"ข้าพเจ้าอ่าน..ราวกับกลัวว่า ความกระหายในการอ่าน จะเหือดหายไปในวินาทีข้างหน้า"
Group Blog
 
All Blogs
 

ดมได - ไดอารี่ของอุดม แต้พานิช / Udom Taepanich and his diary



คำกล่าวที่ว่า "ไม่มีใครสุขหรือทุกข์ตลอดไป" เห็นจะเป็นจริงดั่งว่า เพราะแม้แต่คนที่ถูกมองว่าตลกที่สุด อย่าง อุดม แต้พานิช ก็ยังมีมุมที่ไม่ขำ คุณจะสัมผัสได้หากคุณได้อ่าน ดมได ของอุดม แต้พานิช

ในหนังสือ  ดมได ของอุดม แต้พานิช เราจะได้เห็นเบื้องหลังฉากชีวิตจริงของอุดม แต้พานิช มุมที่ธรรมดาสามัญๆ ของอุดม อุดมไม่ได้ตลกตลอดเวลา (นั่นออกจะบ้าไปสักหน่อย) อุดมไม่ได้เข้มแข็งเสมอไป อุดมไม่ได้อารมณ์ดีอยู่เป็นนิจ บางอารมณ์อุดมต้องการความเป็นส่วนตัว บางอารมณ์อุดมไม่ต้องการรับแขก นั่นไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับวิสัยของมนุษย์ปุถุชน เพียงแต่คนไปวาดภาพลักษณ์ให้อุดมว่าเป็นอุดมจะต้องขำตลอดเวลา มันจะเป็นอย่างนั้นไปได้อย่างไร? หากแต่ก็ไม่ผิดหากที่ใครจะคาดหวังว่าไอดอลแห่งความฮาของพวกเขาจะต้องยิ้มแย้มแจ่มใส รับแขกตลอดเวลา สรุปได้ว่า เกิดเป็นอุดมนั้นแสนลำบาก

หนังสือ ไดดม ไม่มีคำอธิบายทั้งปกหน้าและปกหลัง คำนำก็ไม่มี มีแต่ตัวหนังสือในบันทึกของอุดม
บันทึกของอุดมเริ่มตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2552 และสิ้นสุดวันที่ 8 เมษายน 2553 ในบันทึกเป็นเรื่องราวการใช้ชีวิตประจำวันทั่วๆ ไปของอุดม บันทึกเรื่องของอุดมและคนที่มาเกี่ยวข้องกับอุดม รวมถึงบันทึกเบื้องหลังการทำงานของอุดม 

บันทึกการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวกับเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ที่อุดมเรียกว่าไป "เบิกเนตร" เบิกเนตรคืออะไร? เบิกเนตรของอุดมก็คือการได้เดินทางไปพบเจอสิ่งแปลกใหม่ เปิดหูเปิดตา เปิดโลกทัศน์ให้ตนเอง ส่วนใครจะเบิกเนตรตามเนตรของอุดมได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าลิ้นหัวใจของคนนั้นจะเปิดรับมากน้อยแค่ไหน บางคนอ่านแล้ว...จบไม่มีอะไรมากกว่าตัวหนังสือลอยๆ และภาพเบลอๆ
แต่บางคนอ่านแล้วก็อาจได้ข้อคิดแซมเล็กๆ น้อยๆ ประดับสมองประดุจดอกยิปโซในช่อไม้ใหญ่

แล้วเราจะซื้อหนังสือ ดมได เพื่อ? แน่นอนล่ะว่เหตุผลแรกที่คนจะตัดสินใจซื้อ ก็คือเอาฮา อยากฮาจึงซื้อหนังสือดมไดของอุดม เรียกว่าซื้อมาอ่านเพื่อความสบายใจ แต่ดมได เล่ม 450 บาท มันแพงเกินไปหน่อยไปสำหรับการสอดรู้สอดเห็นเรื่องของใครสักคน แต่ถ้าใครพอใจจะจ่ายเพื่อแลกกับรอยยิ้มเล็กๆ น้อยๆ ก็ตามอัธยาศัย

สรุป
หนังสือ ไดดมเล่มนี้ไม่มีอะไรนอกจากชีวิตและข้อคิดของอุดม แต่ใครที่ชื่นชอบอุดม อยากรู้เห็นความเป็นไปในแต่ละวันของอุดมจะซื้อหา ดมได มาดอมดมก็ไม่ผิดแต่อย่างใด เรื่องอย่างนี้อยู่ที่ความพอใจของแต่ละคนครับท่าน






ชื่อหนังสือ  : ดมได
ชื่อผู้เขียน     : อุดม แต้พานิช
สำนักพิมพ์   : ไม่ปรากฏ

ครั้งที่พิมพ์ : พิมพ์ครั้งที่1 สิงหาคม 2554




 

Create Date : 13 กันยายน 2555    
Last Update : 13 กันยายน 2555 12:54:56 น.
Counter : 1128 Pageviews.  

๑๐๐ นิทาน ๑,๐๐๐,๐๐๐ กำลังใจ - One hundred Wisdom Stories from around the world


๑๐๐ นิทานเพื่อการเติบโตทางจิตวิญญาณ และความงดงาม


"นี่คือหนังสือนิทานสำหรับผู้ใหญ่ และเป็นหนังสือที่ทรงคุณค่าและงดงามที่สุดเล่มหนึ่ง
อ่านได้ซ้ำไปซ้ำมาจนชั่วอายุขัย" The Readers Online Cafe'


เมื่อพูดถึงคำว่า "นิทาน" ทัศนคติของคนทั่วไปส่วนใหญ่จะคิดว่า หนังสือนิทานจำกัดอยู่เฉพาะเด็กๆ
แต่หาเป็นเช่นนั้นเสมอไป หากนิทานเหล่านั้นจะช่วยขัดเกลาจิตใจพวกผู้ใหญ่ให้งดงาม ใสซื่อราวกับเด็กเล็กๆ คนหนึ่ง แล้วทำไมผู้ใหญ่จึงจะไม่คู่ควรกับนิทานเล่า?

การอ่านนิทานนอกจากช่วยขัดเกลาจิตใจแล้ว ยังช่วยให้เราได้ใช้จินตนาการเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ในแต่ละวัน สังเกตหรือไม่ว่าเด็กๆ มักทำอะไรที่ทำให้พวกเราประหลาดใจเสมอ พวกเขามีความคิดสร้างสรรค์อย่างที่เราพวกผู้ใหญ่คาดไม่ถึง เขาทำได้อย่างไร?นั่นก็เพราะว่าเขาไม่มีขอบจำกัดที่จะมาปิดกั้นจินตนาการอย่างไรเล่า หากเราอยากกลับไปสดใส และเพลิดเพลินสนุกสนานกับการใช้จิตนาการอย่างอีกครั้งเราจำเป็นต้องอ่านนิทาน

การอ่านนิทานยังทำให้เราได้ข้อคิด และได้มุมมองใหม่ๆ ที่เราอาจนึกไปไม่ถึง หรือแม้แต่จะมาตักเตือนเราให้ตระหนักถึงเรื่องง่ายๆที่เรา "ขี้เกียจ" นึกถึง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? ก็เพราะว่าพวกผู้ใหญ่มักมีอัตตาอยู่ในตัวทุกคน สำคัญตัวว่าเป็นผู้ใหญ่เผชิญโลกมามากจนเข้าใจสัจธรรมที่แท้จริงของชีวิตดีแล้ว คุณแน่ใจอย่างนั้นหรือ? ถ้าเป็นเช่นนั้นเหตุใดผู้ใหญ่ถึงไม่ค่อยมีความสุขอย่างที่ควรจะเป็น เหตุใดหนังสือกำจัดทุกข์ เสริมสร้างสุข จึงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

นั่นแสดงว่าผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีความสุขจริงหรือไม่? พวกเขาจึงต้องหาหนังสือประเภทดังกล่าวมาอ่านจริงๆ แล้วเราอาจไม่ได้ต้องการปรัชญาเข้าใจยากๆ อะไรเลย เพื่อมาเตือนสติสั่งสอนเรา
นิทานนี่แหละที่จะให้ข้อคิดแก่เราได้ดีที่สุดแล้ว คุณคิดว่าไม่ดีหรือที่จะมีใครมาสะกิดเตือนใจเราในเรื่องง่ายๆ สักหน่อย พอให้ฉุกคิด ไม่ซับซ้อนอย่างที่เด็กๆ เขาคิดกัน แล้วทำไมจะต้องคิดอะไรง่ายๆ เหมือนเด็กๆ น่ะหรือ? ก็คุณเห็นหรือไม่ล่ะว่าเด็กๆ เขามีความสุขแค่ไหน และนิทานที่แหละที่จะทำให้คุณมีความสุขได้แบบนั้น จงอ่านมัน และใช้ชีวิตอย่างนั้นซะ!

[1]หนังสือ ๑๐๐ นิทาน ๑,๐๐๐,๐๐๐ กำลังใจ เป็นการวบรวมเรื่องราวอันก่อให้เกิดความกระจ่างทางความคิด หรือที่เรียกว่า ปัญญาญาณ จากหลากหลายชนชาติ ทั่วทุกมุมโลก...โดยนำมาเล่าเรียงใหม่ในรูปแบบของนิทานเพื่อถ่ายทอดแง่คิดในการดำรงชีวิตที่งดงามด้วยปัญญา

ในเล่ม...ท่านจะพบกับนิทานสั้นๆ ที่จะต้องค้นหาบทสรุปบรรทัดสุดท้ายด้วยตัวของท่านเอง...ผ่านปลายปากกานักเขียน นักคิดชั้นนำของโลก อาทิ

-ลีโอ ตอลสตอย
-เปาโล โอเอลโฮ
-ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน
-อีสป
-อสสกา ไวล์
และ ฯลฯ

แล้วนิทาน...จะมิได้เป็นเพียงเรื่องเล่าเพื่อความเพลิดเพลินของชีวิตอีกต่อไป [1จากปกหลัง]

ในทุกค่ำคืนคุณอาจใช้เวลากับลูกน้อยๆ ของคุณโดยการเล่านิทานจากหนังสือ ๑๐๐ นิทาน ๑,๐๐๐,๐๐๐ กำลังใจ วันละ 1-2 เรื่อง เพื่อเสริมสร้างจิตใจของเขาให้อ่อนโยน น่ารัก ดีงาม แม้ หนังสือ ๑๐๐ นิทาน ๑,๐๐๐,๐๐๐ กำลังใจ จะเป็นนิทานสำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องขบคิดสักหน่อยแต่คุณก็สามารถปรับแต่งพร้อมกับอธิบายถึงข้อคิดสอนใจในแต่ละบทให้เขาเข้าใจได้ง่ายขึ้น เพียงเท่านี้คุณก็จะมีนิทานเฉพาะสำหรับครอบครัวคุณเองแล้ว

หากคืนนี้คุณเริ่มง่วงนอนเมื่อไหร่ จงอ่านนิทาน
จากสักหนึ่งเรื่อง และหลับตาลง ขอให้คุณนอนหลับฝันดี....



ชื่อหนังสือ  : ๑๐๐ นิทาน ๑,๐๐๐,๐๐๐ กำลังใจ - One hundred Wisdom Stories from around the world
ชื่อผู้แปล     : นาริตะ
สำนักพิมพ์   :สำนักพิมพ์เรือนบุญ
ครั้งที่พิมพ์ : พิมพ์ครั้งที่1 2548




 

Create Date : 10 กันยายน 2555    
Last Update : 10 กันยายน 2555 16:22:27 น.
Counter : 1038 Pageviews.  

เสิร์ฟมันฮา ประสาบริกร- สตีฟ ดับลานิกา ( Waiter Rant-Steve Dublannica)



เสิร์ฟมันฮา ประสาบริกร  Waiter Rant *The Waiter Steve Dublannica


หนังสือ เสิร์ฟ มัน ฮา ประสาบริกร  Waiter Rant เป็นผลงานของ สตีฟ ดับลานิกา ผู้ได้ชื่อว่าเป็น "ปากเสียงของของบริการสองล้านคนในสหรัฐอเมริกา" แอนโทนี่ บอร์เดน ผู้เขียนหนังสือ Kitchen Confidentcial ให้คำนิยมว่า "นี่คือคิทเช่น คอนฟิเดนเชี่ยล ฉบับหน้าร้านโดยแท้ ช่างสนุกร้ายกาจเป็นชีวิตบริกรที่เลือดตาแทบกระเด็น"
สตีฟ ดับลานิกา หรือ "เดอะ บริกร" เคยใฝ่ฝันอยากเป็นนักบวชตั้งแต่ยังเล็กแต่เมื่อเรียนจบกลับเปลี่ยนใจเข้าสู่วงการธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพและบำบัดจิต แต่เกิดขัดแย้งกับเจ้านายของเขา  สตีฟ ดับลานิกา กลายเป็นคนตกงานในวัย 30 ปี สตีฟ ดับลานิกา ตัดสินใจทำงานเสิร์ฟระหว่างรองานประจำใหม่ แต่กลับเป็นว่าเขาทำงานเสิร์ฟอยู่ถึง 6 ปี ระหว่างนั้นเขาเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาเขียนบล็อกแฉชีวิตเด็กเสิร์ฟ โดยใช้ชื่อบล็อกว่า Waiter Rant และปกปิดชื่อจริงนามสกุลจริงของเขาและใช้นามปากกาว่า "เดอะบริกร"( The Waiter) บล็อกของเขาได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจนได้รับรางวัล งานเขียนเว็บบล็อกยอดนิยมประจำปี 2007(Bloggie Award for best writing of weblog) และพลิกชีวิตสตีฟให้กลายมาเป็นนักเขียนอาชีพ

เสิร์ฟ มัน ฮา ประสาบริกร  (Waiter Rant) เป็นหนังสือเล่มแรกของ สตีฟ ดับลานิกา และทันทีที่วางแผงก็ทะยานติดอันดับหนังสือขายดีของนิวยอร์กไทมส์ เขายังได้รับเชิญไปออกรายการโอปรา วินฟรีย์ พิธีกรรายการทอล์กโชว์ชื่อดังของอมเริกาอีกด้วย

เสิร์ฟ มัน ฮา ประสาบริกร  (Waiter Rant)
เป็นหนังสือเล่มเด่นในวงการเด็กเสิร์ฟจนถึงทุกวันนี้
สตีฟได้ถ่ายทอดประสบการณ์อาชีพบริกร ซึ่งเราน้อยคนนักที่จะรู้เบื้องลึกเบื้องหลังของอาชีพนี้อย่างแท้จริง พวกเรารับรู้แค่ว่าบริกรมีแค่หน้าที่นำอาหารมาเสิร์ฟที่โต๊ะอาหาร แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ อาชีพบริกรมีความกดดันไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า คนที่นั่งทำงานในออฟฟิศหรู ไหนจะเป็นการสู้รบปรบมือกับพนักงานคนอื่นๆ ในร้าน ทั้งบริกรที่เหมาหยำเปมาทำงาน พนักงานต้อนรับขี้โมโห พ่อครัวเจ้าอารมณ์ ผู้จัดการที่จ้องจะเฉือดเฉือน และเจ้าของร้านที่หวาดระแวงตลอดเวลา และไหนจะเป็นความเพี้ยน ความเอาแต่ใจ ของลูกค้าที่เรียกว่ามีมาทุกรูปแบบ แต่ไม่ว่าลูกค้าจะมาแบบไหน บริกรอย่างสตีฟ ก็ต้องเอาให้อยู่หมัด

ความสนุกสนานของหนังสือ เสิร์ฟ มัน ฮา ประสาบริกร  (Waiter Rant) อยู่ตรงนี้เอง ตรงฉากที่เรามองไม่เห็นฉากของหลังร้านที่แสนจะวุ่นวาย เราซึ่งเป็นลูกค้าหรือผู้ใช้บริการมักจะไม่ใส่ใจกับพวกบริกรหรอกนะ เรารู้แค่ว่าถ้าอาหารมาช้าเมื่อไหร่ฉันจะบ่นเธอเมื่อนั้น อาหารรสชาติไม่ถูกปากเมื่อไหร่บริกรจะต้องถูกต่อว่าเป็นลำดับแรก ทั้งที่ความผิดอยู่ที่พ่อครัวอารมณ์บูดเพราะทะเลาะกับเมียเมื่อคืนก็เป็นได้ ความปวดเศียรเวียนเกล้าจากการจ้องจับผิดของเจ้าของร้านตลอดเวลา นี่มันเป็นอาชีพที่ต้องเผชิญกับมหากาพย์ความเครียดชัดๆ โดยไม่ต้องสงสัย และสตีฟก็ได้ถ่ายทอดอีกมุมหนึ่งจากฉากหลังของร้านอาหารออกมาให้พวกเรารับรู้อย่างกระจ่าง จนรู้สึกว่าคราวต่อไปถ้าไปใช้บริการร้านอาหาร "ฉันจะแคร์เธอ พวกบริกรให้มากกว่านี้นะ และฉันจะไม่ลืมให้ทิปเธอด้วย"

หนังสือ เสิร์ฟ มัน ฮา ประสาบริกร  (Waiter Rant) เป็นเรื่องราวกวนๆ ขำๆ ทั้งจากพนักงานในร้านและจากลูกค้าสุดเพี้ยนบางคน อ้อ! จะบอกว่าลูกค้าไม่ได้เป็นปกติทุกคนหรอกนะ บางครั้งบริกรอย่างเขาก็เจอกับพฤติกรรมสุดประหลาด
ของลูกค้าที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่บ่อยๆ

หนังสือ เสิร์ฟ มัน ฮา ประสาบริกร  (Waiter Rant) สนุกตรงที่สำนวนประชดประชัน เหน็บแหนมได้เจ็บจี๊ดหัวใจ ตลอดระยะเวลา 6 ปีของการทำงานในร้านอาหารของ สตีฟ ดับลานิกา ทำให้เรารู้สึกว่าเราได้เผชิญเรื่องราวต่างๆ ทั้งสุข เศร้า เหงา ยินดี ไปพร้อมๆ กับเขาด้วย เป็นความผูกพันที่ก่อเกิดจากการอ่านหนังสือทีละหน้าทีละหน้า ใครที่ชื่นชอบเรื่องเล่าทำนองนี้ กับเป็นผู้ที่สนใจเรื่องอาหารก็ไม่ควรพลาดเล่มนี้ด้วยประการทั้งปวง

อ้อ! แต่ขอเตือนลูกค้าบางท่านก่อนนะว่า อย่าไปทำอะไรให้เหล่าบริกรไม่พอใจเป็นอันขาด มิฉะนั้นคุณอาจได้ทานเนื้อเบอร์เกอร์ที่พนักงานครัวตีไปตีมาบนพื้นเหมือนลูกฮอว์กกี้ก็เป็นได้ อันนี้ไม่ได้พูดเองนะครับ  สตีฟ ดับลานิกา เขาว่าไว้





ชื่อหนังสือ  : เสิร์ฟ มัน ฮา ประสาบริกร  (Waiter Rant)
ชื่อผู้แต่ง     : Steve Dublannica
ชื่อผู้แปล     : โตมร สุขปรีชา
สำนักพิมพ์   : 
สำนักพิมพ์ มติชน
ครั้งที่พิมพ์ : พิมพ์ครั้งที่1 กันยายน 2554




 

Create Date : 07 กันยายน 2555    
Last Update : 7 กันยายน 2555 18:06:55 น.
Counter : 922 Pageviews.  

ดาวโหลดฟรี ต่วย'ตูนพิเศษ ฉบับเดือนกันยายน






-สิบของเล่นในประวัติศาสตร์โลก/นพ.กฤษดา ศิรามพุช

ของเล่นต่างๆที่เลือกมาจากทุกมุมโลกให้ท่านผู้อ่านได้ยลนั้น ใช้เกณฑ์เลือกโดยดูจากของที่น่าสนใจมีสตอรี่ที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์หรือไม่ก็เป็นของบุคคลทั่วไป แต่ให้คุณค่าทางจิตใจ ดูแล้วน่ารัก แค่มองก็ทำให้ยิ้มได้ เพราะของเล่นไม่มีชั้นวรรณะ จะลูกเศรษฐีหรือลูกชาวบ้านก็เล่นด้วยกันได้ทั้งนั้น...ชิ้นไหนบ้างที่เป็นของเล่นในประวัติศาสตร์ ห้ามพลาด!

-โรแดง ผู้หลงเสน่ห์ความเคลื่อนไหวของร่างกายมนุษย์/รศ.อัศนีย์ ชูอรุณ

ด้วยความใส่ใจในลักษณะภายนอกของร่างกายเป็นพิเศษ เมื่อมีใครถามถึงวิธีการสร้างผลงานประติมากรรม โรแดงก็บอกว่า ”ประติมากรจักต้องเรียนรู้ที่จะจำลองแบบส่วนพื้นผิวของร่างกายมนุษย์ ซึ่งหมายถึงส่วนที่มีความสั่นไหวบนส่วนพื้นผิวของร่างกาย รวมถึงความรู้สึกด้านจิตวิญญาณ อารมณ์ ความรัก ชีวิตของมนุษย์ด้วย.....ดังนั้น ประติมากรรมจึงมีลักษณะเป็นเนินดินที่โพรงเล็กโพรงน้อย ไม่ได้มีผิวเรียบเนียน คือ ไม่ต้องแต่งผิวระนาบผลงานให้เรียบเนียน นั่นเอง”

-แก๊ซมรณะที่โภปาล/แสงเทียน

คืนวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2527 เป็นคืนที่สดใสท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาว มันคือค่ำคืนแห่งเทศกาล ค่ำคืนแห่งความรื่นเริงเพราะผู้คนจำนวนมากไปชุนนุมกันตามจุดต่างๆในเมืองเพราะเป็นคืน "มุไชรา" เพื่อฟังเพลงและกาพย์กลอน กวีจะร่ายกลอนในภาษาอูรดูที่พรรณนาถึงความทุกข์และความสุข แห่งชีวิต ความตายและวิญญาณที่เป็นอมตะ และหามีใครรู้ชะตาไม่ หลังจากนั้นไม่กี่นาที มัชจุราชก็กางอุ้มมือเพื่อปลิดชีวิตพวกเขา

-ข่าวเด่นในรอบเดือน /ชาติวิบูลย์

พบกับข่าวเด่นจากทั่วโลก...หลุมอุกาบาตใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดที่กรีนแลนด์ นาซ่าประกาศรายชื่อบริษัทผู้รับจ้างรับส่งมนุษย์อวกาศแล้ว พบฟอสซิลของป่าไม้ที่แอนตาร์กติก้า หุ่นยนต์สำรวจของนาซ่าไปลงบนดาวอังคารแล้ว ระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสุดยอดมีปัญหาเสียแล้ว....

-สารบัญ

โรคซอมบี้ ที่ทำคนเขมือบหน้าคน/นพ.กฤษดา ศิรามพุช – จอห์น แบปทิสต์ ค้นพบและศรัทธา/พันธุ์สุภา – เปิดประตูนรก/นพ.กฤษดา ศิรามพุช – เมื่อริชาร์ด เมียร์ ออกแบบโบสถ์และบ้าน/สวเรศ เกตุสุวรรณ – คนเพี้ยน แต่โชคดี/อุดร จารุรัตน์ – จาณักยะ มหารัฐบุรุษแห่งชมพูทวีป/สมประสงค์ น่วมบุญลือ – ถอดรหัสคำทำนายหายนะจากพีระมิด/ณัฐพล เดชขจร – เมื่อครั้งปีนังล่มสลาย/ไอแสค อาศิระ – ภักษา มายัน/โมไนย์ – เฮลเลนงามล้ำ นำสู่สงครามทรอย/ศงกีรติ บุญเจือ – ดยุคแห่งมาร์ลโบโร่/แดง ชารี – ความเชื่อผิดๆเรื่องอวกาศ/หมอเมืองสยาม – ดอกไม้ใหญ่ที่สุดในโลกศิริชัย อาชา – ล่าขุมทรัพย์ภูมิปัญญาชาวพุทธโบราณ/นายขยะ – ปรอท ธาตุศักดิ์สิทธิ์ฯ(จบ)/เตียวกง – อนุภาคพระพุทธเจ้า/ชัยวัฒน์ คุประตคุล – อวสานราชสำนักหมิง/เออร์ลี่โถว – คู่หูฟาร์มนรก/Cammy – ผจญภัยท้ามัชจุราช/นายฉงน – เดินหลงมิติ/ทวิชัย สุวพานิช – แม่ยางนาง/หลานคนเรือ





 

Create Date : 06 กันยายน 2555    
Last Update : 6 กันยายน 2555 7:20:49 น.
Counter : 2088 Pageviews.  

ซากะ อาโออิ สิ่งมีชีวิตในเจแปน - วิชัย หนังสือท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่ตลกที่สุดในสามโลก





 ซากะ อาโออิ สิ่งมีชีวิตในเจแปน  - วิชัย หนังสือท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่ตลกที่สุดในสามโลก


ถ้ามีตั๋วเครื่องบินไป-กลับญี่ปุ่นในราคาแค่หมื่นกว่าบาท คุณจะซื้อไหม? คิดว่าส่วนใหญ่ที่พอมีสตางค์เก็บอยู่บ้างคงรีบตะครุบทันทีจริงไหม? ทำไมน่ะเหรอ? เหตุผลมีข้อเดียว  "ถูกโคตรอ่ะ" มันคือประเทศญี่ปุ่นเชียวนะ ไปกลับญี่ปุ่นแค่หมื่นกว่าบาททำไมจะไม่อยากไปล่ะ 

เราก็อยากไปจับมือกับอุลตร้าแมนตัวเป็นๆ อยากไปขอลายเซ็นต์อาโออิ อยากไปกินซูชิต้นตำรับ ไปนั่งหลับนอนหลับในออนเซ็น อยากไปเห็นภูเขาไฟฟูจิ อยากไปปดูสาวๆ คิขุที่ชิบุยะ อยากไปดูโนบิตะที่พิพิธภัณฑ์โดราเอมอน โอย..อีกสารพัดจะอยาก สารพัดเหตุผลที่ทำให้ใครต่อใครอยากไปเยือนญี่ปุ่นให้ได้สักครั้งในชีวิตนี้

หากดูในแผนที่มันก็ห่างกันแค่คืบเดียวนี่หว่า แต่ทำไมถึงไปยากไปเย็นนักหนา ปัจจัยหลักๆ ก็คงจะเป็นเรื่องค่าครองชีพที่สูงลิบลิ่ว นี่ยังไม่นับด่านขอวีซ่าญี่ปุ่นอีกนะ เห็นเขาว่ายากยิ่งกว่าด่านสิบแปดอรหันต์วัดเส้าหลิน (อันนี้ไม่เคยขอ ใครเคยมีประสบการณ์ขอวีซ่าไปญี่ปุ่น รบกวนมาแชร์ด้วย)

กระทาชายนายหน้าตี๋ ใส่แว่น รสจืด นามว่า วิชัย ก็ออกอาการประหวั่นพรั่นพรึงกับการขอวีซ่าไปญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกเหมือนทุกๆ คน เขาไม่แน่ใจว่า วีซ่าที่ขอไปจะผ่านหรือไม่ และไอ้ราคาตั๋วค่าเครื่องบินไป-กลับญี่ปุ่นหมื่นกว่าบาทเนี่ยแพงหรือเปล่า เขาเที่ยวถามใครต่อใครว่า "ราคาตั๋วเครื่องบินไป-กลับญี่ปุ่นหมื่นว่าบาทถูกไหม?" แทนที่จะได้คำตอบ กลับมีคำถามกลับจากทุกคนว่า "ซื้อที่ไหน?" ก็แหมใครจะไม่ตาลุกวาว การได้ไปประเทศในฝันอย่างประเทศญี่ปุ่นในราคาแค่หมื่นกว่าบาทนั้นเป็นความฝันที่ใกล้เคียงความเป็นจริงของคนจนๆ อย่างเราที่สุดแล้ว

ว่าแล้ววิชัยและผองเพื่อนก็ออกเดินทางไปญี่ปุ่น โดยมีคติพจน์ประจำทริปนี้ว่า "หลง" และ "งง" เพราะเป็นกิริยาอาการ ลนลานเป็นกิจวัตรไม่มีการวางแผงการเดินทาง คิดเสียว่าไปตายเอาดาบหน้า ผลคือหลงมันทุกวัน และนี่ก็คงจะเป็นไฮไลท์สำคัญที่ทำให้หนังสือ ซากะ อาโออิ สิ่งมีชีวิตในเจแปน ไม่เหมือนกับหนังสือท่องเที่ยวญี่ปุ่นเล่มไหนๆ

หนังสือ ซากะ อาโออิ สิ่งมีชีวิตในเจแปน วิชัยยังคงสไตล์การเล่าเรื่องเป็นเอกลักษณ์เช่นเดิม ใครที่เคยอ่าน "สิ่งมีชีวิตในโรงแรม" และ "กรุณาอย่ารบกวน" มาแล้ว คงจะทราบดีว่าไอ้นายคนนี้มันตลกเป็นบ้า อ่านแล้วขำจนปวดไส้ปวดตับ เพียงแต่คราวนี้ฉากหลังไม่ใช่โรงแรมแต่เป็นประเทศญี่ปุ่น

หนังสือ ซากะ อาโออิ สิ่งมีชีวิตในเจแปน เป็นบันทึกท่องเที่ยวญี่ปุ่นของวิชัย ตลอดทั้ง 9 วัน 9 คืน ภายในเล่มได้บันทึกเรื่องราวการไปเยือนญี่ปุ่นของวิชัยไว้อย่างละเอียด ไม่ใช่มีเพียงแค่ภาพและคำบรรยายแค่หยิบพารากราฟ กอรปกับวิชัยเป็นคนช่างจดช่างจำ ช่างสังเกต และเป็นคนสนุกสนานร่าเริง เวลาเขาพบเจออะไรแล้วนำมาเล่าก็ขำจนปวดตับปวดไส้ไปหมด

อาทิ วันหนึ่งในทริปนี้ที่วิชัยสถาปนาให้เป็นวัน "หลงแห่งชาติ" และมีคำขวัญคือ "อย่าไว้ใจทาง อย่าถามทางสาวญี่ปุ่น" ยังไงน่ะเหรอครับ! คือว่าวิชัยและเพื่อนๆ วนเวียนอยู่แถวฮาราจูกุ ไปจนถึงชิบุยะมาทั้งวันแล้ว และอยากไปเดินที่ชินจูกุต่อแต่ไม่รู้จะไปอย่างไร ก็ต้องถามทางล่ะครับ ก็พะไปเจอกับหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นคู่หนึ่งเข้า...วิชัยเดินเข้าไป

[1(ตอนต่อไปนี้คัดมาจากหนังสือ ซากะ อาโออิ สิ่งมีชีวิตในเจแปน)]
วิชัย : ฮาว แคน ไอ โก ทู ชินจูกุ
เธอ : ........
เขา : .........

เอ่อ น้องๆ ครับ คือไม่ได้มีเจตนาจะมาขัดเวลาทำเท่น่ะครับ คือจะถามทางนิดนึงน่ะครับ บอกทางกูก่อนแล้วพวกน้องจะขึ้นปก เธอกับฉัน กันต่อก็ไม่เป็ฯไรนะครับ แต่บอกทางกันนิดนึง ไม่เจ็บนะ ไม่เจ็บ

วิชัย : ชิน จู กุ (แล้วทำมือเดินๆ ไป)
เธอ : เอ๋อ๋อ๋อ๋อ๋ว์ ว์ ว์ ชิน จู้ กุ!!!!????
เขา : ซี้ดดดส์ เอ...โต

............น้องๆ เค้าทำท่าตกใจกันอย่างกับเพิ่งเคยได้ยินชื่อชินจูกุเปป็นครั้งแรก พวกมึงอย่ามาฟอร์มแต่งตัวแบบนี้เดินชินจูกุบ่อยพอๆ กับเดินเข้าห้องน้ำไปแปรงฟันแหละ
[1]


วิชัยเชื่อใจน้องทั้งสองคน เขาเดินไปตามทางที่หนุ่มสาวคู่นั้นบอก แต่เดินไปไฟยิ่งมืด ตึกยิ่งร้าง เอ๊ะ ชิบุยะย่านการค้ามันน่าจะคึกคักนี่หว่าวิชัยคิด แต่ที่นี่ทำไมร้างอย่างนี้ พอคิดได้ปุ๊บก็รู้ตัวว่าตัวเองหลงอีกแล้ว

การเดินทางในประเทศญี่ปุ่นโดยปราศจากการวางแผนไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เอาแค่ว่าจะขึ้นรถไฟสายไหนก็มึนตึ๊บแล้ว เพราะประเทศญี่ปุ่นจัดว่าเป็นประเทศที่มีสายรถไฟมากที่สุดในโลก! บางคนอาจจะคิดว่า ไม่เห็นจะยากก็อ่านป้ายเอาสิเขามีภาษาอังกฤษด้วยนะ ขอโทษเถอะครับคนญี่ปุ่นเองยังหลงขึ้นรถไฟผิด แล้วนับประสาอะไรกับคนไทยตาดำๆ ยิ่งถ้าหลงแล้วไม่ต้องถามใครเลย เพราะคนญี่ปุ่นเขาไม่ค่อยสื่อสารภาษาอังกฤษกัน ถ้าไปถามทางรถไฟอาจจะไปได้แค่สถานีเดียวคือสถานี "อาโน...ไฮ้!!!"

ไอ้การเอ๋อๆ เดินหลงทางสะเปะสะปะนี่แหละที่ทำให้หนังสือ ซากะ อาโออิ สิ่งมีชีวิตในเจแปน เล่มนี้สนุกเป็นนักหนาเพราะคาดเดาไม่ได้เลยว่าทางที่พวกเขาเดินไปจะหลงอีกไหมเวลาอ่านก็จะรู้สึกสนุก เสมือนเราอยู่ในทริปด้วย

ใครที่มีแพลนไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น จะลองเอาอย่างวิชัยดูก็ได้นะครับ คือไปตายเอาดาบหน้า ไม่แน่คุณอาจเห็นญี่ปุ่นในมุมที่แปลกออกไปไม่เหมือนใคร อย่าลืมฉวย ซากะ อาโออิ สิ่งมีชีวิตในเจแปน ไปด้วยล่ะ





ชื่อหนังสือ : ซากะ อาโออิ สิ่งมีชีวิตในเจแปน
ชื่อผู้แต่ง    : วิชัย
สำนักพิมพ์ : สำนักพิมพ์ a book
พิมพ์ล่าสุด : พิมพ์ครั้งที่ 1 มีนาคม 2554




 

Create Date : 03 กันยายน 2555    
Last Update : 5 กันยายน 2555 16:20:57 น.
Counter : 1145 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

แกงสับปะรดของแม่
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในการอ่าน แนะนำหนังสือที่ชอบ หรือจะฝากข้อคิดดีๆ จากหนังสือก็ทำได้ "ใครใคร่อ่าน...อ่าน" ใครใคร่วิจารณ์...ก็เชิญตามอัธยาศัย
Friends' blogs
[Add แกงสับปะรดของแม่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.