ราชกิจจาฯ ออกประกาศพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ชาลอต โทณวณิก


ราชกิจจาฯ ออกประกาศพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ชาลอต โทณวณิก
ราชกิจจานุเบกษา ออกประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์  เรื่อง คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ชาลอต โทณวณิก 

          วันที่ 11 เมษายน 2560 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา  ออกประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เรื่อง คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด [ศาลล้มละลายกลาง คดีหมายเลขแดงที่ ล. ๔๐๐๗/๒๕๕๙ นางชาลอต โทณวณิก ลูกหนี้]

    ระบุว่า ด้วยศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้ไว้เด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพุทธศักราช 2483 แล้ว นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเป็นต้นไป เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจ ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 ทั้งนี้ เจ้าหนี้ซึ่งจะขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายจะเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์หรือไม่ก็ตามให้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่เป็นฝ่ายคำคู่ความ สำนักงานเลขานุการ กรมบังคับคดี ถนนบางขุนนนท์ แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร หรือสำนักงานบังคับคดีซึ่งลูกหนี้มีภูมิลำเนาอยู่ภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งนี้ และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้กำหนดวันลงโฆษณาในราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 11 เมษายน 2560 ซึ่งสามารถตรวจดูรายละเอียดได้ทางเว็บไซด์ www.ratchakitcha.soc.go.th

ราชกิจจาฯ ออกประกาศพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ชาลอต โทณวณิก

ภาพจาก ธรรมดีที่พ่อทำ
ภาพและข้อมูลจาก
ratchakitcha.soc.go.th



Create Date : 11 เมษายน 2560
Last Update : 11 เมษายน 2560 17:39:38 น.
Counter : 1290 Pageviews.

0 comment
สูตรน้ำจิ้มเมนูฮิต จับคู่เมนูโปรดเพิ่มดีกรีความอร่อย


สูตรน้ำจิ้มเมนูฮิต
 แจกฟรี ! สูตรน้ำจิ้มเมนูฮิต รสแซ่บจัดจ้าน จับคู่อาหารไทยเพิ่มความอร่อย ทำเองได้รสชาติถูกปาก อร่อยไม่แพ้ร้านใด

     บรรดาอาหารไทยต่าง ๆ โดยเฉพาะเมนูปิ้งย่างกับเมนูอาหารลวก จะขาดน้ำจิ้ม เครื่องเคียงรสเด็ดไม่ได้เลย ใครอยากทำสูตรน้ำจิ้มเก็บไว้กินเอง กระปุกดอทคอมอาสาช่วยค่ะ ขอนำเสนอสูตรน้ำจิ้มเมนูฮิต เช่น สูตรน้ำจิ้มเนื้อย่าง สูตรน้ำจิ้มลูกชิ้น สูตรน้ำจิ้มซีฟู้ด และสูตรน้ำจิ้มอื่น ๆ อีกเพียบ รับรองรสชาติอร่อยถูกปาก ทำไม่ยากสะอาดปลอดภัย เก็บไว้กินได้นานเป็นเดือนด้วย

สูตรน้ำจิ้มเมนูฮิต

1. น้ำจิ้มลุยสวน

     ใครที่ชอบกินเมนูลุยสวนแล้วอยากลองทำเอง ต้องเจอกับน้ำจิ้มก๋วยเตี๋ยวลุยสวน สูตรจาก นิตยสารแม่บ้าน สูตรทำง่ายรสแซ่บ หอมกลิ่นกระเทียมกับพริกไทย ทำหม้อใหญ่แช่เย็นเก็บไว้กินหลายมื้อกันเลยค่ะ

ส่วนผสม น้ำจิ้มลุยสวน

     • รากผักชีซอย 2 ราก
     • กระเทียมไทย 10 กลีบ
     • พริกขี้หนูสวนสีเขียว 20 เม็ด
     • น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ
     • น้ำปลา 1+1/2 ช้อนโต๊ะ
     • น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำน้ำจิ้มลุยสวน

     1. โขลกรากผักชีกับกระเทียมให้แหลก ใส่พริกขี้หนูสวนลงไปโขลกให้ละเอียดเข้ากัน
     2. ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว น้ำปลา และน้ำตาลทราย ตักใส่ถ้วย เตรียมไว้

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ ผักกาดขาวลุยสวน แคลอรีต่ำพุงไม่ล้ำพร้อมวิธีทำน้ำจิ้มสุดแซ่บ

++++++++++++++
สูตรน้ำจิ้มเมนูฮิต

14. น้ำจิ้มไก่

     คุณแม่ที่กำลังมองหาสูตรน้ำจิ้มเผ็ดน้อยสำหรับลูกรัก ขอนำเสนอวิธีทำน้ำจิ้มไก่ สูตรจาก คุณ Rin's Cookbook (#Rinscookbook) สูตรนี้มีรสหวานแซมรสเผ็ดนิดหน่อย ทำไว้จิ้มไก่ย่างก็ดี หรือจะเอาไปจิ้มของทอดอื่น ๆ ก็อร่อยค่ะ

ส่วนผสม น้ำจิ้มไก่

     • น้ำตาลทราย 3+1/2 ถ้วย
     • เกลือ 1/2 ช้อนโต๊ะ
     • น้ำส้มสายชู 1+1/4 ถ้วย
     • ผักชีหั่น 1/4 ถ้วย (หรือ 1/2 ถ้วย)
     • พริกชี้ฟ้าสด 1/2 ถ้วย (หรือ 3/4 ถ้วย)
     • กระเทียม 1/4 ถ้วย (หรือ 1/2 ถ้วย)

วิธีทำน้ำจิ้มไก่


     1. ใส่น้ำตาลทรายลงไปในหม้อ (ยังไม่ต้องเปิดไฟ) ตามด้วยเกลือ น้ำส้มสายชู คนให้เข้ากันจนกว่าน้ำตาลทรายและเกลือละลาย (อย่าเปิดเตาเพราะการเปิดเตาและไม่คนให้เข้ากันจะทำให้น้ำตาลจับตัวเป็นก้อนอยู่ก้นหม้อและไหม้ได้)
     2. เปิดเตาใช้ไฟกลางหรือไฟกลางสูง รอจนน้ำเชื่อมเดือด ปิดเตา ยกหม้อลงวางพักทิ้งไว้ประมาณ 35 นาที หรือรอจนน้ำเชื่อมเย็นตัวลง (เพราะเราจะนำไปปั่นต่อ) อาจใช้การคนเพื่อให้เย็นตัวเร็วขึ้น (อย่าชิม หรือจิ้มนิ้วลงไปในน้ำเชื่อมเพราะน้ำเชื่อมจะร้อนมาก ๆ)
     3. ใส่ผักชี กระเทียม และพริกสดตามชอบลงในเครื่องปั่น ตามด้วยน้ำเชื่อมประมาณ 1/2 ส่วน ปั่นประมาณ 50 วินาที - 1 นาที
     4. เทน้ำซอสกลับลงไปในหม้อน้ำเชื่อมที่เหลือ คนให้เข้ากัน
     5. เทใส่ขวด ปิดฝาใส่ตู้เย็น หรือเอาไว้ที่อุณหภูมิห้อง เก็บไว้ได้นานประมาณ 1 เดือน เอาไปจิ้มกับของทอดต่าง ๆ เช่น ไก่ทอด รวมถึงไก่ย่าง

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ วิธีทำน้ำจิ้มไก่ สูตรโฮมเมด ไร้สารกันบูดและผงชูรส เก็บได้นานเป็นเดือน

++++++++++++++
สูตรน้ำจิ้มเมนูฮิต

16. น้ำจิ้มแจ่วมะขามเปียก

     ในเมื่ออยากจัดปาร์ตี้ปิ้งย่างสไตล์อีสาน เครื่องเคียงที่มาคู่กันต้องเป็นน้ำจิ้มแจ่ว สูตรจาก เฟซบุ๊ก พาทำ พาทาน สูตรนี้ใส่มะขามเปียก เติมสมุนไพรอย่างตะไคร้ เพิ่มความนัวจากข้าวคั่ว ลองทำกันเลยค่ะ

ส่วนผสม น้ำจิ้มแจ่วมะขาม

     • น้ำมะขามเปียก
     • น้ำตาลปี๊บ
     • ซีอิ๊วขาว
     • พริกป่น
     • ข้าวคั่ว
     • ตะไคร้ซอย
     • ผักชีฝรั่งซอย

วิธีทำน้ำจิ้มแจ่วมะขาม

     1. ใส่น้ำมะขามลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟ ใส่น้ำตาลปี๊บและซีอิ๊วขาวลงไป เคี่ยวให้เดือด ชิมรสตามใจชอบ ปิดไฟ รอจนส่วนผสมเย็น
     2. เติมพริกป่น ข้าวคั่ว ตะไคร้ซอย และผักชีฝรั่งซอยลงไป พร้อมเสิร์ฟ

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ หมูสามชั้นอบน้ำปลา น้ำจิ้มแจ่ว เมนูอ้วนน้อย ๆ อร่อยล้ำ

++++++++++++++




Create Date : 10 เมษายน 2560
Last Update : 10 เมษายน 2560 11:00:01 น.
Counter : 786 Pageviews.

0 comment
รีเซตหัวใจหลังอกหัก เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ภายใน 7 วัน


รีเซตหัวใจหลังอกหัก
    เมื่อมอบความรักให้กับใครไปแล้วต่างก็หวังว่าจะได้รับความรู้สึกแบบเดียวกันกลับมา ทั้งนี้ความต้องการเหล่านั้นใช่ว่าจะเป็นจริงเสมอไป เพราะมีคนไม่น้อยที่ต้องประสบกับความผิดหวัง บางคนโดนปฏิเสธตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น ส่วนบางคนก็เจอหลังจากที่คบกันไปสักพักแล้ว ซึ่งไม่ว่าจะเจอกับรูปแบบไหนก็คงเสียใจไม่ต่างกัน ดังนั้นในวันนี้กระปุกดอทคอมก็เลยนำวิธีทำใจสำหรับคนอกหักมาฝากกัน


1. ทำใจยอมรับให้ได้

สาเหตุที่ทำให้คนอกหักส่วนใหญ่ไม่สามารถตัดใจจากอดีตรักได้ เป็นเพราะว่าพวกเขาใช้ชีวิตอยู่กับความสุขในอดีตก็เลยทำให้ปัจจุบันไม่มีความสุข และไม่สามารถจะเดินต่อไปข้างหน้าได้ ซึ่งสิ่งเดียวที่จะหลุดพ้นจากเหตุการณ์นี้ได้ก็คือทำใจและยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น วิธีนี้อาจจะต้องใช้เวลานานสักหน่อยแต่ผลลัพธ์ที่ออกมาคุ้มค่าอย่างแน่นอน เพราะนอกจากจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตคนเดียวได้แล้ว ยังทำให้รู้สึกเห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้นอีกด้วย

2. ลบทุกความทรงจำ

ยิ่งคิดถึงความทรงจำเก่า ๆ มากเท่าไรก็ยิ่งทำให้ลืมคนรักเก่าได้ยากขึ้น โดยเฉพาะในเวลาที่เห็นสถานที่หรือสิ่งของที่เกี่ยวข้อง ฉะนั้นควรจะหลีกเลี่ยงออกมาให้ห่างเท่าที่จะทำได้ โดยเริ่มจากเก็บสิ่งของให้พ้นจากสายตา ไปสถานที่ใหม่ ๆ และหากิจกรรมเสริมทำในยามว่าง เช่น ออกกำลังกาย เข้าคอร์สทำอาหาร หรือออกไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ เป็นต้น และมีสติอยู่กับปัจจุบัน ไม่นานเรื่องราวความเจ็บปวดจะค่อย ๆ เลือนหายไปในที่สุด

3. เริ่มต้นใหม่

ความรักที่จบลงไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างในชีวิตจะต้องสูญสิ้นไปพร้อมกันด้วย เพราะเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ขาดหายไปเท่านั้นเอง จากนี้ลองเปลี่ยนตัวเองเสียใหม่ อาจจะเริ่มจากทรงผม สไตล์การแต่งตัว หรือลองเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ๆ ดูบ้าง บางครั้งอาจจะได้พบกับความสามารถอีกด้านหนึ่งของตัวเองก็ได้ นอกจากนี้อาจเป็นสิ่งที่ดึงดูดคนที่ใช่เข้ามาก็ได้


4. ใช้ความเจ็บเป็นแรงผลักดัน

แทนที่จะนอนร้องไห้เสียดายหรือโหยหากับความรักที่จากไป มาใช้จุดนี้เป็นกำลังสำคัญช่วยผลักดันชีวิตให้ก้าวไปข้างหน้าดีกว่า โดยการทุ่มเทเวลาให้กับเพื่อน ๆ ครอบครัว และความฝันของตัวเองอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว นอกจากจะทำให้ตัวเองมีความสุขโดยไม่มีคนรักเก่ามาวนเวียนอยู่ในความคิดแล้วยังช่วยให้มีชีวิตที่ดีขึ้นอีกด้วย

5. บอกลาเรื่องดี ๆ ที่เคยเกิดขึ้น

หากต้องการจะตัดใจจากคนรักเก่าจริง ๆ ให้คิดถึงข้อเสียของอีกฝ่ายเอาไว้และคอยย้ำเตือนกับตัวเองเสมอ ว่าเหตุการณ์เหล่านั้นทำร้ายจิตใจอย่างไรบ้าง ทั้งคำโกหกสารพัด เรื่องหลอกลวงทั้งหลาย เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ทำใจได้เร็วยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันเป็นการฝึกให้ตัวเองเข้มแข็ง และไม่ใจอ่อนยอมกลับไปเจอเรื่องเดิม ๆ เวลาที่อีกฝ่ายกลับมาง้องอนขอคืนดีด้วย

เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากจะเจอกับความผิดหวัง แต่ทั้งนี้ถ้าหากเกิดขึ้นแล้วก็คงทำอะไรไม่ได้นอกเสียจากทำใจยอมรับความจริงกับสิ่งที่สูญเสียไป และก้าวไปข้างหน้าเพื่อเริ่มใหม่อีกครั้ง ด้วยการทำสิ่งดี ๆ ให้กับชีวิตและหันมาดูแลชีวิตตัวเองให้ดียิ่งขึ้น ไม่นานจะต้องกลับมาเป็นคนเดิมได้อย่างแน่นอน พร้อมกับหัวใจที่เข้มแข็งขึ้นด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
sovainmagazine.com และ huffingtonpost.com



Create Date : 10 เมษายน 2560
Last Update : 10 เมษายน 2560 10:54:52 น.
Counter : 394 Pageviews.

0 comment
ผู้โดยสารร้อง รถตู้อยุธยาแวะรับคนจนแน่น ทั้งนั่งเบียด-ยืน ไม่กล้าโวยกลัวถูกไล่ลง


ผู้โดยสารร้อง รถตู้สายอยุธยา-เสนา แวะรับคนตลอดทางรวมกว่า 17 คน ทั้งนั่งเบียด-ยืน หายใจแทบไม่ออก เผยไม่กล้าโวย เพราะกลัวถูกไล่ลงกลางทาง พร้อมวอนเจ้าหน้าที่ช่วยเข้มงวดมากกว่านี้

วันนี้ (9 เมษายน 2560) เดลินิวส์ออนไลน์ รายงานว่า ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนที่ใช้บริการรถตู้สาธารณะสายอยุธยา-เสนา จากสถานีขนส่ง อ.เสนา มุ่งหน้า จ.พระนครศรีอยุธยา ว่ารถตู้คันดังกล่าวแวะรับผู้โดยสารเกินจำนวน จนผู้โดยสารต้องนั่งเบียดกันเป็นระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร 

 

 

โดยผู้ร้องเรียนได้ถ่ายภาพโพสต์ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งภาพดังกล่าวจะเห็นว่ามีผู้โดยสารนั่งเบียดกันและยืนบนรถอัดแน่นถึง 17 คน พร้อมข้อความระบุว่า "ไม่ได้ขึ้นรถตู้มานาน ไม่คิดว่าจะอัดแน่นกันขนาดนี้ เป็นปลากระป๋องเลย ช่วยด้วยหายใจไม่ออก ไหนใครจับรถกระบะบรรทุกคน ในกระบะในแค็บ อยากด่าคนขับกลัวโดนไล่ลงกลางทาง แดดมันร้อนตลอดทาง รถตู้คันดังกล่าวรับผู้โดยสารตลอด"

 

 

ผู้ร้องเรียน บอกด้วยว่า อยากฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยเข้มงวดการใช้กฎหมายเรื่องของรถตู้ให้มากกว่านี้ เพราะจากที่ติดตามข่าวเห็นว่าช่วงนี้มีการเข้มงวดเรื่องของรถตู้ที่ปรับที่นั่งผู้โดยสารไม่ให้เกิน 13 คน เพื่อความปลอดภัย รวมถึงเรื่องการคาดเข็มขัดนิรภัยอีกด้วย




Create Date : 10 เมษายน 2560
Last Update : 10 เมษายน 2560 10:51:48 น.
Counter : 624 Pageviews.

0 comment
Tsundoku ภาวะที่ชอบซื้อหนังสือมาไว้มาก ๆ แล้วไม่ได้อ่าน คุณเป็นไหม ?


ดองหนังสือ
ชอบซื้อหนังสือมาดองทิ้งไว้ ทั้ง ๆ ที่หนังสือเล่มเก่า ๆ ในตู้ก็แทบไม่เคยได้อ่าน นี่คืออาการดองหนังสือที่หลายคนเป็น แต่ก็แอบไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไม งั้นมาลองเช็กเหตุผลลึก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในใจของคุณกัน

          ทุกครั้งที่มีงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เรามักจะเห็นคนบ่นว่าล้มละลายกันบ่อย ๆ พร้อมบ่นกับตัวเอง กับเพื่อน หรือบนโซเชียลประมาณว่า นี่ซื้อหนังสือเป็นตั้งอีกแล้ว แต่เล่มเก่ายังไม่ได้อ่านเลยจ้า...เอาเป็นว่าใครมีอาการชอบดองหนังสือไว้เฉย ๆ ลองมาอ่านคำอธิบายถึงภาวะชอบดองหนังสือจากคุณหมอแมวกันค่ะ รู้ไหมว่าอาการนี้มีชื่อเรียกด้วยนะ และรับรองว่าอ่านจบแล้วคุณจะเข้าใจตัวเองมากขึ้นด้วย

ดองหนังสือ

ในช่วงงานหนังสือ เราจะเห็นภาพคนหลาย ๆ คนที่ซื้อหนังสือแบบเป็นตั้ง ๆ ลากกระเป๋าเดินทาง...จากนั้นผ่านไปหลายเดือน จนจะถึงงานหนังสือครั้งถัดไปแล้ว ก็ยังอ่านไม่จบอยู่ดี แต่ก็ยังซื้อหนังสือใหม่ ๆ มาเพิ่มอยู่ดี

          มันมีชื่อเรียกครับ...

Tsundoku...เป็นภาษาญี่ปุ่นที่หมายถึงการเสาะหาหนังสือหรือเอกสารมาอ่าน...จากนั้นก็กองทิ้งไว้ ไม่ได้อ่าน (มาจากคำว่า อ่านหนังสือ+หาของมาเตรียมไว้ภายหลังและจากไป) ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/Tsundoku

ถือเป็นคำที่ตรงไปตรงมาที่สุดกับพฤติกรรมนี้ เทียบเท่ากับที่คนไทยใช้คำว่า "ดองหนังสือ"

ส่วนในภาษาอังกฤษไม่ได้มีคำเฉพาะเสียทีเดียว...โดยคำที่ตรงที่สุดก็จะเป็น Book Buying addiction : เสพติดการซื้อหนังสือ ซึ่งชื่อเน้นไปที่การซื้อ...แต่ว่ากลุ่มที่สนใจเรื่องนี้ก็จะบ่นเหมือน ๆ กันคือ ชอบซื้อมาแต่ไม่ได้อ่าน

          แต่แม้ว่าทางกลุ่มที่ใช้ภาษาอังกฤษจะไม่มีคำเฉพาะถึงการซื้อหนังสือมาดอง ทว่าปัญหานี้ก็มีอยู่จริง ถ้าเราค้นหาในอินเทอร์เน็ตก็จะพบว่ามีคนมีปัญหานี้มากมาย

งานหนังสือ
ภาพจาก Aumza2529 / Shutterstock.com

ทำไมคนเราบางคนจึงชอบซื้อหนังสือแต่ไม่อ่านหรืออ่านไม่จบ

1. เรากลัวว่าเราจะไม่เจอหนังสือนี้อีก (ตามธรรมชาติ)

          หลายครั้งเราเจอหนังสือที่เราสนใจ ไม่แน่ใจว่าจะซื้อดีไหม...จากนั้นเมื่อกลับไปหาอีกก็ไม่เจออีกแล้ว มนุษย์เป็นสัตว์ที่ชอบเก็บสิ่งของ เพื่อเตรียมตัวไว้สำหรับอนาคต ซึ่งความรู้สึกที่ว่าได้เจอบางสิ่งบางอย่างแล้วไม่ได้เก็บไว้ จากนั้นเมื่ออนาคตมาถึงเราต้องใช้แต่ไม่มี มันจะทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีอย่างมาก ๆ บางคนจึงมีความอยากซื้อทันทีที่เห็นหนังสือที่รู้สึกถูกใจ

2. เรากลัวว่าเราจะไม่เจอหนังสือนี้อีก (เพราะสำนักพิมพ์ไม่พิมพ์เพิ่ม)

          ในกลุ่มนักอ่านหนังสือบางประเภท จะรู้กันดีว่ามีหนังสือบางกลุ่มที่เมื่อพิมพ์ออกมาแล้วมักจะไม่มีโอกาสได้พิมพ์อีกเป็นครั้งที่ 2...และอาจจะไม่มีทางเจอมันอีกเลยเพราะเฉพาะกลุ่มจนกระทั่งร้านหนังสือใหญ่ ๆ ไม่อยากนำมาขาย ดังนั้นกลุ่มนักอ่านกลุ่มนี้จะซื้อหนังสือพวกนี้มาตุนไว้

3. เราอยากได้ความสุขจากการซื้อ

          คนเรามีความสุขเมื่อได้เลือก และได้จ่ายเงิน เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกมีอำนาจและควบคุมชีวิตเราเองได้ บางคนจะรู้สึกดีเมื่อเห็นหนังสือที่ตนซื้อมา (คล้าย ๆ กับคนที่ชอบซื้อเสื้อผ้า เครื่องประดับมาเก็บ)

4. เรามีความสุขกับการจินตนาการสิ่งที่จะได้จากการอ่านหนังสือ

          บางคนอยากพัฒนาตนเอง ก็จะซื้อหนังสือพัฒนาตนเองมาเก็บไว้ และคิดว่าเมื่อได้อ่านแล้วจะมีชีวิตที่ดีขึ้น บางคนเห็นไอดอลของตนซื้อหนังสือมาอ่าน ตนอยากเก่งแบบนั้นบ้าง จึงหาหนังสือมาดองไว้ กะว่ามีเวลาจะอ่าน จะได้เก่งแบบนั้นบ้าง

          ซึ่งข้อที่ทำให้แตกต่างกันคือ ถ้าเรา "มีความสุขกับการจินตนาการว่าจะได้ประโยชน์จากหนังสือ" มากกว่า "ความตั้งใจได้ประโยชน์จากหนังสือ" ความอยากอ่านของเราจะลดลงเพราะเราได้ความสุขจากการซื้อไปแล้ว

5. สิ่งที่ทำให้เราอยากซื้อนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว

          ตัวของเราตอนที่ซื้อ เป็นคนละอารมณ์และความรู้สึกกับตัวเราในตอนนี้ บางเรื่องเป็นเรื่องหายากในอดีต เราจึงอยากอ่าน...แต่เวลาผ่านไป คนอ่านเอามาเขียนต่อมีเยอะ เราก็ลดความอยากอ่าน บางเรื่องเป็นนิยาย เราเจอเพื่อนสปอยล์ เราก็ไม่อยากอ่าน

6. ไม่มีเวลาแต่เราหวังว่าเราอยากจะอ่าน

          ตรงไปตรงมา คือเราให้เวลากับอย่างอื่นมากกว่า และเราหวังว่าเมื่อมีเวลาจะแบ่งให้ เราก็จะอ่านหนังสือ แต่เมื่อเรายังเห็นสิ่งอื่นสำคัญกว่า เราก็จะไม่แบ่งเวลาให้การอ่านหนังสือจนทำให้เราไม่ได้อ่านสักที

7. อยากให้คนอื่นเห็นเราเป็นคนชอบอ่านหนังสือ

          ซื้อมาถ่ายปกอัพ/ซื้อมาเป็นเครื่องประดับบ้าน (จริง ๆ ข้อนี้ไม่นับ เพราะแบบนี้คือเราไม่ได้ตั้งใจจะอ่านมันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว)

ดองหนังสือ

          ผลของการ "ดองหนังสือ" ที่มีต่อเรา แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ไม่ร้ายแรงมาก แต่การดองหนังสือไว้มาก ๆ ก็อาจจะไม่ดีกับตัวของเราได้ ยกตัวอย่างเช่น

1. ทำให้เรารู้สึกไม่ดีกับตนเอง

          การ "ซื้อ" หนังสือจะทำให้เรารู้สึกว่าเราได้สัญญากับตนเองว่าจะอ่าน พอเราไม่ได้อ่าน ทำให้เรารู้สึกเหมือนกับเราโกหกตนเอง ผิดสัญญากับตนเอง...บางคนจะเกิดความรู้สึกด้อยค่า อาย ไม่พอใจตัวเอง หรือลดความรู้สึกเคารพในตัวตนของตนเอง

2. มีผลต่อความสัมพันธ์

          หนังสือเต็มบ้าน แย่งที่เก็บของของคนอื่น และถ้ามีคนมาต่อว่าว่า "ซื้อมาแต่ไม่ยอมอ่าน"

          มันก็จะเป็นการเปิดบาดแผลในข้อ 1

แล้วเราจะทำอย่างไรดี...

ดองหนังสือ

วิธีแก้ไข

1. ก่อนซื้อทุกครั้ง หาสาเหตุของการซื้อก่อน...และตั้งกติกา

          - ถ้าคุณซื้อเพราะต้องการคุณค่าจากการอ่าน - ให้ตั้งใจ ตั้งกฎกับตนเองเลยว่าจะอ่านมันตอนไหนยังไง

          - ถ้าคุณตั้งใจจะซื้อ เพราะมีความสุขจากการซื้อ แต่คิดได้ว่าไม่ได้อยากอ่าน ก็ยั้ง ๆ ไว้นิดก่อนซื้อ
          - ถ้าตั้งใจจะซื้อ เพื่ออัพลง Social...ไปที่ร้านหนังสือ ถ่ายปกก็พอ

2. เช่าหนังสือ

          คนจำนวนไม่น้อย อ่านหนังสือรอบเดียวแล้วไม่กลับมาอ่านอีก
          การเช่าหรือยืม จะเป็นการกำหนดเวลาไปในตัว เสียเงินไม่มาก และท้ายที่สุดเราไม่เปลืองที่เก็บ

3. หาเวลาบังคับอ่านหนังสือในแต่ละวัน ไม่อ่านขาดและไม่อ่านเกินเวลาที่กำหนด

          หาเวลา 15 นาที ที่จะไม่ทำอะไรเลยนอกจากอ่านหนังสือ คนส่วนมากที่ไม่มีเวลา จริง ๆ มีเวลา แต่เขาให้ความสำคัญกับการอ่านไม่มากพอ...หรือบางคนอาจจะไม่มีเวลาจริง ๆ เพราะว่าการส่องเฟซเพื่อน การอ่านข่าวเรื่องทั่วไป ซุบซิบดารา ดูบอล ดูหนัง ดูละคร ดูเกมโชว์ มันสำคัญกว่าการอ่านหนังสือสำหรับคนคนนั้น

          คืออย่าเข้าใจว่าที่ว่ามาทำไม่ได้นะ แต่อยากให้เรียงความสำคัญกับตนเอง...ว่าเราเห็นอะไรสำคัญกว่า (รอบ ๆ ตัว มีคนหลายคนที่ให้ความสำคัญกับการดูละครและเกมโชว์มากกว่าการอ่านหนังสือ เพราะสำหรับชีวิตเขา การดูละคร มีผลต่อรายได้มากกว่าที่การอ่านหนังสือจะทำได้)

          สำหรับคนที่คิดว่าอ่านหนังสือสำคัญ แบ่งเวลาไว้ 15 นาที แล้วอ่านทุกวันติดกันสักเดือนนึงไม่ต้องอ่านเกิน 15 นาที...อย่าอ่านสะสมแล้วบอกตนเองว่าวันนี้ไม่อ่านเพราะเมื่อวานอ่านแล้ว

          ทำจนเป็นนิสัยสักเดือน แล้วตัดสินใจเองว่าจะอ่านต่อยังไงหรือไม่

4. อ่านอย่างมีจุดหมาย

          ขีดเส้น highlight จดโน้ตย่อ มนุษย์เราไม่มีทางจำทุกอย่างได้หมด...ยังไงก็ต้องจด ยังไงก็ต้องบันทึก เพื่อการกลับมาอ่านใหม่หรือหาข้อมูลซ้ำจะได้ทำได้ง่าย การทำโน้ตย่อจะทำให้เรารู้สึกว่าเราอ่านแล้วได้อะไรบางอย่างกลับมา ไม่รู้สึกสูญเปล่า จะได้อ่านใหม่

5. ซื้อ Ebook/ซื้อออนไลน์/ซื้อมือสอง

          การทำในข้อนี้ จะช่วยลดตัวกระตุ้นความอยากซื้อเพราะกลัวว่าจะหาซื้ออีกไม่ได้

          การเข้าไปดูในออนไลน์จะช่วยให้เราเห็นว่า จริง ๆ หนังสืออาจจะไม่ได้หายากอย่างที่เรากลัว

เป็นแบบนี้ผิดปกติหรือไม่ จะเป็นโรคจิตไหม

          เวลาคุยถึงเรื่องนี้ จะมีคนชอบไปอ้างถึงภาวะ Bibliomania คือคำว่า Bibliomania เป็นอาการทางจิตในกลุ่มย้ำคิดย้ำทำ ที่มีความอยากได้หนังสืออย่างแรงกล้า ถ้าไม่ได้จะมีความรู้สึกทุกข์ทรมาน ต้องซื้อหรือขโมยหนังสือ...และจะซื้อแม้ว่าจะมีปัญหาทางการเงิน...เอาหนังสือมาเก็บไว้จนมีปัญหาเรื่องพื้นที่ หรือทะเลาะกับคนในครอบครัว ซึ่งหากเป็นระดับนี้ต้องรักษา การที่คนเอาคำว่า Bibliomania มาใช้โยงเข้ากับการ "ดองหนังสือ" ทั้งที่มันเป็นคนละเรื่องกัน เลยทำให้คนอ่านเข้าใจผิดไปจนถึงกังวลว่าจะเป็นโรคจิต หรือกังวลว่าคนใกล้ตัวกำลังเป็นโรคจิตโดยไม่รู้ตัว

          Bibliomania คือการย้ำคิดย้ำทำ เสาะแสวงหาหนังสือมาโดยก่อให้เกิดปัญหา ต่างจากการดองหนังสือ ที่เกือบทั้งหมดเป็นแค่การรักหนังสือ (Bibliophile) เพียงแต่เราไม่มีเวลาหรือไม่ได้อ่านมันเท่านั้นเอง

ถ้าไม่ได้ไปขโมยใครมา ไม่ได้ซื้อจนการเงินขัดสน ไม่ได้ซื้อแล้วไปสุมจนมีหนูมาขึ้นบ้าน ก็ไม่ต้องกังวลครับ ค่อย ๆ หาเวลาอ่านกันไปก็พอ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
เฟซบุ๊กความรู้สนุกๆแบบหมอแมว
mormaew.blogspot



Create Date : 09 เมษายน 2560
Last Update : 9 เมษายน 2560 12:57:40 น.
Counter : 610 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  

Valentine's Month



หนี่งหน่อง
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 32 คน [?]



All Blog