ทางออกคนเป็นหนี้




























































ทุกข์ของคนเป็นหนี้


นางสาวพศนา บุญทอง หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สภาพปัญหาของคนเป็นหนี้ว่า การเป็นหนี้นั้นมี 2
ระบบคือ เป็นหนี้ในระบบ นั่นก็คือหนี้บัตรเครดิตทีทำธนาคารหรือบริษัทต่างๆ
และนอกระบบนั่นก็คือผู้ให้เงินกู้ต่างๆ ซึ่งเราจะเห็นได้ทั่วไปทั้งเสาไฟฟ้า
ใบปลิวต่างๆ เป็นต้น


ปัญหาหลักของผู้เป็นหนี้นอกจากต้องหาเงินมาชำระเจ้าหนี้แล้ว
ระบบการทวงหนี้ที่ก่อให้เกิดความอับอ้ายก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งนั่นคือมีการส่ง
แฟกซ์มาจะประจานที่ทำงาน หรือโทรศัพท์ไปทวงหนี้ที่ทำงาน
หรือแม้กระทั่งมีการข่มขู่ให้ชำระหนี้โดยเร็ว
และบริษัทที่รับทวงหนี้นั้นเป็นผู้รู้กฎหมาย


จากลักษณะการทวงหนี้ต่างๆนั้น ทำให้ลูกหนี้บางรายต้องตกงาน
เพราะทำให้บริษัทเสียชื่อเสียงและบั่นทอนคุณภาพการทำงาน
ทำให้ลูกหนี้บางรายคิดฆ่าตัวตายเพื่อหนี้ปัญหา
อย่างล่าสุดมีผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาร้องเรียนต่อศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค
ว่า เขาได้พยายามฆ่าตัวตายมา 2 ครั้งแล้วแต่ไม่สำเร็จ
เพราะเมื่อคิดว่าลูกจะทำอย่างไรเมื่อตนตายไปแล้ว เขาก็เลิกล้มความตั้งใจ
และเล่าวนไปวนมา ต้องพาไปหาหมอก่อนจึงจะคุยกันรู้เรื่อง
หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภคกล่าว










การทวงหนี้โหดๆ โดยนักกฎหมายทำได้หรือไม่


คุณเสงี่ยม บุญจันทร์ รองโฆษกสภาทนายความ
ให้ความเห็นต่อกรณีการทวงหนี้โหดของนักกฎหมายหรือทนายความว่า
ไม่สามารถกระทำการข่มขู่หรือประจานได้ถือเป็นความผิด
หากพบว่าทนายความทำผิดจริงสามารถร้องเรียนได้ หรือการออกเอกสารต่างๆ
เป็นการข่มขู่ว่าจะเอาไปติดคุกบ้าง
ซึ่งนั่นถือเป็นความผิดทางแพ่งจะเอาผิดทางอาญาไม่ได้
หรือโดยใช้การขู่เพื่อให้ลูกหนี้ชำระหนี้เร็วอย่างหนึ่งคือการพาคนอื่นไป
ทำลาย ไปข่มขู่ในลักษณะอย่างนั้น ผู้บริโภคสามารถแจ้งความได้
เช่นการกรรโชกทรัพย์ การหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาในลักษณะต่างๆ เช่นส่งแฟกซ์
การเขียนป้ายประจาน หรือการพาคนไปประจานหน้าที่ทำงาน เป็นต้น


แต่เราจะทราบได้อย่างไรว่าบุคคลนั้นเป็นทนายหรือไม่
สามารถตรวจสอบชื่อได้ที่ สภาทนายความทั่วประเทศ
เพราะทนายความทุกคนจะต้องทำการขึ้นทะเบียน


ในกรณีหนี้นอกระบบ สภาทนายความก็ได้รับเรื่องร้องเรียนเช่นกัน
โดยจะมองประเด็นไปที่การคิดดอกเบี้ยเกินอัตรา
หรือการทำสัญญาผิดรูปแบบเช่นทำไว้ 1,000 บาท ไปเขียน 10,000 บาท
เป็นต้นนั่นถือว่าสัญญาเป็าโมฆะ
และการทวงหนี้นั้นหากพาคนไปข่มขู่ลูกหนี้นั้น ถือเป็นความผิดทางอาญา
ซึ่งสามารถเอาผิดได้


โดยเฉพาะอย่างยิ่งมูลหนี้ต่างๆที่มีการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรานั้น
มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1,000 บาท และดอกเบี้ยก็เป็นโมฆะ
ส่วนเงินต้นหากมีหลักฐานชัดเจนก็ว่ากันไปตามจริง










คนเป็นหนี้ลักษณะไหน


ถามถึงลักษณะการเป็นหนี้ของประชาชน รศ.ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ
อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ให้ข้อมูลว่าหนี้ภาคครัวเรือนนั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากจาก 75,000
บาทต่อครัวเรือนเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบัน 110,000 บาท ต่อครัวเรือน
คิดรวมทั้งประเทศประมาณ160,000 ล้านบาท คิดเป็น 1 ใน 3
ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ นั่นสะท้อนให้เห็นว่าในปี 2544 2546
มีอัตราการเพิ่มของหนี้มากกว่าการเพิ่มของรายได้
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆก็ไม่มากนัก แต่ถ้าหากรายได้ผันผวน
รวมถึงอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนไป หรือสถานการณ์การจ้างงานเปลี่ยนไป
ทุกคนก็เดือดร้อน


หากมองในภาพรวมอาจจะเป็นไม่ปัญหา แต่เมื่อมองแยกออกมาเป็นส่วนน้อยนั้น
บางครัวเรือนมีหนี้ถึง 3 แสน 4 แสน บาท และรายได้ก็น้อย จากการไม่มีงานทำ
ผมไม่อยากให้มองดูแต่เพียงภาพรวมเพียงอย่างเดียว ต้องดูทิศทาง
และมองปัญหาของคนส่วนน้อยที่เป็นหนี้มากด้วย
อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าว










ทำไมคนถึงเป็นหนี้


หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภคกล่าวถึงสาเหตุของการเป็นหนี้ของผู้
บริโภคว่า สาเหตุหลักๆมาจาก รัฐบาล
กล่าวคือรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจรายย่อยต่างๆ มีเงินเดือน 5,000 บาท
มีบัตรเครดิตได้หลายใบ ส่วนที่สองคือคนปล่อยให้กู้
ซึ่งก่อนนี้จะปล่อยให้กู้เงินนั้นต้องมีข้อมูลว่าลูกหนี้สามารถชำระหนี้ให้
ได้หรือไม่ ส่วนที่สามคือผู้บริโภค


รศ.ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ
กล่าวถึงนโยบายกระตุ้นการบริโภคเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวว่านโยบายเป็นการ
กระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านมาของรัฐนั้นเป็นการลงทุนโดยภาครัฐ
รัฐบาลอัดฉีดเงินเข้าไปและเงินเหล่านั้นก็มาจากภาษีอากร
อย่างโครงการเอื้ออาทรต่างๆ
สุดท้ายก็ต้องใช้เงินของประชาชนขึ้นอยู่ว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง
และการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายในภาคเอกชน
ด้วยการใช้เครื่องมือของรัฐทั้งหลายที่จะให้เครดิต
ให้เงินกู้ได้อย่างง่ายดาย ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไม่ยั่งยืน


การจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างแท้จริงต้องเกิดจากการลงทุนจากเอกชน
ที่มาจากการลงทุนจากต่างประเทศหรือการส่งออก หรือรายได้จากการท่องเที่ยว
ถือเป็นการสร้างงานและไม่ก่อความเดือดร้อนให้ผู้คนด้วยนั่นถือเป็นการ
กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และที่ง่ายที่สุดคือการบริโภค


ในประเทศที่พัฒนาแล้วเขาทำกันได้เพราะบุคลากรมีคุณภาพ
มีวิจารณญาณในการใช้จ่าย การมีหนี้ไม่ถือว่าไม่ดี สำคัญที่ว่ากู้มาทำอะไร
ถ้ากู้มาเพื่อบริโภคถือว่าเป็นปัญหาเพราะค่าของที่ซื้อมาลดลงไปทุกวันๆ
ถ้ากู้มาลงทุน หรือเพื่อการศึกษา เพื่อการผลิต เพื่อสร้างรายได้ในอนาคต
การกู้นั้นก็ไม่เป็นภาระ
แต่ในประเทศของเราต้องยอมรับว่ายังขาดวิจารณญาณในการบริโภค ในการกู้ยืม
อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์กล่าว










มาตรการควบคุมการออกบัตรเครดิตและบริษัทเงินกู้


รองโฆษกสภาทนายความ
กล่าวถึงมาตรการควบคุมการออกบัตรเครดิตนั้นต้องขึ้นกับนโยบายในภาครัฐ
ซึ่งกระทรวงการคลังสามารถดำเนินการได้เลย
สามารถออกระเบียบในการทำบัตรเครดิต
กำหนดรายได้ขั้นต่ำว่าจะต้องมีจำนวนเท่าใด
ซึ่งตรงนี้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคดูแลอยู่
รวมถึงต้องวางกฎเกณฑ์ทางการเงิน และพัฒนาระบบตรวจสอบลูกหนี้ก่อนให้กู้


ระเบียบในการใช้เงินของบุคคลหรือลูกหนี้
เราถือว่าใช้เงินกันโดยขาดระเบียบเห็นว่าอะไรง่ายก็จะแก้เพียงส่วนนั้น
รัฐบาลต้องเข้ามาควบคุมอย่างจริงจัง รองโฆษกสภาทนายความกล่าว


รศ.ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ให้ความเห็นต่อมาตรการควบคุมของภาพรัฐว่า
รัฐต้องดำเนินการออกมาตรการควบคุมอย่างจริงจัง อย่าง
สคบ.ต้องมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองผู้บริโภค จะอ้างโน่นนี่ตามกฎหมายไม่ได้
และสถานบันการเงินต้องมีการควบคุมอย่างจริงจัง










ทางออกคนเป็นหนี้ควรจะเป็นอย่างไร


อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ให้ความเห็นว่าสำหรับผู้บริโภคที่มีปัญหาอยู่แล้วนั้นตัวผู้บริโภคเองต้อง
ตระหนักว่าตัวเองมีปัญหา และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภค
รวมถึงต้องศึกษากฎหมายก่อนการกู้เงินด้วย และไม่ต้องกังวลในการใช้หนี้
ต้องเลือกว่าจะใช้หนี้ใครก่อน
หลังเลือกใช้หนี้รายใดรายหนึ่งและปรึกษาผู้รู้


อีกทั้งหน่วยงานรัฐเองต้องออกมาให้ข้อมูลข่าวสารกับผู้บริโภค
เพราะปัจจุบันการตลาดมีกลไกที่ลึกซึ้งในการกระตุ้นให้ผู้บริโภคซื้อได้อย่าง
แนบเนียนมาก อีกทั้งบัตรเครดิตต่างๆก็ได้มาอย่างง่ายดาย
อีกทั้งได้รับการกระตุ้นจากภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย
ผู้บริโภคจึงตกอยู่ในภาวะลำบาก รวมถึงขาดข้อมูลที่เท่าทัน
อีกทั้งหน่วยงานรัฐอย่าง สคบ.ต้องออกมาดำเนินการอย่างจริงจัง


คุณเสงี่ยม บุญจันทร์
รองโฆษกสภาทนายความแนะทางทางออกกรณีที่ผู้บริโภคถูกเอาเปรียบทางด้านสัญญา
กู้ยืมเงิน สามารถร้องเรียนไปยัง สำนักงานคณะกรรมคุ้มครองผู้บริโภคได้
หรือถูกฟ้องในเรื่องสัญญา ก็สามารถต่อสู้ได้ในประเด็นสัญญาไม่เป็นธรรมได้
อย่างเช่น กรณีที่ว่าจ่ายเงินต้นไปแล้วดอกเบี้ยยังไม่ลด
กลายว่าดอกเบี้ยมาเป็นเงินต้น


หากยังไม่มีการฟ้อง เราสามารถดำเนินการตามกฎหมายก่อนได้โดยไปร้องที่ สคบ.
แล้ว สคบ.จะเรียกคู่กรณีมาเจรจา
และหากว่าชัดเจนว่าสัญญาไม่เป็นธรรมก็อาจจะออกระเบียบบังคับเป็นสัญญาควบคุม
ซึ่งจะให้ความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่ายเป็นต้น







Free TextEditor





















































Create Date : 08 เมษายน 2553
Last Update : 8 เมษายน 2553 6:23:11 น. 0 comments
Counter : 233 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
tongsehow
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add tongsehow's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.