"ความสามัคคีปรองดอง เป็นกำลังอย่างสูงสุดของชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ความสามัคคีของคนในชาติ จะทำให้บ้านเมืองผ่านพ้นอุปสรรค และทำให้สังคมไทย ร่มเย็นเป็นสุข" พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
สนใจลงโฆษณา ในพื้นที่ข้างบน ติดต่อ email : nana_sara1000@ymail.com
Home Lover’s Corner นานา สาระ๑๐๐๐ นานา สารพัด พระพุทธประวัติ ภาคพิเศษ
Travel Around the World Real Estate Buyer's Guide สุขภาพกาย สุขภาพใจ Pets & Animals
ปางพระพุทธรูปตามพุทธประวัติ Horoscope 12 ราศี พระพุทธศาสนา World of Beautiful Musics

มหกรรมดนตรี แห่งยุค : Glastonbury Festival 2009

มหกรรมดนตรี แห่งยุค : Glastonbury Festival 2009


Glastonbury Festival of Contemporary Performing Arts
สถานที่ : Worthy Farm , Pilton , Somerset , UK
จัดขึ้นเมื่อ วันที่ 24 มิ.ย. ถึง 28 มิ.ย. 2009


เป็นมหกรรมดนตรี ที่รวบรวมผลงานเพลงต่างๆ ทั้ง Contemporary rock และ pop และการแสดง ที่หลากหลาย ไว้ในสถานที่เดียวกัน มากที่สุด นับวงดนตรีรวมกว่า 80 วง นักดนตรี กว่า 700 คน เลยทีเดียว





มหกรรมดนตรีนี้ มีประวัติเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1970 หลังจากที่ Jimi Hendrix เสียชีวิต จึงมีการจัดงานขึ้น โดยมีผู้ชมในครั้งนั้นเพียง 1500 คน ตั๋วเข้าชม ราคา 1 ปอนด์ (แถมนมสดอีก 1ขวด) ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ Michael Eavis จัดงานนี้ต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน ที่ตั๋วมีราคาถึง 175 ปอนด์ และต้องทำการจองล่วงหน้าทางอินเตอร์เนท พร้อมภาพถ่ายและประวัติ และจำนวนตั๋วที่จำกัดอยู่ที่ 150,000 ใบ ก็ขายได้ถึง 90 % ในเวลาอันรวดเร็ว มหกรรมนี้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และจะเว้นไปครั้งหนึ่งเมื่อครบทุกๆ 5 ปี



























กลาสตันเบอรี หรือ glasto เป็นมหกรรมดนตรีใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเทศกาลดนตรี และศิลปะการแสดงที่สุดในโลก ที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดสำหรับเทศกาลดนตรีร่วมสมัย ที่ประกอบด้วย การเต้นรำ การแสดงตลกขบขัน ละครเวที และศิลปะอีกหลายแขนง บนพื้นที่จัดงานกว่า 900 ไร่

































การที่ Michael Eavis สามารถจัดงานใหญ่มหึมาเช่นนี้ได้ ก็เพราะการที่งานมีวัตถุประสงค์ในการรณรงค์ เรื่องสภาพแวดล้อม และบริจาคเงินรายได้ ให้กับองค์กรกุศลต่างๆ คือ ออกซ์แฟม กรีนพีซ และ wateraid ซึ่งได้ระดมคนมาเป็นอาสาสมัครช่วยทำงานนี้


อีกทั้งการใช้สถานที่ในเมือง Pilton นี้ ในปีแรกๆได้สร้างปัญหาขึ้นมาก เพราะชุมชนและสภาพแวดล้อม ได้รับผลกระทบจากฝูงชนจำนวนมาก ที่ควบคุมไม่ได้ (บางปีมีผู้เข้าร่วมงานถึง 250,000 คน) แต่ก็ได้รับการแก้ไข ปรับปรุงอยู่ตลอดมา จนต้องมีการจัดเงินเอแก้ไขและสนับสนุนการพัฒนาท้องถิ่น ในด้านต่างๆ ให้กับเมืองและชุมชน จนได้รับการยอมรับ และสนับสนุนอย่างดี ทุ่งโล่งของ Worthy Farm ที่จัดงาน มีลักษณะเป็นเนินเตี้ยๆ หลายๆเนิน ทำให้แบ่งเวที การแสดงออก ได้เป็นบริเวณ ได้ง่ายๆ ตามภูมิประเทศ








































นอกจากปัญหาการควบคุมฝูงชน และการไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม หรือรบกวนชุมชนแล้ว ปัญหาหลักของงานที่เกิดขึ้นเสมอ คือพายุฝนฟ้าคะนอง ที่ถล่มใส่งาน ทำให้ทุ่งหญ้ากลายเป็นทะเลโคลน จนงานเละเทะอยู่เสมอ ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้ ต้องอาศัยดวงเท่านั้น (แต่เจอพี่ไทยเข้า จะรู้ว่าปัญหานี้ แก้ได้ง่ายๆ เพียงแค่หาสาวพรหมจรรย์ มาปักตะไคร้กลับหัวเท่านั้น สำเร็จกันมาเสมอ แทบทุกงานในเมืองไทย)




























ในปีนี้ ทางผู้จัด ได้เตรียมที่พัก ที่เรียกว่า Tipi หรือกระท่อมของอินเดียนแดง ให้เช่าพักในราคา 800 ปอนด์ สำหรับ 6 คน แต่ถ้าอยากประหยัด ก็ซื้อแต่ตั๋วเข้าชม แล้วเลือกกางเต็นท์เอาเอง ตามใจชอบ








































เวทีการแสดง มีมากถึง 20 เวที โดยมีเวทีหลักๆ ได้แก่ Pyramid Stage ที่มีวงดังๆ 3 วง เล่นนำ ได้แก่ Neil Young , Bruce Springsteen และ the E Street Band นอกนั้น ก็มีเวที Jazz World , Acoustic Stage , John Peel Stage , Park Stage ที่เป็นการแสดงก็มีเวที The Queen's Head , East Dance , West Dance , Avalon , The Glade , Croissant Neuf , Club Dada , Club Dada , Guardian Lounge , The Bandstand , Stonebridge Bar , Arcadia


ดูบรรยากาศแล้ว ผมว่ายิ่งใหญ่กว่า Woodstock ในอดีตมาก ถ้าไม่เจอฝนเล่นงาน ก็คงไม่เฉอะแฉะ และมันกว่านี้ มาก โดยเฉพาะระหว่างงาน มีข่าวการเสียชีวิตของ Michael Jackson ออกมา ทำให้แฟนเพลงส่วนหนึ่ง ถึงกับซึมไป และนักดนตรี หลายๆวง ก็ได้เล่นเพลงของไมเคิล เพื่อร่วมรำลีกถึงเขาด้วย

TraveLArounD



ข้อมูลจาก
//www.glastonburyfestivals.co.uk/
//www.asiaonline.com/knowledgebase/GetResource.aspx?source=wikipedia&c=1&d=1&key1=Glastonbury+Festival.htm




 

Create Date : 06 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 6 กรกฎาคม 2552 19:32:01 น.
Counter : 3330 Pageviews.  

ฟังเพลงย้อนอดีต : Concert for Bangladesh

ฟังเพลงย้อนอดีต : Concert for Bangladesh


ผมบังเอิญ เจอแผ่น sale มา 39 บาท เป็นแผ่นคู่ เลยซื้อมาฟังย้อนอดีต เป็น VCD ของงาน Concert for Bangladesh ที่นำโดย จอร์จ แฮร์ริสัน (George Harrison) ที่เป็นหัวหอกร่วมกับ Ravi Shankar (ที่สนิทสนมกันตั้งแต่สมัยร่วมชั้นเรียนในเมืองลิเวอร์พูลด้วยกัน) ได้นำบรรดาศิลปินเพลง rock ดังๆทั้งหลาย มาเล่นคอนเสริต หาเงินให้กับ UNICEF เพื่อช่วยชาวบังคลาเทศ ที่ประสบอุทกภัย

คอนเสิร์ตครั้งนี้ลงโรงกันเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 1971 ที่เมดิสัน สแคว์ การ์เดน (Madison Square Garden) นิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้รับความสำเร็จอย่างมาก แม้ว่าจำนวนผู้ชมจะไม่ถล่มทลาย แบบมหกรรมดนตรีวู๊ดสต็อค

รายชื่อศิลปิน และวงที่เข้าร่วมแสดง
The Artists
• Eric Clapton — guitars
• Bob Dylan — vocals, guitar, harmonica
• George Harrison — vocals, guitars
• Billy Preston — vocals, keyboards
• Leon Russell — bass, keyboards, vocals
• Ringo Starr — drums, vocals, tambourine
• Ravi Shankar — sitar
• Ustad Ali Akbar Khan — sarod
• Ustad Alla Rakha — tabla
• Kamala Chakravarty — tamboura

The Band
• Jesse Ed Davis — rhythm guitar
• Tom Evans — acoustic guitar
• Pete Ham — acoustic guitar
• Mike Gibbins — percussion
• Jim Keltner — drums
• Joey Molland — acoustic guitar
• Don Preston — guitars, backing vocals
• Carl Radle — bass guitar
• Klaus Voormann — bass guitar

คอนเสิร์ต เปิดเวทีนำโดยการแสดงของ ราวี ชางก้า ( Ravi Shankar) และเพื่อนๆชาวอินเดีย โชว์การเล่นซีต้า กับเพลงของอินเดีย ได้รับเสียงปรบมือกันพอสมควร


จากนั้น จอร์จ แฮร์ริสัน ก็ขึ้นมาโชว์เพลง เป็นตัวหลัก สลับกับคนอื่นๆ เช่น Eric Clapton ที่ดูตอนหนุ่มๆ ก็หล่อเหลาไม่แพ้ใคร จอร์จ เล่นเพลงสลับไปเรื่อยๆ เริ่มด้วย My sweet lord It don’t come easy While my guitar gentle weeps , Here comes the sun และ something และปิดท้ายด้วยเพลง Bangladesh ที่แต่งมาเฉพาะงานนี้









อีริค แคลพตัน (Eric Clapton) มือกีตาร์ชั้นเทพ ที่ขณะนั้หลบหน้าหลบตาไปเลิกยา เพราะในช่วงนั้น ป๋าหริค แกติดยาเสพติดประเภทหลอนประสาทงอมแงม จนเล่นกีตาร์ไม่เป็นเพลง แม้ก่อนหน้างานจะเริ่มสองวัน ตัวเขาเองยังได้โทรศัพท์มาหา จอร์จ เพื่อบอกเลิกการเป็นมือกีตาร์นำของคอนเสิร์ตนี้ เพราะตัวเขาทิ้งกีตาร์ไปอดยาหลายปี จนขาดความมั่นใจที่จะเล่นกีตาร์อีกต่อไป แต่จอร์จ แฮร์ริสัน ก็ช่วยปลอบใจ และให้กำลังใจในการหวลกลับมาเล่นกีตาร์อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคติว่า “ชาติเสือต้องไว้ลาย ชาติชายต้องไว้ชื่อ” ก็ยังใช้ได้ เพราะแม้ว่าป๋าหริคจะเลิกราจากการเล่นกีตาร์ไปเป็นแรมปี แต่พอฉวยกีตาร์ขึ้นสะพายบ่า อะไรๆมันก็ไหลลื่น แทบจะหลับตาเล่นได้


Pete Ham แห่ง bad finger ที่ล่วงลับ ที่ทางเดอะ บีทเติลส์ หมายมั่นปั้นมือ จะให้เป็นตัวตายตัวแทนของตัวเอง เพราะเป็นวงดนตรีในสังกัด Apple Records ของเดอะ บีทเติลส์ สำหรับงานนี้แบดฟิงเกอร์ รับหน้าที่เป็นวงแบ็คอัพในส่วนของเครื่องดนตรีอคูสติค










ลีออน รัสเซลล์ Leon Russell เป็นนักร้องและมือเปียโนสายคันทรี่ ร็อค เป็นอีกคนหนึ่งที่ถูกชักชวนให้มาร่วมเล่นในงานนี้ ร้องเพลง Jumpin’ Jack Flash ที่มีการร้องคล้ายพูด ที่ผมว่าน่าจะเป็นเพลงด้น ที่มีมาก่อนเพลงแรปสมัยนี้









Bod Dylan “พี่ใหญ่” ของเพลงสันติภาพ ร้อง 4 เพลงรวด มีเพลง Blowing in the wind ที่ชอบอยู่เพลงเดียว นอกนั้นเฉยๆ Bod Dylan เป็นคนหนึ่งในนักร้องชั้นนำไม่กี่คน ที่ผมเฉยๆ หรือไม่ปลื้มเท่าไร แต่ร้องเยอะกว่าเพื่อน











แม้แผ่นอัดมาแต่เดิมภาพชัด แต่ไม่ค่อยคม เมื่อเล่นกับจอ LCD ของปัจจุบัน
ระบบเสียงก็ ไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าที่ควร แต่คุ้มครับ ย้อนอดีตแค่ 39 บาท


DJ-DON-JD




 

Create Date : 06 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 6 กรกฎาคม 2552 16:09:59 น.
Counter : 464 Pageviews.  

เอลวิส เพรสลีย์ ราชาแห่งร็อคแอนด์โรลล์ กับเพลง Can't Help Falling in Love

เอลวิส เพรสลีย์ ราชาแห่งร็อคแอนด์โรลล์


เพลง Can't Help Falling in Love

CLICK : Can't Help Falling in Love



ถึงแม้ว่า กาลเวลาจะล่วงเลยผ่านไปกว่า 30 ปีแล้ว แต่ชื่อของ เอลวิส เพรสลีย์ ก็ยังไม่ได้เลือนหายไปจากความทรงจำของคนทั่วโลก ก็คงเป็นเพราะมนต์เพลงอันอมตะของเขานั่นเอง ที่ยังคงบรรเลงต่อเนื่องอย่างไม่มีวันหยุด ยอดขายแผ่นเสียง เทป ซีดี ก็ยังขายได้ในอันดับต้นๆมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่า ตัวเอลวิสเอง ได้ล่วงลับไปกว่า 30 ปีแล้ว และก็คงอีกนาน กว่าที่จะมีใครซักคน ที่จะมาโค่นบัลลังก์ของเขา เอลวิส เพรสลีย์ ที่เป็นที่รู้จักกันในฉายา ราชาแห่งร็อคแอนด์โรลล์ หรือ เดอะ คิง

































เอลวิส เพรสลีย์ (Elvis Presley) เกิดเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2478 ณ เมือง ทูเพอโล (Tupelo) มลรัฐมิสซิสซิปปี้ ประเทศสหรัฐอเมริกา มีชื่อจริงว่า เอลวิส แอรอน เพรสลีย์ (Elvis Aaron Presley) เอลวิสได้รับอิทธิพลการร้องเพลงมาจากการร่วมกิจกรรมในโบสถ์ และบรรดานักร้องเพลงบลูส์ชาวนิโกร ที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง เขาเริ่มเข้าประกวดการร้องเพลงเมื่ออายุเพียง 10 ขวบ ในงาน Mississippi Fair












เมื่อเอลวิสมีอายุได้เพียง 13 ปี ครอบครัวของเขาก็ย้ายไปอยู่ทางตอนเหนือของเมืองเมมฟิส รัฐเทนเนสซีในปี พ.ศ. 2496 เอลวิส ขณะที่ทำงานเป็นคนงานใน Parker Machinists Shop เขาเข้าไปใน Memphis Recording Service ช่วงพักกลางวันเพื่ออัดเสียง เป็นของขวัญย้อนหลังให้แม่ของเขาด้วย เพลง " My Happiness" และ " That's When Your Heartaches Begin" ขณะที่ แซม ฟิลลิปส์ เจ้าของร้านและเจ้าของบริษัทแผ่นเสียง SUN กำลังหาหนุ่มผิวขาวร้องเพลงอาร์แอนด์บีอยู่พอดี และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเอลวิส
































เอลวิสเข้าสังกัด Sun Records และฟอร์มวง Million Dollar Quartet ซึ่งเป็นวงดนตรีสี่คน ประกอบไปด้วย Jerry Lee Lewis, Carl Perkins, Johnny Cash และ ตัวเขา พอถึงปี 2498 เอลวิสก็ได้อัดเพลง 5 เพลง ให้กับ Sun Records และเริ่มดังในแถบทางใต้ เขาต้องการผู้จัดการคนใหม่ และได้ผู้พันทอม ปาร์คเกอร์ คนที่รู้จักการตลาดเป็นอย่างดี มาเป็นผู้จัดการ ปาร์คเกอร์ก็ได้ออกโฆษณาเพื่อหวังให้วงดังกระฉ่อนไปทั่วอเมริกา เขาเซ็นสัญญากับบริษัท RCA ในปีพ.ศ.2498 มีเพลงที่กลายเป็นแผ่นเสียงแผ่นแรกของเอลวิส ที่มียอดขายเกินกว่า 1 ล้านแผ่น เอลวิสมีเพลงฮิตเพลงแรกคือ “Heartbreak Hotel” ที่ขึ้นสู่อันดับหนึ่งในเดือนเมษายน 2499 นอกจากความสามารถที่ในด้านการร้องเพลงนั้น เอลวิสยังเป็นนักแสดงที่ได้รับความนิยมมาก ผลงานการแสดงภาพยนตร์จากเรื่อง “Love Me Tender” เมื่อเขาก้าวสู่วงการภาพยนตร์ในปี พ.ศ. 2499 ทำให้เขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ช่วงเวลานี้เองที่เอลวิสโด่งดังสุดขีด จนยากที่จะหาใครเปรียบเทียบได้ เพราะเพลงของเอลวิส มีลักษณะพิเศษ จนทำให้หนุ่มสาวในยุคนั้นพากันคลั่งไคล้ นั่นก็คือลักษณะการร้องและการเต้นที่เรียกว่า Rock & Roll หรือโยกและคลึง ที่เอลวิสแสดงออก ในขณะที่ยังไม่มีนักร้องใด ทำได้อย่างนั้น ซึ่งยังเป็นการท้าทายค่านิยมของคนอเมริกันหัวอนุรักษ์นิยมในสมัยนั้นอีกด้วย นับว่าลีลาการร้องและการเต้น รวมถึงการแต่งกายของ เอลวิส นั้น มีเอกลักษณ์โดดเด่นนำสมัย ที่ไม่ซ้ำใคร จนถึงในปัจจุบันนี้ก็ยังคงมีการประกวดร้องเพลง การเต้น และการแต่งกายในสไตล์ เอลวิส กันจนเป็นประเพณีของหลายประเทศ หนึ่งในนั้นก็รวมถึงประเทศไทยด้วย

















































แต่ในขณะที่มีชื่อเสียงโด่งดังสุดขีดนี้เอง เอลวิสก็ได้พักงานเพลงของเขา เพื่อไปเป็นทหารเกณฑ์ในปี พ.ศ. 2501 โดยเข้ารับราชการเป็นพลขับของกองทัพบก ประจำการในหน่วยยานเกราะที่ประเทศเยอรมนี เป็นเวลา 2 ปี ภายหลังจากปลดประจำการ เอลวิสก็กลับเข้าสู่วงการอีกครั้ง และได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นกว่าเดิม ภาพของหนุ่มอเมริกันที่ไปรับใช้ชาติ ขณะที่มีชื่อเสียงนั้น ยิ่งทำให้ภาพพจน์ของเขา เป็นที่ชื่นชมจากแฟนเพลงมากขึ้นไปอีก ดังนั้นภาพของทหารหนุ่มในอัลบั้มเพลงในภาพยนตร์เรื่อง GI Blues จึงทำให้ อัลบั้มนี้ก้าวขึ้นสู่อันดับหนึ่งของบิลบอร์ด และครองอันดับหนึ่งเป็นเวลานานถึง 10 สัปดาห์ติดต่อกัน และช่วงนี้เอง เป็นช่วงที่เอลวิสประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดทั้งภาพยนตร์ ทั้งเพลงที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ต่างได้รับความนิยมจากแฟนๆเป็นอย่างดี ในปี พ.ศ. 2510 เอลวิสได้ออกอัลบั้มเพลงกอสเปล ชุดที่สองซึ่งมีชื่อว่า How Great Thou Art และอัลบั้มนี้เองที่ทำให้เขาได้รับรางวัลแกรมมี่เป็นครั้งแรก













ในปี พ.ศ. 2512 เอลวิสได้รับการจองตัวให้ไปเปิดการแสดงที่โรงแรม International ที่เมืองลาสเวกัส ซึ่งเป็นโรงแรมที่เพิ่งสร้างเสร็จ และมีห้องประชุมที่ใหญ่ที่สุดในเมือง โดยเขาได้เปิดการแสดงถึง 57 รอบ ภายในระยะเวลาเพียง 4 สัปดาห์ และการแสดงในครั้งนี้ก็มีผู้เข้าชมมากเป็นประวัติการณ์ หลังจากนั้นเขาก็ได้เปิดการแสดงในที่ต่างๆ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากทุกครั้ง

























































เอลวิสมีจำนวนเพลงที่ขึ้นอันดับ 1 เป็นที่สองรองจากวง เดอะ บีทเทิ่ลส์ ตามข้อมูลของ Recording Industry Association of America จำนวนยอดขายอัลบั้มของเขา (117.5 ล้าน) เป็นศิลปินที่ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำขาว มากที่สุด (25 อัลบั้ม 27 ซิงเกิล ) และเอลวิสมีอัลบั้มที่ได้รับ รางวัลแผ่นเสียงทองคำมากที่สุด (97 อัลบั้ม)


ในช่วงปี พ.ศ. 2516 เอลวิสประสบปัญหาเรื่องสุขภาพ เคยถูกนำส่งโรงพยาบาลด้วยโรคปอดบวม โรคเยื้อหุ้มปอดอักเสบ โรคลำไส้ใหญ่อักเสบ นอกจากต้องต่อสู้กับโรคที่เจ็บป่วยสะสมมาเป็นระยะเวลานานแล้ว เขายังต่อสู้กับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กระนั้นเขาก็ยังตระเวนเปิดการแสดงตามคำเรียกร้องของแฟนเพลงตามเมืองต่างๆอยู่เสมอ จึงทำให้ไม่ได้ดูแลสุขภาพของตัวเองเท่าที่ควร











ในวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2520 หลังเที่ยงคืนที่คฤหาสน์เกรสแลนด์ แฟนสาวของเอลวิสก็พบว่า เขาล้มในห้องน้ำ และเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ด้วยวัยเพียง 42 ปี และข่าวการตายของเอลวิสก็ช็อกแฟนเพลงทั่วโลก เอลวิส เป็นตำนานของคนสู้ชีวิตที่ดิ้นรนพ้นความยากจน สู้จนได้ดี แต่ที่เราจะปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดนั้น ไม่ใช่ความขยันหรืออดทนอย่างคนทั่วไป แต่เพราะพรสวรรค์ของเขา ที่เหนือนักร้องอื่นๆในยุคเดียวกัน ประกอบกับรูปร่างหน้าตา ที่เป็นต้นแบบความหล่อของผู้ชายทั้งโลก การแหวกกระแสด้วยการเป็นคนผิวขาวที่นำเพลงคนดำมาสู่ตลาดเพลงกระแสหลัก ทั้งยังเป็นต้นแบบของผู้ชายที่ดูนุ่มนวลอ่อนโยน นักชาตินิยม












แต่ดาวก็ดับแสงตั้งแต่อายุยังน้อย ผู้ที่ถูกชื่อเสียงและเงินทองผลักไสให้เข้าสู่วังวนการใช้ยาเสพติดและภาวะซึมเศร้าหดหู่ ทำให้เขาประสบปัญหาเรื่องสุขภาพอย่างมาก จนเป็นสาเหตุให้อายุสั้น ในวัยเพียงแค่ 42 ปี บ้านของเอลวิสกลายเป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ของประเทศ การไปรษณีย์อเมริกา พิมพ์แสตมป์รำลึกเอลวิส ออกมาจำหน่ายแล้วกว่า 500 ล้านดวง มีชมรมแฟนคลับใน 45 ประเทศทั่วโลก และมีคนที่เลียนแบบเอลวิสกว่า 85,000 คน ทุกปีมีคนเดินทางไปเคารพหลุมศพ ปีละ 600,000 คน และก็ไม่ได้ลดน้อยลงไปเลยในแต่ละปี


TraveLArounD



ปล. ท่านที่เพิ่งเข้ามาชมบล็อกใหม่ ผมได้จัดทำเป็นสารบัญ แบบหนังสือให้ค้นดูหัวเรื่องได้ง่ายที่ group : นานา สาระ๑๐๐๐ เพราะเรื่องต่างๆ เขียนไว้ 1300 เรื่องแล้ว

ส่วนท่านที่ชอบเพลง background ผมได้รวบรวมเพลงไพเราะ เพลงรัก romantic และเพลงซึ้งๆ ที่หาฟังได้ยากในสมัยนี้ ไว้หลายชุด สนใจ email ติดต่อมาได้ครับที่ nana_sara1000@ymail.com

หลังจากที่ home’s lover club ที่ ning.com ต้องปิดลงไปเพราะเขาคิดค่าใช้จ่าย จึงจำต้องย้ายที่ ตอนนี้ผมเริ่มรวบรวมภาพต่างๆ ที่เกี่ยวกับการตกแต่งบ้าน การจัดสวน และที่ยังไม่ได้เอามาเขียน มารวบรวมไว้ที่ facebook ถ้าใครสนใจก็เข้าไปดูได้นะครับ ที่ //www.facebook.com/reqs.php#!/nanasara1000?v=photos

หมายเหตุ : ขณะได้มี website อื่นๆหลาย website ได้นำเอาเรื่องที่ผมเขียนไว้ ไปลงต่อในลักษณะของเนื้อหา โดยไม่ได้รับอนุญาตใดๆ ถ้าต้องการบทความใดไปใช้ ขอให้ติดต่อขออนุญาต ก่อนทาง Email : nana_sara1000@ymail.com มิฉะนั้น จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายลิขสิทธิ์

ส่วนผู้ที่ต้องการนำเรื่องไปโพสต่อ เพื่อเผยแพร่ โดยมิใช่ทางการค้า ขอให้ติดต่อขออนุญาตให้ถูกต้องก่อนโพส

ข้อมูลเเละภาพประกอบส่วนหนึ่งจาก
คลังปัญญาไทย
//www.panyathai.or.th/wiki/index.php
และ ข่าวสด




 

Create Date : 23 มิถุนายน 2551    
Last Update : 19 เมษายน 2554 20:53:21 น.
Counter : 5618 Pageviews.  

Crosby, Stills, & Nash ต้นแบบวงเพื่อชีวิต กับเพลง OHIO

Crosby, Stills, & Nash ต้นแบบวงเพื่อชีวิต กับเพลง OHIO


CLICK : OHIO


Crosby, Stills, & Nash เป็นชื่อแรกเริ่มของวงเมื่อเริ่มก่อตั้ง แต่มาเพิ่ม Neil Young เข้าอีกคนหนึ่งก็กลายเป็น Crosby, Stills, Nash, & Young ในภายหลัง เพลงของวงนี้ มีเนื้อหาและทำนองที่เป็นต้นฉบับของเพลงเพื่อชีวิตของเมืองไทย เพราะเขาทำในช่วงที่มีการรณรงค์ต่อต้านสงครามเวียตนาม มีการเรียกร้องสันติภาพ และอิสระภาพ ในกลุ่มปัญญาชน และวัยรุ่น ที่รักสงบ พวกที่หันหลังให้กับฝ่ายปกครอง ก็เลยหนีไปใช้ชีวิตแบบอิสระ ที่เรียกว่าพวกฮิปปี้นั่นเอง (ไม่ได้หนีเข้าป่าอย่างของเรา) มีวงดนตรีร็อค อีกหลายๆวง ทำเพลงเนื้อหาเช่นนี้เหมือนกัน แต่แนวเพลงก็ต่างกันออกไป ตามสไตล์ของเขา



สำหรับวง Crosby, Stills, & Nash จะมีลักษณะของการประสานเสียงร้องมากกว่าการเน้นที่เครื่องดนตรี เช่นกีต้าร์ไฟฟ้า เหมือนกับวงร็อคอื่นๆ และเนื้อเพลงก็แต่งอย่างไพเราะ กลมกลืน เทียบได้กับบทกวี ทีเดียว เพลงจึงออกไปค่อนข้างนุ่มนวล ในแบบ folk rock หรือ country-rock มากกว่า และถือเป็นยุคเปลี่ยนผ่านของดนตรีร็อคในยุคนั้น ทั้งแนวเพลงและเครื่องดนตรี ที่เริ่มใช้กีต้าร์ไฟฟ้า แทนกีต้าร์โปร่ง งานที่เขามีส่วนร่วมและสร้างชื่อเสียงให้พวกเขามากที่สุด ก็คืองาน Woodstock ที่เป็นตำนานของเหล่าบุพผาชนนั่นเอง



วง Crosby, Stills, & Nash นั้น เป็นการรวมตัวกันของนักดนตรีจาก 3 วงดังคือ Buffalo Springfield, the Byrds, และ the Hollies คนที่ฟังเพลงของเขาแล้วชอบ ก็ต้องตามไปฟังของ 3 วงนี้ด้วย โดยเฉพาะ the Byrds นี่ จะมีแนวเพลงคล้ายกันมากที่สุด และเป็นวงที่ได้รับความนิยมในอเมริกามาก พอที่จะแข่งรัศมีกับวงจากอังกฤษ อย่าง The Beatles ได้ในยุค 1960s ถึง 1970s การที่วงดัง 3 วงมีปัญหาพร้อมๆกันจึงเป็นจังหวะที่ทำให้ทุกคน มารวมกันได้แบบบังเอิญปนดวง (ถ้าเล่ารายละเอียดจะยืดยาวน่าเบื่อเลยเชียว)



ที่น่าสนใจคือชื่อของวงมากกว่า การที่เขาใช้ชื่อสกุลของแต่ละคนมาตั้งเป็นชื่อวงนั้น เขามีเหตุผลในแง่ของความเปลี่ยนแปลง และธุรกิจ (คิดรอบคอบน่าดู !!!) ถ้าเกิดอะไรขึ้น หรือใครออกไป ชื่อวงก็จำเป็นต้องเปลี่ยนหรือยกเลิกไป ไม่มีใครมั่วจะเอาไปใช้ได้ (อย่างเช่นวง Badfinger ที่สุดท้ายไม่มีผู้ก่อตั้ง เหลืออยู่เลย) จะเห็นได้จากการออกผลงาน ที่ไม่ค่อยออกในชื่อวง แต่เที่ยวแข่งกันออกอัลบัมเดี่ยว และคู่มากกว่า



เมื่อรวมวงกันได้แล้ว ก็ได้ฤกษ์ออก อัลบัมแผ่นแรก Crosby, Stills, & Nash ตามชื่อของวง ในปี 1969 และก็ดังติดอันดับเลยทันที หลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้ Neil Young เข้ามาร่วมวงอีกคน กลายเป็น Crosby, Stills, Nash, & Young แต่ Neil Young ก็ยังมี option อีกเพราะเขายังมีวง back up ของเขาเองเช่นกัน คือ Crazy Horse เลยกลายเป็นวงซ้อนวงไป แล้วแต่จะเลือกเอาแบบไหน แต่ก็ถือว่ามีความยืดหยุ่นกันดี อีกทั้งก็สร้างความโดดเด่นของวงเพิ่มมากขึ้น เพราะ Neil Young เองมีลูกเล่น ลูกบ้า เยอะกว่าเพื่อน คนอื่นๆค่อนข้างจะดูเรียบร้อยเกินไป โดยเฉพาะกับการออกทัวร์คอนเสริต ที่คนต้องการดู performance ไปพร้อมกับดนตรีที่ไพเราะ



และด้วยความสามารถของ Neil Young นี่เองที่ทำให้ อัลบัมแรกของทั้งสี่คน Déjà Vu ติดอันดับสูงสุดพร้อมเพลงฮิต 3 เพลงรวด และภายหลังจากข่าวการใช้กำลังทหารเข้าปราบนักศึกษาที่ Kent State University ทำให้นักศึกษาหนุ่มสาวเสียชีวิต 4 คน จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ Neil Young แต่งเพลง Ohio อันโด่งดังออกมา (นี่เป็นเพลงที่น้าแอ๊ด คาราบาวนำมาดัดแปลงเป็นเพลงของคาราบาวจนโด่งดังไปทั่วเมืองไทยเช่นกัน)

วงนี้เขาอยู่กันแบบแปลกๆนะ พอเริ่มดัง ต่างคนก็ต่างออกอัลบัมเดี่ยวของตัวเอง แต่ของ Neil Young ชุด After the Gold Rush ดูจะประสบความสำเร็จมากกว่าเพื่อน (ผมเองก็ชอบชุดนี้มากเช่นกัน เมื่อก่อนนั้น หาซื้อเทปชุดนี้ยากชะมัด และห้ามให้ใครยืมเลย ให้ยืมเมื่อไร เตรียมไปหาซื้อใหม่ได้เมื่อนั้น) และก็ตามมาติดๆด้วยเพลงฮิต “Heart of Gold” ของ Neil Young ในชุด Harvest ก็แรงสุดๆเช่นกัน



อาจจะเป็นเพราะแต่ละคนมีอีโก้สูงกันทุกคน และ background ของพวกเขา ก็ไม่ได้สนิทสนมแบบเป็นเพื่อนกันมาก่อน ดังนั้นการรวมวง หรือผลิตงานเพลงของพวกเขา ก็จะแตกความคิดเห็นกันอยู่ตลอด ทำให้ลดศักยภาพของวงในทางธุรกิจเพลงลงไป แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากการออกทัวร์ เขาก็ได้ออกอัลบัม So Far ออกมาได้ โดยรวมเพลงจากคอนเสริตและ studio เข้าด้วยกัน ตั้งแต่รวมวงกันมา พวกเขาทั้ง 4 ก็ขัดแย้งกันมาตลอด ต่างผลัดกันออกอัลบัมเดี่ยวบ้าง คู่บ้าง สลับกันไป และต่างคนก็ต่างมีปัญหาส่วนตัว แต่ Crosby จะหนักกว่าเพื่อน โดนจับข้อหาพี้ยา และพกอาวุธ ต้องสู้คดีกันยาวนานถึง 3 ปี สุดท้ายก็ต้องติดคุกในปี 1985



แต่เพื่อนก็อภัยให้เพื่อนได้เสมอ Young ยอมกลับมารวมวงอีกครั้ง เมื่อ Crosby ออกจากคุกเมื่อปี 1988 พวกเขาออกอัลบัม American Dream ซึ่งก็ได้รับความสำเร็จพอควร และในปี 1990 ก็มีผลงานอีก 2 ชุดคือ Live It Up และ After The Storm ซึ่งกลายเป็นยุคเสื่อมของพวกเขา (หรือของเพลงแนวเก่าก็ไม่แน่ เพราะวงเก่าอื่นๆ ก็มีสภาพคล้ายๆกัน) ต่างจากยุครุ่งเรืองของพวกเขาที่ได้รับบรรจุชื่อใน Rock and Roll Hall of Fame ตอนปี 1997



ถึงปัจจุบัน แม้ว่าแต่ละคนอายุจะมากแล้ว แต่ก็ยังมีไฟอยู่ ในปี 2006 เขายังจัดทัวร์ "Freedom of Speech" ได้อยู่ แต่ในปี 2007 คอนเสริตของพวกเขาที่ Australia และ New Zealand ก็ต้องถูกเลื่อนออกไป เพราะการป่วยของ Crosby



อย่างไรก็ตาม ความเป็นนักดนตรีของพวกเขา ก็ยังแผ่กระจายอยู่เต็มตัวและหัวใจ ไม่น้อยไปกว่าการเป็น “พวกหัวแข็ง” ของนักการเมืองอเมริกัน

TraveLArounD


เรียบเรียงจาก
//www.foxytunes.com/artist/badfinger&h=200&w=198&sz=9&hl=th
//en.wikipedia.org/wiki/Crosby%2c_Stills_%26_Nash_%28and_Young%29




 

Create Date : 23 มิถุนายน 2551    
Last Update : 19 เมษายน 2554 20:56:12 น.
Counter : 1181 Pageviews.  

Badfinger วงร็อคผู้อาภัพใต้เงา The Beatles กับเพลง No Matter What

Badfinger วงร็อคผู้อาภัพใต้เงา The Beatles
กับเพลง NO MATTER WHAT

CLICK : NO MATTER WHAT









ตำนานร็อคตอนแรกๆนี่ ผมจะงัดเพลงจากวงที่ไม่ค่อยได้ยินชื่อแล้วในปัจจุบัน ขึ้นมาถ่ายทอดกันก่อน ไม่ได้ไล่ตามลำดับความดัง หรือความฮิตของเพลง แต่วงส่วนใหญ่ก็ถือว่า เคยมีชื่อเสียงถึงระดับสูงสุด มาแล้วทั้งนั้น เพียงแต่กาลเวลา ทำให้ผู้คนลืมเลือนไป ผมมันเป็นนักย้อนอดีต ติดอยู่กับของเก่า (ที่ดีๆ) จึงอยากให้คนรุ่นใหม่ ได้สัมผัสอะไรดีๆ ในอดีตกันบ้าง













Badfinger เป็นวงร็อคจากอังกฤษ จากเมือง Swansea, Wales ก่อตั้งเมื่อปี 1965 เกิดขึ้นภายหลังจากความโด่งดังของ The Beatles ที่เป็นตำนานแห่งยุค แต่พวกเขาก็มีเอกลักษณ์ และความโดดเด่น ในแบบฉบับของเขาเอง โดยเกิดจาก Pete Ham (guitarist/keyboardist) (1947-75) และวง The Panthers ที่มี Ron Griffiths (bass guitar) และ David "Dai" Jenkins (guitar) ในชื่อว่า the Iveys ซึ่งเป็นชื่อถนนใน Swansea เป็นวงกีต้าร์ Trio ก่อน ต่อมาจึงได้ Mike Gibbins มือกลองเข้ามา ครบวงร็อคแบนด์ ซึ่งร่วมสมัยกับวงดังๆในตอนนั้นคือ Spencer Davis Group , the Who , the Moody Blues และ the Yardbirds ในปีถัดมา Bill Collins ที่เป็นผู้จัดการวง ได้ย้าย Badfinger ไปอยู่ London แต่ David Jenkins ได้ลาออกไปและได้ Tom Evans เข้ามาแทน โดยเล่น back up ให้กับ David Garrick และแสดงเดี่ยวไปพร้อมกัน












พวกเขาเล่นเพลงของวงดังๆ ไปก่อนในตอนแรก เพราะยังไม่มีเพลงของวง แต่ด้วยฝีไม้ลายมือของพวกเขา จึงไปเข้าตานาย Mal Evans ที่เคยร่วมงานกับ The Beatles และเป็นลูกจ้างของ Apple (ค่ายเพลงดังของอังกฤษ ในสมัยนั้น) จึงจับพวกเขาเซ็นต์สัญญากับ Apple และทั้งกับ Paul McCartney, George Harrison และ John Lennon ในปี 1968 แต่ก็ยังใช้ชื่อวงว่า The Iveys อยู่ ในการออกอัลบัมแผ่นแรก " Maybe Tomorrow" แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร ทั้งในอังกฤษ และอเมริกา แต่กลับได้รับความนิยมมากกว่า ในยุโรป และญี่ปุ่น











เมื่อเป็นดังนี้ John McCartney แห่ง The Beatles เลยโดดลงมาช่วย โดยแต่งเพลง "Come And Get It " ให้ร้องประกอบภาพยนต์ The Magic Christian ของ The Beatles นอกจากนั้น McCartney ยังได้ทำเพลง "Carry On Till Tomorrow" และ " Rock Of All Ages" ให้กับวง เพื่อประกอบเป็น soundtrack ให้กับหนังเรื่องนี้อีกด้วย แต่ในช่วงนี้ Griffiths มีปัญหาด้านสุขภาพ ไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ และในที่สุด ก็แยกตัวไป












เมื่อชื่อของ The Iveys ไม่ได้รับความนิยมนัก ทำให้ The Beatles ที่สนับสนุนพวกเขาอยู่ ต่างมาระดมสมองคิดชื่อเจ๋งๆให้กับวงใหม่ มีหลายชื่อที่ถูกเสนอขึ้นมา แต่สุดท้าย มาลงที่ชื่อ Badfinger ที่ได้จากไอเดียของ John Lennon (John Lennon ได้แรงบันดาลใจจากครั้งที่เขาแต่งเพลง "With a Little Help from My Friends" ที่เขาใช้เปียโนในการแต่งทำนอง แต่ตอนนั้นเขาเจ็บนิ้วชี้ ทำให้เล่นไม่ถนัด เลยต้องใช้นิ้วกลางแทน และกลายเป็นชื่อของวงที่โด่งดัง วงหนึ่งไปเลย)











ตอนที่ขาด Griffiths ไปนั้น วงพยายามหาสมาชิกใหม่ที่จะมาเล่น bass แต่ก็ไม่ถูกใจ สุดท้ายไปคว้าได้ Joey Molland ที่เล่น lead guitarist ทำให้ Evans ต้องสลับไปเล่น bass แทน ในที่สุด เพลง "Come and Get It" ก็ได้ฤกษ์ออกสู่สาธารณะในชื่อของ Badfinger เป็นอัลบัมแรกในปี 1969 และได้รับความสำเร็จ ทั้งในอังกฤษ และอเมริกา นอกเหนือจากยุโรป ที่มีแฟนเหนียวแน่นอยู่แล้ว เพลงที่ได้รับความนิยมในเมืองไทยก็มีเช่น "No Matter What”











ความสัมพันธ์ของ Badfinger และ The Beatles ที่เหนียวแน่น ไม่ค่อยส่งผลดีกับพวกเขาเท่าไรนัก เพราะพวกเขามักถูกมองว่า เป็นเงาของ The Beatles เสียมากกว่า เพราะนอกจากเพลงที่แต่งให้โดยสมาชิก The Beatles แล้ว พวกเขายังมีส่วนร่วมในเพลงต่างๆ ของ The Beatles เสมอ ในการตระเวณแสดงคอนเสริตในอเมริกา ก็ยังถูกมองแบบนี้เช่นกัน












อัลบัมชุดที่สามของพวกเขา กว่าจะออกได้ก็แทบแย่ สุดท้าย George Harrison ต้องโดดลงมาเป็นโปรดิวเซอร์เอง แต่ก็คุ้มค่า เพราะเพลงชุดนี้ ติดอันดับขายดีที่สุดของพวกเขา ด้วยเพลง " Day After Day" และ " Baby Blue" แต่ในปี 1972 Apple เองกลับประสบปัญหาทางธุรกิจ (มีคนเล่นตุกติกกันภายใน) และทำสัญญาที่จะออกอัลบัมกับ Badfinger เป็นชุดสุดท้าย ทำให้ Badfinger เองก็พลอยโงนเงนไปด้วย และมีแต่ปัญหาที่รุมเร้ามาหลายๆด้าน โดยเฉพาะเรื่องที่เกิดจาก Stan Polley ผู้จัดการวง ที่ทำเรื่องยุ่งยากมากมาย จนถึงปี 1975 วง Badfinger แทนที่จะมีเวลาสร้างสรรค์ผลงานเพลง กลับต้องมาแก้ปัญหาธุรกิจ Pete Ham เป็นเหยื่อรายแรกของวิกฤติการณ์ เขาไปซื้อบ้านใหม่ เพราะภรรยากำลังจะมีน้อง แต่รายได้จากวงกลับไม่มีให้ ทำให้เขาเครียดและคิดมาก จนวันที่ 24 เมษาฯ 1975 Pete Ham ก็แขวนคอตายในสตูดิโอของเขา ทิ้งจดหมายลาตายด้วยข้อความที่โทษ Stan Polley ว่าเป็นต้นเหตุแห่งปัญหา หลังจากการตายของเขาเพียง 1 เดือน ลูกสาวเขาก็ลืมตาออกมาดูโลก


Pete Ham









หลังจากนั้นเป็นต้นมา วงก็แพแตก สมาชิกต่างแยกย้ายกันไปทำเพลงส่วนตัว แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ กระทั่งในปี 1977 Molland และ Evans ก็ถอยจากวงการเพลง กลายไปเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง แต่ Kenny Harck มือกลอง และ Joe Tansin / guitarist ก็ชักชวนให้ทั้งสองกลับมารวมวงใหม่ ในชื่อเดิม หลังจากออกอัลบัม Airwaves ทั้ง Harck และ Tansin กลับต้องออกจากวง คงเหลือ Molland กับ Evans ให้ทะเลาะกันต่อไป โดยดึงนักดนตรีคนอื่นๆ มาเสริมวง













ในปี 1981 ก็ถึงจุกแตกหัก ทั้ง Molland และ Evans ต่างแยกไปทำวงตัวเอง ต่างคนก็เอาชื่อ Badfinger ไปใช้ ทำให้เกิดการขัดแย้งกัน รุนแรงยิ่งขึ้น ทั้งคู่เรียกทีมเก่าๆของ Badfinger เข้ามาเสริมทีม แต่ก็ยิ่งสร้างปัญหาทางธุรกิจมากขึ้นไปอีก ถึงปี 1983 Molland กับ Evans ทะเลาะกันอย่างรุนแรงในเรื่องค่าลิขสิทธิ์เพลง เป็นเหตุให้ Evans แขวนคอตายในสวนของเขา เช่นเดียวกับ Pete Ham ในวันที่ 19 พฤษจิกายน 1983











เมื่อเหลือเพียง Molland ก็ไม่ใช่ว่าปัญหาจะจบ เขาต้องวุ่นวายกับธุรกิจ และปัญหาของลิขสิทธิ์เพลง กับรายได้ที่หลายฝ่ายแย่งชิงกันอย่างน่าเวียนหัว ภายหลัง Joey Molland ได้ออกแสดงในอเมริกาในนาม Badfinger หรือ Joey Molland's Badfinger และได้ออกอัลบัมเดี่ยว 3 ชุดคือ After The Pearl (1985), The Pilgrim (1992) และ This Way Up (2001)


Joey Molland










ถึงที่สุดแล้ว สมาชิกของ Badfinger ก็ไม่มีสมาชิกก่อตั้งดั้งเดิมอีกเลย และเป็นตำนานอันน่าขมขื่นของชาวร็อค ตำนานหนึ่งที่ไม่น่ารื่นรมย์ เอาเสียเลย


TraveLArounD



ปล. ท่านที่เพิ่งเข้ามาชมบล็อกใหม่ ผมได้จัดทำเป็นสารบัญ แบบหนังสือให้ค้นดูหัวเรื่องได้ง่ายที่ group : นานา สาระ๑๐๐๐ เพราะเรื่องต่างๆ เขียนไว้เกือบ 1300 เรื่องแล้ว

ส่วนท่านที่ชอบเพลง background ผมได้รวบรวมเพลงไพเราะ เพลงรัก romantic และเพลงซึ้งๆ ที่หาฟังได้ยากในสมัยนี้ ไว้หลายชุด สนใจ email ติดต่อมาได้ครับที่ nana_sara1000@ymail.com

หมายเหตุ : ขณะได้มี website อื่นๆหลาย website ได้นำเอาเรื่องที่ผมเขียนไว้ ไปลงต่อในลักษณะของเนื้อหา โดยไม่ได้รับอนุญาตใดๆ ถ้าต้องการบทความใดไปใช้ ขอให้ติดต่อขออนุญาต ก่อนทาง Email : nana_sara1000@ymail.com มิฉะนั้น จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายลิขสิทธิ์

ส่วนผู้ที่ต้องการนำเรื่องไปโพสต่อ เพื่อเผยแพร่ โดยมิใช่ทางการค้า ขอให้ติดต่อขออนุญาตให้ถูกต้องก่อนโพส

เรียบเรียงจาก //www.foxytunes.com/artist/badfinger&h=200&w=198&sz=9&hl=th//en.wikipedia.org/wiki/Badfinger




 

Create Date : 21 มิถุนายน 2551    
Last Update : 4 พฤศจิกายน 2553 20:19:13 น.
Counter : 2743 Pageviews.  

1  2  

Valentine's Month


 
travelaround
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 159 คน [?]





ยินดีต้อนรับทุกท่านที่แวะเข้ามาชม blog มีข้อคิดเห็น เชิญ comment มาได้นะครับ ถ้าตอบได้ จะตอบให้ทันทีครับ แต่ถ้าไม่ทราบ ต้องขอเวลา จะค้นคว้ามาให้อ่านกัน ท่านที่จะถามคำถาม หรือติดต่อเรื่องบทความ ได้ทาง Email :- d_sign_place@yahoo.com ครับ


เรื่องต่างๆที่ผมได้เขียนหรือรวบรวม เรียบเรียงมานี้ ยินดีให้ทุกท่านได้อ่านเป็นวิทยาทานและเพื่อการศึกษา ถ้าจะนำไปโพสต่อใน website สาธารณะ หรือ website อื่นใดที่ไม่ใช่ทางพาณิชย์ กรุณาระบุที่มา คือ http://www.travelaround.bloggang.com และนามปากกาผู้เขียนคือ TraveLArounD ด้วย

แต่ขอสงวนสิทธิ์สำหรับการนำไปใช้ ในเชิงพาณิชย์ หรือโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง จะถูกดำเนินคดี ตามกฏหมายลิขสิทธิ์

ส่วนบทความหรือภาพถ่ายใดๆ ที่ได้นำมาจาก website อื่น เพื่อเป็นข้อมูลประกอบเรื่องนั้นๆ เป็นการถ่ายทอดจากวิจารณญาณแล้วว่า มีความถูกต้องเป็นจริง มากที่สุด และได้นำมาจาก website ที่เป็นสาธารณะ ถ้าเรื่องราวหรือภาพของท่านที่ได้นำมาถ่ายทอดนี้ ไปละเมิดลิขสิทธิ์ของท่าน กรุณาแจ้งมาทาง email :– nana_sara1000@ymail.com ผมจะทำการลบข้อมูลหรือภาพที่ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าว ออกทันที

Acknowledges that I try to write or report accurately but postings may contain fact , speculation or rumor. I find images from the Web that are believed to belong in the public domain. If any stories or images that appear on the site are in violation of copyright law, please email to :- nana_sara1000@ymail.com and I will remove the offending information as soon as possible.


counter start from 23-04-2008
Website counter
: Users Online









ที่ดินเชียงใหม่ ทางไปแม่ริม ใกล้ศาลากลาง และสนามกีฬา 700 ปี ติดน้ำปิง ในหมู่บ้านเพชรริมปิง พื้นที่ 667 ตารางวา @ 14,000.- บาท สภาพแวดล้อมดี สนใจติดต่อ โทร. 0859559950



DESIGN PLACE CO.,LTD. รับออกแบบ และตกแต่งภายใน บ้านพักอาศัย ในแบบไทย และไทยร่วมสมัย



มรดก ฉบับที่ 1

มรดก ฉบับที่ 2

มรดก ฉบับที่ 3

มรดก ฉบับที่ 4

มรดก ฉบับที่ 5

มรดก ฉบับที่ 6

มรดก ฉบับที่ 7

ช่วยสนับสนุนการจัดทำ BLOG ด้วยการซื้อหนังสือ "มรดก" 1ชุด 7เล่ม (หนังสือเก่า) ในราคาชุดละ 700 บาท (รวมค่าส่งทางไปรษณีย์)

สนใจสั่งซื้อทาง E-mail :- nana_sara1000@ymail.com



New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add travelaround's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.