Group Blog
 
All Blogs
 

เปลี่ยนสมอง เปลี่ยนความคิด และชีวิต...







หลายสัปดาห์มาแล้ว.. นายกตู่กล่าวอะไรต่อมีอะไรตามสไตล์...อย่างสับเพเหระและให้ใครต่อใครรวมทั้งสื่อฯไปเปลี่ยนสมองใหม่กัน ทำให้เกิดประเด็นที่เราอยากทักในบันดล... แต่ติดงานประจำที่ต้องทำเพื่อหลีกหนีความยากจน...ตอนนี้ได้จังหวะมีเวลาก็ขอเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับความจริงแท้ของสมองในแง่ที่อาจนำมาเทียบเคียงกับวิถีสังคมและการเมืองบ้านเราเผื่อเป็นแนวทางสำหรับท่านนายกตู่และเหล่าพี่น้องผองเพื่อนของท่าน...ได้เปลี่ยนความคิดโดยไม่ต้องถึงกับเปลี่ยนย้ายสมองกันหรอก...ทั้งนี้ไม่ขอกล่าวถึงรายละเอียดกายวิภาคของสมองที่ท่านนายกฯเกิดสับสนกับหัวใจซึ่งเราก็เข้าใจในตัวท่านนายกตู่ที่มีพื้นฐานความรู้จำกัด…เพียงแต่เราคิดยังไงก็คิด (ในแง่ดี) ไม่ออกว่าทำไมท่านอยากเข้ามาบริหารชาติบ้านเมืองด้วยกลไกกระทืบแผ่นดินด้วยรองเท้าบูธอีก...ทั้งๆที่ประวัติศาสตร์บ้านเราก็วนเวียนกับการทำรัฐประหารกันมาอย่างพร่ำเพรื่อและฉุดรั้งประเทศชาติไม่ให้ไปไหนกันไม่รู้กี่นับมาแล้ว...เฮ้อๆๆๆๆ

ขอเข้าเรื่องดีกว่า

สมองจัดเป็นอวัยวะที่มีความพิเศษแตกต่างจากอวัยวะอื่นๆของร่างกายได้รับการปกป้องอย่างเหลือเชื่อด้วยกลไกสุดมหัศจรรย์ทางธรรมชาติหลายๆรูปแบบ....ที่สำคัญที่สุดของหนึ่งในนั้นก็คือการสร้างตัวเองให้หลุดพ้นจากการรุกล้ำของเซลล์เม็ดเลือดขาว...ถ้าเปรียบเม็ดเลือดขาวก็คงไม่แคล้วเสมือนกับเหล่าทหารนั่นแหละ... ขณะที่สมองก็คือตัวตนและจิตวิญญาณของเราที่ทำหน้าที่คิดตัดสินใจและเลือกหนทางชีวิตซึ่งเปรียบไปก็คล้ายกับผู้บริหารบ้านเมือง...นั่นเอง

แม้เซลล์เม็ดเลือดขาวมีหน้าที่ในการช่วยกำจัดสิ่งแปลกปลอมรวมทั้งเชื้อโรคต่างๆแต่ธรรมชาติก็ต้องการให้ดำรงอยู่ในขอบเขตของร่างกายที่ไม่เกี่ยวข้องกับสมอง ปกติแล้วเซลล์เม็ดเลือดขาวจะกำจัดทุกๆสิ่งที่เข้ามาในร่างกายที่เป็นสิ่งแปลกปลอมไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเชื้อโรคหรือไม่ก็ตามโดยไม่ทำลายเซลล์ของเราเอง (โดยตรง) เนื่องจากเซลล์เม็ดเลือดขาวรับรู้ว่าเซลล์ต่างๆในร่างกายคือพวกเดียวกันเองอย่างไรก็ตามการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวจะมีปฏิกิริยาก้าวร้าวรุนแรงกับสิ่งแปลกปลอมและก่อให้เกิดผลกระทบกับอวัยวะต่างๆในบริเวณใกล้เคียง (ประหนึ่งช้างสารชนกันหญ้าแพรกก็กระจุยกระจาย) จนกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการทางพยาธิสภาพกับอวัยวะนั้นๆได้ด้วย...เพียงแต่ว่าผลกระทบข้างเคียงนั้นเมื่อเกิดกับอวัยวะอื่นๆที่ไม่ใช่สมองก็ยังอยู่ในระดับที่พอรับพอทนกันได้...แต่หากการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวเกิดขึ้นในสมองก็จะรุนแรงจนยากต่อการเยียวยาเนื่องจากเซลล์สมองมีความอ่อนไหวเป็นจุดยุทธศาสตร์ของชีวิต และมีการสร้างใหม่ช้ามากหรือแทบไม่สร้างเลย ดังนั้นสมองมีการสร้างกลไกขัดขวางไม่ให้เซลล์เม็ดเลือดขาวเข้ามาภายในซะเลย...และด้วยเหตุผลที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือเซลล์เม็ดเลือดขาวของร่างกายเราเองแท้ๆจะขาดสำนึกว่าเซลล์สมองก็คือส่วนหนึ่งของร่างกายเราเอง ดังนั้นหากมีอุบัติการใดๆก็ตามแต่ที่ทำให้เม็ดเลือดขาวเข้าไปในสมองได้เซลล์เม็ดเลือดก็จะทำลายเนื้อสมองของเราซะเอง.......(เอะๆ! อย่างที่ชอบพูดว่าทหารไม่ใช่นักการเมืองนั่นน่ะ)

อุปมาอุปมัย...หากท่านทหารทั้งหลายรับทราบและสามารถเข้าถึงปรัชญาความสมดุลย์และพอเพียงได้...ท่านก็ต้องเปลี่ยนวิธีคิดแบบทหารที่เข้ายึดบ้านเมืองด้วยการอ้างเหตุหรือโอ้อวดที่จะเปลี่ยนอะไรต่อมิอะไรเถอะท่านควรทำหน้าที่ของท่านเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องก้าวก่ายหน้าที่อื่นอันไม่ควรแม้จะมีเสียงยกยอปอปั้นให้ท่านหลงตัวเองก็ขอให้เป็นเพียงชั่วขณะ...อย่าถึงกับติดเป็นนิสัยสันดานเลย...ท่านต้องหยุดการก้าวก่ายและวิธีดำเนินการด้วยระบบทหารของท่าน...เพราะผลลัพธ์ที่เกิดขี้นไม่ว่าช้าหรือเร็วก็คือการทำให้การความเสื่อมถอยของชาติบ้านเมืองเช่นเดียวกับที่สมองของเราเมื่อถูกเซลล์เม็ดเลือดขาวเข้ามารุกล้ำเมื่อไหร่ก็จะทำให้เกิดความเสื่อมของความคิดเกิดความจำเลอะเลือนและนำไปสู่จิตวิปลาส...แม้อาจทำให้ความเจ็บปวดหายไปเพียงชั่วขณะเพราะทำลายสมองส่วนที่รับรู้ความเจ็บปวดเท่านั้น..ไม่สามารถแก้ที่ต้นเหตุได้และในที่สุดเซลล์เม็ดเลือดขาวก็จะร่วมทำลายสมองตัวเองจนสิ้นเพราะเข้าใจว่าสมองคือศัตรูของตัวเอง...

แม้ว่า...พระพุทธเจ้ากล่าวว่าบัวมีสี่เหล่าและถูกกำหนดวิถีชีวิตตามแต่ที่เกิดมาและดำรงอยู่...แต่ท่านก็คงทราบได้ว่าบัวไม่สามารถเปลี่ยนตัวเองได้เพราะบัวไม่สามารถเปลี่ยนสมองได้(เพราะไม่มี) แต่ท่านๆทั้งหลายครับ ท่านเปลี่ยนตัวเองได้ ท่านเปลี่ยนเถอะครับ อย่ายืดเยื้ออย่ายึดติด อย่าอ้างโน้นนี่นั่น....คืนชะตาชีวิตให้กับคนในชาติตามวิถีและครรลองไม่จำเป็นต้องอ้างความสงบ ความมั่นคง ทึกทักว่ามีใครอยากใครไม่อยากเลือกตั้งเพราะไม่ว่าจะมีฝ่ายไหนมากน้อยกว่ากันการเลือกตั้งก็คือการเริ่มต้นให้เราได้หลุดจากการทำลายตัวเราเอง...ถ้าหากยังทนทุรันกันต่อไป เราก็คงไม่มีเวลาที่จะเปลี่ยนสมองใหม่หรอก...นอกจากไปเกิดใหม่กัน

(*!) นอกจากสมองแล้ว อวัยวะที่สำคัญอื่นๆอย่างลูกตาและอัณฑะก็ไม่ยอมให้เซลล์เม็ดเลือดขาวรุกล้ำ




 

Create Date : 07 มีนาคม 2561    
Last Update : 8 มีนาคม 2561 14:28:32 น.
Counter : 64 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ปฏิรูปตำรวจ....อะไยเยอ





 

ก่อนที่จะมีระบบการเมืองแบบไม่ปกติอย่างปัจจุบัน...เมื่อสองสามปีก่อนมีการชุมนุมปิดบ้านเมืองให้มีการปฎิรูปกันอย่างหลายหลากระบบ....หนึ่งในนั้นก็คือ การปฎิรูปตำรวจ.... เวลาผ่านไป (เสมือนโกหก) ก็พบว่าในกอไผยังไม่มีอะไร (ดีขึ้น) หรืออาจแย่กว่าเดิมซะอีก....หลายคดีที่เคยเกิดหรือเกิดขึ้นวินาทีนี้มักไม่มีความคืบหน้าโดยเฉพาะคดีที่ไม่มีเงินรางวัล (หลอก) ล่อ

 

หลายคดี..ผู้เสียหายต้องพยายามดิ้นรนหาหลักฐาน (เอง) เช่นภาพจากกล้องของเทศบาลหรือจากเอกชนที่ติดกันไว้เพื่อประเคนให้กับผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ (....ขอ เน้นว่าผู้พิทักษ์สันติราษฏร์) กัน

 

....ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ต่างจากข่าวที่ชายคนหนึ่งผลุอารมณ์แสดงความรู้สึกของตนที่มีต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่สะท้อนให้เห็นว่าภาพพจน์ตำรวจบ้านเราติดลบมากจริงๆ ทั้งๆที่ควรเป็นหน่วยงานที่ประกอบด้วยบุคคลากรที่เป็นที่รักชอบพอและพึ่งพาได้ของผู้คนในชุมชน อย่างที่นานาอารยะประเทศส่วนใหญ่เขาเป็นกัน (ได้แล้ว) หากมีการปฏิรูปจนทำให้เกิดปฎิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างตำรวจกับประชาชนขึ้นได้(จริงๆ) ก็จะทำให้เกิดพลังสังคมที่เป็นครรลองและจุติสมาทานที่เป็นกิจวัตรระหว่างตำรวจกับประชาชนในทางที่ดี  ส่งผลให้เกิดการบังคับกฎหมายไม่ว่าด้านปัญหาสังคม  การจราจร  ความเป็นเป็นอยู่ของเราพัฒนาขึ้นมาได้ถึงระดับที่พอเพียง (ตามหลักเศรษฐกิจ...) โดยไม่ต้องคลอดกฎหมายโน้นนี่นั่นให้ซ้ำๆซากๆจนจับต้นชนปลายกันไม่ถูกอย่างที่เป็นอยู่ในหลายๆกรณีอย่างปัจจุบัน

 

ทุกวันนี้ ...ความรู้สึกของประชาชนทั่วไปก็คือตำรวจจะทำงานได้ดีขึ้น (....แต่อาจไม่ดีพอ) ก็ต่อเมื่อคดีนั้นมีเงินรางวัลล่อใจ...ท่านจึงจะดำเนินการกัน หรือก็ต้องทำให้เป็นข่าวกันตามสื่อขึ้นมาก่อนจึงจะเริ่มใส่ใจ ....ขณะที่ตำรวจจราจรก็ใส่ใจกับการหาค่าปรับแทนที่จะให้ความใส่ใจกับการแก้ปัญหาจราจรเพื่อให้เกิดการสร้างจิตสำนึกให้เกิดวินัยจราจรกัน

 

 ....ซึ่งหากพูดถึงเรื่องค่าปรับก็จะเห็นว่าประชาชนต่างก็มีความรู้สึกที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมกัน (เป็นองค์ประกอบร่วม) จึงมักเฉยเมยไม่ยอมเสียค่าปรับกันจนมีใบสั่งล้นอยู่ตามสถานีต่างๆกันเป็นแสนๆใบโดยเฉพาะจากการจับรถที่จอดข้างทาง หรือปรับเปลี่ยนวิถีการจราจรและกั้นช่องทางกลับรถโดยพลการทั้งๆที่ไม่มีความจำเป็น (ทำให้ต้องหาที่กลับรถเป็นกิโลๆหรือไม่มีที่ให้กลับรถเลยแม้ว่าทางตรงข้ามจะไม่มีปัญหารถติดก็ตาม) และไม่มีคำอธิบายใดๆ....เสมือนต้องการรีดไถหาเงินค่าปรับมากกว่าทำให้เกิดวินัยจราจร   ขณะที่ในกรณีของรถที่แทรกเบียดคันอื่นตามคอสะพานหรือขับบนไหล่ทาง ซึ่งเป็นปัญหาเรื่องวินัยจราจรอย่างชัดเจน...ท่านกลับมักเมินเฉยไม่ใส่ใจกัน {เพราะจับยาก (กว่า)}

ก็ไม่รู้ว่า....เมื่อไหร่จะปฏิรูปกันได้ เพราะดูเหมือนว่าการมีตำรวจอาจทำให้เกิดปัญหาที่ไม่ต่างจากการไม่มีตำรวจอย่างมีนัยสำคัญกันเลย (...นะ)

 

ไม่ทราบว่าหน่วยงานอย่าง  ส.ต.ง สามารถตรวจสอบเรื่องเงินค่าปรับ เงินรางวัลในคดีต่างๆที่ตำรวจแต่ละท่านหรือสถานีแต่ละแห่งได้รับว่ามีวิถีทางอย่างไรบ้างกันหรือปล่าว หรือถ้าจะให้ดีก็ควรนำมาประกาศให้ทราบถึงรายรับรายจ่ายว่ามีการนำเงินเข้ารัฐมากน้อยแค่ไหนแบบเรียลไทม์หน้าสถานี  ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกดีขึ้นหากค่าปรับเหล่านั้นเป็นไปตามนโยบายปราบโกงกันจริงๆ

ไม่ทราบว่า ส.ค.ช จะใช้ . 44 เกณฑ์ตำรวจเมื่ออายุครบ 21 กันดีไหม รับใช้สองปีก็ออกไป ส่วนระดับผู้บัญชาก็ใช้องค์ประกอบจากทหาร  ตำรวจดีๆ (ที่ยังมีเหลืออยู่) ร่วมกับประชาชนในชุมชน....เป็นวาระๆไป

 

เสนอกันเล่นๆหรอก...ปฏิรูป.....อะไยกันเยอ

 

 

 

 

 

 




 

Create Date : 13 ตุลาคม 2559    
Last Update : 13 ตุลาคม 2559 14:44:43 น.
Counter : 495 Pageviews.  

พอเพียง..ยังรู้ไม่พอมั้ง

เราได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงมานานมากพอ(แล้ว) และเราก็ได้พยายามทำความเข้าใจกับแนวคิดนี้....ที่รัฐบาลพยายามทำให้เป็นวาระ(สำคัญ) แห่งชาติมาหลายสมัย แต่เราก็ยังต้องคอยถามตัวเองเสมอว่าแตกต่างจากที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายครูบาอาจารย์สอนให้เรารู้จักเก็บหอมรอบริบ อย่าใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย เก็บสลึงบรรจบให้ครบบาทมาแต่อ้อนแต่อ่อนยังไงบ้าง... แน่นอนล่ะ...เรายังไม่ได้เคยได้คำตอบที่ชัดเจนจากท่านผู้นำ (ท่านไหนก็ตาม) สักที

เราจึงสงสัยว่า...
หากจะทำให้แนวคิดนี้เป็นจริงและนำเสนอต่อชาวโลกกันอย่างที่รัฐบาลท่านพยายามทำอยู่....มันคงไม่สามารถใช้วิธีที่ผ่านๆมาที่เน้นการแข่งขันกับคนอื่น...ที่คุ้นเคยกับการต้องเป็นอันดับหนึ่งของโลกในหลากหลายเรื่อง...ทั้งการส่งออกข้าว ส่งออกกุ้ง หรือสินค้าโน้นนี่นั่นสารพัด...ถ้าต้องการความพอเพียงก้นอย่างจริงแท้ก็น่าจะต้องสร้างหนทางหากลไกให้รู้และเข้าใจได้ว่า..ต้องทำเท่าไหร่... ใช้จ่ายอย่างไร... รักษายังไงให้พอเพียง...ที่ไม่ใช่แค่กับคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแต่ครอบคลุมได้กับประชาชนทั้งประเทศให้มีความเป็นอยู่ที่พร้อมๆกันด้วยปัจจัยสี่....การเป็นอันดับหนึ่งของโลกไม่ได้หมายความ(เสมอไป) ว่าจะมีพอและอดอยากกันไม่ได้ หรือการเป็นอันดับสุดท้ายก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่พออยู่พอกินกัน....

ดังนั้นหากจะให้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นรูปธรรมในระดับมหภาค อย่างแรกคือควรเลิกนิสัยนิยมการแข่งขันกันได้แล้ว...จากนั้นก็ควรมีตัวชี้วัดให้เข้าใจระดับความพอเพียงอย่างชัดเจนให้ได้....ซึ่งคงไม่ใช่เพียงการนั่งบนหอคอยแล้วพูดไปคิดไปอย่างลอยๆแต่ต้องมีการทำวิจัยเชิงลึกที่ไม่เพียงขึ้นกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแต่คำนึงถึงปัจจัยต่างๆอย่างรอบด้านรวมทั้งการมีรายได้ที่สมดุลกับรายจ่ายของประชากรแต่ละคน...ที่กำหนดเป็นตัวเลขได้ว่าให้เราต้องอยู่ตรงไหนถึงจะพอเพียงกับการดำรงชีวิตเพื่อครอบคลุมความจำเป็นจากปัจจัยสี่เป็นอย่างน้อย รวมทั้งควรทำให้ประชาชนไม่ใช่เพียงมีความสามารถในการหาซื้อแต่ต้องมีความรู้ไปพร้อมๆกันด้วย...ตัวอย่างเช่นการรู้จักบริโภคอาหารให้ครบหมู่ ไม่ใช่เพียงแค่กินให้อิ่มไปวันๆหรืออร่อยถูกปากแล้วอ้วนลงพุง ที่มีปัญญาหาซื้อมารับประทานแต่ไม่เข้าใจความพอดีของสารอาหารและไม่รักษาสมดุลของร่างกายที่ต้องรู้จักออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ...เป็นอาทิ

ถ้าจะหาพีอาร์เพื่อเรียกร้องและเสนอเรื่องนี้ก็ควรเป็นคนที่มีแบบอย่างความพอเพียงอย่างชัดเจนอย่างเช่น พลเอกเปรม คงจะน่าเชื่อถือกว่าอย่างมากมหาศาล ส่วนคนอื่น...แม้จะเป็นผู้นำแต่บุคลิกของท่านไม่เกื้อหนุน...ท่านก็ควรหลีกๆทางไปก่อน เอาไว้รอให้พร้อมแล้วค่อยออกมาพูดๆๆๆๆๆๆๆๆ

การที่รัฐบาลจะเสนอให้องค์การสหประชาชาติรับรองแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้คนทั้งโลกเขาทำกันโดยพูดลอยๆไปทางโน้นบ่อยๆนั้น ขอให้เห็นใจด้วยว่าการพูดของท่านอาจทำให้คนอื่นเข้าใจผิดคิดว่าคนไทยทุกคนชอบพูดจาเพ้อเจ้อโดยไม่มีหลักยึด...การจะนำเสนอแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงท่านต้องมีรูปแบบที่ชัดเจน..มีกลไก..มีแบบอย่าง ที่ชี้วัดได้อย่างแม่นยำซะก่อน.. ท่านต้องทำการบ้านอย่างมีทิศทาง (อีกเยอะ) แต่ถ้าได้แต่พูดๆอย่างที่เป็นมา... ก็อย่างที่บอกล่ะ...เรื่องอย่างงี้เขารู้กันมาตั้งแต่อยู่ประถมหนึ่ง...แล้วมั้ง




 

Create Date : 27 ตุลาคม 2558    
Last Update : 27 ตุลาคม 2558 18:18:34 น.
Counter : 813 Pageviews.  

น้ำท่วมประชาชน

เราดีใจที่นายกฯคิดได้ว่าจะไม่ปลดผู้ว่า ก.ท.ม เพราะประชาชนเลือกเข้ามาจึงต้องให้ออกไปเพราะประชาชนซึ่งเราหวังว่าคงหมายความว่าให้เป็นไปตามกลไกประชาธิปไตย ไม่ใช่ให้ไปจัดม็อบสร้างกฎหมู่ขึ้นมาอีกเพราะคงไม่มีใครอยากเสี่ยงหรอกโดยเฉพาะสถานการณ์แบบนี้...เราได้แต่มองโลกในแง่ดีว่านายกฯคงไม่มีวาระสองมาตรฐาน...แต่คงเป็นเรื่องของประสบการณ์ชีวิตและความสามารถในการคิดของแต่ละบุคคล...ที่บางคนก็คิดได้ช้ากว่าปกติ...สิ่งที่เคยทำไปแล้วก็เพราะเห็นว่ามีโอกาส {จนลืม (ที่จะคิด)}...ดังนั้นเราว่าปล่อยเลยตามเลยไปเถอะ...อะไรมันจะเกิดก็ให้เกิด เพราะยังไงก็คง (หวังว่า) ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้อีกแล้ว

พูดถึงการคิดได้คิดเป็น คิดเร็วคิดช้าก็อดนึกถึงและเป็นห่วงผู้ว่า ก.ท.ม. ที่ทำให้เราเป็นห่วงตัวเองกัน (ต่อไป) เพราะท่าน (ยังคง) ปวารณาว่าจะดูแลพวกเราไปตลอดชีวิต และเข้าใจ (ผิด) ว่าท่านได้ทำงานหนักแล้ว จนเราต่างก็อดสงสัยไม่ได้ว่านิยามการทำงานของท่านหมายความว่าอย่างไรกันนะ...เนี๊ยะ

อย่างการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่ท่านมัวไปดูงานต่างประเทศแต่ไม่ได้เข้าใจว่าปัญหาน้ำท่วมที่เกิดในกรุงเทพฯ กับอย่างเมืองอัมสเตอดัม...มันต่างกัน เมืองเขามีพื้นที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลอย่างมาก เขาก็แก้ด้วยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางภูมิประเทศเป็นหลัก แต่ในบ้านเราปัญหาเกิดจากการขาดจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อมของคนและทำให้เกิดปัญหาในการระบายน้ำจากสิ่งอุดตัน...ถ้าท่านเตรียมการต่างๆเช่นขุดลอดท่อระบายน้ำและหาทางรณรงค์หรือสร้างกระบวนการให้หยุดการทิ้งขยะไม่เลือกที่ซึ่งต้องเรียนตามตรงว่าเกิดจากผู้ค้าตามถนนเป็นส่วนใหญ่ที่ทิ้งจนสะสม...(เบื่อจะพูดถึง) ...ก็จะลดปัญหาน้ำท่วมได้มากหรืออาจจะแกไขได้อย่างเป็นรูปธรรมตลอดไปเลยก็ได้ หากไม่เจอวิกฤตฝนหลากมากเกินซึ่งคงไม่ใช่สาเหตุน้ำท่วมอย่างเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

สรุปก็คือปัญหาน้ำท่วมก.ท.ม. ปัจจัยหลักเกิดจากสำนึกของคนซึ่งแตกต่างจากคนในยุโรปตะวันตกอย่างมากมาย...เกินจะเกี่ยวข้องกัน

เราพูดกันว่าต้องปราบปรามคอรัปชั่นเพื่อแก้ปัญหาความถดถอยของประเทศ...การที่มีคนทำงานไม่เป็นแล้วมาหลอกเราๆให้เลือกเข้าไปทำงานเป็นผู้ว่าฯ วาระแล้ววาระเล่าก็คงต้องถือว่าเป็นการคอรัปชั่นด้วย
เหมียนกันไหมจ้ะ..ท่าน ปอปอชอ ทั้งหลาย...

ป.ล. ไม่ต้องตอบ..เรารู้ใจท่านดี




 

Create Date : 11 มิถุนายน 2558    
Last Update : 28 ตุลาคม 2558 13:54:02 น.
Counter : 651 Pageviews.  

ประชามติ..รัฐประหาร..รัฐธรรมนูญ (งง!...ล่ะสิ)

เป็นคำถามที่หดหู่กันไม่รู้จบว่า...ประเทศไทยเราจะอยู่ในวนเวียนการทำรัฐประหารกันไปอีกกี่ครั้งและนานแค่ไหน.. ได้แต่เห็นใจ ผู้ทำรัฐประหารที่บอกเราๆว่าไม่อยากทำแต่ก็ (ต้อง) ทำจนได้

รัฐธรรมนูญที่โฆษณาว่าทำตามแผนตามโรดแมปแต่จะทำประชามติหรือไม่ทำ...กลับตอบกันไม่ได้ แล้วนี่จะเรียกว่าเป็นการทำงานอย่างมี
โรดแมปได้ไงล่ะนี่....หรือต้องบอก (กันหน้าตาเฉย) ว่าเป็น การทำงานที่มีแบบแผนแบบไทยๆ...เหมียนกัน

จริงๆแล้ว...หากทำประชามติโดยขาดการให้ความรู้และข้อมูลแก่พลเมืองก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก...ขนาดคนที่มีเวลาตามข่าวร่างรัฐธรรมนูญก็ยังไม่สามารถตกผลึกเข้าใจประเด็นต่างๆได้ทั้งหมด...ทั้งการตีความและมุมมองที่แตกต่างก็ยิ่งทำให้แตกสามัคคีกันมากขึ้น... ความฝัน (เฟื่อง) ที่จะทำให้ประเทศชาติดีขึ้นอย่างที่สัญญาในเพลงที่เปิดจนเบื่อหูก็คงไม่เป็นจริง...ทั้งๆที่เราอุตสาห์หวังและอดทนฟังอยู่ทุกวี่วัน

เราคงหนีไม่พ้นอีกหนึ่งรัฐประหารถ้าทุกอย่างยังเป็นไปอย่างนี้ อยากให้ การทำรัฐประหารเป็นเรื่องผิดกฎหมาย...ห้ามทำกันอย่างเด็ดขาด ใครก่อรัฐประหารก็โดนประหารเจ็ดชั่วโคตร.....จะได้ไม่มีเชื้อ (ทางพันธุกรรม) สืบทอดเผ่าพันธุ์กันได้อีก...

ทางออกของประเทศเมื่อเกิดความขัดแย้งไม่ต้องทำรัฐประหารโดยทหารเพราะมันไม่ใช่หน้าที่ของท่านเลย...

ถ้ามีความขัดแย้งขนาด (คิดว่า) ต้องล้มรัฐธรรมนูญก็ให้ประชาชนตัดสินกันเองเถอะอย่าปล่อยเป็นภาระของใครหรือคนเพียงไม่กี่คนโดยพลการ

ทำประชามติผ่านองค์กรที่ตั้งมาเพื่อ ทำประชามติ เท่านั้น โดยรับข้อร้องเรียนจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ได้...อาจเป็นการร้องเรียนจากประชาชนที่ร่วมกันลงชื่อ (เอาสักแสนสองแสน) แทนการประท้วงกันอย่างที่ผ่านมา หรือโดยฝ่ายรัฐบาล เพื่อร้องขอให้องค์กรที่ทำประชามติดำเนินการ ที่ยังไงก็คุมกว่าผลกระทบทางอ้อมจากการประท้วงและต่อด้วยรัฐประหารอย่างที่วนเวียนกันเป็นหายนะของเราๆกันในทุกวันนี้...แต่หากต้องการลดค่าใช้จ่ายจากการใช้บัตรลงคะแนน...ก็สามารถทำโดยใช้กระบวนการทางไอที ที่มีการลงทะเบียนที่ชัดเจนมีการใช้ไอพีแอดเดรสที่ทราบข้อมูลผู้ลงประชามติก็สามารถระงับการลงคะแนนเสียงแทนกัน ซึ่งใครๆก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกลงหรือไม่ลงก็ได้

ต้องเข้าใจว่าคนที่ยอมลงทุนลงแรงมีกิจกรรมทางการเมืองร่วมประท้วงกันจริงๆ ก็เป็นกลุ่มคนที่มีศักยภาพที่จะใช้กลไกทางไอทีกัน...ไม่ใช่คนที่อยู่ปลายเขาขอบดอยที่พึงพอใจที่จะใช้ชีวิตพอเพียงมากกว่าที่จะสนใจการเมืองที่เล่นแง่เล่นเกม...อย่างที่ผ่านมา

ประชามติออกมาว่ายังไงก็ยอมรับตามนั้น ถ้าให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญก็เป็นประชามติที่มีพื้นฐานจากประชาชน... ก็ย่อมได้รับการยอมรับจากนานาชาติ... ไม่ใช่โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่มโนว่าข้าเป็นคนดี เป็นชายชาติทหาร (พุงสามศอก) ที่ (ต้อง) ยอมเสียสละมาทำตรงนี้...ท่านจะได้รู้จักตัวเองและอยู่เฉยๆ (ไปเถอะ).... เราไม่จำเป็นต้องรบกวนท่านมาทำให้เราเดือดร้อนอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

ถ้าจะเปลี่ยนประเทศ.....ให้พัฒนาได้อย่างใครเขา...ก็ทำประมาณนี้เถอะ




 

Create Date : 05 พฤษภาคม 2558    
Last Update : 5 พฤษภาคม 2558 18:35:03 น.
Counter : 489 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

ธีร์ พัชร
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ธีร์ พัชร's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.