คุณจะแต่งงานกับผู้ชายคนนี้ไหม
วันนี้ลูกไม่อยู่ เลยมีเวลามานั่งฝอยเรื่องเก่าๆ

ขอเรียกว่าผู้ชายคนนี้ว่าคุณพะโล้ละกัน

ปี 2007 ก่อนที่เราจะรู้จักกัน
คุณพะโล้กลับเข้าอเมริกาเมื่อต้นปี 2007 หลังจากไปเที่ยวรอบโลก 3 ปี เงินหมด ไม่มีรถ ไม่มีบ้าน ไม่มีแม้แต่ค่าตั๋วเครื่องบินกลับบ้าน

ก็เริ่มต้นจากเป็นหนี้ค่าตั๋วเครื่องบินก่อน
พอกลับมา ไปยืมเงินมาดาวน์บ้าน (ยืมพี่เขยค่ะ เขาไม่คิดดอกก็สบายหน่อย) แล้วก็ยืมเครติตพี่สาวซื้อ แล้วก็ซื้อรถ
แต่ขอบอกนะคะ ไอ้บ้านที่ซื้อเนี่ย ซื้อบ้านใหม่ ราคาก็แพง แต่คุณพะโล้หัวใสค่ะ
บ้าน 3 ห้องนอน ก็แบ่งเช่าไป 2 ห้อง ก็ได้ค่าเช่าเป็นค่าผ่อนบ้านได้ทั้งเดือนและดาวน์ ไอ้รถที่ซื้อมาก็เอาเงินเดือนผ่อนไป ชีวิตก็ไม่ลำบากเลยค่ะ จนกระทั่งมารู้จักเรา ความลำบากก็เริ่มต้นขึ้น

ปี 2008
เรากับคุณพะโล้รู้จักกันเมื่อต้นปี 2008 พอปลายปี ก็ตกลงว่า เราจะแต่งงานกันแล้วนะเพราะตอนนั้นคุณพะโล้เริ่มมีอายุแล้ว แม่คุณพะโล้ก็บินมากับคุณพะโล้ที่เมืองไทย มาคุยกัน ตอนนั้น แม่เราทำใจไม่ได้ค่ะ ก็ขอเวลา เพราะเพิ่งเคยเจอหน้าลูกเขยเป็นครั้งแรก จู่ๆจะมาพาลูกสาวไป ออกแนวไม่ไว้ใจ แม่ร้องให้ทุกวันเลย แถมรู้ว่าคุณพะโล้ทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟด้วย แม่ยิ่งไม่มั่นใจว่าคุณพะโล้จะดูแลเราได้ แม่ดูน่าสงสารมาก แล้วคุณพะโล้ก็กลับไป บอกว่า จะกลับมาใหม่ เพื่อมาแต่งงานกับเรา
ปี 2009
เวลาผ่านไปเท่าไรจำไม่ได้ แม่เราก็เริ่มทำใจได้ (แต่ยังร้องให้อยู่) ประกอบกับเห็นคุณพะโล้ เสมอต้นเสมอปลาย โทรหาเราเช้าเย็นทุกวัน พอคุณพะโล้เปรยถาม แม่ก็ตอบว่า คุณพะโล้กับแม่ต้องบินมาทำเรื่องแต่งงานให้เป็นเรื่องเป็นราว แม่เรียกสินสอด บางคนว่า มันแพงมาก หลายคนก็ว่า ไม่ถูก แต่ไม่ถึงกับโหดร้าย กับ เงิน 9 แสน ทอง 9 บาท แม่ว่าบอกเรียกพอสมควร ถ้าอายุปูนนี้แล้ว ทำงานเมืองนอก เงินแค่นี้ไม่มี แสดงว่าไม่ขยัน อดออม (ตอนแรกแม่เรียกแพงกว่านี้อีก)

พอถึงตรงนี้ นับถือคนโบราณจริงๆเลย ที่คิดประเพณีการเรียกสินสอดขึ้นมา

แต่ก็แน่ล่ะ คุณพะโล้เรา ไม่ใช่ผู้ชายอดออม ไม่มีการวางแผนชีวิต เที่ยวซะกระเป๋าฉีก แต่....คุณพะโล้เราขยัน และเขาก็เปลี่ยนไปแล้ว หลังจากรู้จักเรา อันนี้ฟันธง

สรุป คุณพะโล้ไม่มีเงินค่าสินสอด

แต่เราจำได้ว่า คุณพะโล้เพิ่งขายบ้านที่เมืองจีนไป (บ้านเป็นชื่อคุณพะโล้ กับ พ่อ) เราก็ถามคุณพะโล้ว่า ขอยืมเงินก้อนนั้นก่อนได้ไหม แต่คำตอบคือ ไม่ได้ คุณพะโล้ให้เงินก้อนนั้นกับแม่หมดแล้ว เพราะพ่อเขาหย่ากับแม่ และไม่ทิ้งอะไรให้แม่เลย ฉะนั้น เงินก่อนนี้เลยเป็นสมบัติของแม่

สรุปใส้แห้งเหมือนเดิม

เรื่องเศร้ายังไม่หมด ระหว่างนั้นเอง เพื่อนขอแม่คุณพะโล้ก็มานำเสนอลูกสาวให้ (อันจริงเขามาจีบแม่คุณพะโล้นั่นแหละ) บอกกับคุณพะโล้เราว่า ถ้าแต่งงานกับลูกสาวเขาคนใดคนนึง เขาจะซื้อบ้านให้หนึ่งหลัง พร้อมกับยกกิจการอพาทเม้นให้ดูแลด้วย แม่คุณพะโล้ก็สั่งให้คุณพะโล้เลิกกับเรา หาว่าบ้านเราเห็นแก่เงินของลูกชายเขา เราอยากจะแต่งงานกับลูกชายเขาเพราะว่าเราอยากได้ใบเขียว บลาๆๆๆ ( พูดเหมือนกับว่าคนจีนแต่งงานไม่มีสินสอด) แม่คุณพะโล้เลยมาฉ้งเฉ้งๆทุกครั้งเวลาที่เราคุย Skype กับคุณพะโล้ เราแอบเห็นพี่สาวเดินไปมา จนเราแปลกใจว่าอะไรหนักหนา

ปกติคุณพะโล้ปกติคุณพะโล้อยู่บ้านนี้กับคนเช่าบ้านนี่นา แต่ทำไม....พักหลังเห็นแม่คุณพะโล้กับพี่สาวบ่อยมากๆ

ท้ายที่สุด คุณพะโล้ก็ไม่เปลี่ยนใจ เราสองคนยังคงคบกันไปเรื่อยๆ รักทางไกลมันเหนื่อยสิ้นดี ไม่เหมือนรู้จักกันใหม่ๆ อยู่ใกล้ๆ เช้าถึงเย็นถึง

และแล้ววันที่เราไ้ด้รับวีซ่าคู่หมั้นผ่านไปเป็นเดือน เรื่องสินสอด เรื่องแต่งงานก็ไม่มีความคืบหน้า จนวันนึงเราได้รับโทรศัพท์จากพี่สาวคุณพะโล้ บอกกับเราว่า ถ้าเราอยากแต่งงานกับน้องชายเขา ก็ให้บินมาก่อน น้องชายเขาไม่สามารถมาแต่งงานกับเราได้ ให้มาอยู่ด้วยกันก่อน ดูว่าเข้ากันได้ไหม ถ้าเข้ากันไม่ได้ การแต่งงานก็คงไม่มีประโยชน์อะไร แล้วให้เราพิสูจน์เพื่อลบข้อครหาที่แม่คุณพะโล้บ่นไว้

ตอนนั้นนั่งร้องให้ ไม่อยากจะเชื่อว่า ผู้หญิงเหมือนกัน จะพูดกันแบบนี้ ไม่มีการเห็นใจกันเลย เราเองต่างหากที่แต่งงานกับน้องชายเขา เสียสละทุกอย่าง อนาคต หน้าที่การงานอันเป็นที่รัก ห่างไกลครอบครัว ห่างบ้าน ไร้เพื่อน

สุดท้ายเราก็ได้แต่บอกกับแม่ว่า คุณพะโล้เพิ่งย้ายงานใหม่ ทำงานยังไม่ครบปี ลาพักร้อนไม่ได้ (ที่จริงลาได้ แต่เขาไม่จ่ายเงิน) และคุณพะโล้ก็กลัวว่า ระหว่างพักร้อนจะโดนไล่ออก เพราะช่วงนั้นเศรษฐกิจอเมริกาเริ่มแย่มากแล้ว

แม่ก็ร้องให้ตลอด คิดว่าลูกจะโดนหลอกหรือเปล่า แม่ก็เลยบอกว่า มาแต่งตอนนี้ไม่ได้ งั้นต้องเิอาทองมาหมั้นก่อน ถ้าไม่มีก็จัดว่ากระจอกมากๆ (ปกติพ่อเราไม่เคยพูดจาว่าใครเลยอ่ะ เรางี้อึ้งไปเลย)

คุณพะโล้ก็จัดแจงโอนเงินให้เรามาซื้อทอง จุดนั้นเอง พี่สาวคุณพะโล้ก็ออกมาโวยวาย ว่าไหนล่ะ ที่ว่าเราไม่เห็นแก่เงินของเขา

โอ้ววววววววว ปวดตับมากๆ ความคิดของครอบครัวนี้


ก่อนที่เราจะไปหาคุณพะโล้ไม่นาน คุณพะโล้ก็บอกกับเราว่า..........พี่สาวท้อง แม่เขาจะย้ายมาอยู่ดูแลพี่สาว ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไร เข้าใจว่า แม่เขาจะเลิกทำงาน มาดูแลพี่สาว
สุดท้าย มันไม่ใช่แบบนั้น แม่ พี่สาว จะย้ายมาอยู่บ้านคุณพะโล้
เรางงเป็นไก่ตาแตก อ้าว คุณพะโล้เจ๊แกออกจะรวย บ้านก็หลังใหญ่ จะย้ายมาอยู่บ้านคุณพะโล้ทำไมเนี่ย...................แม่เราเลยให้ความเห็นว่า เขาต้องย้ายมากันท่าเราแน่ๆเลย

เราก็เลยไปบอกกับคุณพะโล้ว่า ไม่ต้องกลัวเราจะมาฮุบสมบัติ ที่มีอยู่น้อยนิดของยูหรอกน่า ชั้นไม่ได้งกขนาดนั้น

แต่เปล่าเลย คุณพะโล้บอกว่า พี่สาวเขา ท้องกับแฟน แว๊ปแรกที่ได้ยิน ก็ยังโง่อยู่ เพราะเราเคยชินกับการเรียกสามี ว่า แฟน ในแบบฉบับไทยๆ

คุณพะโล้ก็อธิบายว่า พี่สาวท้องกับแฟน แล้วกำลังจะหย่ากับสามีเก่าเลยย้ายมาอยู่ที่นี่ เพราะแฟนใหม่ เป็นเด็กนักเรียน ยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่่ง เด็กน้อยที่กำลังจะเกิดมา ต้องมีที่อยู่ที่ดี นี่คือเหตุผลที่คุณพะโล้ให้มา

ถึงตอนนี้เราเลยหายสงสัยเลยว่า ทำไมนะ ถึงเห็นแม่สามีมาบ้านนี้ทุกเสาร์อาทิตย์ และก็เห็นพี่สาวสามีมาเดินอยู่ที่นี่บ่อยๆ และที่สำคัญ ไม่แปลกใจเลยว่าทำำพี่สาวสามีถึงโทรมาคุยกับเราแบบนั้น

คุณพะโล้ จากเจ้าของ เปลี่ยนสถานะกลายเป็นผู้เช่า บัญชีทุกอย่าง พี่สาวคุณพะโล้เอาชื่อของเขามาใส่ด้วย

เวลา 2 ปีผ่านไป ที่คุณพะโล้เคยพยายามสร้าง ทั้งหนี้ทั้งทรัำพย์ วันนี้มันกลับกันไปหมด ไม่มีหนี้ซื้อบ้านให้ต้องผ่อนต่อไปอีกแล้ว (ฟังเหมือนดูดี) แต่เงินเดือน จากเช็คทุกใบ ก็ไม่เคยเห็น เพราะว่าโอนเข้าบัญชีที่เป็นชื่อของพี่สาวกับคุณพะโล้ โดยมีพี่สาวดูแล โดยให้เหตุผลว่าคือเงินกงสี เงินเดือนคุณพะโล้ หักเป็นค่ากิน ค่าอยู่ ค่าเช่า น้ำไฟ จิปาถะ ที่ใช่ร่วมกันในบ้าน คุณพะโล้อยากใช้อะไรก็รูดเครดิตการ์ดเอา ฟังเหมือนจะดี แต่ให้ตายเหอะ ซื้อเยอะก็โดนบ่น ปกติรูดแค่เวลาเติมน้ำมันรถเท่านั้น

ส่วนรายจจ่ายส่วนตัวอื่นๆได้จากเงินเสาร์อาทิตย์ คุณพะโล้ไปทำงานร้านอาหาร รายชั่วโมงจ่ายเช็ค แต่ก็ยังมีทริปที่เป็นเงินสด แล้วเงินก้อนนี้นี่แหละ ที่คุณพะโล้เอาไว้ใช้จ่าย ในส่วนรายจ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับที่บ้าน เที่ยว กินข้าวนอกบ้าน ซื้อเสื้อผ้า รวมถึงแหวนหมั้นให้เรา....................ระบบกงสีอะไรเนี่ย โหดจริงๆ

เวลาแม่ถาม...........ก็บอกแม่ว่ากงสี แต่ละเลยที่จะบอกเรื่องความเขี้ยวนี้ไปเลย กลัวแม่ไม่สบายใจ

แต่สุดท้ายยยยยยยยยย เราก็ตัดสินใจแต่งงานกับผู้ชายคนนี้
การจดทะเบียนเกิดขึ้น โดยความไม่เต็มใจของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย เชื่อไหม วันที่เราไปจดทะเบียนกัน เขาต้องมีการทำพิธีก่อน ทั้งพี่สาวและแม่คุณพะโล้ ไม่มีใครจะมาร่วมเป็นพยานให้เลย เรากับคุณพะโล้ ต้องไปหาพยานเอาข้างหน้า พอจดทะเบียนเสร็จก็ไปหาญาติๆทางพ่อคุณพะโล้

ญาติๆฉงเฉ้งกันอยู่พักนึง ก็มีการโทรตาม คุณอาที่ 1 2 3 4 มาร่วมแสดงความยินดี ออกไปกินข้าวนอกบ้าน ทำพิธียกน้ำชา และรับซอง

ส่วนแม่ ยังรับไม่ได้กับการตัดสินใจของเรา แม่เราร้องให้ตั้งแต่เราได้บินออกจากเมืองไทยแล้ว แม่ก็ยังไม่เคยหยุดร้องเลย ทุกครั้งที่เราโทรหาแม่ ไม่มีครั้งไหนเลยที่แม่ไม่ร้องให้

การแต่งงานของเรา ไม่เป็นที่รับรู้ในหมู่ญาติ หากใครไม่เล่น facebook จะไม่รู้เรื่องนี้เลย เพราะแม่ไม่บอกใคร เชื่อมั่นว่า เราจะต้องกลับมาจัดงานแต่งที่บ้าน เพื่อลบคำนินทา

จนกระทั่งเราท้องจิ้น แม่ถึงหยุดร้อง กลัวหลานจะเครียด และจากนั้นแม่ก็ไม่ร้องอีกเลย เพราะหลังจากจิ้นคลอดได้เดือนเดียว คุณพะโล้ก็ตัดสินใจแยกบ้าน ขอส่วนแบ่งจากกงสี แล้วก็ยืมเงินมาดาวน์บ้าน จนปีใหม่ที่ผ่านมานี้ ผ่อนหนี้กงสีหมดแล้ว เงินเดือนคุณพะโล้ ไม่ต้องไหลเข้าบัญชีพี่สาวอีกต่อไป ลูกของแม่ก็เลยกินอิ่มนอนหลับ จนเกิดไขมันสะสมในหน้าท้อง แม่จึงไม่ร้องให้อีกต่อไป




Create Date : 03 มีนาคม 2555
Last Update : 3 มีนาคม 2555 7:14:24 น.
Counter : 655 Pageviews.

4 comment

ตุ๊กตาดุ๊กดิ๊ก
Location :
CA  United States

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]