"ความสามัคคีปรองดอง เป็นกำลังอย่างสูงสุดของชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ความสามัคคีของคนในชาติ จะทำให้บ้านเมืองผ่านพ้นอุปสรรค และทำให้สังคมไทย ร่มเย็นเป็นสุข" พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
สนใจลงโฆษณา ในพื้นที่ข้างบน ติดต่อ email : nana_sara1000@ymail.com
Home Lover’s Corner นานา สาระ๑๐๐๐ นานา สารพัด พระพุทธประวัติ ภาคพิเศษ
Travel Around the World Real Estate Buyer's Guide สุขภาพกาย สุขภาพใจ Pets & Animals
ปางพระพุทธรูปตามพุทธประวัติ Horoscope 12 ราศี พระพุทธศาสนา World of Beautiful Musics

พระมหามณฑป วัดไตรมิตรวิทยาราม

พระมหามณฑป วัดไตรมิตรวิทยาราม


นับเป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร (หลวงพ่อทองคำ) ประดิษฐาน ณ วิหารหลังเก่า ภายในวัดไตรมิตรวิทยาราม ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๘ จนถึงปัจจุบัน มีประชาชนและนักท่องเที่ยวมาสักการบูชา และชื่นชมความงดงามยิ่งใหญ่ขององค์หลวงพ่อทองคำเป็นจำนวนมาก สถานที่ประดิษฐานแห่งเดิมจึงคับแคบ ไม่เหมาะควรแก่คุณค่าและฐานะบารมีขององค์หลวงพ่อทองคำ













ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษาในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ประชาคมนักธุรกิจเขตสัมพันธวงศ์ และชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีน ร่วมกับวัดไตรมิตรวิทยารามและพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จึงได้จัดให้มี “โครงการจัดสร้างพระมหามณฑปประดิษฐานพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร (หลวงพ่อทองคำ) วัดไตรมิตรวิทยาราม” ขึ้น ด้วยจุดประสงค์ให้พระมหามณฑปหลังใหม่นี้ เป็นที่ประดิษฐานองค์หลวงพ่อทองคำ ที่มีความวิจิตรงดงามควรค่าแก่องค์หลวงพ่อทองคำ ที่มีความสำคัญในหลายๆด้าน อีกทั้งยังเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในโอกาสอันเป็นมหามงคลนี้ด้วย











เพื่อให้การรังสรรค์พระมหามณฑปมีความงดงามยิ่งใหญ่ สมฐานะบารมีขององค์หลวงพ่อทองคำ มีเอกลักษณ์พิเศษคู่ควรกับกับการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปีมหามงคล การออกแบบพระมหามณฑปจึงได้ดำเนินการอย่างพิถีพิถัน โดยได้รวบรวมผู้มีอัจฉริยะภาพทางศิลปะระดับชาติในหลากหลายสาขา มาร่วมกันสร้างสรรค์พุทธสถาปัตกรรมทรงคุณค่าหลังนี้ โดยคำนึงถึงคุณลักษณะที่ยึดถือเป็นหลักปรัชญาในการออกแบบ ดังต่อไปนี้









1.ความศักดิ์สิทธิ์และสง่างาม เพื่อให้สมกับฐานะบารมีของหลวงพ่อทองคำ และเหมาะสมคู่ควรแก่การเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอันเป็น โอกาสมหามงคลยิ่งนี้ จึงออกแบบโดยเน้นให้มีโครงสร้างขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดความรู้สึกสง่างาม น่าเกรงขาม ขณะเดียวกันก็รักษาคุณค่าทางสถาปัตยกรรมไว้ครบถ้วนทั้ง พุทธศิลป์ สถาปัตยศิลป์ และวิจิตรศิลป์

2. ความมั่นคงถาวร ด้วยมุ่งหวังให้เป็นภูมิสถาปัตยกรรมใหม่ของย่านเยาวราช และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าสืบไปชั่วลูกหลาน ในการออกแบบจึงคำนึงถึงอายุของวัสดุการใช้งานเป็นหลัก โครงสร้างของอาคารจึงเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก และคัดสรรวัสดุที่มีคุณสมบัติโดดเด่นเรื่องความคงทนถาวร อาทิ หินอ่อน มาใช้ในการก่อสร้าง

3. ความร่วมสมัย ในการออกแบบพระมหามณฑปนี้ เน้นการออกแบบที่เรียบง่ายแต่สร้างสรรค์ โดยคำนึงถึงความจำเป็น ประโยชน์ใช้สอย และบริบทแวดล้อมเป็นหลัก โดยรวมเอาพื้นที่ใช้สอยที่จำเป็นเข้าไว้ในอาคารหลังนี้ อันได้แก่ พระมหามณฑป พิพิธภัณฑ์ชุมชน และพื้นที่จอดรถ












โครงการก่อสร้างพระมหามณฑปฯ ดำเนินงานและควบคุมดูแลออกแบบก่อสร้างร่วมกันระหว่างกรมศิลปากร สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) โดยมีระยะเวลาดำเนินการประมาณ ๒ ปี












เมื่อได้มานมัสการ หลวงพ่อทองคำ กันแล้ว เราควรเข้าชมนิทรรศการที่จัดไว้อย่างดี ด้วยรูปแบบการนำเสนอที่น่าสนใจ ประกอบด้วย
ชั้นที่ ๒ ศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราช
นำเสนอ "ความรุ่งเรืองบนถนนสายทองคำ"
แบ่งเป็นส่วนๆคือ
๑. เติบใหญ่ใต้ร่มพระบารมี
๒. กำเนิดชุมชนจีนแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. ๒๓๒๕ - ๒๓๙๔)
๓. เส้นทางสู่ยุคทอง (พ.ศ. ๒๓๙๔ - ๒๕๐๐)
๔. ตำนานชีวิต
๕. พระบารมีปกเกล้า
๖. เยาวราชวันนี้

ชั้นที่ ๓ นิทรรศการหลวงพ่อทองคำ
นำเสนอ "จากพุทธศิลป์สุโขทัย สู่พุทธสมัยปัจจุบัน"
แบ่งเป็นส่วนๆคือ
๑. บทนำ
๒. กำเนิดพระพุทธรูปและพัฒนาการสู่พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร
๓. การสร้างพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร
๔. พุทธศิลป์สุโขทัยในองค์พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร
๕. การพอกปูนทับ และลงรักปิดทอง๖.
6. อัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดพระยาไกร
๗. พ.ศ. ๒๔๙๘ อัญเชิญมาประดิษฐาน ณ วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร
๘. พ.ศ. ๒๔๙๘ พระพุทธรูปทองคำปรากฏ
๙. เนื้อทองคำ
๑๐. พ.ศ. ๒๕๕๑ อัญเชิญมาประดิษฐานในพระมหามณฑป













ปัจจุบัน วัดไตรมิตรวิทยาราม ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวกับพุทธศาสนิกชนได้เยี่ยมชมพระมหามณฑปฯ และนมัสการพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร มีผู้ศรัทธาหลั่งไหลเข้ามาชมจำนวนมากทุกวัน ทำให้พระมหามณฑปฯ วัดไตรมิตรวิทยาราม กลายเป็นสัญลักษณ์ของกรุงเทพมหานคร ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง เป็นพุทธสถาปัตยกรรมแห่งใหม่ที่เชิดชูเกียรติยศของวงการพระพุทธศาสนา ทั้งยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่งามสง่า มีคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม ดึงดูดศรัทธาของผู้คนจากทั่วโลก และเป็นศูนย์รวมใจของชุมชนเยาวราช เขตสัมพันธวงศ์ และชาวพุทธทั้งปวงสืบไป


TraveLArounD



ปล. ท่านที่เพิ่งเข้ามาชมบล็อกใหม่ ผมได้จัดทำเป็นสารบัญ แบบหนังสือให้ค้นดูหัวเรื่องได้ง่ายที่ group : นานา สาระ๑๐๐๐ เพราะเรื่องต่างๆ เขียนไว้ 1300 เรื่องแล้ว

ส่วนท่านที่ชอบเพลง background ผมได้รวบรวมเพลงไพเราะ เพลงรัก romantic และเพลงซึ้งๆ ที่หาฟังได้ยากในสมัยนี้ ไว้หลายชุด สนใจ email ติดต่อมาได้ครับที่ nana_sara1000@ymail.com

หลังจากที่ home’s lover club ที่ ning.com ต้องปิดลงไปเพราะเขาคิดค่าใช้จ่าย จึงจำต้องย้ายที่ ตอนนี้ผมเริ่มรวบรวมภาพต่างๆ ที่เกี่ยวกับการตกแต่งบ้าน การจัดสวน และที่ยังไม่ได้เอามาเขียน มารวบรวมไว้ที่ facebook ถ้าใครสนใจก็เข้าไปดูได้นะครับ ที่ //www.facebook.com/reqs.php#!/nanasara1000?v=photos

หมายเหตุ : ขณะได้มี website อื่นๆหลาย website ได้นำเอาเรื่องที่ผมเขียนไว้ ไปลงต่อในลักษณะของเนื้อหา โดยไม่ได้รับอนุญาตใดๆ ถ้าต้องการบทความใดไปใช้ ขอให้ติดต่อขออนุญาต ก่อนทาง Email : nana_sara1000@ymail.com มิฉะนั้น จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายลิขสิทธิ์

ส่วนผู้ที่ต้องการนำเรื่องไปโพสต่อ เพื่อเผยแพร่ โดยมิใช่ทางการค้า ขอให้ติดต่อขออนุญาตให้ถูกต้องก่อนโพส

ข้อมูลจาก
//www.goldenbuddha-thailand.com/mondop.php
//www.wattraimitr-withayaram.com/new_t/history_pm_page.php




 

Create Date : 31 ธันวาคม 2553    
Last Update : 31 ธันวาคม 2553 22:48:09 น.
Counter : 1999 Pageviews.  

วัดป่ามหาเจดีย์แก้ว (วัดล้านขวด)

วัดป่ามหาเจดีย์แก้ว (วัดล้านขวด)


วัดป่ามหาเจดีย์แก้ว หรือที่ชาวบ้านในอำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษรู้จักกันดีในชื่อ “วัดล้านขวด” ที่เขาเรียก กันแบบนี้ก็เป็นเพราะว่า สิ่งก่อสร้างต่างๆ ภายในวัดล้วนแต่ถูกประดับประดาไป ด้วยขวด เริ่มตั้งแต่ทางเข้าวัดทั้งกำแพงซุ้มประตู โบสถ์ ศาลา หอระฆัง กุฏิ หรือแม้แต่ห้องน้ำ ก็ยังถูกตบแต่งด้วยขวดเช่นกัน ไม่ใช่เฉพาะความงดงามแปลกตาของขวดที่สลับสี และการวางลวดลายเท่านั้น แม้แต่ภาพพุทธประวัติ ก็ยังมีการนำฝาขวดมาปะติด จนเป็นภาพพุทธประวัติที่ไม่เหมือนที่ใดอีกด้วย




























วัดป่ามหาเจดีย์แก้ว นับเป็นวัดที่มีสิ่งปลูกสร้าง ที่ก่อสร้างด้วยขวดแก้วหลากสีหลายแบบ นับล้านใบ ที่ชาวบ้านได้ช่วยกันบริจาค จนเรียกกันว่า “วัดล้านขวด” นับเป็นวัดที่มีลักษณะสวยงามแปลกตากว่าวัดอื่นๆ และนับว่าเป็นการสร้างที่เป็นการนำเอาขวดแก้วเก่าใช้แล้ว มารีไซเคิล ก่อนคนอื่นๆ ก่อนกระแสการลดใช้พลังงานเกิดขึ้นหลายปี สิ่งเหล่านี้เกิดจากความคิดของพระครูวิเวกธรรมาจารย์ หรือหลวงปู่หลอด ท่านบอกว่า การนำขวดมาตกแต่งนั้น นอกจากจะประหยัดในเรื่องของการทาสีแล้ว ที่สำคัญขวดแก้วนั้น ยังแฝงไปด้วยคติคือ ความใสของแก้ว เมื่อกระทบแสงแดดแล้ว ทำให้เกิดแสงสว่างเหมือนแสงธรรมที่ควรบรรลุถึง สำหรับขวดไม่ว่าจะคว่ำลง หงายขึ้น หรือวางในแนวนอน ก็ล้วนแต่มีคติสอนใจทั้งนั้น

































ที่โดดเด่นที่สุดคือ ศาลาใหญ่ที่เรียกว่า ศาลาฐานสโม มหาเจดีย์แก้ว และสิมกลางน้ำ (โบสถ์) ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหยกขาว ซึ่งมีความวิจิตรงดงามมาก วัดล้านขวดแห่งนี้ จึงนับเป็นงานสร้างที่มีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย อาจจะเป็นที่แรกในโลกโลกก็ว่าได้ และยังไม่เห็นที่อื่นๆ ที่สร้างด้วยขวดจำนวนมากมายเท่านี้

































































หากใครได้มีโอกาสผ่านมาจังหวัดศรีสะเกษแล้วละก็อย่าลืมแวะชมความงดงามที่ไม่ เหมือนใครของวัดนี้กัน โดยผู้ที่ต้องการเดินทางไปชม จากศรีสะเกษไปอำเภอขุนหาญใช้ทางหลวงหมายเลข 211 และ 2111 ผ่านอำเภอพยุห์ อำเภอไพรบึงไปขุนหาญระยะทางประมาณ 61 กิโลเมตร

TraveLArounD




ปล. ท่านที่เพิ่งเข้ามาชมบล็อกใหม่ ผมได้จัดทำเป็นสารบัญ แบบหนังสือให้ค้นดูหัวเรื่องได้ง่ายที่ group : นานา สาระ๑๐๐๐ เพราะเรื่องต่างๆ เขียนไว้ 1200 กว่าเรื่องแล้ว

ส่วนท่านที่ชอบเพลง background ผมได้รวบรวมเพลงไพเราะ เพลงรัก romantic และเพลงซึ้งๆ ที่หาฟังได้ยากในสมัยนี้ ไว้หลายชุด สนใจ email ติดต่อมาได้ครับที่ nana_sara1000@ymail.com

หมายเหตุ : ขณะได้มี website อื่นๆหลาย website ได้นำเอาเรื่องที่ผมเขียนไว้ ไปลงต่อในลักษณะของเนื้อหา โดยไม่ได้รับอนุญาตใดๆ ถ้าต้องการบทความใดไปใช้ ขอให้ติดต่อขออนุญาต ก่อนทาง Email : nana_sara1000@ymail.com มิฉะนั้น จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายลิขสิทธิ์

ส่วนผู้ที่ต้องการนำเรื่องไปโพสต่อ เพื่อเผยแพร่ โดยมิใช่ทางการค้า ขอให้ติดต่อขออนุญาตให้ถูกต้องก่อนโพส

ข้อมูลจาก //sisaket.mots.go.th/




 

Create Date : 25 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 22 ตุลาคม 2553 21:33:44 น.
Counter : 1689 Pageviews.  

วัดสุวรรณดาราราม อยุธยา



วัดสุวรรณดาราราม อยุธยา

วันเข้าพรรษา ได้มีโอกาสไปทำบุญ เที่ยววัด และชมเรือนไทย เลยเก็บภาพมาฝากกัน วัดสุวรรณดาราราม เป็นอีกวัดหนึ่ง ในอยุธยา ที่ยังพอเหลือรอดจากการเผาของพม่า เมื่อครั้งเสียกรุง นอกจากวัดหน้าพระเมรุ จึงทำให้เราได้เห็นวัดสมัยอยุธยา ที่สวยงาม แบบดั้งเดิม โดยไม่ต้องจินตนาการ ไปกับซากอิฐเก่าๆ ที่หลงเหลือ แบบวัดอื่นๆ









ตามประวัติกล่าวว่า พระอัยกาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สร้างวัดนี้ขึ้น ตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยให้ชื่อว่า วัดทอง ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จขึ้นครองราชย์และทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี ได้โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์วัดนี้ทั้งหมด และสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท โปรดเกล้าฯ ให้ช่างเขียนภาพเทพชุมนุมนิบาตชาดก 3 พระชาติ และภาพมารวิชัย มีแม่พระธรณียืนบีบมวยผมอยู่ตรงกลาง ซึ่งเหมือนภาพเขียนที่พระที่นั่งพุทไธศวรรย์ ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติกรุงเทพมหานคร วัดสุวรรณดาราราม ได้รับการบูรณะจาก พระมหากษัตริย์ในพระราชวงศ์จักรีอย่างต่อเนื่องเกือบทุกรัชกาล ภาพจิตรกรรมฝาผนังจึงยังสมบูรณ์ดีอยู่จนทุกวันนี้











วัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร อยู่ในเขตด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะเมือง เหนือบริเวณป้อมเพชร เป็นวัดที่พระบรมมหาชนกของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสร้างไว้ตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จขึ้นครองราชย์ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาวัดทองขึ้นใหม่และพระราชนามว่า “วัดสุวรรณดาราราม” เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่พระบรมชนกนาถและพระบรมราชชนนี ตามพระนามเดิมของทั้งสองพระองค์คือ “ทองดี” และ “ดาวเรือง”














วัดแห่งนี้มีสิ่งต่างๆ ที่น่าชมเช่นพระอุโบสถ โบสถ์ของวัดสุวรรณดาราราม เป็นสถาปัตยกรรมในช่วงอยุธยาตอนปลายถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งสังเกตได้จากฐานตกท้องช้างหรือท้องเชือก คือส่วนฐานโค้งอ่อนลงตรงกลาง คล้ายเรือสำเภา และยังมีเสารองรับชายคาด้านหน้าอาคาร ด้านหลังโบสถ์มีเจดีย์ทรงระฆังภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและมีเจดีย์บริวาร 10 องค์






หน้าบันอุโบสถสลักลายเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเทพชุมนุมที่ผนังอุโบสถตอนบน ตอนล่างเขียนเรื่องเวสสันดรชาดก เตมีย์ชาดกและสุวรรณสามชาดก ผนังด้านหน้าพระประธานเขียนภาพมารวิชัย มีแม่พระธรณีบีบมวยผมอยู่ตรงกลาง









พระประธานในพระอุโบสถ รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้จำลองแบบ และขยายส่วนจากพระแก้วมรกต นอกจากนั้นภายใน พระวิหาร ของวัดนี้มีภาพเขียนแสดงพระราชประวัติของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช นับเป็นจิตรกรรมฝาผนังที่มีฝีมือยอดเยี่ยมงดงามมาก กรมศิลปากรได้ถ่ายแบบภาพเขียนนี้ไปไว้ที่อนุสรณ์ดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี







ด้วยความสำคัญของวัดดังกล่าว วัดสุวรรณดาราราม จึงได้รับการบูรณะจาก ธ.กรุงศรีอยุธยา เนื่องในวาระครบรอบ 60 ปี ของการก่อตั้ง ธ.กรุงศรีอยุธยา ทางธนาคารจึงอยากทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม และเมื่อการบูรณะได้แล้วเสร็จ ทางธนาคารยังได้จัดงานสมโภชโบสถ์วัดสุวรรณดารารามฯอีกด้วย

TraveLArounD


ข้อมูลจาก
//www.dhammathai.org/watthai/central/watsuwandararam.php




 

Create Date : 19 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 15 กันยายน 2551 13:31:03 น.
Counter : 2780 Pageviews.  

วัดใหญ่ชัยมงคล (วัดเจ้าพญาไท-วัดป่าแก้ว)

วัดใหญ่ชัยมงคล (วัดเจ้าพญาไท-วัดป่าแก้ว)
ต.คลองสวนพลู อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา


ย้อนหลังไปสมัยโบราณ หนังสือตำนานโยนก ระบุว่า “เมื่อราวปีขาล จุลศักราช ๗๘๔ พ.ศ ๑๙๖๕ ตรงในสมัยเมื่อสมเด็จพระอินทราชาธิราชที่ ๑ ครองราชย์สมบัติ ณ กรุงศรีอยุธยา มีพระภิกษุทางประเทศนี้หมู่หนึ่ง หัวหน้าเป็นพระมหาเถรชาวเชียงใหม่ ๗ รูป เป็นพระมหาเถรชาวกรุงศรีอยุธยา ๒ รูป เป็นพระมหาเถรชาวกรุงกัมพูชา ๑ รูป พระภิกษุบริษัททั้งหมดพากันออกไปเมืองลังกา ไปอุปสมบทแปลงเป็นสิงหฬนิกาย ณ อุทกเขปสีมาที่แม่น้ำกัลยาณี ในสำนักพระวันรัตมหาเถร เมื่อ ณ วันเสาร์ ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๘ ปีมะโรง จุลศักราช ๗๘๖ พ.ศ. ๑๙๖๗ แล้วศึกษาธรรมวินัยอยู่ในลังกาทวีปอยู่หลายปี เมื่อกลับมาได้นิมนต์พระมหาเถรชาวลังกามาด้วย ๒ รูป ชื่อพระมหาวิกรมพาหุ รูป ๑ พระอุดมปัญญา รูป ๑ มาขึ้นที่กรุงศรีอยุธยาก่อน แล้วจึงแยกย้ายกันไปเที่ยวตั้งนิกายลังกาขึ้นอีกนิกายหนึ่ง เรียกว่า วันรัตนวงศ์ แปลเป็นภาษาไทยเรียกว่า คณะป่าแก้ว (ชาวเชียงใหม่เรียกว่า ป่าแดง)

ดังนี้ จึงเชื่อได้ว่าพระสงฆ์นิกายป่าแก้วมีขึ้นครั้งนั้นเป็นปฐม แต่ความที่ปรากฏทางเมืองนครศรีธรรมราชและเมืองพัทลุง วัดนิกายป่าแก้วนี้มีในหัวเมืองแถบนั้นมาก เห็นพระสงฆ์นิกายเมืองป่าแก้วจะมาแพร่หลายทางหัวเมืองเหล่านั้นก่อน แล้วจึงขึ้นมาถึงกรุงศรีอยุธยา จึงได้เรียกพระสงฆ์คณะป่าแก้วที่ขึ้นสมเด็จพระวันรัตนว่า คณะใต้ พระสงฆ์นิกายนี้คงจะปฏิบัติเคร่งครัดทางแสดงธรรมวินัย กว่าพระสงฆ์ลังกาวงศ์ซึ่งอยู่มาแต่ก่อน จึงทำให้เจริญความเลื่อมใสกันขึ้น เมื่อในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ”
(สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ, พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา)




ในสมัยอยุธยา สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงผนวชใน คณะป่าแก้ว
จึงเลื่องลือในพระเกียรติยศมาก เป็นเหตุให้พระเจ้าแผ่นดินประเทศอื่น
ขวนขวายการบำเพ็ญอุปถัมภกพระศาสนาเป็นพิเศษบ้าง เช่น พระรามาธิบดี (ปิฎกธร) กรุงหงสาวดี ส่งพระภิกษุสงฆ์ออกไปอุปสมบทแปลงที่ลังกา เมื่อ พ.ศ. ๒๐๑๘ เมื่อพระสงฆ์เหล่านั้นกลับเข้ามาแล้ว ก็บังคับให้พระสงฆ์ในรามัญประเทศแปลงเป็นนิกายเดียวกันจนหมด

พระเจ้าติโลกราช เมืองเชียงใหม่ก็ตั้งพิธีทำสังคายนาพระไตรปิฎก ซึ่งนับว่าเป็นครั้งที่ ๘ เมื่อ พ.ศ. ๒๐๒๐ เป็นต้น ซึ่งดูจะเนื่องมาจากการที่ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงผนวชขึ้นก่อนทั้งสิ้น ยิ่งกว่านั้นยังปรากฏว่า ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๐๐๗ เป็นต้นมา ทรงได้นำพระราชโอรส พระราชนัดดา ตลอดจนเจ้านายลูกผู้ลากมากดี บวชกันมากจนกลายเป็นธรรมเนียมสืบมา ถือกันว่าเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา และประเพณีบวชนี้ ได้แพร่หลายนิยมตามกันมาถึงในหมู่คนสามัญด้วย

อนึ่งพระสงฆ์ไทยที่ไปบวชแปลงที่สำนักพระวันรัตนวงศ์ในลังกา ที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า “คณะป่าแก้ว” นั้น เมื่อเข้ามาถึงกรุงศรีอยุธยาก็ได้เข้าพักอยู่ในวัดเจ้าพระยาไทยซึ่งเป็นอรัญวาสีอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้น เมื่อคณะป่าแก้วเข้ามา ก็ทำให้เพิ่มความคึกคักในการปฏิบัติธรรมกันในฝ่ายนี้มากขึ้น วัดเจ้าพระยาไทยจึงเป็นวัดชั้นนำทางด้านอรัญวาสี พระเถระที่เป็นหัวหน้าควบคุมจึงได้นามว่า “สมเด็จพระวันรัตน” (พระพนรัตน์) ตามพระนามพระวันรัตนมหาเถระซึ่งเป็นอาจารย์ในลังกาทวีป




การที่คณะป่าแก้วเข้ามาเมืองไทยนั้น ได้จัดเป็นคณะหนึ่งต่างหาก ผู้คนจะเลือกศึกษาได้ตามสมัครใจ ไม่บังคับเหมือนในเมืองมอญ (พม่า) ฉะนั้น ในชั้นแรกจึงเรียกชื่อวัดว่า “วัดเจ้าพระยาไทยคณะป่าแก้ว” ภายหลังจึงได้เหลือ วัดป่าแก้ว แต่อย่างเดียว

อย่างไรก็ดี เนื่องจาก วัดเจ้าพระยาไทย หรือ วัดป่าแก้ว เป็นพระอารามหลวงมีพระเจ้าแผ่นดินเจ้านายเข้าทรงผนวช และเป็นที่ประกอบการพระราชพิธีบางอย่าง รวมทั้งใหญ่โตกว้างขวาง ชาวบ้านจึงได้เรียกกันว่า “วัดใหญ่” มาแต่แรกสร้าง และเมื่อ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกระทำยุทธหัตถีได้ชัยชนะพระมหาอุปราชาแห่งพม่าแล้ว จึงได้ทรงมีพระราชศรัทธา บูรณะปฏิสังขรณ์วัดใหญ่ขึ้นเป็นงานใหญ่ พร้อมทั้งได้ทรงสร้างพระเจดีย์ชัยมงคลเป็นเครื่องเฉลิมพระเกียรติอีกด้วย ชาวบ้านจึงได้นำเอาชื่อวัด กับนามพระเจดีย์มาประกอบกัน เรียกขานกันต่อมาว่า “วัดใหญ่ชัยมงคล” จนกระทั่งทุกวันนี้




งานบูรณะปฏิสังขรณ์วัดใหญ่ชัยมงคล ในแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช นั้น นอกจากพระเจดีย์ชัยมงคลแล้ว สิ่งก่อสร้างที่ยังปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน คือทางด้านทิศตะวันออกของพระเจดีย์ชัยมงคลทรงสร้างพระอุโบสถหลังใหญ่ ยังมีซากให้เห็นอยู่จนทุกวันนี้ คือ ด้านเหนือพระอุโบสถปัจจุบันมีผนังพระอุโบสถเดิม ก่อด้วยอิฐถือปูนหนาประมาณ ๔๐ ซม. เหลือซากให้เห็นอยู่ค่อนข้างสมบูรณ์แต่ก็ซวนเซเต็มที อาศัยความหนาจึงทรงตัวอยู่ได้ ส่วนผนังด้านทิศใต้ เหลือซากผนังด้านหน้า และด้านหลังพระอุโบสถเพียงเล็กน้อย นอกนั้นกลายเป็นอิฐหักกากปูนทับถมกันอยู่ ซึ่งทางวัดได้ขนย้ายไปถมที่ลุ่มหมดแล้ว ตัวพระอุโบสถที่เห็นในปัจจุบัน เป็นพระอุโบสถที่กรมศิลปากรออกแบบแล้ว ทางวัดสร้างซ้อนไว้ในซากพระอุโบสถหลังเดิม




ทางด้านทิศตะวันตกของพระเจดีย์ชัยมงคล มีวิหารหลวง ที่เรียกว่า “ศาสาดิน” ซึ่งยังเหลือซากตอนฐานล่วงไว้ให้เห็น เข้าใจว่าคงเป็นสถานที่สำหรับพระเจ้าแผ่นดินบำเพ็ญพระราชกุศล ติดกับศาลาดินด้านใต้ยังมี “เกย” สำหรับเจ้านายใช้เป็นที่เสด็จขึ้นลงยานพาหนะ

วิหารหลวงอีกหลังหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพระอุโบสถติด กับกำแพงวัดซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์นั้น เข้าใจว่า เดิมน่าจะสร้างขึ้นเป็นทำนอง พระที่นั่งทรงธรรม มากกว่าจะเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป เพราะภายในไม่ปรากฏว่ามีฐานชุกชีสำหรับตั้งพระพุทธรูป นอกจากนี้ยังมี “มุขเด็จ” แบบมุขเด็จของพระมหาปราสาท ยื่นออกไปทางทิศใต้สำหรับเสด็จออกให้ประชาชนเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอีกด้วย




“วัดเจ้าพระยาไท-ชัยมงคล” หรือวัดป่าแก้ว มากลายเป็นวัดร้าง เมื่อพุทธศักราช ๒๓๐๙ พม่าข้าศึกยกพลมาประชิดพระนครศรีอยุธยา สมเด็จพระที่นั่งสุริยาตรมรินทร์โปรดเกล้าฯ ให้ยกทัพเรือ ออกจากพระนครไปตั้งอยู่ที่วัดป่าแก้ว ทัพเรือไทยเสียทีข้าศึก จับพระยาเพชรบุรีได้ฆ่าเสียแล้วก็แตกกลับมา พม่ายึดเอาวัดเจ้าพญาไทเป็นฐานปฏิบัติการ วัดใหญ่เจ้าพญาไทชัยมงคล หรือวัดป่าแก้วก็ถึงกาลวิปโยค... ฉิบหายลงด้วยน้ำมือข้าศึก ผู้มีรากฐานอุปนิสัยใจคอมาจากโจรป่าด้วยประการฉะนี้




ปัจจุบันวัดใหญ่ชัยมงคล หรือวัดเจ้าพญาไทชัยมงคล หรือวัดป่าแก้ว
ที่ยังคงมีซากชิ้นส่วนของอาคารในสมับโบราณ หลงเหลืออยู่...
สิ่งเหล่านี้เอง ทำให้เราได้ศึกษา ว่าอิฐทุกก้อน ปูนทุกชิ้น
แม้จะแหลกราญอยู่กับพื้นดินก็ยังมีความรู้สึกท้าทายผู้ไปพบเห็น
ว่าที่แห่งนี้... เป็นที่ประกาศชัยชนะอันบันลือเกียรติของ
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชให้ปรากฏไปตราบกัลป์ปาวสาร




ประวัติพระเจดีย์ชัยมงคล
ชัยชนะในสงครามยุทธหัตถี เป็นชัยชนะครั้งสำคัญที่สุด นับตั้งแต่ สมเด็จพระนเรศวร ได้ทรงประกาศอิสรภาพของชาติไทยที่เมืองแครง เมื่อปีวอก พุทธศักราช ๒๑๒๗ หลังจากที่ประเทศไทยต้องตกอยู่ใต้อำนาจของชาติอื่นมาเป็นเวลาถึง ๑๕ ปี จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างอนุสรณ์แห่งชัยชนะครั้งนี้ขึ้นสองแห่ง เป็นพระสถูปเจดีย์ตรงที่ทรงยุทธหัตถีกับ พระมหาอุปราชา แห่งหนึ่ง และทรงสร้างพระมหาสถูปคือ พระเจดีย์ชัยมงคล ขึ้นที่ วัดป่าแก้ว เป็นเหตุสำคัญ อีกแห่งหนึ่ง

นอกจากนั้น ยังมีอีกเหตุหนึ่งซึ่งคงจะเป็นเครื่องชักจูงพระราชหฤทัย ให้ทรงสร้างพระมหาสถูปนี้อยู่ไม่น้อย เมื่อพุทธศักราช ๒๑๑๒ พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง ตีได้กรุงศรีอยุธยาในรัชกาล สมเด็จพระมหินทราธิราช ครั้งนั้นไทยได้รับความเสียหายแสนสาหัส ข้อความในพระราชพงศาวดารแสดงให้เห็นความอัปยศนี้อยู่เป็นอย่างดียิ่ง ในชัยชนะครั้งนั้น พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง ได้ให้สร้างพระเจดีย์ใหญ่แบบมอญขึ้นไว้เป็นอนุสรณ์ที่วัด ซึ่งสมเด็จพระราเมศวรสร้างไว้นอกพระนครทางด้านเหนือ และให้เรียกพระเจดีย์นั้นว่า “ภูเขาทอง” เป็นเหตุให้ชาวบ้านเรียกวัดนั้นว่า “วัดภูเขาทอง” ต่อมาพระเจดีย์ภูเขาทองนั้น นอกจากจะเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองแล้ว ยังเป็นเครื่องเตือนใจคนไทยทั้งปวง ให้ระลึกถึงความอัปยศอดสูในครั้งนั้นอีกด้วย

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระมหาสถูปชัยมงคลที่วัดพระยาไทย ให้มีขนาดสูงกว่าพระเจดีย์ภูเขาทอง ทั้งนี้เพื่อจะได้เป็นเครื่องล้างความอัปยศอดสูของชาติไทย และเป็นเครื่องให้เกิดกำลังใจแก่คนไทยทั้งชาติอีกด้วย นับว่าเป็นพระบรมราโชบายอันลึกซึ้ง และมีประโยชน์ต่อชาติไทยจนตราบทุกวันนี้ พระเจดีย์ชัยมงคล จึงนับเป็นปูชนียวัตถุอันสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งของชาติไทย เพราะเป็นนิมิตรหมายของเอกราชของชาติ เป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงความกล้าหาญเสียสละ ที่สมเด็จพระมหาวีรราชเจ้าและวีรบุรุษของชาวไทยได้มีมาในอดีต อันเป็นผลตกทอดมาถึงคนไทยทุกคน ในปัจจุบันนี้ในวิถีแห่งชีวิตทุกทาง นอกจากนั้นยังเป็นเครื่องหมายแห่งชาวไทยทั้งมวล ที่ได้ร่วมมือกันกอบกู้เอกราชของชาติและธำรงไว้ซึ่งเอกราชนั้นตลอดมา ทั้งยังได้ทำกิจการงานทั้งปวงตามหน้าที่ของแต่ละบุคคลโดยสุจริต และความพากเพียร เพื่อให้ชาติไทยนั้นได้อยู่ได้โดยเสรีและเป็นปกติสุข


พระเจดีย์ชัยมงคล

พระเจดีย์ชัยมงคลนี้ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งการอภัยทานของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช อันเนื่องมาจากธรรมอันประเสริฐแห่งพระพุทธศาสนา
ซึ่งได้มีอิทธิพลเหนือชีวิตและความเป็นอยู่ของคนไทยมาแต่โบราณกาล
จนเป็นวิสัยในจิตใจทั้งปวงถึงทุกวันนี้

พระเจดีย์ชัยมงคล ซึ่ง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงสร้างขึ้นที่วัดใหญ่ชัยมงคลเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการที่ได้ทรงทำยุทธหัตถี ได้ชัยชนะแก่สมเด็จพระมหาอุปราชาแห่งพม่า เมื่อ พ.ศ. ๒๑๓๕ นั้น ประมาณว่ามีความสูงจากพื้นดินราว ๑ เส้น ๑๐ วา


พระครูภาวนารังสี

เมื่อ พระครูภาวนารังสี เข้าบูรณะวัดใหญ่ชัยมงคลนั้น พระเจดีย์มีสภาพทรุดโทรมมาก เป็นเพราะการถูกทำลายเมื่อคราวเสียกรุง พ.ศ. ๒๓๑๐ และอีกประการหนึ่งพระเจดีย์มีอายุถึง ๔๐๐ ปี จึงชำรุดทรุดโทรมจนเหลือกำลังของวัดที่จะเข้าแก้ไขให้คงอยู่ต่อไป อีกทั้งมีคนไทยกันเองกลุ่มหนึ่ง ขุดคุ้ยทำลายเพื่อหาของมีค่าเป็นประโยชน์ส่วนตัว ทำให้พระเจดีย์นั้นมีลักษณะคล้ายจะล้มครืนลงไม่วันใดก็วันหนึ่ง เมื่อฝนตกพายุพัดจะมีเสียงลั่นเป็นที่น่าวิตกยิ่ง

พระครูภาวนารังสี จึงได้ทำหนังสือแจ้งไปยัง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนที่จะสายเกินไป
ปรากฏว่าอีกไม่นานต่อมา กรมศิลปากรได้รับงบประมาณบูรณะปฏิสังขรณ์ซ่อมแซม พระเจดีย์ชัยมงคล และบริเวณวัดใหญ่ชัยมงคล เฉพาะในเขตพุทธาวาส ๒๐ ล้านบาทเศษ กรมศิลปากรได้สั่งช่างเข้าดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๒ จนงานได้แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๕



หลังจากการบูรณะใหญ่ในครั้งนั้น ทำให้วัดใหญ่ชัยมงคล มีผู้รู้จักและสนใจมาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก อย่างต่อเนื่อง ผ่านมาเกือบจะ 30 ปีแล้ว จึงมีสภาพชำรุดทรุดโทรมลงอีก ทางกรมศิลปากร โดยนายเขมชาติ เทพไชย รองอธิบดีกรมศิลปากร ได้กล่าวถึงการบูรณะโบราณสถานวัดใหญ่ชัยมงคล จ.พระนครศรีอยุธยา ว่าจากการสำรวจเบื้องต้น พบว่ามีความเสื่อมโทรม สภาพภูมิทัศน์โดยรอบได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชมวันละไม่น้อยกว่า 1,000 คน ทั้งนี้จากการประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทุกฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่า จำเป็นต้องจัดทำแผนแม่บทและออกแบบภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์วัดใหญ่ชัยมงคลขึ้นใหม่ โดยใช้งบประมาณจำนวน 1.5 ล้านบาท เพื่อทำการปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์ รวมถึงการบูรณะต่อเติมอาคาร เนื่องจากสภาพปัจจุบันเขตโบราณสถานหรือเขตพุทธาวาส มีการใช้ประโยชน์แบบผสมร่วมกันกับเขตสังฆาวาส ซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักการจัดการพื้นที่มรดกทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ที่จะต้องแยกพื้นที่ใช้สอยออกจากกัน ไม่ให้เกิดการรบกวนกัน



รองอธิบดีกรมศิลปากรกล่าวว่า แผนแม่บทดังกล่าวจะกำหนดเขตที่ตั้งของส่วนประกอบสำคัญของวัด 4 ส่วน ได้แก่ 1.เขตพุทธาวาส 2.เขตสังฆาวาส จำเป็นจะต้องจัดการให้เกิดความสงบและลดการรบกวนจากภายนอกให้มากที่สุด 3.เขตของแม่ชี 4.เขตบริการนักท่องเที่ยว จะต้องพัฒนาระบบเข้าถึงให้เกิดความสะดวก โดยจัดให้มีศูนย์บริการต้อนรับ และพิพิธภัณฑ์ประจำแหล่ง หรือศูนย์ข้อมูลประวัติศาสตร์ รวมทั้งจัดโซนร้านอาหารและร้านจำหน่ายของที่ระลึกให้เป็นระเบียบ และปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์และสิ่งแวดล้อมด้านสถาปัตยกรรม ผังเมือง ระบบการสัญจร และการจัดองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมสำหรับอาคารและชุมชนรอบข้างให้กลมกลืนเข้ากับสภาพความเป็นเมืองประวัติศาสตร์ หลังจากการบูรณะจะทำให้วัดใหญ่ชัยมงคล อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ และเป็นสถานที่สำหรับชาวไทยทั้งหลาย ที่จะไปทำบุญและท่องเที่ยวได้ในคราวเดียวกัน



ปัจจุบันวัดใหญ่ชัยมงคล มี พระครูพิสุทธิ์บุญสาร ( แก่น ปุญฺญสมฺปนฺโน ) เป็นเจ้าอาวาส พระมหาสำรอง ชยธมฺโม และ พระมหาบรรณ์ ปญฺญาธโร เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส แม่ชีสมจิต ควรเลี้่ยง เป็นหัวหน้าสำนักแม่ชีวัดใหญชัยมงคล มีพระภิกษุจำพรรษาประมาณ ๔๐ รูป แม่ชีประมาณ ๖๐ คน

TraveLAround


ปล. ตอนนี้ผมเขียนบล็อกมาได้กว่า 430 เรื่องแล้ว ล้วนเป็นสาระน่ารู้ต่างๆ ท่านที่เข้ามาชมบล็อกใหม่ ผมได้จัดทำเป็นสารบัญ แบบหนังสือให้ดูหัวเรื่องได้ง่ายที่ group :
นานา สาระ๑๐๐๐

ส่วนเรื่องเกี่ยวกับบ้านและการตกแต่ง รวมรวมแยกไว้ในหมวด Home Lover’s Corner สามารถคลิ๊กที่ ลิงค์ด้านบนได้เลยครับ

เรียบเรียงจาก
//www.watyaichaimongkol.net/
ข่าวสดรายวัน
//www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TURObFpIVXdNakV6TVRJMU1BPT0=§ionid=TURNeE5RPT0=&day=TWpBd055MHhNaTB4TXc9PQ==
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช วัดใหญ่ชัยมงคล, เพิ่มศักดิ์ วรรยางกูร เรียบเรียง, อัมรินทร์พรินติ้ง แอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), พิมพ์ครั้งที่ ๑, ๒๕๔๘, หน้า ๑๓๐-๑๓๗




 

Create Date : 04 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 19 กรกฎาคม 2551 11:52:54 น.
Counter : 4453 Pageviews.  

"โบสถ์สเตนเลส" หนึ่งเดียวในโลก

"โบสถ์สเตนเลส" หนึ่งเดียวในโลก
วัดปากลำขาแข้ง
เขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี


โบสถ์ที่สร้างใหม่ ที่โด่งดังที่สุดในปัจจุบัน เห็นจะไม่มีที่ไหน สวยงาม วิจิตรพิสดารเกินกว่า โบสถ์ประดับกระจกที่วัดร่องขุ่น โดยอ.เฉลิมชัย ไปได้ และก็โด่งดัง จนกลบกระแส บดบังรัศมีของวัดอื่นๆไปหมด เพราะวัดอื่นๆนั้น เขาก็สร้างโบสถ์รูปแบบดั้งเดิม เหมือนๆกันหมด จึงไม่แปลกอะไร







ที่เห็นจะมีพอเทียบได้ในตอนนี้ ก็ต้องโบสถ์ที่นี่เลยครับ โบสถ์สเตนเลสที่วัดปากลำขาแข้ง อยู่ที่แยกทางน้ำเข้าห้วยขาแข้ง ตอนบนสุดของเขื่อนศรีนครินทร์ เพราะมีเรื่องและรูป โพสลงในอินเตอร์เนทของฝรั่ง ว่าเป็น steel church แห่งเดียวในโลกทีเดียว








โบสถ์สเตนเลสหลังนี้ใช้งบประมาณการสร้าง 6 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่ประชาชนร่วมกันทำบุญเทิดพระเกียรติแด่ในหลวง เนื่องในพระชนมายุ 72 พรรษา โดยโรงงานทวีคูณซัพพลาย บ้านโป่ง ราชบุรี ที่มี คุณอุทัย เสียงแจ่มเป็นเจ้าของกิจการ งานที่สร้างขึ้นนี้ใช้แรงงานเคาะขึ้นรูปเกือบทั้งหมด จากโรงงาน ยกเว้นลอนหลังคาจะมีเครื่องรีด ส่วนเสาจะใช้เครื่องม้วนแผ่นสเตนเลสแล้วนำมาเชื่อมต่อกัน






โดยงานทั้งหมดนี้ ทางสมาคมสเตนเลสแห่งประเทศไทย ให้การสนับสนุน พร้อมทั้งโรงงาน THAINOX ซึ่งเป็นโรงงานผลิตสเตนเลสอันดับหนึ่งของเมืองไทยด้วยครับ









เห็นครั้งแรก อาจจะคิดว่า เป็นสเตนเลสเงางามอย่างนี้ พระจะไม่ร้อนแย่หรือ? อย่าได้ห่วงเลยครับ ตัวโบสถ์ ทำโครงเป็นสเตนเลส ใช้สเตนเลสแผ่นปะทั้งด้านใน และด้านนอก แต่อัดฉนวนไว้ตรงกลาง ทำให้กันความร้อนได้ดี พื้นเป็นแกรนิต ภายในก็ไม่ร้อน ผิดคาดเลยทีเดียว





เห็นรูปถ่ายยามค่ำแล้ว ผมว่าสวยงาม ไม่เป็นรองใครเลยนะครับ


TraveLAround


ปล. ตอนนี้ผมเขียนบล็อกมาได้กว่า 420 เรื่องแล้ว ล้วนเป็นสาระน่ารู้ต่างๆ ท่านที่เข้ามาชมบล็อกใหม่ ผมได้จัดทำเป็นสารบัญ แบบหนังสือให้ดูหัวเรื่องได้ง่ายที่ group :
นานา สาระ๑๐๐๐

ส่วนเรื่องเกี่ยวกับบ้านและการตกแต่ง รวมรวมแยกไว้ในหมวด Home Lover’s Corner สามารถคลิ๊กที่ ลิงค์ด้านบนได้เลยครับ




 

Create Date : 02 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 19 กรกฎาคม 2551 11:52:15 น.
Counter : 938 Pageviews.  


travelaround
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 162 คน [?]





ยินดีต้อนรับทุกท่านที่แวะเข้ามาชม blog มีข้อคิดเห็น เชิญ comment มาได้นะครับ ถ้าตอบได้ จะตอบให้ทันทีครับ แต่ถ้าไม่ทราบ ต้องขอเวลา จะค้นคว้ามาให้อ่านกัน ท่านที่จะถามคำถาม หรือติดต่อเรื่องบทความ ได้ทาง Email :- d_sign_place@yahoo.com ครับ


เรื่องต่างๆที่ผมได้เขียนหรือรวบรวม เรียบเรียงมานี้ ยินดีให้ทุกท่านได้อ่านเป็นวิทยาทานและเพื่อการศึกษา ถ้าจะนำไปโพสต่อใน website สาธารณะ หรือ website อื่นใดที่ไม่ใช่ทางพาณิชย์ กรุณาระบุที่มา คือ http://www.travelaround.bloggang.com และนามปากกาผู้เขียนคือ TraveLArounD ด้วย

แต่ขอสงวนสิทธิ์สำหรับการนำไปใช้ ในเชิงพาณิชย์ หรือโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง จะถูกดำเนินคดี ตามกฏหมายลิขสิทธิ์

ส่วนบทความหรือภาพถ่ายใดๆ ที่ได้นำมาจาก website อื่น เพื่อเป็นข้อมูลประกอบเรื่องนั้นๆ เป็นการถ่ายทอดจากวิจารณญาณแล้วว่า มีความถูกต้องเป็นจริง มากที่สุด และได้นำมาจาก website ที่เป็นสาธารณะ ถ้าเรื่องราวหรือภาพของท่านที่ได้นำมาถ่ายทอดนี้ ไปละเมิดลิขสิทธิ์ของท่าน กรุณาแจ้งมาทาง email :– nana_sara1000@ymail.com ผมจะทำการลบข้อมูลหรือภาพที่ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าว ออกทันที

Acknowledges that I try to write or report accurately but postings may contain fact , speculation or rumor. I find images from the Web that are believed to belong in the public domain. If any stories or images that appear on the site are in violation of copyright law, please email to :- nana_sara1000@ymail.com and I will remove the offending information as soon as possible.


counter start from 23-04-2008
Website counter
: Users Online









ที่ดินเชียงใหม่ ทางไปแม่ริม ใกล้ศาลากลาง และสนามกีฬา 700 ปี ติดน้ำปิง ในหมู่บ้านเพชรริมปิง พื้นที่ 667 ตารางวา @ 14,000.- บาท สภาพแวดล้อมดี สนใจติดต่อ โทร. 0859559950



DESIGN PLACE CO.,LTD. รับออกแบบ และตกแต่งภายใน บ้านพักอาศัย ในแบบไทย และไทยร่วมสมัย



มรดก ฉบับที่ 1

มรดก ฉบับที่ 2

มรดก ฉบับที่ 3

มรดก ฉบับที่ 4

มรดก ฉบับที่ 5

มรดก ฉบับที่ 6

มรดก ฉบับที่ 7

ช่วยสนับสนุนการจัดทำ BLOG ด้วยการซื้อหนังสือ "มรดก" 1ชุด 7เล่ม (หนังสือเก่า) ในราคาชุดละ 700 บาท (รวมค่าส่งทางไปรษณีย์)

สนใจสั่งซื้อทาง E-mail :- nana_sara1000@ymail.com



New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add travelaround's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.