"ข้าพเจ้าอ่าน..ราวกับกลัวว่า ความกระหายในการอ่าน จะเหือดหายไปในวินาทีข้างหน้า"
Group Blog
 
All Blogs
 

เทคนิคการอ่านเร็ว อ่านแบบ Scanning Reading และแบบ Skimming Reading

Speed Reading

ความเร่งรีบในชีวิตประจำวัีน ทำให้เราจำเป็นต้องทำอะไรอย่างรวดเร็วฉับไว แต่ความรวดเร็วนั้นต้องไม่ขาดประสิทธิภาพนะท่าน ยกตัวอย่างเช่น "การอ่าน"  อ่านอย่างไรให้รวดเร็ว และยังเข้าใจ จดจำ ได้ด้วย มันมีเทคนิคครับทั่น? ตามมาจะเล่าให้ฟัง

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจว่า “การอ่านเร็ว” (Speed Reading) คืออะไร? การอ่านเร็ว ก็คือ การอ่านอย่างรวดเร็วโดยไม่ลดความเข้าใจหรือความจำให้ด้อยลงไป นั่นคือ ให้เราเข้าใจกระจ่างแจ่มแจ๋วเหมือนกับการอ่านตามปกติ และไม่ใช่ใครก็ทำได้นะทั่น เรื่องนี้จำต้องฝึกฝน

โดยธรรมชาติสมองของมนุษย์แบ่ง สมองซีกซ้ายและสมองซีกขวา จำไว้ซ้ายคอยคิดหาเหตุผล วิเคราะห์ คำนวนเป็นขั้นเป็นตอน ส่วนขวาเล่า ก็ไว้คอยควบคุมอารมณ์ จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ฉะนั้นที่อยากฉลาดก็ต้องหัดฝึกฝนใช้สมองซีกซ้ายให้มาก


เมื่อคนเราอ่าน สมองซีกซ้ายจะทำงานช่วยให้เราจดจำข้อมูลที่สำคัญๆ เป็นขั้นเป็นตอน อย่างช้าๆ ในขณะที่สมองซีกขวาจะทำหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว ถ้าอยากรู้ว่าสมองซีกใดกำลังทำงานก็ขึ้นอยู่กับว่า เราอ่านอย่างไร? อ่านแบบเก็บข้อมูลก็ละเอียดยิบซ้าย อ่านผ่านๆ ไปก็ซีกขวา

ดังนั้น “การอ่านเร็ว” เพื่อช่วยให้เราเ้ข้าใจข้อมูลปริมาณมากๆ อย่างรวดเร็ว ก็คือการฝึกฝนสมองฉีกขวานั่นเอง เทคนิคการอ่านเร็วนั้นมีสองวิธีใหญ่ๆ ได้แก่ การอ่านแบบสแกน (Scanning Reading) และการอ่านแบบคร่าวๆ (Skimming Reading)

การอ่านแบบสแกน (Scanning Reading) การอ่านเพื่อ "หาข้อมูลบางอย่าง" อย่างไรหรือ? เช่นมีคนถามเราว่า "ปลาวาฬจริงๆ แล้ว เป็นสัตว์น้ำหรือสัตว์บก?" เจอคำถามนี้ถึงกับอึ้งผงะถอยหลังไปสองก้าว ไม่แน่ใจก็เลยบอกเพื่อนว่า เดี๋ยวไปค้นดูก่อนนะ จากนั้นก็เปิดดูในอินเตอร์เน็ต เรารู้แล้วว่าเราไม่ต้องการข้อมูลอื่นๆ นอกจากอยากรู้ว่า ปลาวาฬเป็นสัตว์น้ำหรือสัตว์บก ท่านก็กวาดสายตาหาคำตอบในทันทีทันใด อะไรไม่ต้องการรู้ก็อ่านข้ามไป เช่นนี้แล

ส่วนการอ่านแบบคร่าวๆ (Skimming Reading) เป็นการอ่านเร็วเพื่อจับใจความสำคัญของเนื้อหาหรือสรุปประเด็นทั้งหมด อย่างไรหรือ? เช่นว่า ท่านซื้อนิตยสารเล่มโปรดมา เห็นทีเด็ดเป็นเรื่องจากปกว่า "สูตรเด็ด! ทอดไข่เจียวด้วยเตาอบไมโครเวฟ" เห็นปุ๊บก็รีบเปิดไปอ่านปั๊บ ท่านรู้แล้วว่าต้องเตรียมเครื่องปรุงอะไร วัตถุดิบอะไร แต่ที่ท่านอยากรู้ก็คือ มันทอดอย่างไรเนี่ย ทอดด้วยไมโครเวฟ ว่าแล้วท่านก็กวาดสายตาไปประเด็นหลัก การทอดไข่เจียวด้วยไมโครเวฟ  อาจใช้นิ้วหรือดินสอไล่ไปตามข้อความ อ่านเครื่องปรุงวัตถุดิบไปแบบผ่านๆ เพื่อมุ่งไปประเด็นหลัก


ดังนั้น เทคนิคการอ่านเร็ว ก็คือ การพยายามอ่านเป็นกลุ่มคำ แทนการอ่านทีละคำ อ่านข้ามบางคำที่ไม่จำเป็นได้ และให้หลีกเลี่ยงการอ่านย้ำคำ ซ้ำไปซ้ำมา พยายามอ่านปราดเดียวไปจนจบก่อนแล้วค่อยดูอีกทีว่าเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ถ้าอยากเก็บรายละเอียดจึงค่อยมาอ่านซ้ำอีกรอบ ก็คือการสลับสวิซมาใช้สมองซีกซ้ายนั่นเอง

หลักสำคัญของการอ่านเร็วก็คือ ให้มองภาพรวมของเนื้อหาทั้งหมดก่อน รายละเอียดยังไม่ต้องไปสนใจมากนัก ลองใช้นาฬิกาช่วยจับความเร็วในการอ่าน ค่อยๆ เพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งอ่านเร็วเท่าไหร่และยังเข้าใจไม่สับสน นั่นแปลว่าท่านสำเร็จวิทยายุทธ์แล้ว เรื่องนี้ต้องอาศัยการฝึกฝนครับทั่น จะมาเป็นรวดเร็วในวันสองวันไม่ได้ ที่สำคัญต้องมีสมาธิให้มาก แล้วจะจดจำได้ดี

......ขอให้มีความสุขกับการอ่าน




 

Create Date : 06 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 6 กรกฎาคม 2555 17:51:02 น.
Counter : 4919 Pageviews.  

คืนวันเศร้า เช้าวันสุข Fineday Sadturday : ค่ารักษาโรคทุกข์ เข้าใจโลกสุข เพียง 185 บาท

Fineday Sadturday คืนวันเศร้า เช้าวันสุข

'ความเศร้าไม่ได้อยู่กับเรานาน แต่ความสุขก็ไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป' 

 

คนไทยส่วนใหญ่จะรู้สึกละอายที่ต้องไปพบ "จิตแพทย์" ด้วยคิดว่าคนอื่นจะมองอย่างไร และคิดเหมารวมเอาว่า "การปรึกษาจิตแพทย์" เป็นปัญหาของคนที่มีอาการทางจิต หรือเรียกว่าโรคจิตนั่นเอง นั่นก็ถูกส่วนหนึ่ง แต่โดยส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นผู้ที่มีปัญหาภาวะทางจิตรุนแรงใดๆ เพียงแต่เกิดภาวะสับสนทางจิตเท่านั้น คนเหล่านี้จำเป็นจะต้องได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาทางออกที่ถูกต้องต่อไป

บางคนแค่เพียงได้ระบาย ได้พูดคุย หรือได้ข้อคิดดีๆ จากการอ่าน ก็หายจากภาวะสับสนทางจิตได้โดยง่าย มีหนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยามากมายออกมาสม่ำเสมอ "คืนวันเศร้า เช้าวันสุข" (Fineday Sadturday) ของนักเขียน จิตแพทย์ และนักวิจารณ์ภาพยนตร์ชื่อดัง "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่พูดถึงภาวะอารมณ์ทางจิตใจในรูปแบบต่างๆ โดยหยิกยกเกร็ดเรื่องราวเหตุการณ์ ข้อคิดดีๆ จากทั้งชีวิตบุคคลที่มีชื่อเสียง จากหนังสือ หรือภาพยนตร์ อันเป็นสไตล์ถนัดของผู้เขียนมาเป็นตัวแทนมูลเหตุของปัญหา และความทุกข์ที่เกิดกับจิตใจของคนเรา
และลงท้ายเป็นบทสรุปให้เราเข้าใจถึงเหตุแห่งความทุกข์และพร้อมรับมือกับมัน

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ" ได้แรงบันดาลใจเขียนหนังสือ "คืนวันเศร้า เช้าวันสุข" (Fineday Sadturday) จากประโยคเดียวสั้นๆ จากหนังเรื่อง The Adjustment Bereau นั่นคือ "Life is a series of event" ประโยคที่ทำให้ ผมอยู่ข้างหลังคุณ ต่อจากนี้จะขอเรียกแทนว่า คุณหมอเห็นภาพ ในแต่ละวัน ในแต่ละวินาทีว่า ชีวิต คือ เหตุการณ์ที่ร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ทั้งดี ทั้งร้าย ทั้งเรื่องของเรา และเรื่องของคนอื่น
การกระทำของเราสามารถส่งผลกระทบไปยังคนรอบข้างทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ
และประสบการณ์เน้นย้ำที่ว่า 'ความเศร้าไม่ได้อยากอยู่กับเรานาน แต่ความสุขก็ไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป'

จะขอหยิบยกบทตอนหนึ่งจากหนังสือ "คืนวันเศร้า เช้าวันสุข" (Fineday Sadturday) ที่ขึ้นต้นว่า "ทุกเรื่องที่ทำให้เราทุกข์ จะมีขั้วตรงข้ามที่ทำให้คนอื่นทุกข์ได้ไม่แพ้กัน" มัวรีน- A Long Way Down ซึ่งเป็นตอนที่คุณหมอหยิบยกมาจากนิยายขายดีของ นิค ฮอร์นบี ชื่อ 'เป็นอันตกลง' (A Long Way Down)

นิยายที่ว่าด้วยเรื่องของคน 4 คน ที่คิดฆ่าตัวตาย และบังเอิญมาพบกันบนยอดตึก คุณหมอรู้สึกประทับใจตัวละคร ชื่อ มัวรีน ตอนที่ มัวรีน รู้ว่า ชายคนหนึ่งฆ่าตัวตายเพราะต้องพรากจากลูกๆ ของตัวเอง แต่ตัวเธอกลับคิดฆ่าตัวตายเพราะติดอยู่กับลูกของเธอ ทำให้เธอคิดขึ้นมาได้ว่า "มีคนฆ่าตัวตายเพราะต้องจากคู่ชีวิต แต่ก็มีคนที่ฆ่าตัวตายเพราะทนทุกข์อยู่กับคู่ชีวิต" ซึ่งนั่นทำให้คุณหมอได้ข้อคิดและนำมาเขียนเป็นตอนนี้ขึ้นมา ในหนังสือ "คืนวันเศร้า เช้าวันสุข" (Fineday Sadturday) เล่มนี้ ของคุณหมอยังมีข้อดีๆ อย่างนี้อีกตลอดทั้งเล่ม

ด้วยความที่ "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" เป็นจิตแพทย์ เวลาที่เขาเขียนอะไร เราก็มักจะมีแนวโน้มที่จะเชื่อเขาอย่างไม่ลังเลสงสัย แต่เหนือความเป็นจิตแพทย์ก็คือข้อเท็จจริงที่เขาหยิบยกมาขึ้นต่างหาก เรามักจะพูดว่า "เออ..ใช่" เวลาที่อ่านเขียนของเขา เพราะความที่เขาเป็นจิตแพทย์ย่อมรู้และเข้าใจภาวะอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับมนุษย์เป็นอย่างดี อ่านแล้วจึงรู้สึกสบายใจ เหมือนได้นั่งลงปรึกษาปัญหาชีวิตกับหมอจริงๆ เพราะในชีวิตของคนไทยโอกาสที่จะพบจิตแพทย์มีน้อยมากด้วยทัศนคติที่ไม่ดีต่อการพบจิตแพทย์ ซึ่งไม่เหมือนต่างประเทศที่เขาพบจิตแพทย์กันเป็นเรื่องปกติ และด้วยค่ารักษาที่แพงลิบลิ่ว คนไทยกับจิตแพทย์จึงมีช่องว่างระหว่างกัน

การได้อ่านผลงานของ "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" จึงเหมือนกับได้ปรึกษาปัญหาชีวิตกับจิตแพทย์ผู้เชี่ยชาญ ด้วยค่าให้คำปรึกษาเพียง 185 บาท เพียงแค่ 185บาท แต่ได้ข้อคิดดีๆ กลับมามากมาย นับว่าคุ้มค่า จึงอยากแนะนำ


Fineday Sadturday คืนวันเศร้า เช้าวันสุข

 

ชื่อหนังสือ :  คืนวันเศร้า เช้าวันสุข Fineday Sadturday
ชื่อผู้แต่ง    :  ผมอยู่ข้างหลังคุณ
สำนักพิมพ์ :  สำนักพิมพ์ โฟร์ เล็ตเตอร์ เวิร์ด
พิมพ์ครั้งล่าสุด : พิมพ์ครั้งที่ 1 มีนาคม 2555

     





 

Create Date : 06 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 6 กรกฎาคม 2555 17:23:38 น.
Counter : 1295 Pageviews.  

คำให้การสหายพระเยซู Christopher Moore : หรือเรื่องจริงไม่ใช่แค่นิยาย

คำให้การสหายพระเยซู Christopher Moore

คุณคิดอย่างไรหากเรื่องราวในนิยาย "คำให้การสหายของพระเยซู" นั้นมีส่วนที่เป็นเรื่องจริง? เรื่องราวช่วงพระชีนม์ชีพที่ขาดหายไปของพระองค์ กับคำถามที่ทุกคนสงสัย "พระเยซูทำอะไร อยู่ที่ไหน? ในช่วงอายุ 12 จนถึงตอนรับพิธีบัพติสมาในน้ำที่แม่น้ำจอร์แดนที่ไม่ได้บันทึกไว้ในพระคัมภีร์

เรื่องนี้มีคนยืนยันว่า เขารู้แล้วว่า ช่วงชีวิตที่หายไปของพระเยซูนั้นพระองค์อยู่ที่ไหน? เขาผู้นั้นก็คือ นาย โนโตวิช (NICHOLAS NOTOVITCH) ชาวรัสเซีย ผู้เป็นนักหนังสือพิมพ์ และนักเขียนสารคดีการเมือง หนังสือที่เกี่ยวกับการเมืองรัสเซียของเขาทำให้เขามีชื่อเสียงไปทั่วยุโรป ปี 1877 เขาเดินทางไปยังอัฟกานิสถาน ปากีสถาน และอินเดีย เพื่อศึกษาชีวิตและความเชื่อของผู้คนในดินแดนนั้น ที่ ลาดัค (LADAKH) ดินแดนที่ขนาบข้างด้วยกัษมิระและทิเบต

เขาตกจากหลังม้าบาดเจ็บ และได้การดูแลรักษาจากพระลามะรูปหนึ่งที่อารามเฮมิสกุมพา อันเป็นวัดใหญ่ที่สุดของลาดัค ... โนโตวิชพักอยู่ที่วัดเฮมิสจนคุ้นเคยกับพระลามะรูปนั้น ถึงขนาดที่ท่านเอาม้วนคัมภีร์โบราณที่เขียนเป็นภาษาทิเบตโดยนัก  ประวัติศาสตร์พุทธศาสนามาให้โนโตวิชดู ซึ่งโนโตวิชก็สนใจมากและได้คัดลอกบางส่วนที่สำคัญตามที่ล่ามแปล ให้ฟังไว้ คัมภีร์นั้นเล่าถึงเรื่องราวของบุคคลที่ชื่อ อิสซา (ISSA) ตั้งแต่เกิดจนตาย

แล้วมาเกี่ยวกับพระเยซูอย่างไรหรือ


ก็อิสซานั้นเป็นชื่อเรียกพระเยซูในภาษาอิสลาม เชื่อว่ามาจากรากศัพท์ภาษาฮีบรูหรืออราเมอิคว่า YESHUA (คำว่า JESUS นั้นเป็นคำในภาษากรีกและลาตินที่ใช้ถ่ายทอดพระคัมภีร์ หาใช่คำในภาษาฮีบรูดั้งเดิมไม่) ตามคัมภีร์ดังกล่าว อิสซา หรือที่เชื่อว่าคือพระเยซูได้เดินทางมายังอินเดียตั้งแต่อายุประมาณ 13 ปี โดยผ่านมาทางอิหร่าน อัฟกานิสถาน และปากีสถานปัจจุบัน(เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยโบราณของชมพูทวีป นั่นคือเมืองตักกสิลา ราชธานีของแคว้นคันธาระ


ปัจจุบันอยู่ในประเทศปากีสถาน วรรณะพราหมณ์และกษัตริย์จะเดินทางมาไกลเพื่อมาร่ำเรียนศิลปวิทยาที่นี่ และศาสตร์18ประการ ก็มาเรียนที่นี่ครับ) พระเยซูได้ร่ำเรียนพระเวท และปรัชญาต่างๆอยู่ที่นั่นจนอายุ 29 ปี จึงเดินทางกลับจูเดีย

เรื่อง ราวนี้จึงเท่ากับเป็นคำตอบอย่างดีว่า ใน “ช่วงชีวิตที่หายไป” ของพระเยซูนั้น พระองค์หายไปไหน
(บทความจาก หนังสือ ต่วยตูนพิเศษ ฉบับเดือนตุลาคม 2547)

ความคิดของนายโนโตวิชนี้คลับคล้ายคลับคลากับแก่นนิยาย คำให้การสหายพระเยซู ของนายคริสโตเฟอร์อย่างกับฝาแฝด ดูท่าจินตนาการของ คริสโตเฟอร์ มัวร์ ผู้เขียน จะไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันเสียแล้ว หากพิสูจน์ได้ว่าช่วงช่วงชีวิตที่หายไปของพระเยซูนั้นมีมูลความจริง

คริสโตเฟอร์ มัวร์ ได้ให้สัมภาษณ์ว่าเขาได้แรงบันดาลใจการเขียนนิยาย คำให้การสหายพระเยซู มาจากฉากหนึ่งใน มาสเตอร์กับมาร์การิตา ของ บูลกาคอฟ ฉากไต่สวนพระเยซูจากมุมมองของ พอนติอุส ไพเลตเวลานั้นเขาเป็นไมเกรนอยู่ ไม่กี่เดือนต่อมา เขาก็ได้ดูรายการพิเศษชื่อ "จากเยซูสู่พระคริสต์" จึงเกิดความคิดขึ้นมาว่าจะบอกเล่า"ช่วงปีที่หายไป" ในชีวิตของพระคริสต์ จากมุมมองของสหายสนิทที่ไม่มีใครทราบชื่อ


คำให้การสหายพระเยซู เป็นนิยายที่เล่าเรื่องถึงสหายสนิทของพระเยซูคนหนึ่ง ที่ชื่อ บิฟฟ์ เขาถูกเทวทูตราซีลปลุกชีพ ขึ้นมาเขียน พระคัมภีร์เบิกโลก 2 เพื่อเล่าเรื่องราวที่ขาดหายไปของพระเยซู เรื่องราวสุดพิลึกพิลั่น เกินกว่าใครจะคาดคิด เรื่องราวของการเดินทาง เวทมนต์ ปาฏิหาริย์ กังฟู ปิศาจร้าย และสาวสวยร้อนแรงเกินห้ามใจ

การที่ คริสโตเฟอร์ มัว สามารถแทรกเกร็ดพิลึกพิลั่นปั้นแต่งเรื่องราวเข้าไปในพระภัมร์ได้เกือบทั้งเล่ม เริ่มตั้งแต่ตอนที่พระเยซูทรงประสูติ จนกระทั่งออกประกาศข่าวประเสริฐ และการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และแน่นอนช่วงพระชนม์ชีพเร้นลับของพระเยซูเจ้า คือ ตั้งแต่อายุ 12 จนถึงตอนรับพิธีบัพติสมาในน้ำที่แม่น้ำจอร์แดนที่ไม่ได้บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ ซึ่งได้กลายมาเป็นแก่นสำคัญของนิยายเรื่องนี้ แสดงให้เห็นว่าเขาจะต้องรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพระคัมภีร์ไบเบิลดีทีเดียว

อย่างตอนที่ พระเยซูทรงขับไล่ผีร้ายออกจากชายผู้หนึ่ง ให้ออกไปสิงที่ฝูงหมู และทรงสั่งให้ฝูงหมูวิ่งกระโดดลงหน้าผาตกลงไปตายในทะเล เมื่อผีร้ายออกจากชายผู้นั้นแล้ว เขาก็รีบเข้าเมืองไปป่าวประกาศถึงความอัศจรรย์ที่พระเยซูทรงกระทำแก่เขา นี่คือข้อเท็จจริงตามพระคัมภีร์ แต่ คริสโตเฟอร์ มัว เอามาดัดปั้นเป็นว่า ฝูงชนต่างโกรธแค้นที่ฝูงหมูของพวกเขาตายเกลี้ยง ต่างถือคราด ส้อมตักหญ้า และเคียวดายหญ้า ฮือกันเข้ามาจะรุมทำร้ายพระเยซู จนพระองค์ต้องรีบหนีไป เมื่อได้อ่านเนื้อเรื่องทำนองนี้ผู้ที่ศึกษาพระคัมภีร์มาเป็นอย่างดีคงจะกระพริบตาปริบๆ

ความขำมันอยู่ตรงนี้เอง ยิ่งคนที่รู้พระคัมภีร์มากก็จะยิ่งเข้าใจ "มุก" ที่ผู้เขียน "ตั้งใจ" สอดแทรกลงไปมากเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามการล้อเล่นกับความศรัทธาของคริสตชน ก็ย่อมหมิ่นเหม่ต่อการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง และอาจสร้างความไม่พอใจได้ ก็ใช่ว่าทุกคนจะใจกว้างเสียเมื่อไหร่ แต่ท้ายสุดแล้วก็จะเข้าใจเจตนาของเขาได้ว่า เขาไม่ได้คิดหยามหมิ่นองค์พระคริสต์แต่อย่างใด เป็นแต่เพียงจินตนาการที่จงใจสร้างขึ้นมาเพื่อความบันเทิงเท่านั้น และเชื่อว่าคนที่รักและศรัทธาในองค์ผู้เป็นพระเจ้าอย่างแท้จริงก็คงไม่เก็บเอามาใส่ใจ

คำให้การสหายพระเยซู เป็นนิยายที่อ่านสนุก ส่งเสริมจินตนาการเข้าขั้นบรรเจิด ขำได้เกือบทุกหน้า คุณนพดล เวชสวัสดิ์ แปลได้เซี้ยวเปรี้ยวเข็ดฟันกว่าเล่มไหนๆ

 

คำให้การสหายพระเยซู Christopher Moore

ชื่อหนังสือ : คำให้การสหายพระเยซู
ชื่อผู้เขียน : Christopher More
ชื่อผู้แปล   : นพดล เวชสวัสดิ์
สำนักพิมพ์ : สำนักพิมพ์ เอิร์นเนส พับลิชชิ่ง
เดือนที่พิมพ์ : พิมพ์ครั้งที่ 1 มีนาคม 2555


อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ “ช่วงชีวิตที่หายไป” ของพระเยซู เต็มๆ ได้ที่นี่ชื่อหนังสือ : คำให้การสหายพระเยซู
ชื่อผู้เขียน : Christopher More
ชื่อผู้แปล   : นพดล เวชสวัสดิ์
สำนักพิมพ์ : สำนักพิมพ์ เอิร์นเนส พับลิชชิ่ง
เดือนที่พิมพ์ : พิมพ์ครั้งที่ 1 มีนาคม 2555


อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ “ช่วงชีวิตที่หายไป” ของพระเยซู เต็มๆ ได้ที่นี่

 





 

Create Date : 05 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 5 กรกฎาคม 2555 19:34:52 น.
Counter : 863 Pageviews.  

ราตรีมหัศจรรย์ Haruki Murakami เล่มนี้สุดยอดที่สุดแล้ว

book-ราตรีมหัศจรรย์ (After Dark)

จากคำนำสำนักพิมพ์กำมะหยี่ เขียนไว้ว่า "ราตรีมหัศจรรย์" หนังสือเล่มบางๆ (เมื่อเทียบกับเล่มอื่นๆ ของผู้เขียน) เล่มนี้ ถูกมองอย่างไม่ให้ความสำคัญนัก บ้างก็ว่าเป็นหนังสือคั่นเวลา บ้างว่าผู้เขียนกำลังทดลองเล่นสนุกกับเทคนิคการเขียนแบบใหม่ๆ ผสานรูปแบบการเขียนบทภาพยนตร์ และใส่ข้อจำกัดทางเวลาตามขนบการเขียนละครเวทีเข้ามาในการเขียนนิยาย...."

อ่านแล้วก็ไม่ใคร่จะเห็นด้วยนัก ที่ ราตรีมหัศจรรย์ (After Dark) จะถูกมอง (จากคนอ่าน) ว่าเป็นแค่หนังสือคั่นเวลา อยากลุกขึ้นมาประท้วงทวงความยุติธรรมให้ราตรีมหัศจรรย์นัก ก็อาจเป็นข้อเท็จจริงที่ว่าภาพรวมของเล่มนี่ ไม่หวือหวา ไม่เกรี้ยวกราด บทต่อปากต่อคำไม่เข้มข้น ตัวละครไม่ยียวนกวนประสาท แต่มัน "กลมกล่อม" เป็นบ้า!

ราตรีมหัศจรรย์ (After Dark)  มีแก่นเรื่องคือสองพี่น้อง เอริ นางแบบสาวที่ใช้นิทรารมณ์เป็นเครื่องหลีกเร้นหลบหนี กับมาริ สาวน้อยนักศึกษาที่ฝังตัวใต้เงาของหนังสือเล่มหนาในร้านอาหาร ก่อนจะถูกชักนำให้เข้าไปสัมผัสชีวิตกลางคืนของบรรดาคนแปลกหน้า หนุ่มนักดนตรีผู้เข้ามาทักถาม สาวร่างใหญ่ผู้จัดการ ‘โรงแรมฉ่ำรัก’ ที่แวะมาขอความช่วยเหลือ และโสเภณีชาวจีนที่ถูกทำร้ายอย่างทารุณโดยพนักงานบริษัทคอมพิวเตอร์ซึ่งคล้ายจะแผ่รังสีคุกคามอันชวนอึดอัดไปปองร้ายพี่สาวของเธอถึงห้องนอน(สำนักพิมพ์กำมะหยี่)

ด้วยเทคนิคการเขียนรูปแบบใหม่ของมูราคามิ ที่มีเรื่องเวลามาเป็นข้อจำกัด ดูเหมือนการเล่าเรื่องจะต้องเร่งรีบ กระชับฉับไว แต่มูราคามิ ก็ยังคงเป็นมูราคามิ ที่ทำให้ตัวละครทุกตัวอยู่ในโหมดสโลว์โมชั่นเหมือนทุกๆ ครั้ง แม้ว่าจะมีรูปนาฬิกาบอกเวลาเป็นเครื่องบีบคั้นทุกตอนบนหน้ากระดาษ แต่เรายังคงรู้สึกเนิบนาบ แช่มช้า ตามแต่จังหวะที่เขาจะพาไป

จุดเด่นของ ราตรีมหัศจรรย์ (After Dark) คือการบรรยายรายละเอียดได้ชัดเจนแจ่มแจ๋ว เหมือนทะลุลวงผ่านหนังสือเข้าไปในแก่นของเรื่อง บางขณะก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนกล้องถ่ายทำภาพยนตร์ที่แพนกล้องไปตาม "การกระทำ" ของตัวละครนั้นๆ นาทีนี้ฉากนี้ อีกนาทีตัดสลับไปอีกฉาก นี่คงจะเป็นเจตนาของมูราคามิที่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกเช่นนั้น

ราตรีมหัศจรรย์ (After Dark) ยังคงฟุ้งตลบไปด้วยควันบุหรี่ การดื่มกาแฟหนักหน่วงเกินความจำเป็น ความเรื่อยเปื่อย และอารมณ์เปลี่ยวเหงา ครบรสอย่างที่เราแสวงหาจากงานเขียนของมูราคามิ ไล่สายตาจับผิดก็พบเพียงเล็กน้อยเรื่องความเข้มข้นของการต่อปากต่อคำเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้มากจนรู้สึกบกพร่อง น่าแปลกที่กลับยิ่งรู้สึกตราตรึงกับความ "ละมุนละไม" ของราตรีมหัศจรรย์ มากกว่างานของมูราคามิเล่มไหนๆ อาจพูดได้ว่าข้าพเจ้าถูกจริตกับการทดลองเล่นสนุกของเขาเข้าแล้ว

คุณนพดล ผู้แปลหนังสือ ราตรีมหัศจรรย์ (After Dark) เคยให้สัมภาษณ์ว่า "งานของมูราคามิ เหตุและผลต้องหาเอาเอง โดยสรุปแล้ว อ่านจบเล่ม จะต้องมีอะไรสักอย่างหนึ่ง เขียนถึงเรื่องความเหงาเขาก็ไม่ใช้คำว่า เหงา ทุกอย่างที่เขาสานมาให้เรา เมื่อเราอ่านจบแล้วก็เกิดความเหงาขึ้นมา เขาต้องการปลุกความเหงาขึ้นมา" ประโยคดังกล่าวเห็นจะเป็นจริงที่สุด

book-ราตรีมหัศจรรย์ (After Dark)

ชื่อหนังสือ :  ราตรีมหัศจรรย์ (After Dark)
ชื่อผู้แต่ง    :  ฮารูกิ มูราคามิ  (Haruki  Murakami)
ชื่อผู้แปล    :  นพดล  เวชสวัสดิ์
สำนักพิมพ์ :  สำนักพิมพ์กำมะหยี่
พิมพ์ครั้งล่าสุด : พิมพ์ครั้งที่ 2 สิงหาคม 2554




 

Create Date : 04 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 5 กรกฎาคม 2555 13:16:27 น.
Counter : 2594 Pageviews.  

โตเกียวบุรี หนังสือแนะนำ12 ย่านน่าเที่ยวของคนโตเกียวที่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยไปเยือน

‘อิรัชไชมาเสะ’ (ยินดีต้อนรับ) ยินดีต้อนรับสู่บล็อก The Readers Online Cafe วันนี้อยากจะพูดถึงหนังสือเบาๆ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวอีกสักเล่ม ทักทายเป็นภาษาญี่ปุ่นซะขนาดนี้ แน่นอนว่ากำลังจะพูดถึงประเทศญี่ปุ่น ญี่ปุ่นอีกแล้ว? เมื่อวานก็เพิ่งเขียนถึง ที่นี่ที่รัก หนังสือเที่ยวฟุกุโอกะ ของ ทรงกลด บางยี่ขัน ไปนี่นา ต้องขออภัยมันเป็นความปราถนาอันแรงกล้า เมื่อยังไม่มีโอกาสไปก็ต้องเสพเอาจากหนังสือไปก่อน

เมื่อวานไปฟุกุโอกะ วันนี้เราจะลุยดะไปเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โตเกียวจัดว่าเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก แน่นอนว่าย่อมมีสถานที่และย่านต่างๆ ที่น่าสนใจมากมาย แต่ละที่แต่ละย่านก็มีเอกลักษณ์เฉพาะต่างกันไป เช่น หากอยากไปเดินกรีดกรายช้อปปิ้งแบรนด์หรูก็ต้องไปย่านกินซ่า อยากดูวัยรุ่นแต่งคอร์สเพลย์ก็ต้องไปย่านฮาราจูกุ อยากดูสาวๆ คิขุ ก็ต้องไปชิบุยะ อยากช็อปปิ้งสัพเพเหระก็ต้องชินจูกุ  หรืออยากสักการะขอพรพระก็ต้องไปที่วัดเซ็นโซจิ อาซากุสะ

แต่เดี๋ยวก่อน โตเกียวไม่ได้มีอยู่แค่ย่านที่กล่าวมานี้ หนังสือ "โตเกียวบุรี" จะพาคุณไปรู้จักกับ 12 ย่านน่าเที่ยวที่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยไปเยือน ส่วนจะมีย่านอะไรบ้าง และแต่ละย่านโดดเด่นอย่างไร ตามมาจะเล่าให้ฟัง

book-โตเกียวบุรี

 

จิยุกะโอกะ (Jiyugaoka) ย่านเทรนดี้อีกแห่งหนึ่งของโตเกียว เต็มไปด้วยห้างร้านทันสมัย ร้านอาหารหรูหรา หรือ ร้านธรรมดาแต่เก๋ด้วยคอนเซ็ปต์ แหล่งช้อปปิ้งหลากหลายที่มีสไตล์เฉพาะ ที่สำคัญที่จิยุกะโอกะไม่พลุกพล่นวุ่นวายเหมือนชิบุยะหรือชินจูกุ จิยุกะโอกะไม่ได้เป็นแค่ย่านน่าอยู่เท่านั้นแต่ยังเป็นย่านน่ากินอีกด้วย โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบเบเกอรี่ ที่นี่ล่ะสวรรค์เลย

เรียวโกะคุ (Ryogoku) ใครอยากดูซูโม่ตัวเป็นๆ ต้องมาที่นี่ เพราะที่ เรียวโกะคุ เป็นที่ตั้งของสนามกีฬาซูโม่และสำนักฝึกซูโม่อีกหลายสำนัก บางสำนักอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชมได้ด้วย และเพื่อให้สมเป็นย่านของซูโม่ ในย่านนี้จึงมีร้านอาหารในแบบของซูโม่อีกมากมายหลายร้าน ร้านที่ว่าเรียกว่า จังโกะนาเบะ (Chanko Nabe) หรือหม้อไปแบบของชาวซูโม่ อยากกินอยากชิมไปเยือนโตเกียวแล้วต้องแวะไป

สึคิชิมะ (Tsukishima) สึคิชิมะ เป็นแผ่นดินที่เกิดขึ้นจากการถมดินลงไปในทะเล เมื่อรถไฟใต้ดินสาย Yarakucho เปิดให้บริการ การเดินทางไปสึคิชิมะสะดวกมากขึ้น ย่านสึคิชิมะจึงกลายเป็นชุมชมที่มีชีวิตชีวามากขึ้น ความโดดเด่นของย่านสึคิชิมะคือมีถนนสายความอร่อย คือ ถนนสายมอนจะยะกิ (Monja Street) ที่อัดแน่นไปด้วยร้านมอนจะทุกตรอกซอกซอย และขายเช่นนี้ทุกวัน

ยะนะคะ (Yanaka) ในบรรดา 12 ย่านในหนังสือเล่มนี้ผู้เขียนยกให้เป็นย่านนี้เป็นย่านแปลกที่สุด เพราะหนึ่ง ที่นี่มีแมวอาบแดด สอง ปิกนิกในสุสาน คนญี่ปุ่นเรียกย่านนี้ว่า ยะนะคะกินซ่า (Yanaka Ginza) ซึ่งเป็นย่านที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่ให้ได้ดูชม ยะนะคะกินซ่า มีบรรยากาศแบบย้อนยุคมีทั้งร้านกินดื่ม ร้านขายของฝาก ร้านหนังสือ ร้านโอท็อป ร้านขายอาหารสด อาหารแห้ง ฯลฯ และหากเดินจากสถานีนิปโปริมา ก่อนจะเข้าไปยังยะนะคะกินซ่า จะต้องเดินผ่านบันไดที่ทอดยาวลงมา บันไดนี้เรียกว่า Yuuyake Dandan ซึ่งเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยที่สุดมุมหนึ่งในโตเกียว แถบนี้ยังมีแมวอยู่เป็นจำนวนมากจนได้ชื่อว่า Cat Town อีกด้วย

ชิโมะคิตะซะวะ (Shimokitazawa) ย่านเด็กแนวที่มีสไตล์เป็นของตัวเองชอบมาเดินกัน ชิโมะคิตะซะวะ เป็นย่านช้อปปิ้งกินเที่ยวเล็กๆ ที่เดินสบาย ไม่มีห้างสรรพสินค้าใหญ่ มีแต่ร้านเล็กๆ ไสตล์โดดเด่น มีทั้งร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้า ร้านเบเกอรี่ คาเฟ่ และผับบาร์ ใครที่ชอบดนตรีแบบอินดี้แนวๆ หน่อยมาชมดนตรีสดใน Live House แถบนี้ ไม่ผิดหวัง

ชิบามาตะ (Shibamata) เป็นย่านที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของบ้านหลังเก่า มีกลิ่นอายย้อนยุค ไม่ว่าจะร้านอาหารเล็กๆ ร้านขายขนม วัด หรือศาลเจ้าแถบนี้ก็เก่าแก่และน่าชม เดินเที่ยวเล่นได้อย่างสบายใจ เดินออกไปหน่อยก็จะเป็นแม่น้ำเอโดะ มีเรือไม้เล็กๆ ข้ามฟากไปยังฝั่งจังหวัดชิบะได้ด้วย

จิมโบโช (Jimbocho) คนรักการอ่านต้องชื่นชอบ เพราะย่านนี้เต็มไปด้วยร้านหนังสือมากมายกว่าร้อยร้าน ทั้งร้านเล็ก ร้านใหญ่ ร้านรถเข็น ขายทั้งหนังสือใหม่ หนังสือเก่า หนังสือหายาก แม้ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือภาษาญี่ปุ่น แต่หากตาดีก็พอจะค้นเจอหนังสือภาษาอังกฤษได้อยู่ นอกจากนี้ย่านนี้ยังเต็มไปด้วยร้านแกงกระเด็ดๆ ที่คนโตเกียวแนะนำมาว่า อย่าพลาดเชียว

นาคาเมะกุโระ (Nakameguro) ย่านเดินเล่นชิลด์ๆ จิบกาแฟ ชมนกชมไม้ มีลำคลองสายเล็กๆ ที่มีแม่น้ำเมกุโระไหลผ่านกั้นระหว่างสองฝั่งคลองเอาไว้ ส่วนพื้นที่ริมคลองจะเป็นถนนสายเล็กๆ ที่ปลูกต้นซากุระไว้เต็ม ถ้ามาหน้าซากุระบานบรรยากาศจะยิ่งชิลด์และโรแมนติก นอกจากนี้ก็ยังมีร้านขายของกระจุกกระจิก ของฝากกุ๊กกิ๊ก ร้านขายต้นไม้เล็กๆ ร้านกาแฟ ร้านอาหาร ถูกจริตร้านไหนก็เข้าไปได้เลย

โคเอนจิ (Koenji) โคเอนจิมีศาลเจ้าอยู่มากมาย และโรงอาบน้ำสาธารณะเก่าแก่หลายแห่ง และที่ขาดไม่ได้ก็คือการเป็นย่านกินดื่มเก่าแก่ราคาไม่แพง บางร้านเอาเก้าอี้ โต๊ะ มาตั้งริมทางเท้าก็มี ช่วงอากาศเย็นสบายๆ น่านั่งมาก แต่สำหรับวัยรุ่นแล้วย่านโคเอนจิ คือ ย่านศูนย์รวมเสื้อผ้ามือสอง รวมทั้งผับ บาร์ และคาเฟ่อีกหลายแห่ง

ชินโอคุโบะ (Shinokubo) โดดเด่นเพราะเป็นย่านโคเรียนทาวน์ (Korean Town) ในโตเกียว มีทั้งชุมชนชาวเกาหลีที่พูดกันแต่เกาหลี ตลาดสด ซุปเปอร์มาเก็ตที่เน้นขายของนำเข้าจากเกาหลี และร้านอาหารสไตล์เกาหลีแท้ๆ  จนอาจหลงนึกว่าเดินอยู่ในเกาหลีทีเดียว

คิจิโจจิ (Kichijoji)
ใครที่ชอบนั่งนิ่งๆ ชมนกชมไม้ สูดอากาศเย็นสบายต้องมาย่านนี้ คิจิโจจิคือแหล่งที่คนนิยมมาเดินเล่นเพราะมีสวนสาธารณะขนาดใหญ่อย่าง สวนอิโนะคะชิระ (Inokashira Koen) สวนสาธาระเขียวๆ ที่เต็มไปด้วยต้นเมเปิ้ล และช่วงวันหยุดก็จะมีนักศึกษานำของทำมือมาเปิดขายกันในสวนด้วย รวมถึงมีการแสดงเปิดหมวกดีๆ ให้ดูให้ชมอีกเยอะแยะมากมาย


ชิมบาชิ (Shimbashi) หรือที่คนโตเกียวเรียกว่า ซาลารี่แมนทาวน์ (Salaryman Town) ใครที่มาย่านนี้จะเห็นมนุษย์ออฟฟิศใส่สูทผูกไทด์เดินกันขวักไขว่ ในกลางวันย่านชิมบาชิจะยังไม่ค่อยคึกคักนัก เพราะเป็นช่วงเวลาทำงาน แต่พอเลิกงานเท่านั้นแหละ สีสันของเมืองมนุษย์เงินเดือนจึงได้เริ่มต้นขึ้น ร้านกินดื่มแถบนี้ส่วนใหญ่จะเป็นร้านแบบเข้าทางผู้ชายมากกว่า เห็นได้จากร้านยืนกิน ยืนดื่ม ที่มีอยู่มากมายร้านอาหารก็เป็นแบบยืนกินเสียมากไม่ได้พิถีพิถันกับการตกแต่งร้านมากนัก บรรยากาศจึงดูสบายๆ ที่สำคัญร้านอาหารหรือร้านกินดื่มในย่านนี้ถูกกว่าร้านอาหารในย่านอื่นจริงๆ

ทั้งหมดนี้เป็น 12 ย่านน่าเที่ยวในโตเกียวที่อยู่ในหนังสือ "โตเกียวบุรี"  นอกจากแนะนำย่านที่น่าสนใจแล้ว  หนังสือ "โตเกียวบุรี" เล่มนี้ยังแนะนำร้านอร่อยๆ เด็ดๆ น่ารักๆ กำกับไว้ทุกย่าน เรียกว่าสามารถใช้เป็นคู่มือเล็กๆ สำหรับท่องเที่ยวโตเกียวได้สบายๆ ใครอยากสัมผัสโตเกียวในมิติมุมมองใหม่ๆ ต้องลองไปตามย่านที่หนังสือแนะนำดู และใครที่ได้ลองไปมาแล้วช่วยมาเล่าให้ฟังบ้างนะว่า เด็ดจริงไหม?

 

book-โตเกียวบุรี

ชื่อหนังสือ : โตเกียวบุรี
ชื่อผู้แต่ง : ศิริพันธ์ เจนตระกูลเลิศ
จัดทำโดย :  ศิริพันธ์ เจนตระกูลเลิศ
พิมพ์ครั้งล่าสุด : พิมพ์ครั้งที่1 มีนาคม 2555        





 

Create Date : 03 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 3 กรกฎาคม 2555 17:12:32 น.
Counter : 7824 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

แกงสับปะรดของแม่
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในการอ่าน แนะนำหนังสือที่ชอบ หรือจะฝากข้อคิดดีๆ จากหนังสือก็ทำได้ "ใครใคร่อ่าน...อ่าน" ใครใคร่วิจารณ์...ก็เชิญตามอัธยาศัย
Friends' blogs
[Add แกงสับปะรดของแม่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.