"ความสามัคคีปรองดอง เป็นกำลังอย่างสูงสุดของชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ความสามัคคีของคนในชาติ จะทำให้บ้านเมืองผ่านพ้นอุปสรรค และทำให้สังคมไทย ร่มเย็นเป็นสุข" พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
สนใจลงโฆษณา ในพื้นที่ข้างบน ติดต่อ email : nana_sara1000@ymail.com
Home Lover’s Corner นานา สาระ๑๐๐๐ นานา สารพัด พระพุทธประวัติ ภาคพิเศษ
Travel Around the World Real Estate Buyer's Guide สุขภาพกาย สุขภาพใจ Pets & Animals
ปางพระพุทธรูปตามพุทธประวัติ Horoscope 12 ราศี พระพุทธศาสนา World of Beautiful Musics
คันฉ่อง..ส่องอย่างไทย

คันฉ่อง..ส่องอย่างไทย

คันฉ่องแต่โบราณนั้นยังไม่ใช่กระจก เพราะยังไม่มีกระจกใช้ ยังเป็นลักษณะของโลหะขัดเงาอยู่ โดยของจีนจะเป็นต้นแบบ ลักษณะเป็นแว่นสำริด มีคันถือ ต่อมาเมื่อเริ่มมีการคิดประดิษฐ์กระจกขึ้น จึงมีการประดิษฐ์ใส่กรอบต่างๆ และเริ่มมีความนิยมอย่างรวดเร็ว มีการออกแบบกรอบลักษณะต่างๆหลากหลาย แต่ความหมายหรือชื่อเรียกก็ยังคงใช้คำว่าคันฉ่องอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง ต่อมาเมื่อรูปแบบเริ่มมากขึ้น ใช้งานหลากหลาย ใหญ่ขึ้น จึงมีการประดิษฐ์รูปแบบที่ต่างกันไป และพัฒนาเพิ่มเติมขึ้นไปเรื่อยๆ เช่นโต๊ะคันฉ่อง โต๊ะเครื่องแป้ง (คือมีเครื่องประทินผิว มากกว่าอย่างอื่น) ถึงตอนนี้ขยายใหญ่ขึ้นอีกเป็นห้องแต่งตัว หรือ walk-in closet ไปแล้ว


คันฉ่องอย่างฝีมือช่างชั้นครู




ถ้าว่ากันยันประวัติศาสตร์นั้น คนเราจะอาศัยน้ำในสระนิ่งๆเป็นกระจกส่องดูตัวเองก่อน (แต่ใครจะใช้กะโหลกส่องดู ก็ไม่ว่ากัน) ต่อมาถึงได้พัฒนาโลหะตีแบนขัดเงาขึ้น สามารถส่องได้ แต่ก็ไม่ชัดเจนนัก ของจีนมีมาตั้งแต่ ก่อนสมัยราชวงศ์ฮั่น พ.ศ.337 ส่วนของอียิปต์ ทำใช้ก่อนพุทธศักราชพันกว่าปี จวบจนกระทั่งปีพ.ศ.2050 กระทาชาย ชาวเมืองมูราโน ของอิตาลี 2 คน คิดทำกระจกขึ้น แล้วใช้ดีบุกและปรอทเคลือบหลังกระจก ก็กลายเป็นกระจกเงาที่เราใช้กัน การผลิตทำมากขึ้นจนตั้งเป็นโรงงานในอีก 60 ปีต่อมา (ก็ตั้ง 500 ปีที่แล้ว)



ตั่งที่แต่งหน้า มีทั้งคันฉ่อง ที่พาดผ้าเช็ดหน้า และพานเครื่องหอม


ไม่นานกระจกเงาก็มีพ่อค้านำเข้ามาในเมืองไทย ตั้งแต่สมัยพระนารายณ์มหาราชโน่นเลย เพราะมีหลักฐานว่าพระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญามหาปราสาทเคยติดกระจกเงา แต่ก็นับว่าเป็นของพิเศษหายาก แม้ล่วงเข้ายุคกรุงศรีอยุธยา ก็ยังคงมีใช้กันน้อย เฉพาะพระมหากษัตริย์ และในหมู่เจ้านาย ขุนนาง ส่วนราษฎรทั่วไปยังคงใช้แว่นเงาแบบจีน มาจนเข้ายุคกรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ ถึงได้มีใช้กันแพร่หลายมากขึ้น



โต๊ะคันฉ่องเล็ก แบบไทยภาคกลาง


กระจกเงานี้ นอกจากจะใช้ส่องหน้าแล้ว ยังใช้ในพิธีแต่งงานด้วย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ครั้งดำรงพระยศเป็นมกุฎราชกุมาร ได้ทรงบันทึกไว้ในพระราชนิพนธ์ เที่ยวเมืองพระร่วงไว้ว่า “ที่นี่ ได้เห็นของประหลาดอย่างหนึ่งคือ กระจกหอบ่าวสาว กระจกนี้เป็นของนายมาก ผู้ใหญ่บ้าน กรอบทำด้วยไม้สลักลวดลายแปลก มีกระจกอยู่ที่ตอนข้างบน ใต้ยอดกรอบลงมานิดเดียว กระจกนั้นก็บานเล็ก กรอบโตกว่าเป็นอันมาก ถ้าดูผาดๆก็นึกว่ากระดานทำเป็นรูปคล้ายเจดีย์ ยอดสลักเป็นรูปหงส์ แต่กระจกนี้เป็นของสำคัญมาก ใครจะแต่งงานกันต้องมายืมกระจกบานนี้ไปแต่งเรือนหอ พอเสร็จงานแล้วก็นำไปส่งคืนเจ้าของ ว่าเป็นธรรมเนียมเช่นนี้มานานแล้ว กระจกนี้นายมาก ว่าได้รับมรดกสืบทอดมาหลายชั่วคน ว่าเดิมเป็นของพวกชาวเมืองเชียงราย เมื่อถูกพวกเมืองเชียงแสนตีแตกกระจัดกระจายหนีมาอยู่ที่พรานกระต่าย หวังใจว่าเจ้าของจะไม่ขายกระจกนั้นไปเสีย ถ้าชาวต่างประเทศมาฉวยไปเสียได้ ก็จะเจ็บใจอยู่ แต่นึกค่อยอุ่นใจนิดหนึ่ง ที่ตรงว่าบ้านพรานกระต่ายนั้น ไม่ใคร่มีใครไปถึง” จากพระราชนิพนธ์ตอนนี้ จะเห็นได้ว่าพระองค์ท่านทรงเป็นนักอนุรักษ์ด้วยพระองค์หนึ่ง ของดีของแปลกของไทย ก็ไม่อยากให้ตกไปเป็นของต่างชาติ






โต๊ะกึ่งตู้ ฝีมือช่างพื้นบ้าน ทางเหนือหรืออาจมาจากทางพม่า


นอกจากเรื่องการส่องดูตัวเองแล้ว ยังมีเรื่องของความเชื่อถือ โชคลางเกี่ยวกับกระจกเงาหลายอย่าง ทางยุโรปมีความเชื่อว่า ถ้าผู้ใดทำกระจกเงาแตกก็จะต้องตายในไม่ช้า หรือมีเคราะห์ร้ายอยู่นานถึง 7 ปี หรือถ้าผู้ใดตายในบ้าน จะต้องเอากระจกเงาหันเข้าไปทางฝาบ้าน เพราะเชื่อว่าระหว่างเวลาดังกล่าว ถ้าผู้ใดส่องกระจกเงา ก็จะต้องตายตามไปด้วย ส่วนทางเมืองจีนนี่ส่วนใหญ่จะยกให้กระจกเงาเป็นสิ่งของมงคลมากกว่า แต่ชาวจีนก็เชื่อกันว่ากระจกเงา ทำให้สามารถเห็นวิญญาณได้ แต่ต้องลงอาคมก่อน และถ้าจะขลังที่สุดจะต้องทำที่ เมืองหยางโจว ที่อยู่ทางตอนกลางของจีน แต่ว่ากระจกเงาที่จะมีอาคมขลังนั้น ต้องสร้างขึ้นในวันขึ้นห้าค่ำ เดือน5 ทางด้านหลังของกระจกอาคมจะมีลวดลาย ซึ่งถ้าอยู่กลางแสงอาทิตย์ จะเห็นเป็นรูปดอกไม้ แต่ลวดลายนี่ แต่ถ้าอยู่กลางแสงจันทร์ จะเห็นเป็นรูปกระต่าย รูปเดียวกันนี่แหละ ลวดลายเดียวกันที่อยู่หลังกระจกเงา ถ้าถูกแสงอาทิตย์ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ถูกแสงจันทร์ก็เป็นอีกภาพหนึ่ง



คันฉ่องตัวนี้ของพม่า แต่สวยมาก เลยเอามาให้ดูกันด้วย เพราะกรอบกระจก แกะสลักสวยงาม โต๊ะกว้างใช้วางของเครื่องแป้ง เครื่องหอมได้เต็มที่



นี่ก็เป็นคันฉ่องตัวเล็กๆของพม่า ซึ่งพอซื้อหาได้ราคาไม่แพง


คนจีนเชื่อว่าหากชายผู้ใดได้กระจกเงาเป็นของขวัญ ในวันตรุษจีน ก็เป็นเครื่องหมายว่าจะได้ลูกชายที่มีอำนาจวาสนาสูง ได้เป็นขุนนางมียศมีศักดิ์ นอกจากนี้เรายังใช้กระจกสะท้อนสิ่งชั่วร้ายอีกด้วย ติดเอาไว้หน้าบ้าน พอวิญญาณชั่วร้ายมา เห็นหน้าของตัวเองเข้าก็กลัว ก็วิ่งหนีไปหรือหายไป แล้วก็พัฒนามามียันต์ 8 เหลี่ยม ที่เราเห็นติดกันทั่วไปหน้าบ้านคนเชื้อจีนในเมืองไทย ที่ตรงกับทางแยกทางเลี้ยว ส่วนพระภิกษุในพระพุทธศาสนาในลัทธิมหายานนั้น จะใช้กระจกเงาเพื่อแสดงให้ผู้ศรัทธาได้เห็นภาพอนาคต ของไทยนี่ไม่ค่อยมีเรื่องเร้นลับเกี่ยวกับกระจกเงา แต่ก็คงคล้ายๆกับจีน เพราะกระจกสะท้อนภาพของคน การจินตนาการไปทางเรื่องเงา หรือวิญญาณจึงเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้ หรือไม่ก็คิดพวกข้ามภพข้ามชาติ ข้ามกาลเวลา แบบทวิภพไปโน่นเลย



โต๊ะคันฉ่อง อย่างทางเหนือ


ย้อนอดีตไปยาว กลับมาปัจจุบันเสียที กระจกเงาในยุคนี้ ก็คงใช้งานได้ดีสำหรับคุณผู้หญิงทั้งหลาย ได้ใช้เป็นคันฉ่อง ส่องดูตัว ดูความสวย ความงามของตัวเอง ถ้าไม่สวย หรือสวยไม่ได้ดังใจก็ส่องไปแต่งไปตามเรื่อยๆอัธยาศัย ทีนี้นอกจากจะมีประโยชน์ให้คนอื่นได้สวยแล้ว ตัวมันเองก็เลยอยากสวยด้วย การสร้างคันฉ่องออกแบบคันฉ่องก็เลยต้องมีรูปแบบหลากหลายพิสดารไปตามความคิดคำนึงของผู้สร้างและผู้ใช้ ผู้สั่งทำ โต๊ะคันฉ่องน่าจะเป็นของใช้ที่จำเป็นของเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่ขึ้นบ้านใหม่ (ไม่เกิน 100 ปีก่อน) แยกบ้านแยกห้องก็มีไว้ส่องเป็นของใช้ประจำตัว



ผ่านจากยุคนั่งพื้นแต่งตัว ก็มายืนแต่งตัวหรือนั่งเก้าอี้ในยุคหลังจนถึงปัจจุบัน





ที่นำมาให้ชมกันนี่จะเป็นคันฉ่องไทยๆ ที่สร้างขึ้นในยุครัตนโกสินทร์นี่เอง เน้นรูปแบบของไทยเป็นหลัก แต่จะมีแบบชาววัง ชั้นสูง ฝีมือชั้นครู หรือแบบชาวบ้าน ภาคต่างๆของไทย สวยๆ น่ารักต่างกันไป แต่จะหาชมกันได้ยากแล้วนะ

TraveLArounD


ข้อมูลส่วนหนึ่งจากหนังสือ : เครื่องเรือนรัตนโกสินทร์



Create Date : 04 ธันวาคม 2550
Last Update : 19 กรกฎาคม 2551 12:27:16 น. 4 comments
Counter : 6302 Pageviews.

 
ฝีมือชั้นครู เป็นของล้ำค่ามากๆค่ะ


โดย: blue_raindrop วันที่: 4 ธันวาคม 2550 เวลา:15:05:59 น.  

 
สวยๆทั้งนั้นเลยนะครับ แค่กระจก แต่ก็แกะสลักไว้งดงามมากครับ คนไทยนี่ละเอียดละออจริงๆนะครับ


โดย: ซอร์บอนน์ (ซอร์บอนน์ ) วันที่: 4 ธันวาคม 2550 เวลา:15:25:46 น.  

 
มีค่ามากค่ะ


โดย: Aisha วันที่: 4 ธันวาคม 2550 เวลา:21:09:19 น.  

 
ได้ดูของสวยๆ แล้วยังได้ความรู้อีกค่ะ


โดย: แมวแก่ IP: 58.9.15.141 วันที่: 11 มกราคม 2551 เวลา:8:43:17 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

travelaround
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 164 คน [?]





ยินดีต้อนรับทุกท่านที่แวะเข้ามาชม blog มีข้อคิดเห็น เชิญ comment มาได้นะครับ ถ้าตอบได้ จะตอบให้ทันทีครับ แต่ถ้าไม่ทราบ ต้องขอเวลา จะค้นคว้ามาให้อ่านกัน ท่านที่จะถามคำถาม หรือติดต่อเรื่องบทความ ได้ทาง Email :- d_sign_place@yahoo.com ครับ


เรื่องต่างๆที่ผมได้เขียนหรือรวบรวม เรียบเรียงมานี้ ยินดีให้ทุกท่านได้อ่านเป็นวิทยาทานและเพื่อการศึกษา ถ้าจะนำไปโพสต่อใน website สาธารณะ หรือ website อื่นใดที่ไม่ใช่ทางพาณิชย์ กรุณาระบุที่มา คือ https://www.travelaround.bloggang.com และนามปากกาผู้เขียนคือ TraveLArounD ด้วย

แต่ขอสงวนสิทธิ์สำหรับการนำไปใช้ ในเชิงพาณิชย์ หรือโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง จะถูกดำเนินคดี ตามกฏหมายลิขสิทธิ์

ส่วนบทความหรือภาพถ่ายใดๆ ที่ได้นำมาจาก website อื่น เพื่อเป็นข้อมูลประกอบเรื่องนั้นๆ เป็นการถ่ายทอดจากวิจารณญาณแล้วว่า มีความถูกต้องเป็นจริง มากที่สุด และได้นำมาจาก website ที่เป็นสาธารณะ ถ้าเรื่องราวหรือภาพของท่านที่ได้นำมาถ่ายทอดนี้ ไปละเมิดลิขสิทธิ์ของท่าน กรุณาแจ้งมาทาง email :– nana_sara1000@ymail.com ผมจะทำการลบข้อมูลหรือภาพที่ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าว ออกทันที

Acknowledges that I try to write or report accurately but postings may contain fact , speculation or rumor. I find images from the Web that are believed to belong in the public domain. If any stories or images that appear on the site are in violation of copyright law, please email to :- nana_sara1000@ymail.com and I will remove the offending information as soon as possible.


Website counter
: Users Online









ที่ดินเชียงใหม่ ทางไปแม่ริม ใกล้ศาลากลาง และสนามกีฬา 700 ปี ติดน้ำปิง ในหมู่บ้านเพชรริมปิง พื้นที่ 667 ตารางวา @ 14,000.- บาท สภาพแวดล้อมดี สนใจติดต่อ โทร. 0859559950



DESIGN PLACE CO.,LTD. รับออกแบบ และตกแต่งภายใน บ้านพักอาศัย ในแบบไทย และไทยร่วมสมัย



มรดก ฉบับที่ 1

มรดก ฉบับที่ 2

มรดก ฉบับที่ 3

มรดก ฉบับที่ 4

มรดก ฉบับที่ 5

มรดก ฉบับที่ 6

มรดก ฉบับที่ 7

ช่วยสนับสนุนการจัดทำ BLOG ด้วยการซื้อหนังสือ "มรดก" 1ชุด 7เล่ม (หนังสือเก่า) ในราคาชุดละ 700 บาท (รวมค่าส่งทางไปรษณีย์)

สนใจสั่งซื้อทาง E-mail :- nana_sara1000@ymail.com



New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add travelaround's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.