Group Blog
 
All Blogs
 

'กู้ชาติ'...ไหงกลายเป็น...'กู้เงิน'...แล้วยังต้องมาคอย...กู้หน้า...อีก.`"ถึงเวลาเลิกกู้ได้แล้วมั้ง!"

โล่งใจที่วิกฤตบ้านเมืองผ่านไปในทางที่ดีขึ้นอย่างน้อยก็ในระยะหนึ่ง แต่จะเป็นระยะยาว นานสั้นน้อยแค่ไหน น้องมารค์จะต้องเป็นกลไกหลักในการหาคำตอบให้ได้ ที่สำคัญน้องมารค์ต้องยอมรับ (อย่างเข้าใจและเข้าให้ถึง) ได้แล้วว่า ‘บ้านเมืองมีปัญหา’ และถ้าน้องมารค์อยากฉวยโอกาสทำคะแนนนิยมให้กับตัวเองก็ต้องเป็นเวลานี้แหล่ะ-เวลาที่น้องมารค์ยังมีอำนาจอยู่ในมือ- อย่ารอให้นานไปกว่านี้เลย

สิ่งหนึ่งที่น้องมารค์ต้องนำมาใช้เป็นบรรทัดฐานในการแก้ปัญหาก็คือ สาเหตุหลักที่จุดชนวนวิกฤตบ้านเมืองในช่วงสามปีที่ผ่านมา -ให้เกิดปัญหาทั้งหลายทั้งปวงเป็นบัญชีหางว่าวไม่จบไม่สิ้น- ก็คือ ‘ความเกลียดชังส่วนตัวของคนกลุ่มหนึ่งที่มีต่อ (นิสัยเสียบางอย่างของ) พี่แม้ว’ โดย ‘เอาบ้านเมืองเป็นตัวประกันอัตตาความเกลียดชังของตัวเอง’ โดยฝ่ายเกลียดชังมีผู้คนหลากหลายและที่สำคัญอยู่ในฐานันดรชนชั้นอำมาตย์อยู่จำนวนที่มากพอ กลายเป็นแรงหนุนที่สำคัญให้แนวยุทธวิถีแห่งความเกลียดชังที่อุปโลกให้เป็นการ “กู้ชาติ” ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จตามความรู้สึกและความเห็นแบบเข้าข้างตัวเอง (จนมากเกินไปนะจ๊ะ) ของฝ่ายเกลียดชัง ‘ทั้งที่จริงๆแล้ว’ -ชาติที่บอกว่ากู้มาได้นั้น- กลับตารปัตร กลายเป็นความเกลียดชังของคนสองกลุ่มอย่างสุดขั้วของคนในชาติ ดั่งว่าเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน “การกู้ชาติ (แบบอ้างเอง)” กลายเป็นสื่อตัวนำให้เราต้องเที่ยว “กู้เงิน” ใครต่อใครเพื่อตอบสนองนโยบายประชานิยมแบบ(ต้องให้) น้องมารค์ ทำเอง (“ถ้าพี่แม้วทำ ยอมไม่ได้” ) และน้องมารค์ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าน้องมารค์ก็มีส่วนสำคัญในการทำให้รอยแตกแยกนั้นกว้างห่างกันมากยิ่งขึ้น กลายเป็นวิกฤต `ดั่งที่เกิดขึ้นที่พัทยาให้น้องมารค์ต้องมาแบกน้ำหนัก “กู้หน้า” ประเทศชาติ ……ซึ่งไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่จะกู้กลับมาได้หมด.........

ด้วยความหวังดีอย่างยิ่งยวดของพี่.... น้องมารค์ต้องนำบทเรียนที่เกิดขึ้นมาแก้ไข (จำได้ไหมบทสร้อยสุภาษิตที่พี่สอนว่า .”คนดีชอบแก้ไข คนจัญไรชอบแก้ตัว”) ให้บ้านเมืองดำรงอยู่อย่างสงบแบบหยั่งยืนให้ได้ พร้อมกับนำวิถีชีวิตแบบคนไทยที่มักหยิบยื่น ‘น้ำใจ’ ให้กันและกัน อย่าไปรอต่อรองกับพี่แม้วเลย ยื่นน้ำใจให้พี่เขาไปก่อนเลย พี่.....รับรองได้ว่าพี่แม้วไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรนักหรอก พี่แม้วเขาต้องซึ้งในน้ำใจของน้องมารค์แน่นอน แม้ว่าจะไม่ใช่เพื่อบ้านเพื่อเมืองโดยตรงแต่ก็จะมีผลโดยตรงต่อชาติบ้านเมืองมากขึ้น ถ้าน้องมารค์ทำให้บ้านเมืองสงบได้ รับรองคะแนนเสียงอันพึ่งปรารถนาของน้องมารค์ต้องเป็นกอบเป็นกำแน่นอน แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น คุณความดีของน้องมารค์ที่ทำให้บ้านเมืงสงบสุขก็ต้องได้รับการจดจำเป็นประวัติศาสตร์อีกสืบนานแน่นอน หวังแบบคนดีกันบ้างก็ดีเหมือนกันนะน้อง เอาเลยน้อง คิดแล้วทำทันทีเลยนะ พี่รอน้องอยู่...แล้วยุบสภาเลือกตั้งใหม่.....ให้กลายเป็นความดีงานอย่างสมบูรณืแบบไปเลย.....จะเป็นไรไป

ป.ล. แล้วอย่าละเลยกระตุ้นให้ความยุติธรรมเป็นแขกเเยี่ยมเยือนเหล่าพลพรรคกู้ชาติด้วยนะ.....น้องมารค์ของพี่




 

Create Date : 14 เมษายน 2552    
Last Update : 14 เมษายน 2552 19:59:39 น.
Counter : 301 Pageviews.  

เรื่องของเรื่องที่เกี่ยวกับ "น้ำ น้ำ น้ำ" ท่านผู้นำ

ใจจริงแล้ว ทุกวันนี้เราไม่อยากได้ยินได้ฟังอะไรต่างๆนาๆเกี่ยวกับฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ แต่ความที่เราชอบติดตามอยากรู้ความเป็นไปของโลกก็ทำให้ต้องคอยติดตามข่าวคราว แต่ต้องมาพลอยรับรู้เรื่องราวทางการเมืองเลือกข้างและเข้าข้างตัวเอง แบบไทยๆไปด้วย ก็ทำให้อยากมีแต่ข่าวที่ครอบคลุมทุกๆอย่างในโลก “ยกเว้นการเมืองไทย” จังแฮะ

พอได้ยินข่าวการเมืองแห่งประเทศไทยทีไร โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับท่านผู้นำอย่างคุณอภิสิทธิ์ “ ก็อดนำมาคิดถึง (ให้เป็นอนึ่งพอเป็นสังเขป....) ไม่ได้ ทั้งในฐานะประชาชนที่จำต้องยอมรับใน ”ฐานะผู้ตาม” เราก็อยากเป็นผู้ตามที่ดี ที่สามารถรู้สึกและทำอะไรๆไปตามที่ “ท่านผู้นำ” ชี้แนะและต้องการ

แล้ว+++++ ท่านผู้นำสร้างความเชื่อถือให้ผู้ที่ต้องการเป็นผู้ตามที่ดีอย่างเราได้แค่ไหนล่ะ !!!!

สักสองอาทิตย์ก่อน ผู้นำถูกถาม (ประมาณ) ว่า “รู้สึกอย่างไรกับการถูกต่อต้านจากกลุ่มเสื้อแดง” ผู้นำก็ตอบโดย (อยาก) แฝงไปด้วยปรัชญา (ประมาณ) ว่า “การต่อต้านก็เป็นดั่งแรงกระเพี้ยบที่ทำให้น้ำไม่เน่า เพราะถ้าน้ำอยู่นิ่งๆไม่มีการเคลื่อนไหวก็จะทำให้เน่า” พอได้ยินคำโค๊ดแบบนี้ เราก็สงสัยว่าท่านผู้นำตอบเพื่อยอมรับว่า “รัฐบาลเต็มไปด้วยสิ่งสกปรกอย่างนั้นหรือ?” จึงทำให้รํฐบาลมีโอกาส “เน่า” ได้หากไม่ถูกต่อต้าน เพราะในความเป็นจริง “น้ำบริสุทธิ์” (แม้ไม่ต้องถูกเติมด้วยกาซออกซิเจนเข้าไปอีก) ถ้าเก็บไว้ดีๆ “ไม่เน่าหรอก” (โดยเฉพาะในระยะเวลาไม่ถึงสามปี) จริงๆแล้วเราจะดีใจมากหากท่านผู้นำต้องการตอบเพื่อแฝงด้วยความรู้สึกว่า”สถานะภาพของรัฐบาลก็เปรียบดั่งน้ำที่ถูกเจือปนไปด้วยจุลชีพและสื่งปฏิกูล ที่รอวันเน่า และต้องได้รับการเสริมเติมกาซออกซิเจนเพื่อชะลอการ “เน่า” ด้วยกระแสการต่อต้านรัฐบาล แต่เราคงไม่มีทางที่จะดีใจแบบนั้นได้หรอก เนื่องจากเราเข้าใจคนอย่างท่านผู้นำของเราดี เพราะ “ท่านไม่นิยมการตำหนิตัวเองและพวกเดียวกันเอง” (แม้จะรู้อยู่แก่ใจ) เราจึงเชื่อว่าท่านผู้นำตอบไปแบบนั้นโดย “ไม่รู้จักคิด” (อย่างรอบด้าน) เพราะท่านคิด (ให้ถูกทิศถูกทาง) “ไม่เป็น” (ล้อเล่น...นิดๆ)

ต่อมาท่านผู้นำก็ไปเยี่ยม “สร้างภาพ” ที่จังหวัดหนึ่ง ปรากฏว่าถูกต่อต้านถูกขว้างปาด้วยขวดน้ำ และสาดน้ำเป็นการใหญ่ด้วยความชุลมุนชุลเก ท่านผู้นำก็ตอบโต้แก้แค้น (ประมาณ) ไปว่า “ท่านเข้าใจและไม่ถือสาหาความเพราะคนที่ต่อต้านคงทำไปเพราะอากาศร้อน” การตอบโต้แบบนี้ ทำให้เรามองไม่ออกจริงๆว่าท่านผู้นำตอบโต้ไปแล้วจะมีประโยชน์อะไร เพราะมันเป็นการฟ้องไปในตัวว่าท่านผู้นำไม่พยายามทำความเข้าใจและทำให้เกิดความรู้สึกสมานฉันท์แต่อย่างใดเลยกับกลุ่มต่อต้านโดยเฉพาะสถานการณ์ในบ้านเมืองแบบนี้ ที่ควรใช้วิธีการต่างๆที่จะทำให้เกิดความเข้าใจซึ่งกัน และวิธีการที่ต้องนำมาใช้ก็คือ “ความจริงใจทั้งจากการพูดและการกระทำ” ถ้าท่านผู้นำจะบอก (ประมาณ) แค่ว่า “ท่านเข้าใจความรู้สึกฝ่ายต่อต้านและจะพยายามหาทางทำให้การต่อต้านน้อยลงรวมทั้งหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ และไม่ถือสาหาความ.....” ด้วยความจริงใจ (ซึ่งหวังว่าคงมี) ก็น่าจะซื้อใจฝ่ายที่มีใจเป็นกลาง (หรือแม้แต่ฝ่ายต่อต้าน) ให้ยอมรับท่านมากขึ้น

แต่ไม่ว่าเรื่องเกี่ยวกับ “น้ำ” ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “น้ำเน่า” หรือ เรื่อง “ขวดน้ำ” ก็คงไม่สำคัญไปกว่าเรื่อง “น้ำใจ” ที่เราอยากพูดถึงมากกว่า(หรอก) หากท่านผู้นำจะสร้างวิสัยทัศน์ทำให้เกิดการต่อต้านลดลง (จนหายไปในที่สุด) “การที่จะหยิบยื่นน้ำใจโดยการเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีไปให้กับคุณทักษิณ” ด้วยการร่วมมือให้อภัยโทษก็จะทำให้สถานการณ์เกิดโอกาสคลี่คลายไปได้อย่างมาก ถ้าทำสำเร็จและหยุดการต่อต้านได้ รัฐบาลก็มีโอกาสบริหารไปครบเทอม แล้วให้ประชาชนตัดสินผลงานของท่านจากการเลือกตั้งใหม่ ส่วนฝ่ายต่อต้านก็ควรต้องรู้สึกซึ้งในน้ำใจของท่านผู้นำและยอมลดราวาศอกเพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไป.......ถ้าฝ่ายต่อต้านยังต่อต้านอยู่ไม่รู้จัก(เพียง)พอ ก็คงต้องแห้งเหี่ยวเป็นตอ(โดดๆ)ไปเอง และท่านก็ไม่จำเป็นต้องกลัวเรื่องอิทธิทรัพย์ของคุณทักษิณที่จะสร้างความร้าวฉานให้กับบ้านเมือง เพราะถ้าเขาทำอย่างนั้น มันก็จะเป็นการพิสูจน์ได้ถึงธาตุแท้ของคุณทักษิณ อย่างที่กล่าวหากันได้

ทั้งนี้....เพราะ....ท่านต้องเข้าใจความรู้สึกของฝ่ายต่อต้าน (ส่วนใหญ่) ที่เขารู้สึกว่า “ไม่มีความยุติธรรมที่แท้จริงในบ้านเมือง” การหาเรื่องคุณทักษิณจากการแค่เซ็นต์ยินยอมในฐานะสามีของคุณหญิงพจมาน เพื่อทำธุรกรรมซื้อที่ดินโดยวิธีการที่ถูกต้องตามครรลองและกฎหมาย ว่า “เป็นความผิดร้ายแรงถึงต้องติดคุก” ดูเป็นเรื่องที่แม้แต่เด็กแว้งๆ ก็ดูออกว่าเป็น “เกมการเมืองแบบสอดประสาน ของฝ่ายท่านๆทั้งหลาย” ในเมื่อท่านก็เห็นคุณงามความดีของคุณทักษิณที่ทำๆไว้ว่า “มีอยู่ไม่น้อย” จนท่านต้องนำมาลอกเป็นกอบเป็นกำอยู่แล้ว การจะหยิบยื่นสร้างน้ำใจด้วยกรณีนี้ก็จะช่วยให้บ้านเมืองดีขึ้น เพื่อที่เราจะได้มีโอกาสเป็นผู้ตามที่ดี โดยมีผู้นำที่เรายอมรับ เป็นผู้ที่เราพร้อมจะฝาก เชื่อมโยงสร้างอนาคตของประเทศชาติต่อไปได้

ยอมเสียบ้างเถอะ แล้วท่านจะได้มากกว่า ถ้าท่านจะพิสูจน์ว่า “ท่านคือของจริง”




 

Create Date : 18 มีนาคม 2552    
Last Update : 18 มีนาคม 2552 18:46:41 น.
Counter : 266 Pageviews.  

เหลียวหลัง หันหน้า ไปทางไหนได้

ถึงวันนี้ เราอาจมีความรู้สึกคล้ายกันที่พยายามมองไปข้างหน้าด้วยความรู้สึกเสียดายโอกาส โดยเฉพาะช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้....ได้แต่หวังว่าเราต่างก็จะได้บทเรียน และทำให้ผู้ที่มีอำนาจคนใหม่นำมาเป็นบทเรียนและพาเราไปให้ถึงจุดที่เราเรียกกันว่ามี ”ชีวิตที่พออยู่กันได้อย่างทั่วหน้า” กันบ้าง

แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ช่วงเวลาที่ คุณอภิสิทธิ์ ผู้ที่นำความหมายตาม”ชื่อตัวเอง” ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาลที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมทางการเมือง ซ้ำด้วยการบริหารประเทศอย่างขาดสติและความนึกคิดที่จะนำความสุขีและความภาคภูมิใจให้กับประชาชนคนไทย..... นอกจากหวังผลเลือกตั้ง (คราวหน้า) ด้วยพฤติกรรมฉาบฉวยโดยนำนโยบายอภิมหาประชานิยมขึ้นมาเป็นหน้ากาก

ถ้ามีการเลือกตั้งเร็วๆนี้ คุณอภิสิทธิ์ ก็จะรู้ความจริงว่าคนไทยเรามีการพัฒนาไปมากแล้ว คุณอภิสิทธิ์ จะได้รู้ว่าคนไทยส่วนใหญ่เข้าใจและแยกแยะระหว่างความดีกับชั่ว และความถูกกับความผิดได้ด้วยตรรกะความเป็นจริงและมีวิจารณญาณที่ไม่ยอมให้ใครมาจูงจมูกกันได้

เราจะหวังพึ่งคุณอภิสิทธิ์ที่เรียนหนังสือเก่งจนได้เกียรตินิยมเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเหมือนคนจมน้ำกันได้แค่ไหน...... คนที่เรียนเก่งส่วนใหญ่รวมถึงคุณอภิสิทธิ์เป็นเพียงคนที่สอบและท่องจำตำราได้ดี แต่มักเอาตัวไม่รอดในชีวิตจริง...... น่าแปลกใจที่พื้นฐานทางครอบครัวและผลการเรียนในระดับปริญญาตรีน่าจะทำให้คุณอภิสิทธิ์มีความมุ่งมั่นที่จะเรียนปริญญาเอกได้สบายๆ......เว้นเสียแต่ว่าคุณอภิสิทธิ์รู้ตัวเองดีว่าเป็นคนที่ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่รู้จักคิดประยุกต์เชื่อมโยงสาระทางศาสตร์แขนงต่างๆตามคุณสมบัติเบื้องต้นที่ผู้เรียนปริญญาเอกต้องมีเป็นอย่างน้อย.....คุณอภิสิทธิ์คงรู้ตัวเองดีว่า เป็นได้แค่เพียง “นักลอกเลียน” และ “นักเรียน-แบบ”เหมือนกับที่เพียรท่องตำราและทำข้อสอบให้ได้ตามที่อาจารย์สอนมา หาความคิดที่โดดเด่นอะไรไม่ได้ เป็นผลให้ไม่เหมาะสมกับการเป็นนักศึกษาปริญญาเอก ก็เลยหันมามุ่งหวังใช้ ”ชื่อตัวเอง” เป็นผู้นำประเทศไทย ด้วยวิธีการตามปรากฏตั้งแต่ไหนแต่ไร

ที่กล่าวมานี้ เราไม่ได้หมายความว่าการเป็นผู้นำประเทศต้องมีการศึกษาที่สูงส่งอะไร แต่หมายถึงคุณสมบัติการเป็นผู้นำซึ่งหาไม่ได้ในตัวคุณอภิสิทธิ์.........การแก้ปัญหาประเทศในโลกปัจจุบัน เราจะใช้เพียงความรู้จากตำรับตำรามาแก้ไขคงไม่เพียงพอแล้ว เพราะ “ทุกสิ่งทุกอย่างต่างมีสัมพันธภาพซึ่งกันและกัน แต่ขณะเดียวกันทุกสิ่งทุกอย่างก็มีเงื่อนไขที่แตกต่างกันด้วย” คนที่มีความคิดเป็นเอกลักษณ์และรู้จักคิดในหลากมิติเท่านั้นจึงจะตีโจทย์ข้อนี้ได้ และที่สำคัญ “ต้องรู้จักทำด้วย”.....เสียดาย เราแค่ “เคย” มีผู้นำที่มีคุณสมบัตินี้

การปรับแต่งลอกเลียนนโยบายของรัฐบาลชุดก่อนๆที่คุณอภิสิทธิ์กล่าวหาด้วยนิยามต่างๆนาๆในทางลบ แต่ตัวเองกลับแก้ปัญหาด้วยนโยบายแจกเงินด้วยเหตุผลว่าต้องลอกเลียนวิธีการของประเทศมหาอำนาจ ช่างทำให้หดหู่เหลือคณา เวลาเกือบสองเดือนที่บริหารประเทศ ควรจะทำให้เราได้เห็นหน้าเห็นหลัง เห็นทางออกให้กับประเทศบ้าง แต่เท่าที่ผ่านมาเรายังไม่มีอะไรคืบหน้าเลย นอกจากการพูด (ว่าจะลอกกันอย่างไรบ้าง)

ขณะที่เรามองไปข้างหน้าไปกับความหดหู่กับคุณสมบัติและพฤติกรรมของผู้นำรัฐบาล แต่เมื่อหันหลังไปมองฝ่ายพรรคหัว (กับตัว) ยุบ ที่กลายมาเป็นพรรคเพื่อไทยฝ่ายค้าน ก็รู้สึกว่าจะฝากความหวังอะไรไม่ได้เช่นกัน....... เสียดายคนที่มีคุณภาพอย่างคุณจาตุรงค์ คุณสุรพงศ์ คุณสุดารัตน์ ที่ต่างก็ต้องถูกเว้นวรรคทางการเมือง.....(เพราะ.......) จนเหลือแต่คนที่เดิมน่าจะมีบทบาทเป็นแค่ทหารตีรวน อย่างคุณเฉลิม ที่ฉวยโอกาสผลักดันตัวเองขึ้นมา (ทำไมก็ไม่รู้ !) เป็นแม่ทัพผู้นำพรรค ทั้งๆที่ควรจำกัดตัวเองให้เป็นอย่างมากที่สุดก็แค่ ลิ่วล้อ “ทัพหน้ากล้าตาย” ซึ่ง ก็ยังพอเข้าใจว่าในพรรคจำเป็นต้องมีคนอย่างคุณเฉลิมอยู่ด้วย เพราะเป็นคนที่มีปรีชาสามารถในการเล่นเกมการเมืองมาอย่างโชกโชนในฐานะที่เคยเป็นศิษย์เอกของพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน

ต้องขอบอกขอเตือนว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยยอมให้คนอย่างคุณเฉลิม ผลักดันตัวเองขึ้นเป็นผู้นำเมื่อไร่ ไม่ใช่แค่พรรคนี้จะหัวยุบต่อไปอีกเท่านั้น แต่คุณเฉลิมนั่นแหละจะนำตัวเองไปสู่หายนะด้วย.....เชื่อเราเถอะ..... และถ้าคนในพรรคฝายเพื่อไทยไม่สามารถยับยั้งความทะเยอทะยานของคุณเฉลิม หรือสร้างความเข้าใจตรงนี้ได้ อนาคตของประเทศชาติคงอยู่ในวิถีทางอภิมหาประชานิยมแบบลอกเลียนและย่ำเท้าลงคลองเน่าๆ ต่อๆไปอีกหลายนาน...แน่ๆเลย




 

Create Date : 19 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 19 กุมภาพันธ์ 2552 22:36:39 น.
Counter : 281 Pageviews.  

เลือกตั้งผู้ว่า ก.ท.ม. รักพี่แต่เสียดายไม่ได้สงสาร

อีกสองวัน เราก็ต้องเลือกผู้ว่า ก.ท.ม. อีกที..... แต่พวกเราหลายๆคนที่เขาต่างเรียกเราว่าเป็นพลังเงียบ ก็ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าควรเลือกใครดี เพราะรู้สึกรักพี่เสียดายน้องยังไงๆอยู่......... แต่อย่างน้อยก็ดีใจที่ว่า...เรามีตัวเลือกที่ทำให้รู้สึกว่า “เลือกใครจึงจะดีกว่า” แทนที่จะต้องเลือกด้วยความรู้สึกว่า “เลือกใครจึงจะแย่น้อยกว่า” ขณะเดียวกันก็รู้สึกตามประสาคนไทยหัวใจอ่อนไหว (และหวานด้วย) ที่จะอดรู้สึกสงสารคนที่จะแพ้เลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้ (ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามเถอะ) เพราะดูเหมาะสมกันหลายคน แต่ที่เหมาะสมที่สุดคงจะมีสักสามคน (มั้ง)
หัวใจอ่อนไหว (และหวานด้วย) อย่างเราจึงอยากให้มีกลไกที่ทำให้คนที่ได้คะแนนรองๆลงมาในเปอร์เซ็นต์ขั้นต่ำที่กำหนด (เช่น 25% ของผู้ใช้สิทธิ์) มีโอกาสและส่วนร่วมในการบริหารกรุงเทพ ด้วยจัง แต่นั่นก็อาจเป็นการสร้างปัญหาก็ได้ เพราะคงเป็นเรื่องยากที่จะบริหารได้อย่างเป็นเอกเทศน์ (ก็ไม่รู้นะ... แค่คิดและอยากเล่นๆ)
แต่ที่อยากขอให้เป็นจริง..... และน่าจะปรับเปลี่ยนการเลือกตั้งในคราวต่อๆไป.... เพื่อหาผู้บริหารเพียงคนเดียวอย่าง ก.ท.ม.ก็ควรเป็นผู้ที่ได้รับเลือกตั้งมาด้วยเสียงเกิน 50% ของผู้ใช้สิทธิ์ (ชอบธรรมกับสง่าและผ่าเผยอย่างสุดๆ).....ซึ่งต้องจัดให้มีการเลือกตั้งรอบสองจากผู้ได้รับคะแนนเสียงสองอันดับแรก.....หากรอบแรกไม่มีใครได้เสียงถึง 50% (หลายประเทศต่างก็ทำกัน)...... เพราะจากความรู้สึก “รักพี่เสียดายน้อง” ของเหล่าพลังเงียบ......เมื่อผู้สมัครที่มีจุดยืนคล้ายกัน ต้องมาตัดคะแนนเสียงกันเอง......แม้ว่าเมื่อรวมเสียงแล้วอาจมากกว่า 50% ของผู้มีสิทธิ์ด้วยซ้ำไป.... พวกเราพลังเงียบที่รู้สึกสงสารและเห็นใจก็ไม่รู้ว่าจะเลือกใครดีนะซิ...ฮิฮิ..ฮะฮะ




 

Create Date : 09 มกราคม 2552    
Last Update : 10 มกราคม 2552 13:03:21 น.
Counter : 275 Pageviews.  

วิวัฒนาการความคิดจากเด็กชายถึงนายมารค์

รัฐบาลมารค์ 1 ที่นักข่าวต่างชาติบอกว่าหัวหน้ารัฐบาล มีจุดแข็งที่อายุน้อยและหน้าขึ้นกล้อง.... โตและจบโทจากอังกฤษ...... ไม่มีจุดด่างพร้อยในอาชีพนักการเมือง...... นี่ถ้าไม่ใช่การประชดของ นักข่าวอังกฤษคนนั้น ก็ต้องถือว่านักข่าวคนนี้มีวิสัยทัศน์ต่ำได้น่าสงสารล่ะนะ

เรื่องบุคลิกหน้าตาอาจมีส่วนอยู่บ้างในการเป็นจุดแข็งของนายมารค์ ซึ่งอาจทำให้คนที่มองคนอื่นอย่างฉาบฉวยสนับสนุน (อย่างน้อยก็ในช่วงแรกของการทำงาน)....... แต่การเติบโตในต่างประเทศ การมาจากครอบครัวที่มีอันจะกินจากการที่พ่อและแม่เป็นหมอที่สนใจงานบริหารมากกว่ารักษาผู้ป่วย (ยากจน) รวมทั้งการที่ขาดสำนึกของตัวเองในการที่จะคบหาสมาคมกับผู้คนในชนชั้นต่างๆ...... ต่างก็เป็นจุดอ่อนที่ทำให้นายมารค์ ขาดความเข้าใจรากเหง้าสังคมไทยอย่างถ่องแท้และทั่วถึง...... ซึ่งตรงกับความจริงที่ว่านายมารค์มีนิสัยไม่ติดดิน (นอกจากช่วงหาเสียง) มีนิสัยเสียแบบคนอังกฤษที่มองว่าตัวเองอยู่เหนือคนอื่นอย่างขาดรูปธรรมรับรอง (หมายความว่าชอบคิดเข้าข้างตัวเอง) และ สืบสันดานลัทธิจักรวรรดินิยมที่ชอบข่มเหงผู้คนในชนชาติอื่น ด้วยเข้าใจว่าตัวเองและพวกตนคืออารยะและคนอื่นคือจัณฑาล อ้างความชอบธรรมแบบอัตตานิยมที่ถือตัวเองเป็นศูนย์กลาง สิ่งที่คนอื่นทำผิดหมด ตัวเองทำจึงจะถูกต้อง....... แม้จะเป็นแนวทางและวิธีการเดียวกัน

เหตุผลที่กล่าวเช่นนี้ก็พิจารณาได้จากการปฎิบัติตัวของนายมารค์ในระหว่างที่เป็นฝ่ายค้านที่สวนทางทางกับช่วงที่กำลังจะมาเป็นรัฐบาล

นายมารค์ตั้งรัฐบาลในรูปแบบผลตอบแทนตามโควตาแบบทีทำกันเป็นประเพณีและที่ตัวเองเคยวิพากษ์วิจารณ์อย่างสาดเสียเทเสีย..... ใช้นโยบายประชานิยมที่กล่าวหานายทักษิณ (อย่างเป็นเครือข่าย) ว่าจะนำประเทศไปสู่หายนะ....โดยเฉพาะในอนาคต

จะเห็นได้ว่า.....นายมารค์เป็นคนที่ขาดความคิดสร้างสรรค์ จากการที่มีนโยบายหลักๆที่ลอกเลียนแบบมาจากรัฐบาลก่อนๆ......ซึ่งก็น่าเห็นใจนายมารค์อยู่เหมือนกัน เพราะตั้งแต่สมัยเป็นเด็กก็แต่งเรียงความ ที่ครูกำหนดหัวข้อว่า “ถ้าข้าพเจ้าเป็นนายกรัฐมนตรี” เด็กชายมารค์ก็เที่ยวแอบอ่านแต่เรียงความของเพื่อนๆ.....จึงทำให้จำได้แต่ของเพื่อนๆ ส่วนของตัวเองกลับจำไม่ได้ และการที่ได้แต่ลอกของเพื่อนๆจนกลายเป็นเรียงความที่ครูผู้สอนระอาและไม่นำมารวมเล่มกับเรียงความของเพื่อนๆ หนำซ้ำยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำไปว่าเขียนเรียงความไปว่าอย่างไรบ้าง จนต้องมาเที่ยวตามหาเรียงความนั้นในทุกวันนี้.....ทั้งๆที่น่าจะรู้อยู่แก่ใจแล้วว่ากระดาษแผ่นนั้นถูกรีไซเคิลไปเป็นขยะของขยะไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบแล้ว.....แสดงให้เห็นว่าเด็กชายมารค์เป็นเด็กที่ขาดความคิดสร้างสรรค์ตั้งแต่ไหนแต่ไร คิดเองไม่เป็น และตลอดสืบเนื่องมาจนเป็นนายมารค์อย่างที่ไม่มีเคยเปลี่ยนแปลงตัวเองในทางที่ดีขึ้นได้

ส่วนที่นักข่าวต่างชาติคนนั้นยกอ้างว่านายมารค์ไม่มีจุดด่างพร้อยในอาชีพนักการเมืองนั้น ก็ขอให้มองระยะยาวๆ เพราะที่ผ่านมานายมารค์ยังไม่มีโอกาสที่จะสร้างจุดด่างพร้อยให้ตัวเอง เราต้องรอให้นายมารค์มีโอกาสกับเขาบ้าง....เพราะดูจะมีความเป็นไปได้สูงโดย เห็นได้จากการคบหาสมาคมแต่กับนักธุรกิจหลังจากได้โปรดเกล้าในวันสองวันแรก...... ส่วนคนชั้นรากหญ้าก็คิดแต่จะเอางบประมาณไปอุดปากและหาเสียง แทนที่จะใช้โอกาสนี้สร้างระบบวิถีชีวิตพอเพียง ให้แรงงานกลับถิ่นฐานตัวเองสร้างรายได้องค์กรที่เข้มแข็งและพึ่งตนเอง (ซึ่งอาจเป็นในรูปแบบสหกรณ์ ) แทนที่พวกนักธุรกิจนายทุน ที่เป็นตัวการทำให้ค่าครองชีพสูงและสร้างความหายนะให้กับประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะพวกที่เมื่อไม่ได้อะไรที่ตนต้องการก็คอยสนับสนุนกลุ่มม็อบการเมืองอยู่เบื้องหลัง.....และควรต้องมาสาธยายอีกที




 

Create Date : 25 ธันวาคม 2551    
Last Update : 25 ธันวาคม 2551 14:00:33 น.
Counter : 266 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

ธีร์ พัชร
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ธีร์ พัชร's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.