขวน หรือถ้าเพดานเตี้ยก็ใช้ไฟผนัง และหาโคมไฟตั้งโต๊ะสวยๆ มาเป็นเครื่องประดับ คือวางตำแหน่งไฟให้สว่างเป็นบริเวณ เน้นส่วนที่จะโชว์ ไม่ต้องให้สว่างจ้าทั้งห้อง มันไม่ได้บรรยากาศ


การใช้ไม้ไผ่ตีปิดผนัง ช่วยลอความแข็งกระด้างของปูน และให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ



บ้านไม้แบบตะวันนตก ก็จัดให้เป็นบ้านแบบไทยได้เหมือนกัน



สุดท้ายพวกไม้ประดับ หรือแจกัน ก็ควรหาไม้ไทยๆ แบบไทยๆ เช่นกัน พวกแจกันดอกบัวประดิษฐ์ ก็สวยและให้ความรู้สึกที่แรงดี และหาไม้ในร่มมาประดับเพิ่มความสดชื่นให้แก่ห้องบ้าง จะได้ไม่แห้งแล้ง หรือดูโบราณจนเกินไป

ทั้งห้าเรื่องที่กล่าว คงไม่มีเรื่องไหนที่ยาก และเมื่อเราแต่งบ้านออกมาได้ในแนวนี้ ก็เหมือนกับเติมความฝันให้เป็นจริงได้ในเร็ววัน โดยไม่ต้องไปฝันค้าง กับบ้านเรือนไทย ที่นับวัน จะไกลเกินฝันเข้าไปทุกที

TraveLAround


หมายเหตุ : ขณะได้มี website อื่นๆหลาย website ได้นำเอาเรื่องที่ผมเขียนไว้ ไปลงต่อในลักษณะของเนื้อหา โดยไม่ได้รับอนุญาตใดๆ ถ้าต้องการบทความใดไปใช้ ขอให้ติดต่อขออนุญาต ก่อนทาง Email : d_sign_place@yahoo.com มิฉะนั้น จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายลิขสิทธิ์

ปล. ตอนนี้ผมเขียนบล็อกมาได้กว่า 560 เรื่องแล้ว ล้วนเป็นสาระน่ารู้ต่างๆ ท่านที่เข้ามาชมบล็อกใหม่ ผมได้จัดทำเป็นสารบัญ แบบหนังสือให้ดูหัวเรื่องได้ง่ายที่ group :
นานา สาระ๑๐๐๐

ส่วนเรื่องเกี่ยวกับบ้านและการตกแต่ง รวมรวมแยกไว้ในหมวด Home Lover’s Corner สามารถคลิ๊กที่ ลิงค์ด้านบนได้เลยครับ




 

Create Date : 18 สิงหาคม 2551    
Last Update : 18 สิงหาคม 2551 1:43:57 น.
Counter : 12354 Pageviews.  

เชี่ยนหมาก เครื่องใช้ที่ต้องกลายเป็นโบราณวัตถุ

การกินหมากและทำเชี่ยนหมากเกิดขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏ แต่ก็มีแพร่หลายในแถบประเทศเอเชีย เช่น จีน อินเดีย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และไทย เป็นต้น การกินหมากในสมัยโบราณนั้นถือว่าเป็นสิ่งดีงาม เพราะคนฟันดำเป็นลักษณะของคนสวย (นึกภาพให้ออกหน่อยนะครับ) นอกจากนี้ยังให้ความเพลิดเพลินในเวลาเคี้ยวหมาก ช่วยฆ่าเวลาและทำให้ฟันแข็งแรงทนทานอีกด้วย แต่การกินหมากมาเลิกอย่างจริงจังในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่ท่านต้องการปฏิวัติวัฒนธรรม เพราะเห็นว่าการกินหมาก เป็นสิ่งสกปรกเลอะเทอะไม่ทันสมัย เชี่ยนหมากจึงไม่ค่อยพบเห็นกันมาตั้งแต่ในครั้งกระนั้นแล้ว ยิ่งต่อมามีหมากฝรั่งเข้ามาขาย สามารถเคี้ยวเล่นได้คนสมัยใหม่ก็ไม่ลองกินหมาก ส่วนคนสูงอายุก็ค่อยๆล้มหายตายจากไปเรื่อยๆ การกินหมากจึงคงจะค่อยๆ สูญหายไปในที่สุด ตัวเชี่ยนหมากจึงไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปเช่นกัน ก็กลายเป็นของสะสมเล่นไปอีกอย่างหนึ่ง พวกที่ทำด้วยโลหะมีค่า ประดิษฐ์อย่างสวยงาม ก็จะมีราคาและหายาก แต่พวกที่ทำด้วยไม้อาจจะนำมาประยุกต์ใช้งานอย่างอื่นได้ เพราะมีลักษณะต่างกัน แต่ก็มีความสวยงามไปคนละแบบ



พานพระศรี



พานหมากเสวย







เชี่ยนหมาก เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการกินหมากโดยเรียกอย่างรวมๆ ซึ่งก็จะประกอบด้วย ตัวถาดใหญ่ลักษณะต่างๆสำหรับวาง ตลับใส่หมาก ตลับยาเส้น กระปุกปูน ตลับสีเสียด และซองใส่พลู ชาวบ้านเรียกเชี่ยนหมากต่างกันไปตามท้องถิ่น เช่นกระทายหมาก ภาคเหนือตอนบน และภาคอีสานเรียกขันหมาก ถ้าเป็นของใช้ในรั้วในวัง ราชาศัพท์ระดับพระมหากษัตริย์เรียกพานพระศรี ระดับราชวงศ์เรียก พานหมากเสวย เชี่ยนหมาก ยังใช้ต้อนรับอาคันตุกะแขกบ้านแขกเมืองได้เป็นอย่างดี เชี่ยนหมากทำจากวัสดุหลายประเภท เช่น ทอง เงิน ไม้ ทองเหลือง เครื่องเขินหรือจักสาน ตัวเชี่ยนหมากมีลักษณะคล้ายๆพานกลมแบน หรือเป็นเหลี่ยม 6 เหลี่ยมก็มี



เชี่ยนหมากเงิน



เชี่ยนหมากนาค


แต่ตามชนบทส่วนใหญ่จะพบเชี่ยนหมากที่ทำด้วยไม้และทองเหลืองอยู่มาก เชี่ยนหมากทำด้วยไม้ทั่วไปเป็นไม้สัก ไม้เนื้อแข็ง หรือไม้เนื้ออ่อน จำพวกไม้ขนุน ไม้มะม่วงป่า นิยมทาสีผิวนอกเป็นสีดำทำจากเขม่าคลุกกับน้ำมันยาง แล้วจึงแกะสลักลวดลาย โดยใช้มีดคมกรีดเป็นลายเส้นอย่างง่ายๆ เช่น ลายรูปขนมเปียกปูน ลายเส้นลวด ลายดอกผักแว่น บ้างก็แต่งลายด้วยสีแดง สีเหลือง สีปูนขาว สีเขียว ตามแต่จะหาวัสดุได้ในท้องถิ่น





เชี่ยนหมากทองเหลือง



ขันหมากไม้


รูปทรงของเชี่ยนหมากอีสาน มีส่วนฐานสองแบบ คือแบบขันหมากตัวผู้ มีเดือยอยู่ระหว่างขาเชี่ยนทั้งสอง แบบขันหมากตัวเมีย ทำขาแหวกขึ้นไปจรดเอวทั้ง 4 ด้าน ภายในเชี่ยนแบ่งเป็นช่องสำหรับใส่เครื่องเชี่ยน เช่น หมากพลู ตลับขนาดต่างๆ ใส่เครื่องสำหรับกินกับหมาก ยกเว้นเต้าปูนนิยมวางไว้นอกเชี่ยน แต่บางคนก็รวมไว้ด้วยกัน





ซองพลูเงิน แบบต่างๆ


ปัจจุบันการทำเชี่ยนหมากด้วยไม้ยังมีอยู่บ้าง แต่คงไม่มีใครมาใช้กินหมากกันแล้ว มักจะใช้เพื่อการตกแต่งเสียมากกว่า จึงมีการออกแบบรูปทรงต่างๆ และตกแต่งเป็นลวดลายให้สวยงามยิ่งขึ้น บางครั้งใช้ไม้แผ่นๆ ประกบกันเป็นเชี่ยนหมากหลาย ๆ มุม อาจทำเป็น 2 ชั้น ชั้นบนจะวางอุปกรณ์กินหมาก ส่วนชั้นล่างก็สำรองพวกหมาก พลู ยาเส้น สีเสียดไว้เผื่อขาด ในงานบวชพระ แต่งงาน หรืองานบุญงานกุศล ตามเทศกาลต่างๆ ยังพอเห็นคนสูงอายุ จีบหมากจีบพลูใส่เชี่ยนหมากถวายพระ หรือไว้ต้อนรับแขกที่มาร่วมงาน อยู่บ้าง


TraveLArounD



ปล. ท่านที่เพิ่งเข้ามาชมบล็อกใหม่ ผมได้จัดทำเป็นสารบัญ แบบหนังสือให้ค้นดูหัวเรื่องได้ง่ายที่ group : นานา สาระ๑๐๐๐ เพราะเรื่องต่างๆ เขียนไว้ กว่า 1400 เรื่องแล้ว

หมายเหตุ : ขณะได้มี website อื่นๆหลาย website ได้นำเอาเรื่องที่ผมเขียนไว้ ไปลงต่อในลักษณะของเนื้อหา โดยไม่ได้รับอนุญาตใดๆ ถ้าต้องการบทความใดไปใช้ ขอให้ติดต่อขออนุญาต ก่อนทาง Email : nana_sara1000@ymail.com มิฉะนั้น จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายลิขสิทธิ์

ส่วนผู้ที่ต้องการนำเรื่องไปโพสต่อ เพื่อเผยแพร่ โดยมิใช่ทางการค้า ขอให้ติดต่อขออนุญาตให้ถูกต้องก่อนโพส

ข้อมูลและภาพจาก
หนังสือมรดก ฉบับที่ 3 และ
//www.watsamrong.com/anything.htm
//kanchanapisek.or.th/kp6/BOOK13/chapter3/t13-3-l1.htm
//www.krungsri.com/KrungsriDocumentlary/text14-aug45.htm




 

Create Date : 18 ธันวาคม 2550    
Last Update : 15 กรกฎาคม 2554 20:12:18 น.
Counter : 9417 Pageviews.  

คันฉ่อง..ส่องอย่างไทย

คันฉ่อง..ส่องอย่างไทย

คันฉ่องแต่โบราณนั้นยังไม่ใช่กระจก เพราะยังไม่มีกระจกใช้ ยังเป็นลักษณะของโลหะขัดเงาอยู่ โดยของจีนจะเป็นต้นแบบ ลักษณะเป็นแว่นสำริด มีคันถือ ต่อมาเมื่อเริ่มมีการคิดประดิษฐ์กระจกขึ้น จึงมีการประดิษฐ์ใส่กรอบต่างๆ และเริ่มมีความนิยมอย่างรวดเร็ว มีการออกแบบกรอบลักษณะต่างๆหลากหลาย แต่ความหมายหรือชื่อเรียกก็ยังคงใช้คำว่าคันฉ่องอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง ต่อมาเมื่อรูปแบบเริ่มมากขึ้น ใช้งานหลากหลาย ใหญ่ขึ้น จึงมีการประดิษฐ์รูปแบบที่ต่างกันไป และพัฒนาเพิ่มเติมขึ้นไปเรื่อยๆ เช่นโต๊ะคันฉ่อง โต๊ะเครื่องแป้ง (คือมีเครื่องประทินผิว มากกว่าอย่างอื่น) ถึงตอนนี้ขยายใหญ่ขึ้นอีกเป็นห้องแต่งตัว หรือ walk-in closet ไปแล้ว


คันฉ่องอย่างฝีมือช่างชั้นครู




ถ้าว่ากันยันประวัติศาสตร์นั้น คนเราจะอาศัยน้ำในสระนิ่งๆเป็นกระจกส่องดูตัวเองก่อน (แต่ใครจะใช้กะโหลกส่องดู ก็ไม่ว่ากัน) ต่อมาถึงได้พัฒนาโลหะตีแบนขัดเงาขึ้น สามารถส่องได้ แต่ก็ไม่ชัดเจนนัก ของจีนมีมาตั้งแต่ ก่อนสมัยราชวงศ์ฮั่น พ.ศ.337 ส่วนของอียิปต์ ทำใช้ก่อนพุทธศักราชพันกว่าปี จวบจนกระทั่งปีพ.ศ.2050 กระทาชาย ชาวเมืองมูราโน ของอิตาลี 2 คน คิดทำกระจกขึ้น แล้วใช้ดีบุกและปรอทเคลือบหลังกระจก ก็กลายเป็นกระจกเงาที่เราใช้กัน การผลิตทำมากขึ้นจนตั้งเป็นโรงงานในอีก 60 ปีต่อมา (ก็ตั้ง 500 ปีที่แล้ว)



ตั่งที่แต่งหน้า มีทั้งคันฉ่อง ที่พาดผ้าเช็ดหน้า และพานเครื่องหอม


ไม่นานกระจกเงาก็มีพ่อค้านำเข้ามาในเมืองไทย ตั้งแต่สมัยพระนารายณ์มหาราชโน่นเลย เพราะมีหลักฐานว่าพระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญามหาปราสาทเคยติดกระจกเงา แต่ก็นับว่าเป็นของพิเศษหายาก แม้ล่วงเข้ายุคกรุงศรีอยุธยา ก็ยังคงมีใช้กันน้อย เฉพาะพระมหากษัตริย์ และในหมู่เจ้านาย ขุนนาง ส่วนราษฎรทั่วไปยังคงใช้แว่นเงาแบบจีน มาจนเข้ายุคกรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ ถึงได้มีใช้กันแพร่หลายมากขึ้น



โต๊ะคันฉ่องเล็ก แบบไทยภาคกลาง


กระจกเงานี้ นอกจากจะใช้ส่องหน้าแล้ว ยังใช้ในพิธีแต่งงานด้วย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ครั้งดำรงพระยศเป็นมกุฎราชกุมาร ได้ทรงบันทึกไว้ในพระราชนิพนธ์ เที่ยวเมืองพระร่วงไว้ว่า “ที่นี่ ได้เห็นของประหลาดอย่างหนึ่งคือ กระจกหอบ่าวสาว กระจกนี้เป็นของนายมาก ผู้ใหญ่บ้าน กรอบทำด้วยไม้สลักลวดลายแปลก มีกระจกอยู่ที่ตอนข้างบน ใต้ยอดกรอบลงมานิดเดียว กระจกนั้นก็บานเล็ก กรอบโตกว่าเป็นอันมาก ถ้าดูผาดๆก็นึกว่ากระดานทำเป็นรูปคล้ายเจดีย์ ยอดสลักเป็นรูปหงส์ แต่กระจกนี้เป็นของสำคัญมาก ใครจะแต่งงานกันต้องมายืมกระจกบานนี้ไปแต่งเรือนหอ พอเสร็จงานแล้วก็นำไปส่งคืนเจ้าของ ว่าเป็นธรรมเนียมเช่นนี้มานานแล้ว กระจกนี้นายมาก ว่าได้รับมรดกสืบทอดมาหลายชั่วคน ว่าเดิมเป็นของพวกชาวเมืองเชียงราย เมื่อถูกพวกเมืองเชียงแสนตีแตกกระจัดกระจายหนีมาอยู่ที่พรานกระต่าย หวังใจว่าเจ้าของจะไม่ขายกระจกนั้นไปเสีย ถ้าชาวต่างประเทศมาฉวยไปเสียได้ ก็จะเจ็บใจอยู่ แต่นึกค่อยอุ่นใจนิดหนึ่ง ที่ตรงว่าบ้านพรานกระต่ายนั้น ไม่ใคร่มีใครไปถึง” จากพระราชนิพนธ์ตอนนี้ จะเห็นได้ว่าพระองค์ท่านทรงเป็นนักอนุรักษ์ด้วยพระองค์หนึ่ง ของดีของแปลกของไทย ก็ไม่อยากให้ตกไปเป็นของต่างชาติ






โต๊ะกึ่งตู้ ฝีมือช่างพื้นบ้าน ทางเหนือหรืออาจมาจากทางพม่า


นอกจากเรื่องการส่องดูตัวเองแล้ว ยังมีเรื่องของความเชื่อถือ โชคลางเกี่ยวกับกระจกเงาหลายอย่าง ทางยุโรปมีความเชื่อว่า ถ้าผู้ใดทำกระจกเงาแตกก็จะต้องตายในไม่ช้า หรือมีเคราะห์ร้ายอยู่นานถึง 7 ปี หรือถ้าผู้ใดตายในบ้าน จะต้องเอากระจกเงาหันเข้าไปทางฝาบ้าน เพราะเชื่อว่าระหว่างเวลาดังกล่าว ถ้าผู้ใดส่องกระจกเงา ก็จะต้องตายตามไปด้วย ส่วนทางเมืองจีนนี่ส่วนใหญ่จะยกให้กระจกเงาเป็นสิ่งของมงคลมากกว่า แต่ชาวจีนก็เชื่อกันว่ากระจกเงา ทำให้สามารถเห็นวิญญาณได้ แต่ต้องลงอาคมก่อน และถ้าจะขลังที่สุดจะต้องทำที่ เมืองหยางโจว ที่อยู่ทางตอนกลางของจีน แต่ว่ากระจกเงาที่จะมีอาคมขลังนั้น ต้องสร้างขึ้นในวันขึ้นห้าค่ำ เดือน5 ทางด้านหลังของกระจกอาคมจะมีลวดลาย ซึ่งถ้าอยู่กลางแสงอาทิตย์ จะเห็นเป็นรูปดอกไม้ แต่ลวดลายนี่ แต่ถ้าอยู่กลางแสงจันทร์ จะเห็นเป็นรูปกระต่าย รูปเดียวกันนี่แหละ ลวดลายเดียวกันที่อยู่หลังกระจกเงา ถ้าถูกแสงอาทิตย์ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ถูกแสงจันทร์ก็เป็นอีกภาพหนึ่ง



คันฉ่องตัวนี้ของพม่า แต่สวยมาก เลยเอามาให้ดูกันด้วย เพราะกรอบกระจก แกะสลักสวยงาม โต๊ะกว้างใช้วางของเครื่องแป้ง เครื่องหอมได้เต็มที่



นี่ก็เป็นคันฉ่องตัวเล็กๆของพม่า ซึ่งพอซื้อหาได้ราคาไม่แพง


คนจีนเชื่อว่าหากชายผู้ใดได้กระจกเงาเป็นของขวัญ ในวันตรุษจีน ก็เป็นเครื่องหมายว่าจะได้ลูกชายที่มีอำนาจวาสนาสูง ได้เป็นขุนนางมียศมีศักดิ์ นอกจากนี้เรายังใช้กระจกสะท้อนสิ่งชั่วร้ายอีกด้วย ติดเอาไว้หน้าบ้าน พอวิญญาณชั่วร้ายมา เห็นหน้าของตัวเองเข้าก็กลัว ก็วิ่งหนีไปหรือหายไป แล้วก็พัฒนามามียันต์ 8 เหลี่ยม ที่เราเห็นติดกันทั่วไปหน้าบ้านคนเชื้อจีนในเมืองไทย ที่ตรงกับทางแยกทางเลี้ยว ส่วนพระภิกษุในพระพุทธศาสนาในลัทธิมหายานนั้น จะใช้กระจกเงาเพื่อแสดงให้ผู้ศรัทธาได้เห็นภาพอนาคต ของไทยนี่ไม่ค่อยมีเรื่องเร้นลับเกี่ยวกับกระจกเงา แต่ก็คงคล้ายๆกับจีน เพราะกระจกสะท้อนภาพของคน การจินตนาการไปทางเรื่องเงา หรือวิญญาณจึงเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้ หรือไม่ก็คิดพวกข้ามภพข้ามชาติ ข้ามกาลเวลา แบบทวิภพไปโน่นเลย



โต๊ะคันฉ่อง อย่างทางเหนือ


ย้อนอดีตไปยาว กลับมาปัจจุบันเสียที กระจกเงาในยุคนี้ ก็คงใช้งานได้ดีสำหรับคุณผู้หญิงทั้งหลาย ได้ใช้เป็นคันฉ่อง ส่องดูตัว ดูความสวย ความงามของตัวเอง ถ้าไม่สวย หรือสวยไม่ได้ดังใจก็ส่องไปแต่งไปตามเรื่อยๆอัธยาศัย ทีนี้นอกจากจะมีประโยชน์ให้คนอื่นได้สวยแล้ว ตัวมันเองก็เลยอยากสวยด้วย การสร้างคันฉ่องออกแบบคันฉ่องก็เลยต้องมีรูปแบบหลากหลายพิสดารไปตามความคิดคำนึงของผู้สร้างและผู้ใช้ ผู้สั่งทำ โต๊ะคันฉ่องน่าจะเป็นของใช้ที่จำเป็นของเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่ขึ้นบ้านใหม่ (ไม่เกิน 100 ปีก่อน) แยกบ้านแยกห้องก็มีไว้ส่องเป็นของใช้ประจำตัว



ผ่านจากยุคนั่งพื้นแต่งตัว ก็มายืนแต่งตัวหรือนั่งเก้าอี้ในยุคหลังจนถึงปัจจุบัน





ที่นำมาให้ชมกันนี่จะเป็นคันฉ่องไทยๆ ที่สร้างขึ้นในยุครัตนโกสินทร์นี่เอง เน้นรูปแบบของไทยเป็นหลัก แต่จะมีแบบชาววัง ชั้นสูง ฝีมือชั้นครู หรือแบบชาวบ้าน ภาคต่างๆของไทย สวยๆ น่ารักต่างกันไป แต่จะหาชมกันได้ยากแล้วนะ

TraveLArounD


ข้อมูลส่วนหนึ่งจากหนังสือ : เครื่องเรือนรัตนโกสินทร์




 

Create Date : 04 ธันวาคม 2550    
Last Update : 19 กรกฎาคม 2551 12:27:16 น.
Counter : 5282 Pageviews.  

การตกแต่งเรือนไทย

การตกแต่งเรือนไทย


การตกแต่งเรือนไทย เป็นเรื่องที่จะว่าง่ายก็ใช่ จะว่ายากก็ไม่ผิด เพราะมันมีทั้งเรื่องง่ายและเรื่องยากปนๆกันอยู่ ด้วยข้อกำหนดหลักๆที่ควรเคารพ และไม่ควรหลีกเลี่ยง เพราะจะผิด concept คือเรือนไทยนี่ตัวอาคารมัน finished แล้ว ขนาดห้อง ฝาปะกน ช่องประตูหน้าต่าง มันมาแบบสำเร็จรูป และสวยงามลงตัวอยู่แล้ว ไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน (อันนี้น่าจะง่าย) และไม่ควรไปทำอะไรกับมันด้วย เช่นนึกอยากจะเปลี่ยนฝาใหม่ หรือทำแผงทึบติด wallpaper อะไรทำนองนี้ ไม่ได้เลย (อันนี้น่าจะยากสำหรับบางคน เพราะทำใจไม่ได้) เสีย feeling หมด การจะตกแต่งให้สวยก็แค่หาของประดับที่เข้ากันได้ (ฟังดูเหมือนง่าย แต่บางทีของที่ต้องการนั่นหน่ะ มันหายาก ตลาดมันแคบ product มีน้อย) การติดม่านก็เลือกลักษณะของม่านและรางม่านที่ไม่ modern เกินไป สีสันกลมกลืน และจัดไฟให้ดู cozy หน่อย แต่ไม่มืดจนเกินไป จนเข้าข่าย วังเวงน่ากลัว (ไม่น่าจะยาก) เช่นนี้เป็นต้น


การจัดห้องอาจจะทำง่ายปนยาก เพราะขนาดของเรือนไทยนั้นมีขนาดจำกัด ค่อนข้างเล็ก มักจะต้องเลือกใช้งานเฉพาะอย่างไปเลย (ทำใจหน่อย) จะให้ใช้งานอเนกประสงค์แบบบ้านหลังใหญ่ๆไม่ได้ เช่นจะใช้เป็นห้องนอนก็ทำเป็นห้องนอนเพียงอย่างเดียว อย่างนี้จะง่าย แต่ถ้าอยากจะทำเป็นห้องทำงานด้วย มีห้องน้ำในตัวด้วย อันนี้เริ่มยาก หลายปัจจัยแล้ว จะเอาเฟอร์นิเจอร์หลายๆอย่างยัดเข้าไปมันก็จะคับแคบ จะดัดแปลงทำห้องน้ำอย่างสมัยใหม่ มันก็ทำยากซะด้วย


เรื่องเครื่องเรือน ก็เป็นอะไรที่ยากพอสมควร เนื่องจากตลาดแคบ ความนิยมมีจำกัด ผู้ผลิตจึงไม่ค่อยผลิต product อะไรที่ตอบสนองความต้องการทางนี้ อีกทั้งเครื่องเรือนของไทยเองนั้นก็ไม่ค่อยมีการพัฒนารูปแบบให้ตอบสนองต่อประโยชน์ใช้สอยสมัยใหม่ จึงทำให้ไม่ค่อยมีสินค้าแนวนี้ให้เลือกซื้อมาตกแต่งเรือนไทยกันนัก จะมีแต่ของเดิมๆ รูปแบบเดิมๆ ไม่ค่อย practical นักกับการดำเนินชีวิตของคนในปัจจุบัน ตัวอย่างเช่นพอพูดถึงชุดรับแขก ทุกคนก็คงเห็นภาพชุดไม้แกะสลักจากเชียงใหม่โน่น ที่ทำจากไม้สักแกะสลักทั้งตัว หนักๆทึบๆ นั่งก็ไม่สบาย หรือเตียงนอนก็ไม่มีรูปแบบเตียงนอนไทยที่เป็นเรื่องราวนัก เพราะโบราณเขานอนเสื่อนอนฟูกกับพื้น ต้องไปใช้เตียงจีน หรือเตียงเหล็กของฝรั่ง เอามาผสมผสาน ที่ออกแบบสมัยใหม่และพอเข้ากันได้หน่อยก็เป็นประเภทเตียงขาคู้แบบตั่ง และก็ยังไม่มีรูปแบบอื่นๆให้เลือกได้มากนัก ที่ยากที่สุดเห็นจะเป็นตู้เสื้อผ้า เพราะมันต้องมีขนาดใหญ่พอสมควรสำหรับคนสมัยใหม่ แต่เรือนไทยนี่การทำตู้ built-in มันยากพอสมควรที่จะทำให้สวย เพราะขนาดห้องก็ไม่ค่อยอำนวย และรูปแบบก็จำกัดนี่จึงเป็นความยากอีกอย่างหนึ่ง ที่จะแต่งเรือนไทยให้สวยและน่าอยู่


คนที่ชอบของเก่าก็ยังพอกล้อมแกล้มไปได้ เดินหาซื้อของเก่ามาใช้ แต่งให้ผสมกลมกลืนกันไป เน้นเรื่องโทนสีของไม้หน่อย เพราะไม้นั้นมีหลายชนิด หลายโทนสี ถ้าหลากหลายมากๆแก่บ้าง อ่อนบ้าง ก็ดูไม่สวย ไม่เข้ากัน สู้แบบเฟอร์นิเจอร์ไม่เข้ากันเป็นไทยมั่ง จีนมั่ง พม่ามั่ง ฝรั่งมั่ง แต่สีดูกลมกลืนกัน บางทีดูภาพรวมกลับสวยกว่าเสียอีก


ถึงแม้ว่าจะมีข้อจำกัดเรื่องของเฟอร์นิเจอร์บ้าง แต่ก็ยังมีรูปแบบให้ทำได้หลายอย่างพอประมาณ เช่น จะเอาแนวหรูๆ แนวเรียบง่ายสมถะ หรือแนวร่วมสมัยก็ยังพอทำได้ ไม่จำกัดรูปแบบจนเกินไปนัก อยู่ที่ตัวเรามากกว่าว่าเป็นคนชอบแบบไหน แต่อย่างน้อยให้ใช้งานได้ดี อยู่สบาย ถึงขาดๆเกินๆบ้างก็ไม่เสียหายอะไร คิดเสียว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ perfect ก็แล้วกัน






ห้องนั่งเล่นหรือรับแขก แบบแรกจะใช้เฟอร์นิเจอร์เชียงใหม่ แบบยอดนิยม ของบ้านนี้จะออกแบบให้นั่งสบายขึ้นด้วยเบาะที่ดูสวยหน่อย เสริมเอกลักษณ์ด้วยผ้าไทย รูปแบบกลางๆพอดีๆ










ห้องรับแขกห้องนี้จะเน้นตกแต่งด้วยตั่งแบบพม่าและงานพุทธศิลป์ที่เป็นลวดลายทอง ทำให้ดูหรูหราอลังการขึ้น แต่การใช้พระพุทธรูปมาเป็นส่วนประกอบประดับ ไม่แนะนำให้ใช้ เพราะเป็นค่านิยมแบบฝรั่ง ที่ไม่ได้นับถือพุทธศาสนา พระพุทธรูปควรวางอยู่ในส่วนที่เหมาะสมกว่านี้










ห้องนี้เป็นโถงใหญ่ ใช้รับแขก ที่นั่งเป็นเฟอร์นิเจอร์ลูกผสม คือทรงฝรั่ง แต่ฝังมุกแบบจีน โทนสีพอเข้ากันได้ แต่การใช้เฟอร์นิเจอร์ประดับมุกต้องเลือกพอสมควร ไม่ควรให้มีลายมุกมากๆ เพราะเวลาใส่เข้าไปแล้ว จะทำให้ feeling ของห้องดูเป็นจีนไปเลย









ห้องนอนนี้เป็นตัวอย่างที่ดีมาก จัดวางเฟอร์นิเจอร์ง่ายๆ ติดรางม่านไม้เรียบๆ เข้าใจเลือกสีเขียวเข้มที่ดูกลมกลืนกับสีไม้มาก และไม่ต้องตกแต่งผนังอะไรเลย มีเพียงภาพเล็กๆ แต่ดูดีมากๆ










ห้องนอนนี้กว้างหน่อยมีส่วนแต่งตัวอยู่ด้วย แต่เฟอร์นิเจอร์เลือกใช้ของเก่าของพม่าที่รูปแบบเป็นอิทธิพลจากอังกฤษ แต่ก็ดูกลมกลืนกันดีกับเรือนไทย










ห้องนี้ก็แนวทางอย่างห้องแรก แต่ใช้ส่วนประกอบคือพวก upholstery เป็นอีกโทนสีหนึ่ง










ห้องอาหารขนาดใหญ่ที่สามารถใช้เป็นห้องประชุมได้ ใช้ลักษณะการยกพื้นของเรือนไทยมาใช้ยกแท่นและวางทับด้วยเก้าอี้ญี่ปุ่น ก็ดูกลมกลืน ร่วมสมัยดี










ส่วนนั่งเล่นในชานเรือน ใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้สักแกะสลักแบบยอดนิยม เน้นสีสันด้วยหมอนอิงเพิ่มบรรยากาศ ไม่ให้ขรึมจนเกินไป





มุมนอกชานใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ ดูง่ายๆสบายๆ ไม่เป็นทางการ










ส่วนใต้ถุนบ้านก็เป็นมุมสบายอีกมุมหนึ่ง บ้านนี้ใช้เก้าอี้หวายแบบสมัยใหม่ ก็ยังเข้ากันได้ ไม่ขัดเขิน










ห้องพระห้องนี้ใช้เรือนเล็กมาทำจึงมีขนาดกะทัดรัด พอดีกับโต๊ะหมู่ชุดใหญ่ ก็ไม่ต้องไปตกแต่งอะไรมากมายเลย ติดไฟผนัง แขวนไฟเพดาน แค่นี้ก็ดูขรึม สงบ และศักดิ์สิทธิ์ดี










ห้องน้ำนี่แหละเป็นส่วนที่ยากกว่าเพื่อน ต้องหามุมลงให้ได้ นี่ก็ใช้นอกชานมาดัดแปลง ทำเคาน์เตอร์ไม้ตกแต่งด้วยไม้ไผ่สานแบบพื้นๆ แต่ดูดี ต้องระวังเรื่องระบบน้ำอย่าให้รั่วซึมเท่านั้น เพราะไม้นี่ไม่ถูกกับน้ำ










นี่ก็ใช้มุมเล็กๆมาทำอ่างล้างหน้า ปิดท่อน้ำทิ้งด้วยรางไม้ ใช้เก้าอี้จีน










ห้องน้ำแบบไทยๆใช้ตุ่มแบบจ้วงเอาๆ ห้องนี้ก็จะใช้งานไม่ค่อยสะดวกนัก เนื่องจากดัดแปลงมา ระบบการระบายน้ำจะยุ่งหน่อย เพราะส่วนอาบน้ำควรจะลดระดับลงไป ไม่ใช่เป็นแท่นขึ้นมา น้ำจะนองไปหมด ถ้ายาแนวกระเบื้องไม่ดี น้ำจะรั่วซึมได้ง่าย และการทำความสะอาดนี่ก็คงเอาการอยู่







ตอนนี้ว่ากันเป็นหลักใหญ่ใจความแบบรวมๆและสรุปย่อก่อน ตอนต่อๆไปจะค่อยว่าเรื่องละเอียด และเจาะลึกกันไปเป็นจุดๆมากกว่านี้ครับ

TraveLArounD




 

Create Date : 16 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 2 พฤศจิกายน 2551 1:50:48 น.
Counter : 4445 Pageviews.  


travelaround
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 162 คน [?]





ยินดีต้อนรับทุกท่านที่แวะเข้ามาชม blog มีข้อคิดเห็น เชิญ comment มาได้นะครับ ถ้าตอบได้ จะตอบให้ทันทีครับ แต่ถ้าไม่ทราบ ต้องขอเวลา จะค้นคว้ามาให้อ่านกัน ท่านที่จะถามคำถาม หรือติดต่อเรื่องบทความ ได้ทาง Email :- d_sign_place@yahoo.com ครับ


เรื่องต่างๆที่ผมได้เขียนหรือรวบรวม เรียบเรียงมานี้ ยินดีให้ทุกท่านได้อ่านเป็นวิทยาทานและเพื่อการศึกษา ถ้าจะนำไปโพสต่อใน website สาธารณะ หรือ website อื่นใดที่ไม่ใช่ทางพาณิชย์ กรุณาระบุที่มา คือ http://www.travelaround.bloggang.com และนามปากกาผู้เขียนคือ TraveLArounD ด้วย

แต่ขอสงวนสิทธิ์สำหรับการนำไปใช้ ในเชิงพาณิชย์ หรือโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง จะถูกดำเนินคดี ตามกฏหมายลิขสิทธิ์

ส่วนบทความหรือภาพถ่ายใดๆ ที่ได้นำมาจาก website อื่น เพื่อเป็นข้อมูลประกอบเรื่องนั้นๆ เป็นการถ่ายทอดจากวิจารณญาณแล้วว่า มีความถูกต้องเป็นจริง มากที่สุด และได้นำมาจาก website ที่เป็นสาธารณะ ถ้าเรื่องราวหรือภาพของท่านที่ได้นำมาถ่ายทอดนี้ ไปละเมิดลิขสิทธิ์ของท่าน กรุณาแจ้งมาทาง email :– nana_sara1000@ymail.com ผมจะทำการลบข้อมูลหรือภาพที่ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าว ออกทันที

Acknowledges that I try to write or report accurately but postings may contain fact , speculation or rumor. I find images from the Web that are believed to belong in the public domain. If any stories or images that appear on the site are in violation of copyright law, please email to :- nana_sara1000@ymail.com and I will remove the offending information as soon as possible.


counter start from 23-04-2008
Website counter
: Users Online









ที่ดินเชียงใหม่ ทางไปแม่ริม ใกล้ศาลากลาง และสนามกีฬา 700 ปี ติดน้ำปิง ในหมู่บ้านเพชรริมปิง พื้นที่ 667 ตารางวา @ 14,000.- บาท สภาพแวดล้อมดี สนใจติดต่อ โทร. 0859559950



DESIGN PLACE CO.,LTD. รับออกแบบ และตกแต่งภายใน บ้านพักอาศัย ในแบบไทย และไทยร่วมสมัย



มรดก ฉบับที่ 1

มรดก ฉบับที่ 2

มรดก ฉบับที่ 3

มรดก ฉบับที่ 4

มรดก ฉบับที่ 5

มรดก ฉบับที่ 6

มรดก ฉบับที่ 7

ช่วยสนับสนุนการจัดทำ BLOG ด้วยการซื้อหนังสือ "มรดก" 1ชุด 7เล่ม (หนังสือเก่า) ในราคาชุดละ 700 บาท (รวมค่าส่งทางไปรษณีย์)

สนใจสั่งซื้อทาง E-mail :- nana_sara1000@ymail.com



New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add travelaround's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.