ความสุขของใจ.. รับรู้ได้ภายในตน
Group Blog
 
All blogs
 

“ความรักมักจะสวยงามเสมอ.. ถ้าเข้าใจกัน”


“ความรักมักจะสวยงามเสมอ.. ถ้าเข้าใจกัน”



“คนสองคนผูกพันด้วยสายใยบางๆ.. ที่เรียกว่า "รัก"


แต่นั่นก็เป็นเพียงความสุขเล็กๆ ที่ผูกโยงด้วยเส้นดายระหว่างกัน”



ศศิมากำลังลากปากกาเป็นตัวอักษรบนกระดาษเบื้องหน้า พอจับใจความได้ว่าเป็นเรื่องราวของความรัก ความรักที่บางส่วนเธอนำมาจากประสบการณ์ชีวิต และบางส่วนมาจากการที่เธอนึกคิดจินตนาการ ดังนั้นบางคำพูดจึงคลับคล้ายเหมือนอุดมคติมากกว่าความเป็นจริง


แต่อุดมคติก็มักจะทำให้เคลิบเคลิ้ม... มิใช่หรือ? แถมพ่วงด้วยความฝันที่แสนหวาน..


ผู้ชายที่สามารถปกป้องผู้หญิงที่ตนรัก แม้จะผจญกับอุปสรรคมากมายขนาดนั้น


ส่วนผู้หญิงที่แสนจะเปราะบางแต่ก็มีพลังความอ่อนโยน มีความมั่นคงในรัก


ชายผู้นั้นกำลังกุมมือเธอพร้อมจุมพิตบนฝ่ามือเบาๆ..


บทรักที่แสนกินใจ ทำให้ศศิมาเคลิบเคลิ้มหลงใหลมาตั้งแต่เด็ก เป็นภาพที่แสดงออกถึงความเป็นชายและหญิงในอุดมคติ.. ภาพแห่งความทรงจำจากลายเส้นอันบอบบางคล้ายไม่มีตัวตนของหนังสือการ์ตูนอันหวานแหว ซึ่งเธอชื่นชอบ


ดวงตาเคลิ้มฝันได้สะดุดลงกับความจริงที่อยู่ตรงหน้า


ความเป็นจริง ซึ่งบางครั้งก็โหดร้าย ณ เวลานั้น เมื่อเวลาผ่านล่วงไป ความเป็นจริงได้เปิดโลกทัศน์อันคับแคบให้กว้างมากขึ้น ทำให้เข้าใจในชีวิตมากขึ้น ความเป็นจริงสามารถทรงคุณค่าความเข้าใจในชีวิต


หรือนี่ ที่เขาเรียกว่า ประสบการณ์ชีวิต ใช่ไหมนะ?


“เฮ้อ” ศศิมานั่งถอนหายใจรำพึงกับตัวเอง “นี่เราแก่แล้วสินะ ตัวเราเองก็ใช้ชีวิตมาไม่ใช่น้อยเลย”


ถึงแม้ศศิมาจะผ่านชีวิตมาหลายปี แต่เธอก็ยังไม่เข้าใจคำว่า “รัก” มากหนัก จนเกิดคำถามกับตัวเองว่า


“คำว่า รัก ทำไมต้องสะกดขึ้นต้นด้วย ร.เรือ ไม่ใช่ ล.ลิงนะ”


คำถามที่ผุดขึ้นมาชั่วขณะนี้ กลับทิ้งให้เป็นปริศนา.. ว่าทำไม


~ ~ ~


ธรรมชาติตัวตนมักจะรักตัวเองอยู่เสมอ


อยากไขว่คว้าหาสิ่งที่ดีให้กับตัวเอง เพื่อให้ตนมีความสุข


ดังนั้นการพยายามเข้าใจตัวเอง


 ก็เหมือนกับการพยายาม “รัก” ตัวเองให้เป็น



ถ้อยความที่ศศิมาบรรจงเขียนบันทึกไว้ ถูกนำมาอ่านทบทวนในใจ และบางคำถามก็เกิดขึ้นตามมา


“ใครกันนะที่สร้างในความเป็นตัวเราออกมา.. ให้ชอบแบบไหน หรือไม่ชอบแบบไหน ถูกใจหรือไม่ถูกใจอย่างไหน การพยายามเอาใจคนอื่น เพียงเพื่อให้ตัวเองเป็นที่รัก ที่ชอบใจ หรือการเอาแต่ใจตัวเอง เพราะรักตัวเอง...สิ่งไหนกันแน่ที่ควรจักแสดงออก”


ศศิมายิ้มกับคำถามเหล่านี้ที่บางครั้งมาเยี่ยมเยียนให้เธอต้องขบคิด


การตั้งโจทย์ให้กับตัวเอง แล้วคิดหาคำตอบ มักจะเป็นอะไรที่ท้าทาย เพราะคำตอบนั้นมีหลากหลาย อย่างนี้หรือเปล่านะที่เรียกว่า “รักนั้นมีหลากหลายสไตล์ แล้วแต่ถูกจริตใครแบบไหน”


~ ~ ~







 

Create Date : 28 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 28 พฤศจิกายน 2552 11:22:13 น.
Counter : 284 Pageviews.  

“เลิฟมี เลิฟมีแรด?”

ในขณะที่ผมหลับตา พร้อมนึกถึง “ของขวัญ” ที่น้องฟ้ากำลังจะให้ผมในวันนี้ ใจผมเต้น.. เต้นอย่างอยากรู้เต็มที ความรู้สึกของการรอคอยนี้ช่างผ่านไปอย่างเชื่องช้า ทั้งๆ ที่เวลาอาจจะแค่ผ่านไปเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น

ในช่วงเวลารอคอยของขวัญนั้น ความคิดผมก็ไหลย้อนไปถึงอดีตที่ผมกับน้องฟ้าเพิ่งจะมาเป็นแฟนกัน น้องฟ้ามีรอยยิ้มสดใสสมวัยของนักเรียนมัธยมปลาย และรอยยิ้มนั้นเองที่ดึงดูดผมให้ทำความรู้จักกับเธอ ส่วนผมในตอนนั้นก็หล่อไม่เบาในมาดหนุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย กว่าเราจะได้จูงมือกันก็เริ่มปีที่สองที่รู้จักกัน และปีนี้เป็นปีที่ห้าแล้วสินะ.. ที่เราสองคนเป็นแฟนกัน และผมยังคงรอ...

“รอนานไหมคะ พี่ต้น” เสียงหวานๆ ใสๆ ทักมาทำให้ความคิดของผมหยุดลงเพียงแค่นั้น

“ยังหลับตาอยู่หรือเปล่าคะ”

ผมพยักหน้าแทนคำตอบ พร้อมทั้งยิ้มให้เธอ หลังจากที่เธอยื่นมือมาสัมผัสมือของผม

“สำหรับของขวัญชิ้นนี้.......” น้องฟ้าพูดและหยุดค้างไว้

การสัมผัสมือของเธอและคำพูดที่หยุดค้างไว้ ทำให้ผมคาดเดา “ของขวัญ” อย่างตื่นเต้นอยู่ในใจ ของขวัญชิ้นนี้จะใช่สิ่งที่ผมต้องการหรือไม่ อีกไม่กี่นาที... ใช่เหลืออีกไม่กี่นาที ก็จะรู้คำตอบแล้ว
ผมเริ่มขยับริมฝีปาก และคาดหวังถึงสิ่งรอคอย....

ฝ่ามือของผมในขณะนี้ กำลังสัมผัสถึงความอ่อนนุ่มและไออุ่นที่สื่อผ่านมาถึง และ...

“เมี้ยว!”

“…หือ!!..” ผมลืมตา และกระพริบตาเพื่อปรับสายตารับกับภาพที่อยู่บนมือ

สิ่งที่ผมเห็น และคำตอบของเสียงนั้นอยู่บนฝ่ามือผมในขณะนี้ และมันกำลังเคล้าเคลียอย่างเอาใจ พร้อมทั้งส่งเสียง “เมี้ยวว” อีกครั้งเพื่อยืนยันว่า.... ฉันเป็นแมว

ครับ.. ของขวัญปีนี้ เป็นลูกแมวตัวสีขาว วัยกำลังน่ารักน่าเลี้ยง และน่า...เตะ อย่างยิ่ง ทำให้ความคาดหวังของผมหลุดลอย โธ่.. นึกว่าจะได้จูบแรกจากน้องฟ้าเป็นของขวัญวันเกิดเสียแล้ว T_T

“พี่ต้นต้องดูแลมีมี่ให้ดีๆ นะคะ”

“คร๊าบบบ.....” ผมตอบรับเธออย่างยานคาง

น้องฟ้าเห็นสีหน้าผมแล้วอมยิ้ม “ดูแลให้เหมือนความรักของเราที่ผ่านมานะคะ สุขสันต์วันเกิดคะ” พูดจบ เธอก็จุ๊บแก้มผมหนึ่งทีอย่างแผ่วเบาและรวดเร็ว พร้อมทั้งเดินหนีอย่างเขินอาย

ผมดีใจครับ นี่เป็นของขวัญล้ำค่าที่สุดในปีนี้เลย

..........................................................

ตลอดสอง-สามอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมขมักเขมันในการเปิดกระป๋องเพื่อให้อาหารมีมี่ เจ้ามีมี่มาคลอเคลียที่ขาผมอย่างเอาใจทุกครั้ง เพราะรู้ว่าเป็นมื้ออาหารที่จะได้หม่ำกิน ผมเริ่มคุ้นเคยกับการเลี้ยงดูมีมี่มากขึ้นเรื่อยๆ น้องฟ้าเองก็หมั่นมาเยี่ยมเจ้ามีมี่อยู่เสมอ

เธอเล่าให้ผมฟังถึงที่มาของเจ้ามีมี่ว่า ตอนที่เธอไปเดินเล่นที่สวนจตุจักร และคิดอยู่ว่าจะให้ของขวัญวันเกิดกับผมอะไรดี แล้วเธอก็เดินไปก็คิดไป จนกระทั่งเดินผ่านร้านขายสัตว์เลี้ยง เธอก็เห็นมัน

น้องฟ้าบอกว่า “ฟ้าปิ้งแรกเห็นเลยคะ พี่ต้น เห็นปุ๊บก็รู้สึกถูกชะตา อย่างกับเคยเกิดเป็นลูกมาก่อน ฟ้าก็เลยคิดว่า นี่แหละของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับพี่ต้นและ..ฟ้า”

ครับ เธอว่าอย่างนั้น

ผมจึงต้องเลี้ยงมีมี่อย่างดีด้วยอาหารกระป๋อง แล้วเดือนนั้นทั้งเดือนผมก็หม่ำแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหลากหลายรส เพื่อ..ลูกน้อยของเธอและผม T_T

หลังจากได้ยินเรื่องราวและความรู้สึกของน้องฟ้า ทำให้ผมเริ่มสอนมีมี่ให้เรียนรู้ถึงกติกามารยาทางสังคม ก่อนอื่นมาตรวจดูว่า มีอะไรบ้างที่มันทำได้แล้ว
ข้อที่หนึ่ง การขออาหาร.. เรื่องนี้เหมือนเป็นสัญชาตญาณของสัตว์ชนิดนี้หรือเปล่าไม่ทราบ เพราะมีมี่ได้กระทำอย่างถูกต้อง โดยการค่อยๆ ย่องมาเคล้าเคลียขออาหาร ...เก่งมากลูกพ่อ

ข้อที่สอง การทำความสะอาด.. ผมว่าเจ้าลูกผมตัวนี้หมั่นทำความสะอาดมากกว่าผมเสียอีก เพราะเห็นเลียขน เลียขา ได้อย่างคล่องแคล่ว โอเคข้อนี้ทำเครื่องหมายถูก ถือว่าผ่าน

ข้อที่สาม การดูแลสุขภาพ.. ครับมันกินอิ่มแล้วก็นอนๆๆ นอนได้ทั้งวัน เอ้า..ถือว่า ดูแลสุขภาพได้ดี เพราะยังเป็นลูกแมวเมียวอยู่ แต่ต้องระวังหน่อย มาร์กหมายเหตุไว้ “ระวังมีมี่อ้วนลงพุง” ผมกลัวลูกผมจะหาแฟนไม่ได้ (อ้อ..ผมลืมบอกไป มีมี่เป็นเพศหญิงครับ ลูกสาวผมตัวนี้)

ข้อที่สี่.. ผมนึกไม่ออก

ด้วยเหตุของข้อที่สาม ผมจึงปรึกษากับน้องฟ้า เราสองคนจึงตัดสินใจสร้างสะพานทางเดินให้ลูกสาวเราโดยเฉพาะ เพื่อให้เธอออกกำลังกาย ผมหาเศษไม้แล้วตอกตะปูยึดติดผนังบ้าน ความกว้างของแนวไม้มีหลายขนาด ขนาดใหญ่สุด มีมี่สามารถเดินได้อย่างสบาย เผื่อมีคู่ก็สามารถพากันเดินได้ ส่วนขนาดเล็กสุด มีมี่ต้องค่อยๆ เดินเดี่ยว เลี้ยงการทรงตัวบนพื้นไม้กว้างสองนิ้ว การออกแบบสะพานทางเดินก็แล้วแต่น้องฟ้าจะชี้ให้ผมติดตั้ง

และแล้ว.. ก็เสร็จสมบูรณ์ตามความต้องการ ผมจับมือกับน้องฟ้าอย่างดีใจกับผลงานประดิษฐ์ชิ้นนี้ และเพื่อเป็นการฉลองความสำเร็จ ทั้งผมและน้องฟ้าต่างเดินเรียกหามีมี่ให้มาฉลองร่วมกัน

ผมและน้องฟ้าเรียกหา “มีมี่.. มีมี่” ก็ไม่มีเสียงตอบรับ จึงต้องเลียนเสียงแมว เจ้าแมวตัวน้อยก็ไม่ตอบรับ เลียนเสียงอยู่นานห้านาที ไร้วี่แววการขานรับ

ดังนั้นเราสองคนจึงเดินหา... ทั้งใต้โต๊ะ เก้าอี้ ตู้เสื้อผ้า ตู้รองเท้า รองเท้าหนังคู่โตของผม (ผมเคยเห็นครับว่าบางครั้งเจ้ามีมี่เอาหัวซุกเข้าไปนอนในรองเท้า.. ก็น่ารักดีครับ) และตอนนี้รองเท้าหนังของผมหรือที่นอนของมีมี่ก็ว่างเปล่า

ความเหนื่อยล้าจากการทำงาน และการก้มดูทุกซอกมุม ทำให้เราสองคนเริ่มเหนื่อย และเริ่มเดินคลานสี่ขา และเอาหัวมาชนกัน เรานั่งพักกันที่ห้องนั่งเล่น และหันหน้ามาคุยตกลงใจกันใหม่ว่า เปลี่ยนวันฉลองของมีมี่เป็นวันอื่น

.................................................................

หนึ่งเดือนต่อมา สะพานไม้ที่ผมและน้องฟ้าสร้างให้มีมี่ยังคงเป็นหมัน

มีมี่ลูกสาวผมกับฟ้า เริ่มอ้วนขึ้นทุกวันๆ เธอกินแล้วก็นอน แถมยังขออาหารมากกว่าสามมื้ออีก ผมว่าผมคงต้องจัดการอะไรบางอย่างเสียแล้ว น้องฟ้าเองก็เริ่มนึกภาพเจ้าการ์ฟิลด์ตัวขาวๆ อ้วนๆ.. แปลก.. ที่เธอไม่ซีเรียส เธอบอกว่า แมวอ้วนๆ น่ารักดี เธอว่างั้นครับ

ผมเลยคิด... แค่คิดครับว่า แล้วถ้าน้องฟ้าอ้วนล่ะ ผมจะทำอย่างไรดี สงสัยต้องสร้างสะพานคนแทน ให้ซะแล้ว แต่กลัวว่าจะสร้างเหนื่อยหรือเปล่า

น้องฟ้าอยู่ๆ ก็ตีแขนผม เหมือนกับรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่ เธอบอกว่า เธอไม่อ้วนหรอก

เว้ยยย.. ผมสะดุ้งตกใจ เธอรู้ความคิดของผมได้ไง!!
ผมไม่กล้าถาม เพราะเห็นสายตาพิฆาตส่งมาให้

ผมจึงต้องไก๋ไถลไปว่า “แมวอ้วนๆ พี่ก็ว่าน่ารักจ๊ะ” (ก็ลูกสาวเธอนี่น่ะ อ้วนก็ไม่เป็นไร.. ประโยคนี่ผมได้แต่คิด กลัวอย่างอื่นที่เหนือนอกจากสายตาพิฆาต)

แต่ก็ยังไม่วาย ที่จะแหย่เธอเล่นอีกว่า “พี่ขอเรียกไมเคิลแทนฟ้า เอ้ยแทนมีมี่ ก็แล้วกัน”

/เผียะ/

“โอ้ย พูดผิดหน่อย ทำรุนแรงจัง” ผมแกล้งถูแขนที่โดนตี

น้องฟ้าตวัดหน้ามองผม พร้อมอธิบายว่า “มีมี่เป็นแมวตัวเมีย ต้องชื่อ ปั๊ปโป๊ะสิคะ ไมเคิลน่ะเป็นแมวตัวผู้ แถมยังออกกวน อืม..ที่จริงก็คล้ายกับพี่ต้นนะคะที่ชอบพูดจากวนฟ้าอยู่เรื่อย ฟ้าอ่ะชอบปั๊ปโป๊ะที่ออกจะเรียบร้อย” และน้องฟ้าก็นั่งท่าพับเพียบเสมือนหนึ่งว่าตนเรียบร้อย

(มารยา สาไถชัดๆ) ได้แต่วงเล็บคิดล่ะครับ ใครจะกล้าต่อกรกับคุณน้องฟ้าได้ แต่ก็นะ ผมอดหมั่นไส้ท่าทางดัดจริตนิดๆ ของน้องฟ้าไม่ได้ จึงได้แต่งึมงำพูด “ร้อยเรียบน่ะสิ”

“พี่ต้น ว่าอย่างไรนะคะ”

“เอ่อ.. เปล่าจ๊ะ”

(หมายเหตุ : ไมเคิลกับปั๊ปโป๊ะเป็นชื่อแมวคู่รักกันในตัวการ์ตูนหนังสือญี่ปุ่นคะ)

............................................................................

น้องฟ้ากับผมเริ่มแบกภาระค่าอาหารกระป๋องที่นับวันจะเพิ่มขึ้น มีมี่มักมีการขออาหารที่เรียกคะแนนความสงสารจากผมได้หลากหลายวิธี ทั้งจากแววตาที่พอผมมองดูแววตาเธอแล้ว.. เฮ้อ.. ผมก็อดใจไม่อยู่ ต้องให้อาหารเธอจนได้ หรือจากการเคล้าเคลียไม่เลิก จนผมรำคาญ และบางครั้งก็จากทำท่าจะอึใส่หน้าผมขณะที่ผมแกล้งนอนหลับทำเป็นไม่เห็นเธอเข้ามาหา เธอรู้ครับว่า ผมแกล้งนอนในตอนกลางวันของวันอาทิตย์ เธอจึง.... T_T ช่างทำได้นะไอ้มีมี๊

[แมวทุกตัวจงฟัง ไม่ควรทำตามมีมี่เป็นอันขาด
ถ้าไม่อยากอ้วน
โรคอ้วนเป็นภาวะเสี่ยงต่อมะเร็งอันร้ายกาจ
โดยเฉพาะแมวเพศเมีย ]

ผมเน้นทุกตัวอักษร พร้อมกับกดข้อความนี้ ส่งฟอร์เวิร์ดผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หลังจากโดนไอ้มีมี่ละเลง.....ไปซะเรียบร้อยแล้ว T_T

กลับมาเข้าเรื่องกันต่อครับ เรื่องราวการส่งจดหมายพึลึกพึลั่นเมื่อกี้นี้ผมคงฝันกลางวันไป เพราะพอผมตื่นมา มีมี่ได้แต่เกาแกรกๆ ที่หน้าของผม การเกาครั้งนี้ฝากรอยข่วนเป็นทางเล็กน้อย พอทนได้ครับ T_T

ดังนั้นมื้ออาหารของมีมี่จากสามมื้อปกติ ก็กลายเป็นสี่มื้อที่ปกติไปเสียแล้ว นี่ยังไม่รวมอาหารว่างบ้างในบางครั้งที่แม่เขาซื้อมาฝากลูกสาว

..........และ..ผมกับฟ้า เริ่มจะชินกับความอ้วนของมีมี่เสียแล้ว

จนกระทั่งวันหนึ่ง ... เวลาอาหารมื้อเช้าของมีมี่ เจ้ามีมี่ก็มาเคล้าเคลียที่ขาของผมเหมือนเช่นเคย ผมก้มลงมองและเห็นหัวเจ้ามีมี่โผล่ออกมาจากชายกางเกง ผมเงยหน้ากลับขึ้นมา และมองหน้าต่างที่อยู่ตรงหน้า ใจของผมกำลังย้อนนึกไปถึงเมื่อหนึ่งเดือนก่อน วันที่ผมและฟ้าสร้างสะพานไม้เสร็จเป็นวันแรก วันนั้นทำไมทั้งผมและฟ้า ต่างก็ไม่เอะใจเลยสักนิดว่า การสร้างครั้งนั้นมันช่างไร้ประโยชน์และเปลืองแรงจริงๆ

“เฮ้อ!” ผมอดถอนหายใจไม่ได้ พร้อมก้มลงเทอาหารแมวลงในจานให้มีมี่ ตอนนี้เองที่ผมเริ่มสังเกตเห็นว่า มีมี่ผอมลง!!

ใช่! ผอมลง! เป็นไปได้ไง!!

หรือว่า มีมี่เริ่มกลับใจ? กลัวไม่มีตัวผู้ตัวอื่นคบ? หรือ....??

จะอะไรก็ช่างมันเถอะ ตอนนี้ผมต้องหาโทรศัพท์เพื่อโทรไปเล่าให้น้องฟ้าฟังเสียแล้ว

ฟ้าบอกว่า เธออยากโดดเรียนช่วงเช้านี้ แต่วิชานี้ดันมีเทสต์ย่อยเก็บคะแนน โชคดีที่ช่วงบ่ายวันนี้ไม่มีเรียน เธอจะขอเข้ามาบ้านผมก่อนผมเลิกงาน เพราะเธออดใจไม่ไหวที่จะเห็นภาพมีมี่เวลาผอมๆ เธอนึกภาพไม่ออกแล้ว ผมตอบโอเค และบอกจุดที่วางกุญแจบ้านให้

เสียงน้องฟ้าดีใจใหญ่ ... ผมล่ะแปลกใจ เพราะเธอเคยบอกว่า แมวอ้วนน่ารักดี

เอาเถอะครับ ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับเราสองคน ไชโย!! สะพานไม้ที่อุตส่าห์ลงทุนลงแรงไม่เสียเปล่าแล้ว งานนี้

“เมี้ยว” เสียงมีมี่ตอบรับเสียงตะโกนของผม

ผมนึกเอ็นดู จึงย่อตัวลงไป เพื่อที่จะเกาคางของมัน ปรากฏว่า.....

ผมเห็นมีมี่เต็มไปหมด นี่ผมตาลายหรือเปล่าฟระ ผมขยี้ตา มีมี่หนึ่ง มีมี่สอง มีมี่สาม รวมมีมี่ตัวเก่าที่ผอมแล้วเป็นสี่ และเสียงมีมี่สี่ตัว ร้องประสานเสียงกัน

“เมี้ยวๆๆๆๆๆ”

“มะ.... มะ...มี......อีแรด~!!” เสียงผมตะโกนดังลั่นบ้าน เพราะช๊อคสุดขีด!!

มีมี่กลายเป็นแม่แมวไปเสียแล้ว !!


เหตุการณ์นี้ ผมขอสาบานครับว่า ผมจะต้องทำตามความฝันกลางวันนั้นให้ได้ และต้องเปลี่ยนเนื้อความในจดหมายนั่นด้วย !!

ท่านผู้อ่านช่วยผมหน่อยสิครับว่า ในจดหมายที่จะฟอร์เวิล์ดนี้ ผมจะเขียนอะไรลงไปดี เพราะตอนนี้ผมมึนไปหมดแล้ว กรุณาช่วยผมหน่อยนะครับ

(จบ)





 

Create Date : 03 มิถุนายน 2552    
Last Update : 3 มิถุนายน 2552 8:15:05 น.
Counter : 232 Pageviews.  

๐๐๐ด้วยความห่วงใย๐๐๐

“ฉันน่ารักล่ะซิ ถึงโทรเข้ามา~” เสียงโทรศัพท์จากมือถือของฉันดังขึ้น เห็นชื่อเพื่อนซี้พร้อมรูปหน้าขาวๆ กลมๆ ยิ้มเขินๆ ขึ้นโชว์ภาพจอโทรศัพท์มือถือ

พอฉันกรอกหูทักทาย “ฮัลโหล” ยังไม่ทันเสร็จดี “ยังจัง” เพื่อนซี้ก็บอกเรื่องที่โทรหาฉันทันควัน

“ฮัลโหล เจ้ จังน้อยมีเรื่องปรึกษา”

“เรื่องหนุ่มๆ ล่ะซี่..” ฉันเดาหัวข้อเจ้ายังทันควัน

“เจ้....” น้ำเสียงยังจังออกแนวเศร้า ๆ ไม่เหมือนน้ำเสียงของยังจังอย่างที่เคยแฮะ พอจับน้ำเสียงที่ไม่ทะเล้นดั่งเคย ฉันเลยทำเสียงเป็นทางการ... เอ่อ.. เป็นที่ปรึกษาให้น่ะ “ว่าไงจ๊ะ จังน้อย จะปรึกษาเรื่องอะไร”

“มีแมวมาฝากมรดกเป็นๆ ไว้ให้จังน่ะ”

“....!!...” อึ้งไปสามวิกับประโยคของเจ้ายัง “ ลูกแมวเรอะ” จึงตีความได้อย่างนี้

“ใช่..เจ้ แม่แมวอยู่ ๆ ก็คาบลูกมาที่ห้องจัง แล้วก็หายไปเลย นี่ก็สามวันแล้ว ตัวก็ยังเล็กๆ อยู่ เจ้ว่า..จังจะทำไงดี นมก็ให้แล้ว แต่ตัวมันเล็กมาก จังห่มผ้าให้มันด้วย แต่ไม่กล้าแปรงฟันให้ กลัวมันจะหายใจไม่ออก เจ้... ทำไงดี”

“ทำไมกลัวมันหายใจไม่ออกล่ะ" (ตรูล่ะสงสัยมากๆ)

“อ้อ.. ก็ตัวมันเล็กไง กลัวจับมัน ไปแปรงฟัน แล้วมันจะหายใจไม่ออก”

“คงไม่คิดจะเอามันไปอาบน้ำด้วยใช่ไหม” (มองเห็นภาพเจ้ายังพยักหน้า.. ท่าทางอยากทำความสะอาดให้)

“โธ่..เจ้ เดี๋ยวเอานมไปให้มันกินแล้วดีกว่า แค่นี้นะ” ว่าแล้วสายก็ถูกตัดไป


......สามสี่วันต่อมา .......


“ฉันน่ารักล่ะซิ ถึงโทรเข้ามา~”

“ฮัลโหล เจ้...”

“ว่าไง ยังน้อยเกิน”

“จังน้อยต่างหาก”

“ฮ่า ๆ.. ว่าไง”

“เจ้าดุ๊กดิ๊ก.. ตอนนี้มันสั่นกระตุกใหญ่เลยอ่ะ ทำไงดีล่ะ”

“ดุ๊กดิ๊ก? อ้อ.. เจ้าลูกแมวนั่นเหรอ อ้าว..มันยังไม่ตายใช่ไหม”

“โธ่..เจ้ จะแช่งมันเหรอ จังอตุส่าห์ดูแลป้อนนมให้มันวันละ 2 มื้อ เพียงแต่เมื่อวานตื่นสายเลยรีบไปทำงาน เลยไม่ได้ให้นม พอกลับมา มันก็สั่นอยู่นั่น ทำไงดีอ่ะ”

“แล้วให้นมมันกินยัง เผื่อมันจะได้กระดุกกระดิกเหมือนชื่อ”

“จังก็ให้มันกิน แต่มันเอาแต่สั่นน่ะ ทำไงดี” น้ำเสียงจังน้อยตอนท้ายประโยคแสดงอาการกังวล

ฉันเริ่มเกาหัว พร้อมกับคิด (เวร.. ตรูไม่ใช่สัตวแพทย์นะเฟ้ย) “เอ่อ.. จังลองพาไปหาหมอที่จังเคยพาเจ้าเดี้ยง (ชื่อหมา) ไปหาดูซิ”

“เดี๋ยวนะเจ้.. (ยังจังหันไปมองเจ้าดุ๊กดิ๊ก) เจ้.. มันเลยดูดนมแล้วล่ะ แค่นี้ก่อนนะ”


........ ห้านาทีต่อมา...........


“....อึกๆ เจ้... จังโทรมาจะบอกว่า ตอนนี้กำลังพาเจ้าดุ๊กดิ๊กไปหาหมอแล้ว เมื่อกี้นึกว่ามันหายหนาวเห็นนิ่งๆ หลังกินนมเสร็จ จังก็นึกว่ามันหลับ พอเข้าไปดูอีกทีมันหายใจเป็นห้วงๆ เลยอ่ะ อึกๆ.. แค่นี้ก่อนนะ กำลังนั่งมอไซค์อยู่ เดี๋ยวโทรมาปรึกษาใหม่”


.........ครึ่งชั่วโมงผ่านไป.......

.............หนึ่งชั่วโมงผ่านไป.........


“เจ้ายัง.. ดุ๊กดิ๊กหายยัง” คอยนานชักเป็นห่วงไม่โทรมาสักที เลยโทรหาซะเลย

“อืม.. ดีขึ้นแล้ว หมอฉีดยาให้ ตอนนี้มันหลับปุ๋ยเลย”


........วันต่อมา................


“เจ้.. ตอนนี้จังน้อยกำลังสวดมนต์อยู่”

“.................” (กำลังฟังประโยคถัดไป เพราะจังน้อยสวดมนต์เป็นปกติประจำวันอยู่แล้ว)

“สวดให้เจ้าดุ๊กดิ๊ก... มันตายแล้ว...”

“อ้าว!”

“เมื่อคืน.. หลังโดนหมอฉีดยา พอจังอุ้มมันขึ้นมอไซด์ จังก็เกาหูให้มันเบาๆ เห็นมันหลับสบาย จังก็ดีใจนึกว่ามันคงหายดีแล้ว แต่พอเช้านี้... พอจังจะไปให้นม มันก็...ไม่หายใจแล้ว”

“อืม”

“แต่ยังทำใจได้แล้วล่ะ ตอนนี้จังกำลังสวดมนต์ให้มันอยู่ จังว่านะ.. เจ้าดุ๊กดิ๊กน่ะสอนอะไรให้จังมากมายเลย ว่าชีวิตนี้เดี๋ยวเดียวก็ต้องตาย”

“จริงด้วยนะ ชีวิตมันแสนสั้น” ฉันเห็นพ้องตาม

“ใช่ เจ้ เจ้าดุ๊กดิ๊กทำให้จังไม่กล้าที่จะลืมความตายเลย เฮ้อ.. เห็นมันน่ารัก อยู่ดีๆ ก็ป่วย พาไปหาหมอไม่ทันไรก็ไปซะแล้ว” จังน้อยเริ่มพรรณนา

“อืม... จริงสินะ แล้วจังน้อยอย่าลืมไปทำสังฆทานให้มันด้วยนะ”

“จ๊ะเจ้”

“เดี๋ยวเราก็จะไปทำให้มันด้วย ตอนนี้มันคงไปสบายกว่าพวกเราเยอะ”


แล้วทั้งยังจังและฉันต่างก็พากันไปทำสังฆทานเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้เจ้าดุ๊กดิ๊ก ลูกแมวตัวน้อยที่แม่แมวมาทิ้งมรดกให้.. เพียงแต่มรดกชิ้นนี้.. เป็นมรดกที่มีเลือดและเนื้อ ซึ่งไม่ต่างกับเราเลย สุดท้ายพอหมดวาระ (ตาย) เขาก็ไป และอีกไม่ช้าไม่นาน.. เราก็จะตามไปด้วยเช่นกัน





 

Create Date : 21 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 21 พฤษภาคม 2552 13:17:54 น.
Counter : 243 Pageviews.  

เรื่องราวของตูมตาม

ตูมตามเป็นชื่อน้องหมาที่บ้านคะ เธอเป็นเพศหญิง พันธุ์อะไรไม่ทราบ ขนสีน้ำตาลอ่อนๆ อายุก็คงโตกว่าฉันไม่มาก (สมัยนั้นฉัน 11 ขวบ)

วันแรกที่รู้จักเธอ อาอี้เป็นผู้นำเธอเข้ามาที่บ้าน เธออยู่ช่วงวัยรุ่นพึ่งสาว ยามเธอเดิน.. เธอเชิดคออย่างสง่างามคล้ายเป็นนางแบบ ทำให้พวกเราพี่น้องนึกเอ็นดูปนขำ พี่ชายยกมือลูบหัว เธอยืดหัวรับเต็มที่ ฉันก็รับขวัญด้วยการลูบหัวเช่นกัน แต่อนิจจา เหมือนกับรู้ว่าเป็นเพศเดียวกัน ขณะที่ฉันกำลังยื่นมือลงไปลูบหัวนั้น เธอหันขวับพร้อมอ้าปากเตรียมงับทันที

แต่เธอหารู้ไม่ว่า สิ่งที่ได้รับคือ การสะบัดมือหลบจากปากที่มีเขี้ยวคมพร้อมสะบัดกลับเพื่อตบหน้าไปหนึ่งที มันเป็นการโต้ตอบอย่างอัตโนมัติโดยที่ฉันไม่ทันได้คิด ผลก็คือ เธองอนฉันไม่เลิกรา.. สิ่งนี้สังเกตได้จากยามที่เราเดินสวนกัน ทั้งสายตาและท่าทางของเธอ มีทั้งการส่งค้อน เชิด สะบัดหัว สะบัดสะโพก (อยากบอกว่า สะบัดตูด แต่กลัวเธอจะงอนอีกนาน)

โอ้..พึ่งเคยเห็นคุณหมาที่เป็นผู้หญิ๊งผู้หญิง


ด้วยความที่เป็นเพศเดียวกัน เราเลยมีการปะทะกันบ้าง ส่วนใหญ่ ฉันเป็นผู้ชนะ (โฮะๆๆๆ) ด้วยมือพิฆาต เจ้ย.. ไม่ใช่คะ กลัวโดนงับ ฉันก็เล่นบทคุณผู้ชายที่วางเฉย เธองอนมา ฉันเฉยๆ เธอสะบัดตูด ฉันก็เฉยๆ เธอส่งค้อนมา ฉันก็เฉยๆ .. อิอิ..แล้วหมาที่ไหนจะงอนได้งอนดี เมื่อเอาอาหารให้กิน (งานนี้ชนะใสๆ)

แล้วเป็นธรรมดาที่สังคมโลก (ไม่พ้นแม้กระทั่งสังคมสัตว์) ย่อมมีการปรับตัว, จากคุณนางแบบตูมตามที่ชอบเดินเฉิดฉาย ไฉไล ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร หลัง 3 เดือนจากนั้น มาวันหนึ่งฉันเห็นเธอเดินอย่างอารมณ์ดีกระดิกหางเข้ามาหา หน้าตามอมแมม ยื่นหัวเข้ามาทักทาย ทำให้ฉันอดเอ่ยปากถามไม่ได้ว่า “ไอ้ตูมตาม ไปซนกับใครมา มอมเชียวนะ” เลยได้คำตอบเป็นค้อนที่ส่งมาให้

หลังจากนั้นอีกสองสามวัน ตูมตามก็พาเพื่อนใหม่มาแนะนำให้รู้จัก เขาเป็นหมาหนุ่มเพศผู้ ขนเกรียนสีดำ หน้าตาอารมณ์ดี...อืม..เหมือนหมาข้างบ้าน ดูไปดูมาใช่จริงๆ ด้วย.. (ไปแอบรู้จักเมื่อไหร่กันนี่)


สาวตูมตามกับหนุ่มดำ สนิทกันมาก ไปไหนไปด้วยกัน พอเดินเจอทั้งคู่ก็อดเรียกให้เข้ามาหาไม่ได้

“ตูมตาม เจ้าดำ มานี่” ฉันส่งเสียงเรียกพร้อมกวักมือเรียก

ตูมตามขยับสะโพกมาเข้ามาหา ยังคงไม่ทิ้งลายว่าที่นางแบบ ส่วนเจ้าดำยื่นอกผึ่งผายกระดิกหางเดินตามอย่างอารมณ์ดี ดูท่าตูมตามจะสอนการเดินให้เจ้าดำไม่น้อย

มองดูตูมตามของฉันแล้ว ทำให้รู้สึกอยากแกล้ง

“เอ้านี่” ฉันยื่นขนมส่งให้มันกิน พอมันจะกิน ก็แกล้งยกมือขึ้นซะงั้น

“เอ้า พยายามหน่อย” ฉันพูดเพื่อให้ตูมตามกระโดดขึ้นมากินขนมจากมือ กลับกลายเป็นว่าหนุ่มดำกระโดดขึ้นมาแทน และ..ที่น่ารักก็คือ เจ้าดำเอาขนมส่งไปให้ตูมตามกิน

เห็นแล้ว แกล้งไม่ลง เลยให้ขนมเจ้าดำเป็นรางวัลไปอีก 2 ชิ้น


ความสนิทสนมของฉันกับตูมตามก็มีเพิ่มตามวันตามเวลา ประดุจดั่งเพื่อนหรือพี่สาวน้องสาว เพราะตูมตามจะรู้เรื่องสิ่งที่ฉันพูด ฉันระบาย แถมเวลาฉันเศร้าชอบมาปลอบใจ และเวลาที่เธองอนฉันก็ตามง้อ

มีอยู่วันหนึ่ง ขณะที่ฉันกำลังเดินเข้าห้องน้ำ ตูมตามก็เดินตามเข้าไปด้วย ฉันไม่ทันเห็นมันขณะปิดล๊อคประตูห้องน้ำแล้ว แต่พอหันมาจะทำธุระก็เห็นหน้าตาอันบ๊องแบ๊วที่ส่งมาให้ แต่เนื่องด้วยความรีบเร่งเพราะอยากระบายน้ำออกจากร่างกายอย่างเร็ว ทำให้ไม่สนใจมันนัก พอทำธุระเสร็จสรรพจากนั้นตูมตามก็หลบหน้าหลบตาฉันไปอีกหลายวัน ฉันเองก็หลบมันเช่นกัน...

นี่เป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำของเรื่องราวระหว่างฉันกับตูมตาม ตอนนี้พี่สาวฉันคงจะสบายดีที่ไหนสักแห่งในดวงดาวนี้

ถ้าเธอมีอายุยืนต่อ.. ในภาพจินตนาการ ฉันมองเห็นภาพที่เธอเป็นคุณแม่และมีสามีตัวดำเคียงข้าง คุณแม่ตูมตามที่ยังคงความ “เริ่ด เชิด” ที่ถ่ายทอดไปให้ลูกตัวน้อยๆ เพื่อความสง่างาม ส่วน “หยิ่ง” นั้น ถูกเก็บไว้เพื่อสอนลูกๆ ว่า อย่าหยิ่งนะ ไม่งั้นจะอดข้าว



..คิดถึงตูมตามจัง..




 

Create Date : 07 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 7 กรกฎาคม 2551 19:15:03 น.
Counter : 331 Pageviews.  

เจอผีครั้งที่ห้า ~ อ๊ากก...ก มันมาอีกแล้ว นี่แน่ะ!! ~

สถานที่ที่หนึ่ง ที่หลายคนต้องเคยไปมาแล้ว เป็นที่ที่ให้ความสุข สนุก ตื่นเต้าเร้าใจ ดินแดนสมมติที่ให้ความโลดโผนกับเครื่องเล่นหลายชนิด และอ้อยอิ่งกับคนรู้ใจอยู่บนชิงช้าที่พาขึ้นไปบนนภากว้าง ความสนุกรื่นเริงมาพร้อมกับเสียงหัวเราะของเด็กๆ และเสียงกรี๊ดกราดของวัยรุ่น

สวนและต้นไม้กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ให้ความร่มรื่นและม้านั่งสำหรับพักผ่อนยามแข้งขาอ่อนหลังทะยานไปบนฟ้าและดิ่งลงมาพร้อมท้องน้อยที่เสียววูบหลายครั้ง หรือสำหรับผู้ปกครองที่นั่งคอยบุตรหลานตัวเล็กๆ ที่กำลังนั่งอยู่ในม้าหมุนอย่างสนุกสนาน

ที่ซุ้มประตูทางเข้าซื้อตั๋ว มีกลุ่มวัยรุ่นที่อายุเฉลี่ยกันไป ประมาณ 5 คน ยืนออกันอยู่ และ กำลังก้มหน้าก้มตาพิจารณากระดาษที่อยู่ในมือ ในนั้นมีรายละเอียดเกี่ยวกับตารางโปรแกรมในแบบต่างๆ ที่จะเลือกในการเข้าเล่นเครื่องเล่นต่างๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับกระเป๋าสตางค์ว่าตุงมากน้อยแค่ไหน

เนื่องจากวันนี้เป็นวันพิเศษสำหรับเด็ก ทางเจ้าของสถานที่ได้จัดโปรแกรมพิเศษต่างๆ มาเอาใจเด็กๆ โดยเฉพาะ ทั้งราคาที่ถูกหั่นครึ่งของราคาตั๋วตามปกติ ทั้งไม่ต้องเสียเงินจ่ายค่าผ่านประตู, ทั้งห้าคนจึงเห็นพ้องต้องกันว่า จะเลือกโปรแกรมที่ให้ความบันเทิงมากสุด เงินก็ถูกควักออกมาแชร์กัน และต่างคนต่างก็พร้อมแล้วกับสิ่งที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า ดวงตาหลายคู่ขยายกว้างโตแล้วกวาดมองไปรอบๆ พร้อมใจที่เต้นตุบตับ ทุกสิ่งทุกอย่างแปลกตา เสียงรถราภายนอกค่อยๆ ห่างไป เมื่อเดินสืบเข้าไปค้นหาเครื่องเล่นเครื่องแรกตามแผนที่ที่อยู่ในมือ

นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งห้าคน ได้มาเที่ยวดินแดนแห่งนี้ หลังได้ยินคำเล่าจากเพื่อนในห้องเรียน ที่ออกอาการแอ๊คชั่นเวอร์ๆ ทำให้เกิดความอิจฉา ปนผสมด้วยความอยากที่ต้องการจะไปสัมผัสโลกในดินแดนนั้น และโอกาสนั้นก็ได้มาถึง...

“กรี๊ด......ด” เสียงดังฟังชัดมาจากปอ สาวอายุน้อยสุดในกลุ่ม
“กลัวแล้วๆ..” เสียงตนา เพื่อนร่วมแก๊งค์ ที่อายุใกล้เคียงกัน
ระคนไปกับเสียงหัวเราะ “ฮะ ฮ่าๆๆๆ....” ที่ระบายความกลัวแปลกๆ ของฟ้า
ส่วนอีกสองหนุ่ม, หนึ่ง กับ นัท, เงียบกริบ (ไม่รู้ว่าช๊อกไปแล้วทั้งคู่ หรือ กำลังแข่งกันโดยไม่ส่งเสียง / ผู้เขียน)

“วู้..” เสียงร้องของ ปอ แสดงอาการโล่งอก ที่ตอนนี้ลงมาเหยียบพื้นดินโดยปลอดภัย หลังจากโดนเหวี่ยงขึ้นฟ้าแกว่งไปมาหลายต่อหลายรอบ พร้อมกับเอื้อมมือมาเกาะไหล่ หนึ่ง เพื่อพยุงขาที่อ่อนสั่น ขณะที่ฟ้าหัวเราะกลิ้งกับท่าทางของเพื่อน (มันจะขำอะไรหนักหนา ยายฟ้า / ปอ - -“)

หนึ่ง ที่อายุมากสุดในกลุ่ม มองเพื่อนไปรอบๆ, เห็น ตนา ยืมไหล่ นัท เป็นที่เกาะอยู่ข้างๆ พร้อมร้องโอดโอ๊ย “โอ๋ยย....ย” อย่างน่าสงสาร, ได้ยินเสียงวู้ ของปออยู่ข้างๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะของฟ้า

“ไปหาอะไรดื่มกันก่อนดีไหม” หนึ่งเสนอ “แล้วค่อยไปเล่นเครื่องเล่นอื่นกัน จากนั้นคั่นรายการ ด้วยการเข้าไปพักผ่อนที่บ้านผีสิง” หนึ่งเริ่มวางแผนการเที่ยวครั้งนี้

พวกเราพยักหน้าเห็นพ้องด้วยให้กับหัวหน้าแก๊งค์ มีนัทยืนยักคิ้วส่งไปให้ “พักผ่อนที่บ้านผีสิง ? หึหึ.. แล้วเจอกันนะเพื่อน” พูดจบก็สลัดตนาที่ยืนเกาะไหล่อยู่ จากนั้นก็ออกเดินเป็นคนแรก

หลังจากเมามาย เฮ้ย สนุกสนานกับหลากหลายเครื่องเล่นแล้ว ทั้งสามคน..ปอ ฟ้า และตนา เดินตุปัดตุเป๋หาที่นั่ง มีแค่หนึ่งกับนัทยืนเก๊ก แข้งขาไม่อ่อนเลยแม้แต่น้อย สูสีกันมากคู่นี้ ปอ, ฟ้า และ ตนาเริ่มแอบนินทา

“ใครจะแข็งกว่าใครนะ” ตนาเริ่มตั้งข้อสังเกต
“อะไรแข็ง” ปอถามด้วยไม่เคลียร์ในคำถามนั้น ฟ้าหัวเราะท่าเดียว
“จิตไง”
“อ้อ.. เออ..นั่นสิ นั่นต้องรอดู” ปอคิดได้ถึงบ้านผีสิงในรายการต่อไป
“แล้วเธอจะรอดูไหว ไม่ช๊อคตายก่อนเหรอ”
“อืม... งั้นเอางี้”

ทั้งสามสุ่มหัว ช่วยกันวางแผน (จริงๆ มีแค่สอง เพราะยายฟ้า..สงสัยว่าวันนี้จะได้สัมผัสกับท้องฟ้าอย่างเต็มที่ จึงหัวเราะไม่หยุด)

........................................

“ใครจิตแข็ง จิตกล้า เชิญมาทางนี้เลยครับ โอ้..น้องทั้งห้าคนดูท่าทางแข็งแรงดี สนใจมาไหม” พี่เจ้าหน้าที่ทำหน้าที่ยืนต้อน..เหล่าลูกแกะ เฮ้ย.. ต้อนรับน้องๆ อยู่ทางปากเข้าบ้านที่ผีสิงอยู่

หนึ่งกับนัทยืนนิ่งมาดขรึม มีปอ ตนา และฟ้าส่ายหัว

“เอ้า.. อย่ามัวยืนส่ายหัวสิครับ นี่ครับ รถมารอรับแล้ว” พี่ต้อน (ตั้งชื่อให้เสร็จสรรพโดยปอเองค่า yo!) เปิดประตูรถรางที่สามารถนั่งได้สองที่ไม่เกินสาม

ทั้งสามคนจอมวางแผนถอยหลังกรู ทำให้ หนึ่งกับนัท ต้องเข้ารถรางออนทัวร์ไปก่อน

เมื่อเห็นดังนั้น ทั้งสามก็ประมือกัน “สำเร็จตามแผนขั้นแรก”

แผนสองคือ.. สองสาวนั่งหลับตาปี๋ อยู่บนรถรางอีกคันที่ต่อท้าย ในมือสแตนบายไว้ด้วยกล้องมือถือเพื่ออัดภาพวีดีโอฉากเด็ด..ว่า ใครจะหลุดเก๊กได้ก่อนใคร ระหว่างนายหนึ่งกับนายนัท

ส่วนนายตนาผู้เสียสละไปอยู่อีกคัน สองสาวหันไปมองแว่ปๆ.. เห็นมีหญิงหน้าตาน่ารักนั่งอยู่ข้างๆ .. (เสียสละคุ้มดีนินายตนา อย่าไปทำอะไรน้องเขาล่ะ อิ๊อิ๊.. / ผู้เขียน)

หันไปข้างหน้า เห็นหนุ่มทั้งสองนั่งจ้องหน้ากัน ส่งสายตาประชันอย่างลูกผู้ชาย แล้วรถรางก็เริ่มออก

“ครืด... เฮ้ย....ย!!” เสียงนัทร้องตะโกนออกมาอย่างตกใจอะไรสักอย่าง ตามมาด้วย...
“อะจ๊าก..ก!! นี่แน่ะ” และ... “อ๊าก!!~” ที่ฟังแล้วโหยหวน ทำให้สาวน้อยทั้งสองซึ่งหลับตาปี๋ไปก่อนหน้านี้ต่างร้อง “ว๊าย...ย!!” ออกมาพร้อมกัน และรีบเอามือมาปิดตากั้นอีกชั้น

“โอ๋ยย....ย กลัวแล้วๆ อย่ามาหลอก อย่ามาหลอนกันเลย ตนากลัว..ว”
“กรี๊ด...ด ปล่อยนะๆ ไอ้ลามก” ....เป็นเสียงที่พอเดาได้ - -‘

“วิ้ว...ว ..... “ เสียงนี้ไม่อยากเดา T_T
และ..... เสียงอื่นๆ ที่ตามมาอีกมากมาย ท่ามกลางความโหยหวนชวนสยองของเหล่าแกะที่หลงฝูงพลัดถิ่นเข้าไปอยู่ในรังของเหล่าผี ที่เฮฮาปาร์ตี้กันอย่างเต็มที่ (สู้เค้า.. น้องแกะทั้งหลาย!!)

.......................................................

“ครืด.....ด คร้าด...ด ตึง” เสียงรถรางจอดสนิท เหล่าแกะตัวน้อยทั้งสามต่างเดินกระหย่องกระแหย่งออกมา อย่างร่างไร้วิญญาณ เพราะถูกเหล่าผีคว้าไปแล้ว

“เป็นไงบ้างคร้าบ..บ อย่าพึ่งสลบนะครับ พี่ยังมีบริการปาเป้าด้วย ใครปาได้ให้รางวัล ออนทัวร์บ้านผีอีกรอบ!!” พี่ต้อนเจ้าหน้าที่คนเดิมส่งยิ้มยิงฟันมาให้ พร้อมโบกมือหย๋อยๆ “มาสิๆ “

ได้ยินแค่นั้น วิญญาณที่ออกจากร่างไปแล้ว รีบกลับเข้ามาหาเจ้าของทันที! ทั้งปอ ฟ้า และตนา ต่างสวมโหมดเป็นนักกีฬาวิ่งหนีกันเจ้าละหวั่น “เหวอ...อ ไม่เอาแล้ว ให้ฟรีก็ไม่เอาแล้ว....ว”

“แฮ่กๆๆ.. ปลอดภัยยัง” ตนาพูดพร้อมหันรีหันขวาง
“โอ้ย..ย เหนื่อย” ปอลูบอกตัวเอง
ส่วนฟ้าทำท่าจุก

หนึ่งนาทีผ่านไป..
“แปะ”
“ว้าย ไปนะๆ ไปไกลๆ” เสียงร้องตกอกตกใจของฟ้า ทำให้หนึ่งรีบร้องบอก “เราเองฟ้า ไม่ต้องกลัวๆ”
“ไอ้หนึ่ง ทำฟ้าตกใจเร๊อะ” นัทที่เดินเข้ามาสมทบยกศอกถองเอวเพื่อน
“เปล่า แค่แตะไหล่ฟ้าเท่านั้นเอง” หนึ่งรีบอธิบาย
“ไม่ต้องเลย จะแกล้งฟ้าก็บอกสิ” นัทได้ทีขี่แพะทันที พร้อมกับหันมาปลอบฟ้า “โอ้..โอ้ ฟ้าคนดี ไม่ต้องกลัวนะ เดี๋ยวนัทให้ยืมไหล่”
“ไอ้นี่ บอกแล้วไงว่า ไม่ได้แกล้งฟ้า ฟ้าอย่าไปให้ไอ้นัทมันยืมไหล่นะ ถ้ากลัวก็มาซบอกหนึ่งดีกว่า”
“อิอิ..” ยายฟ้าเริ่มหัวเราะได้อีกครั้ง

การโต้ตอบของทั้งคู่ ทำให้อีกสองที่เหลือต่างเริ่มหันมาหน้ามองกัน พร้อมถามว่า “พวกนาย ใครชนะ”
“ชนะอะไร” ทั้งหนึ่งและนัททำหน้าสงสัยถาม
“เอ่อ..... “ และแล้วสิ่งที่ทั้งสาม (สองจ๊ะ) เคยวางแผนไว้ ก็ถูกนำออกมาเฉลยอย่างหมดเปลือกให้ทั้งคู่ได้ฟัง

“อ้อ พวกนายอยากรู้ เหรอว่า พวกเราใครจิตแข็งกว่าใคร”
ปอ ฟ้า และ ตนา ต่างก็พยักหน้ารับ “อืมๆ” (คนเขียนก็พยักหน้าอยากรู้ด้วย)

หนึ่งและนัท หันไปมองหน้ากัน และ.. ยิ้มทั้งคู่!!
“ยิ้มทั้งคู่อย่างงี้.. หมายความว่า....” ปอเริ่มเดา แต่ยังไม่จบประโยค
หนึ่งและนัทก็เฉลยให้ฟัง “หมายความว่า เราทั้งคู่ชนะ”
“ชนะ” ปอทวน
“ใช่” ทั้งคู่ยืนยัน
“เก่งจังเลย” ฟ้าตบมือ
“ชนะยังไง....” ตนาสงสัย เพราะสังเกตเห็นสีหน้าของทั้งคู่ มันดู..เจ้าเล่ห์ตงิดๆ

ทั้งคู่ยิ้มๆ ไม่ตอบคำ เอื้อมมือไปลูบหัวฟ้า หลังได้รับคำชม

-“- ปอหงุดหงิดกับภาพที่เห็น แต่เริ่มนึกได้.. ภาพ! กล้อง! “ใช่แล้ว กล้องมือถือ”

พูดจบเจ้าตัวก็รีบจัดการคว้ากล้องมือถือขึ้นมา และเปิดดู โดยมีตนาก้มหัวมาดูด้วย

สิ่งที่ทั้งคู่เห็น ก็คือ ภาพรถรางที่มีนัทและหนึ่งนั่งอยู่ กำลังกระชากตัวออกดัง ”ครืด” จากนั้นภาพก็มืดไปเพราะรถได้เคลื่อนตัวเข้าบ้านผีสิงแล้ว จึงได้ยินแต่เสียงร้องของหนุ่มทั้งคู่ และเสียงร้องอันโหยหวนดัง “อ๊าก!!~”

“อึ๋ย..” ปอปิดตาไม่กล้าดู ทั้งๆ ที่ภาพก็ฉายแต่ความมืด
ส่วนฟ้าหลับตาปี๋ เพราะเสียงครืด ไปก่อนหน้านี้แล้ว

สองหนุ่ม หนึ่งและนัท จึงส่งกำลังใจไปให้ทั้งปอและฟ้า “โอ๋.. โอ๋.. ไม่ต้องกลัวนะ”

“ใช่ ปอและฟ้า ไม่ต้องกลัวนะ กลางวันแสกๆ อย่างนี้ ผีมันไม่ตามออกมาหรอก” ตนาปลอบอีกคน
จากนั้นจึงส่งคำถามที่ค้างใจไปยังหนึ่งและนัท “พวกนายตกใจอะไรกัน”

ครั้งนี้ ทั้งคู่เลิกเล่นตัว เพราะกลัวสองสาวจะช๊อคไปมากกว่านี้ หนุ่มทั้งสองจึงยอมเฉลยที่มาของเสียง

“ก็ตอนนั้นรถกำลังเข้าบ้านผีใช่เปล่า อยู่ดีๆ ก็มีอะไรไม่รู้โผล่ออกมา ไอ้เราก็ตกใจจึงสวนไปที” นัทเล่าพร้อมออกอาการชกลมให้เพื่อนได้ดู

“หนึ่งก็ตกใจ จึงต่อยหมัดออกไป.. แหะๆ ต่อยออกไป เมื่อไหร่ไม่รู้” หนึ่งพูดพร้อมยิ้มเขินๆ

O_o”

“ฮ้า! งั้นเสียงร้องโหยหวน “อ๊าก!!~” นี่ก็คือ...”

หนึ่งและนัทพยักหน้าไหล่ “คงเป็นเสียงร้องของผี ที่โดนเราต่อย”


------------------------------------------------------------------------

ขอขอบคุณเพื่อนๆ ที่ติดตามอ่านเรื่องผีๆ นะคะ ตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายแล้วที่จะเอามาลง และอยากกล่าวทิ้งทายเป็นของฝากจาก “เจอผี” ทั้ง 5 ตอน ขอรวบรวมมาไว้ ณ ที่นี้นะคะ

• มีเรื่องเกี่ยวกับผีๆ ที่โบราณเคยว่าไว้ “อย่าอวดเก่งกับผี อย่าอวดดีกับพระ” และ “คนเราจะชนะได้ด้วยความดี” (ประโยคหลังเติมเอง ^^)
• คนเราส่วนใหญ่จะเริ่มรู้สึกกลัว เพราะความไม่รู้เป็นเหตุ ความมืดก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความกลัวได้ไม่ยาก และสิ่งที่เคยเรียนรู้ว่า ในความมืดมีอะไร ทำให้เกิดอาการหลอนคิดไปเอง เพราะฉะนั้น “สติ” สำคัญ
• สิ่งที่เรียกว่า “ผี” นั้น ก็เป็นนามสมมติ ที่ซึ่งสุดท้ายแล้วก็เป็นกันทุกคน (แหะๆ.. แต่คนเขียนก็ยังกลัวนามสมมตินั้นอยู่เลย)

และสุดท้าย
ใครใคร่รู้ จงรู้
ใครใคร่เห็น จงเห็น
โอมเพี้ยง!!

ขอให้มีความสุขกันทุกท่านนะคะ

^___^

----------------------------------------------------------------------------------






 

Create Date : 07 มิถุนายน 2551    
Last Update : 7 มิถุนายน 2551 11:08:17 น.
Counter : 176 Pageviews.  

1  2  

สัมผัสรักในใจเรา
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ลายปากกา
Friends' blogs
[Add สัมผัสรักในใจเรา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.