Group Blog
 
All Blogs
 

วิวัฒนาการความคิดจากเด็กชายถึงนายมารค์

รัฐบาลมารค์ 1 ที่นักข่าวต่างชาติบอกว่าหัวหน้ารัฐบาล มีจุดแข็งที่อายุน้อยและหน้าขึ้นกล้อง.... โตและจบโทจากอังกฤษ...... ไม่มีจุดด่างพร้อยในอาชีพนักการเมือง...... นี่ถ้าไม่ใช่การประชดของ นักข่าวอังกฤษคนนั้น ก็ต้องถือว่านักข่าวคนนี้มีวิสัยทัศน์ต่ำได้น่าสงสารล่ะนะ

เรื่องบุคลิกหน้าตาอาจมีส่วนอยู่บ้างในการเป็นจุดแข็งของนายมารค์ ซึ่งอาจทำให้คนที่มองคนอื่นอย่างฉาบฉวยสนับสนุน (อย่างน้อยก็ในช่วงแรกของการทำงาน)....... แต่การเติบโตในต่างประเทศ การมาจากครอบครัวที่มีอันจะกินจากการที่พ่อและแม่เป็นหมอที่สนใจงานบริหารมากกว่ารักษาผู้ป่วย (ยากจน) รวมทั้งการที่ขาดสำนึกของตัวเองในการที่จะคบหาสมาคมกับผู้คนในชนชั้นต่างๆ...... ต่างก็เป็นจุดอ่อนที่ทำให้นายมารค์ ขาดความเข้าใจรากเหง้าสังคมไทยอย่างถ่องแท้และทั่วถึง...... ซึ่งตรงกับความจริงที่ว่านายมารค์มีนิสัยไม่ติดดิน (นอกจากช่วงหาเสียง) มีนิสัยเสียแบบคนอังกฤษที่มองว่าตัวเองอยู่เหนือคนอื่นอย่างขาดรูปธรรมรับรอง (หมายความว่าชอบคิดเข้าข้างตัวเอง) และ สืบสันดานลัทธิจักรวรรดินิยมที่ชอบข่มเหงผู้คนในชนชาติอื่น ด้วยเข้าใจว่าตัวเองและพวกตนคืออารยะและคนอื่นคือจัณฑาล อ้างความชอบธรรมแบบอัตตานิยมที่ถือตัวเองเป็นศูนย์กลาง สิ่งที่คนอื่นทำผิดหมด ตัวเองทำจึงจะถูกต้อง....... แม้จะเป็นแนวทางและวิธีการเดียวกัน

เหตุผลที่กล่าวเช่นนี้ก็พิจารณาได้จากการปฎิบัติตัวของนายมารค์ในระหว่างที่เป็นฝ่ายค้านที่สวนทางทางกับช่วงที่กำลังจะมาเป็นรัฐบาล

นายมารค์ตั้งรัฐบาลในรูปแบบผลตอบแทนตามโควตาแบบทีทำกันเป็นประเพณีและที่ตัวเองเคยวิพากษ์วิจารณ์อย่างสาดเสียเทเสีย..... ใช้นโยบายประชานิยมที่กล่าวหานายทักษิณ (อย่างเป็นเครือข่าย) ว่าจะนำประเทศไปสู่หายนะ....โดยเฉพาะในอนาคต

จะเห็นได้ว่า.....นายมารค์เป็นคนที่ขาดความคิดสร้างสรรค์ จากการที่มีนโยบายหลักๆที่ลอกเลียนแบบมาจากรัฐบาลก่อนๆ......ซึ่งก็น่าเห็นใจนายมารค์อยู่เหมือนกัน เพราะตั้งแต่สมัยเป็นเด็กก็แต่งเรียงความ ที่ครูกำหนดหัวข้อว่า “ถ้าข้าพเจ้าเป็นนายกรัฐมนตรี” เด็กชายมารค์ก็เที่ยวแอบอ่านแต่เรียงความของเพื่อนๆ.....จึงทำให้จำได้แต่ของเพื่อนๆ ส่วนของตัวเองกลับจำไม่ได้ และการที่ได้แต่ลอกของเพื่อนๆจนกลายเป็นเรียงความที่ครูผู้สอนระอาและไม่นำมารวมเล่มกับเรียงความของเพื่อนๆ หนำซ้ำยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำไปว่าเขียนเรียงความไปว่าอย่างไรบ้าง จนต้องมาเที่ยวตามหาเรียงความนั้นในทุกวันนี้.....ทั้งๆที่น่าจะรู้อยู่แก่ใจแล้วว่ากระดาษแผ่นนั้นถูกรีไซเคิลไปเป็นขยะของขยะไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบแล้ว.....แสดงให้เห็นว่าเด็กชายมารค์เป็นเด็กที่ขาดความคิดสร้างสรรค์ตั้งแต่ไหนแต่ไร คิดเองไม่เป็น และตลอดสืบเนื่องมาจนเป็นนายมารค์อย่างที่ไม่มีเคยเปลี่ยนแปลงตัวเองในทางที่ดีขึ้นได้

ส่วนที่นักข่าวต่างชาติคนนั้นยกอ้างว่านายมารค์ไม่มีจุดด่างพร้อยในอาชีพนักการเมืองนั้น ก็ขอให้มองระยะยาวๆ เพราะที่ผ่านมานายมารค์ยังไม่มีโอกาสที่จะสร้างจุดด่างพร้อยให้ตัวเอง เราต้องรอให้นายมารค์มีโอกาสกับเขาบ้าง....เพราะดูจะมีความเป็นไปได้สูงโดย เห็นได้จากการคบหาสมาคมแต่กับนักธุรกิจหลังจากได้โปรดเกล้าในวันสองวันแรก...... ส่วนคนชั้นรากหญ้าก็คิดแต่จะเอางบประมาณไปอุดปากและหาเสียง แทนที่จะใช้โอกาสนี้สร้างระบบวิถีชีวิตพอเพียง ให้แรงงานกลับถิ่นฐานตัวเองสร้างรายได้องค์กรที่เข้มแข็งและพึ่งตนเอง (ซึ่งอาจเป็นในรูปแบบสหกรณ์ ) แทนที่พวกนักธุรกิจนายทุน ที่เป็นตัวการทำให้ค่าครองชีพสูงและสร้างความหายนะให้กับประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะพวกที่เมื่อไม่ได้อะไรที่ตนต้องการก็คอยสนับสนุนกลุ่มม็อบการเมืองอยู่เบื้องหลัง.....และควรต้องมาสาธยายอีกที




 

Create Date : 25 ธันวาคม 2551    
Last Update : 25 ธันวาคม 2551 14:00:33 น.
Counter : 274 Pageviews.  

ยุบพรรครัฐบาล ศาลต่างหาก ไม่ใช่พันธมิตร (ชนะ)

ผ่านไปอย่างที่ต้องมีวันสิ้นสุด แม้จะเป็นเพียงชั่วคราวสำหรับกรณียึดและบุกรุกสถานที่ราชการและสาธารณะของพันธมิตรที่เหลือไว้ด้วยความพินาศของสังคมไทย แต่พันธมิตรกลับเข้าใจว่าคือชัยชนะของตน

จริงๆแล้ว พันธมิตรไม่ต้องยึดสถานที่ชุมนุมเกือบ 200 วัน กรณี ยุบ 3 พรรคโดยศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ไม่ต้องมาก่อให้เกิดความเสียหายให้ประเทศชาติต้องพ่ายแพ้อย่างที่เกิดขึ้น “ยกเว้นแต่ว่าศาลรัฐธรรมนูญคือพวกพันธมิตร” พันธมิตรจึงจะมีความชอบธรรมที่จะอ้างประกาศชัยชนะอย่างที่สำคัญตน {(ผิด) หรือว่า "(ถูก)"}

จะอย่างไรก็แล้วแต่ถึงตรงนี้ เราควรเรียนรู้ที่จะสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม ประชาชนส่วนใหญ่ทั้งที่แสดงเจตนารมณ์ต่อต้านอย่างชัดเจนในช่วงเวลาที่ผ่านมา หรือที่นิ่งเงียบ กับพฤติกรรมล้างผลาญ ไร้เหตุผลที่เต็มไปด้วยทิฐิ ของพันธมิตร ก็คงต้องเตรียมตัวไม่ให้ความเหิมเกรียม และความก้าวร้าวเหล่านั้นกลับมาได้ พวกผู้นำของพันธมิตรและการ์ดที่ป่าเถื่อนต้องได้รับบทเรียนที่สอดคล้องกับพฤติกรรมที่ก้าวร้าวและน่าชิงชังด้วยการถูกจองจำในคุก และฝึกให้ท่องจำความหมายของคำว่าประชาธิปไตยให้เข้าสถิตอยู่โสตประสาทไขสันหลังที่ไร้สมองส่วนกลางที่ควบคุมดูแลสำนึกทางจริยธรรม (อย่างเช่นเดรัญฉาน) ที่จะไม่ทำให้สังคมส่วนรวมต้องเดือดร้อนและหดหู่ อีกต่อไป




 

Create Date : 03 ธันวาคม 2551    
Last Update : 3 ธันวาคม 2551 13:09:47 น.
Counter : 294 Pageviews.  

ทางออก.....ของเราหรือของศาล

ดูท่าทีศาลแล้ว....... ท่านคงจะพยายามหาทางออกให้กับประเทศชาติด้วยการตัดสินให้ “คุณสมัครมีความผิดและพ้นสภาพจากนายกรัฐมนตรี” จากกรณีการจัดรายการชิมไปบ่นไป ก่อนที่จะบังคับให้พันธมิตรออกจากทำเนียบ ซึ่งก็น่าจะเป็นทางออกที่ดี และคงเป็นจังหวะที่ดีที่สุดให้กับประเทศชาติ แต่ถ้ามองให้ถึงแก่นแท้ความยุติธรรม ให้ซึ้งลึกถึงเจตนาการกระทำผิด คงต้องบอกว่าขัดความรู้สึกวัยเยาว์ไม่น้อย เพราะบอกได้เลยว่ากรณีของคุณสมัครไม่น่าจะเป็นไปด้วยความตั้งใจเพราะผลตอบแทนจากการทำรายการเทียบเทียมไม่ได้กับสถานะภาพการเป็นผู้นำประเทศ... คุณสมัครคงไม่มีเจตนาที่จะฝ่าฟืนอย่างแน่นอน แม้วิธีการต่อสู้ในศาลจะออกมาในอีกรูปแบบหนึ่งเนื่องจากอ้างว่าไม่รู้กฎหมาย(วัยระเริง) ไม่ได้.... ส่วนกรณีบุกรุกทำเนียบของพันธมิตรเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นการกระทำที่ล่วงละเมิดกฎหมายอย่างที่ไม่จำเป็นต้องใช้แว่นขยายส่อง.... อย่างไรก็ตาม หากศาลจะใช้จังหวะนี้เป็นทางออกให้กับประเทศชาติก็ต้องถือว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดหากพิจารณาจากปัจจัยต่างๆในปัจจุบัน ที่หากจะสาธยายให้หมดก็คงต้องนั่งจิ้มหาตัวอักษรบนแป้นพิมพ์ทั้งวัน.... "ก็ได้แต่หวังว่าศาลจะไม่ตัดสินให้คุณสมัครพ้นสภาพโดยที่ไม่บังคับให้พันธมิตรออกจากทำเนียบ"นะ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นวัยเยาว์ขอไปเกิดใหม่ดีกว่า....อย่างไรก็ตามแต่... ถ้าเป็นเช่นนั้น วัยเยาว์ก็ขอให้พันธมิตรยังคงดำรงอยู่ด้วยการเฝ้าตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลต่อๆไปตราบนานเท่านาน แต่เปลี่ยนมาใช้วิธีการที่ถูกต้อง และแสดงให้เห็นเจตนาและเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเพื่อนๆของวัยเยาว์ที่กำลังรอวันเติบโตมาทดแทนท่านต่อไป....ซึ่งคงอีกไม่นานหรอก...แฮ่ๆๆ..รู้ใช่ไหมคิดอะไรอยู่.....




 

Create Date : 08 กันยายน 2551    
Last Update : 8 กันยายน 2551 14:37:32 น.
Counter : 271 Pageviews.  

ประชามติ....ทางออกที่ควรเจรจากัน

เสียดายที่การประชุมสองสภาไม่มีสาระให้เห็นแนวทางแก้ไขวิกฤติของประเทศได้อย่างชัดเจน...... เราส่วนใหญ่ที่สนใจความเป็นไปของบ้านเมืองนี้ “ต่างก็คงเครียดกันน่าดู” หลายคนอาจเฝ้ามองดูอย่างหวาดหวั่นและเอาใจช่วยกันอยู่เงียบๆ บางส่วนก็ออกมาแสดงพลังกันที่สนามหลวง โชคดีที่ไม่มีการเพิ่มปัญหาความรุนแรง.....


“ ไม่ทราบว่าพันธมิตรพอจะอะลุ่มอล่วยบ้างไหม ด้วยการเจรจากับรัฐบาลให้หาทางออกร่วมกัน”

“ประชามติ” น่าจะเป็นทางออกที่รัฐบาลและพันธมิตรนำมาพิจารณาร่วมกัน และควรให้โอกาสทั้งสองฝ่ายชี้แจงในทีวีหรือสื่อต่างๆอย่างเท่าเทียมกันโดยรัฐบาลเป็นเจ้าภาพออกค่าใช้จ่าย โดยให้เวลาทั้งสองฝ่ายออกมาชี้แจงเสนอความคิดเห็น ข้อดีข้อเสีย แนวทางต่างๆ ให้ประชาชนได้เข้าใจแนวทางของแต่ละฝ่าย ซึ่งน่าจะให้เวลานานเพียงพอ.....อาจจะสักสองเดือน......เพื่อหลีกเลี่ยงแนวทางการดำเนินการอย่างก้าวร้าวจากการชุมนุมและทำให้เกิดผลกระทบอย่างมหาศาลอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้

ซึ่งถ้าจะมีประชามติ ผมก็ขออนุญาตเสนอให้อยู่ในหัวข้อวิกฤติสองเรื่อง คือ “สถานะภาพ (อยู่หรือไป) ของรัฐบาล” กับเรื่อง “แก้ไขรัฐธรรมนูญ (ซึ่งควรลงลึกให้เกิดประชามติว่าจะแก้ไขมาตราไหนบ้าง)” บวกกับประชามติให้มี “การเลือกตั้งผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่ทางการเมืองให้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน” ซึ่งจะทำให้เกิดผลดีกับทั้งบ้านเมืองและความน่าเชื่อถือของผู้พิพากษาซึ่ง “ไม่ต้องมีข้อหาสังคม “ ว่า (มาจากการ)เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ (มาจากการ) อยู่ข้างประชาชน

ประเด็นประชามติทั้งสามหัวข้อนี้น่าจะทำให้การดำเนินไปของบ้านเมืองเป็นไปอย่างประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและต้องยอมรับว่าประชาธิปไตยเป็นระบบการปกครองที่มีความเป็นไปอย่างมี “สัมพันธภาพ” ระหว่างการใช้อำนาจกับความรู้สึกนึกคิดของประชาชนในสังคมในแต่ละอาณาจักรหรือแต่ละประเทศ ที่ไม่จำเป็นว่าเป็นเรื่อง “ถูกผิดเสมอไป” กล่าวเป็นสมมติก็คือ ถ้าคนส่วนใหญ่ในสังคมมีความรู้มีสติปัญญา ผลที่ได้ก็จะทำให้เราได้อำนาจอธิปไตยแบบที่ดำเนินไปด้วยสติปัญญา แต่ขณะเดียวกันถ้าเสียงส่วนใหญ่เลือกที่จะยอมรับอำนาจอธิปไตยแบบที่ไม่ต้องพึงพิงสติปัญญา เราก็ต้องยอมรับเสียงส่วนใหญ่นั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งแม้จะฟังดูขัดๆแต่มันก็จะทำให้เกิดการพัฒนาตามครรลอง “ประชาธิปไตย” และทำให้สังคมมีระบบและแบบแผนซึ่งในที่สุดก็อาจมีการพัฒนาเป็นสังคมที่ใช้สติปัญญาตามอุดมคติได้ แม้จะใช้เวลาก็ตาม......แต่มันก็เป็นการพัฒนาไปตามระบบและมีแบบแผนในตัวของมันเอง ซึ่งจะดีกว่ารูปแบบอณาธิปไตยที่ขาดตัวตนที่แท้จริงและพึ่งพิงไม่ได้..... ถ้าจะยกตังอย่างให้เห็นชัดเจนมากขึ้นก็คือกรณี “หวยบนดิน” ซึ่งฝ่ายหนึ่งมองว่าเป็นอบายมุขและแม้จะเป็นอบายมุขที่น้อย แต่ถ้ามันถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มอบายมุข ก็ไม่ควรที่จะยอมรับ ซึ่งกรณีความเห็นนี้ถือว่าเป็นเรื่องถูกต้อง (ทางคุณธรรม) แต่อีกฝ่ายซึ่งเผอิญเป็นเสียงส่วนใหญ่ (ผมเป็นเสียงส่วนน้อยในกรณีนี้) กลับเห็นว่าการเล่นหวยถือเป็นเรื่องที่เป็นไปตามธรรมชาติตามจิตวิทยาของมนุษย์ที่ชอบสัมผัสความรู้สึกตื่นเต้น และไม่ได้เป็นผิดทางด้านคุณธรรมจนเกินไป (อย่างการเล่นพนันลอยฟ้า) การทำให้ถูกกฎหมายก็จะลดปัญหาหวยใต้ดินได้ ซึ่งเรื่องนี้แม้จะ “ผิด” แต่ถ้าสมมติว่ามีการออกเสียงประชามติให้ยอมรับก็ต้องถือว่าเป็นผลจากความเห็นที่เป็น “สัมพันธภาพ” ของประชาชนกับการดำเนินไปของสังคม เช่นเดียวกัน

ปัญหาที่มักไม่เห็นด้วยกับการลงประชามติก็คือ “การสูญเสียงบประมาณ” แต่จริงๆแล้วผลที่ได้จากการลงประชามติในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ จะมีคุณค่ามากกว่างบประมาณที่เสียไปอย่างมากมายมหาศาล เพราะการลงประชามติถือเป็นแนวทางที่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งเป็นระบบที่เราต้องรักษาให้ได้ คือสิ่งสำคัญที่สุด.....ถ้าประชามติออกมาว่าให้รัฐบาลต้องลาออกหรือไม่ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ถือว่าเป็นไปตามแนวทางประชาธิปไตย ดีกว่าที่จะลาออกหรือไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากการชุมนุมในรูปแบบที่ขาดความเคารพกฎหมาย ซึ่งถือว่าก่อให้เกิดการสูญเสียมากมายยิ่งกว่าเหลือคณานับ ทั้งทางตรงที่มีผลต่อเศรษฐกิจและทางอ้อมซึ่งเป็นความน่าเชื่อถือจากนานาประเทศ




 

Create Date : 01 กันยายน 2551    
Last Update : 3 กันยายน 2551 13:13:02 น.
Counter : 273 Pageviews.  

ความก้าวร้าวของพันธมิตร......ความเห็นคุณอภิสิทธิ์......แล้วอนาคตเราหล่ะ

หดหู่จริงๆกับเหตุการณ์ความก้าวร้าวของพันธมิตร ที่กล่าวได้เพียงว่าเป็นกลุ่มคนที่อยู่นอกเหนือระบบสังคมที่ได้รับความคุ้มครองเกินเหตุ (ผล) จากผลพวงการปฏิวัติ และคงไม่มีใครหยุดยั้งคนกลุ่มนี้ได้ นอกจากตัวของเขาเอง การที่จะไปเขียนหรือวิพาทย์วิจารณ์อะไรก็คงไม่เกิดประโยชน์เพราะดูเหล่าผองท่านจะสุดกู่ (ไม่กลับ) จริงๆ

แต่กลุ่มคนที่อยากเขียนเตือนสติเพราะเชื่อว่าคงพอจะเกิดประโยชน์แก่ท่าน(ในปัจจุบัน) และ(หวังว่า) สำหรับพวกเรา (ในอนาคต) ก็คือคุณอภิสิทธิ์และเหล่าสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเชื่อว่าท่านยังคงมีสัมปชัญญะรับฟังคำเตือนต่างๆที่มีความหวังดีต่อผองท่านอยู่..... การที่คุณอภิสิทธ์ ออกมากล่าวเตือนไม่ให้รัฐบาลจัดการกับกลุ่มพันธมิตร....... ด้วยคำกล่าวที่ฟังแล้วก็อุปมาอุปมัยเหมือนการเอามือข้างเดียว (โดยไม่ใช้ไม้พาย) กวักน้ำ (หวัง) ให้เรือเคลื่อน แต่กลับเอาเท้าสองข้างลาน้ำ (หวังว่าคงด้วยความไม่ตั้งใจ....ไม่ใช่เพราะ “โง่”) ไว้..... ถามจริงๆเถอะที่คุณอภิสิทธิ์พุดออกมานั้น “พูดไปทำไม....ๆๆๆๆๆ” การพูดโดยอิงหลักการว่า “อย่าทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยท่านจะอยู่ข้างประชาชนเสมอ” นั้นไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์อะไรในทางปฏิบัติ นอกจากเพียงทำให้รู้สึกว่าออกมา “ปล่อยคิวโฆษณา” การโยนลูกให้คุณสมัครต้องทำให้บ้านเมืองสงบด้วยความอดทนหรือต่างๆนาๆนั้น ทำให้เพียงรู้สึกว่า...กล่าวไปด้วยนัยแอบแฝง...... คุณอภิสิทธิ์ใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินคำว่า “บริสุทธิ์” ถ้าจะหมายความเพียงว่าผู้ชุมนุมบริสุทธิ์เพราะไม่ได้ผลตอบแทน (ทรัพย์สินเงินทอง) เลยอย่างที่ คุณอภิสิทธิ์กล่าวอ้าง ก็ต้องไม่ลืมว่าการทำผิดด้วยการประทุษร้ายหรือฆ่าผู้อื่นตายนั้น ส่วนหนึ่งก็เกิดจากการไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ดีพอ (โดยไม่มีเรื่องเงินทองเกี่ยวข้อง) และผู้ที่ทำการเช่นนั้นในทางกฎหมายก็ถือว่า “ไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์” (ไม่ใช่หรือ?) ทั้งนี้ผมขอเน้นย้ำว่า.....ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ของพันธมิตร “ไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์” ด้วยเหตุผลของความเดือดร้อนที่ก่อให้เพื่อนร่วมชาติ..... คุณอภิสิทธิ์รู้ได้อย่างไรว่าคนส่วนใหญ่ที่มีกว่า 60 ล้านคนรู้สึกอย่างไรกันแน่กับผลจากการชุมนุมของพันธมิตร ถ้าคนเหล่านั้นขาดสัมปชัญญะแล้วออกมาต่อต้านฝ่ายพันธมิตรแล้วเกิดการนองเลือดแล้วเท่านั้นหรือ…..จึงจะทำให้คุณอภิสิทธิ์รู้จักและเข้าใจความหมายของคำว่า “เสียงส่วนใหญ่” (หรือว่า “จะยังคงไม่เข้าใจจนกว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้เป็นรัฐบาล”) ทำไมคุณอภิสิทธิ์ถึงไม่ให้ความสำคัญกับผลการเลือกตั้งและบทบาททางรัฐสภาอย่างที่ท่านประธานที่ปรึกษาพรรคอย่าง คุณชวน เคยใช้เป็นสโลแกนว่า “ผมเชื่อมั่นในระบอบรัฐสภา” และได้รับเสียงนิยม (รวมทั้งของผมด้วย) จนเป็นได้เป็นรัฐบาลหลังเหตุการณ์ปี 35..... วิธีการทำงานของคนในพรรคประชาธิปัตย์แทนที่จะเป็นแกนหลักของระบอบประชาธิปไตยอย่างที่ผู้ก่อตั้งพรรคในอดีตยึดถือกลับตาลปัตรกลายเป็นการทำงานแบบฉกฉวยโอกาสตามแต่สถานการณ์ทั้งจากวิกฤติปี 35 และ 49 จนถึงปัจจุบัน ถ้าคุณอภิสิทธิ์ต้องการให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลภายใน 3 ปีอย่างที่ท่านปรารถนาก็โปรดอย่าใช้วิธีการตัดช่องน้อยแต่พอตัว แต่ควรมองนึกถึงอนาคตแล้วอุปทานดูว่าถ้าคุณอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนี้กับเหตุการณ์แบบนี้ คุณอภิสิทธิ์จะมีวิธีการอย่างไรในการแก้ปัญหาให้ผ่านพ้นไปด้วยดีได้ท่ามกลางขอบเขตที่จำกัดด้านกฎหมาย........ การจะไปเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ใช่เพียงมีหน้าที่ฉกฉวยโอกาสทำให้รัฐบาลสั่นคลอนเท่านั้น..........

และคงไม่ใช่เพียงการปรับเปลี่ยนลอกเลียนนโยบายให้มีการศึกษาฟรี และการรักษาฟรี......แต่ควรตระหนักที่จะทำให้การศึกษาและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนมีประสิทธิภาพให้สูงพอด้วย.... จะมีประโยชน์อะไรถ้าเด็กๆได้เรียนฟรีตั้งสิบกว่าปี แต่ไม่มีครูที่ดีพอที่ยอมเสียสละมาประสาทวิชาให้เขาได้รู้จริงและคิดเป็น (เพื่อไม่ต้องให้ใครมาสนตะพายได้ง่ายๆ) แต่เรียนจบได้เพียงเพราะถึงเวลาเท่านั้น “แต่คิดไม่เป็น”........ หรือจะมีประโยชน์อะไรถ้าประชาชนได้รับการรักษาฟรีแต่ต้องเจ็บป่วยอย่างเรื้อรังตลอดชีวิตหรือตายอย่างไร้เหตุผลตามสมควร เพราะหมอส่วนใหญ่ในบ้านเราต่างก็ได้รับการเรียนรู้ไม่พอและได้รับการฝึกฝนที่ใช้หลักการท่องจำเป็นส่วนใหญ่จนแทบคิดไม่เป็นหรือคิดอย่างวิทยาศาสตร์ไม่ได้ และไม่สามารถปรับความรู้เพื่อการวินิจฉัยและรักษาโรคให้เหมาะสมกับผู้ป่วยในแต่ละกรณี....นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่บ้านเมืองเรานี้ ยังต้องเอาชนะให้ได้ก่อน...”จน.โง่ เจ็บ”......และคนที่ต้องการเป็นหัวหน้ารัฐบาลและรับอาสาดูแลพี่น้องประชาชนต้องมีวิสัยทัศน์ (ซึ่งท่านค้นหาได้หากต้องการ) และ ควรรู้จักสร้างกลไกที่จีรังและมีมิติ ไม่ใช่เพียงมองเพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น………เข้าใจพอสังเขปบ้างไหมครับ




 

Create Date : 27 สิงหาคม 2551    
Last Update : 29 สิงหาคม 2551 12:03:53 น.
Counter : 240 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

ธีร์ พัชร
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ธีร์ พัชร's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.