Group Blog
 
All blogs
 
Work and Travel : Step 2 รับเอกสารยืนยันจากองค์กร, สำรวจตั๋วเครื่องบิน, สัมภาษณ์วีซ่าอันหฤโหด

“แม่ๆๆๆ หนูได้งานชัวร์ๆแล้วนะ หนูจะได้ไปแล้วนะแม่” เรารีบบอกข่าวน่าตื่นเต้นกับแม่ แต่ดูเหมือน
แม่จะไม่ได้ตื่นเต้นกับเราเล้ย แถมยังทำสายตาขู่ไว้อีกว่า ‘เอาให้มันแน่อีกแล้วกันงานนี้
เดี๋ยวมาเปลี่ยนงงเปลี่ยนงานอีกฉันไม่รู้ด้วยนะ’

พอองค์กรในต่างประเทศ (Sponser) เริ่มทยอยส่งเอกสารต่างๆเกี่ยวกับตัวเรา ว่าเราจะเป็นเด็ก
ในโครงการ WAT ภายใต้การดูแลขององค์กรเขา และก็รายละเอียดงานที่ระบุนายจ้างเราที่แน่นอน
มาให้ โดยเค้าจะให้เราไปDownload เอาเองจากเวปไซต์ ไอ้เราก็ดีใจล่ะสิว่าจะได้ไปท่องโลก
ด้วยตัวเองแล้วนะ หาข้อมูล หาที่เที่ยว หานู่นนี่ ไปกันใหญ่เลยเรา ระหว่างนี้ทางพี่เอเจนซี่ก็จะบอก
ให้เราต้องส่งเอกสารอะไรเมื่อไหร่ จ่ายเงินงวดไหนเมื่อไหร่ต่อมา เราก็เออๆออๆตามเค้าไป
จำไม่ค่อยได้แล้วล่ะ แต่เราก็ต้องคอยเช็คการทำงานของเค้ากันด้วยนะว่าเค้าดำเนินเรื่องให้เรา
อย่างรวดเร็วทันควันจริงๆ


เวลาล่วงเลยเข้าสู่ เดือนธันวาคม
เอ๊ะ!! เดือนธันวานี่มันมีอะไรพิเศษหรอ?

ใช่ค่ะ พิเศษมากด้วย เพราะในเดือนธันวาคมนี่ จะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดในการหาตั๋วเครื่องบิน
ราคาโปรโมชั่นที่สายการบินเจ้านู้นเจ้านี้จะออกราคาตั๋วนักเรียน ซึ่งเป็นตั๋วเครื่องบินราคาถูกมากกว่า
ตั๋วเครื่องบินราคาปกติมาให้เด็ก WAT อย่างเรากัน แต่ถึงกระนั้นการหาตั๋วเครื่องบินสายการบิน
เดียวกัน วัน-เวลาเดียวกัน จากตัวแทนจำหน่ายเจ้าต่างๆก็ยังมีราคาไม่เท่ากัน (ไม่รู้มัน
เป็นเพราะอะไร???? ขายของเหมือนกันแท้ๆ)

เพราะฉะนั้น ขอแนะนำนะคะ ให้ถามราคาจากหลายๆเจ้า งานนี้คงต้องพึ่งน้าGoogle
กับน้าPantip ณ ไกลบ้าน กับ ณ Blueplanet กันมือระวิงเลยล่ะค่ะ ว่าตัวแทนจำหน่าย
ตั๋วเครื่องบินเจ้าไหนมีความน่าเชื่อถือ ราคาดี ดำเนินการให้เราได้รวดเร็วทันใจ ที่สำคัญคือติดต่อ
ได้สะดวกเวลาเกิดเรื่องคาดไม่ถึงขึ้น และสามารถแก้ปัญหาให้เราได้อย่างรวดเร็ว

เหตุที่เฟิร์นเน้นข้อสุดท้ายนี้เพราะเจอประสบการณ์ตรงเลยค่ะ วันที่จะขึ้นเครื่องขากลับมาไทย
กำลังจะขึ้นเครื่องอยู่อีก 10 ชม.ข้างหน้า ก็เลยลองเข้าไปใช้เลข Booking ของเราที่ระบุใน E-ticket
ไปค้นหาข้อมูลบุ้คกิ้งของเราในเวปสายการบินโดยตรง แต่ๆๆๆๆ พบว่า ไม่มีข้อมูลผู้โดยสารบุ้คนี้
ในไฟลท์ที่ค้นหา บ๊ะแล้ว ทำไงดี???? ใช้เลขของเพื่อนร่วมชะตากรรมคนอื่นๆที่จองมาพร้อมกัน
ก็ไม่ได้เหมือนกัน ซ้ำร้ายบัตรโทรศัพท์โทรกลับไทยเงินก็กำลังจะหมด เพราะเรากับเพื่อนกะใช้กัน
ให้หมดไม่ให้เหลือแม้แต่เซนเดียวก่อนกลับ ลองโทรถามยอดเงินดูปรากฏว่าเหลือโทรได้
อยู่อีก 3 นาที เอาวะ ลองโทรไปหาเอเจนท์ที่เราจองตั๋วดูดีกว่า โชคดีอย่างนึงที่ตอนนั้นที่อเมริกาตี 2
ที่ไทยบ่าย2 ยังเป็นเวลาเปิดทำการอยู่ค่ะ พอโทรติด ไอ้เราก็พูดรัวๆเลย ว่า “พี่คะ ฟังดีๆนะคะ
ตอนนี้หนูกับเพื่อนอยู่ที่US เงินโทรศัพท์กำลังจะหมด กำลังจะขึ้นเครื่องอีก 10 ชม.นี้ แต่เลข Booking
ของหนูและเพื่อนที่จองไปกับพี่ พอเอาไปค้นในเวปสายการบินแล้วไม่พบ...........”
หลังจากนั้นเค้าก็ขอเลขBooking เรากับเพื่อนไปเช็คค่ะ แต่ระหว่างนั้น สัญญาณอันตรายก็ดังขึ้น
เงินกำลังจะหมดค่ะ เราก็ระร่ำระลักบอกเค้าไป “พี่คะ เงินหนูกำลังจะหมดแล้ว เอางี้นะคะ
พี่เช็คให้หนูเสร็จเมื่อไหร แก้ไขให้พวกหนูทันที ไม่ว่ายังไงพวกหนูก็จะบินพรุ่งนี้เช้าค่ะ
ส่งข้อมูลทั้งหมดกลับมาทางอีเมลหนูทันทีนะคะ” แล้วสายก็ตัดไปค่ะ เรากับเพื่อนร้อนใจกันมาก
แต่รอไม่ถึง 15 นาทีค่ะ ทางบริษัทก็ส่ง E-ticket ชุดใหม่มาให้ พร้อมกับเขียนขอโทษทางเรามาด้วย
ว่าเป็นความผิดของเค้าเองที่ไม่ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงเลข Booking ของเรามาให้ทราบ
จริงๆข้อมูลผู้โดยสารไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่เปลี่ยนเลขเท่านั้น พอเราลองเอาเลขใหม่เข้าดู
ก็เข้าได้แล้วค่ะ ไฟลท์บินปกติเหมือนเดิมทุกอย่าง มีชื่อเรากับเพื่อนทุกคนเป็นผู้โดยสาร
อันนี้ต้องขอบคุณทางบริษัทตั๋วแห่งนั้นด้วย ที่ช่วยเราได้รวดเร็วทันใจ เพราะตอนนั้นเวลาเพียง 1 นาที
ก็รู้สึกเหมือนนานมาก อีกอย่างคือทนการโวยวายของเราได้ จริงๆเราไม่ได้เป็นคนขี้โวยวาย
หรือเอาเรื่องนะคะ แต่ตอนนั้นเหตุการณ์มันพาไป (จริงจริ๊งงงงงง 555+)

ดังนั้นเฟิร์นจึงอยากให้เพื่อนๆที่กำลังหาตั๋วเครื่องบินคำนึงถึงเรื่องนี้กันด้วยค่ะ
ดูง่ายๆ เวลาที่เราติดต่อสอบถามข้อมูลเค้าทางโทรศัพท์หรืออีเมลก็ตาม(ก่อนที่จะตัดสินใจใช้บริการ)
เค้ามีท่าทีให้ความช่วยเหลือเราอย่างเร็วรึป่าว สายโทรศัพท์มีกี่คู่สาย โทรติดต่อง่ายไหม
หรือต้องรอสายนานๆรึป่าวกว่าจะรับ อีเมลไปตอบเร็วรึป่าว หรือนานจนเราต้องเมลไปถามย้ำอีก
อย่างนี้ค่ะ เพื่อความสบายใจเนาะ



ตั๋วเครื่องบินราคานักเรียนนี้ส่วนมากจะมีไปลงเพียงเมืองใหญ่ๆที่เป็น Hub ของสายการบินต่างๆ
เช่น LAX, JFK, ORD, DEN, MSP อะไรประมาณนี้อีกเยอะค่ะ เราก็ต้องดูการเดินทางของเราค่ะ
ว่าต้องไปลงไหนก่อน ขึ้นต่อไปไหน สายการบินอะไร ต่อDomestic Flightไหม
ขากลับอยาก Stop-over ที่ไหน อันนี้ลองถามเอเจนซี่ขายตั๋วดูก็ได้ค่ะ แบบไหนคุ้มสุด
(ในแง่ราคา ระยะเวลา สายการบิน Stop-over) ก็จัดไปค่ะ

บางเมืองที่กันดารแร้นแค้น(เว่อไป) ลงเครื่องแล้วอาจจะต้องหิ้วกระเป๋าใบโตขึ้นรถบัส หรือรถไฟต่อไป
อันนี้ก็ต้องเตรียมตัวหาข้อมูลดีๆค่ะ กะขนาดกระเป๋าและพละกำลังของเราดีๆว่าเราจะหอบมัน
จากสนามบิน นั่ง Cab หรือแท็กซี่เพื่อไปสถานีรถบัสหรือรถไฟ ต่อด้วยขึ้นรถเหล่านั้นมายัง
จุดหมายปลายทางของเราไหวไหม แต่ส่วนมากที่เห็นกันก็ไม่ค่อยมีปัญหาตรงจุดนี้นะคะ
สำหรับการจองรถเมล์หรือรถไฟก็จองผ่านเวปให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทางเลยดีกว่าค่ะ
สบายใจกว่ากันเยอะ แถมจองแต่เนิ่นๆจะถูกกว่าจองกระชั้นชิดด้วยนะ

เวปรถไฟ Amtrak มีรูทมากมาย จองสะดวกมากๆ ตัดเงินจากบัตรเครดิตเลย นั่งไปสบายๆ




กลับมาที่เรื่องตั๋วเครื่องบินอีกที กับคำถามยอดฮิตที่ว่า สมมติว่าเราเจอตั๋วเครื่องบินไปกลับ
ที่ราคาน่าพอใจที่สุดแล้ว(หลังจากที่ถามราคาจากบ.จำหน่ายตั๋วหลายๆเจ้าแล้ว) แล้วอยากจะจองเลย
เพราะกลัวที่นั่งเต็มแล้วแผนการเดินทางที่เราแพลนไว้อย่างสวยหรูอาจต้องถูกปรับเปลี่ยน
แต่วีซ่าเราก็ยังไม่ได้สัมภาษณ์ หรือสัมภาษณ์แล้วผลยังไม่ออก จะจองตั๋วเลยได้ไหม
ตอบเลยว่า จองได้ค่ะ เราสามารถให้ตัวแทนจำหน่ายตั๋วเครื่องบินจองที่นั่งให้เราก่อนได้เลยค่ะ
รอให้เราได้วีซ่ามาเป็นที่เรียบร้อย เราจึงค่อยจ่ายเงิน และออกตั๋วเครื่องบินเอาตอนนั้นก็ได้ค่ะ
แค่นี้ไฟลท์สวยๆของเราก็ไม่หนีหายไปไหนแล้ว

เอา หน้าตา E-ticket มาให้ดูค่ะ เวลาเช็คอินก็หิ้วใบนี้+พาสปอร์ต ไปออกบอร์ดดิ้งพาส
หน้าเคาน์เตอร์เวลาเดินทางได้เลย



ย่างเข้าเดือนมกราคม ค่ะ
มกราคม เพิ่งจะพ้นเทศกาลปีใหม่เอง ต้องทำอะไรต่อ?

แน่นอนค่ะ สิ่งสำคัญที่สุดที่จะไม่มีไม่ได๊.....สำหรับ WAT ของเรา คือวีซ่าอเมริกาค่ะ
เอเจนซี่แต่ละเจ้า โดยเฉพาะเจ้าบิ๊กๆของวงการ(ขอไม่เอ่ยนาม) จะเริ่มแจ้งวันสัมภาษณ์วีซ่าของเรา
กันตั้งแต่ช่วงนี้ค่ะ ส่วนเอเจนซี่เจ้าเล็กๆลงไปก็ทยอยแจ้งคิวแก่เด็กตามๆกันมา ยาวไปจนถึง
ประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ บางคนได้สัมภาษณ์เดือนมีนาคมก่อนเดินทางเลยก็มีนะคะ
แต่ก็ต้องกะระยะดีๆ เผื่อวันส่งคืนเล่มพาสปอร์ตจากทางสถานทูติสัก 2-3 สัปดาห์ด้วยนะคะ
เผื่อมีอะไรผิดพลาด อย่างไรก็ตาม ถ้าเราส่งเอกสารต่างๆภายในวันที่ทางเอเจนซี่กำหนดทุกอย่าง
ก็จะไม่มีปัญหาเรื่องนัดสัมภาษณ์วีซ่าล่าช้าค่ะ (หรือถ้าเอเจนซี่จองคิวสัมภาษณ์ให้เราช้า
ก็จะไม่หนีไปจากเดือนกุมภาพันธ์หรอกค่ะ)

ส่วนคนที่อาจจะยังยึกยัก ไปดีไม่ไปดี เพิ่งมาสรุปว่าจะไปตอนธันวา จ่ายเงิน ทำเอกสาร
ถึงตอนนั้นคิวสัมภาษณ์วีซ่าเร็วๆก็คงหมดไปแล้ว อาจต้องรอถึงปลายเดือนกุมภา หรือต้นมีนาค่ะ

อีกเรื่องที่สำคัญ และทำให้เด็ก(กำลังจะ)เวิค กังวลไปตามๆกัน ก็คือเรื่องสัมภาษณ์วีซ่า
อเมริกาที่ขึ้นชื่อว่าได้ยากมากกกกกก มันจริงหรือเปล่าน๊า???

วีซ่าอเมริกา ได้ยากจริงค่ะ แต่!!!! ที่เค้าว่ายากกันน่ะ มันมักจะเป็นวีซ่าประเภทท่องเที่ยว
หรือเยี่ยมเยียนค่ะ ซึ่งแน่นอน ไม่เกี่ยวอะไรกับเราเล้ยยยยย

วีซ่าที่เรากำลังจะขอ คือวีซ่านักเรียนแลกเปลี่ยน หรือ J-1 ค่ะ มันไม่ได้ยากเลย จริงๆนะคะ
ไม่ได้โม้นา..... แต่แอบมีข้อแม้อยู่ 2 ข้อเท่านั้นแหละที่จะเป็นกุญแจให้เราได้วีซ่ามาได้ง่ายแสนง่าย
มันคืออะไร?

มันก็คือ
1 หลักประกันที่เราจะกลับมาไทยภายในวันที่วีซ่ากำหนด
และ 2 ไม่เคยมีประวัติอาชญากรรมและไม่มีแนวโน้มที่จะมี

เท่านี้น่ะหรอ? ใช่ค่ะ เท่านี้จริงๆ ใครที่คิดว่า 2 ข้อข้างบนเราไม่มีปัญหาใดๆ คุณก็ผ่านด่านวีซ่า
มาครึ่งทางแล้วล่ะค่ะ มีโอกาสได้เกือบจะแน่นอนแล้ว แต่หลักฐานที่สถานทูติต้องเอามาประเมิน
ให้เราผ่านไอ้ 2 ข้อด้านบนนี่สิ ที่เราต้องเตรียมตัวกันให้ดี มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง (เฟิร์นจะไม่บอก
หลักฐานที่ต้องส่งให้ทางสถานทูติทั้งหมดนะคะ เพราะเดี๋ยวทางเอเจนซี่แต่ละที่คงแจ้งกันให้แต่ละคน
ทราบเอง แต่เฟิร์นจะบอกเฉพาะที่สำคัญๆละกันนะ)

1 การศึกษา ว่าเราอยู่ปีไหน ถ้ากำลังจะขึ้นปี 2-3-4 ก็แล้วไป แต่ถ้ากำลังจะเป็นบัณฑิตนี่สิ
ที่จะทำให้มีปัญหาไม่ค่อยได้วีซ่ากัน เพราเค้ากลัวบัณฑิตหนีเป็นโรบินฮูดอยู่ในอเมริกาไม่ยอมกลับ
ไงคะ เรียนก็ไม่ต้องเรียนแล้ว ปริญญาจะกลับมารับหรือไม่ก็ได้ ดังนั้นจึงไม่มีหลักประกันข้อที่ 1
เรื่องที่เราจะกลับมาตามกำหนดวีซ่าค่ะ ส่วนที่จะขึ้นปี 2-3-4 นี่ข้อนี้ไม่มีปัญหาเพราะยังไงก็ต้อง
กลับมาเรียนค่ะ

การแก้ไขสำหรับปีบัณฑิตที่เห็นเค้าทำๆกันนะคะ คือยังไม่ต้องแจ้งจบค่ะ ขอวีซ่า สัมภาษณ์ให้เรียบร้อย
ให้ได้วีซ่าเสียก่อน ค่อยแจ้งจบค่ะ แค่นี้ก็หมดปัญหาแล้ว (เฟิร์นเห็นเค้าทำกันได้นะคะ
แต่ไม่รู้ว่าตอนการสัมภาษณ์กับทางสถานทูติจริงๆ ต้องตอบคำถามเรื่องนี้ว่าอย่างไร)

2 เกรดค่ะ แต่อย่าเพิ่งกังวล ว่า อุ๊ย! เกรดฉัน 2กว่าๆ จะได้ไปไหม 2กว่านี่ไม่ถือว่าเป็นปัญหานะคะ
เพราะเพื่อนเฟิร์นหลายคนเกรดเท่านี้ก็ผ่านมากันได้ แต่ที่เน้นจริงๆคือที่ไม่ถึง 1 หรือแค่ 1 นิดๆ
อันนี้มีสิทธิสูงค่ะที่จะไม่ได้วีซ่านี้ เพราะเค้าอาจพิจารณาว่า WAT อาจะไปรบกวนการเรียนเพิ่มเติม
หรือคลาสเสริม ของคนกลุ่มนี้

3 หลักฐานการทำงานของผู้ปกครอง + เงินเดือน + บัญชีธนาคารที่แสดงเงินเข้าออก 6 เดือน
ก่อนหน้า
ถามว่าทำไม ก็เพราะว่าเป็นหลักประกันอย่างหนึ่งที่เราจะไม่คิดหลบหนีอยู่ในอเมริกา
หรือก่ออาชญากรรมที่นั่น เพราะอย่างน้อยเราก็ต้องคำนึงถึง ‘หน้าตา’ หรือ ‘หน้าที่การงาน’
ของพ่อแม่เราบ้างจริงไหม หรืออาจดูว่าหน้าที่การงานของพ่อแม่เรามั่นคงดี เงินเดือนพอประมาณ
ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องรายได้ เงินเข้าออกบัญชีสม่ำเสมอ ไม่ใช่ว่า 6 เดือนไม่มีเงินเข้าบัญชีเลย
แต่จู่ๆมีเงินเพิ่งโอนเข้ามา 2-3 แสน อย่างนี้มันก็ไม่ใช่ แสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน
ที่จะส่งผลให้เราไปหนี ค้าบริการ แรงงานเถื่อน หรือก่อคดีที่นู่น ประมาณนี้ค่ะ เท่านี้แหละค่ะ
ที่เฟิร์นคิดว่าสำคัญที่จะทำให้เราได้วีซ่ามาอย่างไม่มีปัญหา ส่วนหลักฐานอื่นๆเราก็เตรียมไป
ให้เรียบร้อยเท่านี้เอง

ส่วนเรื่องการสัมภาษณ์ ซึ่งแน่นอน เป็นภาษาอังกฤษตลอดการสนทนา ถามว่ายากไหม
ตอบได้เลยว่าแล้วแต่ดวงค่ะ หลายคนคนอาจเคยได้ยินชื่อ ‘เจ๊โหด’ ซึ่งเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง
ที่รับหน้าที่สัมภาษณ์วีซ่าจากทั้งหมดประมาณ 3 คน เจ๊โหดคือชื่อที่คนใน Pantip ตั้งให้
แก่เธอเพื่อสดุดีแก่หน้าตาบึ้งตึง พูดภาษาอังกฤษรัวเป็นไฟ นึกอยากถามอะไรตอนไหนก็ถาม
บางครั้งที่เค้าถามแล้วเราอาจไม่เข้าใจเค้าก็จะทำหน้านอยใส่อย่างรุนแรงแล้วไม่สนใจที่จะฟัง
คำตอบของเรา (ที่อธิบายมาทั้งหมดเป็นคำบอกเล่าที่ฟังมาทั้งนั้นค่ะ เพราะเฟิร์นไม่ได้สัมภาษณ์
กับเธอ แต่ตอนที่ไปสัมภาษณ์ก็แอบมองตอนที่เธอสัมภาษณ์คนอื่นๆ ปรากฏว่าค่อนข้างตรง
กับที่ฟังมาเลยค่ะ หน้าไม่ยิ้มแย้มแจ่มใสสักนิดอย่างกับโกรธสามีมา หน้าเด็กยังไม่มองด้วยซ้ำ)

เพื่อให้เพื่อนๆเห็นภาพเจ๊โหดอย่างชัดเจน ขอแปะข้อความจากคุณปัณณ์ ปัน จากโต๊ะไกลบ้าน
หน่อยนะคะที่บังเอิญไปปะฉะดะกับเจ๊โหดมา (งานนี้ขออนุญาตคุณปัณณ์ ปัน แล้วค่ะ)

.......................................................................................................................

สวัสดีค่ะ เล่นpantip มาหลายปี แต่นี่เป็นการตั้งกระทู้ครั้งแรก ปกติได้แต่ซุ่มและเม้นตอบ
กลับบ้าง 5555 พอดีวันนี้ได้ไปสัมภาษณ์วีซ่าสำหรับเด็กเวิร์คและเจ๊อะกับเจ๊โหดพอดี เลยอยาก
เอามาแชร์เผื่อจะเป็นประโยชน์ ที่รู้ว่าเป็นเจ๊โหด เพราะสัมภาษณ์นานมาก หน้าค่อนข้างบึ้ง
และคนอื่นๆที่สัมภาษณ์ก่อนหน้าเล่าให้ฟัง พอเจอกับตัวเองก็ยิ่งมั่นใจค่ะ ก่อนอื่นต้องขอบอก
ว่าเราไม่เก่งภาษาอังกฤษเลยจริงๆ ค่อนข้้างแย่มากๆ แต่เพราะว่าเป็นนักศึกษาทุน ถ้าเรียน
ได้เกรดต่ำกว่า 3 จะโดนตัดทุน ก็เลยต้องพยายามมากกว่าคนอื่นๆ และที่รู้ๆกันว่าในมหาวิทยาลัย
ก็จะเรียนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดในวิชาภาษาอังกฤษ ต้องเรียนกับครูต่างชาติ เราก็เลยต้อง
พยายามมากกว่าคนอื่น พอผ่านมาเกือบ 2 ปี เพื่อนๆก็บอกว่าเราเก่งอังกฤษขึ้นมาก พิมพ์เขียน
อ่านคล่อง เหลือปัญหาข้อเดียวคือการพูด เราก็เลยตัดสินใจไป WAT เพื่อที่อยากจะอยู่ใน
สถานการณ์ที่จำเป็นต้องพูด มีคนพูดเยอะๆ เราจะได้พัฒนาตัวเอง

เอาล่ะมาเข้าเรื่องกันดีกว่า เวิ่นเว้อนานมาก

เรา มีนัดรอบบ่ายโมงค่ะ แต่ไปตั้งแต่ 11 โมง ก็ได้คิวที่ 4 แต่ตอนตรวจเอกสารรับบัตรคิว
ไม่ได้เรียงลำดับ เราเลยได้เป็นคิวที่ 19 ระหว่างที่รอตรวจเอกสารก็เห็นเจ้าหน้าที่สัมภาษณ์
อยู่ค่ะ แต่ไม่ใช่ J1 ต้องบอกว่าโหดจริงๆๆ เสียงดังด้วย เราฟังไม่ออกเลย ฟังออกแต่คนที่
ไปสัมภาษณ์ และสัมภาษณ์นานมากๆ แต่สุดท้ายก็ได้เพราะพี่คนนั้นเค้าเก่งจริงๆ
พูดอังกฤษคล่องแบบไม่ต้องคิดเลยทีเดียว ทีนีเราก็นั่งรอจนถึงเกือบบ่าย 2 อ่ะค่ะ
(นานมากว่าจะได้สัมภาษณ์) แล้วเจ้าหน้าที่ก็เรียกทีละ 10 คิว และบอกว่าถ้าเคาท์เตอร์ไหนว่าง
ให้เข้าไปเลย คือจะได้สัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่คนไหนแล้วแต่ดวงจริงๆ คนอื่นจะสัมภาษณ์แป๊บเดียว
แต่เจ้าหน้าที่ที่ค่อนข้างโหดหน่อยสัมภาษณ์นานมากกกกก แล้วก็เพราะความกลัวจากที่เรา
เข้ามาอ่านในพันทิปนี่แหละสุดท้ายเราก็ได้เจอ กับเค้าจริงๆ 555

เจ้าหน้าที่: Hello
เรา : สวัสดีค่ะ และไหว้ด้วย(อย่างงดงาม)
เค้า มองเราอึ้งๆไปเลย คือเราลืมไง เราติดเป็นนิสัย ตอนเราเข้ามาในอาคาร
เราก็ไหว้ทุกคนอย่างนี้ 555 พอเรารู้ตัวเราก็พูดว่า good afternoon
แต่สวนกับเค้าที่ถามอะไรสักอย่าง
เจ้าหน้าที่ .... study.... คือเราจับได้คำเดียวไง 555
เรา : .......
เจ้าหน้าที่ : ...major... จับได้คำเดียวอีกแล้ว พูดเร็วมาก
เรา : communcation arts
เจ้าหน้าที่ : เปิดเอกสาร : wow pretty grade ทำหน้าแบบทึ่งๆมองที่เรา
เรา : ยิ้ม
เจ้าหน้าที่ให้สแกนนิ้ว
เรา : pardon
เจ้าหน้าที่ : middle finger
เจ้าหน้าที่: ถามเยอะมากๆๆๆๆ เราจำไม่ได้เลย รู้แต่ว่าประหม่าสุดๆ
จำได้ว่าเราพูดว่า again เยอะมากกกก
ที่จำได้มีประมาณนี้
: what't plane บลาๆๆ
เรา : u mean when i come back or...เราถามไม่จบเค้าก็เปลี่ยนคำถามเฉยเลย เรางง?
เจ้าหน้าที่ : ...relate on there
เรา : no one
เจ้าหน้าที่ : who is living
เรา : ทำหน้างงใส่
เจ้าหน้าที่ : your parent who is living?
เรา : งง จนถึงบัดนี้ใครก็ได้ช่วยมาอธิบายด้วย เราได้แต่ทำหน้างงใส่เค้า
เรา : sorry please explan.... ยังถามไม่จบเค้าก็เปลี่ยนคำถาม
เจ้าหน้าที่ : ถามสปอนเซอร์
เรา : พ่อ
เจ้าหน้าที่ : ถามว่าพ่อเราทำงานอะไร
เรา : work at ministry of health public (คือเรามั่วไง เรางง 555)
เจ้าหน้าที่ : public health?
เรา : yes
เจ้าหน้าที่ : ยื่นใบไอ้นั่นคือมาให้เรา บอกว่าเค้าให้วีซ่าเรานะ
เรา : thank you ดีใจที่สุดในสามโลกเลย

5555 คือเราคิดว่าไม่ผ่านแน่ๆ เพราะเราเดตแอร์นานมากก บ่อยมากกก

แต่ ไม่รู้นะ ระหว่างที่สัมภาษณ์เรา เค้าไม่พิมพ์อะไรลยหันมามองหน้าเราตรงๆ พอเราตอบไม่ได้
หรือไม่เข้าใจเค้าก็ทำหน้าแบบเบื่อๆ ไม่พอใจใเรา แต่เค้าเปิดหน้าเกรดไว้ตลอด แล้วก็แบบดูเกรดอ่ะ
ตลอดเวลาเลย

คือเกรดเราอ่ะ อังกฤษสามเทอมที่ผ่านมาได้น้อยกว่าวิชาอื่นๆหมดเลย เห็นได้ชัดเจนมาก
555 เค้าเลยอาจรู้ว่าอังกฤษเราไม่ดีมั้งก็เลยไม่คาดหวัง ให้ผ่านเลย

(จาก //topicstock.pantip.com/klaibann/topicstock/2011/02/H10231418/H10231418.html)

.........................................................................................................................

อ่านจากข้างบนอาจทำให้บางคนรู้สึกกลัว งั้นลองมาอ่านประสบการณ์สัมภาษณ์วีซ่าของเฟิร์น
กับคนสัมภาษณ์อีกคน คนนี้เป็นผู้ชายค่ะ หัวเกือบล้าน ใส่แว่นหนาๆกรอบเหลี่ยมแบบเด็กแนว
ใจดีค่ะ มาดูกันว่าเป็นยังไง (บทสนทนาอาจเป็นไทยปนอังกฤษนะคะ เพราะเวลามันก็ผ่านมา
เกือบปีแล้ว จำไม่ค่อยได้แล้วล่ะค่ะ แต่เค้าเป็นคนที่สำเนียงชัดมาก ชัดแบบคนไทยฟังได้จะๆเลย)

เฟิร์น : Good afternoon.

คนสัมภาษณ์ : Sa-Was-Dee-Krub (พูด ‘สวัสดีครับ’ ชัดมากเลย บวกพนมมือไหว้เราซะด้วย
ทำเอาเรางงเลย เรารีบไหว้ตอบแทบไม่ทัน)

เฟิร์น : Wow!! You speak Thai so clearly.

คนสัมภาษณ์ : ใช่แล้ว ผมอยู่ไทยมาเกือบ 10 ปี ก่อนหน้าที่จะมาทำสถานทูติผมทำงานที่.......
(หลังจากนี้ขอแปลให้เป็นไทยแล้วกันเนาะ จำเหตุการณ์ไม่ค่อยจะได้แล้ว)

เฟิร์น : Really? (ไม่รู้จะตอบอะไร)

คนสัมภาษณ์ : คุณกำลังจะไปที่ไหน?

เฟิร์น : North Dakota

คนสัมภาษณ์ : ที่นั่นหนาวมากนะ

เฟิร์น : ใช่ค่ะ ฉันรู้ แต่ฉันอยากลองไป ฉันอยากเจอหิมะ (เค้าหัวเราะ แล้วก็พูดอะไรเกี่ยวกับ
อากาศร้อนเมืองไทยนี่ล่ะค่ะ)

คนสัมภาษณ์ : คิดว่าจะกลับเมื่อไหร่

เฟิร์น : 27 June (จริงๆเราไม่ได้จะกลับ 27 มิถุนาหรอกนะคะ แต่เคยได้ยินมาว่าให้บอกมากๆไปก่อน
เผื่อติดใจอยากอยู่นานๆจะได้ไม่มีปัญหาวีซ่า ท้ายที่สุดเฟิร์นก็กลับ 10 มิถุนาเองค่ะ)

คนสัมภาษณ์ : ก่อนกลับวางแผนจะไปเที่ยวไหนก่อนรึเปล่า?

เฟิร์น : Boston

คนสัมภาษณ์ : ที่สัมภาษณ์มาไม่ค่อยมีคนบอกว่าอยากไปบอสตัน ส่วนมากจะบอกว่าไปนิวยอร์ค
ซานฟราน ทำไมถึงจะไปบอสตันล่ะ?

เฟิร์น : อยากไปดูสถาปัตยกรรม พิพิธภัณฑ์ แล้วก็ Top Universities บลาๆ โม้ๆไป
(แต่สุดท้ายเฟิร์นก็ไม่ได้ไป เพราะเหตุผลบางประการ ไว้จะเฉลยทีหลังนะ)

คนสัมภาษณ์ : เค้าก็บอกว่าเราคิดแปลกดี แล้วเค้าก็ถามเราว่าเรียนมาทางศิลปกรรมพวกนี้หรอ

เฟิร์น : ป่าว เรียนรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

คนสัมภาษณ์ : แล้วเค้าก็ถามให้เราแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาลในตอนนั้น
(ตอนนั้นรัฐบาลอภิสิทธิ) แต่เค้าไม่ได้ถามจริงจังนะคะ ถามเหมือนชวนคุย
เราก็แสดงความคิดเห็นไปตามที่ตอนนั้นจะคิดออก เป็นคำถามที่คาดไม่ถึงค่ะ
แต่โชคดีที่คนสัมภาษณ์ใจดี ไม่รู้ว่าถ้าเป็นคำถามเดียวกันแต่มาจากเจ๊โหด
จะตอบยังไงเหมือนกัน ฮ่าๆๆ


และแล้ว ประโยคที่รอคอยก็มาถึง


คนสัมภาษณ์ : ขอให้คุณเที่ยวอเมริกาให้สนุก แล้วเราอาจได้พบกันอีกเมื่อคุณได้ทำงาน
ในกระทรวงการต่างประเทศ (ว้าว ประโยคนี้ทำเรายิ้มแก้มแทบปริ)

เฟิร์น : ขอบคุณค่ะ แล้วก็เดินตัวปลิวออกมา


สำหรับประสบการณ์สัมภาษณ์วีซ่าของแต่ละคนคงไม่เหมือนกัน ภาษาอังกฤษเตรียมตัวไว้ก่อน
ก็ไม่เสียหาย ถ้าถามว่า ตื่นเต้นไหม ตื่นเต้นมาก เกร็งไหม เกร็งมาก(และถึงมากที่สุด
ตอนที่จะถึงคิวเราอีก 2-3 คิวข้างหน้า) แต่ถ้าถามว่ายากไหม ตอบได้เลยค่ะ ว่าไม่ยากอย่างที่คิด
แต่ที่สำคัญที่สุด คือ สติ ค่ะ สำคัญมาก พกใส่กระเป๋าไปเยอะๆเลยนะคะไอ้สติเนี่ย
เชื่อว่าเพื่อนๆจะผ่านมันไปได้อย่างแน่นอน สู้ๆค่ะ


วันนี้เขียนยาวมาก ไว้ตอนต่อไปจะมาเขียนเรื่องการเตรียมตัวออกเดินทาง จัดกระเป๋า สะสางธุระต่างๆ จองตั๋วต่างๆ บัตรต่างๆที่จำเป็น ฯลฯ นะคะ



ปิดท้ายด้วยเมืองที่เฟิร์นอยากไปมากที่สุดในตอนนี้ Boston, MA







Create Date : 16 พฤศจิกายน 2554
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2554 22:30:47 น. 9 comments
Counter : 2829 Pageviews.

 
อยากไปมั้งจัง แต่สงสัยอายุจะเกิน


โดย: Kiky IP: 210.118.108.254 วันที่: 16 พฤศจิกายน 2554 เวลา:12:34:15 น.  

 
อายุไม่แน่ใจว่าต้องเท่าไหร่ แต่ต้องมีสถานะเป็นนศ.ปริญญาตรีค่ะ


โดย: ToGeTher_e วันที่: 16 พฤศจิกายน 2554 เวลา:19:00:42 น.  

 
รูปสวยอ่ะน้องเฟิร์น บอสตันสวยแบบนี้ทั้งเมืองเลยรึป่าว

*ลืมล็อกอิน


โดย: new IP: 14.207.202.188 วันที่: 16 พฤศจิกายน 2554 เวลา:23:07:42 น.  

 
พี่นิว เฟิร์นยังไม่เคยไปบอสตันเลยนะคะ เลยตอบไม่ได้ว่าสวยมากไหม คิดว่าคงสวยมาก เดินทางง่ายด้วยค่ะ เที่ยวเองได้สบายๆ เอาไว้ปีนี้ได้ไปใหม่ถึงค่อยจะมารับประกันความสวยได้


โดย: ToGeTher_e วันที่: 17 พฤศจิกายน 2554 เวลา:1:00:19 น.  

 
บอสตันนี่อยู่แมรี่แลนด์หรอคะ

เราตั้งใจจะไป DC มากๆ เพราะอยากไป museum

แล้วโชคดีเราได้ที่ delaware ติด maryland เลยค่ะ

ยังไงเดี๋ยวถ้าคอนเฟิร์มว่าได้ไปชัวร์แล้ว(ตอนนี้ติดปัญหาเปิด-ปิดเทอม)

จะขอมาสอบถามคุณเฟิร์นใหม่นะคะ :))

ปล. เรา ปี 4 ค่ะ กรี๊ดดดด กลัวมีปัญหา
แล้วสปอนเซอเป็นพ่อเราเองค่ะ ซึ่งพ่อเราตอนนี้เป็นข้าราชการบำนาญค่ะ
ไม่รู้จะมีปัญหาอะไรหรือป่าว แต่บอกทางเอเจ้นแล้วก็ไม่ได้ว่าอะไรค่ะ

ขอบคุณมากๆเลยนะคะ เขียนอีกนะคุณเฟิร์น :)


โดย: หมาปลื้มเป็นหมาโกลเด้น IP: 223.205.69.79 วันที่: 17 พฤศจิกายน 2554 เวลา:10:27:17 น.  

 
อ้อ ลืมถามค่ะ

เรื่องตั๋วอ่ะค่ะ เราสับสนมาก

ว่าควรจะให้ทางเอเจนซี่เราจัดการให้

หรือหาเองดีกว่าคะ

เรารู้สึกว่าตัวเองมีแนวโน้มที่จะต้องเดินทางคนเดียวสูงมาก

ด้วยเรื่องกำหนดการเปิดปิดเทอมของมหาลับของแต่ละที่ไม่เหมือนกันนี่แหละค่ะ

ถ้าหาตั๋วเองจากเอเจ้นต่างๆ สามารถเริ่มจองได้แต่ธันวาเลยหรอคะ

แล้วถึงเราจะได้สัมภาษณ์วีซ่าประมาณ กพ - มีนา ก็ค่อยคอนเฟิมตั๋ว+ จ่ายตังได้ใช่ไหมคะ

ขอบคุณจ้า


โดย: หมาปลื้มเป็นหมาโกลเด้น IP: 223.205.69.79 วันที่: 17 พฤศจิกายน 2554 เวลา:10:29:31 น.  

 
หาเองเลยค่ะ แล้วไปเทียบกับเอเจนซี่ว่าเค้าหาให้เราได้เท่าไหร่ ใครถูกกว่าก็จัดอันนั้นค่ะ

ส่วนเดินทางคนเดียวไม่น่าเป็นกังวลเลยค่ะ เตรียมตัวดีๆ ก็ไหวค่ะ หรือถ้ากลัวเหงาก็ลองหาเพื่อนร่วมทางจากใน Pantip นี่สิคะ เห็นเค้าก็หาๆกันนะปีที่แล้ว หาเพื่อนเดินทาง หาเพื่อนแวะเที่ยว อะไรแบบนี้

ตั๋วจองไว้เนิ่นๆเลยจ้า บอกกับบริษัทขายตั๋วที่เราจะซื้อว่าเรายังไม่ได้วีซ่านะ แต่คิดว่าไม่มีปัญหาแน่นอน เค้าจะให้เราจองไว้ก่อนได้จ๊ะ แล้วค่อยคอนเฟิร์มกับจ่ายตังหลังได้วีซ่าแล้ว เพราะตอนเราเราก็ทำแบบนี้แหละ จองตั๋วไว้ตั้งแต่เดือนมกรา สัมภาษณ์วีซ่าต้นกุมภา ได้พาสปอร์ตคืนกลางกุมภา ถึงตอนนั้นก็ค่อยจัดการจ่ายเงินคอนเฟิร์มจ๊ะ



โดย: ToGeTher_e วันที่: 17 พฤศจิกายน 2554 เวลา:11:13:14 น.  

 
อ้อ บอสตัน อยู่รัฐแมสซาชูเซตค่ะ ย่อว่า MA จ๊ะ เป็นเมืองที่รวม Top U หลายแห่งของโลกไว้ในเมืองๆนี้ นี่แหละค่ะที่ทำให้เฟิร์นอยากไปเดินเล่นซักครั้งนึง

ส่วน Maryland จะย่อว่า MD ล่ะ

ส่วนข้าราชการบำนาญ คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหานะ ไม่เคยได้ยินปัญหาข้อนี้เลยอ่ะ เค้าจะดูเงินเข้าออกหลักๆเลยอ่ะค่ะ ว่าเข้าออกสม่ำเสมอ

มีอะไรถามได้ตลอดเลยนะคะทุกคนนนนนน


โดย: ToGeTher_e วันที่: 17 พฤศจิกายน 2554 เวลา:11:22:12 น.  

 
กรี๊ดดดดดดดด หน้าแตกจำชื่อย่อรัฐผิด 55555

โอเคค่ะคุณเฟิร์น จะติดตามบล๊อคเรื่อยๆนะคะ :)))


โดย: หมาปลื้มเป็นหมาโกลเด้น IP: 223.205.69.79 วันที่: 17 พฤศจิกายน 2554 เวลา:15:15:16 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ToGeTher_e
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ToGeTher_e's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.