"ความสามัคคีปรองดอง เป็นกำลังอย่างสูงสุดของชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ความสามัคคีของคนในชาติ จะทำให้บ้านเมืองผ่านพ้นอุปสรรค และทำให้สังคมไทย ร่มเย็นเป็นสุข" พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
สนใจลงโฆษณา ในพื้นที่ข้างบน ติดต่อ email : nana_sara1000@ymail.com
Home Lover’s Corner นานา สาระ๑๐๐๐ นานา สารพัด พระพุทธประวัติ ภาคพิเศษ
Travel Around the World Real Estate Buyer's Guide สุขภาพกาย สุขภาพใจ Pets & Animals
ปางพระพุทธรูปตามพุทธประวัติ Horoscope 12 ราศี พระพุทธศาสนา World of Beautiful Musics

ไขปริศนา ปางพระนอนหงาย

พระนอนหงาย


พระพุทธรูปในพระอิริยาบถนอน ที่เราส่วนใหญ่รู้จักและคุ้นเคยกันนั้น มักจะเป็นพระพุทธรูปปาง โปรดอสุรินทราหู (ตามลิงค์) และสร้างกันอยู่มากมายทั่วไปหมดทั้งประเทศ วัดที่ประดิษฐานพระนอน หลายๆแห่งก็พลอยมีชื่อเป็นวัดพระนอนไปด้วย ตามพระพุทธรูปที่คนรู้จัก

แต่มีเพียงไม่กี่แห่ง ที่จะมีพระนอนปางพิเศษ ที่คนไม่คุ้นเคย และไม่รู้จัก และก็เข้าใจผิดกันมาตลอด วันนี้จะมาเฉลยครับ






















พระนอนที่ว่านี้ อยู่ที่วัดพระนอน ตั้งอยู่ตำบลพิหารแดง ติดกับแม่น้ำท่าจีน สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ นี่เอง ภายในวัดมี อุทยานมัจฉา อยู่บริเวณริมน้ำหน้าวัด บริเวณวัดร่มรื่นสวยงาม และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่ขึ้นหน้าขึ้นตาแห่งหนึ่งของจังหวัดสุพรรณบุรี และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งใน Unseen Thailand อีกด้วย



พระพุทธรูปปางปรินิพพาน ที่กุสินารา








ที่น่าสนใจคือ มีวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปนอน สลักจากหิน อยู่กลางวิหาร ที่มีลักษณะแปลกกว่าที่อื่น คือ เป็นพระพุทธรูปอยู่ในลักษณะนอนหงายขนาดเท่าคนโบราณยาวประมาณ 2 เมตร (ยังมีที่วัดอื่นบ้าง เพียงไม่กี่องค์เท่านั้น) ที่เราไม่ค่อยรู้จักกัน เพราะมีการสร้างพระปางนี้กันน้อย ด้วยอาจจะนิยมปางโปรดอสุรินทราหูกันมากกว่า และที่เข้าใจกันว่าเป็นปางปรินิพพาน ก็ยังไม่น่าจะถูกต้อง










ลองไปเทียบเคียงกับที่อื่นดู ที่พม่า หรือเมียนมา ในปัจจุบัน เขานิยมสร้างกันมากกว่าเรา และสร้างอย่างวิจิตรบรรจงมากกว่าเรา เมื่อเห็นภาพแล้วจะเข้าใจได้ง่าย ดังนั้นปางที่ถูกต้อง น่าจะเป็น “ปางถวายพระเพลิง” ซึ่งเป็นปางที่มีพระอิริยาบถนอนหงายอยู่บนแท่นถวายพระเพลิง ส่วนของพม่าจะสร้างรายละเอียดมากกว่าของเรา หรือแบบเต็มยศ เช่น นอกจากพระแท่นที่สวยวิจิตรพิสดารแล้ว บ้างก็มีธงประดับ หรือมีพระอรหันตสาวกถวายสักการะอยู่โดยรอบ























สรุปแล้วพระนอนปางนี้ จึงควรจะเรียกว่า “ปางถวายพระเพลิง” นั่นเอง


TraveLArounD




ปล. ท่านที่เพิ่งเข้ามาชมบล็อกใหม่ ผมได้จัดทำเป็นสารบัญ แบบหนังสือให้ค้นดูหัวเรื่องได้ง่ายที่ group : นานา สาระ๑๐๐๐ เพราะเรื่องต่างๆ เขียนไว้ กว่า 1400 กว่าเรื่องแล้ว

หมายเหตุ : ขณะได้มี website อื่นๆหลาย website ได้นำเอาเรื่องที่ผมเขียนไว้ ไปลงต่อในลักษณะของเนื้อหา โดยไม่ได้รับอนุญาตใดๆ ถ้าต้องการบทความใดไปใช้ ขอให้ติดต่อขออนุญาต ก่อนทาง Email : nana_sara1000@ymail.com มิฉะนั้น จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายลิขสิทธิ์

ส่วนผู้ที่ต้องการนำเรื่องไปโพสต่อ เพื่อเผยแพร่ โดยมิใช่ทางการค้า ขอให้ติดต่อขออนุญาตให้ถูกต้องก่อนโพส




 

Create Date : 28 สิงหาคม 2554    
Last Update : 19 กันยายน 2554 20:39:47 น.
Counter : 2809 Pageviews.  

พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ

พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ
วัดพระเมรุราชิการาม


พระประธานที่แปลก และแตกต่างจากพระประธานที่นิยมสร้างกันทั่วไป ที่สร้างเป็นปางมารวิชัย มากกว่า 95 % ของวัดในประเทศไทย นั้นในโบสถ์วัดพระเมรุราชิการาม มีพระประธานที่สร้างแตกต่างจากที่อื่น โดยมีลักษณะทรงเครื่องแบบจักรพรรดิราช แต่ลักษณะเหมือนปางมารวิชัย ทำให้บางคนอาจเรียกว่าปางมารวิชัยแบบทรงเครื่อง ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด เพราะพระที่สร้างแบบทรงเครื่องแบบจักรพรรดิราช นั้น มีที่มาที่ไปชัดเจน โดยมีหลักฐานตามพุทธประวัติ ตอนที่ทรงทรมานพระยามหาชมพู จึงสมควรเรียกว่าปาง “ทรมานพระยามหาชมพู” ตามพระพุทธประวัติ



















พระประธานองค์นี้ มีพระนามว่า “พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ” มีขนาดหน้าตักกว้าง 9 ศอก สูง 3 วา หล่อด้วยโลหะปิดทองทั้งองค์ จึงเป็นพระสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ตามคติการสร้างพระในสมัยอยุธยาตอนต้น จัดเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องสมัยอยุธยาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มีปรากฏอยู่ในปัจจุบันและมีความสมบูรณ์งดงามมาก ลักษณะของพระพุทธรูปทรงเครื่องแบบจักรพรรดิราช สวมมงกุฎ มีสร้อยสังวาล ทับทรวง นั้นเป็นศิลปะในสมัยพระเจ้าปราสาททอง คล้ายกับพระพุทธรูปก่ออิฐในเมรุทิศเมรุรายวัดไชยวัฒนาราม เข้าใจว่าพระประธานน่าจะได้รับการปฏิสังขรณ์ในสมัยพระเจ้าปราสาททองเช่นเดียวกัน



















ตามพุทธประวัติ ตอนทรมานพระยามหาชมพู กล่าวไว้ว่า สมัยหนึ่ง พระบรมศาสดาเสด็จประทับสำราญพระอิริยาบท อยู่ในพระเวฬุวัน ซึ่งพระเจ้าพิมพิสารทรงสร้างถวาย ครั้งนั้นพระยาชมพูวดี ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีบุญญาธิการและฤทธานุภาพมาก ได้มาคุกคามและรบกวนพระเจ้าพิมพิสารอยู่เสมอ พระเจ้าพิมพิสารจึงไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เวฬุวัน ขอพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง พระพุทธเจ้าทรงเล็งพระญาณเห็นว่า การจะโปรดพระยามหาชมพูได้จะต้องลดทิฐิของเขาเสียก่อน จึงทรงเนรมิตพระเวฬุวันให้เป็นดังดุจเมืองสวรรค์ และทรงเนรมิตพระองค์เองเป็นเจ้าราชาธิราช ทรงเครื่องราชาภรณ์ครบทุกประการ และดำรัสสั่งให้พระอินทร์ แปลงเป็นราชฑูตไปเชิญพระยามหาชมพูมาเฝ้า ที่พระเวฬุวันมหาวิหาร ทรงแสดงธรรมโปรดจนพระยามหาชมพูหมดทิฐิมานะ ขอบรรพชาอุปสมบทพร้อมด้วยพระมเหสีและราชโอรส การสร้างพระพุทธรูปปางนี้ จึงน่าจะมีที่มาจากความศรัทธาในพระพุทธประวัติตอนนี้ เช่นเดียวกับการสร้างพระนอนขนาดใหญ่ ที่เป็นปางโปรดอสุรินทราหูเพื่อลดทิฐิมานะลงเช่นเดียวกัน











แต่พระพุทธรูปทรงเครื่องฉลองพระองค์และสวมมงกุฎด้วยเครื่องขัตติยราชนั้น ก็มิได้มีการสร้างจำกัดอยู่เฉพาะลักษณะปางมารวิชัยเท่านั้น ไทยเรามีการสร้างพระยืนปางห้ามญาติ หรือห้ามสมุทรมาตั้งแต่อยุธยาตอนปลาย หรือแม้แต่พม่า ก็นิยมสร้างพระพุทธรูปปางนี้เช่นกัน


TraveLArounD



ปล. ท่านที่เพิ่งเข้ามาชมบล็อกใหม่ ผมได้จัดทำเป็นสารบัญ แบบหนังสือให้ค้นดูหัวเรื่องได้ง่ายที่ group : นานา สาระ๑๐๐๐ เพราะเรื่องต่างๆ เขียนไว้ กว่า 1400 เรื่องแล้ว

หมายเหตุ : ขณะได้มี website อื่นๆหลาย website ได้นำเอาเรื่องที่ผมเขียนไว้ ไปลงต่อในลักษณะของเนื้อหา โดยไม่ได้รับอนุญาตใดๆ ถ้าต้องการบทความใดไปใช้ ขอให้ติดต่อขออนุญาต ก่อนทาง Email : nana_sara1000@ymail.com มิฉะนั้น จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายลิขสิทธิ์

ส่วนผู้ที่ต้องการนำเรื่องไปโพสต่อ เพื่อเผยแพร่ โดยมิใช่ทางการค้า ขอให้ติดต่อขออนุญาตให้ถูกต้องก่อนโพส




 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 17 กรกฎาคม 2554 22:51:49 น.
Counter : 6319 Pageviews.  

พระพุทธรัตนมหามุนี (พระแก้วน้อย)

พระพุทธรัตนมหามุนี (พระแก้วน้อย)
ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ 21



พระพุทธรัตนมหามุนี หรือ พระแก้วน้อย เป็นพระพุทธรูปมงคลด้วยวัตถุพิเศษ องค์พระพุทธรูปจำหลักจากอัญมณีแก้วสีเขียวอ่อนน้ำแตงกวา ปางมารวิชัย ประทับขัดสมาธิราบ เป็นพุทธศิลป์ล้านนาสมัยหลัง ราวพุทธศตวรรษที่ 21 (ประมาณ 500 ปีมาแล้ว)
อันเป็นสมัยที่นิยมสร้างพระพุทธรูปด้วยหินสีต่างๆ เช่น หินสีขาวใส เรียกว่า แก้วน้ำค้าง หรือหินสีเหลือง เรียกว่าแก้วน้ำบุษย์ ทรงเครื่องอาภรณ์ มงกุฎ กรองศอ พาหุรัดทองคำ และสังวาลประดับพลอยแดง (สร้างถวายขึ้นใหม่)























เดิมพระพุทธรูปชำรุดแตกเป็น 2 ส่วน (ช่วงพระเพลา) เจ้าของเดิมได้มาคนละคราวแล้วจึงนำมาต่อให้สนิทกันได้อย่างเป็นอัศจรรย์ หลังจากนั้น พ.ต.อ. อานนท์ อาขุบุตร และครอบครัวได้ทูลเกล้าฯถวายแด่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี แล้วพระองค์ก็ได้พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อ พ.ศ. 2534










พระพุทธรัตนมหามุนี (พระแก้วน้อย) ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ 21 มีขนาดหน้าตักกว้าง 10 เซนติเมตร สูงพร้อมฐาน 37 เซนติเมตร ปัจจุบัน เก็บรักษา ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เขตพระนคร กรุงเทพฯ


TraveLArounD



ข้อมูลจาก
//www.finearts.go.th/en/photos/image/7164




 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 17 กรกฎาคม 2554 2:03:02 น.
Counter : 2252 Pageviews.  

พระประธานวัดอัปสรสวรรค์

พระประธานวัดอัปสรสวรรค์





“วัดหมู” หรือ “วัดอัปสรสวรรค์” ซึ่งมีชื่อเต็มว่า “วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร” เป็นวัดที่มีความพิเศษ แตกต่างจากวัดอื่น โดยน่าจะเป็นวัดหนึ่งเดียวในโลก ที่มีพระประธานในพระอุโบสถถึง 28 พระองค์ วางเรียงตั้งลดหลั่นกันลงมาเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมงดงามแปลกตา แทนที่จะเป็นพระประธานองค์ใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่กลางพระอุโบสถเพียงองค์เดียว เหมือนกับพระอุโบสถวัดอื่นๆทั่วไป แต่ภายในพระอุโบสถนี้ กลับมีพระประธานองค์เล็กที่นับจำนวนได้ถึง 28 พระองค์ มีสีทองสุกใส พระพุทธรูปทั้งหมด เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะอยุธยา ตั้งอยู่บนฐานชุกชีเดียวกัน วางเรียงตั้งลดหลั่นกันเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด 16 องค์ หันไปทางด้านใต้ซึ่งเป็นด้านหน้าพระอุโบสถ (ดูแผนผังประกอบจะเข้าใจชัดเจนขึ้น) และมีอีก 2 องค์ ประดิษฐานอยู่แถวหน้าสุด ด้านซ้ายและขวา รวมเป็นพระพุทธรูป 18 องค์ ส่วนด้านตะวันออกกับด้านตะวันตก จะวางพระพุทธรูปด้านละ 5 องค์หันออก 2 ด้าน ลดหลั่นเป็นชั้นลงมาเช่นเดียวกัน ด้านละ 5 องค์ ส่วนทางเหนือซึ่งเป็นด้านหลังพระอุโบสถเป็นด้านตัดไม่มีพระพุทธรูปประดิษฐาน รวมทั้งหมด 28 พระองค์ โดยแต่ละองค์มีหน้าตักกว้าง 1 ศอก สูง 1 ศอก 4 นิ้ว










พระพุทธรูปทั้ง 28 พระองค์นี้ หล่อขึ้นให้มีขนาดเท่าๆ กัน ไม่มีวัดไหนในประเทศไทยและวัดไหนในโลกจะมีเหมือน ซึ่งพระพุทธรูปเหล่านี้ รัชกาลที่ 3 เป็นผู้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น สาเหตุที่สร้างพระพุทธรูปมากถึง 28 พระองค์ ก็เพื่อแทนพระพุทธเจ้าที่ได้เกิดขึ้นมาในชาติภพต่างๆ รวมแล้ว 28 พระองค์ ได้แก่
พระพุทธตัณหังกร พระพุทธเมธังกร พระพุทธสรณังกร
พระพุทธทีปังกร พระพุทธโกณฑัญญะ พระพุทธสุมังคละ
พระพุทธสุมนะ พระพุทธเรวตะ พระพุทธโสภิตะ
พระพุทธอโนมทัสสี พระพุทธปทุมะ พระพุทธนารทะ
พระพุทธปทุมุตตระ พระพุทธสุเมธะ พระพุทธสุชาตะ
พระพุทธปิยทัสสี พระพุทธอัตถทัสสี พระพุทธธรรมทัสสี
พระพุทธสิทธัตถะ พระพุทธติสสะ พระพุทธปุสสะ
พระพุทธวิปัสสี พระพุทธสิขี พระพุทธเวสสภู
พระพุทธกกุสันธะ พระพุทธโกนาคมนะ พระพุทธกัสสปะ
และ พระพุทธโคตมะ ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน











พระพุทธรูปแต่ละองค์ จะมีตัวอักษรจารึกพระนามด้วยงาช้าง อยู่ที่ฐานพระพุทธรูปแต่ละองค์ และมีแผนผังแสดงการประดิษฐานพระพุทธรูปทั้งหมด ไว้ให้ศึกษากันด้วย









วัดแห่งนี้เป็นวัดโบราณสร้างขึ้นในสมัยใดนั้นยังไม่สามารถระบุหลักฐานที่แน่ชัดได้ รู้แต่สาเหตุที่เรียกวัดนี้ว่า “วัดหมู” นั้นก็เนื่องจากว่า ผู้สร้างวัดแห่งนี้เป็นชาวจีนชื่อ อู๋ มีอาชีพเลี้ยงหมูเป็นผู้สร้างขึ้น เมื่อมีวัดแล้วหมูเหล่านั้นก็มาเดินเพ่นพ่านเต็มลานวัด ชาวบ้านจึงเรียกขานกันว่า “วัดหมู” กันมาตั้งแต่นั้น แม้ภายหลังไม่มีหมูมาเดินแล้วก็ยังเรียกกันว่าวัดหมูต่อมา ภายหลังจากที่ จีนอู๋ สร้างวัดนี้ขึ้นแล้ว วัดก็ทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา จนมาถึงในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เจ้าจอมน้อย (สุหรานากง) เห็นว่าวัดหมูทรุดโทรมมาก จึงกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ พระองค์จึงได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้สถาปนาวัดนี้ขึ้นใหม่ทั้งวัด

และหลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ก็ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์เพิ่มอีก และในครั้งนั้นก็ได้พระราชทานชื่อวัดให้ใหม่ว่า “วัดอัปสรสวรรค์” เพื่อเป็นที่ระลึกแด่เจ้าจอมน้อย ซึ่งมีความสามารถในการแสดงละครเรื่องอิเหนา เป็นตัวสุหรานากงได้ดี จนได้รับฉายาว่า เจ้าจอมน้อยสุหรานากง และในการบูรณะครั้งนี้ ทำให้วัดอัปสรสวรรค์กลายมาเป็นวัดที่มีความพิเศษหนึ่งเดียวในเมืองไทย









พระอุโบสถวัดอัปสรสวรรค์ มีขนาดไม่ใหญ่โตนัก สร้างขึ้นด้วยศิลปะแบบจีน ซึ่งเป็นศิลปะแบบ “พระราชนิยม” ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 หน้าบันไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ แต่เป็นลายประดับปูนปั้นแบบจีน คล้ายกับที่วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร วัดประจำรัชกาลที่ 3 ด้วยความที่วัดแห่งนี้เป็นเพียงแห่งเดียวที่มีพระประธาน 28 พระองค์ ที่วัดนี้จึงมีบทสวดมนต์พระพุทธเจ้า 28 พระองค์ ซึ่งเป็นบทสวดมนต์เฉพาะของวัดอัปสรสวรรค์ และจะใช้สวดทุกครั้งที่ทำวัตรเช้าเย็น โดยจะเพิ่มบทสวดนี้เป็นกรณีพิเศษด้วย ในการสวดมนต์ในพิธีการต่างๆ

TraveLArounD


ข้อมูลจาก ผู้จัดการออนไลน์ และ
//dragowen.multiply.com/photos/album/85/85




 

Create Date : 13 สิงหาคม 2552    
Last Update : 13 สิงหาคม 2552 0:57:06 น.
Counter : 3795 Pageviews.  

พระพุทธรูปคันธาระ (หรือคันธารราฐ) : พระพุทธรูปที่สวยที่สุดในโลก

พระพุทธรูปคันธาระ (หรือคันธารราฐ)


จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุด ที่เป็นหลักฐานทางโบราณคดี เกี่ยวกับการสร้างรูปเคารพ ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น มีการทำเหรียญทองคำ เป็นรูปพระพุทธเจ้าประทับยืนมีอักษร Bactrian สลักคำว่า " Boddo " ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้ากนิษกะ (CE100) ซึ่งอาจเป็นการเริ่มต้นสู่การพัฒนาเป็นภาพจำหลักหิน เล่าเรื่องพุทธประวัติ และพัฒนาจนเป็นพระพุทธรูปขึ้น เมื่อพุทธฝ่ายมหายานเจริญรุ่งเรืองต่อมา ในครั้งนั้น การสร้างรูปพระพุทธประวัติแบบนูนต่ำและนูนสูงที่นิยมกัน จะมุ่งเน้นให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธา หรือถ่ายทอดพุทธจริยาวัตรมากกว่าที่จะสร้างขึ้นเพื่อเป็นรูปเคารพ










ปางสมาธิ


การสร้างรูปพระพุทธองค์ (ที่เป็นรูปมนุษย์) เกิดขึ้นครั้งแรก โดยฝีมือของช่างแคว้นคันธารราฐ เกิดขึ้นเมื่อราว พ.ศ.๓๗๐ ที่ได้รับอิทธิพลจากกรีกและโรมัน เพราะเคยอยู่ภายใต้การปกครองของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ ซึ่งเคยกรีฑาทัพมา ตั้งแต่ในราว ๒ ศตวรรษก่อนคริสตกาล พวกเขาได้ถือรูปแบบเคารพเดิมที่เป็นเทพเจ้าของตนที่เคยทำมา ประดิษฐ์สร้างพระพุทธรูปขึ้น เมื่อพวกเขาหันมานับถือศาสนาพุทธ การสร้างพระพุทธรูปที่นี่จึงเป็นการผสมผสานระหว่างกรีกโรมัน (อิทธิพล Grego-Roman) และอินเดียโบราณ ที่สัมพันธ์กับมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ ของพระพุทธเจ้า อย่างลงตัว พระพุทธรูปคันธาระจึงได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่ามีพุทธศิลปงามที่สุด และเก่าแก่ที่สุด มีอายุราว ๒๐๐๐ ปี จนได้รับความนิยมเป็นสากลจากนักสะสมและพิพิธภัณฑ์นานาชาติ










ปางปฐมเทศนา


ครั้นเมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชโปรดให้มีการสังคายนาพระไตรปิฎก ครั้งที่3 ขึ้นแล้วเสร็จ ทรงโปรดให้สร้างศาสนสถานศึกษาขึ้นหลายแห่ง เพื่อศึกษาพระศาสนา แต่ยังคงไม่นิยมการสร้างรูปพระพุทธเจ้าเป็นรูปเคารพ ทำแต่รูปอย่างอื่นเป็นเพียงสัญลักษณ์แทนพระพุทธเจ้า ดังเข่นที่ปรากฏอยู่ที่สถูปสาญจิ มีการสร้างรูปเคารพจากรากฐานของวัฒนธรรมอินเดียเช่น รอยพระพุทธบาทซึ่งแสดงถึงการเคารพอย่างสูงสุด เปรียบเทียบกับพระมหากษัตริย์ หรือการสร้างต้นโพธิ์เป็นสัญลักษณ์แทนการตรัสรู้ เป็นต้น วัฒนธรรมการสร้างพระพุทธรูป เพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจในทางรูปธรรมนั้น เริ่มแรกในช่วงก่อนสมัยคริสต์กาลเล็กน้อย โดยพระเจ้ามิลินท (Menander) กษัตริย์อินเดีย เชื้อสาย กรีก แห่งนครสาคละ แคว้นคันธารราฐ อาณาจักรบัคเตรีย (บริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถานและตะวันออกของอัฟกานิสถานในปัจจุบัน ซึ่งเป็นประเทศอินเดียในอดีต)










ปางประทานพร


พระเจ้ามิลินท์ ทรงเลื่อมใสพระพุทธศาสนาและทำนุบำรุงให้รุ่งเรืองอย่างมาก หลังการล่มสลายของวงศ์เมาริยะ เริ่มมีการสร้างพระพุทธรูป จำหลักหินขึ้นอย่างมากมาย เป็นศิลปกรรมแบบกรีกผสมอินเดีย เรียกตามเมืองที่ตั้งว่า ศิลปคันธารราฐ (อิทธิพล Grego-Roman) ท่านได้ทรงสร้างพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์ขึ้นมามากมาย ส่วนใหญ่สลักจากหินเทาอมเขียว (Schist stone) โดยยึดรูปแบบศิลปกรีกและเฮเลนนิค ซึ่งมีความสวยงามไม่แพ้ศิลปะใดๆ ในยุคหลังต่อมาจึงได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 4 จนถึงพุทธศตวรรษที่ 13 ที่มีอิทธิพลต่อศิลปของมถุรา ในแคว้นอุตรประเทศ


พระพุทธรูปที่มีชื่อเสียงและมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย ที่สร้างในยุคนี้คือ พระพุทธรูปยืนแห่งบามิยัน ซึ่งเพิ่งมาถูกทำลายลง พร้อมๆกับพระพุทธรูปอีกเป็นจำนวนมากในปัจจุบัน โดยรัฐบาลตาลีบันที่เป็นมุสลิม เป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยที่น่าเจ็บปวดสำหรับชาวพุทธทั่วโลก










ปางมหาปาฏิหาริย์


พระพุทธรูปสมัยคันธาระ มีการสร้างหลายปาง ที่นิยมกัน เช่น ปางสมาธิ ปางปฐมเทศนา ปางประทานพร ปางมหาปาฏิหาริย์ ปางลีลา(หมายถึงตอนที่เสด็จลงจากดาวดึงส์) และปางทุกรกิริยา ส่วนปางอื่นๆ ในตำราบางเล่มจะมีมากกว่านี้ แต่ยังค้นหาภาพไม่พบ










ปางลีลา


ศิลปแบบคันธาระ

ลักษณะสำคัญทางศิลป์ของพระคันธาระคือ พระพักตร์คล้ายเทพอพอลโล มีเส้นพระเกศาหยิกสลวย ( ยังไม่เป็นก้นหอยเหมือนในยุคหลัง ) มีรัศมี ( Halo ) อยู่หลังพระเศียร ตามความเชื่อของกรีกที่ทำรูปปั้นเทพต่างๆ ห่มผ้าคลุมแบบริ้วธรรมชาติ มีอุณาโลมระหว่างคิ้ว มีอุษณีษะศีรษะ ( มวยผมโป่งตอนบน ) พระกรรณยาว พระพุทธรูปคันธารราฐ มีทั้งที่ทำด้วยปูนปั้น ( Stucco ) หินเขียว และหินดำ ( Schist )


ที่ผมเขียนเรื่องนี้ ขึ้นมาเพราะได้เขียนพาดพิงมาจากเรื่องพระพุทธรูปปางขอฝน ที่คนนิยมเรียกกันว่า ปางคันธาระ ซึ่งผมว่าไม่ถูกต้องนัก เพราะพระพุทธรูปปางคันธาระ มีหลายปาง และเมื่อได้เห็นภาพเหล่านี้ ท่านก็จะเข้าใจกันดีขึ้น เพราะพระพุทธรูปของไทย ก็มีปางดังกล่าวเหมือนกัน ทุกปาง แต่ศิลปะ ก็เป็นแบบไทย (ในยุคต่างๆ ของไทยเอง ก็มีศิลปะ(พุทธศิลป์) ที่แตกต่างกัน


TraveLArounD




ปล. ท่านที่เพิ่งเข้ามาชมบล็อกใหม่ ผมได้จัดทำเป็นสารบัญ แบบหนังสือให้ค้นดูหัวเรื่องได้ง่ายที่ group : นานา สาระ๑๐๐๐ เพราะเรื่องต่างๆ เขียนไว้ 1400 กว่าเรื่องแล้ว

หมายเหตุ : ขณะได้มี website อื่นๆหลาย website ได้นำเอาเรื่องที่ผมเขียนไว้ ไปลงต่อในลักษณะของเนื้อหา โดยไม่ได้รับอนุญาตใดๆ ถ้าต้องการบทความใดไปใช้ ขอให้ติดต่อขออนุญาต ก่อนทาง Email : nana_sara1000@ymail.com มิฉะนั้น จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายลิขสิทธิ์

ส่วนผู้ที่ต้องการนำเรื่องไปโพสต่อ เพื่อเผยแพร่ โดยมิใช่ทางการค้า ขอให้ติดต่อขออนุญาตให้ถูกต้องก่อนโพส




 

Create Date : 16 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 22 กรกฎาคม 2554 12:02:49 น.
Counter : 23089 Pageviews.  

1  2  3  

travelaround
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 163 คน [?]





ยินดีต้อนรับทุกท่านที่แวะเข้ามาชม blog มีข้อคิดเห็น เชิญ comment มาได้นะครับ ถ้าตอบได้ จะตอบให้ทันทีครับ แต่ถ้าไม่ทราบ ต้องขอเวลา จะค้นคว้ามาให้อ่านกัน ท่านที่จะถามคำถาม หรือติดต่อเรื่องบทความ ได้ทาง Email :- d_sign_place@yahoo.com ครับ


เรื่องต่างๆที่ผมได้เขียนหรือรวบรวม เรียบเรียงมานี้ ยินดีให้ทุกท่านได้อ่านเป็นวิทยาทานและเพื่อการศึกษา ถ้าจะนำไปโพสต่อใน website สาธารณะ หรือ website อื่นใดที่ไม่ใช่ทางพาณิชย์ กรุณาระบุที่มา คือ https://www.travelaround.bloggang.com และนามปากกาผู้เขียนคือ TraveLArounD ด้วย

แต่ขอสงวนสิทธิ์สำหรับการนำไปใช้ ในเชิงพาณิชย์ หรือโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง จะถูกดำเนินคดี ตามกฏหมายลิขสิทธิ์

ส่วนบทความหรือภาพถ่ายใดๆ ที่ได้นำมาจาก website อื่น เพื่อเป็นข้อมูลประกอบเรื่องนั้นๆ เป็นการถ่ายทอดจากวิจารณญาณแล้วว่า มีความถูกต้องเป็นจริง มากที่สุด และได้นำมาจาก website ที่เป็นสาธารณะ ถ้าเรื่องราวหรือภาพของท่านที่ได้นำมาถ่ายทอดนี้ ไปละเมิดลิขสิทธิ์ของท่าน กรุณาแจ้งมาทาง email :– nana_sara1000@ymail.com ผมจะทำการลบข้อมูลหรือภาพที่ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าว ออกทันที

Acknowledges that I try to write or report accurately but postings may contain fact , speculation or rumor. I find images from the Web that are believed to belong in the public domain. If any stories or images that appear on the site are in violation of copyright law, please email to :- nana_sara1000@ymail.com and I will remove the offending information as soon as possible.


Website counter
: Users Online









ที่ดินเชียงใหม่ ทางไปแม่ริม ใกล้ศาลากลาง และสนามกีฬา 700 ปี ติดน้ำปิง ในหมู่บ้านเพชรริมปิง พื้นที่ 667 ตารางวา @ 14,000.- บาท สภาพแวดล้อมดี สนใจติดต่อ โทร. 0859559950



DESIGN PLACE CO.,LTD. รับออกแบบ และตกแต่งภายใน บ้านพักอาศัย ในแบบไทย และไทยร่วมสมัย



มรดก ฉบับที่ 1

มรดก ฉบับที่ 2

มรดก ฉบับที่ 3

มรดก ฉบับที่ 4

มรดก ฉบับที่ 5

มรดก ฉบับที่ 6

มรดก ฉบับที่ 7

ช่วยสนับสนุนการจัดทำ BLOG ด้วยการซื้อหนังสือ "มรดก" 1ชุด 7เล่ม (หนังสือเก่า) ในราคาชุดละ 700 บาท (รวมค่าส่งทางไปรษณีย์)

สนใจสั่งซื้อทาง E-mail :- nana_sara1000@ymail.com



New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add travelaround's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.