Group Blog
 
All blogs
 

ศิลปกรรมลัทธิโพสท์อิมเพรสชั่นนิมส์ Post - Impressionism Art

ศิลปะลัทธิโพสท์อิมเพรสชั่นนิสม์ Post – Impressionism Art




Post – Impressionism Art มีความหมายว่า ลัทธิอิมเพรสชั่นนิสม์ยุคหลัง ด้วยคำว่า Post หมายความว่า ช่วงระยะหลัง กล่าวให้ง่ายต่อความเข้าใจก็คือ โพสท์อิมเพรสนิสม์ เป็นลัทธิศิลปะที่แสดงปรากฏการณ์ชของตนในช่วงหลังศิลปะลัทธิอิมเพรสชั่นนิสม์นั่นเอง บุคคลที่ให้ชื่อลัทธินี้คือ โรเจอร์ ฟราย นักวิจารณ์ศิลปะที่มีชื่อเสียงชาวอังกฤษ เป็นผู้ใช้เรียกนิทรรศการผลงานศิลปะที่กราฟตัน แกลเลอรี ในกรุงลอนดอน ปี ค.ศ. 1910 ( วิรุณ ตั้งเจริญ . 2535 : 21 ) แต่การเคลื่อนไหวของศิลปินลัทธิโพสท์อิมเพรสชั่นนิสม์นี้ มีการเคลื่อนไหวในฝรั่งเศสระหว่าง ค.ศ. 1880 – 1905 ซึ่งมีช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับการเคลื่อนไหวของศิลปะลัทธินีโออิมเพรสชั่นนิสม์ ( Adams. 1994 : 396 )





ศิลปินอิมเพรสชั่นนิสม์กลุ่มนี้ มีความแตกต่างจากอิมเพรสชั่นนิสม์กลุ่มอื่น คือ ศิลปินแต่ละคนต่างทำงานศิลปกรรมของตน ไปตามความคิดความเชื่อมั่นส่วนตัว โดยไม่มีความสัมพันธ์เชิงกลุ่มหรือองค์กรระหว่างกัน เพียงพวกเขามีความเชื่อทางศิลปะคล้ายคลึงกัน นั่นคือการแสดงออกโดยเน้นรูปทรง สี ภายใต้การเปล่ง สำแดงอารมณ์ภายในส่วนตน ( Personal emotion ) ให้ปรากฏออกมา ซึ่งในที่สุดแล้วศิลปินแต่ละคนก็จะสร้างสรรค์ ผลงานที่มีลักษณะรูปแบบแตกต่างกันไป แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ




กลุ่มที่เกี่ยวข้องหรือเน้นการแสดงออกด้านอารมณ์ ( Emotional aspect ) โพสท์อิมเพรสชั่นนิสม์กลุ่มนี้ มีศิลปินแวนโก๊ะ กับ โกแกง เป็นศิลปินหลัก และกลุ่มที่เน้นความเกี่ยวข้องกับโครงสร้างทางศิลปะ ( Structural aspect ) ซึ่งเริ่มต้นโดย เซซานน์และเซอราท์ ผลงานของกลุ่มแรกเป็นผลงานสร้างสรรค์ จากฐานความรู้สึกทางอารมณ์อันเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง ส่วนกลุ่มหลังเป็นการพัฒนาโครงสร้างทางรูปทรงและรูปทรงและสีสัน กระนั้นศิลปินแต่ละคนก็มีการสร้างสรรค์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลอีกต่างหาก



ศิลปินกลุ่มโพสท์อิมเพรสชันนิสม์ค่อนข้างจะโชคดีกว่ากลุ่มอื่น ในส่วนที่พวกเขาได้รับการสนับสนุนส่งเสริมจากนักวิจารณ์ศิลปะคนสำคัญของอังกฤษในยุคนั้นคือ โรเจอร์ ฟราย ( Roger Fry , ค.ศ. 1866 – 1934 ) กับ ( Clive Bell , ค.ศ. 1881 – 1964 ) พร้อมพวกกลุ่มบลูมสเบอรี ( Bloomsbury Group ) เป็นผู้จัดให้มีการแสดงจิตรกรรมของศิลปินผู้สร้างงานตามแนวโพสท์อิมเพรสชั่นนิสม์ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ถึง 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 ที่ กราฟตัน แกลเลอรี่ และตั้งชื่อนิทรรศการว่า “ มาเนต์ และกลุ่มโพสท์อิมเพรสชั่นนิสม์ ” ซึ่งจุดกระแสศิลปะในอังกฤษให้เกิดความตื่นตัวเป็นอย่างมากและนำมาซึ่งชื่อลัทธิศิลปะกลุ่มนี้




โดยรวมคือ ศิลปินกลุ่มนี้ได้ให้ความสำคัญต่อโครงสร้างทางรูปทรงศิลปะ ( Art Form ) มากกว่าการถ่ายทอดให้เกิดความเหมือนจริงว่าเป็นภาพอะไร เพื่อให้คนชมเกิดปฏิกิริยาทางความรู้สึกต่อภาพมากกว่าที่จะให้ภาพแสดงให้ผู้ชมรับผู้รู้เรื่องราวจากผลงาน และผลงานของพวกเขาก็ทำนักสุนทรียศาสตร์กลุ่มนี้ยึดถือทฤษฎีรูปทรง ที่เชื่อว่าคุณค่าของศิลปะอยู่ที่รูปทรง




ศิลปะคือรูปทรง ( Art as Form ) ได้ไช้ลักษณะรูปแบบของกลุ่มโพสท์อิมเพรสชั่นนิสม์เป็นกรณีตัวอย่างในระยะเริ่มต้น ( ศุภชัย สิงห์ยะบุศย์ . 2543 : 36 - 41) ซึ่งเท่ากับเป็นการช่วยเสริมหรือแรงหนุนให้ศิลปะกลุ่มนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในระยะต่อมาตราบจนปัจจุบัน



ศิลปินลัทธิโพสท์อิมเพรสชั่นนิสม์



ศิลปินคนสำคัญของลัทธิโพสท์อิมเพรสชั่นนิสม์ มี 4 คน คือ เซซานน์ , แวนโกะ , โกแกง และ โลเทรค





พอล โกแกง ( Paul Gauguin , ค.ศ. 1848 – 1903 ) โกแกงเป็นชาวปารีส มีฐานะร่ำรวยจากอาชีพค้าขายหุ้น แต่ในที่สุด โกแกงก็หันมาใช้เวลาในชีวิตเขียนภาพตั้งแต่ ค.ศ. 1883 เป็นต้นมา จนยอมละทิ้งครอบครัวและฐานะอันดีสู่มนต์เสน่ห์ทางศิลปะ โกแกงมีความคิดบางอย่างคล้ายกับแวนโก๊ะ คือ เขาฝันถึงการรวมกลุ่มจิตรกรตั้งเป็นนิคม
ในด้านหลักคิดทางการสร้างสรรค์โกแกงมักจะแนะนำคนที่มาชมผลงานของเขาและบรรดาลูกศิษย์ว่า การวาดภาพนั้นควรวาดมันด้วยจิตใจ ทั้งนี้เพราะการใส่อารมณ์ลงในสีนั้น ทำให้รูปแบบจากธรรมชาติมีความสมบูรณ์ และมีความเป็นระเบียบยิ่งขึ้นนี่คือ จุดกำเนิดของลัทธิสังเคราะห์ ( Synthetism ) ซึ่งต่อมาโกแกงมีฐานะคล้ายผู้นำของกลุ่มนี้
จิตรกรกลุ่มนี้มีความศรัทธาในตัวโกแกงมาก และนับถือโกแกงเสมือนอาจารย์กับศิษย์ คำพูด คำแนะนำของเขาถูกรวบรวมทีละเล็กทีละน้อยจนกลายเป็น “ ลัทธิ ” เป็นหลักการของพวกลัทธิสังเคราะห์ไป
เขาได้จัดความคิดความพยายาม ที่จะกำหนดกฎเกณฑ์ของสีให้เหมือนกับหลักของดนตรี เพื่อให้มนุษย์ได้รับรู้รสของสีโดยไม่จำเป็นต้องมีคำบรรยาย
โกแกงมีความสนใจในศิลปะของพวกอนารยะ และศิลปะของพวกประชาชนสามัญธรรมดาเขามีความเชื่อว่าจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมยุโรป มาจากศาสนนิยาย นิทานพื้นบ้าน เพราะฉะนั้น เขาอาจสร้างศิลปกรรมใหม่ขึ้นมาได้ โดยการศึกษาความคิดของพวกอนารยชน ดังนั้น จึงศึกษาพวกเครื่องปั้นดินเผาของชาวตะวันออก ชาวอินเดียนแดงเผ่าแอสเต็ค ซึ่งได้แสดงความรู้สึกออกมาราวกับเรื่องราวในนวนิยายอันลึกลับ
สำหรับผลงานชิ้นเยี่ยมของโกแกง คือ “ พระไครสต์สีเหลือง ” ( The Yellow Christ , ค.ศ. 1889 ) และภาพ “ ภาพเหมือนศิลปิน ” ( Self Portrait , ค.ศ. 1913 – 1894 )


ผลงาน




Tahitian Women on the Beach 1891 painting by Paul Gauguin






Paul Gauguin LA Orana Maria






Deux_Tahitienn





Paul Gauguin



พอล เซซานน์ ( Paul Cezanne , ค.ศ 1839 – 1906 ) เซซานน์เป็นศิลปินชาวฝรั่งเศสเกิดในครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างดี เซซานน์เข้ารับการศึกษาทางกฎหมายก่อนที่จะหันมาศึกษาศิลปะอย่างจริงจัง เขามีความศรัทธาและชื่นชมในชีวิตและผลงาน ของโมเนต์กับปิสชาร์โรเป็นอย่างมาก และเคยร่วมกลุ่มสร้างสรรค์งานกับพวกอิมเพรสชั่นนิสม์ แต่ในที่สุด เขาก็แยกตัวมาสร้างสรรค์งานตามความเชื่อของตน ( Duthting . 1994 : Foreword ) คือ ศิลปะมิใช่การจำลองแบบ ( Reproduction ) แต่เป็นการนำเสนอ ( Representation ) ของศิลปินที่มีต่อความเป็นจริง นอกจากนี้ เขายังมีความเชื่อต่อกลวิธีศิลปะว่าการวาดเส้น ( Drawing ) กับการระบายสี ( Painting ) มีความคล้ายคลึงกัน ด้วยขณะที่เขาระบายสี เซซานน์ได้ละทิ้งวิชาทัศนียภาพด้วยเส้น ( Linear Perspective ) ที่เคยทำกันมาแต่โบราณกาล เขามุ่งเข้าหาความคิดใหม่ทางด้านสี ซึ่งเป็นวิชาทัศนียภาพอีกรูปแบบหนึ่งอันแตกต่างไปจากของเดิม คือ ให้สีเป็นผู้กำหนดความลึกตื้นหรือระยะใกล้ไกล แทนเส้น
นอกจากเซซานน์บุกเบิกงานจิตรกรรม ให้ก้าวหน้าไปจากพวกอิมเพรสชั่นนิสม์ได้กระทำนอกเหนือไปจากสี ปริมาตร ฯลฯ เซซานน์ยังได้ทำการผันแปรรูปทรงด้วย
สำหรับผลงานชิ้นสำคัญของพอล เซซานน์ คือ ภาพนาฬิกาทำด้วยหินอ่อนสีดำ ( Black Marble Clock ) ค.ศ. 1869 , บ้านของชายผู้แขวนคอตาย ( La Maison du Pendu ) ค.ศ. 1873 และทิวทัศน์ ( Lac d Amecy )


ผลงาน





Cézanne, Paul
Still Life with Peppermint Bottle
1890-1894






ลิ้งคของ เซซานลองดู

www.racingmix.com/word/cezanne.htm

-House on the Marne- by Paul Cezanne
//www.whitehouse.gov/history/art/images/261.html




ทูลูส โลเทรค ( Henri de Toulouse – Lautrec , ค.ศ. 1864 – 1901 ) โลเทรคเป็นจิตรกรที่เป็นบุตรของขุนนางชั้นสูง เขาโชคร้ายที่เป็นคนพิการขาหักจากการประสบอุบัติเหตุ และตกม้าจนพิการตลอดชีวิต เขาจึงเป็นจิตรกรที่มีร่างกายเตี้ยแคระแกรนไม่เติบโต แต่สิ่งที่เขามีอย่างดีคือความเฉลียวฉลาดในการศึกษาทุกด้าน โดยเฉพาะด้านศิลปกรรม เขาเลือกศึกษาศิลปะแนวหลักวิชาเป็นการเบื้องต้น แต่ในระยะหลังเขาได้หันมาสร้างงานตามแบบโพสท์อิมเพรสชั่นนิสม์ ด้วยการใช้ชีวิตและทำงานในย่านมองมาร์ต แหล่งชุมชนศิลปิน และสถานเริงรมณ์ถึง 13 ปี ทำให้เขาได้รู้จักกับศิลปินอย่างหลากหลาย รวมทั้งการได้รู้จักและมีความสัมพันธ์กับแวนโก๊ะด้วย
ผลงานของทูลูส โลเทรคเต็มไปด้วยชีวิตชีวา เขาสร้างงานเท่าที่สังเกตเห็นได้ไนสิ่งต่างๆ และเสนอออกอย่างตรงไปตรงมา ทางด้านรูปแบบก็มีลักษณะแบบและกล้า การใช้เส้นก็เป็นไปอย่างสละสลวย มีอิสระยิ่ง ส่วนวิธีระบายสีนั้นเขาใช้สีน้ำมันผสมกันน้ำมันจนเหลวและระบายให้ฉ่ำคล้ายสีน้ำ รูปร่างของคน การจัดภาพ เส้นที่โค้งสะบัดอย่างสนุกสนาน เหล่านี้ล้วนเป็นลักษณะพิเศษ ทูลูส โลเทรค ที่แสดงให้เห็นความสนใจในร่างที่เคลื่อนไหว ดังเช่น ภาพชีวิตคนในสถานเริงรมย์ ภาพเหล่านั้นมีลีลาแสดงกิริยาอารมณ์ได้อย่างยิ่ง

วงการศิลปะได้สูญเสียจิตรกรคนสำคัญคนหนึ่งซึ่งได้ชื่อว่า ไม่มีทฤษฎี ไม่มีการบันทึกถึงความสามารถในด้านบุกเบิกสุนทรียภาพใหม่ๆ ผลงานที่เขาสร้างขึ้นนั้นเป็นการ “ การบันทึก ” เท่าที่เขาเห็นและเข้าใจ ปราศจากความคิดเห็น ไม่มีความสงสาร ไม่มีอารมณ์รู้สึก ไม่มีการกล่าวหา และไม่มีการส่อเสียดใดๆ ทั้งสิ้น


ผลงาน




Henri de Toulouse-Lautrec At the Moulin Rouge 1892-1895






Henri-Marie-Raymond de Toulouse Lautrec Monfa





วินเซนต์ แวนโกะ (Vincent Van Gogh , ค.ศ 1853 – 1890 ) แวนโก๊ะเป็นบุตรชายของพระนิกายโปรเตสแตนท์ชาวฮอลันดา เขาเป็นคนที่เอาจริงเอาจังกับการใช้ชีวิตมาตั้งแต่เด็ก เขาสัมผัสศิลปะจากการเป็นพนักงานจำหน่ายภาพให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง แล้วหันเหชีวิต มาเป็นครู เป็นพระ และย้อนกลับมาเป็นจิตรกร เมื่ออายุได้ 27 ปี และได้รู้จักกับจิตรกรร่วมสมัยกันหลายคน อาทิ โลเทรก , เบอร์นาร์ด และ โกแกง ซึ่งจิตรกรคนหลังนี้เขาได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน แต่ความเห็นไม่ลงรอยจนถึงกับทะเลาะวิวาทกัน ส่งผลต่อสภาพจิตใจของแวนโก๊ะเป็นอย่างมาก จนนักประวัติศาสตร์ศิลป์หลายคนเชื่อว่า ความขัดแย้งอย่างรุนแรงดังกล่าวมีส่วนทำให้แวนโก๊ะมีจิตผิดปกติ และต่อมาอีสองปี แวนโก๊ะก็ปลิดชีพตนเองด้วยปืนในที่สุด
แวนโก๊ะเป็นศิลปินที่มีอารมณ์รุนแรงผู้หนึ่ง จนนักวิจารณ์ศิลปะบางคน กล่าวว่าแวนโก๊ะ วิกลจริต โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากผลงานช่วงสุดท้ายของชีวิต เช่น ภาพราตรีประดับดาว ( The starry Night ) ซึ่งเขียนไว้ในปี ค.ศ. 1889
สำหรับผลงานแวนโก๊ะที่ได้รับการยกย่องว่าเยี่ยมยอด มี 3 ภาพ คือ ภาพ “ คนกินมัน ” ( Potato Eaters , ค.ศ. 1885 ) , “ ดอกทานตะวัน ” ( Sun Flower , ค.ศ. 1888 ) และ “ ใบหน้าของศิลปิน ” ( Self Portrait , ค.ศ. 1890 )


ผลงาน





Sunflowers (Still Life: Vase with Fifteen Sunflowers) 1888
Van Gogh's Room at Arles, 1889





ภาพราตรีประดับดาว ( The starry Night ) ค.ศ. 1889






Arles




 

Create Date : 11 กันยายน 2551    
Last Update : 5 ตุลาคม 2551 18:14:18 น.
Counter : 11105 Pageviews.  

ศิลปกรรมลัทธินีโออิมเพรสชั่นนิมส์ Neo - Impressionism Art

ศิลปกรรมลัทธินีโออิมเพรสนิสม์ Neo – Impressionism Art




นีโออิมเพรสชั่นนิสม์ เป็นลัทธิศิลปะที่ เฟลิกซ์ เฟเนออง ( Felix Feneon , ค.ศ. 1861 - 1944 ) นักเขียนและนักวิจารณ์ศิลปะชาวฝรั่งเศส นำมาใช้เป็นชื่อบทความศิลปะของเขาชื่อ “Neo – Impressionisme ” ในนิตยสารชื่อ “ L Art Moderne ” ฉบับเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1887 ( สงวน รอดบุญ .2523 : 109

)



ในเชิงประวัติศาสตร์ศิลปะลัทธินี้เกิดมาจากผลสะท้อนจากลัทธิอิมเพรสนิสม์ กล่าวคือ ในขณะที่ศิลปกรรมลัทธิอิมเพรสนิสม์ ในฐานที่เป็นศิลปะสมัยใหม่ที่ยิ่งใหญ่ และโดดเด่นในยุโรป ด้วยมีศิลปินและสาธารณชนให้ความนิยมเป็นอย่างสูงสุดกำลังลดบทบาทลง ศิลปะลัทธินีโออิมเพรสนิสม์ก็ได้แสดงบทบาทเด่นชัดขึ้นมาแทน ศิลปินผู้นำในลัทธิอิมเพรสนิสม์ใหม่นี้ คือ เซอราท์กับซียัค ( Hartt.1993: 945 – 947 ) อันเป็นผลมาจากการที่พวกเขาไม่เห็นด้วยกับแนวทางของศิลปะลัทธิอิมเพรสนิสม์ ซึ่งยังคงมุ่งมั่นที่จะแสดงออกด้วยรูปทรงอันเลือนราง เสมือนสรรพสิ่งและสรรพธาตุไร้ความหมาย และพวกไม่เห็นด้วยกับประกายแสงบนพื้นภาพที่กระจายตัวไม่เด่นชัด




จากการไม่เห็นด้วยและจากความเชื่อทางศิลปะที่แตกต่าง ศิลปินกลุ่มนี้ได้แสดงความเชื่อทางศิลปะดังกล่าว ผ่านกลวิธีศิลปะในผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยการประสานอนุภาคของสีที่ถูกแตะแต้มเป็นจุดเล็ก ๆ ตามหลักทฤษฏีทางฟิสิกส์ที่ว่า แสงคืออนุภาคของสี




ศิลปินดังกล่าวพยายามนำแสงเข้ามาสัมพันธ์กับสี โดยการระบายสีให้เกิดริ้วรอยพู่กันขนาดเล็กด้วยสีสดใสโดยไม่เกลี่ยสี ลักษณะรูปแบบนี้ถูกเรียกอีกชื่อว่า ลัทธิจุดสี หรือ Pointilism หรือ Divisionism โดยศิลปินจะปล่อยให้จุดสีที่แต้มไว้อย่างพราวแพรวเกิดการผสานผสมกันในดวงตาผู้ดู เพื่อให้เกิดการผสานสัมพันธ์ระหว่างการมองเห็นสีและแสงไปพร้อมกัน




ความแตกต่างระหว่างจิตรกรรมลัทธิอิมเพรสนิสม์กับลัทธินีโออิมเพรสนิสม์นอกจากการพัฒนารอยพู่กันไปสู่การแต้มสีเป็นจุดเล็กๆ เพื่อให้สีและน้ำหนักสีที่ตัดกันมากขึ้น เกิดประกายแสงกระจ่างชัดแล้ว ในส่วนของรูปทรงวัตถุบนพื้นภาพ ก็จะได้รับการเน้นให้เด่นชัดว่าลัทธิอิมเพรสนิสม์ โดยศิลปินปรับรูปทรงจากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มองเห็น ไปสู่รูปทรงและโครงสร้างใหม่บนผืนภาพ ด้วยการตัดทอนและสร้างรูปทรงให้ดูง่ายขึ้น โดยใช้โครงสร้างเรขาคณิตเข้ามาช่วยกรายๆ เพื่อให้มีการผสานสัมพันธ์กับวิธีการระบายสีเป็นจุดเล็ก ๆ ที่ไม่เหมาะสมต่อการระบายหรือสร้างให้เกิดรูปทรงที่ซับซ้อนได้ ( วิรุณ ตั้งเจริญ .2535 : 16 – 17 )




ศิลปินลัทธินีโออิมเพรสนิสม์


กลุ่มศิลปินลัทธินีโออิมเพรสนิสม์นอกจากเซอราต์และซียัคแล้ว ยังมีแม็กซีมิเลียนลูช( Maximilien Luce , ค.ศ. 1858 – 1941 ) และ อังรี เอ็ดมองค์ กรอส ( Henry Edmond Gross , ค.ศ. 1856 – 1910 ) ต่อมามีคามิล ปีสซาโร จิตรกรคนสำคัญลัทธิอิมเพรสนิสม์เข้ามาร่วมด้วย





พอล ซียัค ( Paul Signac , ค.ศ. 1863 – 1935 ) ซียัคเป็นจิตรกรฝรั่งเศสเป็นชาวปารีสโดยกำเนิดเขาได้รับแรงบันดาลใจจากการเข้าชมงานนิทรรศการจิตรกรรมของโมเนท์ และได้รับการแนะนำในการสร้างสรรค์ศิลปะจากโมเนท์เป็นอย่างดี และเขาก็เริ่มต้นด้วยการสร้างสรรค์จิตรกรรมตามแนวทางลัทธิอิมเพรสชั่นนิสม์ทันที ซียัคเป็นศิลปินที่มีความเฉลียวฉลาด และมีความเพียรพยายามสูง เขาประสบความสำเร็จในการทำงานศิลปะจนได้รับรางวัลหลายรางวัล ต่อมาซียัคได้พบกับศิลปินลัทธินีโออิมเพรสชั่นนิสม์ คือ ครอสส์ และ เซอราต์ พวกเขาได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและทฤษฎีทางศิลปะระหว่ากันอยู่เสมอ เป็นผลทำให้ซียัคได้เปลี่ยนแนวทางศิลปะจากลัทธิอิมเพรสชั่นนิสม์ สู่ลัทธินีโออิมเพรสชั่นนิสม์ โดยเฉพาะเขาได้เป็นบุคคลสำคัญด้านวิชาการของกลุ่มนีโออิมเพรสชั่นนิสม์ ทำการเผยแพร่ทฤษฎีและหลักการทางศิลปะแนวทางลัทธินีโออิมเพรสชั่นนิสม์สู่ศิลปินคนอื่น ๆ และสาธารณชนได้อย่างกว้างขวาง
ซียัคมีผลงานจำนวนมากสำหรับผลงานที่มีชื่อเสียงของเขาคือ ภาพ “ คฤหาสน์ที่กองบลาต ” ( ค.ศ. 1887 ) ภาพ “ ท่าเรือเซนต์โทรเปซ ” ( ค.ศ. 1894 )

ผลงาน




port-marseille










petit-dejeune





signac-dimanche





signac-saint-tropez




จอร์จปีแอร์ เซอราต์ ( Georges Pierre Seurat , ค.ศ. 1850 – 1891 ) เซอราต์เริ่มต้นศึกษาศิลปกรรมที่แบบแผนกับศิลปินและด้วยการคัดลอกผลงานศิลปินคนสำคัญสมัยพื้นฟูศิลปะวิทยาการ ผสานไปกับการค้นคว้าเกี่ยวกับทฤษฎีของแสงอาทิตย์อย่างละเอียดและจริงจัง ทำให้ผลงานในระยะแรกของเขามีลักษณะเป็นแบบลัทธิอิมเพรสชั่นนิสม์ ต่อมาเขาได้ปรับปรุงการสร้างสรรค์ของตนเองจนผลงานมีแบบฉบับนีโออิมเพรสชั่นนิสม์ แนวทางการสร้างสรรค์ของเขากก็ทำให้ซียัค และปิสซาร์โรให้ความสนใจ และปฏิบัติตามผลงานทีมีชื่อเสียงของเซอราต์และถือว่าเป็นผลงานของลิทธินีโออิมเพรสชั่นนิสม์ด้วย คือ ภาพเขียนชื่อ “ ตอนบ่ายวันอาทิตย์ที่เกาะเลอกรองต์แจตต์ ” ( Sunday After noon on the Island of Le Grande Jatte )


ผลงาน




"(1890) The channel at Gravelines, in the direction of the sea"
Georges-Pierre Seurat






Sunday Afternoon on the Island of La Grande Jatte, 1884-1886



คามิลล์ ปีสซาโร ( Camille Pissarro ค.ศ. 1830 – 1903 ) ปิสซาโรเป็นจิตรกรชาวฝรั่งเศส ปีสซาโรเข้าศึกษาศิลปะในกรุงปารีสและเริ่มเขียนภาพตั้งแต่อายุ 11 ปี เขาเป็นผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียนทางศิลปะอย่างเข้มข้นจริงจังคนหนึ่งปีสซาโรเป็นจิตรกรที่เริ่มต้นการสร้างงานเช่นเดียวกับซียัค คือ เริ่มจากการเขียนภาพแนวอิมเพรสชั่นนิสม์และเป็นแกนนำสำคัญของลัทธิดังกล่าวก่อนที่จะหันมาให้ความสนใจ และสร้างงานจิตรกรรมตามแนวทางนีโออิมเพรสชั่นนิสม์อย่างมุ่งมั่นและทุ่มเท ทำให้ผลงานตามแนวทงดังกล่าวของเราได้รับการยอมรับ และเขามีชื่อเสียงหลายภาพ อาทิ ภาพเกาะลาครัวซ์ เมืองรูอองในม่านหมอก ( ค.ศ. 1888 ) โดยเฉพาะภาพถนนมองท์ยามใกล้ค่ำ ( ค.ศ. 1897 )


ผลงาน




"The Boulevard Montmartre on a Winter Morning"
Camille Pissarro





Photo courtesy Archives Musée Camille Pissarro, Musées de Pontoise, France






Peasants’ houses, Éragny, 1887





Minette, 1872




 

Create Date : 11 กันยายน 2551    
Last Update : 5 ตุลาคม 2551 17:53:39 น.
Counter : 16511 Pageviews.  

ศิลปกรรมลัทธิอิมเพรสชั่นนิมส์ Impressionism Art

ศิลปกรรมลัทธิอิมเพรสชั่นนิสม์ Impressionism Art




ศิลปกรรมลัทธิอิมเพรสชั่นนิสม์ ปรากฏต่อสาธารณชนและวงการศิลปกรรมอย่างเป็นทางการ ในปี ค.ศ. 1874 เมื่อจิตรกรหนุ่มกลุ่มหนึ่งได้จัดการแสดงผลงานที่ห้องแสดงภาพของเนดาร์ ( Nadar ) ณ กรุงปรารีส ประเทศฝรั่งเศส และแม้ว่าศิลปินกลุ่มนี้เปิดการแสดงงานศิลปกรรมอย่างเงียบ ๆ แต่ผลงานของพวกเขาก็ได้สร้างความตื่นตระหนก และได้รับการประณาม เยาะเย้ย เฉพาะอย่างยิ่งการตำหนิถางภาพเขียนที่มีชื่อว่า Impressionism , Sunrise หรือภาพ ความประทับใจพระอาทิตย์ยามอรุณ ที่โมเนต์เขียนขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1872 ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานทที่ปรากฏในห้องนิทรรศการว่าเป็นภาพเขียนที่ความอัปลักษณ์ หยาบกระด้าง กลุ่ม Impressionism อันมีที่มาจากชื่อ ภาพเขียนของโมเนต์ดังกล่าว แต่แทนที่ศิลปินหนุ่มกลุ่มนี้จะเคียดแค้น ชิงชัง ตรงกันข้ามพวกเขากลับแสดงความยินดี และน้อมรับเอาชื่อที่ถูกเรียกเชิงประชดประชันและเหยียดหยาม จากนักวิจารณ์ที่ไม่ปรารถนาดีมาเป็นชื่อกลุ่มหรือลัทธิศิลปะของตน คือ ลัทธิอิมเพรสชั่นนิสม์ หรือ “Impressionism ”





ในช่วงเวลาไม่นานนักศิลปะลัทธิอิมเพรสชั่นนิสม์ ก็เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางและกลายเป็นรูปแบบหรือแนวทางศิลปกรรม ที่ได้รับการยอมรับของสาธารณชน และวงการศิลปกรรมอย่างสูงที่สุด

นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการศิลปกรรมและนักประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตกกลุ่มหนึ่งให้ความเห็นว่า อิมเพรสชั่นนิสม์เป็นจุดเริ่มต้นของศิลปกรรมสมัยใหม่ ด้วยมีการฉีกกลวิธีจิตรกรรมที่ศิลปินช่วงก่อนเคยสร้างสรรค์ด้วยวิธีการเกลี่ยเรียบมาเป็นรูปแบบป้ายและให้สีผสานผสมกันในดวงตาผู้ดู

หากพิจารณาในเชิงวิวัฒนาการจะพบว่า ศิลปกรรมแบบอิมเพรสชั่นนิสม์ได้วิวัฒนาการมาจากศิลปกรรมลัทธินีโอคลาสสิก โรแมนติก เรียลิสม์ และพัฒนากลายเป็นศิลปกรรมลัทธิอิมเพรสชั่นนิสม์ในที่สุด ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากความเบื่อหน่ายของศิลปิน ที่มีต่อศิลปะลัทธินีโอคลาสิก ลัทธิเรียลิสม์ ซึ่งสร้างสรรค์ผลงานอยู่ภายใต้กรอบเกณฑ์ทางความงาม ความสมบรูณ์ ตามหลักการจัดภาพแบบเดิมของแนวเดิมของแนวนีโอคลาสสิก

สาเหตุต่าง ๆ ดังกล่าวที่เข้าไปปะทะสังสรรค์สังคมยุโรป และเป็นเงื่อนไขใหม่ของศิลปินตะวันตก ทำให้ศิลปินยุโรปซึ่งอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางศิลปกรรมมีความสนใจต่างกัน สามารถจำแนกได้เป็น 2 พวก คือ พวกหนึ่งสนใจที่จะพยายามรักษาแบบแผนเดิม ในขณะอีกพวกหนึ่งสนใจที่จะพยายามเสาะหาลักษณะรูปแบบศิลปกรรมใหม่ เพื่อแสดงออกแบบใหม่ สำหรับความสนใจของกลุ่มหลังได้กลายเป็นสาเหตุสนับสนุนให้ลัทธิอิมเพรสชั่นนิสม์ปรากฏขึ้น และการขยายตัวในฝรั่งเศลและยุโรปอย่างรวดเร็ว ( Denvir. 1991 : 9 -11 )





กล่าวสำหรับความเชื่อทางศิลปะของลัทธิอิมเพรสชันนิสม์โดยสรุป



1. ความรู้สึกประทับใจครั้งแรกมีคุณค่ามากที่สุด และหน้าที่ของศิลปินคือจะต้องแสดงความรู้สึกนั้นให้ปรากฏให้เห็นได้ด้วยวิธีใดก็ตาม



2. การรับรู้ของมนุษย์ที่สร้างให้เกิดความประทับใจนั้นอยู่กับแสงกับเงามนุษย์จะมองเห็นสิ่งต่างๆได้ เพราะแสงกับเงาเท่านั้น



3. สีเป็นเรื่องของความรู้สึก รสนิยม และความจริงใจ และมีความสำคัญยิ่งในการแสดงออกทางศิลปะ ถ้าปราศจากสีแล้วศิลปะจะไม่เกิดขึ้น ยิ่งกว่านั้นความสำคัญของผิวหน้า ( Texture ) ก็มีคุณค่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสีเลย



4. เรื่องราวที่เห็นด้วยตามนุษย์เอง มีคุณค่ามากกว่าเรื่องที่ไม่เคยเห็น และโดยเฉพาะเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เป็นจริงขณะนั้น ยิ่งมีคุณค่าสูงยิ่งขึ้น




5. ธรรมชาติให้แต่เพียงวัตถุดิบเท่านั้นเอง มนุษย์เป็นผู้ปรุงแต่งวัตถุดิบเหล่านั้น ด้วยความรู้สึกประทับใจ ทักษะและความคิดสร้างสรรค์




6. การรู้จักตัดทอนให้เหมาะสม ในทางศิลปกรรมถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง และมีคุณค่าสูง เปรียบเสมือนคนที่เข้าใจพูดสั้นๆ แต่ได้ใจความ ( อารี สุทธิพันธุ์. 2528 : 172 – 173 )




กล่าวโดยสรุปแล้วศิลปินกลุ่มอิมเพรสชั่นนิสม์ ได้เข้าถึงการแสดงออกเรื่องแสง โดยใช้หลักทฤษฏีแสงอาทิตย์มาช่วยให้สีมีความกระจ่างสดใสยิ่งขึ้น พวกเขาเขียนภาพภายใต้การผสานกันด้านรูปทรงที่เกิดขึ้นด้วยสี แสงและเงา รวมทั้งแสงสะท้อนและเงาที่ตกทอดด้วย รวมไปถึงการนำหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบมาผสมผสานกับลัทธิธรรมชาตินิยม( Naturalism ) ผนวกเข้ากับความสามารถเฉพาะตัวของศิลปินแต่ละคน ถือว่าเป็นทางออกศิลปะโดยไม่บังคับตนเอง และสามารถปลดปล่อยทุกสิ่งทุกอย่าง




ศิลปินลัทธิอิมเพรสนิสม์



ศิลปินกลุ่มอิมเพรสชันนิสม์มีหลายคนที่สำคัญ คือ มาเนต์ ( Manet) โมเนต์ ( Monet ) ปิซาโร ( Pissaro ) เรอนัวร์ ( Renoir ) เดกาส์ ( Degas ) ซีสลี ( Sisley ) ทูลูส โลเทรค ( Toulouse Lautrec ) และ โรแดง ( Rodin )





อีดูวาร์ด มาเนต์ ( Edouatd Manet , ค.ศ. 1832 – 1883 ) เป็นศิลปินชาวฝรั่งเศสเกิดในครอบครัวผู้มีฐานะดีเขาได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำกลุ่มลัทธิอิมเพรสชันนิสม์ แต่สำหรับศิลปินหัวก้าวหน้า ในช่วงนั้น กลับให้ความชื่นชมมาเนต์ว่าเป็นวีรบุรุษทางศิลปะ เป็นนักบุกเบิกคนสำคัญแห่งยุคสมัย



ในความเป็นจริงผลงานของมาเนต์ก็เป็นแรงบันดาลใจให้กับการสร้างสรรค์ศิลปะกรรมอิมเพรสชันนิสม์แก่ศิลปินหลายคน



กระนั้นผลงานเขาช่วงมีชีวิตกก็มิได้ประสบความสำเร็จด้านการขาย จนกระทั่งเขาเสียชีวิตผลงานอันทรงคุณค่า จึงเริ่มได้รับความชื่นชมจากสาธารณชน และกลายเป็นผลงานที่มีราคาสูงที่สุดคนหนึ่งของโลก



ผลงาน







"Le D้jeuner sur l'Herbe" 1863





Edouatd Manet



โคลด โมเนต์ ( Claude monet ค.ศ. 1840 – 1926 ) โมเนต์เป็นจิตรชาวฝรั่งเศสที่มีความสนิทสนมกับมาเนต์ เขาเป็นจิตรกรที่มีความสามารถสูงและมีความเฉลียวฉลาดในการเรียนรู้จากแหล่งต่างๆ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนทัศนะกับบรรดาศิลปินผู้มีชื่อเสียงในยุคนั้น ซึ่งต่อมาล้วนกลายเป็นศิลปินผู้มีบทบาทต่อการแลกเปลี่ยนแปลงลักษณะรูปแบบศิลปกรรมแบบเก่าสู่ผลงานลัทธิอิมเพรสชันนิสม์อย่างแท้จริง



อย่างไรกก็ตามในระยะต่อมาผลงานของโมเนต์ก็เป็สที่ยอมรับ ทำให้เขาขายงานได้ และได้รับการยกย่องอย่างสูงจากสาธารณชน แม้ว่าจะเป็นในช่วงระยะท้ายชีวิตของเขาก็ตาม โมเนต์ถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. 1962 ขณะมีอายุได้ 86 ปี


ผลงาน






ชื่อภาพ Madame Monet and Her Son






ความประทับใจพระอาทิตย์ยามอรุณ



เอ็ดการ์ เดการ์ ( Edgar Degas , ค.ศ. 1834 – 1917 ) เดการ์เป็นศิลปินผู้มีฐานะดี เขาเป็นบุตรชายของนายธนาคารผู้มั่งคั่ง ด้วยความรักในศิลปะทำให้เขากล้ายเป็นลูกที่ไม่ตามใจพ่อแม่ ที่ต้องการให้เรียนวิชาการด้านกฎหมายเพื่อมาดูแลธุรกิจ เขาหันหลังให้กับการเรียนวิชากฎหมายสู่การศึกษาศิลปะในสถาบัน ผลงานของเขาจึงได้รับอิทธิพลจากประสบการณ์ตรง และความพร้อมด้านการเงิน และการเดินทางศึกษาความรู้ทางกศิลปกรรม เนื้อหาในผลงานเขามักจะมีเรื่องราวเกี่ยวกันเทพนิยาย ศาสนา และประวัติศาสตร์ ในระยะหลังเขาได้สนใจวิถีชีวิของเมืองในแง่มุมต่าง ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะภาพการเต้นรำ หรือนางระบำ และนอกจากเดการ์จะเป็นผู้มีความสามารถทางจิตรกรรมแล้ว เขายังมีแววให้เห็นความสามารถด้านประติมากรรมอย่างดีเยี่ยมอีกด้วยและประติมากรรมของเขาได้แสดงให้เห็นถึงการแสดงออก ตามแนวอิมเพรสชั่นนิสม์อย่างแท้จริง กล่าวคือ เป็นการแสดงออกถึงความประทับใจมากกว่าที่จะแสดงส่วนละเอียดอย่างชัดเจน ดังประติมากรรมสมัยกรีก โรมัน และในวงการประติมากรรมสมัยใหม่ ก็ได้รับอิทธิพลจาผลงานประติมากรรมของเดการ์ค่อนข้างมากทีเดียว


ผลงาน






Dancing Examination / 1874







Image:Edgar Degas - Chasse de danse



ปิแอร์ ออกุสต์ เรอนัวร์ ( Pierre Auguste Penoir, ค.ศ. 1841 – 1919 ) เรอนัวร์เป็นจิตรกรอิมเพรสชั่นนิสมชาวฝรั่งเศสอีกคน เขาศึกษศิลปะจากการ ชมผลงานในพิพิธภัณฑ์ลูฟว์ และจากการสอนของเกล แยร์ ทำให้เขาได้พบกับจิตรกรแกนนำคนสำคัญลิทธิอิมเพรสชั่นนิสม์ คือ โมเนต์ ซีสลี และบาชีย์ และทำให้เขาได้ทำงานศิลปะตามแนวทางอันแสนรักด้วยกันบ่อยครั้ง
เรอนัวร์เป็นจิตรกรอิมเพรสชั่นนิสม์ ที่มีความสามารถสูงในการเขียนภาพคนและแง่มุมด้านทัศนีวิทยาของสถาปัตยกรรมและทิวทัศน์ โดยการแสดงสีที่ดูสดใส มีบรรยายกาศที่ใสสะอาดราวกับสิ่งต่างๆ ในภาพเป็นของเหลว ด้วยการประสานสัมพันธ์ระหว่างสีที่เป็นเงาและสีที่เป็นเงาและสีที่เป็นแสงสว่าง เขาได้ชื่อเป็นผู้ที่ใช้สีได้สดใส และมีผู้นิยมผลงานของเขาตั้งแต่ครั้งยังมีชีวิตอยู่ ระยะหลังเรอนัวร์ยังสร้างงานประติมากรรมแนวอิมเพรสชั่นนิสม์ไว้จำนวนหนึ่ง ซึ่งกลายเป็นแบบฉบับของประติมากรรมสมัยใหม่ที่สำคัญที่ลักษณะรูปแบบหนึ่งของวงการประติมากรรมสากล ปัจจุบันผลงานของเรอนัวร์จัดว่ามีราคาสูงสุดคนหนึ่งของโลก


ผลงาน













โรแดง ( August Rodin , ค.ศ. 1840 – 1917 ) โรแดงเป็นศิลปินได้รับการยอมรับและยกย่องว่าเป็นประติมากรรมที่แท้จริงของศริสตศตวรรษที่ 19 โรแดงมีวิธีการปั้นเน้นส่วนที่ต้องการแสดงออก และรักษาส่วนที่น่าสนใจของวัตถุที่นำมาใช้ปั้นให้คงเดิมไว้ ลักษณะรูปแบบของภาพปั้นแสดงความรู้สึกประทับใจตามแนวอิมเพรสชั่นนิสม์อย่างเด่นชัด อันที่จริงผลงานของเขาแสดงออกให้เห็นว่าเขาเป็นประติมากรที่นิยมการสร้างสรรค์ที่นิยมของจริง ( Dramatic Realist ) และนิยมอารมณ์ตามแนวโรแมนติก ซึ่งผลงานประติมากรรมสลักหิน ชื่อ “จูบ ” ( The Kiss ) จัดเป็นกรณีตัวอย่างในส่วนนี้ได้ชัดเจน โรแดงแสดงความสมบูรณ์ของร่างกายและท่าทางของหญิงชายประกอบกับแสดงอารมณ์รักใคร่ได้อย่างสุดกซึ้ง
ดังกล่าวจะสร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็นได้เป็นอย่างมาก ผลงานของเขาจึงเป็นตัวอธิบายประติมากรรมแบบอิมเพรสชั่นนิสม์ได้เป็นอย่างดีทีเดียว



ผลงาน






Rodin, Auguste - La Danaïde (Danaid) - (vers 1885-1886)






Rodin, Auguste - "Iris, Messenger of the Gods" - (1895)





Rodin, Auguste - "Le Baiser (The Kiss)" - (1881-1898)






Rodin Auguste





 

Create Date : 11 กันยายน 2551    
Last Update : 5 ตุลาคม 2551 17:34:30 น.
Counter : 4614 Pageviews.  

ศิลปกรมสมัยใหม่กลุ่มลัทธิอิมเพรสชั่นนิมส์

ศิลปกรรมสมัยใหม่กลุ่มลัทธิอิมเพรสชั่นนิสม์

แนวคิด


ศิลปะลัทธิอิมเพรสชั่นนิสม์มีลักษณะรูปแบบศิลปะ ( Art Style ) ด้านรูปแบบศิลปะ ( Art Form ) และวิธีศิลปะ ( Art Technique ) ค่อนข้างแตกต่างจากศิลปะตะวันตกแบบเดิมที่เคยถือปฏิบัติสืบทอกกันมา โดยเฉพาะกลวิธีป้ายสีที่ไม่เกลี่ย เพื่อให้สีเกิดการผสมกันในดาวตา สร้างความรู้สึกระยิบระยับแพรวพราวแทนความพยายามในการเกลี่ยสีให้เรียบเนียน เพื่อเลียนแบบให้เหมือนจริงตามสภาวะธรรมชาติ ก็ทำให้วงการศิลปะได้ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่อย่างเต็มตัว และวิธีการเปลี่ยนแปลงลักษณะรูปแบบศิลปะของศิลปินลัทธิอิมเพรสชั่นนิสม์ ได้กลายเป็นแนวทางการคิดค้น และสร้างสรรค์ศิลปะสมัยใหม่อย่างหลากหลายในระยะต่อมา สำหรับศิลปะในกลุ่มอิมเพรสชั่นนิสม์ได้วิวัฒน์เป็น 3 ลัทธิศิลปะ คือ อิมเพรสชั่นนิสม์ นีโออิมเพรสชั่นนิสม์ และ โพสท์อิมเพรสชั่นนิมส์







 

Create Date : 10 กันยายน 2551    
Last Update : 5 ตุลาคม 2551 18:14:46 น.
Counter : 323 Pageviews.  


tlemovie
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




รายงานตัวครับ
lOGO background
Friends' blogs
[Add tlemovie's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.