Group Blog
 
All blogs
 
Work and Travel : Step 3.1 จัดกระเป๋าไปแอ่วเมืองเหนือ(ของอเมริกา), บัตร-เอกสารต่างๆที่ควรพกไว้

ตอนแรกเฟิร์นตั้งใจจะเขียน Step 3 นี่เป็นสเต็ปสุดท้ายแล้ว ก่อนที่จะมาพูดถึงประสบการณ์
บินเดี่ยวตะลุยอเมริกา, การดำรงชีพ(ฟังดูแร้นแค้นยังไงก็ไม่รู้) ทั้งในเรื่องการทำงาน ที่พักอาศัย
การกินอยู่ การซื้อของ การเดินทาง ฯลฯ รวมถึงวีรกรรมและประสบการณ์ประทับใจที่นั่น

แต่เขียนไปเขียนมา แค่เรื่องการจัดกระเป๋าก็ชักจะยาวอีกแล้ว พูดง่ายๆ จบสั้นๆไม่ลงค่ะ
อีกทั้งวันพรุ่งนี้เฟิร์นจะไปแอ่วเชียงใหม่ ย้อนรอยเจ้านางมณีรินสัก 4 วัน เลยคิดว่าคงเขียน
Step 3 นี่ไม่จบแน่ๆ จะรอคลอดรอบเดียวเลยก็คงนานไป กลับตั้งวันจันทร์แน่ะ งานนี้เลยขอแบ่งออก
เป็น 2 ล็อตย่อยๆแล้วกันเนาะ เพื่อเอาส่วนนึงมาให้เพื่อนๆอ่านกันก่อน คือ

Step 3.1 (ฟังดูเหมือนเดี่ยวพี่โน้ตยังไงไม่รู้) ว่าด้วยเรื่องการเก็บกระเป๋า กับ บัตรและเอกสารต่างๆ

กับอีกอัน (อันนี้ล่ะที่ยังเขียนไม่เสร็จ) Step 3.2 จะว่าด้วยเรื่องการจองตั๋วรถไฟ รถบัส โรงแรม
รวมถึงสะสางธุรกรรมต่างๆที่เมืองไทยให้เรียบร้อย


เอาล่ะ ไม่พูดพร่ำทำเพลงละ มาว่ากันเลย.......

..........................................................................................................................

Step 3.1 จัดกระเป๋าไปแอ่วเมืองเหนือ(ของอเมริกา), บัตร-เอกสารต่างๆที่ควรพกไว้


1 มาแพ็คของลงกระเป๋ากันเต๊อะ

การจัดกระเป๋านี่เฟิร์นว่าเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมากกว่าตอนสัมภาษณ์งาน หรือสัมภาษณ์วีซ่า
กันอีกนะคะเนี่ย โดยเฉพาะบรรดาสาวๆ ที่คงตื่นเต้นกันมาก ว่าอุ๊ย! ชั้นจะเอาโค้ทไปซักกี่ตัวดีนะ?
แล้ว make-up ล่ะ จัดเต็มเลยไม้? รองเท้าล่ะ ส้นสูงเอาไปรึเปล่า? แล้วก็คงจะทนรอไม่ไหว
ที่จะเริ่มจัด...แล้วก็รื้อ...แล้วก็จัด(ใหม่)....อีกซักพักก็เอาออกมารื้ออีก ไม่รู้มันเป็นอะไรกันเนาะ
กลัวลืมนู่นลืมนี่อยู่ได้ บางคนขนไปอย่างกับจะย้ายบ้านหรืออพยพซัก 8 ปี

Calm down จ๊ะสาวๆ คิดว่าจะเอาอะไรไปก็โยนๆกองกันไว้ก่อน อะไรที่ต้องหาซื้อเพิ่มก็จดไว้
เพราะอย่าลืมว่าช่วงนั้นพวกเราต้องปฏิบัติภารกิจสำคัญนั่นก็คือการสอบอยู่ด้วย ใครที่เดินทาง
หลังสอบเสร็จสัก 1-2 อาทิตย์ ค่อยมาจัดตอนนั้นก็ยังทัน ตอนนี้คิดอะไรได้ก็จดๆไว้
แต่ใครสอบเสร็จปุ๊บบินปั๊บ ก็จัดล่วงหน้าเสียเลย (แล้วก็อดใจไม่ต้องมารื้อใหม่แล้วนะ)

ในเมื่อต้องอดใจไม่ให้รื้อกระเป๋าบ่อยๆ เราก็ต้องจดสิคะ ว่าอะไรที่เราเอาลงกระเป๋าไปแล้วบ้าง
อะไรที่ยังไม่ได้เอาลง อะไรที่ต้องซื้อเพิ่ม จะได้เตือนตัวเองตลอดเวลา

ไม่เป็นไรค่ะ วันนี้เฟิร์นจะเอา Check List ของใช้จำเป็นสำหรับไป WAT มาฝากนะคะ
Check List อันนี้อาจใช้ไม่ได้กับทุกคนนะ เนื่องจากสภาพอากาศ และแหล่งจับจ่ายซื้อของ
ในเมืองของเราอาจแตกต่างกันมาก Check List อันนี้สามารถใช้ไกด์ไลน์ได้กับคนที่จะไป
ยังรัฐที่อากาศค่อนข้างหนาว-หนาวมาก พวกรัฐทางเหนือๆ แล้วก็มี Walmart หรือซุปเปอร์มาเก็ต
อยู่ภายในเมือง (ข้อนี้คงต้องให้เพื่อนๆใช้บริการ เฮีย Google Map หรือเฮีย Mapquest
แล้วล่ะค่ะ) ถ้าเมืองที่เพื่อนๆไปทั้งหนาวและมีซุปเปอร์ฯอยู่ด้วยแล้ว ก็ใช้ Check List อันนี้
เป็นไกด์ไลน์ได้เลย

เฟิร์นจะแปะให้ทั้งหมด 2 อันนะคะ อันแรกคืออันที่เฟิร์นทำก่อนที่เฟิร์นจะเดินทาง
เนื่องจากเฟิร์นมีข้อมูลของเมืองที่เฟิร์นจะไปน้อยมาก(ข้อนี้เราทุกคนต่างรู้ดี ว่าข้อมูลหายากแค่ไหน)
อีกทั้งไปอยู่โดยไม่มีพ่อแม่ดูแลในต่างแดนเป็นครั้งแรก ทำให้ต้องขนของที่คิดว่าจำเป็นทุกอย่าง
เอาไปให้หมด เพื่อนๆจะได้เข้าใจอารมณ์ ‘บ้าหอบฟาง’ ที่เฟิร์นเป็นในตอนนั้น แล้วก็มาสำเหนียก
เอาพอถึงนั่นว่าเราขนของเหล่านี้มาทำไม? ในเมื่อที่นี่ราคาถูกแสนถูกกว่าบ้านเราเยอะแยะเลย

ส่วนอันที่ 2 เป็นอันที่เฟิร์นทำมาใหม่ ซึ่งได้markสิ่งของ ‘จำเป็น’ และตัดสิ่งของ ‘ไม่จำเป็น’
จากอันเดิมมาให้แล้ว พร้อมบอกด้วยว่าทำไมถึงไม่ต้องขนมันมา หวังว่าคงมีประโยชน์
กับเพื่อนๆบ้างนะคะ

อันนี้เป็นชุดแรกค่ะ เป็น ฉบับบ้าหอบฟาง ใครที่ไม่อยากหอบของพะรุงพะรังไป อย่าเอาเยี่ยงอย่าง
เฟิร์นนะคะ (เฟิร์นหอบไปโดยใส่กระเป๋าใบใหญ่สุด 1 ใบ กับ ใบกลาง อีก 1 ใบ น้ำหนักเฉลี่ย 2 ใบ
ประมาณ 20 kg ซึ่งสายการบินกำหนดให้ใบละ 23 kg ซึ่งเกือบเต็มพิกัดค่ะ รอดหวุดหวิดไป
เฟิร์นเลยอยากให้เอาไปน้อยๆ ไปหาที่นู่นเอาดีกว่า เจอของดีๆจะได้มีที่ว่างหิ้วกลับไทยมาด้วยไง)



[ขยายใหญ่คลิกที่รูปได้เลยนะ หรือถ้ายังอ่านไม่ค่อยออกก็เซฟไปเปิดดูใน ACD See ได้เลย เฟิร์นทำภาพมาใหญ่ เห็นชัดค่ะ]

ต่อมาเป็นฉบับสำนึกได้ว่าอะไรควรเอามา อะไรที่ไม่ควรเอามา เฟิร์นขอเรียกว่า ฉบับไม่บ้าหอบฟาง


[ขยายใหญ่คลิกที่รูปได้เลยนะ หรือถ้ายังอ่านไม่ค่อยออกก็เซฟไปเปิดดูใน ACD See ได้เลย เฟิร์นทำภาพมาใหญ่ เห็นชัดค่ะ]


สรุปนะคะ ของที่ต้องเอามาแบบเน้นๆ เลยก็มี

- เสื้อยืดธรรมดา สัก 3 ตัว เอาไว้ใส่ไปไหนมาไหน ได้ทั้งตอนหนาวก็เอาโค้ททับ และไม่หนาว

- Sweater ซัก 3 ตัว เอาไว้ตอนช่วงใกล้ๆกลับ อากาศยังเย็นๆ แบบเชียงใหม่
จะได้ไม่ต้องพึ่งโค้ทแล้ว

- แจ๊คเก็ต 1 โค้ท 1 เอาไว้แบ่งกันใส่เวลาหนาวน้อย-หนาวมาก ถ้ามีตัวเดียวดูจะรับภาระหนักเกินไป

- กางเกงยีนส์ สัก 2 ตัว ใส่หลายๆวันถึงซักที กันหนาวดีด้วย มาซื้อที่นี่จะไม่มีไซส์
และมีแต่ขาบาน ไม่สวยค่ะ

- ลองจอน จัดมา 2 ชุดพอค่ะ เพราะที่นั่นไม่มีขาย

- (ปล. ประเภทเสื้อผ้า ไม่ต้องเอาไปมาก ใส่ซ้ำๆ ไม่มีใครจำได้หรอกค่ะ จริงๆนะ
เหงื่อไม่ออก ไม่เปื้อน ก็ไม่ต้องซัก หรือถ้าจะซักมันก็จะมีเครื่องอบผ้าให้ เอาออกมาก็คือ
แห้งสนิทแล้ว ไม่ต้องรอตากอีกเป็นวันๆเหมือนบ้านเรา ถ้าไม่พอก็หาซื้อในวลลมาร์ทเอาได้
อีกอย่างเวลาไปทำงานก็ต้องใส่ฟอร์มอยู่แล้วด้วย เสื้อผ้าที่เอาไปแทบไม่ได้ใช้เลยค่ะ)

- ถุงเท้า เอามาเยอะๆ สัก 8 คู่ขึ้นไปเลยค่ะ ใช้บ่อย คิดง่ายๆ กลางวันคู่ กลางคืนคู่
ไม่กี่วันก็หมดแล้ว เลือกที่เนื้อดีๆหน่อย ใส่แล้วอุ่น ถุงเท้านี่หลายคนอาจจะมองว่ามันไม่สำคัญ
แต่เฟิร์นว่าเป็นอะไรที่สำคัญมากนะคะ อย่างตอนนอนเงี้ย ถ้ารู้สึกเย็นเท้า
นอนไม่หลับเลยค่ะ
ทรมานมากนะ

- รองเท้าแตะ ที่ให้ขนมาเพราะตัวเองจะได้เลือกคู่โปรดที่สบายเท้าที่สุดมา แนะนำแบบสอดเท้า
เข้าไปเลยนะคะ(ที่ไม่ใช่หูคีบอ่ะ) เพราะเวลาหนาวใส่ถุงเท้าด้วยจะได้ใส่ได้ มาหาที่นี่อาจไม่มีไซส์
เพราะฝรั่งเท้าใหญ่มาก

- เข็มขัด เอาที่มันเอนกประสงค์มาหน่อยนะคะ ที่ใส่กับชุดอะไรก็ได้ เพราะพออยู่ๆไป
ทำงานหนักๆ อาจผอมลง กางเกงที่เอามาตอนแรกอาจหลวมโผลก เพราะเฟิร์นก็เป็นค่ะ
คิดถูกที่ติดเข็มขัดไปเส้นนึง

- ครีมกันแดด สำหรับสาวๆค่ะ ที่นู่นหากันแดดไม่ได้เลย ฝรั่งเค้าชอบแดด มีแดดแทบวิ่งเข้าใส่
แต่สาวไทยเกลียดแดด เอาไปเลยค่ะ Must have มาก

- คอนแท็คเลนส์ น้ำยา ขวดพกพา จัดไปให้พร้อมค่ะ ที่นู่นแพงมาก เฟิร์นยังคุยกับเพื่อนเลย
ว่าถ้ารู้ว่ามันแพงขนาดนี้ก่อนมาล่ะก็ จะขนจากไทยมาขายทำกะไรซะนี่

- ผ้าอนามัย+carefree เอาไปให้ครบทุกเดือนเลยนะคะ เพราะของที่นั่น มันนนน แข็งงงง
มากกกกกกกกกกก เราใส่แล้วทรมานค่ะ อีกอย่างคือหายาก เพราะเค้านิยมใช้ผ้าอนามัยแบบสอดกัน

- หมอนตัว U หรือหมอนรองคอ เอาติดไปเป่าบนเครื่องด้วย ช่วยชีวิตเราได้มากเลยค่ะ
เพราะอย่าลืมว่าเราต้องนั่งเฉยๆบนเครื่องตั้ง 20กว่าชม.นะ บนเครื่องแจกหมอนแจกผ้าห่มค่ะ
แต่หมอนเป็นแบนๆ แทบไม่ช่วยอะไร

- หนังยางวง และถุงใส่แกง(ถุงใส่กับข้าว) จัดไปเยอะๆเลยค่ะ แล้วมันจะช่วยชีวิตเราได้มาก
เวลาเก็บอาหารที่ทานไม่หมดเข้าตู้เย็น แอบแปลกใจว่าที่นั่นไม่มีหนังยางวงให้เห็นแม้แต่เส้นเดียว

- สายรัดกระเป๋า หรืออะไรที่จะทำตำหนิให้กับกระเป๋าเดินทางของเราให้แปลกกว่าชาวบ้านได้
จะได้หาเจอง่ายๆไง

- กระเป๋าสะพายเล็ก-ใหญ่ กระเป่าตัง อันนี้สำคัญยังไงคงไม่ต้องบอก

- เอกสารจำเป็นต่างๆ ไว้จะบอกละเอียดอีกทีว่ามีอะไรบ้างนะ

- อันนี้เป็นของที่เฟิร์นและเพื่อนลงความเห็นว่าสำคัญที่สุดในบรรดาทั้งหมดค่ะ มันก็คือ
ของยังชีพ เอ้ย! บรรดามาม่า โจ๊กสำเร็จ อาหารกระป๋องรสไทยๆ ผงปรุงสำเร็จรสไทยๆ
ไม่ว่าจะเป็นรสลาบเอย ผงกะหรี่เอย น้ำแดงเอย ยำเอย น้ำตกเอย กระเพราเอยอยากกินรสไหน
ขนไปเยอะๆเลยค่ะ เท่าที่จะเอาไปได้ เพราะไม่ว่ายังไงเราก็จะสวาปามมันหมดอยู่ดีนั่นแหละเชื่อเฟิร์น
แล้วก็ไม่ต้องแบกกลับด้วย ถึงกินไม่หมดก็แจกๆนายจ้างอะไรเค้าได้อยู่ดี เค้าชอบอาหารไทยอยู่แล้ว
ส่วนมาม่า อยากกินรสไหนก็ขนไปค่ะ หมดแน่ แต่รสต้มยำกุ้งเป็นรสเดียวที่ที่นั่นมีขาย แต่ราคาก็แพงอยู่นะ
อ้อ ผงคนอร์ด้วยอีกอย่าง ถ้าไม่เอาไปอาจอดกินต้มจืดหรือข้าวต้มหมูสับอร่อยๆก็ได้นะ

ปล.ค่ะ สำหรับเพื่อนๆคนไหนที่นายจ้างแจ้งมาว่าบ้านพักไม่มีครัว หรือไม่ได้ให้อยู่บ้านให้ แต่ต้องไปอยู่
Motelเอา ส่วนมากพวกที่ได้ไปทำฟาสฟู้ดจะได้ไปอาศัยในโมเทลค่ะ
โมเทลก็คือคล้ายๆห้องในโรงแรม แต่เป็น Long-stay ดังนั้นจะไม่มีครัวนะคะ อาจมีไมโครเวฟให้
อย่างนี้ก็ไม่ต้องเอาผงปรุงรสไปมากนัก เพราะคงไม่มีโอกาสทำอาหารเอง เน้นๆมาม่าเอาไปเยอะๆ
มันจะช่วยเราได้มากเวลาที่เราเบื่อjunk food ค่ะ

- ส่วนเครื่องปรุง เอาน้ำปลาไปอย่างเดียวพอค่ะ เครื่องปรุงอย่างอื่นที่นั่นมีหมด ยกเว้นน้ำปลา
แล้วก็แพคดีๆเลยนะคะ ถ้าไม่อยากเปิดกระเป๋าเดินทางออกมาแล้วพบว่าขวดน้ำปลาแตก
เหม็นหึ่งทั้งกระเป๋า จบไม่สวยแน่งานนี้






วิธีเฟิร์น ใช้เทปพันปากขวดให้แน่นแบบไม่มีทางเปิดออกมาได้เอง แล้วจับขวดมันใส่ถุงก๊อบแก๊บ
มัดปากถุงให้สนิท สัก 2-3 ชั้น แล้วค่อยเอามันมาใส่ในถุงกันกระแทกที่ซื้อจากไปรษณีย์อีกที
แล้วยัดใส่กระเป๋าเดินทาง เท่านี้ก็หายห่วงแล้ว ทั้งกันกระแทก ทั้งกันหกค่ะ

- ปลั๊กแปลงไฟจาก 110 V เป็น 220 V สำหรับอันนี้ถ้าใครเอาเครื่องใช้ไฟฟ้า
ที่ไม่ได้พิสดารเท่าไหร่ไป ก็ไม่จำเป็นค่ะ เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าพวก ที่ชาร์จโน้ตบุด ที่ชาร์จกล้อง
ที่ชาร์จโทรศัพท์ iPod เหล่านี้จะรองรับกระแสไฟทั้ง 2 แบบอยู่แล้ว เอาไปเสียบตรงๆได้เลยไม่มีปัญหา
แต่สำหรับบางคนหิ้วเครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีนแดงราคาถูกๆไป หรือสินค้าบางประเภทที่อาจไม่รับไฟ
110 V ค่ะ ดังนั้นต้องหาซื้อไอ้ที่แปลงไฟนี่ไปด้วย ส่วนใครที่ยังไม่รู้ว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าของตัวเอง
จะใช้ไฟ 110 V ได้ไหม ให้พลิกหลังอุปกรณ์เหล่านั้นค่ะ มันจะบอกอยู่ว่ารับไฟได้เท่าไหร่

อย่างในรูป(บนแถบสีเขียว) เขียนว่า Input 100V-240V แสดงว่ารองรับกระแสไฟได้ทั้งไทย(220V)
และที่อเมริกา(110V) ค่ะ


- อย่างสุดท้าย บัตรโทรศัพท์โทรกลับไทยค่ะ สำคัญยังไงไม่ต้องบอก ส่วนรายละเอียดจะบอกในเรื่องต่อๆไปนะ


ตรงกันข้ามค่ะ มาพูดถึง ของที่ไม่จำเป็น ต้องเอาไปกันดีกว่าค่ะ ซึ่งเฟิร์นได้ตีกรอบสีแดง
ไว้ให้แล้วว่าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องเอาไป หรือเอาไปเป็นขวดเล็กๆสำหรับใช้ช่วงสัปดาห์แรกก่อน
เพราะหาซื้อเอาที่นู่นถูกกว่าไทยเรามาก โดยเฉพาะพวกข้าวของเครื่องใช้ประจำวัน พวกเครื่องสำอาง
หรือเครื่องอุปโภค ที่นั่นถูกกว่า ทั้งยังคุณภาพดีกว่าค่ะ สาวก็จะได้เพลิดเพลินกับการเลือก
เครื่องสำอางในวอลมาร์ท ยี่ห้อก็จะมีคล้ายๆโลตัสบ้านเรานี่ล่ะค่ะ ต่างกันตรงที่กลิ่นหรือรุ่น
ที่บ้านเราไม่มีขาย

อย่างเฟิร์นไปได้ Cleansing cream ที่ใช้ล้างได้ทั้งหน้าปกติและเมคอัพตัวนึงของNeutrogenaมาค่ะ
คือตอนแรกอยากลองว่าเป็นไง เห็นราคาถูกดี 5$ เอง(150 บาท ถูกมากๆ) เลยซื้อมาลองขำๆ
ปรากฏว่าเริ่ดมาก ติดใจ ล้างแล้วรู้สึกสะอาด แต่ไม่รู้สึกแห้งเลย (ปกติเป็นคนหน้าแห้งมาก)
ก่อนกลับเลยสอยกลับไทยมาด้วยเลยอีก 2 ขวด ชอบมากเลย (พอดีกว่า เดี๋ยวจะกลายเป็นรีวิว
เครื่องสำอางห้องโต๊ะเครื่องแป้งไป อิอิ)

หรืออย่างโลชั่นของ Jergens ขวดใหญ่ที่สุดที่เราเคยเห็นขายในไทยหลายร้อยบาทอยู่
แต่ที่นั่นขายแค่ไม่กี่เหรียญ(ประมาณ ร้อยกว่าบาท พระเจ้า! ฉันหิ้วมันมานี่ด้วยทำไมเนี่ย?)
หรืออย่างวาสลีน(ที่เอาไว้ทาปากแห้ง ทาข้อศอก) กระปุกใหญ่มาก ใหญ่กว่าที่เราๆเคยเห็น
ในไทยประมาณ 2 เท่า ที่นั่นขายอยู่ประมาณ 1$ (30 บาทเองอ่ะ ถือซะว่าหิ้วจากไทยมาเที่ยวเมืองนอก
ละกันนะน้องวาสลีนของฉัน) เฟิร์นถึงได้บอกไงคะว่าใครที่ไม่ได้ติดยี่ห้อไหนเป็นพิเศษ
หรือไม่ได้ต้องใช้ยาหมอ อะไรแบบนี้ มาซื้อเอาที่นี่ฟินกว่าค่ะ ฮ่าๆๆ

ส่วนของอื่นๆ ลองเลือกดูแล้วกันนะคะว่าตัวเองต้องเอาอะไรไปอีก อะไรสำคัญๆอีก โดยเฉพาะหยูกยาค่ะ
จัดเต็มไปเลยดีกว่า อย่าลืมยาประจำตัวนะคะ เฟิร์นไม่มีโรคประจำตัวเลยเขียนไว้เพียงยาสามัญค่ะ
แล้วก็เตรียมฉลากยาเป็นภาษาอังกฤษด้วยก็จะดีค่ะ

ทีนี้เมื่อเตรียมของลงกระเป๋าค่ะ จัดวางของให้คุ้มที่สุด (ถ้าที่เหลือก็ยัดๆอาหารยังชีพตลอดกาล
พวกมาม่าไปเยอะๆนะคะ เน้นจริงๆ) เรื่องขนาดและน้ำหนักกระเป๋าสามารถเช็คได้ในเวปสายการบิน
แต่ละที่ที่เราจะใช้บริการเลยค่ะ ส่วนของเฟิร์นบิน Delta Airlines เค้ากำหนดน้ำหนักไว้ที่
ใบละ 50 ปอนด์ (หรือคิดแล้ว 23.5 kg ค่ะ) ส่วนขนาดกระเป๋าไม่ต้องmindมากเพราะก็คือ
ไม่มากไปกว่าไซส์กระเป๋าเดินทางใบใหญ่สุดที่ขายๆกันอยู่ดี งานนี้เฟิร์นจัดใบใหญ่สุด 1 ใบ
กับใบกลางอีก 1 ใบ ตอนขึ้นชั่งใบใหญ่หนัก 22 kg ใบเล็กหนัก 18 kg. (นี่ขนาดขนของอย่างกับอพยพ
น้ำหนักยังไม่เกินเลย เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวค่ะ) บางคนจะมาโมเม ว่าถ้าขอเป็น 2 ใบรวมกัน
47 kg ได้ไหม ไม่ได้นะคะ เอามาบวกกันไม่ได้ ต้องใบละไม่เกิน 23.5 kg. ค่ะ

ส่วนกระเป๋าที่จะหิ้วขึ้นเครื่องด้วย หรือ carry-on ต้องมีขนาดและน้ำหนักตามที่สายการบินกำหนด
หรือถ้าใครเอาโน้ตบุ๊คไปด้วย ก็สามารถเอาขึ้นเครื่องได้ค่ะ โดยไม่ต้องคิดน้ำหนักรวมกับกระเป๋า
ใส่เคสถือแยกได้เลยค่ะ อีกทั้งยังต้องจำกัดปริมาณของเหลวตามที่สายการบินกำหนดอีกด้วยนะ
เพื่อนเฟิร์นไม่รู้เอาน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ขวดใหญ่ขึ้นไป ต้องทิ้งหน้าเกทเลยค่ะ เสียดายมาก
อย่างนี้ก็ต้องแบ่งใส่ขวดพกพาเล็กๆมานะ อย่าลืม

อยากแนะนำไว้นิดนึง ว่าติดพวกสบู่ แปรง ยาสีฟัน น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ ครีมทาหน้า ลิปมัน
แป้งฝุ่น ฯลฯ ของดำรงชีพที่เราคิดว่าจำเป็นใส่ขวดแบ่งเล็กๆหิ้วขึ้นเครื่องไปด้วยนะคะ
คิดเผื่อว่าอาจมีเหตุสุดวิสัย เครื่องดีเลย์ เราต้องค้างเติ่งอยู่ระหว่างทาง กระเป๋าใหญ่ที่โหลดไป
ก็เอามาไม่ได้ แล้วเราจะอยู่ยังไง

กรณีนี้เฟิร์นมีประสบการณ์ตรงอีกเหมือนกัน ตอนที่กำลังจะกลับไทย นั่งเครื่องจาก Minot
มา Menepolis (รัฐ Minesota) และกำลังรอต่อเครื่องไปญี่ปุ่น แต่เครื่องบินก็ไม่สามารถขึ้นได้ค่ะ
ผู้โดยสารก็กลับมารอกันที่เกท 2ชั่วโมงก็แล้ว 4 ชั่วโมงก็แล้ว เครื่องก็ยังขึ้นไม่ได้ จนเกือบ 6 ชม.ค่ะ
เจ้าหน้าที่แจ้งว่าจะเดินทางได้อีก 20 ชม. ข้างหน้า แต่ทางสายการบินจะรับผิดชอบจัดหาโรงแรม
ให้ผู้โดยสารทุกคนออกไปพักผ่อนฟรี อีก 20 ชม.ค่อยกลับเข้ามาขึ้นเครื่อง นอกจากโรงแรมแล้ว
ทางสายการบินยังจัดของยังชีพเบื้องต้น พวกสบู่ ยาสีพัน แปรง(ใช้แล้วทิ้ง) โรลออน แชมพู
ใส่กระเป๋าใบจิ๋วพร้อมคูปองอาหารมูลค่าประมาณ 30$ มาให้ มันก็โออยู่นะ ติดตรงที่บางทีผู้หญิงเรา
มันก็มีอะไรต้องใช้มากไปกว่าสบู่และแปรงสีฟันเหมือนผู้ชายจริงป่ะ โฟมล้างหน้าล่ะ?
ครีมทาหน้าล่ะ?
น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ล่ะ?
เราก็เลยได้ชุดอุปกรณ์ขวดเล็กขวดน้อยที่เราหิ้วติดกระเป๋าขึ้นเครื่องมาด้วยช่วยชีวิตเรางานนั้นได้
ไม่งั้นก็คงต้องกลับไทยสภาพโทรมๆแน่ๆ

เรื่องจัดกระเป่ายาวมากเลย มาต่อกันที่เรื่องที่ 2 บัตรและเอกสารต่างๆที่ควรพกไว้กันดีกว่า

..................................................................................................................................


2 บัตร-เอกสารต่างๆที่ควรพกไว้

Credit Card สำหรับคนที่คิดว่าอาจจะต้องซื้อของออนไลน์ หรือใช้จองโรงแรม จองรถไฟ
จองเครื่องบิน ก็ขอบัตรเสริมจากคุณพ่อคุณแม่ติดตัวไปด้วยก็สะดวกดีค่ะในการทำสิ่งเหล่านี้
เฟิร์นก็เอาติดไป แต่ไม่เคยได้ใช้ เพราะไปเจอวิธีที่เดิ้นกว่าเอาที่นู่นค่ะ

ผู้หญิงกับช๊อปปิ้งเป็นของคู่กัน เมื่อเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อีก 3 เดือน
และได้ลงมือสำรวจเมืองจนทั่ว ก็พบว่าที่นี่นั้นไร้ซึ่งแบรนด์เนม Outlet หรืออะไรก็ตามที่ผู้หญิงเรา
อยากจะละลายเงินในกระเป๋า ไม่เป็นไร ได้ยินมาว่าซื้อของออนไลน์นั้นก็สบายไม่แพ้กัน
คลิกๆๆ กระดิกเท้ารอ 2 สัปดาห์ ของก็มาส่งถึงที่

แต่การที่จะซื้อของออนไลน์ได้ก็ต้องใช้บัตรเครดิต ตอนแรกก็จะใช้บัตรที่พกมาจากไทย

แต่ช้าแต่!

ก่อนที่จะได้ใช้มัน เฟิร์นบังเอิญไปเดินมินิมาร์ทในปั๊มน้ำมันใกล้บ้าน แล้วไปเจ๊อะเข้ากับแผงขาย Gift card
ไอ้เราก็ยืนอ่านว่ามันเอาไปทำอะไรวะไอ้กิ๊ฟการ์ดเนี่ย อ่านได้ไม่นาน ตาก็ไปสะดุดเข้ากับ
การ์ดอีกประเภทหนึ่ง หน้าตามันเหมือนบัตรเครดิตเด๊ะๆ แถมมีเครื่องหมาย ‘Visa’ หรือ ‘Mastercard’
บนหน้าบัตรด้วย บนแพคเกจมันเขียนว่า “Reloadable Debit Card” พลิกอ่านดูมันก็อธิบายไว้
ประมาณว่าไอ้การ์ดเนี่ยสามารถซื้อและเติมเงินเข้าในการ์ดได้ที่มินิมาร์ทตัวแทนจำหน่ายต่างๆ
สามารถใช้รูดปื๊ดๆ หรือช๊อปปิ้งออนไลน์ได้เหมือนบัตรเครดิต เพียงแต่จะหักค่าสินค้าออกไป
จากจำนวนเงินที่เราเติมลงไปในการ์ด (อารมย์บัตรสมาชิกร้านเกมส์)

เราก็สนใจเลยสิ เพราะตอนนี้เราถือเงินดอลล่าอยู่ใช่ป่ะ ถ้าเราเอาเงินพวกนี้กลับไทย เรทแลกเปลี่ยน
ตอนกลับไปถึงไม่รู้จะตกลงไปเหลือเท่าไหร่ (ตอนนั้นตามข่าวที่เมืองไทย ค่าเงินไทยกำลังแข็งขึ้นเรื่อยๆค่ะ)
ไอเดียก็เลยบรรเจิดเลย ว่าเราเอาเงินดอลที่เรามีมาใส่บัตรนี่แล้วใช้ให้เต็มที่ก่อนเลยดีกว่า
เอากลับไปแลกก็ไม่คุ้ม สู้เอาเงินซื้อของจากที่นี่ไป ไม่ได้ใช้ก็ขายต่อเค้าได้อยู่ดี อย่างนี้คุ้มสุดๆ
(วิญญาณแม่ค้าเข้าสิงในร่างแล้วค่าาาาาาา)

ศึกษาไปเรื่อยๆก็พบว่า เราต้องเสียค่าบัตรไปเปล่าๆ 5$ แล้วหากจะเติมเงินแต่ละครั้งก็ต้องเสีย
ค่าชาร์จครั้งละ 3$ ดังนั้นใครคิดจะใช้บัตรนี้ต้องคิดคำนวนความคุ้มค่าให้ดีๆนะคะ
เติมทีนึงให้มากพอที่เราจะใช้ จะได้ไม่ต้องเติมบ่อยๆ แต่ก็ต้องไม่มากเกินไป เพราะเอากลับ
มาใช้ที่เมืองไทยไม่ได้ด้วยนะ อย่างเฟิร์นใช้มันจนคุ้มค่ะ เรียกได้ว่าช๊อปสั่งลาครั้งสุดท้ายก่อนกลับ
รูดไป เหลือเงินคงเหลืออยู่แค่ 25 เซน เรียกว่าเหลือติดบัตรไว้พอเป็นพิธีเท่านั้น

อีกอย่างหนึ่ง ตอนช่วงใช้แรกๆ อย่าเพิ่งเติมเงินเยอะค่ะ หากมีอะไรผิดพลาด ลองเติมเล่นๆ
ดูนิดๆหน่อยๆแล้วค่อยเอาไปซื้ออะไรเล่นๆก่อน ใช้ได้ชัวร์จริงๆค่อยจัดหนักค่ะ

หลังจากนั้นเฟิร์นก็ได้ไอ้บัตรนี้มาอยู่ในครอบครอง แล้วก็รูดปื๊ดๆ ช๊อปๆ สบายใจเฉิบ

เอาหน้าตาบัตรที่พูดถึงนี่มาให้ดูกันค่ะ (ก๊อปมาจากในเวป ใครจะเอาเลขหน้าบัตรไปใช้ ระวังโดนจับนะคะ ล้อเล่น อิอิ)



บัตรโทรศัพท์โทรกลับไทย
เรื่องนี้บอกได้เลยว่ารู้เรื่องค่อนข้างน้อย ไม่รู้ว่าเค้าซื้ออะไรยังไงกัน เพราะเฟิร์นได้มาฟรีค่ะ
เฟิร์นเล่าเคสที่เฟิร์นได้มาก็แล้วกันเนาะ

เอเจนซี่เฟิร์นมีโปรโมชั่นแจกบัตรโทรศัพท์โทรกลับไทย+มูลค่าในบัตร 5$ มาฟรีๆ เฟิร์นก็เลยได้มาค่ะ
แน่นอนเลยว่าเงินแค่ 5$ นี่ไม่ได้เยอะมากมาย คนที่ต้องโทรหาแฟนเป็นชั่วโมงๆแค่วันเดียวก็คงจะหมด
เฟิร์นไม่รู้ว่าคนอื่นๆเค้าใช้กันมากแค่ไหนนะ แต่สำหรับเฟิร์น เฟิร์นโทรค่อนข้างน้อยค่ะ
อย่างอาทิตย์นึงก็จะโทรหาพ่อ-แม่ประมาณ 1-2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 10 นาทีเท่านั้นเอง
ทำให้กว่าเฟิร์นจะใช้ไอ้ 5$ นี่หมดก็ปาเข้าไปเกือบเดือน เพราะเล่นเวปแคมกับพ่อแม่มากกว่า
แต่พอเงินใกล้จะหมด ก็สามารถให้คนที่อยู่ที่ไทย(แม่) โทรหาเอเจนซี่เรา แจ้งว่าจะขอเติมเงิน
เข้าในบัตรหมายเลข************ จำนวน 500 บาท แล้วแม่ก็จะโอนเงินให้เค้าค่ะ
แต่เค้าจะไม่ได้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเท่า ณ ขณะนั้นหรอนะคะ เค้าจะคิดเป็นกำไรไปด้วย
อย่างเช่นเรทตอนนั้น 1$ = 30 บาท แต่เค้าก็จะใช้เรท 36 บาท เพื่อเป็นกำไรด้วย
งานนี้เฟิร์นก็เลยได้เงินเติมในบัตรมา 13.88$ ค่ะ(500/36) เท่านี้ก็อยู่ได้ไปจนถึงกลับแล้ว

อย่างที่บอกค่ะ อาจมีวิธีอื่นที่ง่ายกว่าวิธีเฟิร์น ก็ลองๆหาบัตรโทรศัพท์แบบอื่นๆดูนะคะ
หรือถ้าใครคิดว่าบัตรโทรศัพท์มันไม่จำเป็น Skype กับพ่อแม่เอาดีกว่า ก็ไม่ต้องเอาติดไปค่ะ
แต่เฟิร์นว่าโทรศัพท์คุยเลยดีกว่า ง่ายกว่ากันเยอะนะ


บัตร ISIC
เป็นบัตรนักศึกษานานาชาติค่ะ ที่จะทำให้เราได้ส่วนลดของ โรงแรม รถไฟ เครื่องบิน ฯลฯ
บัตรนี้สามารถขอติดต่อทำได้ที่สำนักงานหลายๆที่ในกทม. โดยเสียค่าทำไม่กี่ร้อยบาท
เฟิร์นว่าเอาติดไปด้วยก็ดีค่ะสำหรับคนที่คิดว่าจะได้เที่ยวที่ต่างๆเยอะๆ หรือตามไปอ่านเพิ่มเติมที่
//writer.dek-d.com/yui-_-carbomb/story/viewlongc.php?id=425454&chapter=13
ได้เลย


เอกสารอื่นๆ
สำหรับเอกสารต่างๆนี้ เฟิร์นอยากให้ซีร็อกไว้หลายๆชุดหน่อย แล้วแยกใส่กระเป๋าเดินทางทุกกระเป๋า
โดยเฉพาะหน้าพาสปอร์ตกับหน้าวีซ่า ซีร็อกไปสัก 4-5 ชุด เอาไว้ไปสมัตรจ๊อบ 2-3-4 ค่ะ
อย่าลืมว่าที่นั่นไม่ได้มีร้านรับพริ้นท์หรือถ่ายเอกสารตั้งเกลื่อนเหมือนบ้านเรานะ เพราะฉะนั้นซีร็อกไปเลยค่ะ
เอกสารต่างๆก็มีตามนี้

- พาสปอร์ตตัวจริง
- สำเนาหน้าพาสปอร์ต, หน้าวีซ่า ถ่ายไปสัก 4-5 ชุดเลยค่ะ ได้ใช้แน่ๆ
- ใบตอบรับต่างๆขององค์กร (เค้าส่งมาให้กี่ชุด พิมพ์เก็บไว้ให้หมด)
- ใบตอบรับต่างๆของนายจ้าง (เค้าส่งมาให้กี่ชุด พิมพ์เก็บไว้ให้หมดเช่นกัน)
- Contact List เบอร์โทรศัพท์สถานทูติไทย และกงสุลไทยที่ใกล้กับเมืองเราที่สุด, เบอร์ติดต่อนายจ้าง, เบอร์พ่อ-แม่ เก็บไว้กับตัวชุดนึงเลยค่ะ เผื่อฉุกเฉิน เช่น เราเกิดอุบัติเหตุ อย่างน้อยคนช่วยจะได้รู้ว่าเราเป็นใคร ต้องติดต่อใคร แล้วก็เก็บไว้กับกระเป๋าเดินทางทุกใบด้วยค่ะ สมมติว่ากระเป๋าไปหลงอยู่ ที่ไหน คนพบจะได้ตามหาตัวเราได้


วันนี้จบแค่นี้ก่อนนะคะ ขอตัวไปแอ่วเจียงใหม่ก่อนนะคะ ฟิ้วววววววววววววววส




Create Date : 17 พฤศจิกายน 2554
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2554 0:31:16 น. 10 comments
Counter : 6023 Pageviews.

 
มีประโยชน์สุดยอดเลยค่ะคุณเฟิร์น

ถึงตอนนี้จะยังไม่เข้าใจบางเรื่อง

เพราะขั้นตอนมันอีกไกลมาก

แต่ก็คิดว่ามีประโยชน์มากๆๆๆ

เดี๋ยวถ้าได้ไป ใกล้ๆคงต้องมาอ่านทวนอีกทีค่ะ

อิอิ

ขอบคุณมากนะคะ


โดย: หมาปลื้มเป็นหมาโกลเด้น IP: 223.205.64.47 วันที่: 18 พฤศจิกายน 2554 เวลา:15:21:26 น.  

 
น้องเฟิร์น มันเป็นประโยชน์มากอ่ะ

แต่พี่เอาเอาโค้ทไปตัวเดียว ไม่เอาแจ็คเก็ตไป


โดย: pikapika_miki วันที่: 19 พฤศจิกายน 2554 เวลา:14:59:49 น.  

 
ดีใจจังที่เรื่องที่ิเขียนจะมีประโยชน์กับหลายๆคนค่ะ


โดย: ToGeTher_e วันที่: 20 พฤศจิกายน 2554 เวลา:9:46:22 น.  

 
ขอบคุณมากมากนะคะ ได้ความรู้ดีดีมากมายเลยคะ อยากรู้ว่าคุณเฟิร์นไปหนาวถึงหิมะตกไหมคะ แบบหนาวประมาณไหนอะคะ?


โดย: Montana IP: 49.49.146.113 วันที่: 10 มีนาคม 2555 เวลา:9:52:52 น.  

 
อยากรู้ว่าพก pocket money ไปจท่าไหร่ถึงจะพอค่ะ


โดย: Magic IP: 27.130.138.66 วันที่: 10 ตุลาคม 2555 เวลา:2:00:40 น.  

 
ขอบคุณสำหรับบทความนะคะ มีประโยชน์มากๆเลยค่ะ กำลังจะไปอยู่เหมือนกันปิดเทอมนี้


โดย: A IP: 14.207.142.221 วันที่: 14 ธันวาคม 2555 เวลา:19:35:02 น.  

 
พี่เฟิรน์ รบกวน ติดต่อกลับมาที่ เมลล์ที่คร้าบบบบ Bnk.srp@gmail.com อยากปรึกษาเรื่อง workand travel เพราะ เรากำลังจะตัดสินใจจ TT


โดย: Bnk IP: 125.24.204.93 วันที่: 29 มีนาคม 2557 เวลา:16:48:48 น.  

 
ขอบคุณพี่เฟิร์นที่มาเขียนกระทู้รีวิวWork and travel นะคะ มีประโยชน์มากเลยค่ะ ปล.รบกวนพี่เฟิร์นติดต่อกลับมาที่อีเมล์ yuymarchmallow@gmail.com หน่อยนะคะ พอดีเรื่องจะปรึกษาเกี่ยวกับ work and traval อ่าค่ะ^^


โดย: Yuyyuy IP: 182.52.61.52 วันที่: 5 ตุลาคม 2557 เวลา:0:50:21 น.  

 
ขอบคุณมากนะคะ มีประโยชน์มากๆๆ


โดย: ตูน IP: 171.96.183.169 วันที่: 21 พฤษภาคม 2558 เวลา:12:00:24 น.  

 
เขียนได้ดีและมีประโยชน์มากค่ะ ขอบคุณมากๆนะคะ


โดย: KJ IP: 161.200.188.34 วันที่: 23 ตุลาคม 2558 เวลา:17:08:55 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
ToGeTher_e
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ToGeTher_e's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.