12 โทษของคาเฟอีน กินมากเกินไปอาจถึงตายอย่างกะทันหัน !


โทษของคาเฟอีน
คาเฟอีนมีทั้งประโยชน์และโทษ แต่หากเราบริโภคคาเฟอีนมากเกินไป อันตรายถึงตายได้ง่าย ๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีโรคประจำตัวมาก่อนเลย !

อะไรที่มากเกินไปย่อมไม่ดีในทุกกรณีค่ะ ยิ่งหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพ ความปลอดภัยของชีวิตแล้ว ยิ่งต้องดูแลกันให้มากขึ้น อย่างวันนี้กระปุกดอทคอมก็จำเป็นต้องออกมาเตือนทุกคนจริง ๆ ว่า อย่ากินคาเฟอีนมากเกินไป เพราะอาจอันตรายถึงชีวิตได้เลย (อ่านข่าว สลด.. หนุ่มวัย 16 ดับเพราะคาเฟอีน หลังดื่มกาแฟ-น้ำอัดลม-เครื่องดื่มชูกำลัง ใน 2 ชม.)

          เกริ่นไปขนาดนี้เหล่าคอฟฟี่เลิฟเวอร์อาจมีสะดุ้งกันบ้าง เพราะยังไม่รู้ชัดว่าปริมาณคาเฟอีนแค่ไหนถึงจะเรียกว่ามากเกินไปจนเสี่ยงต่ออันตราย ดังนั้นเราขอบอกให้ทราบไปพร้อมกันเลยว่า สำหรับผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังหรือโรคอันตรายใด ๆ คาเฟอีนในปริมาณ 400 มิลลิกรัมต่อวันยังถือว่าปลอดภัยต่อสุขภาพอยู่ค่ะ โดยคำนวณง่าย ๆ จะได้กาแฟ 4 แก้ว หรือน้ำอัดลม 10 กระป๋อง หรือเครื่องดื่มชูกำลัง 2 ขวด โดยประมาณ แต่หากได้รับคาเฟอีนเกินกว่านี้ (ประมาณ 600 มิลลิกรัม = กาแฟขนาด 8 ออนซ์ 4-7 แก้ว) องค์การอาหารและยา สหรัฐอเมริกา ก็ออกโรงเตือนเลยว่าอยู่ในเกณฑ์ที่อันตราย

โทษของคาเฟอีน

และในส่วนของหญิงตั้งครรภ์ไม่ควรได้รับคาเฟอีนเกิน 200 มิลลิกรัม (กาแฟสำเร็จรูป 2 แก้วมาตรฐาน) เพราะอาจส่งผลเสียต่อลูกในครรภ์ ส่วนเด็กและวัยรุ่นอายุระหว่าง 12-18 ปีนั้น สถาบันกุมารเวชศาสตร์อเมริกัน แนะนำให้รับคาเฟอีนไม่เกิน 100 มิลลิกรัม (กาแฟสำเร็จรูป 1 แก้วมาตรฐาน) ต่อวัน จึงจะอยู่ในระดับที่ร่างกายพอรับไหวและไม่เกิดอันตรายต่อสุขภาพ

          เอาล่ะ...หลายคนอาจยังไม่เห็นภาพว่าหากดื่มกาแฟหรือปล่อยให้ร่างกายรับคาเฟอีนมากเกินปริมาณที่แนะนำแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับเราได้บ้าง ดังนั้นเราจะไม่รอช้าค่ะ ขอแฉโทษของคาเฟอีนต่อสุขภาพให้เห็นตามนี้เลย

โทษของคาเฟอีน

1. กระตุ้นอาการปวดหัว


แม้คาเฟอีนในจำนวนเล็กน้อยจะช่วยบรรเทาอาหารปวดหัวได้ในบางคน แต่หากร่างกายได้รับคาเฟอีนมากเกินไป ฤทธิ์ของคาเฟอีนอาจส่งผลตรงกันข้าม คือกระตุ้นอาการปวดหัวหนัก ๆ ได้ และอาจพัฒนาไปเป็นโรคไมเกรนในที่สุด

โทษของคาเฟอีน

2. ใจสั่น ใจเต้นเร็วผิดปกติ

          นี่เป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ร่างกายบอกให้เรารู้ว่าตอนนี้รับคาเฟอีนมามากเกินขีดจำกัดแล้ว โดยคนที่ดื่มกาแฟหลายแก้วใน 1 วัน หรือกินอาหารที่มีคาเฟอีนเข้มข้นมาก ๆ จะรู้สึกได้เลยว่าเกิดอาการใจสั่น ใจเต้นเร็วผิดปกติ นั่นก็เพราะคาเฟอีนเป็นสารกระตุ้นประสาท โดยจะออกฤทธิ์กระตุ้นสมองส่วนกลาง ก่อให้เกิดอาการผิดปกติดังกล่าวได้

3. ความดันโลหิตสูงขึ้น

งานวิจัยจาก Mayo Clinic เผยว่า ปริมาณคาเฟอีน 160 มิลลิกรัมก็เพียงพอให้ความดันโลหิตในร่างกายเราสูงขึ้นได้ ดังนั้นคนที่มีโรคความดันโลหิตสูงจึงควรต้องระมัดระวัง พร้อมทั้งจำกัดปริมาณคาเฟอีนที่ควรได้รับต่อวันให้ไม่เกิน 250 มิลลิกรัม (กาแฟประมาณ 2 แก้วกว่า ๆ) ไม่อย่างนั้นอาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ภายใน 2-3 ชั่วโมงหลังดื่มกาแฟเข้าไป เพราะนั่นเป็นช่วงที่คาเฟอีนซึมเข้ากระแสเลือดได้อย่างเต็มที่แล้ว

4. เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจในวัยรุ่น

          ดร.Lucio Mos หัวหน้าทีมวิจัยพบว่า ในกลุ่มวัยรุ่นที่ดื่มกาแฟเกินขนาด หรือได้รับคาเฟอีนมากเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจได้ถึง 4 เท่า (กรณีที่ดื่มกาแฟเกิน 4 แก้วต่อวัน) ทั้งนี้ไม่เพียงแต่กาแฟเท่านั้นที่มีคาเฟอีนนะคะ แต่ยังรวมไปถึงน้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง ยาพาราเซตามอล ยาแก้ปวด ช็อกโกแลต หรือชาชนิดต่าง ๆ ด้วย ซึ่งหากบริโภคอาหารที่มีคาเฟอีนเหล่านี้มากเกินไป โอกาสที่ร่างกายจะได้รับคาเฟอีนเกินขนาดก็ย่อมมีมากขึ้น

5. เพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านมและซีสต์ในผู้หญิง

ผลการศึกษาพบว่า ผู้หญิงที่รับคาเฟอีนเข้าร่างกายมากกว่า 500 มิลลิกรัมต่อวัน จะมีความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านมและการเกิดซีสต์เพิ่มขึ้น 2-3 เท่าเลยทีเดียว

โทษของคาเฟอีน

6. ลำไส้แปรปรวน

          หากเราบริโภคคาเฟอีนมากกว่า 500-600 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบกับกาแฟ 5-6 แก้ว อาจเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำได้ เนื่องจากคาเฟอีนมีฤทธิ์เป็นสารขับน้ำอย่างหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ปวดปัสสาวะบ่อย อีกทั้งคาเฟอีนยังมีฤทธิ์เป็นยาระบาย คนที่ได้รับคาเฟอีนมากเกินไปจึงอาจมีอาการท้องไส้ปั่นป่วน ท้องเสีย หรือมีอาการลำไส้แปรปรวนได้

7. เป็นตะคริวง่าย

ถ้าอยากรู้ว่าเราบริโภคคาเฟอีนมากเกินไปหรือเปล่าก็สังเกตได้ง่าย ๆ จากอาการตะคริวค่ะ เพราะหากบริโภคคาเฟอีนมากเกินขนาด แน่นอนว่าร่างกายเราจะตกอยู่ในสภาวะขาดน้ำอันเนื่องมาจากฤทธิ์ขับน้ำของคาเฟอีนนั่นเอง และหากร่างกายมีคาเฟอีนในปริมาณที่สูงภายในเวลาสั้น ๆ อาการตะคริวก็อาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลันด้วยนะคะ

8. พูดเร็วและรัว

          อาการทางประสาทที่เห็นได้ชัดจากภาวะที่ร่างกายมีคาเฟอีนมากเกินไปคืออาการพูดไม่รู้เรื่อง พูดเร็วและรัว ซึ่งเป็นผลจากการที่สมองส่วนกลางถูกกระตุ้นและสั่งงานมายังระบบประสาทให้ตื่นตัวเร็วเกินไปนั่นเอง

โทษของคาเฟอีน

9. นอนไม่หลับ

นอกจากคาเฟอีนจะกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางให้เรารู้สึกกระวนกระวาย ใจเต้นเร็วแล้ว หากบริโภคคาเฟอีนมากเกินไปก็จะทำให้เรานอนไม่หลับทั้งที่รู้สึกเพลียหนักมากด้วยนะคะ สัญญาณนี้ดูไม่ค่อยดีกับสุขภาพโดยรวมเลยใช่ไหมล่ะ

10. ประสาทหลอน

Leftในทางการแพทย์เชื่อว่า อาการประสาทหลอนจากภาวะคาเฟอีนเกินขนาดเป็นผลมาจากความเครียดและการที่ร่างกายไม่ได้พักผ่อน รวมไปถึงฮอร์โมนอะดรีนาลินที่ถูกกระตุ้นหลั่งมากเกินไปจนร่างกายเกินลิมิตที่จะควบคุมได้ด้วย

โทษของคาเฟอีน

11. ดื่มกาแฟเกิน 4 แก้วทุกวัน เสี่ยงตายก่อนวัยอันควร

ผลการวิจัยจากพาร์ทเนอร์รายหนึ่งของ Mayo Clinic เผยว่า ผู้ชายที่มีพฤติกรรมสูบบุหรี่ และไม่ค่อยออกกำลังกาย หากดื่มกาแฟขนาด 8 ออนซ์เกิน 4 แก้วเป็นประจำ จะมีความเสี่ยงตายก่อนวัยอันควรเพิ่มขึ้น 21% ด้วยกัน ทว่าแม้จะเป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า ความเสี่ยงของการเสียชีวิตก็เพิ่มขึ้นเหมือนกันหากคุณดื่มกาแฟเกิน 4 แก้ว หรือรับคาเฟอีนเกินกว่าที่ร่างกายจะรับมือได้ไหว

          ยิ่งหากเหตุผลที่คุณดื่มกาแฟอัด ๆ เข้าไปเป็นเพราะต้องการปลุกให้ร่างกายตื่น ฟื้นจากความอ่อนเพลีย แทนที่จะเลือกวิธีนอนหลับพักผ่อนให้ร่างกายได้ฟื้นฟูตัวเองจริง ๆ ก็แน่นอนว่าสุขภาพของคุณจะค่อย ๆ เสื่อมโทรมลงไปเรื่อย ๆ เพราะเอาเข้าจริง ๆ แล้วการที่เราดื่มกาแฟเข้าไปแล้วมีเรี่ยวแรงขึ้นได้ก็ไม่ใช่ฤทธิ์ของกาแฟโดยตรง แต่เป็นร่างกายเองที่ดึงกำลังสำรองมาใช้ ซึ่งเมื่อถึงคราวที่จำเป็นต้องอาศัยกำลังสำรองขึ้นมาจริง ๆ แล้วร่างกายไม่มีกำลังเหล่านั้นเหลืออยู่ ภูมิต้านทานของเราจะต่ำลง ล้มป่วยได้ง่าย หรือป่วยแล้วไม่ยอมหายเลยก็เป็นได้


โทษของคาเฟอีน

12. เสียชีวิตกะทันหัน !


          เมื่อร่างกายได้รับคาเฟอีนที่มากเกินไป อาจส่งผลให้เกิดภาวะเสียสมดุลของสารเกลือแร่ในร่างกาย ก่อให้เกิดอาการชักเกร็ง หลังแอ่น ปอดแฟบ ความดันโลหิตพุ่งสูงอย่างเฉียบพลัน หัวใจบีบรัดมากเกินไป ส่งผลให้ภาวะการหายใจและระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลวจนถึงแก่ชีวิตได้ โดยปริมาณคาเฟอีนที่อันตรายต่อร่างกายถึงเพียงนี้ก็จะอยู่ที่ราว ๆ 100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัว หรือประมาณ 5,000-10,000 มิลลิกรัมในผู้ใหญ่ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการขับคาเฟอีนออกจากร่างกายของแต่ละคนด้วยนะคะ

โทษของคาเฟอีนที่มากเกินไปน่ากลัวน้อยซะเมื่อไรจริงไหมคะ ดังนั้นจึงอยากเตือนทุกคนอีกครั้งว่าพยายามหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในกรณีที่ไม่จำเป็นจริง ๆ จะดีกว่า หรืออย่างน้อยจำกัดปริมาณคาเฟอีนที่ร่างกายจะได้รับต่อวันก็ยังดี และอย่าลืมเด็ดขาดด้วยนะคะว่า ไม่ใช่แค่กาแฟเท่านั้นที่มีคาเฟอีน แต่อาหารและเครื่องดื่มชนิดอื่นก็มีคาเฟอีนด้วยเช่นกัน

          - 6 อาหารที่มีคาเฟอีนแฝงอยู่ บอกเลย ถึงไม่ดื่มกาแฟก็หนีไม่พ้น

          และสำหรับใครที่อยากโบกมือลากาแฟเพื่อลดปริมาณคาเฟอีนในร่างกายลงบ้าง เราก็มีวิธีเลิกกาแฟมาบอกต่อ

          - วิธีเลิกกาแฟ อยากบอกลาคาเฟอีน ทำตามนี้



ภาพจาก pexels
ขอขอบคุณข้อมูลจาก

สำนักการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยหัวเฉียว
mayoclinic
caffeineinformer
healthline
authoritynutrition
inc



Create Date : 20 พฤษภาคม 2560
Last Update : 20 พฤษภาคม 2560 17:53:03 น.
Counter : 731 Pageviews.

1 comment
เมนูหมูสับ สูตรอาหารง่าย ๆ เรื่องหมู ๆ


เมนูหมูสับ
เมนูหมูสับ 12 สไตล์ เสิร์ฟเป็นอาหารไทยทำง่าย ๆ เรื่องหมู ๆ สมชื่อเมนู คิดไรไม่ออกก็ลองเข้ามาจิ้มไปสักหนึ่งสูตร ของอร่อยและทำง่าย ๆ ยังมีในโลก !

          บางคนมีความเชื่อว่า เมนูหมูเหมือนเป็นเคล็ดลับที่กินแล้วจะทำให้หน้าที่การงานจะได้ราบรื่น วันหยุดแบบนี้จะทำเมนูหมูง่าย ๆ กินดีล่ะ ส่วนใหญ่ก็ทำแต่เมนูหมูอบ เมนูหมูมะนาว เมนูหมูหวาน เมนูหมูสามชั้นเมนูหมูผัด สำหรับเมนูหมูสับก็เคยทำแต่เมนูหมูสับผัด และหมูสับทรงเครื่อง ไม่เคยทำเมนูอื่นนอกเหนือจากนี้เลย กระปุกดอทคอมขอนำเสนอ 12 เมนูหมูสับ เช่น หมูสับทอด หมูทอดข้าวโพด หมูสับนึ่งไข่เค็ม น้ำพริกมะเขือเทศกุ้งหมูสับ ซาลาเปาไส้หมูสับไข่เค็ม ข้าวต้มหมูสับสปาเกตตีมะเขือเทศยัดไส้หมูสับ และอื่น ๆ อีกเพียบ ถ้าพร้อมแล้ว ลุย ! 
เมนูหมูสับ
หมูสับทอด

วันนี้วันหยุดอยู่บ้านอยากหาเมนูหมูง่าย ๆ ทำให้กิน ในตู้เย็นมีหมูสับเยอะแยะเป็นกิโลฯ เอามาทำหมูสับทอดก็ดูเข้าท่าเหมือนกัน ขอยกตัวอย่างสูตรจากคุณแม่สลิ่ม ที่จับหมูสับไปหมักกับเครื่องปรุงและไข่ไก่เพื่อให้หมูนิ่มขึ้น เสร็จแล้วก็เอาไปทอดจนสุก ปั้นเป็นชิ้นเล็กพอดีคำก็กินง่ายดีนะคะคุณขา เอ้า...อ้าปากเตรียมเคี้ยวเลยจ้า

ส่วนผสม หมูสับทอด

          • รากผักชี (หั่นเป็นท่อนสั้น) 3 ราก
          • กระเทียมไทย (ปอกเปลือก) 25 กลีบ
          • พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา
          • เนื้อหมูบด 300 กรัม
          • น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
          • น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
          • ไข่ไก่ (เบอร์ 0) 1 ฟอง
          • น้ำมันพืช (สำหรับทอด)

วิธีทำหมูสับทอด

 >> 1. โขลกรากผักชีพอละเอียด ใส่กระเทียมลงโขลกต่อให้เข้ากัน ตามด้วยพริกไทยป่น โขลกให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว

 >> 2. นำหมูบดใส่ชามผสม ใส่ส่วนผสมที่โขลกไว้ลงไป ปรุงรสด้วยน้ำตาลทรายและน้ำปลาตามชอบ เคล้าผสมให้เข้ากัน

 >> 3. ตอกไข่ไก่ใส่ลงไปแล้วคนให้เข้ากัน จากนั้นพักส่วนผสมไว้ 30 นาที

 >> 4. พอครบเวลาก็ปั้นหมูเป็นก้อนเล็ก ๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 1/2-2 นิ้ว หนา 1/2 นิ้ว นำไปทอดด้วยน้ำมันร้อนไฟอ่อนถึงปานกลาง กลับด้านละหนึ่งครั้ง พอหมูสับทอดมีสีเหลืองสวยงามแล้วตักขึ้นพักไว้ เสิร์ฟพร้อมซอสพริก น้ำปลาพริกและแตงกวา พร้อมข้าวสวยร้อน ๆ 


++++++++++++
เมนูหมูสับ
หมูสับนึ่งไข่เค็ม
หมูสับและไข่เค็มซื้อเตรียมไว้พร้อม กะว่าตอนเช้าจะทำเมนูหมูสับนึ่งไข่เค็ม แต่แก๊สหมดเสียนี่ สำหรับเพื่อน ๆ ที่อยากกินเมนูหมูสับนึ่งไข่เค็มแต่อุปกรณ์ไม่พร้อม แค่มีไมโครเวฟก็สบายใจหายห่วงค่ะ ขอแนะนำหมูสับนึ่งไข่เค็มสูตรจากเฟซบุ๊ก ทำอาหารในแบบง่าย ๆ ตามสไตล์ Rita จับเอาหมูสับโปะไข่เค็มเข้าไมโครเวฟ พอสุกปั๊บก็เอาออกมาหม่ำได้เลยค่ะ ง่ายเว่อร์เลยเนอะ 

ส่วนผสม หมูสับนึ่งไข่เค็ม

          • หมูสับ 100 กรัม
          • รากผักชี 1 ราก
          • กระเทียม 2 กลีบ
          • พริกไทย 2 เม็ด
          • แป้งมันสำปะหลัง 1/2 ช้อนชา
          • ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
          • น้ำมันหอย 1 ช้อนชา
          • น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา
          • ไข่แดงเค็ม (หั่นครึ่ง) 2 ฟอง

หมายเหตุ : ตำรากผักชี กระเทียม และพริกไทยรวมกันไว้ก่อนค่ะ (ถ้าไม่ชอบกลิ่นกระเทียม ใส่แค่รากผักชีกับพริกไทยก็พอค่ะ พริกไทยใช้แบบผงก็ได้ค่ะ)

วิธีทำหมูสับนึ่งไข่เค็ม (ไมโครเวฟใช้ไฟแรง 400 วัตต์)

          >> 1. หมักหมูสับกับรากผักชี กระเทียม และพริกไทยตำ ตามด้วยแป้งมันสำปะหลัง ซีอิ๊วขาว น้ำมันหอย และน้ำตาลทรายคลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน

          >> 2. นำหมูปรุงรสมาปั้นเป็นก้อนกลม จากนั้นวางไข่แดงเค็มที่หั่นครึ่งลงไปด้านบน นำฝามาครอบภาชนะ เอาเข้าไมโครเวฟประมาณ 4 นาที ใช้ไฟแรง 400 วัตต์ เป็นอันเสร็จ


++++++++++++
เมนูหมูสับ
น้ำพริกมะเขือเทศกุ้งหมูสับ

สำหรับสาว ๆ ที่อยากกินเมนูหมูสับแคลอรีต่ำ ขอแนะนำน้ำพริกมะเขือเทศกุ้งหมูสับเลยจ้า สูตรจากนิตยสารแม่บ้าน สูตรนี้ใส่ทั้งเนื้อหมูและเนื้อกุ้ง ที่ขาดไม่ได้เลยคือ มะเขือเทศ เพิ่มความหอมจากสมุนไพรลงไป เสิร์ฟกับผักสดเยอะ ๆ ทำกินมื้อเย็นให้ฟินไปเลยนะคะสาว ๆ ขา

ส่วนผสม น้ำพริกแกง

          • พริกขี้หนูแห้ง (แช่น้ำพอนุ่ม) 10 เม็ด
          • ตะไคร้ (ซอยละเอียด) 2 ต้น
          • หอมแดง 3 หัว
          • กระเทียม 5 กลีบ
          • กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ
          • เกลือป่นหยาบ 1/2 ช้อนชา
          • เนื้อหมูสันนอกสับ 100 กรัม
          • มะเขือเทศราชินี

ส่วนผสม น้ำพริกมะเขือเทศกุ้งหมูสับ (สำหรับ 3 ที่)

          • น้ำมันพืช 1/4 ถ้วยตวง
          • กระเทียม (สับละเอียด) 5-6 กลีบ
          • มะเขือเทศราชินี (หั่นครึ่งนำเม็ดออก) 150 กรัม
          • เนื้อกุ้งสด (สับหยาบ) 50 กรัม
          • น้ำเปล่า 1/2 ถ้วยตวง
          • เกลือป่น 1 ช้อนชา
          • น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
          • น้ำปลา 1 ช้อนชา
          • ต้นหอมและผักชี (ซอยรวมกัน) 2 ช้อนโต๊ะ
          • ผักสดทานเคียง เช่น แตงกวา, ถั่วฝักยาว, ผักกาดขาว, กะหล่ำปลี และมะเขือเปราะ

วิธีทำน้ำพริกมะเขือเทศกุ้งหมูสับ

          >> 1. ทำน้ำพริกแกง โดยโขลกพริกขี้หนู ตะไคร้ หอมแดง กระเทียม กะปิ และเกลือป่นให้ละเอียด ใส่เนื้อหมูและมะเขือเทศราชินี โขลกพอเข้ากัน พักไว้

          >> 2. นำกระทะใส่น้ำมันพืชตั้งไฟพอร้อน ใส่กระเทียมลงไปเจียวให้หอม ใส่ส่วนผสมหมูสับลงไปผัด พอหมูเริ่มสุกเติมเนื้อกุ้งลงไปผัดพอสุก เติมน้ำเปล่า รอให้เดือด 

          >> 3. ปรุงรสด้วยเกลือป่น น้ำตาลทราย และน้ำปลา ผัดให้เข้ากัน ปิดไฟ ใส่ต้นหอมกับผักชี ตักใส่ถ้วย เสิร์ฟพร้อมผักสดตามชอบ


++++++++++++
เมนูหมูสับ
ข้าวต้มหมูสับ

อาหารมื้อเช้าเมนูหมูสับที่อยากแนะนำคือ ข้าวต้มหมูสับ สูตรนี้ใส่ข่าอ่อนเพิ่มกลิ่นหอมด้วยนะคะ ถ้าเพื่อน ๆ จะกินหมูสับเป็นก้อนก็จับปั้นเป็นก้อนพอดีคำได้เลยค่ะ ตบท้ายด้วยกระเทียมเจียวเพิ่มกลิ่นหอม อูย… หอมไกลถึงหน้าปากซอยเลย  

ส่วนผสม ข้าวต้มหมูสับ

          • น้ำเปล่า (สำหรับทำน้ำซุป)
          • ข่าอ่อน (หั่นเป็นแว่น) 2 ชิ้น
          • เนื้อหมูสับปรุงรส 200 กรัม
          • ซีอิ๊วขาว 4 ช้อนโต๊ะ
          • น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
          • พริกไทยป่น 2 ช้อนชา
          • ข้าวหอมมะลิหุงสุก 300 กรัม
          • น้ำเปล่า (สำหรับต้ม)
          • กระเทียมเจียว ต้นหอมซอย และตังฉ่าย (สำหรับโรยหน้า)

วิธีทำข้าวต้มหมูสับ

          >> 1. ต้มน้ำเปล่ากับข่าอ่อนจนเดือด ใส่หมูสับปั้นเป็นก้อนลงต้มจนสุก ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย และพริกไทยป่น ลดไฟลง ต้มจนน้ำซุปจนเดือด เตรียมไว้

          >> 2. ตั้งน้ำเปล่าในหม้ออีกใบจนเดือด ใส่ข้าวหอมมะลิลงต้มในน้ำเดือดจนนุ่ม ตักข้าวใส่ถ้วย ตามด้วยน้ำซุป และหมูสับ โรยหน้าด้วยกระเทียมเจียว ต้นหอมซอย และตังฉ่าย พร้อมเสิร์ฟ

          • ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ ข้าวต้มหมูสับ เสิร์ฟร้อน ๆ ต้อนรับเช้าวันใหม่

+++++++++++




Create Date : 20 พฤษภาคม 2560
Last Update : 20 พฤษภาคม 2560 17:51:01 น.
Counter : 2229 Pageviews.

0 comment
ชาวสวนเวลส์คิดค้นพริกเผ็ดสุดในโลก เผ็ดร้อนทะลุทุกสถิติ รุนแรงถึง


พริกที่เผ็ดที่สุดในโลก
ชาวสวนในเวลส์คิดค้นสายพันธุ์พริกที่เผ็ดที่สุดในโลกได้โดยบังเอิญ ตั้งชื่อ ลมหายใจมังกร ชี้เผ็ดทะลุทุกอันดับ ไม่สามารถรับประทานได้ เพราะอันตรายถึงชีวิต 

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2560 สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า ไมค์ สมิธ ชาวสวนในเซนต์ อะซาฟ เมืองทางตอนเหนือของประเทศเวลส์ สามารถเพาะพันธุ์พริกที่เผ็ดร้อนมากที่สุดในโลกได้ด้วยความบังเอิญ มันมีค่าความเผ็ดอยู่ที่ 2.4 ล้านสโควิลล์ นับว่าสูงที่สุดเหนือสายพันธุ์พริกทุกชนิดในโลก แม้แต่คาโรไลนา รีปเปอร์ เจ้าของสถิติเดิมก็ไม่เผ็ดร้อนแรงเท่าพริกสายพันธุ์ใหม่ล่าสุดนี้

พริกที่เผ็ดที่สุดในโลก

          สุดยอดพริกชนิดนี้ได้รับการขนามว่า ลมหายใจมังกร หรือ Dragons's Breath จุดเริ่มต้นของมันนั้นมีที่มาจากการร่วมมือระหว่างไมค์กับทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยน็อตติงแฮม เทรนต์ ในโปรเจคท์พัฒนาสายพันธุ์พืชชนิดใหม่ และพริกตัวนี้คือผลจากการทดลองของพวกเขา
พริกที่เผ็ดที่สุดในโลก

ตลอดชีวิตกว่า 8 ปีในการคลุกคลีกับพืชผักนั้น ไมค์ไม่เคยปลูกพริกอย่างจริง ๆ จัง ๆ มาก่อน และตัวเขาเองก็ไม่รับประทานอาหารที่มีรสเผ็ดอีกด้วย แต่พริกสายพันธุ์ใหม่ของเขานั้นคือการค้นพบครั้งสำคัญ มันถูกนำไปเสนอในงานแสดงพืชพรรณของสมาคมเกษตรกรรมแห่งลอนดอน และคาดว่ามันน่าจะได้รับรางวัลสุดยอดผลผลิตแห่งปีไปครอง

พริกที่เผ็ดที่สุดในโลก

          พริกชนิดนี้มีลำต้นความสูงประมาณ 1 เมตร ผลิตผลที่ได้เป็นพริกเม็ดเล็กหน้าตาไร้พิษสงแต่มีความเผ็ดร้ายกาจ โดยไมค์กล่าวว่า เขาทดลองชิมมันโดยกัดไปคำหนึ่งแล้วรีบคายทิ้ง สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือความเผ็ดร้อน เขารู้สึกเหมือนลิ้นถูกไฟเผา และมันรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เผ็ดร้อนอยู่แบบนั้นนานถึงครึ่งชั่วโมง

          แน่นอนว่าความเผ็ดร้อนในระดับนี้ทำให้มันไม่สามารถรับประทานได้ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ไว้ว่า ถ้าหากผู้ใดเคี้ยวและกลืนพริกชนิดนี้เข้าไป ผู้นั้นสามารถเกิดภาวะแอแนฟิแล็กซิส หรือปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลัน ความเผ็ดร้อนจะแทรกซึมไปทั่วระบบทางเดินอาหารและระบบเดินหายใจ และมันเป็นอันตรายถึงชีวิต


พริกที่เผ็ดที่สุดในโลก

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พริกชนิดนี้คาดว่าจะมีประโยชน์อย่างยิ่งในทางการแพทย์ โดยไมค์คาดหวังว่ามันจะถูกนำไปพัฒนาต่อยอด โดยสกัดให้เป็นน้ำมันยาชาสำหรับผู้ป่วยที่ยากไร้หรือผู้ป่วยที่มีอาการแพ้ยาชาชนิดปกติ

          ไมค์ได้ส่งมันไปขึ้นทะเบียนกับกินเนส เวิล์ด เรคคอร์ด ในฐานพริกที่เผ็ดร้อนที่สุดในโลกแล้ว ซึ่งถ้าหากได้รับการพิจารณา มันก็จะครองแชมป์พริกที่เผ็ดร้อนที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการโดยทันที

พริกที่เผ็ดที่สุดในโลก

ภาพจาก dailypost.co.uk
ข้อมูลจาก dailypost.co.uk, telegraph.co.uk



Create Date : 20 พฤษภาคม 2560
Last Update : 20 พฤษภาคม 2560 17:40:02 น.
Counter : 436 Pageviews.

0 comment
ชิฟฟ่อนใบเตย สูตรเค้กเนื้อนุ่มทำง่าย ๆ ขายได้กำไร


ชิฟฟ่อนใบเตย
ชวนมาเคลิ้มไปกับความนุ่มของเค้กชิฟฟ่อนใบเตย ขนมเค้กเนื้อเบาหอมละมุน สอดแทรกด้วยครีมสด แค่ชิมคำแรกก็หลับตาพริ้ม แถมทำขายกำไรดี๊ดี

     ใครสนใจทำเค้กชิฟฟ่อน สูตรขนมเนื้อฟูนุ่มเหมือนกันบ้าง จะทำกินเองหรือทำขายก็แจ่ม กระปุกดอทคอมขอนำเสนอวิธีทำชิฟฟ่อนใบเตย สูตรจาก ครัวป้ามารายห์ สูตรชิฟฟ่อนเค้กสีเขียว เนื้อนุ่มละลายในปาก มาพร้อมสูตรครีมสดหวานหอม ใครจะแปลงร่างเป็นชิฟฟ่อนใบเตยฝอยทองหรือชิฟฟ่อนใบเตยมะพร้าวอ่อนก็ได้นะคะ อร่อยล้ำทุกคำบอกเลย

ชิฟฟ่อนใบเตยหอมใบเตย เค้กเนื้อนุ้มนุ่มได้ทำได้ลองแล้วจะติดใจ โดย ครัวป้ามารายห์

ส่วนผสม เค้กชิฟฟ่อนใบเตย (พิมพ์ขนาด 10x10 นิ้ว สูตรสำหรับ 1 ถาด)

ส่วนผสม ไข่แดง

     • ไข่แดง (ไข่ไก่เบอร์ 2) 3 ฟอง
     • น้ำตาลทราย 35 กรัม
     • น้ำใบเตย 60 กรัม
     • น้ำมันพืช 35 กรัม
     • กลิ่นใบเตย1/2 ช้อนชา (ไม่ใส่ก็ได้)
     • แป้งเค้ก 80 กรัม
     • ผงฟู 1 ช้อนชา
     • สีผสมอาหารสีเขียว ประมาณ 10 หยด (ไม่ใส่ก็ได้)

ส่วนผสม ไข่ขาว

     • ไข่ขาว 3 ฟอง
     • ครีมออฟทาร์ทาร์ 1/2 ช้อนชา
     • แป้งข้าวโพด 1 ช้อนชา
     • น้ำตาลทราย 30 กรัม

ส่วนผสม ไส้ครีม (สำหรับทาชิฟฟอน)

     • วิปปิ้งครีม 200 กรัม
     • น้ำตาลไอซิ่ง 35 กรัม

วิธีทำชิฟฟ่อนใบเตย


ชิฟฟ่อนใบเตย

     • ทำส่วนผสมไข่แดง โดยตีไข่แดงกับน้ำตาลทรายจนเข้ากันแล้วใส่น้ำใบเตยที่คั้นไว้ เติมน้ำมันพืชและกลิ่นใบเตยลงไป ตีจนเข้ากันดี

ชิฟฟ่อนใบเตย

     • ใส่แป้งที่ร่อนพร้อมผงฟู (ร่อนสัก 2 รอบ เพื่อความนุ่มฟู) ตะล่อมจนเข้ากันแต่อย่านานมากเดี๋ยวเค้กจะเหนียว หลังจากนั้นก็ใส่ผสมอาหารสีเขียวสีตะล่อมจนเข้ากัน พักไว้

ชิฟฟ่อนใบเตย

     • ทำส่วนผสมไข่ขาว โดยตีไข่ขาวกับครีมออฟทาร์ทาร์จนเป็นฟองหยาบแล้วใส่แป้งข้าวโพด ค่อย ๆ ทยอยใส่น้ำตาลทรายลงไป แบ่งใส่สัก 3 ครั้ง ตีจนตั้งยอดอ่อนหรือตั้งยอดกลาง

ชิฟฟ่อนใบเตย

     • ตักส่วนผสมไข่ขาวบางส่วนใส่ชามส่วนผสมไข่แดง ตะล่อมเบา ๆ จนเข้ากัน ใส่ส่วนผสมไข่ขาวที่เหลือลงไปตะล่อมจนเนียนเข้ากัน แล้วเทใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้ ใช้ไพ่หรือไม้พายเกลี่ยให้แป้งเค้กเสมอกัน แล้วเคาะพิมพ์เพื่อไล่ฟองอากาศสัก 1-2 ครั้ง ถ้ายังมีฟองอยู่ก็เอาไม้จิ้มฟันเจาะฟองออก

ชิฟฟ่อนใบเตย

     • นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ประมาณ 12-15 นาที เปิดไฟบน-ล่าง พออบเสร็จก็เคาะพิมพ์ 1 ครั้งเพื่อไม่ให้เค้กยุบตัวมาก หลังจากนั้นก็นำออกจากพิมพ์ไปพักบนตะแกรงจนเย็นสนิท ทำเค้กชิฟฟ่อนอีกแผ่นเพื่อนำมาประกบ

ชิฟฟ่อนใบเตย

     • ทำครีมสด โดยตีวิปครีมกับน้ำตาลไอซิ่ง จะใส่กลิ่นใบเตยเพิ่มสัก 1/2 ช้อนชาก็ได้ค่ะ ตีจนตั้งยอดแข็ง แล้วนำไปทาบนเค้กที่เราพักไว้จนเย็นสนิท ทาจนทั่วแล้วนำเค้กอีกแผ่นมาประกบ หลังจากนั้นก็นำไปแช่ตู้เย็นให้ครีมเซตตัวเป็นเวลา 2 ชั่วโมง

ชิฟฟ่อนใบเตย

     • พอครบ 2 ชั่วโมง ก็นำมาตัดด้านข้างออก แล้วแบ่งตามความชอบเลยค่ะ

ชิฟฟ่อนใบเตย

     • เสร็จแล้วจะได้ชิฟฟ่อนใบเตยที่หอมนุ่มอร่อยกินกัน และทำขายได้ด้วยค่ะ

     • ติดตามครัวป้ามารายห์ได้เพิ่มเติมที่ เฟซบุ๊ก ครัวป้ามารายห์

วิธีทำชิฟฟ่อนใบเตย





Create Date : 19 พฤษภาคม 2560
Last Update : 19 พฤษภาคม 2560 18:26:47 น.
Counter : 2155 Pageviews.

1 comment
รถเมล์สาย 2 ในตำนาน สมัยพฤษภาทมิฬ ปัจจุบันยังคงวิ่งรับใช้ประชาชน


รถเมล์สาย 2 ในตำนาน สมัยพฤษภาทมิฬ
 ฮือฮา ! แห่แชร์ภาพรถเมล์จากพฤษภาทมิฬ วิ่งถึงปัจจุบัน ประวัติศาสตร์เคลื่อนที่ ที่ทำให้หวนนึกถึง...อดีต

          วันที่ 19 พฤษภาคม 2560 เป็นฮือฮาบนโลกออนไลน์หลังชาวเน็ตต่างแห่แชร์ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก Bangkokbusclub.com ชุมชนคนรักรถเมล์ ที่โพสต์ภาพรถเมล์ที่มีตัวเลขหน้ารถ 3-40193 พร้อมเล่าเรื่องราวย้อนความหลังถึงรถเมล์คันนี้ โดยระบุว่า

"3-40193" เป็นหนึ่งในรถโดยสารที่ถูกยึดในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 และได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์นี้มากพอสมควร แต่รถไม่ได้ถูกเผาทำลาย ในขณะที่เกิดเหตุการณ์นั้น รถได้ประจำการที่สาย 2 สำโรง-ปากคลองตลาด ปัจจุบัน 3-40193 ประจำการที่สาย 25 และยังคงออกวิ่งให้บริการจนถึงทุกวันนี้...
รถเมล์สาย 2 ในตำนาน สมัยพฤษภาทมิฬ
ทั้งนี้ รถเมล์คันดังกล่าวเป็นของยี่ห้อ HINO ซึ่งก็มีผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ชื่อว่า นิธิศ เอ รวิวรรณกุล ได้เข้าไปคอมเมนต์ใต้ภาพรถเมล์คันดังกล่าวว่า ...
"เคยฝึกงานเป็นช่างซ่อมรถเมล์ Hino ที่หลักสี่ รถเข้าเซอร์วิสตามระยะเป๊ะ ๆ ตามกำหนดต้องปรับตั้ง ก็ปรับตั้ง อันไหนถังระยะต้องเปลี่ยน ก็เปลี่ยนเลย ไม่ต้องรอให้พังก่อน อะไหล่ใหม่ของแท้ (รถร่วมบางเจ้า พังแล้วค่อยเปลี่ยน) แต่ถ้าจะพัง...ก็เด็กฝึกงานนี่แหละ ลืมขันน็อต"
รถเมล์สาย 2 ในตำนาน สมัยพฤษภาทมิฬ
เรียกได้ว่า ภาพและข้อความนี้ กลายเป็นที่ฮือฮาบนสังคมออนไลน์ในชั่วพริบตา เนื่องจากผ่านมาแล้วกว่า 25 ปี แต่รถยังคงใช้งานได้ วิ่งรับใช้ประชาชนมาจนถึงยุคปัจจุบัน หากจะเรียกว่าประวัติศาสตร์วิ่งได้ก็คงไม่แปลกอะไร
รถเมล์สาย 2 ในตำนาน สมัยพฤษภาทมิฬ
รถเมล์สาย 2 ในตำนาน สมัยพฤษภาทมิฬ
อนึ่ง หากย้อนกลับไปในเหตุการณ์ความขัดแย้งเมื่อปี 2535 พล.อ. สุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารสูงสุดในขณะนั้น เคยยืนยันหนักแน่นหลายครั้งว่าจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวหรือรับตำแหน่งใด ๆ ทางการเมือง แต่เหตุการณ์ก็เปลี่ยนแปลงไปเมื่อ พล.อ. สุจินดา และคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ได้ทำการรัฐประหารเพื่อยึดอำนาจของ พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่ขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลที่ว่า รัฐบาลชุดนี้มีปัญหาคอร์รัปชั่นร้ายแรง และ พล.อ. สุจินดา ก็ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ท่ามกลางเสียงคัดค้านที่ท้วงติงว่า ท่านกลืนน้ำลายตัวเอง จนเป็นที่มาของคำว่า "เสียสัตย์เพื่อชาติ" อีกทั้งการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ จนนำมาซึ่งประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่เป็นประชาธิปไตย

          ความไม่พอใจของประชาชนที่มีต่อ พล.อ. สุจินดา ในครั้งนั้น ทำให้เกิดการชุมนุมต่อต้านอย่างหนัก โดยมี พล.ต. จำลอง ศรีเมือง หัวหน้าพรรคพลังธรรมในขณะนั้น เป็นแกนนำ รวมไปถึง ร.ต. ฉลาด วรฉัตร, นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล, นพ.เหวง โตจิราการ, นพ.สันต์ หัตถีรัตน์, นายสมศักดิ์ โกศัยสุข, นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ, น.ส.จิตราวดี วรฉัตร และนายวีระ มุสิกพงศ์ โดยแกนนำใช้วิธีการอดอาหารประท้วง เพื่อให้รัฐบาล พล.อ. สุจินดา ออกจากตำแหน่ง

คืนวันที่ 17 พฤษภาคม 2535 นักศึกษาและประชาชนราว 500,000 คน มาชุมนุมบริเวณท้องสนามหลวง โดยมีการเคลื่อนขบวนจากสนามหลวง ผ่านราชดำเนินกลาง เพื่อมุ่งสู่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งตำรวจและทหารได้มีการสกัดการเคลื่อนขบวนของประชาชน จนเป็นเหตุให้ปะทะกัน

          อีกทั้งยังมีการเผาทำลาย สน.นางเลิ้ง จนทำให้รัฐบาลต้องประกาศใช้แผนไพรรีพินาศขั้นที่ 3 คือการปราบปรามขั้นเด็ดขาด จากนั้นทหารและตำรวจกว่า 6,000 นาย พร้อมรถถังและรถหุ้มเกราะ จึงปฏิบัติการเข้าสลายการชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้าฯ โดยระดมยิงผู้ชุมนุมไล่ไปจนถึงกรมประชาสัมพันธ์และโรงแรมรัตนโกสินทร์ ซึ่งผลจากการสลายชุมนุมในครั้งนั้นทำให้นักศึกษาและประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตไปหลายร้อยคน สูญหายและบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก และเหตุการณ์ครั้งนั้นก็ถูกเรียกขานและเป็นที่จดจำของประชาชนในชื่อ "พฤษภาทมิฬ"


ภาพและข้อมูลจาก buddhadada.com, เฟซบุ๊ก Bangkokbusclub.com ชุมชนคนรักรถเมล์



Create Date : 19 พฤษภาคม 2560
Last Update : 19 พฤษภาคม 2560 18:14:08 น.
Counter : 719 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  

หนี่งหน่อง
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 32 คน [?]



All Blog