Group Blog
 
All blogs
 

Thank You For The Music (2) by แอบชอบ คห. ข้างล่าง

เทรนด์ และการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม


ไม่ว่าจะเป็นบนรถไฟฟ้า รถเมล์ ร้านกาแฟ หรือที่ไหนๆ มนุษย์เมืองในยุคนี้ถูกเปลี่ยนจากชื่อ ‘White Collar’ หรือ ‘Blue Collar’ อันเป็นชื่อเรียกแรงงานชนชั้นกลางในเมืองตามทฤษฎีมาร์ค มาเป็น ‘White Ear’ หรือ ‘มนุษย์หูขาว’


เปล่าหรอก หูพวกเขาไม่ได้เปลี่ยนมาเป็นสีขาวแต่อย่างใด เพียงแค่มีสายหูฟังสีขาวเชื่อมต่อจากเครื่องเล่นเพลงเสียบที่หูทุกผู้ทุกคนเท่านั้นเอง สิ่งหนึ่งที่ผมประหลาดใจมากคือวัฒนธรรมการฟังเพลงเฟื่องฟูถึงขนาดนี้เชียวหรือ (ซึ่งสวนทางกับธุรกิจเพลงที่กำลังตกต่ำลง) หรือปรากฏการณ์ที่คนทั้งเมือง (หลวง) หันมาพกพาเครื่องเล่นเพลงไปไหนต่อไหน ฟังทุกช่วงเวลาที่ ‘ว่าง’ (หรือไม่ว่าง) กำลังจะบอกอะไรแก่เรา มันคือการเคลื่อนตัวของเทคโนโลยีที่หมุนเอาวัฒนธรรมไปด้วย หรือการเคลื่อนตัวของเทคโนโลยีที่กำลังทำลายวัฒนธรรมกันแน่


หากย้อนกลับไปในอดีตจะเห็นได้ว่า ปรากฏการณ์ Music แบบ Ready To Go หรือเพลงแบบพกพานั้น แรกเริ่มตั้งแต่เมื่อมีเครื่องเล่นเพลงแบบสเตอริโอ การแบกเจ้าสเตอริโอเครื่องใหญ่เบ้อเร่อ ออกจากบ้าน (คิดภาพมิวสิค วิดีโอเพลงแร๊พเข้าไว้) เดินไปตามถนนเปิดเสียงดังสนั่น เพื่อไปพบกับแก๊งก๊วนที่นั่งรออยู่ที่ไหนสักแห่ง แล้วชักชวนกันตั้งวงเต้น ‘เบรกแดนซ์’ (สมัยนั้นยังไม่มี B Boy ซึ่งนี่แหละคือต้นกำเนิดวัฒนธรรรมแร๊พ ต่อมาแยกเป็นฮิพฮอพ และปัจจุบันคือ B Boy)

นี่คือวัฒนธรรมต้นแบบ


ต่อมาในปี ค.ศ. 1978 บริษัทโซนี่ (ประเทศญี่ปุ่น) คิดค้นเครื่องเล่นเทปแบบพกพา (the portable personal stereo audio cassette player) หรือมีชื่อเรียกในทางการตลาดว่า ‘Walkman’ หรือ ซาวนด์อะเบ้าต์ (Soundabout) ในอีกหลายๆ ประเทศ การกำเนิดขึ้นของเจ้าเครื่องเล่นเทปแบบพกพาอันนี้ก่อให้เกิดวัฒนธรรมการฟังเพลงแบบใหม่ในหมู่วัยรุ่น (ซึ่งตามจริงแล้วถูก ‘Encoded’ โดยการตลาดของบริษัทโซนี่นั่นแหละ) หรือเรียกว่า ‘เทรนด์’ ที่ต้องพกพาเจ้า Walkman ที่ว่านี้ไปไหนต่อไหน มีสายระโยงระยานต่อไปที่หู เรียกได้ว่าเป็น Music Lover ทุกวินาทีที่ก้าวออกจากบ้านเลยก็ว่าได้ และแน่นอนว่ามันเท่ และเก๋ไม่หยอกทีเดียว





ต่อมา Walkman ได้เปลี่ยนรูปแบบใหม่ หลังจากการก่อกำเนิดของแผ่นเก็บข้อมูลในรูปแบบ Compact Disc หรือ CD ในปีค.ศ.1982
บริษัทโซนี่เจ้าเก่าส่งแคมเปญเครื่องเล่นซีดีเพลงแบบพกพาออกมาทันที ในชื่อ ‘Discman’ ในปี ค.ศ. 1984 ซึ่งต่อมาเปลี่ยนมาใช้ชื่อภายใต้แบรนด์ ‘Walkman’ และแน่นอนว่าวัฒนธรรม ‘Walkman’ กลับมาเป็น ‘เทรนด์’ อีกครั้ง อย่างต่อเนื่องและ ‘ฮิต’ ตลอดยุค ‘90s






จนเมื่อโลกนี้ได้รู้จักคำว่า ‘i-Pod’ จากการแนะนำของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Apple ในปี ค.ศ. 2001 วัฒนธรรมการฟังเพลงก็เปลี่ยนไป หลังจากการกำเนิดของไอพอด บรรดาเครื่องเล่นเพลงในรูปแบบไฟล์ดิจิตอลทั้งหลายก็ระบาดไปทั่วเมือง ซึ่งมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป แต่ล้วนใช้ไฟล์เสียงแบบดิจิตอลทั้งสิ้น (จะโยนบาปแค่ไอพอดก็คงไม่เป็นการยุติธรรมนัก ไอพอดเองก็ถูกออกแบบมาให้รองรับการฟังเพลงจากเครื่องคอมพิวเตอร์นั่นเอง เพียงย่อรูปแบบให้สามารถพกพกได้)



สิ่งที่ทำให้วัฒนธรรมการฟังเพลงระหว่าง Walkman และ i-Pod แตกต่างกันคือวัตถุดิบที่มาแห่งเสียงดนตรี ในขณะที่ Walkman ใช้เทปคาสเซ็ต และ ซีดี อันมีที่มาจากค่ายเพลงทั้งหลาย ซึ่งถือว่าเป็นการหมุนเวียนวัฏจักรโลกแห่งเสียงเพลงและธุรกิจเพลงที่ซ้อนทับกัน เกื้อหนุน และส่งเสริมกันและกันอย่างดี แต่ i-Pod และเครื่องเป็นเพลงระบบดิจิตอลอื่นๆ ใช้ระบบไฟล์ดิจิตอล ที่สร้างความกระด้างกระเดื่องแก่ธุรกิจเสียงเพลง ด้วยปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นซีดีเถื่อน การดาวน์โหลดตามอินเตอร์เน็ต การก๊อปปี้ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้แก่ค่ายเพลงเลยแม้แต่น้อย และดูเหมือนว่า i-Pod จะลอยตัวจากปัญหานี้เสียด้วย


ความขัดแย้งแบบกลืนไม่เข้าคายไม่ออกระหว่างค่ายเพลงและบริษัทผลิตเครื่องเล่นเพลงแบบดิจิตอลนี้เห็นได้อย่างชัดเจนจากมาตรการการป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ของการผลิตแผ่นซีดี บริษัทโซนี่ บีเอ็มจี ใช้เทคโนโลยีป้องกันการก๊อบปี้แผ่นซีดีที่มีชื่อว่า "XCP2" (extended copy protection) จำกัดความสามารถในการก๊อบปี้แผ่นของผู้บริโภคไว้ที่ 3 ครั้ง ส่วนอีเอ็มไอ ใช้เทคโนโลยีของ "แมคโครวิชั่น" ที่ยอมให้ผู้ใช้สำเนาได้ 3 ก๊อบปี้เช่นเดียวกัน


ที่น่าสนใจคือเทคโนโลยีที่ว่านี้ ผู้ใช้สามารถจะก๊อบปี้จากออดิโอ เพลเยอร์ของโซนี่ฯ หรือจะใช้ซอฟต์แวร์ดังกล่าวส่งไฟล์เข้าไปยังคลังเพลงส่วนตัวก็ได้ แต่ผู้ฟังจะต้องใช้เครื่องเล่นที่สนับสนุนไฟล์ "วินโดวส์ มีเดีย ออดิโอ" เช่น มิวสิคแมทช์, เรียลเพลเยอร์ หรือวินโดวส์ มีเดีย เพลเยอร์ ส่วนผู้ที่ใช้เครื่องเล่นไอทูนส์ (iTunes) ของค่ายแอปเปิลจะไม่สามารถใช้ซอฟต์ แวร์นี้ได้


อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้ใช้สามารถก๊อบปี้ซีดีได้ 3 ครั้ง จากเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีที่ใช้โหลดเพลง แต่ผู้ใช้จะสามารถก๊อบปี้เพิ่มอีก 3 ครั้งจากแทร็กเพลงที่เก็บไว้ในคลังเพลงที่วินโดวส์ มีเดีย เพลเยอร์ และผู้ใช้สามารถอัพโหลดเพลงเหล่านี้ไปยังเครื่องเล่นอื่นๆ เช่น iTunes ซึ่งเมื่ออัพโหลดแทร็กเพลงไว้ในเครื่องเล่นแล้ว ผู้ฟังสามารถเบิร์นต่ออีกกี่ครั้งก็ได้ตามต้องการ ซีดีที่มีการป้องกันจะไม่ยอมให้ผู้ใช้เครื่องพีซีเคลื่อนย้ายไฟล์เพลงไปยัง iPods เนื่องจากค่ายแอปเปิลปฏิเสธที่จะออกใบอนุญาตใช้เทคโนโลยีการจัดการสิทธิในระบบดิจิตอล
เอาล่ะสิ!!!



ปรากฏการณ์นี้ถูกตอกย้ำอีกครั้งเมื่อค่ายเพลงทั้งหลายจับมือกับบริษัทมือถือยักษ์ใหญ่อย่างโนเกีย จัดบริการการขายเพลงดิจิตอลผ่านมือถือที่เรียกว่า ‘Air Album’ ซึ่งตอบโจทย์ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ที่คุกคามอย่างหนักด้วยเทคโนโลยี Digital Rights Management (DRM) ทำให้ไม่สามารถเรียกไฟล์เพลงที่จัดเก็บอยู่ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ขึ้นมาได้จนกว่าจะได้รับ activation key ที่ส่งมาทาง SMS เสียก่อนเพื่อปลดล็อกลิขสิทธิ์เพลงที่จะดาวน์โหลด

อีกทั้งตอบรับ ‘เทรนด์’ การฟังเพลงผ่านโทรศัพท์มือถือ ที่ปัจจุบันทุกบริษัททุกยี่ห้อของโทรศัพท์มือถือต่างผลิตโทรศัพท์มือถือที่มีฟังชั่นการฟังเพลงและเอ็นเตอร์เทนเมนต์ต่างๆ ออกมาเพื่อแข่งขันกัน สร้างโทรศัพท์มือถือให้เป็น ‘อุปกรณ์เดียว’ ที่สามารถจัดการทุกอย่าง และสร้างความรื่นรมย์ในชีวิตได้ โดยค่ายเพลงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น อีเอ็มไอ โซนี่บีเอ็มจี ยูนิเวอร์ซัล วอร์เนอร์ อาร์เอสและแพลทตินั่ม ต่างตบเท้าเข้าร่วมแคมเปญนี้ เพราะอย่างน้อย ‘เทรนด์’ ในอนาคตก็กำลังเคลื่อนที่สู่การซื้อขายเพลงระบบดิจิตอล และอัตราการใช้โทรศัพท์มือถือในประเทศนี้ก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังถือเป็น Win-Win Situation ต่างจากกรณีของไอพอด


อย่างไรก็ตามระบบนี้ก็เป็นเพียงอีกหนึ่งระบบที่ผูกขาดการซื้อขาย การส่งต่อเพลงภายใต้แบรนด์โทรศัพท์มือถือเดียวกันอย่างโนเกียและเฉพาะบางรุ่นเท่านั้น


ทั้งหมดนี้คือมาตรการการตอบโต้ไอพอดหรือเปล่านะ?



การเดินทางสู่โลกดิจิตอล



ดูเหมือนว่าวัฒนธรรมการฟังเพลงจะรุดสู่โลกแห่งระบบดิจิตอลอย่างไม่หยุดยั้ง วัดได้จากยอดขายไอพอด โดยบริษัท Apple ประกาศตัวเลขเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2007 ว่า สามารถขายไอพอดได้มากถึง 110 ล้านเครื่อง นี่ยังไม่นับเครื่องเล่นเพลงแบบอื่นๆ ที่เกลื่อนกลาดตามตลาดการค้าโลกที่สาม ทั้งแบบทำเลียนแบบ และของยี่ห้ออื่นๆ ที่มีชื่อต่างกันไป




สิ่งหนึ่งที่เราลืมคิดหรืออาจมองข้ามไปคือคุณภาพของเสียงที่ได้ยินจากเครื่องเล่นระบบดิจิตอล ซึ่งส่วนใหญ่ไฟล์เสียงที่อัพโหลดสู่เครื่องเล่นพวกนี้จะเป็นไฟล์ระบบ MP3 ซึ่งวิธีการในการแปลงไฟล์จากต้นฉบับจะต้องสูญเสียคุณภาพของเสียงไปถึง 90 %

ผมมีโอกาสได้คุยกับคุณบุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ นักร้องนำวง Groove Rider หลายคนคงรู้ว่าบุรินทร์เป็น Music Lover คนหนึ่ง ที่บ้านของบุรินทร์เต็มไปด้วยแผ่นซีดีเพลงมากกว่า 10,000 แผ่น แต่บุรินทร์กลับบอกว่าการฟังเพลงที่รื่นรมย์ที่สุดทั้งคุณภาพและอารมณ์ คือเสียงเพลงที่ดังจากแผ่นเสียง หรือแผ่น Vinyl

นี่อาจเป็นเพียงรสนิยม—ไม่มีใครยืนยันได้


อัลบั้มล่าสุดของวง Groove Rider ‘The Lift’ คุณก้อ-ณฐพล ศรีจอมขวัญ—ผู้ซึ่งร่ำเรียนมาจากมหาวิทยาลัยดนตรีที่ดีที่สุดในโลกที่หนึ่ง--'เบิร์กลี นำไปทำมาสเตอร์ที่สหรัฐอเมริกากับโปรดิวเซอร์ระดับโลก จากการเล่าของบุรินทร์ได้ทราบว่า โปรดิวเซอร์ถึงกับทึ่งด้วยรายละเอียดของดนตรีที่ต้องนำไปมิกซ์และอัดเสียงกว่า 90 แทร็ก ซึ่งหากมากกว่านี้ไม่กี่แทร็ก เครื่องคอมพิวเตอร์คงระเบิดเพราะไม่สามารถรองรับได้

เมื่อคิดในแง่มุมของศิลปินที่ลงทุน ลงแรง ลงความคิด สร้างสรรค์งานเพลง จะเห็นได้ว่าความเยี่ยมยอดและความสร้างสรรค์ทั้งจำนวนแทร็กทั้ง 90 แทร็กกว่าจะออกมาเป็นเพลง 1 เพลง หรือการดั้นด้นไปทำมาสเตอร์ถึงสหรัฐอเมริกา เพื่อคุณภาพของงานเพลงและเสียงเพลง แต่เมื่อเป็นเพลงเข้าสู่โสตประสาทผู้ฟังผ่านเครื่องเล่นเพลงระบบดิจิตอลกลับเป็นไฟล์เอ็มพีสามที่ถูกบีบอัด ลดคุณภาพไปเสีย 90 %
แล้วสิ่งที่ศิลปินทำมาทั้งหมดเพื่ออะไรกัน

หากเรามองว่าการฟังเพลง หรือการเสพสื่อบันเทิงไม่ว่าจะเป็นหนัง หรือเพลงเพียงเพื่อความรื่นรมย์เท่านั้น หากบรรลุจุดประสงค์ขั้นพื้นฐานแล้วนี้แล้ว ไม่ว่าจะสื่อบันเทิงเหล่านั้นจะมีคุณภาพในขั้นใดก็คงไม่มีความหมาย หรือมิพักต้องคิดถึง
แต่ก็มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ว่า ในขณะที่สื่อบันเทิงอย่างภาพยนตร์ เรียกร้องให้มี ‘Active Audience’ คนดูที่สามารถบรรลุขั้นพื้นฐานไปจนถึงการวิพากษ์วิจารณ์เนื้อหา และคุณค่าของภาพยนตร์ได้ แต่ดนตรีกลับไม่มีการเรียกร้อง ‘Active Listener’ เลยหรือ (เพราะแม้กระทั่งเรียกร้องให้ฟังเพลงในไฟล์เสียงที่มีคุณภาพยังทำไม่ได้เลย) ผู้ฟังที่ซาบซึ้งไปกับความสร้างสรรค์ของดนตรี รายละเอียดอันซับซ้อน แปลกใหม่ สร้างสรรค์ ทั้งไลน์กีตาร์ เบส ความแปลกใหม่ของซาวนด์ดนตรี การผสมผสานกันของแนวเพลง เครื่องดนตรี และเสียงร้อง ฯลฯ มากกว่าจะรอว่าเพลงนั้น ‘ฮิต’ หรือไม่ฮิต



ประเด็นเรื่องการฟังเพลงเพียงเพื่อความรื่นรมย์ คุณนิค—เจ้าของค่ายจีนี่ เร็คคอร์ด เคยให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า เทรนด์การฟังเพลงปัจจุบันเปลี่ยนไปเป็นการฟังที่เรียกว่า ‘ฟังเพลิน’ ไม่ว่าจะเป็นการฟังวิทยุแบบ Easy Listening ที่เปิดแบบ Non-Stop หรือการฟังเพลงจากเครื่องเล่นเพลงระบบดิจิตอล การฟังเพลงแบบนี้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้นด้วยการเสริมส่งของเทคโนโลยีทั้งเครื่องเล่นเพลง หรือโทรศัพท์ที่ฟังเพลงได้

การฟังเพลงจึงกลายเป็นกิจกรรมเพื่อ ‘ฆ่า’ เวลา หรือเพื่อ ‘เพลิน’ มากกว่าที่จะขับเคลื่อนผู้ฟังให้กลายเป็น Music Lover ที่มีคุณภาพหรือ Active Listener ทั้งเทคโนโลยี การใช้ชีวิต หรือแม้กระทั่งค่ายเพลงเองจึงเริ่มเอนเอียงไปยังฝั่งเทรนด์การฟังเพลงแบบใหม่ รูปแบบต่างของเทคโนโลยีต่างๆ ถูกสร้างสรรค์ออกมาให้เพื่อรองรับกิจกรรมการฟังเพลงแบบนี้ได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่ผลิตเครื่องเล่นเพลงระบบดิจิตอลที่มีเกลื่อนตลาดมากมายหลายยี่ห้อ และราคาที่แข่งขันกันอย่างเชือดเฉือน เหล่าแผ่นเอ็มพีสาม การดาวน์โหลดผิดกฎหมาย ฯลฯ หรือแม้กระทั่งค่ายเพลงเองที่เริ่มเปิดตลาดการขายแบบไฟล์ดิจิตอลและมีแนวโน้มว่าจะมากขึ้นเรื่อยๆ


แล้วจะโทษใครเมื่อทุกอย่างถูกออกแบบมาและผลักดันสู่เพื่อผู้ฟังแบบ ‘ฟังเพลิน’ ไม่ใช่การกระตุ้นให้เกิด Music Lover หรือ Active Listener ที่จะภักดีกับศิลปิน ดนตรีอย่างมีศิลปะ และแน่นอว่าคนพวกนี้ (รวมถึงกรุ๊ปปี้) ย่อมไม่ทำร้ายศิลปินที่เขารักคือศิลปะแขนงนี้ที่เขาหลงใหลโดยการซื้อของผิดกฎหมาย
การสร้างวัฒนธรรมการฟังเพลงที่ดี (รวมถึงนักฟังเพลงที่ดี) และมีคุณภาพจึงกลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ และแน่นอนว่าค่ายเพลง ธุรกิจเพลงก็ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ไม่มีวันจบเช่นนี้ต่อไป หากไม่กลับมาพิจารณาถึงรากแห่งวัฒนธรรมการฟังเพลงที่จะทำให้วงการนี้ ธุรกิจอยู่ได้อย่างยั่งยืน


ความผันผวนของธุรกิจเพลงที่เกิดจากการละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ว่าจะแนวทางใดๆ ในปัจจุบัน ไม่เพียงกระตุ้นเตือนให้ค่ายเพลงดิ้นรนหามาตรการเพื่อจัดการ และอยู่รอด แต่ยังรวมไปถึงตัวศิลปินเองที่ต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อชื่อเสียง เพื่อแฟนเพลง และแน่นอนเพื่อยอดขายของตัวเอง



ศิลปินต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อเข้าถึงกลุ่มคนฟัง ปรากฏการณ์นี้เห็นได้อย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็นการมี My Space ของตัวเอง ที่ให้ผู้ฟังเข้าไปฟังเพลงได้ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อหรืแม้กระทั่งการเข้าไปร่วมกับเว็บธุรกิจเพลงต่างๆ ทั้งแบบเก็บค่าลิขสิทธิ์หรือขายเพลงผ่านเว็บนั้นๆ ทั้ง Youtube, Yahoo, MSN, last.fm ฯลฯ

ต่อจากนี้คือโลกที่กลับหัวกลับหางศิลปินต้องวิ่งเข้าหาคนฟัง (ที่ซ่อนตัวอยู่ทุกมุมโลกหน้าจอคอมพิวเตอร์)


รสนิยม VS ประชานิยม


ไม่ว่า ‘เทรนด์’ จะเคลื่อนไปทางไหนในโลกอนาคต สิ่งหนึ่งบนหนทางทุนนิยมและบริโภคนิยมพึงมีเหมือนกันคือ ‘Choices’ อันหลากหลายให้ผู้บริโภคได้เลือก ตามแต่รสนิยมของใครมัน

หากท้ายที่สุดเสียงเพลงจากซีดีหรือจากเครื่องเล่นดิจิตอลกลายทางเลือกที่ขึ้นตรงต่อคำว่า ‘รสนิยม’ (ของใครของมัน) เพียงอย่างเดียว

ผมเป็นคนหนึ่งที่ต้องการให้อีเอ็มไอกลับมาขายเพลงในรูปแบบ คาสเซ็ตเทป ซีดี ดีวีดี ฯลฯ อีกครั้ง ความต้องการนี้อาจมาจาก ‘รสนิยม’ ส่วนตัวที่ผูกพันลึกซึ้งมาตั้งแต่เด็ก ครั้งใดที่ได้แผ่นซีดีเพลงกลับบ้าน หัวใจนั้นเต้นโครมครามทุกครั้ง ตื่นเต้นกับสิ่งที่อยู่ในนั้น ในปกซีดีจะมีเนื้อเพลงให้นอนตะโกนร้องตามไหมหนอ เพลงที่เหลือจากเพลงโปรโมตจะมีเพลงไหนเป็น ‘เพลงของเราไหม’ รูปถ่ายในปกซีดีเป็นยังไง ใครถ่าย เพลงนี้ใครแต่ง ใครมาโปรดิวซ์แทร็กนี้ เธอหรือเขาขอบคุณใครบ้าง มีใครเป็นพิเศษที่เธออุทิศเพลงนั้นๆ ให้ไหม ฯลฯ

ทั้งหมดทั้งมวลนี้กลายมาเป็นอารมณ์ส่วนหนึ่งในการฟังเพลงของผม แผ่นซีดีลิขสิทธิ์ที่มีทุกอย่างพร้อมครบจึงกลายเป็นสมบัติอันล้ำค่า มีคุณค่าทั้งต่ออารมณ์ในการฟังเพลงและความรู้สึกในการได้เก็บสะสม ได้อ่าน ได้ดู หรือแม้กระทั่งนอนหลับไปกับเสียงเพลงที่ดังลั่นจากเครื่องเล่นสเตอริโอที่มุมห้อง บนเตียงเต็มไปด้วยกล่องซีดีและปกอัลบั้มวางอยู่เกลื่อนกลาด

ต่อจากนี้อารมณ์เดิมๆ ยังคงอยู่เพียงแต่บนชั้นวางซีดี บนโต๊ะทำงาน บนเตียงนอนอาจไม่มีซีดีอัลบั้มใหม่ของ Norah Jones, Robbie Williams, Coldplay, Joss Stone, Moby, Beth Orton, Lenny Kravitz ฯลฯ





หรือเราจะต้องเปลี่ยนรสนิยมไปตามกาลเวลา ตามความก้าวหน้าแห่งเทคโนโลยี ตามเส้นทางธุรกิจ ตามกระแสประชานิยม ตาม ‘เทรนด์’

หรือคุณว่าไง

แอบชอบ คห. ข้างล่าง





 

Create Date : 16 มกราคม 2551    
Last Update : 17 มกราคม 2551 9:56:54 น.
Counter : 2215 Pageviews.  

Thank You For The Music (1) by แอบชอบ คห. ข้างล่าง

เสียงเพลง ‘Any Other Day’ ของ Wyclef Jean Featuring Norah Jones ดังผ่านลำโพงวิทยุกระจายตัวไปทั่วห้องทำงาน สำเนียงหวานๆ ของเธอช่างเข้ากันได้ดีกับเสียงใสๆ ของกีตาร์อะคูสติกของเขา

ช่างเป็นการร่วมงานที่ลงตัวและได้ผลงานอันแสนรื่นรมย์เป็นที่สุด ผมค้นซองกระดาษสีน้ำตาลจำนวนมหาศาลที่วางระเกะระกะไปทั่วพื้นห้อง ยัดเยียดอยู่ในทุกซอกมุมของโต๊ะทำงาน มันเป็นซองซีดีเพลงที่ค่ายเพลงทั้งหลายส่งมาให้เป็นประจำด้วยหน้าที่การงานที่ทำอยู่ แต่ไม่พบอัลบั้มของ Wyclef Jean แม้แต่แผ่นเดียว




ในใจภาวนาว่าอย่าให้เพลงนี้อยู่ในอัลบั้มพิเศษ หรืออัลบั้มอื่นใดของนอราห์ โจนส์เลย เพราะถ้าอยู่ในอัลบั้มของ ไวเคลฟ ชอง ซึ่งเป็นศิลปินในสังกัดค่าย SONY BMG ผมยังมีโอกาสที่จะได้เป็นเจ้าของมัน แต่ถ้าเกิดเพลงนี้อยู่ในอัลบั้มใหม่ของนอราห์ โจนส์ ก็เท่ากับว่าผมหมดสิทธิที่จะได้ซีดีแผ่นนั้นมา


ทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะว่านอราห์ โจนส์ เป็นศิลปินในสังกัดค่าย EMI ซึ่งตอนนี้ประกาศว่าจะไม่มีการจำหน่ายอัลบั้มเพลงในรูปแบบเทป ซีดี วีซีดี ดีวีดี และรูปแบบอื่นๆ อีกต่อไปแล้ว (ยกเว้นไฟล์ดิจิตอล) เช้าวันที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมา มีข่าวกรอบเล็กๆ ที่ปะปนกับข่าวสารมากมายที่ไหลเวียนในโลกใบนี้ ใจความของข่าวสร้างความตะลึงงันให้กับผมอย่างมหาศาล เมื่อทางบริษัทอีเอ็มไอ ประเทศไทย ประกาศยุติการจัดจำหน่ายเทป, ซีดี, วีซีดี, ดีวีดี, และรูปแบบอื่นๆ ยกเว้นในรูปแบบดิจิตอล ในประเทศไทยภายในไตรมาสที่ 1 ในปี 2551 โดยให้เหตุผลไว้สองประการคือ


สภาพเศรษฐกิจถดถอยในปัจจุบันของธุรกิจดนตรีทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีสาเหตุใหญ่มาจากการเผยแพร่ผลงานดนตรีไม่ถูกต้องลิขสิทธิ์(เทปผีซีดีเถื่อน)อย่างกว้างขวาง และทำให้มูลค่าตลาดโดยรวมเมื่อปีที่แล้วตกลงมากกว่า 30% และผลงานดนตรีที่จัดทำในรูปแบบดิจิตอลกลับได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการบริโภคผ่านช่องทางโทรศัพท์มือถือ
และแล้วยักษ์ใหญ่ก็ล้มครืน


“เป็นไปได้เหรอ” ผมคิดในใจ ที่บริษัทเพลงสากลยักษ์ใหญ่อันดับ 3 ของโลกจะล้มครืนจนถึงขั้นประกาศยุติการจัดจำหน่าย (ในประเทศไทย)


เมื่อย้อนกลับไปดูภาพรวมของค่ายอีเอ็มไอ (ค่ายใหญ่ที่ประเทศอังกฤษ) จะพบว่าที่ผ่านมาประสบปัญหาเรื่องผลกำไร การขยายธุรกิจ และร่อแร่ต่อการดำเนินธุรกิจต่อไป ถึงแม้ว่าในปีค.ศ. 2005 ปี บริษัทสามารถทำกำไรได้สูงถึง 125 ล้านปอนด์ อีกทั้งยังมีผลประกอบการสูงถึง 1.6 ล้านล้านปอนด์ซึ่งนับเป็นผลประกอบการที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับบริษัทคู่แข่งอื่นๆ ในธุรกิจเดียวกัน ซึ่งเป็นเพราะมีศิลปินดังๆ ในสังกัดอย่าง รอบบี้ วิลเลียมส์ นอราห์ โจนส์ ไคลี่ มิน้อก ฯลฯ






หลังจากนั้นการดำเนินธุรกิจของอีเอ็มไอก็เริ่มง่อนแง่น จนเมื่อต้นปีที่ผ่านมาบริษัทค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อันดับ 4 ของโลก อย่าง วอร์เนอร์ มิวสิค กรุ๊ป ยื่นขอเสนอขอซื้อกิจการ ในวงเงิน 2,100 ล้านปอนด์ (ประมาณ 143,500 ล้านบาท) แต่ได้รับการปฏิเสธ ด้วยเหตุผลว่าราคาการเสนอซื้อดังกล่าวไม่เหมาะสม และไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้น ซึ่งหากมีการควบรวมกิจการกันระหว่างค่ายเพลงทั้งสอง ปรากฏการณ์นี้จะถือเป็นหนที่ 2 ที่ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ของโลกควบรวมกิจการกัน เหมือนกับ SONY และ BMG


แต่แล้วอีเอ็มไอก็ตอบรับข้อเสนอซื้อกิจการจากบริษัทเพื่อการลงทุนยักษ์ใหญ่ของโลก เทอร์ร่า เฟอร์มา ในวงเงิน 3,200 ล้านปอนด์พร้อมหนี้สิน ในเดือนพฤษภาคมปี 2007 ด้วยเหตุผลว่าค่าตอบแทนสมเหตุสมผล
ความผันผวนของค่ายแม่ที่อังกฤษคงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของปรากฏการณ์อีเอ็มไอ ไทยแลนด์


มิหนำซ้ำ เมื่อบริษัทเทอร์ร่า เฟอร์มา ภายใต้การบริหารของ กาย แฮนด์ ผู้บริหารของเทอร์ร่า เฟอร์มา เข้ามาบริหารกิจการ ก็สร้างความปั่นป่วนเข้าไปอีก ด้วยการบริหารงานแบบบริษัทเพื่อการลงทุนที่แสวงหากำไรสูงสุด ภายใต้ต้นทุนต่ำสุดตามหลักเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม สั่งลดต้นทุนทุกด้านรวมถึงมาตรการการจัดการยอดแผ่นซีดีส่งคืนจากผู้ค้าปลีก ซึ่งสร้างความสูญเสียมากที่สุดของบริษัท ด้วยยอดคืนในปีที่แล้วสูงถึง 65 ล้านแผ่น คิดเป็นค่าใช้จ่ายราวๆ 7,000 ล้านบาท (เท่ากับว่ายอดการจำหน่าย หรือยอดการผลิต เกินจริงกว่ายอดการบริโภคในตลาด หรือคิดง่าๆย คือ ศิลปินดัง แต่ขายอัลบั้มไม่ได้) พร้อมตั้งเป้ากำไรในปีหน้าสูงถึง 150 ล้านปอนด์ (ประมาณ 10,000 ล้านบาท)แลกกับโบนัสของพนักงานทั้งหมด (หมายถึงทำเป้าไม่ได้ โบนัสปีหน้า อดแน่)


ถึงตรงนี้อาจไม่น่าแปลกใจว่าทำไมอีเอ็มไอ ประเทศไทย ถึงประกาศงดจำหน่ายในปีหน้า เหตุผลตามประกาศดังกล่าว เป็นเพียงเหตุผลพื้นๆ ที่ค่ายเพลงทั่วโลกประสบอยู่ บางทีความวุ่นวายและการบริหารงานภายใต้แนวคิดอีกแบบอาจเป็นสารกระตุ้นอย่างดีให้เกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ที่เมืองไทย ประเทศที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์สูงเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย ขายได้ แต่ขายแล้วไม่ได้กำไรจะขายต่อไปทำไม--กาย แฮนด์ คงคิดเช่นนี้


โจรเล็กปล้นโจรใหญ่


ปัญหาใหญ่สำหรับธุรกิจเพลงทั่วโลกในปัจจุบันนี้คือปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ว่าจะเป็นบรรดาเทปผี ซีดีเถื่อน หรือการดาวน์โหลดโดยผิดกฎหมายตามอินเตอร์เน็ต และดูเหมือนว่ามาตรการทางกฎหมาย หรือมาตรการรัฐจะไม่สามารถเยียวยาให้หายดี หรือแม้แต่พยุงอาการให้ทรงตัวได้แล้ว บรรดาค่ายเพลงต่างๆ จึงต้องลงทุนลงแรงงัดมาตรการต่างๆ ออกมาต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง

แม้กระทั่งค่ายอีเอ็มไอ ประเทศไทยเอง ในยุคภายใต้การบริหารของ วิชาติ จิราธิยุติ (ปี 2544) ก็งัดมาตรกาลดราคาซีดีเพื่อสู้กับยอดจำหน่ายที่ซบเซา และบรรดาของผิดกฎหมายทั้งหลาย โดยอัลบั้มเพลงสากลออกใหม่ที่ผลิตในประเทศไทยของอีเอ็มไอ จัดจำหน่ายในราคา 399 บาท จากเดิม 500 บาท ส่วนอัลบั้มเก่าประมาณ 3 ปีขึ้นไป บริษัทจะวางจำหน่ายในราคา 269 บาท จากเดิม 320 บาท ส่วนอัลบั้มเก่ากว่านั้นจะจำหน่ายในราคา 199 บาท เช่นเดียวกับวีซีดี

หลังจากนั้นการดำเนินธุรกิจของอีเอ็มไอก็เริ่มง่อนแง่น จนเมื่อต้นปีที่ผ่านมาบริษัทค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อันดับ 4 ของโลก อย่าง วอร์เนอร์ มิวสิค กรุ๊ป ยื่นขอเสนอขอซื้อกิจการ ในวงเงิน 2,100 ล้านปอนด์ (ประมาณ 143,500 ล้านบาท) แต่ได้รับการปฏิเสธ ด้วยเหตุผลว่าราคาการเสนอซื้อดังกล่าวไม่เหมาะสม และไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้น ซึ่งหากมีการควบรวมกิจการกันระหว่างค่ายเพลงทั้งสอง ปรากฏการณ์นี้จะถือเป็นหนที่ 2 ที่ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ของโลกควบรวมกิจการกัน เหมือนกับ SONY และ BMG

อีเอ็มไอถือเป็นค่ายเพลงสากลค่ายแรก ที่ประกาศลดราคาซีดีลง หลังจากเสียหายกับปัญหาสินค้าเถื่อนปีละ 100 ล้านบาท และก่อนหน้านี้กลุ่มเพลงไทยได้ปรับลดราคาลง


ผมจำได้ว่าเมื่อยังเด็ก รายได้ประจำเดือน (จากพ่อแม่) มีไม่มากพอที่จะซื้ออัลบั้มเพลงสากลในรูปแบบซีดีได้ ด้วยราคาที่สูงถึงแผ่นละ 500 บาท (ในขณะที่เทปคาสเซ็ตราคาอยู่ที่ 199 บาท) การปรับลดราคาซีดีในครั้งนั้น สร้างความประหลาดใจแก่ผมอย่างมหาศาล ด้วยเพราะขัดกับหลักเศรษฐศาสตร์อย่างรุนแรง ในขณะที่ข้าวของนับวันราคายิ่งถีบตัวสูงขึ้น ด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น ค่าเงินที่น้อยลง แต่แผ่นซีดีที่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ราคา 500 บาทกลับสามารถปรับลดราคาลงได้ถึง 100 บาท (คิดเป็น 20 %)

เกิดอะไรขึ้น!!!


การปรับลดราคาครั้งนั้น ได้รับการอนุญาตจากค่ายใหญ่ที่ประเทศอังกฤษเรียบร้อย (หลังจากนั้นค่ายเพลงสากลค่ายอื่นๆ ก็ปรับลดราคามาที่ตัวเลขเดียวกัน) และแน่นอนว่า การปรับลดราคาไม่ได้ทำให้บริษัท ‘ขาดทุน’ (เพราะถ้าขายขาดทุนใครจะไปขาย) แต่อาจจะเปลี่ยนมาเป็นได้กำไร ‘น้อยหน่อย’
ตรงนี้แหละที่น่าคิดส่วนต่าง 100 บาท ที่ผ่านมา (นานนับ 10 ปี) หากคิดเป็นตัวเลขแล้วคงมหาศาล เท่ากับว่าทางบริษัทสามารถ ‘ฟัน’ กำไรได้หลายอยู่และถือได้ว่าเป็นการ ‘ฟัน’ ที่โหดไม่เบาหากเทียบว่าการลดราถึง 100 บาท หรือ 20 % แล้วยังทำให้บริษัทยังคงมีกำไร และดำเนินธุรกิจต่อไปได้


หากคิดในมุมกลับกัน โดยตีความคำว่า ‘กฎหมายลิขสิทธิ์’ เป็นเพียงคู่มือการโก่งราคาของค่ายเพลง ปรากฏการณ์เทปผี ซีดีเถื่อน การไรต์แผ่น การดาวนด์โหลด ทั้งหมดทั้งมวลที่ถูกตราหน้าว่า ‘Piracy’ หรือการขโมยเยี่ยงโจรนั้น คงเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจะเรียกว่า ‘โจรเล็กปล้นโจรใหญ่’ กระมัง



To be continue......

แอบชอบ คห. ข้างล่าง




 

Create Date : 14 มกราคม 2551    
Last Update : 16 มกราคม 2551 16:53:07 น.
Counter : 265 Pageviews.  


Valentine's Month


 
The Cool Council
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




เราเป็น Webblog อย่างไม่เป็นทางการของ McCann Pulse ประเทศไทย ที่มีจุดประสงค์เพื่อรวบรวมทัศนคติและความคิดเห็นของกูรูในโต๊ะต่างๆของ Pantip ในหมวด

1.อาหาร และ เครื่องดื่ม
2.สุขภาพ และ ความงาม
3.สื่อต่างๆ และ ความบันเทิง
4.ไลฟ์สไตล์ และ เทรนด์
5.เทคโนโลยี และ อุปกรณ์สื่อสาร
6.การเงิน และ การลงทุน


Copyright ©2007 http://thecoolcouncil.bloggang.com
All rights reserved.
   
   
   

    
Friends' blogs
[Add The Cool Council's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.