สามพันโบก อุบลราชธานี กับ 16 ข้อควรรู้ที่ห้ามพลาด



สามพันโบก อุบลราชธานี กับเรื่องน่ารู้ที่นักท่องเที่ยวควรรู้ก่อนไปเที่ยวชม ช่วงไหนควรไปเที่ยวสามพันโบกต้องเตรียมตัวอย่างไร มีที่พักใกล้เคียงหรือไม่ มาดูได้เลยที่นี่

สามพันโบก ที่เที่ยวอุบลราชธานีสุดอัศจรรย์ และต้องไปเที่ยวให้ได้เมื่อไปเที่ยวอุบลราชธานี หลายคนอาจจะยังรู้จักสามพันโบกเพียงผิวเผิน แต่วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับที่นี่ให้มากขึ้น รวมทั้งแนะนำการเที่ยวสามพันโบก ที่จะสามารถทำให้ไปเที่ยวสามพันโบกด้วยตัวเองได้อย่างง่ายดาย จะมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ

สามพันโบก

          1.
สามพันโบก ตั้งอยู่กลางลำน้ำโขงในเขตพื้นที่บ้านโป่งเป้า บ้านสองคอน อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี

2. สามพันโบก เป็นแก่งหินที่โผล่ขึ้นมากลางลำน้ำโขงในช่วงที่น้ำลด โดยที่แก่งหินเหล่านี้ก็จะมีแอ่งน้อยใหญ่ ซึ่งเกิดจากการกัดเซาะของแรงน้ำวน เมื่อนับดูแล้วมีจำนวนมากกว่า 3,000 แอ่ง และคำว่า "แอ่ง" ในภาษาท้องถิ่นจะเรียกว่า "โบก" จึงเป็นที่มาของคำว่า สามพันโบก 

สามพันโบก

3. จากลักษณะความสวยงามของแก่งหินในสามพันโบก ทำให้หลายคนขนานนามให้ที่นี่เป็น "แกรนด์แคนยอนเมืองไทย" เลยทีเดียว

4. บริเวณลำน้ำโขงจะเป็นเขตติดต่อกับประเทศลาว ตัวสามพันโบกและจุดท่องเที่ยวต่าง ๆ จะอยู่ทางฝั่งไทย นักท่องเที่ยวไม่สามารถที่จะข้ามไปขึ้นฝั่งทางประเทศลาวได้ แต่สามารถยืนชมวิวฝั่งลาว รวมทั้งนั่งล่องเรือชมความสวยงามของธรรมชาติฝั่งลาวได้

สามพันโบก

สามพันโบก

5. แอ่งน้ำและแก่งหินต่าง ๆ ที่โดนน้ำกัดเซาะในสามพันโบก จะมีรูปร่างสวยงามแปลกตา หากมองในแง่ศิลปะก็จะมีแอ่งน้ำและหน้าผาหินหลากหลายรูปแบบ เช่น รูปร่างวงรี รูปดาว รูปมิกกี้เม้าส์ รูปหัวใจ หินหัวสุนัข เป็นต้น 

6. สามพันโบกสามารถขับรถเข้าไปถึงเลย ซึ่งบริเวณนี้จะมีลานจอดรถ รวมทั้งร้านค้า ร้านอาหาร และห้องน้ำ ให้บริการ นักท่องเที่ยวสามารถที่จะเดินเข้าไปเที่ยวชมสามพันโบกได้โดยไม่ต้องนั่งเรือ

สามพันโบก

7. แต่หากอยากเที่ยวสามพันโบกให้ครบรส แนะนำให้ไปล่องเรือแม่น้ำโขงที่หาดสลึง ซึ่งเป็นท่าเรือสำหรับพานักท่องเที่ยวไปเที่ยวยังจุดต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้กับสามพันโบก ราคาเรือเช่าเหมาลำอยู่ที่ 1,000 บาท สามารถนั่งได้ 12-15 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560)

8. จุดท่องเที่ยวที่มักจะอยู่ในโปรแกรมล่องเรือสามพันโบก อาทิ

สามพันโบก

- หาดหงส์ หาดทรายสุดกว้างใหญ่ริมแม่น้ำโขง ที่เกิดจากการพัดพาของลม นักท่องเที่ยวสามารถที่จะเดินขึ้นไปเที่ยวชม รวมทั้งเล่นสไลเดอร์ได้อีกด้วย

- ปากบ้อง เป็นจุดที่เราจะเห็นว่าแม่น้ำโขงนั้นแคบที่สุดในช่วงที่น้ำลด มีหน้าผาหินขวางกั้นลำน้ำโขงสองฝั่งจนมีทางน้ำไหลผ่านเพียงแค่ประมาณ 56 เมตรเท่านั้น

- หินหัวพะเนียง จะเป็นเกาะหินขนาดใหญ่กลางแม่น้ำโขง มีรูปร่างแปลกตาคล้ายกับอุปกรณ์ประกอบคันไถ ซึ่งเกาะหินใหญ่นี้เองที่ทำให้แม่น้ำโขงแยกเป็นสองสาย หรือที่เรียกกันว่า "แก่งสองคอน"

- ผาหินศิลาเลข เป็นบริเวณหน้าผาหินสูงในลำน้ำโขง ที่มีการแกะสลักตัวเลข เพื่อบอกระดับน้ำในแม่น้ำโขง ซึ่งเริ่มโดยชาวฝรั่งเศสที่นำเรือขนส่งสินค้าเข้ามาค้าขายในแถบอินโดจีนในช่วงที่ฝรั่งเศสมีอำนาจในแถบนี้

- สามพันโบก เป็นจุดท่องเที่ยวที่จะได้หยุดแวะพักถ่ายรูปนานที่สุด ซึ่งสามารถตกลงกับคนขับเรือได้ว่าจะขึ้นฝั่งที่จุดนี้เลย หรือจะกลับไปขึ้นฝั่งที่หาดสลึง

9. ช่วงเวลาท่องเที่ยวสามพันโบก จะอยู่ในช่วงหน้าแล้งหรือช่วงที่ระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดระดับลง ซึ่งจะอยู่ราว ๆ ระหว่างปลายเดือนพฤศจิกายน-ต้นเดือนพฤษภาคมของทุกปี (แต่ละปีการลดระดับน้ำของลำน้ำโขงจะไม่เท่ากัน ควรตรวจสอบข้อมูลก่อนการเดินทาง)

10. การไปเที่ยวสามพันโบก แนะนำว่าให้ไปเที่ยวช่วงเวลาประมาณ 06.00-09.00 น. และ 15.00-17.30 น. เพราะจะเป็นช่วงที่แดดร่มลมตก อากาศกำลังสบาย ๆ น่าท่องเที่ยว ใครอยากเห็นบรรยากาศสวย ๆ ภาพของพระอาทิตย์ขึ้นก็ไปช่วงเช้า ใครอยากเสพบรรยากาศชิล ๆ ก็ไปช่วงเย็น แต่ไม่ควรเย็นเกินไป เพราะหากมืดการล่องเรือในลำน้ำโขงก็จะอันตราย

สามพันโบก

11. ควรเตรียมอุปกรณ์ป้องกันความร้อนไปด้วย เพราะสามพันโบกอยู่กลางแจ้ง และหน้าท่องเที่ยวยังเป็นช่วงเวลาที่อากาศร้อนอบอ้าว ใครมีร่ม หมวก เสื้อแขนยาว ยาดม ฯลฯ ก็พกติดตัวไปด้วยค่ะ

12. ทั้งบริเวณหาดสลึงและสามพันโบก จะมีร้านอาหาร ร้านค้า ห้องน้ำ และที่พักให้บริการ

13. ที่พักสามพันโบก ก็มีให้เลือกหลากแบบหลายราคา อาทิ

- สองคอนรีสอร์ท

ที่พักสามพันโบก
ภาพจาก songkhonresort.com

          สองคอนรีสอร์ท เป็นรีสอร์ทเล็ก ๆ สุดเงียบสงบ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง มีบรรยากาศสวยงาม ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้รอบ ๆ รีสอร์ท ตัวห้องพักสะดวกสบายไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มีอาหารให้บริการ ที่สำคัญยังอยู่ไม่ไกลจากสามพันโบกอีกด้วย

          ที่ตั้ง : เลขที่ 60 หมู่ 6 ตำบลสองคอน อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี
          โทรศัพท์ : 08 7256 1696 
          เว็บไซต์ : songkhonresort.com

- บ้านสวนณัฐชนา

ที่พักสามพันโบก

          บ้านสวนณัฐชนา เป็นที่พักเล็ก ๆ สุดอบอุ่น ตั้งอยู่ห่างจากสามพันโบกเพียงแค่ประมาณ 7 กิโลเมตรเท่านั้น ตัวที่พักตกแต่งอย่างเรียบง่าย ให้กลิ่นอายของความเป็นธรรมชาติ เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย และยังมีการจัดโปรแกรมพาเที่ยวสามพันโบกและที่เที่ยวอุบลราชธานีในบริเวณใกล้เคียงให้อีกด้วย

          ที่ตั้ง : 165 หมู่ 1 บ้านสองคอน ตำบลสองคอน อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี 
          โทรศัพท์ : 08 1725 4728, 08 1999 0298
          เฟซบุ๊ก : บ้านสวนณัฐชนา

- ปลายฟ้า รีสอร์ท

ที่พักสามพันโบก

          ปลายฟ้า รีสอร์ท เป็นอีกหนึ่งที่พักที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว เพราะที่นี่อยู่ไม่ไกลจากสามพันโบกมากนัก อีกทั้งยังเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย บริการเป็นเลิศ ห้องพักสะอาดสะอ้านและกว้างขวาง ให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลาย น่าพักผ่อน อีกทั้งยังมีการพาเที่ยวสามพันโบกและที่เที่ยวใกล้เคียงด้วยเช่นกัน

          ที่ตั้ง : 114 หมู่ 9 ตำบลสองคอน อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี
          โทรศัพท์ : 08 5495 2373
          เฟซบุ๊ก : ปลายฟ้า Plaifah Resort Ubon

14. การเดินทางไปสามพันโบก จากตัวเมืองจังหวัดอุบลราชธานี ให้ขับไปตามถนนทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2050 มุ่งหน้าไปยังอำเภอโพธิ์ไทร เมื่อไปถึงอำเภอโพธิ์ไทร ให้เข้าถนนทางหลวงหมายเลข 2112 แล้วจะมีทางแยกออกไปยังสามพันโบก หากใครอยากล่องเรือให้ขับไปทางหาดสลึง

สามพันโบก

15. สถานที่ท่องเที่ยวใกล้กับสามพันโบกที่ไม่อยากให้พลาด ก็คือ "หาดชมดาว" และ "แก่งหินงาม" ซึ่งเป็นหาดทรายกว้างและแก่งหินกลางแม่น้ำโขง มีพื้นที่ราว ๆ 200 ไร่ และยังมีความสวยงามสดใหม่อยู่มาก จะเห็นลวดลายของหินที่ยังคงเด่นชัด บรรยากาศเงียบสงบ ความอลังการของแก่งหินที่นี่จะทำให้คุณประทับใจไม่มีวันลืมเลยทีเดียว

16. สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานอุบลราชธานี โทรศัพท์ 0 4524 3770 และหากต้องการจองเรือล่องแม่น้ำโขงเที่ยวสามพันโบก สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณเตี้ย (หาดสลึง) 09 0186 1220

สามพันโบก

          หน้าร้อนนี้ใครยังไม่มีแพลนไปเที่ยวที่ไหน ก็ขอแนะนำให้ไปชมความมหัศจรรย์ของธรรมชาติกันที่สามพันโบก จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งก็มีที่เที่ยวที่น่าสนใจใกล้เคียงให้ได้เที่ยวชมอีกมากมายด้วยเช่นกัน สามารถดูที่เที่ยวอุบลราชธานีเพิ่มเติมได้เลยที่ travel.kapook.com นะคะ :)

หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง ข้อมูล ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานอุบลราชธานี



Create Date : 04 มีนาคม 2560
Last Update : 4 มีนาคม 2560 10:56:44 น.
Counter : 423 Pageviews.
2 comment
(โหวต blog นี้) 
5 อาหารไทยจานเด็ดรสเผ็ดร้อน กับประโยชน์ที่ซ่อนในความแซ่บ


อาหารไทย

อาหารไทยนี่ล่ะคือเมนูต้านอนุมูลอิสระชั้นเลิศที่ช่วยชะลอวัยและบำรุงร่างกาย สาเหตุก็มาจากพริกและเครื่องเทศรสเผ็ดร้อนที่ผสมลงไปนี่เอง

เมื่อพูดถึงอาหารไทยก็ต้องนึกถึง "ความเผ็ดร้อน หน้าตาสีสันฉูดฉาด และเครื่องเทศส่วนผสมการปรุงที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนชาติใด" นอกจากความอร่อยนั้น ความเผ็ดร้อนที่อยู่ในอาหารไทยยังเต็มไปด้วยคุณค่าที่ดีต่อร่างกายอีกด้วย

อาหารไทย

          โรคฮิตอย่างโรคเบาหวาน โรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจขาดเลือดและโรคหลอดเลือดสมอง ทั้งหมดล้วนมีสาเหตุมาจากการบริโภคที่ผิดหลักโภชนาการเช่น ความนิยมของอาหารฟาสต์ฟู้ดที่เต็มไปด้วยแป้งและไขมัน รวมถึงรสหวาน สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เราห่างไกลจากสิ่งที่เรียกว่า "สุขภาพดี" ทาง สสส. จึงชวนเราไปล้วงลึกประโยชน์ของความเผ็ดร้อนที่ซ่อนอยู่ในอาหารไทย

อาหารไทย

กินแบบไทย รสชาติไทย ดี๊ดีต่อสุขภาพ

          อาจารย์แววตา เอกชาวนา นักโภชนาการบำบัดและผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาหารเพื่อสุขภาพ วิทยากรประจำศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. ได้กล่าวไว้ว่า "อาหารไทยเต็มไปคุณค่าทางโภชนาการ และสารอาหารที่ครบถ้วน รวมถึงมีความหลากหลายของสมุนไพร และเครื่องเทศที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย เป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมที่แสดงถึงความเป็นชาติไทยมาแต่สมัยโบราณ อาหารไทยจึงเป็นอาหารเพื่อสุขภาพโดยแท้จริง"

ต้นทางของความเผ็ดร้อนของอาหารไทยส่วนใหญ่คือ "พริก" ที่มีสรรพคุณเป็นยาขับลม บำรุงธาตุ ช่วยย่อยอาหาร ทำให้เจริญอาหารบรรเทาอาการไข้หวัด ลดน้ำมูก ช่วยลด การอุดตันของหลอดเลือด ลดไขมันในเลือด รวมทั้งสีของพริกที่ไม่ว่าจะเป็นสีเหลืองสีส้มและสีแดงคือสารตั้งต้นของวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตา อีกทั้งในพริกยังมีวิตามินซีมากกว่าในผลส้มเสียอีก แต่วิตามินซีในพริกจะสลายตัวเมื่อถูกความร้อน หากใครที่ต้องการวิตามินซีจากพริกก็จะต้องกินพริกสดเท่านั้น

5 อาหารไทย "เผ็ดร้อน" มากประโยชน์

อาหารไทย

"น้ำพริก" อาหารเผ็ดร้อนที่อยู่คู่โต๊ะรับประทานอาหารของคนไทย

          น้ำพริก เคียงคู่กับผักสด ผักลวก ปลานึ่ง เมนูง่าย ๆ ที่มากคุณประโยชน์ เพราะวัตถุดิบที่อยู่ในน้ำพริกล้วนเต็มไปด้วยสมุนไพรรสเผ็ดร้อนไม่ว่าจะเป็นพริกขี้หนูกระเทียมไทย กระชาย หอมแดง ตะไคร้ เป็นต้น

          มีผลจากการศึกษาพบว่า น้ำพริก ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มสมุนไพรเผ็ดร้อนนั้น มีฤทธิ์ต่อต้านสารอนุมูลอิสระและชะลอความชรา สามารถกำจัดเชื้อโรคในระบบทางเดินอาหารได้หลายชนิด กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและระบบการหายใจ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรค อีกทั้งยังช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคทางสมอง เป็นต้น

อาหารไทย

"ต้มยำกุ้ง" เมนูที่โด่งดังไปทั่วโลก

          เป็นเมนูที่เสมือนเป็นหม้อยาหม้อใหญ่ที่อุดมไปด้วยสมุนไพรนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นพริกขี้หนู ตะไคร้ ใบมะกรูด ข่า รากผักชี ซึ่งแต่ละชนิดล้วนมีสรรพคุณดูแลสุขภาพร่างกาย อาทิ ใบมะกรูดช่วยแก้จุกเสียด ขับลม พริกช่วยบำรุงธาตุ เป็นต้น

อาหารไทย

"ส้มตำ" รสแซ่บใคร ๆ ก็ชอบ

          ส่วนผสมของผักและสมุนไพรที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น มะละกอ กระเทียม มะเขือเทศ พริกขี้หนู ถั่วฝักยาว ซึ่งมีสรรพคุณทางยาที่ช่วยสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และชะลอวัย แต่การทานส้มตำให้ได้ประโยชน์ต้องคำนึงถึงความสะอาดของวัตถุดิบเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากเป็นเมนูที่ไม่ผ่านความร้อน อาจเสี่ยงทำให้เกิดท้องเสียได้โ ดยเฉพาะต้องระวังเชื้อราอย่าง "อะฟลาทอกซิน" ที่มักอยู่ในถั่วลิสง กุ้งแห้ง กระเทียมที่มีโทษต่อตับ และไม่ควรทานส้มตำเกิน 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์หากมีส่วนผสมของ ปูดองเค็มหรือปลาร้า ควรทานเพียงอาทิตย์ละ 1 ครั้งเท่านั้นที่สำคัญส่วนผสมนี้ต้องต้มให้สุกก่อน

อาหารไทย

ตามมาด้วย "หมูย่างน้ำตก"

          อุดมด้วยกลุ่มสมุนไพรเผ็ดร้อนของพริกขี้หนูสดผสมพริกป่นกลมกล่อมด้วยหอมแดง ต้นหอม ผักชี ใบสะระแหน่คลุกเคล้ามะนาว รวมถึงคลุกกับข้าวคั่วเพื่อช่วยดูดซับแก๊สในช่องท้องที่เกิดจากหมูไม่ย่อย เมื่อเทียบกันแล้ว สเต๊กบาร์บีคิวของฝรั่งที่ทาเนยแสนเลี่ยนจิ้มกับซอสมะเขือเทศ น่าจะต้องหลีกทางให้กับหมูย่างน้ำตก แต่จะให้ดีควรเลือกกินหมูไร้มันด้วย

อาหารไทย

ปิดท้ายด้วย "มัสมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง"

          รสเผ็ดหอมกรุ่น ทั้งยังมีพริกแห้งกับ พริกไทย รวมถึงกลุ่มเครื่องเทศไทยรสเผ็ดร้อนอื่น ๆ เช่น กระเทียมไทย ตะไคร้ซอย ข่าแก่ หอมแดง หอมใหญ่ รากผักชี อบเชย ลูกกระวาน ใบกระวาน กานพลู ฯลฯ ซึ่งให้คุณค่าทางโภชนาการเต็มที่จากโปรตีนและไขมันของเนื้อสัตว์ที่ช่วยย่อยด้วยกลุ่มเครื่องเทศรสเผ็ดร้อน จึงทานได้โดยไม่มีอาการท้องอืดเฟ้อ จุกเสียดจากอาหาร

เห็นแบบนี้คงหิวแน่เลย...แต่อย่าลืมว่าการที่เราจะมีสุขภาพดีได้ไม่เพียง แค่การกินอาหารที่มีประโยชน์ แต่จะต้องมีการออกกำลังกายที่เหมาะสม ตลอดจนการพักผ่อนอย่างเพียงพอ เป็น 3 ส่วนผสมที่ลงตัวของการมีสุขภาพดีที่ยั่งยืน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

เรื่องโดย : กิดานัล กังแฮ Team Content www.thaihealth.or.th
ที่มา : หนังสือ "เผ็ดร้อนเป็นยา" โดย สำนักศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)



Create Date : 04 มีนาคม 2560
Last Update : 4 มีนาคม 2560 10:49:18 น.
Counter : 283 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
สูตร ทอดมันข้าวโพด ไร้เครื่องแกง เด็กๆ ทานได้


ทอดมันที่คุ้นเคยกันดีคือทอดมันปลากราย ที่ขั้นตอนและวิธีการทำนั้นต้องตำยุ่งยากและเครื่องเยอะ แต่ทอดมันของขั้นตอนนี้ง่ายแสนง่าย ไม่ต้องตำแค่คลุกๆ และขยำก็สามารถทอดได้เลยไม่ต้องเตรียมครกให้หนัก กับสูตร ทอดมันข้าวโพด ไม่เผ็ด นุ่มอร่อยกำลังดี
ส่วนผสม

 

  • หมูบด 300 กรัม
  • ข้าวโพดแกะแล้ว 2 ฝัก
  • ซอสปรุงรส 2 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา
  • รากผักชี กระเทียม พริกไทย ตำด้วยกัน 1 ช้อนชา
  • แป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง

วิธีทำ

  1. ใส่หมูบดลงไปหมักกับข้าวโพด ซอสปรุงรส ซอสหอยนางรม น้ำตาลทราย และรากผักชีตำ คลุกจนเข้ากันดี
  2. เทแป้งลงไปตามด้วยไข่ไก่ จะช่วยทำให้ทอดมันของเราเหนียวนุ่มมากยิ่งขึ้น
  3. ปั้นทอดมันเป็นก้อนกลมๆ แล้วกดให้แบนเล็กน้อย ทอดในน้ำมันท่วม ทอดจนสุกเหลือง

เรียบเรียงโดย Food MThai




Create Date : 03 มีนาคม 2560
Last Update : 3 มีนาคม 2560 10:12:17 น.
Counter : 748 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
หมอช้าง เตือน 4 ราศี! เดือนมีนาคม ดาวมฤตยูแรงกว่าปกติ แนะให้ทำบุญเสริม


ครบ 1 ปี ดาวมฤตยูย้ายราศี เดือนมีนาคม ดวงดาวแรงผิดปกติ มุมปะทะกันของดวงดาว ส่งผลให้เดือนมีนาคม เป็นเดือนที่มีความแรงมากกว่าปกติ โลกสะเทือน แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ภัยจากไฟ และอุบัติเหตุจากขนส่งสาธารณะ ฝากเตือนทุกท่าน ให้ใช้ชีวิตอย่างมีสติ โดยเฉพาะ 4 ราศีต่อไปนี้ ต้องระวังปัญหาความขัดแย้ง การเจ็บป่วยผ่าตัดหรืออุบัติเหตุ ระวังเรื่องกระดูกและกล้ามเนื้อเป็นพิเศษ

ราศีธนู (12 ธ.ค. – 14 ม.ค.)
ราศีตุลย์ (18 ต.ค. – 16 พ.ย.)
ราศีเมถุน (15 มิ.ย. – 16 ก.ค.)
ราศีเมษ (14 เม.ย. 14 พ.ค.)

** คำแนะนำ วันอาทิตย์ที่ 12 มีนาคม 2560 ควรไปทำบุญ เช่น ไหว้ศาลหลักเมือง บริจาคโลงศพ บริจาคเลือด ทำบุญโรงพยาบาล เลือกที่เราสะดวก




Create Date : 03 มีนาคม 2560
Last Update : 3 มีนาคม 2560 10:09:31 น.
Counter : 1354 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
โฟลิก ป้องกันลูกน้อยพิการแต่กำเนิด ไม่ตั้งครรภ์ก็กินได้ เป็นวิตามินที่มีประโยชน์


สถาบันครอบครัวเป็นสถาบันเล็กที่สุดของสังคม แต่เป็นสถาบันที่เป็นรากฐานในการปลูกฝั่งคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมที่ดีๆ ต่าง ให้แก่สมาชิกในครอบครัว เพื่อให้เขาเติบโตมาเป็นคนดีของสังคม แต่ก่อนจะถึงตรงนั้นสิ่งที่พ่อแม่จะทำได้อีกอย่างหนึ่งคือทำให้เขาเกิดขึ้นมามีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง มีสุขภาพที่ดี โดยเริ่มต้นจากการกินวิตามินโฟลิก ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพ ซึ่งวิตามินโฟลิกสามารถช่วยลดความเสี่ยงความพิการแต่กำเนิดได้สูงถึง 50%

แต่ยังมีอีกหลายคนที่ไม่รู้จักว่าวิตามินโฟลิกคืออะไร ช่วยป้องกันอะไรได้บ้าง หรือสามารถรับประทานได้จากที่ใด วันนี้ทางทีมเว็บไซต์ สสส.จะพาผู้อ่านทุกท่านไปไขข้อสงสัยและพาไปรู้จักกับวิตามินโฟลิกกันค่ะ

วิตามินโฟลิกคืออะไร
โฟลิก (Folic acid) เป็นวิตามินบี 9 ที่ช่วยสร้างและแบ่งเซลล์ในตัวอ่อนให้สมบูรณ์ ภายใน 28 วันแรก หลังปฏิสนธิ จึงแนะนำสำหรับหญิงวัยเจริญพันธุ์ โดยเฉพาะคนที่กำลังจะแต่งงานให้กินวิตามินโฟลิก ซึ่งควรกิน 1 เม็ดทุกวัน ในช่วง 3 เดือนก่อนต่อเนื่องจนถึงตั้งท้อง 3 เดือนแรก

การกินวิตามินโฟลิกไม่ใช่แค่ป้องกันการพิการแต่กำเนิดได้เท่านั้น แต่ยังช่วยให้เจริญอาหาร แก้อาการ อ่อนเพลีย ป้องกันภาวะซีดหรือโลหิตจาง ป้องกันโรค NCDs และโรคอัลไซเมอร์ และยังมีประโยชน์อีกมากมาย โดยราคาเม็ดละไม่ถึง 1 บาท สามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไป


วิตามินโฟลิกพบได้จากที่ไหน
วิตามินโฟลิกยังพบได้ในไข่แดง ตับ ผักใบเขียวเข้ม ผักคะน้า แครอท แคนตาลูป ฟักทอง ถั่ว ผักบุ้ง ตำลึง เอพริคอต อะโวคาโด เป็นต้น เพียงแค่การดูดซึมอาจไม่เทียบเท่าการกินวิตามินโฟลิกแบบเม็ดเท่านั้น

การกินวิตามินโฟลิก ไม่มีผลเสียต่อร่างกาย เพราะเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ไม่สะสมในร่างกาย เพราะแต่ละวันร่างกายจะขับออกมาทางปัสสาวะ

ดังนั้นทางองค์การอนามัยโลก (WHO) จึงได้เสนอแนวทางลดความเสี่ยงความพิการแต่กำเนิด ด้วยการปรับนิสัยการกินอาการที่มีโฟเลตหรือกินวิตาวินโฟลิก ดังนี้
1.กินอาหารที่มีโฟเลตสูง ซึ่งอยู่ในผักใบเขียว ให้ได้อย่างน้อย 0.4 มิลลิกรัมต่อวัน
2.สำหรั้บผู้หญิงที่ต้องการจะมีลูกต้องกินวิตามินโฟลิก ตั้งแต่ก่อนตั้งครรถ์ 3 เดือนต่อเนื่องจนถึง 3 เดือนแรกของการตั้งท้อง เพื่อช่วยให้การสร้างหลอดประสาทของตัวอ่อนภายใน 28 วันแรกหลังปฏิสนธิอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกินในขนาด 5 มิลลิกรัม/วัน
3.หญิงวัยเจริญพันธุ์ควรกินวิตามินโฟลิกชนิดเม็ด ขนาด 5 มิลลิกรัม/สัปดาห์

ที่ผ่านมา สสส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการส่งเสริมและจัดกิจกรรม “ชวนคู่รัก…กินวิตามินโฟลิกก่อนท้อง ป้องกันลูกพิการ” เพื่อให้คู่รักที่จะมีบุตรให้กินวิตามินโฟลิก่อนการตั้งครรภ์ ป้องกันภาวะพิการในทารกแรกเกิด โดยมีการมอบวิตามินโฟลิกและเหล็กให้แก่คู่รักใหม่ด้วย

ทั้งนี้สำหรับท่านใดที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิตามินโฟลิกสามารถเข้าไปอ่านและดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่ กินวิตามินโฟลิกก่อนตั้งครรภ์ https://goo.gl/5sUXqn เพราะการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ควรเริ่มต้นตั้งแต่อยู่ในท้อง นอกจากกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย ทำจิตใจตัวเองให้แจ่มใส คุณแม่ก็ควรกินวิตามินโฟลิกเสริมไปด้วย เพื่อให้ลูกน้อยที่อยู่ในท้องออกมาลืมตาดูโลกได้อย่างสมบูรณ์แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ

เรื่องโดย : พัชรี บอนคำ Team Content //www.thaihealth.or.th




Create Date : 03 มีนาคม 2560
Last Update : 3 มีนาคม 2560 10:03:23 น.
Counter : 252 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  

BlogGang Popular Award#13



หนี่งหน่อง
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 29 คน [?]



All Blog