"ข้าพเจ้าอ่าน..ราวกับกลัวว่า ความกระหายในการอ่าน จะเหือดหายไปในวินาทีข้างหน้า"
Group Blog
 
All Blogs
 

ข้ามากับพระเจ้า-December 24, 2013

ข้ามากับพระเจ้า December 24, 2013 The Readers online Cafe

ข้ามากับพระเจ้า-the-readers-online-cafe

วันนี้เป็นวันที่ต้องขึ้นเครื่องข้ามทวีป ข้ามน้ำข้ามทะเล ไปสู่ประเทศสุดแสนจะศิวิไลซ์ (ใครบอกวะ) สหรัฐอเมริกา ประเทศที่ใครๆ ก็อยากจะไปขุดทองแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า แต่บอกไว้ตรงนี้เลยครับ "ใครว่าอยู่เมืองนอกสบาย" คำนี้คือเรื่องจริง
ก่อนอื่น ขอทุกท่านสละเวลาแก่เครื่องประทินผิวข้าพเจ้า 1 วินาที มาถึงด่านเพิ่งรู้ว่าพลาดแล้ว แม้จะผลิตภัณฑ์ตลาดแต่แพงมากสำหรับกู มีรึจะยอม วิชชี่นี่ถึงกับเทแป้งออกถ่ายเทของเหลว เซนกะเหลืออยู่หน่อยกูโปะแม่งเต็มหน้าตรงนั้นเลย เหลืออีกหน่อยประพรมทั่วร่างกาย ส่วนยาสีฟันช่างแม่งกูไม่แปรงก็ได้ อย่าเล่นตลกกะคนจนไม่งั้นมีมึ




 

Create Date : 12 เมษายน 2558    
Last Update : 12 เมษายน 2558 4:37:21 น.
Counter : 295 Pageviews.  

ข้ามากับพระเจ้า

ข้ามากับพระเจ้า
ครั้งหนึ่งเคยใช้ไปใช้ชีวิตกรรมกรที่อเมริกา แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาแค่สี่เดือน แต่ก็ได้ประสบการณ์มากมาย วันนี้นึกอยากนำเรื่องเหล่านั้นมาเล่าสู่กันฟังอีกครั้ง ตั้งแต่วีรกรรมการได้มาของวีซ่าสุดอัศจรรย์ ตกเครื่องเพราะความซื่อบื้อ และไอ้อ้วนที่โคตรโง่ภาษาอังกฤษกับการใช้ชีวิตโดดเดี่ยวในลอสแองเจลลิส เรื่องราวการเอาตัวรอด ชีวิตที่ดิ้นรน ทั้งขำและมีน่ำตา หวังว่าทุกท่านจะติดตามอ่านกันนะครับ จะเพื่อบันเทิง ซ้ำเติม ฆ่าเวลา ข้าพเจ้าถือว่าเป็นเกียรติอย่างสูงครับทั่น




 

Create Date : 11 เมษายน 2558    
Last Update : 11 เมษายน 2558 8:59:47 น.
Counter : 263 Pageviews.  

ว่าด้วยเรื่องโปสเตอร์มหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่18 2556 Book ExpoThailand 2013


มหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 18 2556  Book ExpoThailand 2013 

"หนังสือเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนโลก"


โปสเตอร์งานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 18 ใช้นกพิืราบเป็นสื่อสัญลักษณ์

กลับมาอีกครั้งกับงานมหกรรมหนังสือระดับชาติที่บรรดานักอ่านรอคอย ซึ่งงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งนี้เป็นครั้งที่ 18 แล้ว มาพร้อมกับแนวคิด "หนังสือเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนโลก" โดยใช้สัญลักษณ์ นกพิราบขาว ตัวแทนแห่งเสรี และสันติภาพ ครับและสัญลักษณ์นกพิราบขาวที่แปะอยู่บนโปสเตอร์นี้เอง ที่กลายเป็นประเด็นโดนจวกยับจากบรรดาขาใหญ่จากสังคมออนไลน์ชื่อดัง ว่า "คิดริเริ่มสร้างสรรค์ไม่เป็นหรืออย่างไร" "รับไม่ได้ที่ไปลอกเลียนแบบ Artwork งาน Salon du Livre de Paris 2012 ของฝรั่งเศสเขามาทั้งดุ้น" 


โปสเตอร์งาน Salon du Livre de Paris 2012 ของฝรั่งเศส


ส่วนตัวพออ่านกะทู้วิพากษ์วิจารณ์แล้ว ก็คิดในใจว่าใจเย็นๆ กันหน่อยเหอะ เปิดใจให้กว้าง ไต่ตรองก่อนสักนิด รอเหตุผลจากเจ้าของผลงานชี้แจงก่อนดีกว่าไหม? ว่าเหตุผลของเขาคืออะไรก่อนที่จะเปิดปากวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งจากการเข้าไปดูเฟสบุ๊คเจ้าของผลงานออกแบบโปสเตอร์ งานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งนี้เป็นครั้งที่ 18 สรุปว่า ผลงานอาร์ทเวิร์กชิ้่นนี้ได้รับการสนับสนุนและผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการมาเป็นที่เรียบร้อย

คำถามต่อไปคือ บรรดาคณะกรรมการถูกใจกดไลก์ให้งานชิ้นนี้เพราะเหตุผลอะไร?

สวยงามเหมาะสม ?

ไปในทิศทางเดียวกับงานมหกรรมนังสือในหลายๆ ประเทศ?

เผอิญว่ามีไฮไลท์เด่นเป็นนิทรรศการครบ 40 ปี 14 ตุลาฯ ?

ด้วยความสงสัยว่าเหตุใดโปสเตอร์งานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 18 นี้จึงได้คล้ายคลึงหรือเหมือนโคลนนิ่งเขามาขนาดนั้น ก็ลองเสิร์ชกูเกิ้ลดูโปสเตอร์งานมหกรรมหนังสือของหลายๆ ประเทศ ปรากฏว่าในปี 2013 นี้ ไม่มีประเทศใด (หรือผู้เขียนอาจจะยังค้นไม่พบ) ใช้สื่อสัญลักษณ์นกพิราบนี้ นอกจาก โปสเตอร์งาน Salon du Livre de Paris 2012 ของฝรั่งเศสเพียงแห่งเดียว 

ท่านเห็นค.ศ.หรือไม่ครับ ค.ศ. 2012 ใช่ครับ 2012 ไม่ใช่ 2013 ผู้เขียนก็เกิดความสงสัยสัยอีกหรือว่าเทรนด์โปสเตอร์ปี 2012 ประเทศต่างๆ จะใช้สื่อสัญลักษณ์นกพิราบ หรือลวดลายอิสระไปในทิศทางเดียวกันนั้นหรือ จึงไปค้นดูก็พบว่าในปีค.ศ.2012 งาน Bok Fair ของหลายๆ ประเทศ ออกแบบ Artwork โดยใช้ลายเส้นอิสระ เคลื่อนที่คล้ายกับการโบยบิน บางประเทศก็ใช้สื่อสัญลักษณ์เป็นรูปนกชัดเจนครับ ดูจากภาพประกอบงานโปสเตอร์มหกรรมงานหนังสือของประเทศต่างๆ ในปี 2012 


โปสเตอร์งาน BOOKEXPO AMERICA 2012

โปสเตอร์งาน Miami Book Fair International 2012 มองแล้วคล้ายกับนกที่กำลังโบยบิน
AI Gharbia Book Fair  สัญลักษณ์คล้ายนกชัดเจน

1ST AHMEDABAD NATIONAL BOOK FAIR ใช้สัญลักษณ์เป็นรูปนกยูงลำแพน


THE LONDON ART BOOK FAIR ใช้ลายเส้นกราฟฟิคลวดลายอิสระสวยงาม

สรุปชัดเจนนะครับว่างานมหกรรมหนังสือของต่างประเทศในปี 2012 มีการออกแบบคล้ายคลึงไปในทิศทางเดียวกัน

แล้วความสงสัยต่อมาคือ ในปี 2013 ชาวบ้านเขาใช้ Artwork รูปแบบไหนกัน และก็เป็นจริงอย่างที่ข้องใจครับ หลายๆ ประเทศออกแบบโปสเตอร์งาน Book Fair ปี 2013 นี้โดยเน้นธีม Colourful โดยใช้สีที่หลากหลายเป็นสื่อสัญลักษณ์ ออกแนวกระตุ้นผู้คนให้หันมาสนใจและให้ความสำคัญกับการอ่าน ดูภาพประกอบ

THE LONDON ART BOOK FAIR 2013


WESSSEX CHILDREN'S BOOK FESTIVAL 2013 

THE FRANKFURT BOOK FAIR 2013 เรียบง่ายใช้สีบนตัวอักษรดึงดูดความสนใจ

The 34th Manila International Book Fair 2013 มาสีสันแสบทรวง แต่ให้ความรู้สึกกระตุ้นได้ดีครับ



THE NY ART BOOK FAIR 2013 เน้นสีส้มแสดเช่นกัน



โปสเตอร์งาน BOOKEXPO AMERICA 2013 เน้นใช้ Wording และสีสร้างแรงกระตุ้น



THE TOKYO ART BOOK FAIR ชัดเจนครับว่าเล่นธีม Colourful


30 Miami Book Fair International มาในคอนเซ็ปต์ครบรอบ 30 ปี พื้นดำขับตัวอักษรสีสันให้โดดเด่น


พอหอมปากหอมคอนะครับ  สรุปว่าเรื่องที่พวกท่านวิจารณ์ ไม่ถูกต้องเสียทั้งหมด ผู้ออกแบบเขาออกแบบให้สอดคล้องกับงานมหกรรมหนังสือของประชาชาติต่างๆ หากจะเหมือนกันหรือคล้ายคลึุงกันก็ไม่แปลก ถ้าโปสเตอร์งานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 18 ที่ว่านี้จะออกมาในปี 2012 ซึ่งปีนี้เป็นปี 2013 ครับ.


ปล.ไม่ได้ตั้งใจจะโจมตีผู้จัดหรือผู้ออกแบบใดๆ เพียงอยากให้ใช้คิดความสร้างสรรค์สักนิด ถ้าอยากจะให้สอดคล้องกับประเทศอื่นๆ เขา ก็ดูเทรนด์ ดูปีพ.ศ.สักนิด 

หลายๆ ประเทศออกแบบมาแบบ Simply แต่มันดูแล้วสวย เห็นแล้วอยากไปงาน ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่างานArtworkแบบนี้คนไทยทำได้สบายมาก แต่พอโปสเตอร์งานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 18 ออกมาในรูปแบบธีมใช้พื้นดำ กับสัญลักษณ์นกพิราบขาว (ซึ่งควรที่จะเป็น Wording เชิญชวนเก๋ๆ) มันเลยดูเป็นเหมือนโปสเตอร์งานนิทรรศการปลดแอกเสรีภาพไปหน่อยนะครับท่าน

กะทู้ที่เกี่ยวข้อง //pantip.com/topic/31126035




 

Create Date : 18 ตุลาคม 2556    
Last Update : 18 ตุลาคม 2556 14:34:58 น.
Counter : 927 Pageviews.  

ศาสดาเบสท์เซลเลอร์ HARUKI MURAKAMI, study book ฮารูกิ มูราคามิ โดย ปราย พันแสง

ศาสดาเบสท์เซลเลอร์ HARUKI MURAKAMI, study book ฮารูกิ มูราคามิ โดย ปราย พันแสง


วันนี้ค้นหาข้อมูลบางอย่าง ก็พลันไปเจอกับข้อมูลของหนังสือ ศาสดาเบสท์เซลเลอร์ HARUKI MURAKAMI, study book ฮารูกิ มูราคามิ โดย ปราย พันแสง เข้าโดยบังเอิญ เกี่ยวกับหนังสือ ศาสดาเบสท์เซลเลอร์ HARUKI MURAKAMI จั่วหัวได้อย่างน่าสนใจ

"เขียนอย่างไรให้ขายดีติดเบสท์เซลเลอร์ทั่วโลก ชำแหละคมความคิดและสไตล์การเขียนของ ฮารูกิ มูราคามิ นักเขียนญี่ปุ่นนอกคอก ที่มีผลงานเขียนและงานแปลมากถึง 40 ภาษา กวาดรางวัลมาแล้วมากมาย แถมติดอันดับขายดีหลายล้านเล่มทั่วโลก ว่ากันว่านี่คือนักเขียนรางวัลโนเบลคนต่อไป............. "

โดยส่วนตัวข้าพเจ้าชื่นชอบความคิด คมเขียนของคุณปราย พันแสง อยู่เป็นทุนเดิม ยิ่งคุณปรายมาเขียนเกี่ยวกับฮารูกิ มูราคามิ ยิ่งเกิดอาการกระสันอยากอ่าน ใครก็พอจะทราบว่าฮารูกิ มูีราคามิ เป็นนักเขียนแนวอาร์ทตัวพ่อ คือ ลอยๆ จับต้องได้ยาก ใครหลุดเข้าประตูไปในมิติของเขาได้นับว่ายอดเยียม ใครที่ได้อ่านงานของเขาแล้วคงมีปฏิกริยาตอบสนองอยู่สองอย่าง คือหนึ่ง อุทานว่า "อะไรของมึงวะ?!" และปิดหนังสือ และเลิกอ่้านไปเลย กับสอง คนที่โดนร่ายมนต์มึนๆ งงๆ ตาลอยๆ เหมือนเสพดมกาว กว่าจะได้สติก็อ่านหนังสือของเขาไปแล้วไม่รู้กี่เล่ม  ลามไปถึงอยากรู้จักตัวตนของเขาด้วย เมื่อนักเขียนที่ชื่นอบมาเขียนถึงนักเขียนลึกลับน่าค้นหา เราจึงไม่มีเหตุผลที่จะไม่อ่านหนังสือ ศาสดาเบสท์เซลเลอร์ HARUKI MURAKAMI เล่มนี้


คุณปราย พันแสง มองว่าวิธีเขียนหนังสือของมูราคามิน่าศึกษาและน่าสนใจมากหลังจากที่คุณปรายได้อ่านหนังสือของมูราคามิไปหลายเล่ม จึงเกิดแรงบันดาลใจอย่างแรงกล้า ค้นหาที่มา และเบื้องหน้าเบื้องหลังในการเขียนหนังสือของเขา จนกระทั่งได้ไปเจอแง่มุมความคิดอะไรต่างๆ มากมาย จนเกิดเป็นเรื่องหลายตอนจบในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ จนกลายเป็นพ็อคเก็ตบุ๊ค “ศาสดาเบสท์เซลเลอร์” ในที่สุด คุณปรายกล่าวว่า "จนได้ยังจำได้ตอนนั้น มีผู้อ่านบางคนบอกมาอย่างไม่เกรงใจว่า“เมื่อไหร่จะเลิกเขียนเรื่องนี้เสียที” :)"

[1]หลายคนบอกว่าอ่านงานเขียนของมูราคามิไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ อันที่จริงการอ่านงานเขียนของมูราคามินั้นไม่ใช่การอ่านเพื่อความเข้าใจแต่มันเป็นการอ่านเพื่อ“ประสบการณ์”มากกว่า งานเขียนของมูราคามิ ไม่ได้ปฏิวัติปลี่ยนแปลงเพียงรูปแบบภาษาที่ผู้เขียนใช้เล่าเรื่องราวเท่านั้น แต่มันยังเปลี่ยนแปลงประสบการณ์อ่าน รวมถึงวัฒนธรรมการอ่านในโลกเราไปอย่างสิ้นเชิงด้วย!................... 

ฮารูกิ มูราคามิ เริ่มต้นงานเขียนเมื่ออายุได้ยี่สิบเก้าปี ผลจากการเริ่มต้นคราวนี้ คือนิยายเรื่องแรกของเขาที่ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1979 ที่มีชื่อว่า Hear the Wind Sing “ตอนที่ผมยังเป็นวัยรุ่น ผมเคยคิดว่ามันจะยอดเยี่ยมขนาดไหน ถ้าผมสามารถเขียนนวนิยายเป็นภาษาอังกฤษได้ ผมเคยมีความรู้สึกว่า ผมอาจจะสามารถแสดงความรู้สึกและอารมณ์ต่างๆ ของผมได้ชัดเจน และตรงไปตรงมา มากกว่าการที่เขียนในภาษาญี่ปุ่น แต่ด้วยความที่ผมไม่ค่อยชำนาญในภาษาอังกฤษ มันจึงเป็นไปไม่ได้ ซึ่งผมเสียเวลากับมันไปนานมาก ก่อนที่ผมจะเริ่มเขียนนวนิยายในภาษาญี่ปุ่น และนี่คือเหตุผลว่าทำไมผมจึงเขียนนวนิยายไม่ได้สักเล่มจนเมื่ออายุยี่สิบเก้า ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากว่า ผมต้องคิดสร้างภาษาญี่ปุ่นแนวใหม่ให้กับนวนิยายของผมทั้งหมดด้วยตัวผมเอง ผมไม่อยากไปยืมภาษาเดิมๆ ที่มีอยู่แล้วมาใช้เท่านั้นเอง จากเหตุผลนี้ ผมจึงไม่เหมือนคนอื่น”..................... 

ปัจจุบัน ฮารูกิ มูราคามิ มีผลงานเขียนประเภทเรื่องสั้น,นวนิยาย,สารคดี,บทสัมภาษณ์,และผลงานแปล (มูราคามิมีชื่อเสียงในญี่ปุ่น ในฐานะผู้แปลวรรณกรรมอเมริกันเป็นภาษาญี่ปุ่นจำนวนมาก) มากมายหลายสิบเล่ม ทั้งยังได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ ในโลก มากมายถึง 40 ภาษา ยอดจำหน่ายรวมเป็นล้านๆ หลายล้านเล่ม ทั้งในญี่ปุ่นและทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ก็มีการแปลผลงานนวนิยายของเขาออกมาเป็นภาษาไทยครบทุกเล่ม และเริ่มมีการแปลเรื่องสั้นตามออกมาบ้างแล้ว........................ 

การที่นักเขียนเอเชียตัวเล็กๆ ประสบความสำเร็จอย่างกว้างขวางในระดับโลกขนาดนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน!.................... 

"การเขียนทำให้ผมดิ่งลึกเข้าสู่จิตใต้สำนึกของตัวผมเอง" –การเขียน 

"ผมไม่อยากเป็นพระเจ้าหรอกครับ ผมไม่ได้เป็นนักเขียนที่รู้ไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ผมเขียนถึงทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้หรอกครับ ผมเขียนได้แต่เรื่องตัวผมเองเท่านั้น" - "ผม" กับพระเจ้า 

"ยิ่งผมเครียดเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งเขียนเรื่องพิลึกกึกกือได้มากขึ้นเท่านั้น" – ความลึกลับ 

"ผมชอบการเดินทาง ถ้าคุณเป็นนักเขียน คุณจะอยู่ที่ไหนก็ได้ ผมกับภรรยาไม่มีลูกด้วยกัน ทำให้เรามีอิสระในการที่จะไปไหนต่อไหนก็ได้ ผมย้ายไปอยู่ในที่ต่างๆ ทุกสองปี" -การเดินทางท่องเที่ยว 

"ผมตื่นตอน 6 โมงเช้า และเข้านอนตอน 4 ทุ่ม วิ่งจ๊อกกิ้งทุกวัน ผมว่ายน้ำ ผมเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ เพราะผมเป็นคนเชื่อในความเป็นจริงและเหตุผล"-เคล็ดลับของนักเขียนอัจฉริยะ 

“ผมไม่ได้ต้องการรถเบนซ์ ไม่อยากได้เสื้อผ้าอาร์มานี่ แต่ “เงิน” สามารถซื้อเวลาให้ผมเอาไว้ทำงานเขียนของผมได้" - ความสำเร็จ 

“การเล่าเรื่องที่ดี มันก็เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นเวลาที่ผมเดินอยู่ตามถนนนั่นแหละครับ ผมรักท้องถนน ผมชอบมองสิ่งต่างๆ รอบตัว บางครั้งได้ยินเสียง บางครั้งได้กลิ่น” -มูราคามิกับถนน [1]

*[1]ที่มาจาก //freeformbooks.blogspot.com/2008/10/blog-post_1122.html 



ชื่อหนังสือ   :   ศาสดาเบสท์เซลเลอร์ HARUKI MURAKAMI
ชื่อผู้เขียน    :   ปราย พันแสง
สำนักพิมพ์   :  
ฟรีฟอร์มสำนักพิมพ์
พิมพ์เมื่อ      :   พิมพ์ครั้งแรก ตุลาคม 2550




 

Create Date : 10 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2555 20:25:50 น.
Counter : 1047 Pageviews.  

วิธีใช้ลิ้นสองนิ้ว อย่างแยบยล เขียนโดย เห่ง เจี่ย / อธิคม สวัสดิญาณ เรียบเรียง




มีคนเคยกล่าวไว้ว่า "ลิ้น" อาจเป็นอวัยะที่ชั่วร้ายที่สุดในร่างกายของคนเรา ก็เห็นจะเป็นจริงเชนนั้น ยกตัวอย่างจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ ของท่านยากอบได้กล่าวถึงเรื่อง "ลิ้น" สอนใจไว้อยู่หลายข้อในบทที่ 3

2 เพราะเราทุกคนทำผิดพลาดกันไปหลายๆอย่าง ถ้าผู้ใดมิได้ทำผิดทางวาจา ผู้นั้นก็เป็นคนดีรอบคอบแล้ว และสามารถบังคับทั้งตัวไว้ได้ด้วย
5 เช่นนั้นแหละลิ้นก็เป็นอวัยวะเล็กๆด้วย และพูดโอ้อวดอ้างการใหญ่ จงดูเถิด ไฟนิดเดียวอาจเผาไหม้มากเท่าใด
6 และลิ้นนั้นก็เป็นไฟ เป็นโลกแห่งการชั่วช้าซึ่งตั้งอยู่ในบรรดาอวัยวะของเรา เป็นเหตุให้ทั้งกายเป็นมลทินไป ทำให้วิถีแห่งธรรมชาติเผาไหม้ และมันเองก็ติดไฟจากนรก

"ลิ้น" แม้จะเป็นอวัยวะเล็กๆ ส่วนหนึ่งในร่างกาย แต่อาจล้างทำลายชีวิตของคนเราได้ไม่ยากเย็นนัก หากเราใช้ลิ้นอย่างไม่เหมาะสม ไม่ถูกคน ไม่ถูกกาละเทศะ เช่นในการบริภาษ วิพากษ์วิจารย์ผู้อื่นเสียๆ หายๆ การเสียดเย้ย การพูดสะกิดแผลใจผู้อื่น การนินทาให้ร้าย การพูดจาเพ้อเจ้ออันหาสาระมิได้ และอีกสารพัดครับการพูดโดยปราศจากการไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อพูดไปแล้วส่วนใหญ่ผู้พูดมักมานั่งนึกเสียใจในภายหลัง นั่นเพราะขาดการยับยั้งชั่งใจนั่นเอง ตอร์เกเนฟ(Ivan Sergeevich Turgenev) นักวรรณคดีนามอุโฆษชาวฝรั่งเศส เคยกล่าวว่า "ก่อนพูด ควรวนปลายลิ้นสักสิบรอบในช่องปาก" เป็นคติเตือนใจว่าก่อนพูดอะไรควรที่จะคิดให้รอบคอบก่อนนั่นเองครับท่าน 

มาฟากข้างพี่ไทยเรา ก็มีคำประโยคที่คุ้นหูเกี่ยวกับด้วยเรื่องลิ้นอยู่มากมาย อาทิ "พูดดีเป็นศรีแก่ตัว พูดชั่วอัปราชัย" หรือ "ปลาหมอตายเพราะปาก" ตัวอย่างเรื่องเล่ามากมายของคนที่ใช้ลิ้นโดยปราศจากสติปัญญา ซึ่งนำผลร้ายมาสู่ตัว 

เรื่องมีว่า ในสมัยโบราณกาลโน้น มีบัณฑิตหนุ่มผู้หนึ่ง นามว่า "ซิ่วไจ๋" มีนิสัยถือดีอวดตน หยิ่งทะนงในความรู้ความสามารถของตนเป็นหนักหนา วันหนึ่งเขาคิดลองดีหมายทำให้ฌานาจารย์ขายหน้า [1]"หลวงพ่อ พุทธองค์ทรงเมตตา ไม่เคยปฏิเสธคำวิงวอนของเหล่าสรรพสัตว์เสมอมา นี่เป็นเรื่องจริงหรือไม่?" ฌานาจารย์ตอบทันควัน "ใช่แล้ว" ซิ่วไจ๋จึงถามต่อด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์ว่า "ถ้าอย่างนั้น หากข้าต้องการไม้เท้าในมือหลวงพ่อ หลวงพ่อคงไม่ถึงกับตระหนี่จนปฏิเสธการร้องขอของข้ากระมัง?" "อาตมาจะให้โยมได้อย่างไร? วิญญูชนไม่แย่งชิงของของหวงของผู้อื่น โยมอ่านตำรามามายเช่นนี้ เหตุผลธรรมดาเช่นนี้ โยมยังไม่เข้าใจอีกหรือ?" ซิ่วไจ๋รู้ตัวว่าขาดเหตุผล แต่นังดันทุรังตอบว่า "ข้าไม่ใข่วิญญูชน" ฌานาจารย์จึงตอบว่า "ข้าก็ไม่ใช่พระพุทธองค์" ซิ่วไจ๋โกรธมากไม่ยอมเลิกรา เมื่อฌานาจารย์เดินผ่านมาเขาทำทีไม่สนใจใยดี ฌานาจารย์จึงสั่งสอนว่า "คนหนุ่มเห็นผู้อาวุโสเดินมา ไฉนจึงไม่ลุกขึ้นยืน?"นี่คอมารยาทนะโยม!" ซิ่วไจ๋หลวมตัวว่าเข้าถึงธรรมแบบฌาณจึงตอบว่า "ข้านั่งทำความเคารพเท่ากับลุขึ้นยืนทำความเคารพแล้ว" ฌานาจารย์ไม่โต้ตอบ ทว่าฉับพลัน ยื่นมือมาตบซิ่วไจ๋ดังฉาด ซิ่วไจ๋ตกใจมากร้องถามว่า "ตบข้าทำไม ถือดีอย่างไร!" ฌานาจารย์พนมมือตอบเนิบนาบว่า "ในเมื่อโยมนั่งอยู่เท่ากับลุกขึ้นยืน อาตมาตบหน้าโยมก็เท่ากับไม่ได้ตบหน้าโยม" ([1]จากตอนหนึ่งในหนังสือ วิธีใช้ลิ้นสองนิ้ว อย่างแยบยล)เป็นไงล่ะท่านนายบัณฑิตซิ่วไจ๋ถึงกับหน้าชากริบ ได้บทเรียนมาครั้งใหญ่ (เอ..หรือว่าจะยังไม่เข็ด) 

นี่เปนเพียงตัวอย่างหนึ่งของการใช้ลิ้นโอ่อวดแต่ความเป็นจริงแล้วข้างในกลวงเปล่า ดั่งกบในกะลา  ขงจื๊อเคยกล่าวว่า " คนชอบเล่นลิ้น พูดจาลื่นหู ประจบเอาใจ น้อยนักคือผู้เมตตา"

บนจามิน แฟลงคลิน ยังเคยกล่าวว่า "การโต้แย้งคือเกมที่คนสองคนเล่นกัน มันเป็นเกมที่ประหลาด ไม่เคยมีฝ่ายใดเป็นผู้ชนะ"

ฉะนั้นเราจึงไม่ควรเป็นวีรชนด้วยน้ำลาย บางคนทำงานไม่เป็น วันๆ ถนัดแต่เล่นลิ้น บิดเบือนความจริง หมายใช้ลิ้นเพื่อล่อหลอกหาผลประโยชน์ส่วนตัว (คุ้นๆ กับอาชีพหนึ่งของบ้านเราแฮะ) คนพวกนี้ชีวิตมักล้มเหลว เพราะขาดความจริงใจ 

จริงอยู่แม้ว่า "ลิ้น" จะเป็นอวัยวะที่ควบคุมได้ยากที่สุด หากแต่ใช้ลิ้นด้วยสติปัญญา รู้จักพลิกแพลงตามโอกาสและสถานการณ์ต่างๆ อย่างเหมาะสม ลิ้นนั้นก็สามารถก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาลต่อคนเราได้เช่นกัน ยังมีเรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่ง ที่เป็นตัวอย่างของการรู้จักใช้ลิ้นสร้างโอกาสและสถานการณ์ให้เปนประโยชน์แก่ตนเอง

เรื่องมีอยู่ว่า "ในสมัยจักรพรรดิ์เฉียนหลง แห่งราชวงศ์ชิง มีนักประพันธ์อัจฉริยะผู้หนึ่ง นามว่า "จี้เสี่ยวหลัน" วันหนึ่งเขาถกเถียงกับหลิวหลัวกวอ ขุนนางผู้ใหญ่ [2]จี้เสี่ยวหลันถามว่า "หัวผักกาด เป็นพืชที่ชานตุงของท่านใหญ่แค่ไหน?" หลิวหลัวกวอทำมือให้ดู ชานตุงขึ้นชื่อเรื่องหังวผักกาด เป็นพืชผลที่มีชื่อที่สุดของชานตุง จี้เสี่ยวหลันก็ว่า หัวผักกาดข้าที่จื้อลี่ใหญ่กว่า ทั้งคู่เถียงไปเถียงมาต่อหน้าพระพักตร์เฉียนหลง พระองค์นึกสนุกจึงตรัวให้แต่ละคนนำหัวผักกาดมาให้ขุนนางในท้องพระโรงดู ทุกคนตะลึงในความใหญ่ของหัวผักกาดของหลิวหลัวกวอส่วนจี้เสี่ยวหลันนั้นเล่ากลับล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อหยิบหัวผักกาดเท่าหัวแม่มือออกมา ฝ่าบาทโกรธหน้าดำหน้าแดงหาว่าจี้เสี่ยวหลันคิดเล่นตลก จี้เสี่ยวหลันรีบกราบทูลว่า"มณฑลจื้อลี่ดินจืด และแห้งแล้งอย่างหนัก ผลิตผลทางการเกษตรตายเกือบหมด ราษฎรส่งส่วยภาษีได้ไม่มากนัก ขอทรงโปรดสืบดูให้แน่ชัด"หลิวหลัวกวอถึงรู้ว่าโดนเล่นงานเข้าให้แล้ว([2]จากตอนหนึ่งในหนังสือ วิธีใช้ลิ้นสองนิ้ว อย่างแยบยล)ลำพังถ้าจี้เสี่ยวหลันกราบทูลว่ามณฑลตนแห้งแล้งอาจไม่ได้รับความสนใจนัก ทว่าเมื่อเพิ่ม "อุปกรณ์" บางอย่าง ผ่านการนำเสนอ สร้างภาพราวกับแสดง ก็ช่วยให้คนทั้งหลายรับทราบด้วยความรู้สึกประทับใจมากยิ่งขึ้น นี่คือข้อดีอขงการ "สร้างภาพ" หรือศิลปะในการ "หีบห่อ" นั่นเอง! จี้เสี่ยวหลันรู้จักพลิกแพลงสร้างภาพด้วยใช้ลิ้นสร้างสถานการณ์ที่เป็นประโยชน์ 

การใช้สติปัญญาไตร่ตรองว่าควรใช้ลิ้นในสถานการณ์ใดเป็นกลยุทธ์ที่เรียนรู้ได้จากประสบการณ์ทั้งจากตัวเองและผู้อื่น เราจึงจะเป็นคนที่น่านับถือยกย่อง

บราวส์กล่าวว่า "คนพูดเก่งอย่างแท้จริง ไม่ต้องจดจำคำพูดของคนอื่นมาพูด แต่จะพูดเรื่องที่ทำให้คนอื่นจดจำตลอดไป"

หนังสือ วิธีใช้ลิ้นสองนิ้ว อย่างแยบยล
สำนักพิมพ์เต๋าประยุกต์ เขียนโดย เห่ง เจี่ย อธิคม สวัสดิญาณ เรียบเรียง เป็นหนังสือกลยุทธ์อีกเล่มในการพัฒนาวาทะศิลป์ของเราให้แยบคายยิ่งขึ้น ในเล่มเราได้จะได้เรียนรู้วิธีการใช้ลิ้น กลั่นความคิด ลับฝีปาก "ชนะศึกด้วยลิ้นสองนิ้ว"ปัญหาจำนวนมากไม่จำเป็นต้องแก้ด้วย "กำปั้น" ถ้ารู้จักตั้งสติยั้งคิด คำนึงถึงส่วนรวม และ "ปากพ่นดอกบัวได้" 

หนังสือ วิธีใช้ลิ้นสองนิ้ว อย่างแยบยล ได้สอนกลยุทธ์ในการใช้ลิ้นแก้ปัญหาต่างๆ อย่างแยบยล ผ่านเรื่องเล่าต่างวาระและโอกาสต่างๆ กันทำให้อ่านสนุกในระดับหนึ่ง แต่ใช่ว่าเมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบลงคุณจะกลายเป็นคนที่มีวาทะศิลป์เป็นเลิศ เพราะการใช้ลิ้นต้องอาศัยการฝึกฝนผ่านกระบวการคิดอย่างรอบคอบ 

อย่างไรก็ดีการใช้ลิ้นในความรู้สึกของคนส่วนใหญ่อาจให้ภาพลักษณ์ในแง่ลบมากกว่าด้านดี ไม่ว่าจะเป็นการใช้ลิ้นเล่นแง่เหลี่ยมการแสดงถึงความใจแคบ คิดเล็กคิดน้อย ขาดคุณธรรมด้านลิ้น ฯลฯ แต่ทว่าทุกสิ่งอย่างย่อมมีสองด้าน ด้านที่ก่อให้เกิดคุณประโยชน์กับด้านที่ก่อให้เกิดโทษ ก็อยู่ที่ว่าเรามีความสามารถเลือกเค้นสติปัญญานำออกมาใช้อย่างไร 

"แต่เหนือสิ่งอื่นใดไม่ว่าท่านจะเป็นคนที่วาทะศิลป์เป็นเลิศเพียงใด แต่หากใจไร้ซึ่งคุณธรรมแล้วล่ะก็ วาจาของท่านก็มิอาจพูดสิ่งดีสิ่งใดออกมาได้เลย เพราะคำพูดที่ออกจากปากของเรานั้นล้วนออกมาจากส่วนลึกภายในจิตใจ ฉะนั้นเพียงท่านคิดดีทำดี ข้าพเจ้าเชื่อว่าลิ้นของท่านย่อมต้องเป็นลิ้นที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมจริงอย่างแน่นอน"




ชื่อหนังสือ   :   วิธีใช้ลิ้นสองนิ้ว อย่างแยบยล
ชื่อผู้เขียน    :   เห่ง เจี่ย
ชื่อผู้เรียบเรียง : อธิคม สวัสดิญาณ
สำนักพิมพ์   :   สำนักพิมพ์เต๋าประยุกต์
พิมพ์เมื่อ      :  พิมพ์ครั้งที่ 1 กันยายน 2553




 

Create Date : 22 ตุลาคม 2555    
Last Update : 22 ตุลาคม 2555 13:35:09 น.
Counter : 1226 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

แกงสับปะรดของแม่
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในการอ่าน แนะนำหนังสือที่ชอบ หรือจะฝากข้อคิดดีๆ จากหนังสือก็ทำได้ "ใครใคร่อ่าน...อ่าน" ใครใคร่วิจารณ์...ก็เชิญตามอัธยาศัย
Friends' blogs
[Add แกงสับปะรดของแม่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.