"ความสามัคคีปรองดอง เป็นกำลังอย่างสูงสุดของชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ความสามัคคีของคนในชาติ จะทำให้บ้านเมืองผ่านพ้นอุปสรรค และทำให้สังคมไทย ร่มเย็นเป็นสุข" พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
สนใจลงโฆษณา ในพื้นที่ข้างบน ติดต่อ email : nana_sara1000@ymail.com
Home Lover’s Corner นานา สาระ๑๐๐๐ นานา สารพัด พระพุทธประวัติ ภาคพิเศษ
Travel Around the World Real Estate Buyer's Guide สุขภาพกาย สุขภาพใจ Pets & Animals
ปางพระพุทธรูปตามพุทธประวัติ Horoscope 12 ราศี พระพุทธศาสนา World of Beautiful Musics

ปราสาทชองบอร์ (Château de Chambord) แห่งลุ่มน้ำลัวร์

ปราสาทชองบอร์ (Château de Chambord)


ชองบอร์เป็นปราสาท ในฝรั่งเศส ตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำลัวร์ (Le Val de Loire) ในแคว้นซองท์ (Centre) ที่นับเป็นปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มปราสาทลุ่มน้ำลัวร์ โดยปราสาทนี้ถูกสร้างขึ้นในใจกลางของป่าสงวนที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป (มีพื้นที่ 5,441 เฮกเตอร์) ซึ่งมันถูกสร้างขึ้นตามบัญชาของกษัตริย์ฟรองซัวร์ที่1 ระหว่างปีค.ศ. 1519-154






























ชองบอร์เป็นหนึ่งในปราสาทที่น่าจดจำมากที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย และเป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมชิ้นเอกแห่งยุคเรอเนสซองต์ ซึ่งปราสาทชองบอร์มีความสูง 156 เมตร โดยประกอบไปด้วย 426 ห้อง, บันได 77 บันได, เตาผิง282 เตาผิง และงานแกะสลักต่างๆอีกกว่า 800 ชิ้น เอกลักษณ์อันโดดเด่นของที่นี่ ก็เกิดจากจำนวนเตาผิงที่มีมากของที่นี่นั่นเอง ไม่ใช่เป็นที่ตัวเตาผิงที่มองไม่เห็น แต่เป็นปล่องควันมีมีมากมายตามจำนวนของเตาผิงนั่นเอง










































การออกแบบก่อสร้างที่นี่ ไม่มีใครทราบชื่อของสถาปนิกนั้น แต่จากการวิเคราะห์นั้น ได้แสดงให้เห็นอิทธิพลของลีโอนาโด ดาวินซี (Leonardo da Vinci) ซึ่งทำงานเป็นสถาปนิกให้แก่ศาลของกษัตริย์ฟรองซัวร์ที่ 1 แต่ลีโอนาโดก็ได้เสียชีวิตลงไม่กี่เดือนก่อนที่จะเริ่มต้นการก่อสร้างปราสาทชองบอร์ในปีค.ศ. 1519 ที่ Clos Luceณ หมู่บ้าน Amboise (คงไม่พบแบบร่างของปราสาท ที่เป็นหลักฐานสำคัญ เพราะเอกสารอื่นๆที่เป็นภาพร่างของดาวินซี ก็ยังมีอยู่มากมาย) การก่อสร้างได้เริ่มในปีค.ศ. 1519 ซึ่งการก่อสร้างปราสาทชองบอร์นี้เป็นหนึ่งในโครงการที่สำคัญที่สุดในยุคศิลปะแบบเรอเนสซองต์เลยก็ว่าได้ การก่อสร้างปราสาทขนาดใหญ่นี้ต้องใช้หินประมาณ 222,000 ตัน
















































การก่อสร้างเป็นไปอย่างค่อนข้างลำบาก เพราะไปสร้างกลางป่า คนงานหลายคนต้องเสียชีวิตจากไข้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ปราสาทถูกสร้างขึ้นใกล้กับบึง ดังนั้นช่างไม้ต้องผลักกองไม้โอ๊คลึกถึง 12 เมตร เพื่อสร้างฐานรากของปราสาทให้แข็งแรงให้อยู่บนเสาเหนือน้ำ จากการขุดค้นในเดือนกุมภาพันธ์ปีค.ศ. 2007 ยังพบว่า คงมีหอตะวันตกเฉียงใต้ที่ตั้งอยู่บนแท่งหิน และยังมีโครงสร้างแบบวงกลมในเศษหินหรืออิฐ และซากของหอปราสาทยุคกลาง ที่ถูกสร้างขึ้นก่อนการก่อสร้างของปราสาทปัจจุบันนี้ด้วย
































































ยูเนสโกได้ประกาศให้ปราสาทชองบอร์ เป็นมรดกโลกในปีค.ศ.1981 และตั้งแต่ปีค.ศ. 2000 ยังถูกจัดให้เป็นหนึ่งในปราสาทลุ่มน้ำลัวร์ที่โด่งดัง นอกจากนี้ชองบอร์ยังเป็นสถาปัตยกรรมทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ปีค.ศ. 1840 และเป็นสถานที่สาธารณะที่ถูกใช้ในการถ่ายทำละครและภาพยนตร์มาตั้งแต่ปีค.ศ. 2005 จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งของฝรั่งเศส ในปัจจุบัน


TraveLArounD




ปล. ท่านที่เพิ่งเข้ามาชมบล็อกใหม่ ผมได้จัดทำเป็นสารบัญ แบบหนังสือให้ค้นดูหัวเรื่องได้ง่ายที่ group : นานา สาระ๑๐๐๐ เพราะเรื่องต่างๆ เขียนไว้ กว่า 1400 เรื่องแล้ว

หมายเหตุ : ขณะได้มี website อื่นๆหลาย website ได้นำเอาเรื่องที่ผมเขียนไว้ ไปลงต่อในลักษณะของเนื้อหา โดยไม่ได้รับอนุญาตใดๆ ถ้าต้องการบทความใดไปใช้ ขอให้ติดต่อขออนุญาต ก่อนทาง Email : nana_sara1000@ymail.com มิฉะนั้น จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายลิขสิทธิ์

ส่วนผู้ที่ต้องการนำเรื่องไปโพสต่อ เพื่อเผยแพร่ โดยมิใช่ทางการค้า ขอให้ติดต่อขออนุญาตให้ถูกต้องก่อนโพส

ข้อมูลจาก
//geebabybaby.blogspot.com/2011/02/chateau-de-chambord.html




 

Create Date : 12 สิงหาคม 2554    
Last Update : 12 สิงหาคม 2554 21:38:01 น.
Counter : 3490 Pageviews.  

ถ้ำพระ 100000 องค์ : ถ้ำหินหลงเหมิน

ถ้ำหินหลงเหมิน


ไม่ได้นำเที่ยวเมืองจีนเสียนาน วันนี้ขอพามาเที่ยวเมืองจีนอีกสักที่ครับ พาไปเข้าถ้ำแต่ไม่ใช่ถ้ำแบบธรรมชาติ แต่เป็นถ้ำที่มีความสำคัญทางพุทธศาสนาของจีน ที่มีการแกะสลักพระพุทธรูปจำนวนมากเป็นแสนองค์ เหมาะสำหรับคนที่ชอบเที่ยววัด เที่ยววา ไหว้พระ











ถ้ำหินหลงเหมินหรือถ้ำหินประตูมังกร (หลงเหมินสือคู) ตั้งอยู่ในหุบเขาหลงเหมิน ห่างจากเมืองลั่วหยาง มณฑลเหอหนาน ไปทางทิศใต้ 12.5 กิโลเมตร พื้นที่ทั้งด้านตะวันออกและด้านตะวันตกเป็นภูเขา มีแม่น้ำอี๋สุ่ยไหลผ่านตรงกลาง มองดูเสมือนประตูที่มีมังกรโลดแล่นขนาบอยู่ จึงได้ชื่อว่า หลงเหมินคือประตูมังกร ทั้งสองฝั่งเชื่อมต่อกันโดยมีสะพานเชื่อมทั้งหัวท้ายของปลายถ้ำ สถานที่นี้นับเป็นช่องทางสำคัญทางการคมนาคม ที่มีภูเขาสีเขียวและน้ำใสอีกทั้งอากาศก็ดี จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงโด่งดังของนักเขียนและปัญญาชนจีนในสมัยต่างๆ นอกจากนี้ หินในสถานที่นี้ก็มีคุณภาพดีที่เหมาะสำหรับการแกะสลัก ฉะนั้นคนจีนในสมัยโบราณจึงเลือกสถานที่นี้ขุดเจาะถ้ำหิน






















ถ้ำหินหลงเหมินกับถ้ำหินโม่เกาในเมืองตุนหวง มณฑลกันซู่ และถ้ำหินหยุนกั่งในเมืองต้าถง มณฑลซานซี เป็นคลังศิลป์หินสลักที่สำคัญ 3 แห่งของจีน ที่ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลก ในปี ค.ศ. 2000 แต่ถ้ำหินหลงเหมินได้ชื่อว่าเป็นถ้ำที่สลักรูปพระพุทธรูปได้งดงามที่สุด และมีใบหน้าเหมือนชาวจีนมากที่สุด












ถ้ำหินหลงเหมิน เริ่มมีการขุดเจาะและสลักมา ตั้งแต่สมัยจักรพรรดิเสี้ยวเหวิน ราชวงศ์เว่ยเหนือ (ค.ศ.471-ค.ศ.477) เพื่อสร้างเป็นวัดและพระพุทธรูปจำนวนมาก เพื่อเป็นการทำนุบำรุงพุทธศาสนา (นอกจากนี้ฮ่องเต้เสี้ยวเหวินตี้ยังเป็นผู้สร้างวัดเส้าหลินอันลือลั่น) ถ้ำในบริเวณนี้ มีวัดถ้ำกู่หยาง สร้างขึ้นเป็นวัดแรกสุด มีการสลักพระพุทธรูปในถ้ำเป็นรูปพระพุทธเจ้า รูปพระศรีอาริย์ฯ ในอิริยาบถต่างๆ หลังจากนั้นถ้ำหินหลงเหมินได้มีการแกะสลักเพิ่มเติมในยุคต่อๆมา อย่างต่อเนื่องยาวนาน ถึง 6 ราชวงศ์ ก่อนจะไปสิ้นสุดในราชวงศ์ถัง ใช้เวลายาวนานกว่า 400 ปี จึงจะแล้วเสร็จ จึงมีประวัติมานานถึง 1500 ปี












ความยาวจากใต้สู่เหนือของถ้ำหินหลงเหมินประมาณ 1 กิโลเมตร ประกอบด้วยถ้ำหินต่างๆ กว่า 1300 ถ้ำ มีช่องบรรจุพระพุทธรูป 2345 ช่อง มีคำเขียนและศิลาจารึกกว่า 3600 ชิ้น เจดีย์พุทธศาสนากว่า 50 องค์ พระพุทธรูปกว่า 100,000 องค์ นอกจากนี้ ในถ้ำยังเป็นที่เก็บรักษาสิ่งของสำคัญ ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อีกมากมายหลายอย่าง ทางด้านการแพทย์ ศิลปะ การดนตรี การแต่งกาย และสถาปัตยกรรม ในจำนวนนี้ ถ้ำกลางปินหยาง วิหารเฟิ่งเซียนและถ้ำกู่หยางนับว่าเป็นสถานที่ที่โดดเด่นที่สุด





















ถ้ำกู่หยาง นับเป็นถ้ำที่เก่าแก่ที่สุด การสลักพระพุทธรูปที่นี่ มีการสลักชื่อช่างและวัตถุประสงค์ในการสร้างไว้ด้วย จึงเป็นหลักฐานอย่างดีทางประวัติศาสตร์ ลักษณะของพระพุทธรูป ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย ที่ได้รับมาพร้อมกับการแพร่ขยายของพุทธศาสนาตั้งแต่สมัยคันธาระ











วัดถ้ำปินหยาง เป็นถ้ำที่สร้างต่อมา ด้วยพระราชศรัทธาของจักรพรรดิเสี้ยวเหวิน ราชวงศ์เว่ยเหนือ ถ้ำมีขนาดใหญ่ แบ่งเป็นถ้ำเหนือ ถ้ำกลาง ถ้ำใต้ ใช้เวลาสร้างนานแต่ก็เสร็จภายในราชวงศ์เหวิน ถ้ำกลาง ได้รับการสานต่อจากจักรพรรดิซวนวู่ เพื่ออุทิศให้กับพระราชบิดา พระราชมารดา โดยการระดมช่างและแรงงานกว่า 800,000 คน ถ้ำนี้มีความโดดเด่นด้วยพระพุทธรูปใบหน้าวงรีเป็นรูปไข่และรูปร่างเพรียวที่สูงสง่า พื้นแกะสลักลวดลายดอกบัว ทั้งยังมีการแกะสลักรูปฮ่องเต้เสี้ยวเหวินตี้และไทเฮากำลังประกอบพิธีทางศาสนาอยู่











วัดถ้ำพระพุทธรูปหมื่นองค์ (Wan Fo Dong) สร้างโดย พระนางบูเช็กเทียน ถ้ำแห่งนี้มีพระประธานประทับอยู่บนดอกบัว ล้อมรอบด้วยสาวกมากมายทั้งบนผนังและเพดานถ้ำกว่า 15,000 องค์ พระพุทธรูปบางองค์ที่นี่ ถูกนักท่องเที่ยวสัมผัสลูบคลำด้วยความศรัทธาจนดำเลื่อม ส่วนที่น่าอัศจรรย์ก็คือพระพุทธรูปองค์เล็กขนาดประมาณนิ้วมือที่มีจำนวนมากที่สุดในวัดถ้ำแห่งนี้











วัดถ้ำดอกบัว / Lianhua (Lotus Flower Cave) วัดนี้มีความพิเศษคือ บนเพดานถ้ำมีการแกะสลักดอกบัวขนาดใหญ่หนึ่งในสัญลักษณ์แห่งศาสนาพุทธไว้เหนือองค์พระประธาน มีลายฝักบัวอยู่ตรงกลาง รอบๆดอกบัวมีเหล่าทวยเทพ เล่นดนตรี ที่ดูดั่งมีชีวิตชีวา งดงามแปลกตาเป็นอย่างยิ่ง
ถ้ำที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ อีกถ้ำหนึ่งคือ ถ้ำจารึก (Medical Prescription Cave) ที่มีจารึก ด้านการแพทย์มากมาย ตั้งแต่รักษาไข้ธรรมดา ไปจนถึงการรักษาคนบ้า และตำราส่วนหนึ่งก็ยังใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน











ส่วนวัดที่ถือว่ามีความงามที่สุด เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ก็คือ วัดเฟิ่งเซียน / Feng Xian Si (Ancestor Worshipping Cave) ที่มี “พระพุทธรูปโรจนะ” พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดของถ้ำหินหลงเหมิน แกะสลักโดดเด่นเป็นพระประธาน มีความสูงถึง 17.4 เมตร มีพระเศียรสูงถึง 4 เมตร โดยที่ข้างองค์พระประธานยังมีรูปสลักของพระพุทธรูปและเทพเจ้าขนาดรองลงมายืนอยู่ที่ผนังถ้ำทั้ง 2 ด้าน ส่วนที่เป็นแท่นสักการะนี้ มีพื้นที่ขนาดใหญ่ ด้านละกว่า 30 เมตร



































































องค์พระพุทธรูปโรจนะถือเป็นพระพุทธรูปที่มีความงดงามสมบูรณ์ที่สุด มีพระวรกายที่อวบอัด พระพักตร์กลมอิ่มเอิบสมบูรณ์ ถือเป็นงานศิลปะที่สะท้อนถึงรสนิยมความงามของราชวงศ์ถังได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะคนจีนส่วนใหญ่ มีความเชื่อว่าพระพักตร์ของพระพุทธรูปโรจนะองค์นี้ คือใบหน้าของ“พระนางบูเช็กเทียน” ฮ่องเต้หญิงหนึ่งเดียวแห่งแดนมังกร เพราะว่านางเป็นคนสั่งให้ช่างสร้างขึ้นมาด้วยความเชื่อที่ว่าตนเองคือพระอาริยเมตต์ไตร กลับชาติมาเกิด










น่าเสียดายที่ถ้ำส่วนหนึ่งเสียหายจากการทำลายของ พวกต่อต้านพุทธศาสนาในศตวรรษที่ 9 ตามมาด้วยการทำลายจากเหล่า Red Guards ของคอมมิวนิสต์ ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม และยังมาโดนเหล่านักท่องเที่ยวมือบอนจากตะวันตกมาฉกหาของที่ระลึกติดมือกลับบ้านไปอีกไม่น้อย


ปัจจุบันถ้ำหินหลงเหมินถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ทางการท่องเที่ยวของมณฑลเหอหนานและเมืองลั่วหยาง แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวชมถ้ำหินแห่งนี้กันเป็นจำนวนมาก

TraveLArounD



ปล. ท่านที่เพิ่งเข้ามาชมบล็อกใหม่ ผมได้จัดทำเป็นสารบัญ แบบหนังสือให้ค้นดูหัวเรื่องได้ง่ายที่ group : นานา สาระ๑๐๐๐ เพราะเรื่องต่างๆ เขียนไว้ กว่า 1400 เรื่องแล้ว

หมายเหตุ : ขณะได้มี website อื่นๆหลาย website ได้นำเอาเรื่องที่ผมเขียนไว้ ไปลงต่อในลักษณะของเนื้อหา โดยไม่ได้รับอนุญาตใดๆ ถ้าต้องการบทความใดไปใช้ ขอให้ติดต่อขออนุญาต ก่อนทาง Email : nana_sara1000@ymail.com มิฉะนั้น จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายลิขสิทธิ์

ส่วนผู้ที่ต้องการนำเรื่องไปโพสต่อ เพื่อเผยแพร่ โดยมิใช่ทางการค้า ขอให้ติดต่อขออนุญาตให้ถูกต้องก่อนโพส

ข้อมูลจาก
//www.travelchinaguide.com/attraction/henan/luoyang/longmen2.htm
//www.sacred-destinations.com/china/longmen-caves.htm
//depts.washington.edu/chinaciv/bud/5temcave.htm
เหล็งฮู้ชง, ผู้จัดการออนไลน์




 

Create Date : 09 สิงหาคม 2554    
Last Update : 9 สิงหาคม 2554 12:14:22 น.
Counter : 2757 Pageviews.  

พระราชวังซ็องซูซี : Sans souci Palace พระราชวังที่สวยที่สุดในยุโรป

พระราชวังซ็องซูซี





พระราชวังซ็องซูซี (Sans souci) เป็นอดีตพระราชวังฤดูร้อนของพระเจ้าฟรีดริชที่ 2 แห่งปรัสเซีย ตั้งอยู่ที่เมืองพอทสดัม ในประเทศเยอรมนี สร้างโดยพระราชประสงค์ของ พระเจ้าเฟรดริค ที่ 2 ระหว่างปี ค.ศ.1745 ถึงปี ค.ศ.1747 โดยมีจอร์จ เวนซเลาส์ ฟอน คโนเบิลสดอร์ฟฟ์ (Georg Wenzeslaus von Knobelsdorff) เป็นสถาปนิก เป็นสถาปัตยกรรมแบบร็อคโคโค ที่สวยงามจนเป็นแบบอย่างให้สไตล์นี้ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศเยอรมัน และโดดเด่นกว่าประเทศอื่นๆในยุโรป











พระราชวังซ็องซูซี Sans souci เป็นพระราชวังส่วนพระองค์ของ พระเจ้าเฟรดริค ที่ 2 แห่งปรัสเซีย (Frederick the Great) เป็นที่ซึ่งพระองค์มีพระประสงค์จะใช้เป็นที่สถานที่เพื่อพักผ่อนจากพระราชกรณียกิจ และพระราชพิธีต่างๆในพระราชสำนักแห่งเบอร์ลิน






































ในศตวรรษที่ 18 ปรัสเซียคือประเทศเล็กๆ ที่ล้อมรอบไปด้วยเหล่าอาณาจักรอันทรงอำนาจ พระเจ้าฟรีดริชที่ 2 คือกษัตริย์ผู้ครองนครผู้มีความรู้ความสามารถที่ทำให้ปรัสเซียเข้มแข็ง พระองค์ได้แสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ทางด้านการทหารและความชำนาญด้านการบริหารประเทศ












สภาพอาคารเดิม


















ที่นี่ถือเป็นพระราชวังฤดูร้อน (ลักษณะเดียวกับพระราชวังบางปะอินที่ถือเป็นพระราชวังฤดูร้อนของรัชกาลที่ 5 ) ตั้งอยู่ที่เมือง Potsdam นอกกรุงเบอร์ลิน เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปีค.ศ.1745 จนเสร็จเมื่อปี 1747 ใช้เวลาสร้างเพียง 2 ปีเท่านั้น แต่ก็มีความสวยงามจนสามารถไปเปรียบกับพระราชวังแวซายร์ ได้ทีเดียว แม้จะมีขนาดเล็กกว่ามาก ห้องหลักของซ็องซูซีมีเพียงสิบห้องเท่านั้น ตัววังสร้างบนเนินกลางอุทยาน มองเห็นทิวทัศน์ได้ไกล











ที่โดดเด่นจนโด่งดัง คือการตกแต่งด้วย ศิลปะแบบร็อคโคโค (Rococo style) ซึ่งนิยม และรุ่งเรืองมากในเยอรมัน (นอกจากด้านเพลงคลาสสิค ที่มีคีตกวีที่มีชื่อเสียงมากมาย) และที่นี่ก็ถือเป็นต้นแบบที่ พระเจ้าเฟรดริค ที่ 2 ทรงสร้างและเขียนแบบแปลนร่างด้วยพระองค์เอง เพราะมีความเข้าใจอันลึกซึ้งในเรื่องศิลปะ และมีส่วนในการพัฒนาสไตล์ของร็อคโคโค จนเป็นเอกลักษณ์ที่เรียกกันต่อมาว่า “ร็อคโคโคแบบเฟรดริค”























เนื่องจากเป็นพระราชวังฤดูร้อน จึงย่อมจะต้องมีสวนที่สวยงาม เพื่อการพักผ่อนอย่างแท้จริง และชื่อ Sans souci ก็ยังมีความหมายในภาษาอังกฤษว่า 'without worries' ถ้าแปลเป็นไทยหรือเทียบกับของเรา ก็คงจะเป็นดั่งเช่น วังไกลกังวล นั่นเอง
























ส่วนที่เด่นที่สุดของสวน คือสวนขั้นบันใดด้านหน้าวังที่สร้างลดหลั่นกันลงมา ดูจากภาพเก่าจะเห็นว่ามีการปรับปรุงใหม่ภายหลัง ต่างจากของเดิม ที่ดูสมัยใหม่ขึ้น


ภาพร่างโบราณ










ภาพมุมสูงปัจจุบัน









พระเจ้าเฟรดเดอริครักพระราชวังแห่งนี้มากจนกระทั่งตั้งพระทัยว่าจะให้ที่นี่ เป็นที่สุดท้ายของพระองค์ แม้จะไม่สมหวังในที่สุด แต่หลังจากการรวมชาติของเยอรมันเมื่อปี 1990 พระประสงค์ของพระองค์ก็สัมฤทธิ์ผล โดยพระศพของพระองค์ได้ถูกนำกลับมาฝังไว้ที่สถูปท่ามกลางสวนอันสวยงาม











ต่อมาภายหลัง พระเจ้าเฟรดเดอริควิลเลี่ยมที่ 4 (Frederick William IV) ได้ปรับปรุงพระราชวังนี้ใหม่ ขยายปีกอาคารด้านข้างเพิ่มขึ้น นอกจากอาคารหลังแล้ว ในบริเวณก็ยังมีอาคารหลังเล็กๆที่สวยงามอีกหลายหลัง เช่น หอมังกร (The Dragon House) เรือนชา เรือนจีนและโบสถ์เล็กๆหลังหนึ่ง ชื่อวัดเฟรนด์ชิพ



Gitterpavillon











เรือนจีน










วัดเฟรนด์ชิพ










หอมังกร



พระราชวัง Sanssouci และบริเวณรวมทั้ง Potsdam Palaces and Castles ในเบอร์ลิน ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี 1990 นั้นเอง ภายใต้ชื่อว่า "พระราชวังและสวนแห่งพอทสดัมและเบอร์ลิน" ต่อมาในปี ค.ศ. 1995 ก็ได้มีการก่อตั้งสถาบันเพื่อวังปรัสเซียและอุทยานในเบอร์ลิน-บรันเดนบูร์ก ขึ้นเพื่อดูแลรักษาพระราชวังซ็องซูซีและพระราชวังต่างในบริเวณเบอร์ลิน พระราชวังเหล่านี้ในปัจจุบันมีผู้เข้าชมมากกว่าปีละสองล้านคนจากทั่วโลก


TraveLArounD



ปล. ท่านที่เพิ่งเข้ามาชมบล็อกใหม่ ผมได้จัดทำเป็นสารบัญ แบบหนังสือให้ค้นดูหัวเรื่องได้ง่ายที่ group : นานา สาระ๑๐๐๐ เพราะเรื่องต่างๆ เขียนไว้ กว่า 1400 เรื่องแล้ว

หมายเหตุ : ขณะได้มี website อื่นๆหลาย website ได้นำเอาเรื่องที่ผมเขียนไว้ ไปลงต่อในลักษณะของเนื้อหา โดยไม่ได้รับอนุญาตใดๆ ถ้าต้องการบทความใดไปใช้ ขอให้ติดต่อขออนุญาต ก่อนทาง Email : nana_sara1000@ymail.com มิฉะนั้น จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายลิขสิทธิ์

ส่วนผู้ที่ต้องการนำเรื่องไปโพสต่อ เพื่อเผยแพร่ โดยมิใช่ทางการค้า ขอให้ติดต่อขออนุญาตให้ถูกต้องก่อนโพส

ข้อมูลจาก
//th.wikipedia.org/wiki/
//www.travelgrove.com/blog/amazing-places/sanssouci-probably-the-most-beautiful-palace-in-europe/




 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 22 กรกฎาคม 2554 12:20:35 น.
Counter : 6528 Pageviews.  

หุบเขาบามิยัน : Bamiyan Valley

หุบเขาบามิยัน : Bamiyan Valley


ภูมิทัศน์วัฒนธรรมและโบราณคดีใน Bamiyan Valley เป็นส่วนที่น่าสนใจและท่องเที่ยวอีกจุดหนึ่ง ของบรรดาพุทธศาสนิกชนทั่วโลก ในหุบเขาที่สวยงามแห่งนี้ มีประวัติการพัฒนาศิลปะและพุทธศาสนามาตั้งแต่ ศตวรรษที่ 1 ไปจนถึงศตวรรษที่ 13 ก่อนการเข้ามาของ ศาสนาอิสลาม ที่นี่มีหลักฐานโบราณที่เป็นศิลปเบคเทรีย (Bakhtria) รวมถึงอิทธิพลทางวัฒนธรรมต่างๆของคันธาระ (Gandhara) และศิลปะพุทธ จึงเป็นพื้นที่ ที่มีความหลากหลายของศิลปะ ที่สำคัญคือการทำลายพระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่ 2 องค์ที่ช็อคผู้คนไปทั่วโลก (ไม่เพียงเฉพาะชาวพุทธ) โดยการยิงถล่มของพวก Taliban ในเดือนมีนาคม ปี 2001





















หุบเขาบามิยัน ตั้งอยู่บนเส้นทางสายไหม ระหว่าง จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง และ ยุโรป ตั้งอยู่ห่างจากกรุงคาบูลไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ประมาณ 145 ไมล์ (230กิโลเมตร) มีการค้นพบศาสนสถานทางศาสนาพุทธ และฮินดู เป็นจำนวนมากกว่า 1,000 แห่ง เป็นหนึ่งในจุดศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนาในบริเวณนั้นมาก่อนที่จะมีการมาของ ศาสนาอิสลามในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 หรือกว่า 1200 ปี






















ศาสนสถานที่สำคัญที่สุดในบริเวณนี้คือพระพุทธรูปองค์ใหญ่ 3 องค์ 2 องค์แรกสร้างในช่วงปีพ.ศ. 1050 (ค.ศ. 507) มีความสูง 37 เมตร และองค์ที่ 3 สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1097 (ค.ศ. 554) สูง 55 เมตรเป็น "พระพุทธรูปแกะสลักหน้าผาที่ใหญ่ที่สุดในโลก" ซึ่งทั้งหมดนี้คาดกันว่าสร้างโดยพระเถระและราชวงศ์คุปตะแห่งอินเดีย ตามฝาผนังถ้ำที่ได้ขุดเจาะกันไว้นั้น มีการวาดภาพ ซึ่งบ่งบอกถึงการผสมผสานของศิลปะคุปตะ ศิลปะคันธาระ และ ศิลปะเปอร์เซียได้อย่างชัดเจน และเมื่อพระถังซำจั๋งได้เดินทางไปชมพูทวีปในปี พ.ศ. 1173 (ค.ศ. 650)นั้น ท่านได้เล่าว่าพระพุทธรูปได้เหลืองอร่ามไปด้วยทองคำ และมีพระกว่า 1,000 รูปจำวัดอยู่






















ในบันทึกยังกล่าวว่า ที่นี่มีอารามมากกว่า 10 แห่ง มีพระสงฆ์หลายพันรูป ล้วนเป็นฝ่ายโลกุตตรวาท (โลกุตตรวาทิน) สังกัด นิกายมหายาน พระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงของเมืองนี้ คือ พระอารยทูต (Aryaduta) และพระอารยเสน (Aryasena) มีความรู้ในพระธรรมวินัยเป็นอย่างดี ที่เนินเขาของนครหลวง มีพระพุทธรูปยืนซึ่งจำหลักด้วยศิลา สูง 150 เฉี๊ยะ (มาตราวัดจีน) ถัดจากนี้ไปเป็นอาราม และพระปฏิมาจำหลักด้วยแก้วกาจ สูง 100 เฉี๊ยะ อารามนี้ มีพระพุทธไสยาสน์ความยาว 1,000 เฉี๊ยะ บรรดาพระพุทธรูปเหล่านี้ล้วนเป็นฝีมือที่ปราณีต สวยงาม นอกจากนี้ยังมีอารามประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว พระทันตธาตุของพระพุทธเจ้าอีกด้วย






















ระหว่างช่วงประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 1,600 ปี ของพระพุทธรูปแห่งบามิยันนี้ ได้พบเจอกับสงครามและการจู่โจมมาโดยตลอด ถึงแม้จะมีชนพื้นเมืองชาวมุสลิมกลุ่มหนึ่งคือชาวฮาซารัส ได้ปกป้องศาสนาสถานแห่งนี้มาก็ตาม เริ่มต้นด้วยการเสื่อมถอยของศาสนาพุทธในบริเวณนี้และการเข้ามาของศาสนาอิสลาม การทำลายและการบุกรุกโจรกรรมวัตถุต่างๆจากถ้ำภายในตั้งแต่ 900 ปีที่แล้ว จนมาถึงปี พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979) เมื่อสหภาพโซเวียต นำทหารเข้าบุกเข้าโจมตีอัฟกานิสถาน ตามมาด้วยสงครามอัฟกัน และสิ้นสุดลงด้วยการระเบิดของกลุ่มตาลีบันเมื่อวันที่ 9 มีนาคม ในปี พ.ศ. 2544 จากการสำรวจ ได้มีรายงานว่ากว่า 80% ของภาพตามฝาผนังถ้ำได้ถูกทำลายลงไปแล้ว





















เกี่ยวกับภาพเขียนที่นี่ ตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมา นักวิทยาศาสตร์ ทั้งญี่ปุ่น ยุโรป และอเมริกา ได้ร่วมกันทำงาน เพื่ออนุรักษ์บรรดาภาพเขียนเหล่านี้ ภายใต้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายจาก UNESCO ที่ได้ประกาศขึ้นทะเบียนมรดกโลก ในบริเวณหุบเขาบามิยันนี้










การค้นพบภาพเขียนผนังโบราณ ที่เกี่ยวกับพุทธประวัติ ฯในถ้ำบริเวณ หุบเขาบามิยัน นับเป็นภาพเขียนเก่าแก่ที่สุด ที่ใช้สีน้ำมัน อายุราวประมาณ ศตวรรษที่ 7 เก่ากว่าภาพเขียนในยุคกลางของยุโรป และเมดิเตอร์เรเนียน หลายร้อยปี











ภาพเขียนยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับเส้นทางสายไหม ที่เชื่อมต่อระหว่างตะวันออก กับเอเชียตะวันตกในสมัยนั้น นอกจากภาพเกี่ยวกับพุทธประวัติแล้วนั้น ยังมีภาพวาดผนัง เป็นภาพสัตว์ต่างๆ ที่เขียนประดับภายในถ้ำมากกว่า 50 ถ้ำ ในบริเวณนี้ ที่มีมากนับพันถ้ำ นับย้อนไปได้ราวค.ศ.5-7











น่าเสียดาย ที่ UNESCO ส่งเฉพาะนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้มาทำการสำรวจและบูรณะภาพวาดเหล่านี้ ในเชิงประวัติศาสตร์ และความเก่าแก่ของเทคนิคการใช้สีน้ำมัน แต่ไม่มีทีมวานองนักโบราณคดี ที่จะมาศึกษารายละเอียดของภาพ ในด้านพุทธศาสนาอย่างละเอียดบ้าง










คำให้การของนายชีค มีร์ซา ฮุสเซน มือระเบิดทำลายพระพุทธรูปบามิยัน ตามคำสั่งของรัฐบาลตาลีบัน กล่าวว่า “ถ้าเขาไม่ระเบิดพระพุทธรูป พวกตาลีบันจะฆ่าเขาทิ้ง เพราะก่อนหน้านั้น ตาลีบันฆ่าลูกชายสองคนของเขาเหมือนสุนัขข้างถนน เขาจึงต้องทำเพื่อการอยู่รอด เขามีความเชื่อว่าด้านหน้าของพระพุทธรูปที่ถูกทำลายลง มีพระพุทธรูปปางไสยาสน์องค์หนึ่ง เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่มีพระพักตร์อมยิ้ม ฝังอยู่ใต้ดิน ซึ่งเป็นความเชื่อที่ได้ยินมาจากบรรพบุรุษสืบขานกันต่อหลายชั่วอายุคน สอดคล้องกับ คำบอกกล่าวของพระถังซัมจั๋ง ที่ได้เห็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์นี้เช่นกัน ซึ่งนักโบราณคดีได้ขุดพบ ส่วนพระบาทของของพระนอน เมื่อปี พ.ศ. 2548 แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าขององค์พระส่วนที่เหลือ




















ปัจจุบัน รัฐบาลของอัฟกานิสถานมีแนวคิดที่จะพัฒนา หุบเขาบามิยัน ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งน่าจะได้รับความสนใจมาก เพียงแต่ว่า การรักษาความมั่นคง และความปลอดภัยภายในนั้น ยังเป็นปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ เพราะฝ่ายตาลีบันที่สูญเสียอำนาจไปนั้น ยังมีศักยภาพในการก่อการร้ายได้อย่างดี และต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเมื่ออเมริกาถอนตัวออกจากอัฟกานิสถานแล้ว รัฐบาลของเขาจะสามารถรักษาความสงบและปลอดภัย ให้อยู่ในระดับปกติได้หรือไม่ ยังเป็นคำถามที่ทุกคนเฝ้ารอดูคำตอบอย่างกระวนกระวาย


TraveLArounD




ปล. ท่านที่เพิ่งเข้ามาชมบล็อกใหม่ ผมได้จัดทำเป็นสารบัญ แบบหนังสือให้ค้นดูหัวเรื่องได้ง่ายที่ group : นานา สาระ๑๐๐๐ เพราะเรื่องต่างๆ เขียนไว้ 1380 กว่าเรื่องแล้ว

หมายเหตุ : ขณะได้มี website อื่นๆหลาย website ได้นำเอาเรื่องที่ผมเขียนไว้ ไปลงต่อในลักษณะของเนื้อหา โดยไม่ได้รับอนุญาตใดๆ ถ้าต้องการบทความใดไปใช้ ขอให้ติดต่อขออนุญาต ก่อนทาง Email : nana_sara1000@ymail.com มิฉะนั้น จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายลิขสิทธิ์

ส่วนผู้ที่ต้องการนำเรื่องไปโพสต่อ เพื่อเผยแพร่ โดยมิใช่ทางการค้า ขอให้ติดต่อขออนุญาตให้ถูกต้องก่อนโพส

ข้อมูลจาก
//th.wikipedia.org/
ภาพจาก
//my.opera.com/bachkien/albums/showpic.dml?album=4359692&picture=65476902#bigimg




 

Create Date : 02 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 2 กรกฎาคม 2554 17:08:41 น.
Counter : 2691 Pageviews.  

ภารกิจพิชิตหอคอยปีศาจ : Devils Tower

ภารกิจพิชิตหอคอยปีศาจ : Devils Tower


หลายท่านที่เห็น หอคอยปีศาจ อาจจะคุ้นตาว่าเคยเห็นที่ไหน ก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะมันเป็นฉากหลักในภาพยนต์ Close Encounters of the Third Kind ที่เขาขึ้นไปติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวบนยอดของมัน




































หอคอยปีศาจ หรือ Devils Tower ตั้งอยู่เหนือแม่น้ำ Belle Fourche ในมลรัฐไวโอมิง ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นชื่อเรียกหินที่โผล่ขึ้นมาเหนือพื้นดินเป็นแท่งเสาสูงใหญ่ มีหน้าตัดตอนบนคล้ายๆ กับตอของต้นไม้ ขนาดใหญ่มหึมา ตอหินยักษ์นี้ เกิดขึ้นจากอำนาจของหินละลายจากภูเขาไฟเมื่อตอนระเบิดขึ้นมา และจับตัวเป็นแท่งแข็งเมื่อมันเย็นลงอย่างรวดเร็ว และเมื่อผ่านกาลเวลายาวนานกว่า 40 ล้านปี ด้วยอำนาจความร้อน แสงแดด ลมและฝน พัดกัดกร่อนอยู่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทำให้เราเห็นชั้นของหินในด้านตั้งได้ชัดเจน มีลักษณะสวยงามอย่างแปลกประหลาด ชั้นของหินเหล่านี้เมื่อแตกหัก เกิดเป็นรูปเหลี่ยมขึ้นโดยรอบอย่างเป็นระเบียบ จนเกือบไม่น่าเชื่อเลยว่าธรรมชาติจะสร้างสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นมาได้เช่นนี้















































ในปีค.ศ. 1906 ประธานาธิบดี Theodore Roosevelt ได้ประกาศให้ Devils Tower มีสถานะเป็น "อนุสาวรีย์แห่งชาติ" มีขอบเขตครอบคลุมพื้นที่เกือบกว่าห้าตารางกิโลเมตร โดยมีชื่อเรียกดั้งเดิมโดยอินเดียนแดงเผ่า Sioux ว่า "Mato Tipila”

























ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวนับแสนเข้าชมแหล่งท่องเที่ยวแบบธรรมชาตินี้ โดยเฉพาะในปัจจุบันกีฬาปีนเขามือเปล่า กำลังฮิต ก็มีนักปีนเขามาประลองกำลังความสามารถท้ามัจจุราช กันอย่างมากมาย น่าหวาดเสียว


TraveLArounD


ปล. ท่านที่เพิ่งเข้ามาชมบล็อกใหม่ ผมได้จัดทำเป็นสารบัญ แบบหนังสือให้ค้นดูหัวเรื่องได้ง่ายที่ group : นานา สาระ๑๐๐๐ เพราะเรื่องต่างๆ เขียนไว้ 1350 กว่าเรื่องแล้ว

หมายเหตุ : ขณะได้มี website อื่นๆหลาย website ได้นำเอาเรื่องที่ผมเขียนไว้ ไปลงต่อในลักษณะของเนื้อหา โดยไม่ได้รับอนุญาตใดๆ ถ้าต้องการบทความใดไปใช้ ขอให้ติดต่อขออนุญาต ก่อนทาง Email : nana_sara1000@ymail.com มิฉะนั้น จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายลิขสิทธิ์

ส่วนผู้ที่ต้องการนำเรื่องไปโพสต่อ เพื่อเผยแพร่ โดยมิใช่ทางการค้า ขอให้ติดต่อขออนุญาตให้ถูกต้องก่อนโพส

ข้อมูลจาก
//en.wikipedia.org/wiki/File:Devils_Tower_aerial.jpg




 

Create Date : 18 มิถุนายน 2554    
Last Update : 18 มิถุนายน 2554 23:46:51 น.
Counter : 2010 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

travelaround
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 160 คน [?]





ยินดีต้อนรับทุกท่านที่แวะเข้ามาชม blog มีข้อคิดเห็น เชิญ comment มาได้นะครับ ถ้าตอบได้ จะตอบให้ทันทีครับ แต่ถ้าไม่ทราบ ต้องขอเวลา จะค้นคว้ามาให้อ่านกัน ท่านที่จะถามคำถาม หรือติดต่อเรื่องบทความ ได้ทาง Email :- d_sign_place@yahoo.com ครับ


เรื่องต่างๆที่ผมได้เขียนหรือรวบรวม เรียบเรียงมานี้ ยินดีให้ทุกท่านได้อ่านเป็นวิทยาทานและเพื่อการศึกษา ถ้าจะนำไปโพสต่อใน website สาธารณะ หรือ website อื่นใดที่ไม่ใช่ทางพาณิชย์ กรุณาระบุที่มา คือ http://www.travelaround.bloggang.com และนามปากกาผู้เขียนคือ TraveLArounD ด้วย

แต่ขอสงวนสิทธิ์สำหรับการนำไปใช้ ในเชิงพาณิชย์ หรือโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง จะถูกดำเนินคดี ตามกฏหมายลิขสิทธิ์

ส่วนบทความหรือภาพถ่ายใดๆ ที่ได้นำมาจาก website อื่น เพื่อเป็นข้อมูลประกอบเรื่องนั้นๆ เป็นการถ่ายทอดจากวิจารณญาณแล้วว่า มีความถูกต้องเป็นจริง มากที่สุด และได้นำมาจาก website ที่เป็นสาธารณะ ถ้าเรื่องราวหรือภาพของท่านที่ได้นำมาถ่ายทอดนี้ ไปละเมิดลิขสิทธิ์ของท่าน กรุณาแจ้งมาทาง email :– nana_sara1000@ymail.com ผมจะทำการลบข้อมูลหรือภาพที่ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าว ออกทันที

Acknowledges that I try to write or report accurately but postings may contain fact , speculation or rumor. I find images from the Web that are believed to belong in the public domain. If any stories or images that appear on the site are in violation of copyright law, please email to :- nana_sara1000@ymail.com and I will remove the offending information as soon as possible.


counter start from 23-04-2008
Website counter
: Users Online









ที่ดินเชียงใหม่ ทางไปแม่ริม ใกล้ศาลากลาง และสนามกีฬา 700 ปี ติดน้ำปิง ในหมู่บ้านเพชรริมปิง พื้นที่ 667 ตารางวา @ 14,000.- บาท สภาพแวดล้อมดี สนใจติดต่อ โทร. 0859559950



DESIGN PLACE CO.,LTD. รับออกแบบ และตกแต่งภายใน บ้านพักอาศัย ในแบบไทย และไทยร่วมสมัย



มรดก ฉบับที่ 1

มรดก ฉบับที่ 2

มรดก ฉบับที่ 3

มรดก ฉบับที่ 4

มรดก ฉบับที่ 5

มรดก ฉบับที่ 6

มรดก ฉบับที่ 7

ช่วยสนับสนุนการจัดทำ BLOG ด้วยการซื้อหนังสือ "มรดก" 1ชุด 7เล่ม (หนังสือเก่า) ในราคาชุดละ 700 บาท (รวมค่าส่งทางไปรษณีย์)

สนใจสั่งซื้อทาง E-mail :- nana_sara1000@ymail.com



New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add travelaround's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.