Group Blog
 
All blogs
 

GO GREEN!! GO ORGANIC!! By Puppadoowab

Go Green !
Go Organic !!



Story by Puppadoowab

ช่วงนี้ใครมีโอกาสได้โฉบไปไหนมาไหน ไม่ว่าจะเป็น ห้าง ร้าน ตลาด ซุปเปอร์มาเก็ต หรือ โรงรับจำนำ (ล้อเล่น !) ก็ตาม คาดว่าหลายๆคนคงสะดุดตากับป้ายหรือสัญลักษณ์ต่างๆตามถุงผ้า ฯลฯ ที่มีคำว่า Eco , Organic , Go green , save the world หรืออะไรทำนองนี้แปะติดอยู่ตามสถานที่นั้นๆกันบ้างแหล่ะเนอะ ก็จะเป็นอะไรไปไม่ได้ค่ะ นอกจากป้ายช่วยกันรณรงค์ลดโลกร้อน ที่กำลังอินเทรนด์อยู่นี้นี่เอง



Eco Bag ช่วยลดขยะเพื่อสิ่งแวดล้อมโลก เดี๋ยวนี้มีลายสวยๆน่ารักๆมาให้เลือกใช้กันจนปวดหัวไปโม๊ดด !


ก็กระแสโลกร้อนมาแรงกันซะขนาดนี้ เราจะไม่เกาะติดตามกระแสไปกับเค้าหน่อย ก็อาจจะเด๋อคุยกับใครเค้าไม่รู้เรื่อง เผลอๆจะโดนหาว่าไม่คูลไปเค้าก็ได้เนอะ ทีนี้เมื่อเราช่วยกันสร้างจิตสำนึกที่ดี(โดยที่ไม่ต้องโดนการตลาดชี้นำ) เรื่องสิ่งแวดล้อมกันแล้ว เราจะละเลยในเรื่องของอาหารการกินอันสุดแสนจะสำคัญในชีวิตประจำวันไปได้ยังไงกันล่ะ จริงมั๊ยคะ?


พูดถึงเรื่องอาหารแล้ว ดูผ่านๆ เราอาจจะนึกไม่ถึงก็ได้ว่าการให้ความใส่ใจในเรื่องของอาหารการกินนั้นจะมีส่วนเกี่ยวข้องกันกับการช่วยลดภาวะโลกร้อน แต่จริงๆแล้วมันเกี่ยวข้องกันเป็นลูกโซ่ในระบบนิเวศน์เลยล่ะ จะบอกให้!


ทุกวันนี้เราเคยรู้กันบ้างรึเปล่าคะ ว่าอาหารแต่ละอย่างที่เรารับประทานกันในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น เนื้อสัตว์ทั้งหลาย หรือพืชผักผลไม้นานาชนิดนั้นเค้ามีวิธีการผลิต และลำเลียงส่งมาแปรรูปเป็นอาหารอันโอชะของเรากันยังไงบ้าง? ยกตัวอย่างนะคะ เนื้อหมูสีแดงสด เตรียมพร้อมจุ่มลงหม้อชาบู ดูน่ากินเป็นบ้า (ก็ฉีดสารเร่งเนื้อแดงเข้าไปเยอะขนาดนั้นนี่น้อง) หรือแอปเปิ้ล มะละกอ กล้วย ส้ม สีสันสวยงามสดใส ลูกใหญ่โต คุ้มขาดใจ ! (ก็เพราะตัดต่อพันธุ์กรรมมาจนจำขนาดดั้งเดิมไม่ได้แล้วอีกแหล่ะ) ฟังแบบนี้แล้ว เริ่มตกใจกันแล้วสิคะ อิอิ ยัง ยังไม่หมดแค่นี้ ! บางคนเถียง บอกว่าก็เนื้อสัตว์ และผักผลไม้ไฮโซพวกนี้มันสวยงาม ได้มาตรฐานการผลิตระดับ ISOแถมยังสะอาด การันตีได้จากเหรียญเชิดชูเกียรติที่แขวนไว้ในห้องท่านเจ้าสัวมาเป็นล้านเหรียญแล้วย่ะ !!(ในขณะที่ชาวไร่ชาวสวนในชนบทแทบจะกรีดเลือดตัวเองกินแทนข้าว…พระเจ้าช่วย) หรือจะบอกว่าเพราะการขนส่งรวดเร็ว ทันใจ (รถพี่ควันดำจนจะมองไม่เห็นคนขับอยู่แล้ว)



เมื่อเหตุผลด้านลบนับล้านที่เรายกขึ้นมาเถียงกลับดูน่ากลัวซะขนาดนี้แล้ว แล้วถ้าอย่างนั้นจะทำยังไงกันดีล่ะ? ทางเลือกมีแน่นอนค่ะ (ถ้าเราเปิดใจรับนะ)


ทางเลือกหนึ่งที่ขอนำเสนอวันนี้คือ Organic Foods นั่นเอง เชื่อแน่ค่ะ ว่าหลายๆคนต้องเคยได้ยินคำๆนี้ผ่านหูกันมาบ้างแล้วล่ะ แต่รู้กันอีกรึเปล่าล่ะ ว่าอาหารออร์แกนิคมันคืออะไร?


เขยิบเข้ามาใกล้ๆกันเลย จะกระซิบให้ฟังค่ะ !


อาหารออร์แกนิค ก็คือ อาหารที่ผลิตขึ้น ภายใต้ระบบการเกษตรที่ผลิตอาหารและเส้นใย ด้วยความยั่งยืนทั้งทางสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ โดยเน้นหลักที่การเคารพต่อศักยภาพทางธรรมชาติของพืช สัตว์ และนิเวศการเกษตร ดังนั้นระบบเกษตรอินทรีย์จึงเป็นการลดการใช้ปัจจัยการผลิตจากภายนอก และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์ เช่น ปุ๋ย สารกำจัดศัตรูพืช และ เวชภัณฑ์สำหรับสัตว์ ในขณะเดียวกัน ก็พยายามประยุกต์ใช้ธรรมชาติในการเพิ่มผลผลิต และพัฒนาความต้านทานต่อโรคของพืช และสัตว์เลี้ยง หลักการเกษตรอินทรีย์นี้เป็นหลักการสากล ที่สอดคล้องกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ-สังคม ภูมิอากาศ และวัฒนธรรมของท้องถิ่นด้วย




พ่อค้าแม่ค้าในตลาด Borough ที่ลอนดอน ต่างก็ขนเอาพืชผักผลไม้สวยงามที่ปลูกขึ้นในฟาร์มของตัวเองด้วยระบบเกษตรอินทรีย์มาวางขายกันเต็มไปหมดเลยล่ะค่ะ เลยไม่พลาดถ่ายรูปมาฝากกัน


เพราะฉะนั้น ระบบเกษตรอินทรีย์จึงปฏิเสธการใช้สารเคมีทั้งหลาย เช่น ปุ๋ยเคมี หรือสารเร่งเนื้อแดงในสัตว์ เนื่องจากสารเคมีเหล่านี้จะมีผลกระทบต่อกลไกและกระบวนการของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม และยิ่งไปกว่านั้นระบบเกษตรอินทรีย์ยังให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลของวงจรของธาตุอาหาร, การประหยัดพลังงาน, การอนุรักษ์ระบบนิเวศการเกษตร และการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งถือได้ว่าเกษตรอินทรีย์เป็นการบริหารจัดการฟาร์มเชิงบวก (positive management)


หอยเชลล์ผัดเนยไซส์ยักษ์ในร้านขายปลาที่ตลาด Borough นี้ เค้า (บอกว่า) ดำลงไปเก็บหอยเองกับมือเลยค่ะ ไม่ใช้ตัวช่วยใดๆที่ทำลายสิ่งแวดล้อมเลย อร่อยสุดๆ !


นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับเกษตรกรผู้ผลิตและชุมชนท้องถิ่น สร้างความมั่นคงในการทำการเกษตรสำหรับเกษตรกร รวมทั้งอนุรักษ์และฟื้นฟูวิถีชีวิตของชุมชนเกษตรกรรม เพราะวิถีการผลิตของเกษตรอินทรีย์เป็นวิถีการผลิตที่เกษตรกรต้องอ่อนน้อมและเรียนรู้ในการดัดแปลงการผลิตของตนให้เข้ากับวิถีธรรมชาติ อาศัยกลไกธรรมชาติเพื่อทำการเกษตร ดังนั้นวิถีการผลิตเกษตรอินทรีย์จึงเป็นวิถีแห่งการเคารพและพึ่งพิงธรรมชาติ ซึ่งสอดคล้องกลมกลืนกับวิถีชีวิตของชุมชนเกษตรพื้นบ้านของสังคมไทย


แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้ปฏิเสธการผลิตเพื่อการค้า เพราะตระหนักว่าครอบครัวเกษตรกรส่วนใหญ่จำเป็นต้องพึ่งพาการจำหน่ายผลผลิตเพื่อเป็นรายได้ในการดำรงชีพ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการพยายามส่งเสริมการทำการตลาดทั้งในระดับท้องถิ่น ประเทศ และระหว่างประเทศ ตามแต่เงื่อนไขทางสภาพเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่นนั้น (ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุมกันหน่อยนะ อิอิ) ดังนั้นทุกขั้นตอนของการผลิต แปรรูป และการจัดการนั้นจึงเป็นการทำงานที่พยายามอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ตลอดจนรักษาคุณภาพของผลผลิตให้เป็นธรรมชาติเดิมมากที่สุด



ร้านนี้ขายเส้นพาสต้าแบบออร์แกนิคด้วยล่ะ



เพราะอย่างนี้แล้ว อาหารออร์แกนิค จึงไม่ได้มีประโยชน์แค่ต่อร่างกายของเราเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงสภาวะแวดล้อมรอบด้านต่างๆของเราอีกด้วย แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะยุให้ทุกคนหันมาทานวัตถุดิบทุกอย่างที่ผลิตขึ้นภายใต้ระบบเกษตรอินทรีย์กันหมดนะคะ เราค่อยๆปรับนิสัยการทานของพวกเรากันไปทีละนิด ทีละนิด ดีกว่าค่ะ เริ่มจากสิ่งง่ายๆ หาซื้อได้สะดวกไปทีละอย่าง สองอย่าง เอามา adapt ให้เข้ากันกับลักษณะการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละคนกันดีกว่า

เริ่มต้นทีละนิด ก็ดีกว่าไม่เริ่มทำอะไรเลย จริงมั๊ยคะ?

เพราะอย่างนี้ ก็ไม่ลืมที่จะเอาสูตรอาหารออร์แกนิคแบบง่ายๆมาแบ่งกันด้วยแหล่ะค่ะ


สลัดสตรอเบอรี่กับพาร์มาแฮม

ผักร๊อกเก็ต 75 กรัม
สตรอเบอรี่ผ่าเป็นสี่ชิ้น 4 ลูก
พาร์มาแฮม 15 กรัม


น้ำสลัด

สตรอเบอรี่ 4 ลูก
น้ำตาลไอซิ่ง 2 ช้อนโต๊ะ
Balsamic Vinegar 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันมะกอก 3 ช้อนโต๊ะ
เกลือ และพริกไทยดำป่นตามชอบเลยค่ะ


1.เริ่มด้วยการล้างผักร๊อกเก็ตและสตรอเบอรี่ (แบบออร์แกนิคนะจ๊ะ) ให้สะอาด
2.นำร๊อกเก็ตและสตรอเบอรี่มาเรียงเข้ากันกับพาร์มาแฮม และจัดใส่จานให้สวยงาม
3.ผสมส่วนผสมน้ำสลัดทุกอย่างเข้าด้วยกันในโถปั่น แล้วปั่นให้ละเอียด จากนั้นกรองออกดพ้วยกระชอน
4.ราดน้ำสลัดลงบนจานสลัดที่จัดไว้ก็เรียบร้อยค่ะ


เอ๊ะ! ง่ายไปรึเปล่าเนี่ยะ? 5555


Bon appetite นะคะ


Puppadoowab
puppadoowab.bloggang.com




 

Create Date : 20 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 20 พฤษภาคม 2551 11:48:48 น.
Counter : 603 Pageviews.  

Let’s start over again……… เริ่มต้นใหม่กันเถอะ (^@^)

เทศกาลแห่งความสุข และ การเฉลิมฉลอง เริ่มนับถอยหลังแล้ว ทั้งอากาศ และ บรรยากาศรอบตัวก็เป็นใจ ถึงแม้อากาศในกรุงเทพฯ จะไม่หนาวอย่างที่หลาย ๆ คนอยากให้เป็น แต่ก็มีไอเย็นและลมหนาว พัดมาให้ชื่นใจกันบ้าง หลายคนที่เคยลดน้ำหนักมาทั้งปี ก็จะเริ่มปล่อยผี เอ๊ย! ปล่อยใจกันคราวนี้ เพราะนอกจากจะมีงานเลี้ยงมากมายเข้าแถวเรียงหน้ากระดานกันเข้ามา หลายร้านก็มักจะมีเมนูสำหรับหน้าหนาวมาเสนอ นอกจากนั้น ยังมีผลไม้ อย่างผลสตรอเบอร์รี่ แอปเปิ้ลที่บ้านเราจะมีโอกาสได้กินได้ชิม กันในราคาที่ไม่ทำให้กระเป๋าฉีกเท่าไหร่ ออกในช่วงนี้ด้วย


เมื่อพูดถึงเทศกาลช่วงปลายปี ไม่ว่าจะคริสมาสต์ หรือ ปีใหม่ ก็มีอันให้นึกถึงว่า เรากำลังจะก้าวข้ามปีนี้ไปอีกปี ไม่ว่าจะเป็นปีที่ดีหรือไม่ดีของเรา แต่เราก็ควรจะทำตัวเองให้พร้อมสำหรับการเริ่มต้นได้ตลอดเวลา จริง ๆ ไม่ต้องรอให้ถึงช่วงปีใหม่ก็ได้ เพียงแค่ว่าถ้าเราจะให้กำลังใจตัวเองลุกขึ้นมาปฎิวัติและทำอะไรใหม่ ๆ ถ้าจะเอาฤกษ์เอาชัย กันตั้งแต่ต้นปีก็ไม่เสียหายอะไร


เมื่อก่อน Moonlight เข้าห้อง pantip.com แฝงตัวแอบอ่าน มานานหลายปี ไม่ค่อยจะได้ post เท่าไหร่ แต่เมื่อไม่นานมานี้ Moonlight พึ่งจะได้มีโอกาสเป็นเจ้าของกล้องดิจิตอลของตัวเอง แล้วก็สนุกมากกับการถ่ายรูปอาหารและขนมที่ตัวเองทำ ทั้ง ๆ ที่ฝีมือในถ่ายและการทำก็ไม่ได้โสภาพอที่จะโชว์เท่าไหร่ แต่ก็คิดว่าถ้าตัวเองมีความสุข แล้วก็อยากแบ่งปันให้คนอื่นบ้าง เขาก็คงได้รับความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ จากสิ่งที่เราทำด้วย ว่าแล้ว Moonlight ก็สนุกอย่างมากกับการทำอาหาร, ขนม แล้วถ่ายรูปมา post มาฝากเพื่อนที่ pantip.com ห้องก้นครัว ว่าง ๆ ถ้าไม่อยู่ในครัว ก็ต้องนั่งอ่านตำราอาหาร ขนม หรือวนเวียนอยู่หน้าเวปที่เกี่ยวกับการทำอาหาร



Moonlight ไม่เคยเรียนทำขนมที่ไหนเป็นเรื่องเป็นราว อย่างมากที่เคยเรียนมาก็เรียน 2 วันที่สถาบันแห่งหนึ่ง แล้วก็ลืมเอาตำรากลับบ้านมาในวันสุดท้ายที่เรียน โทรกลับไปให้เขาส่งมาให้ ทางสถาบันก็บอกว่าไม่สามารถส่งมาให้ได้ แต่แนะนำให้เราไปขอยืมต้นฉบับไปถ่ายเอกสาร จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เป็นเวลาเกือบปี Moonlight ก็ยังไม่ได้มีโอกาสกลับไปเอาตำรานั้นมา จริง ๆ Moonlight ทำเป็นแค่ไม่กี่อย่าง แล้วที่พอจะทำได้ก็เพราะได้เคล็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ จากเพื่อน ๆ ในห้องก้นครัวของพันทิพ ที่ทำได้พอหน้าตาดูได้หน่อย ก็จะเอาไปให้เพื่อน ๆ ชิม โดยหลายคนไม่รู้ว่าเบื้องหลังนั้นมันน่าเศร้าขนาดไหน


Moonlight จำครั้งแรกที่ทำขนมปังได้ ตอนนั้นทำที่บ้านที่เชียงใหม่ อากาศค่อนข้างหนาว หมักแป้งเท่าไหร่ก็ไม่ขึ้นเป็นสองเท่าสักที ยิ่งดึก อากาศก็ยิ่งหนาว คนทำก็อยากจะพาตัวเองไปซุกไว้ใต้ผ้าห่มอุ่น ๆ สุดท้าย Moonlight ก็เลยตัดใจเอาแป้งที่หมักยังไม่ได้ที่เข้าเตาอบ พออบออกมาขนมปังก็พอกินได้ ไม่แข็งมาก (ก็แหงอ่ะสิ เพราะพึ่งออกมาจากเตา) ยังอุตส่าห์ชมตัวเองอีกนะว่าอร่อย ชิมไปสักสองสามชิ้นตอนกลางดึก โดยไม่ห่วงว่ามันจะกลายเป็นไขมันสะสมในร่างกายขนาดไหน ส่วนที่เหลือก็เก็บไว้กินเป็นอาหารเช้า พอตื่นเช้าวันรุ่งขึ้น Moonlight ก็เตรียมตัวกินขนมปังที่อบเมื่อคืน ปรากฎว่า มันแข็งมาก ๆ กินไม่ได้เลย ปาลงพื้นดังแป๊ก ๆ ไม่มีความนุ่มเลยซักนิ๊ดนึง เอาเป็นว่าการทำขนมปังครั้งนั้น ทำให้ Moonlight เรียนรู้ว่า ต้องใจเย็น ๆ อย่าใจร้อน และแป้งขนมปังชอบอากาศร้อนเป็นที่สุด เพราะว่ายีสต์ที่เป็นตัวหมักแป้งจะได้ทำงานได้ง่ายและรวดเร็ว (แต่อย่าเผลอเอาแป้งที่หมักไปตากแดด เพื่อให้ได้ความร้อนนะคะ รับรองยีสต์จะตายก่อนที่แป้งจะขึ้นค่ะ)


นอกจากขนมปังที่ Moonlight ทำแล้วคว่ำไม่เป็นท่าในตอนนั้น ก็ยังมีขนมเค้กอย่าง Apple Cinnamon Cake และ Pineapple Upside-down ซึ่งเนื้อขนมเค้กเป็นเค้กเนย ใคร ๆ ที่เริ่มทำขนมเค้ก ก็มักจะได้รับคำแนะนำว่าให้ทำเค้กเนย เพราะง่ายที่สุด แต่ Moonlight ทำแล้วก็ ต้องตอบตัวเองว่า มันทำยาก อาจจะเป็นเพราะว่าอากาศบ้านเราไม่เป็นใจ เค้กเนยต้องตีเนยให้นุ่ม และอย่าให้เหลวจนละลาย เพราะถ้าเนยละลายเหลวแล้วก็ไม่สามารถเข้ากับส่วนของไข่ที่ต้องใส่ไปตอนหลังได้เลย ในสูตรของฝรั่งมักจะบอกว่าให้ใช้ soften butter ทั้งนี้ เพราะอากาศที่บ้านเขาไม่ร้อนเหมือนบ้านเรา ดังนั้น หากเราทำ butter cake โดยใช้เนยที่นิ่มแล้ว หรือเนยที่ทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง ในอากาศอย่างบ้านเรา รับรองต้องม้วนเสื่อกลับแทบไม่ทัน ทั้งนี้ เพราะว่าเนยจะละลายก่อน และจะผสมไม่เข้ากับส่วนผสมอย่างอื่นเลย โดยเฉพาะไข่


Moonlight ได้ประสบการณ์หลายอย่างในการทำขนมแต่ละครั้งและได้เพื่อน ๆ ในห้องก้นครัวหลายคนเป็นแรงบันดาลใจในการทำขนม ทำแล้วไม่ได้อย่างที่ตั้งใจก็หลายครั้ง แต่ไม่เคยล้มเลิกความคิดที่จะเริ่มต้นใหม่สักครั้งเดียว



วันนี้ Moonlight รวบรวมความตั้งใจอีกครั้งทำ Apple Cinnamon Cake โดยเผื่อใจตัวเองไว้สำหรับความผิดหวังนิดหน่อย Moonlight สมมุติว่า การทำ Apple Cinnamon Cake ครั้งนี้เป็นการตัดสินใจทำบางสิ่งบางอย่างที่กล้า ๆ กลัว ๆ หลังจากผิดหวังในครั้งแรก คนเราเมื่อพลาดไปแล้ว สิ่งที่ต้องเรียนรู้และต้องยอมรับคือ ทำใจยอมรับความผิดพลาด แล้วพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม Moonlight มักจะพูดอย่างนี้กับน้อง ๆ ที่มาปรึกษาเรื่องต่าง ๆ ถึงแม้ว่าสำหรับตัวเองรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องง่ายที่จะยอมรับความผิดพลาดแต่ช่างยากเย็นที่จะให้โอกาสตัวเองใหม่ ดังนั้น Moonlight จึงอยากให้โอกาสตัวเอง โดยการเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ อย่างทำ Apple cinnamon Cake วันนี้



Apple Cinnamon Cake นี้เป็นเค้กที่เหมาะที่จะทานกับชาร้อน ๆ แบบที่ไม่ต้องใส่น้ำตาลและนมเลย เพราะว่าเนื้อเค้กค่อนข้างแน่น และรสชาติเข้มเนยอยู่แล้ว
หลายคนที่มีสูตร butter cake อยู่แล้ว ก็หยิบสูตรนั้นขึ้นมาทำได้เลยและเพิ่มผง cinnamon เข้าไปในแป้ง โดยร่อนรวมกันเลยนะคะ แล้วแต่งหน้าด้วยแอ๊ปเปิ้ลเขียวโรยด้วยผง Cinnamon และเกล็ดน้ำตาลทราย แต่ถ้ายังไม่มีแนะนำสูตรนี้ค่ะ สูตร original ได้มาจากห้องก้นครัวของคุณ Jumjee โดย Moonlight เอามาปรับนิดหน่อยค่ะ





สูตร Butter Cake

เนยเค็ม 150 กรัม
น้ำตาลทรายป่น 150 กรัม
ไข่ไก่ 3 ฟอง (ในอุณหภูมิห้อง, ตีพอเข้ากัน)
แป้งเค้ก 170 กรัม
ผงอบเชย (cinnamon) 1/2 ช้อนชา
ผงฟู 2 ช้อนชา
นมสดรสจืด 100 กรัม


Topping

แอ๊ปเปิ้ลเขียว 3 ผล
น้ำตาลทรายไม่ขัดขาว 1 ช้อนชา
ผงอบเชย 1/4 ช้อนชา


เตรียมการนะคะ

1. ปลอกเปลือกแอ๊ปเปิ้ล แล้วแช่น้ำที่มีน้ำมะนาวผสมนิดหน่อยค่ะ เพื่อไม่ให้แอ๊ปเปิ้ลดำ เสร็จแล้วก็เอามาตัดแบ่งเป็นชิ้นบาง ๆ พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ

2. เตรียมพิมพ์ ขนาด 2 ปอนด์ ทำไขมันให้ทั่ว โรยด้วยแป้งเค้ก แล้วเคาะแป้งออก ให้เหลือแค่แป้งเคลือบพิมพ์บาง ๆ

3. วอร์มเตาอบ ความร้อน 160 องศา


เริ่มทำตัว Butter Cake กันนะคะ



1.ร่อนแป้งเค้ก ผงอบเชย และ ผงฟูรวมกัน ร่อนสามครั้ง แล้วพักไว้


2.นำเนยตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อจะได้ตีได้ง่าย ๆ


3.นำเนยที่เตรียมไว้มาตีให้นิ่ม เสร็จแล้วเติมน้ำตาลทรายป่นลงไป ตีให้เนื้อเนียน ฟู ระวังอย่าให้เนยเหลวนะคะ วิธีนี้ มีหลายคนแนะนำว่า ให้ผสมในอ่างผสมที่มีน้ำเย็น หรือ น้ำแข็งหล่ออยู่ข้างล่าง คอยปาดอ่างด้วยนะคะ ไม่งั้นส่วนเนยจะนอนก้นค่ะ


4.ค่อย ๆ เทไข่ไก่ที่ตีพอเข้ากันลงไป เทให้เป็นสาย จะได้เข้ากันได้ง่าย ๆ ตีจนส่วนผสมเข้ากันดี คอยปาดอ่างเป็นระยะ


5.แบ่งแป้งและนม ออกเป็นสามส่วน ค่อย ๆ เทใส่โถทีละส่วน โดยเริ่มจากแป้งก่อน ตามด้วยนม แล้วปาดอ่าง เพื่อกันไม่ให้ส่วนผสมเนยนอนก้น เทส่วนที่เหลือสลับกันต่อไปจนส่วนผสมหมด และปาดอ่าง


6.เทส่วนผสมลงพิมพ์ที่เตรียมไว้ ไม่ต้องปาดหน้าให้เรียบก็ได้นะคะ เพราะว่าเค้กเนย มีส่วนผสมของเนยอยู่มาก พอโดนความร้อนในเตาอบเนื้อเค้กก็จะไหล หน้าเนียนเองค่ะ แต่ก่อนนำเข้าเตาเอาให้กระแทกพิมพ์กับโต๊ะ 1 ครั้ง


7.นำแอ๊ปเปิ้ลที่สะเด็ดน้ำทิ้งไว้ (ถ้ายังมีน้ำเกาะอยู่ให้ใช้ผ้าสะอาดซับน้ำออกให้หมดนะคะ) วางเรียงด้านบน โรยด้วยผง cinnamon และ น้ำตาลทรายไม่ข้ดขาว เล็กน้อย


8.นำเข้าเตาอบ อบด้วยไฟ 160 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 55-65 นาที อบโดยใช้ไฟล่างอย่างเดียว


9.เค้กเนย เช็คสุกโดยการใช้ไม้ปลายแหลม จิ้มไปตรงกลางของเค้ก หากไม่มีเศษเค้กติดออกมา ก็แปลว่าสุกแล้วค่ะ






Moonlight อยากจะให้กำลังใจทุก ๆ คน ที่กำลังจะเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ อยากจะบอกว่าถึงแม้ว่ารอบข้างเราจะมีหรือไม่มีใครที่คอยให้กำลังใจเราเลยก็ตาม แต่คนที่ให้กำลังใจเราได้ดีที่สุด ก็คือตัวเราเอง บางทีที่เราท้อแท้ อยากร้องไห้ออกมาดัง ๆ แต่ทำไม่ได้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ลองกำมือตัวเองแน่น ๆ เหมือนกับว่าใครบางคนกำลังบีบมือให้กำลังใจเรา แล้วมองขึ้นฟ้า สูดหายใจลึก ๆ ถึงแม้จะไม่สามารถดึงเอาความเศร้าออกมาทั้งหมดได้ แต่วิธีนี้ ใช้ได้ผลดีกับตัวเอง หรือว่า จะร้องไห้ออกมาดัง ๆ บ้างก็คงไม่แปลกอะไร ไม่มีใครเข้มแข็งในทุกเรื่องและทุกเวลา ร้องไห้บ้างก็คงไม่ได้หมายความว่าเราอ่อนแอเสมอไป


ขอให้มีความสุขกับเทศกาลปีใหม่นี้นะคะ

Moonlight of my hearth
//moonlight-of-my-heart.bloggang.com




 

Create Date : 21 ธันวาคม 2550    
Last Update : 26 ธันวาคม 2550 10:50:20 น.
Counter : 982 Pageviews.  

It’s Tea Time !

ตอนสมัยเป็นเด็กประถม (นานน่าดู!) เคยอ่านสารานุกรมชุด ที่เป็นการ์ตูนญี่ปุ่นกันรึเปล่าคะ? เชื่อแน่ๆค่ะ ว่าแทบจะทุกบ้านจะต้องมีสารานุกรมปกแข็ง ที่เหล่าเซลส์แมนหอบมาเสนอขายแบบฮาร์ดเซลส์ถึงหน้าบ้านเป็นสิบๆเล่ม พร้อมกับบรรยายสรรพคุณอีกล้านแปดข้อ ที่ฟังแล้วมึน สติวูบไปอยู่กาแล๊กซี่อื่นชั่วคราว กว่าจะรู้สึกตัวอีกที สารานุกรมชุดนั้นก็อยู่ในมือคุณหนูๆที่บ้านเรียบร้อยแล้ว (แต่เงินในกระเป๋ากลับปลิวหายไป อิอิ)

คุณแม่ของปุ้ยเอง ก็เป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่ได้ไปท่องเที่ยวกาแล๊กซี่อื่นเช่นกันค่ะ แต่ทั้งนี้ ไม่ได้แปลว่าสารานุกรมฉบับการ์ตูนเหล่านี้ไม่มีประโยชน์นะคะ ในทางกลับกัน มันกลับสนุกและให้สาระเหลือเชื่อ ทั้งภาพประกอบ และความรู้ต่างๆที่อ่านได้เพลินตานั้น กลับติดอยู่ในความทรงจำของปุ้ยมาจนถึงทุกวันนี้เลยค่ะ (จริงๆนะ!) เค้าถึงว่ากันว่า หนังสือเนี่ยะมีประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นบทความทางการเมือง หรือซุบซิบดารา เรามักได้ความรู้แฝงมาแบบไม่รู้ตัว (ไม่มากก็น้อย…เนอะ) กันทั้งนั้นแหล่ะค่ะ

โม้ไปถึงไหนแล้วนะเนี่ยะ? กลับมาเข้าเรื่องกันดีกว่าค่ะ !
จากเหล่าบรรดาสารานุกรมฉบับการ์ตูนที่ปุ้ยอ่านมาทุกเล่มแล้วเนี่ยะ ที่จำได้ติดตาจนทุกวันนี้ คือ มีอยู่ตอนหนึ่ง ในชุดร่างกายของเรา เป็นตอนที่หนุ่มน้อยพระเอกของเราออกไปท้าสู้กับเหล่าอันธพาลที่มารังแก (สมัยนี้ คงเป็นแก๊งเด็กแว๊น) แต่ก็แพ้ยับเยินกลับมา เพราะว่าร่างกายขาดน้ำตาล ทำให้ไม่มีเรี่ยวแรง แต่หลังจากที่เค้าได้ดื่มน้ำหวานและลูกอมเข้าไปแล้ว ก็กลับไปควงสว่านจัดการเหล่าเด็กอันธพาลพวกนั้นซะเรียบ

มาเข้าเรื่องกันแบบดื้อๆเลยละกันนะคะ (ฮา) ที่จะบอกก็คือ เคยเป็นกันบ้างรึเปล่าคะ ยามบ่าย หลังจากลุยงานช่วงเช้ามาทั้งวันแล้ว เหนื่อยก็แสนจะเหนื่อย แถมเพลียซะจนตาปรือ (ก็เพราะเราใช้น้ำตาล ที่เปลี่ยนเป็นพลังงานไปในช่วงเช้าหมดแล้วไงล่ะคะ) จนอยากจะมุดหลบใต้โต๊ะทำงานไปเข้าเฝ้าเทวดาบนสวรรค์เอาแรงซักหน่อย เจ้านาย (ที่รัก) ก็มาเรียกไปเข้าประชุมซะนี่ !

สวรรค์กลั่นแกล้ง ! …คิดแบบนี้กันใช่ไหมล่ะ รู้ทันหรอก ฮิๆ
ประชุมทั้งที่สภาพร่างกาย และจิตใจไม่พร้อมแบบนี้ แย่แน่ๆ ถึงแม้จะมีกาแฟ หรือว่าบิสกิตให้ทานเล่นเติมพลังระหว่างประชุมก็เถอะค่ะ แต่เจอเมนูเดิมๆที่ไม่ให้คุณค่าทางอาหาร และไม่สร้างสรรค์ทางใจเข้าทุกวัน ก็พาลจะโวยไม่อยากประชุมไปได้ดื้อๆเนอะ


บิสกิต กับโอวัลตินหนึ่งแก้ว … น่าเศร้าจัง
ทีนี้ถ้าเราลองพลิกสถานการณ์นิดหน่อย สร้างสีสันให้กับวันประชุมกันซักนิด เปลี่ยนเมนูเดิมๆ แล้วเนรมิตบรรยากาศตึงเครียด ให้เป็นปาร์ตี้น้ำชายามบ่ายขนาดย่อมๆ จิบชาอุ่นๆ คลุ้งกลิ่นหอมอ่อนๆของใบชา พร้อมกับค่อยๆตักขนมหวานชิ้นเล็กๆขนาดพอดีคำเข้าปาก จะมีความสุขขนาดไหนกันน้า?


สู้ตาย เพื่อเซ็ทนี้ล่ะค่ะ !

อ่านถึงตรงนี้ ถ้าใครเห็นด้วยกับปุ้ย แล้วอยากเปลี่ยนบรรยากาศหนักๆของวัน เพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าของร่างกายและจิตใจแล้วล่ะก็ ตามมาดูวิธีการจัด afternoon tea party แบบง่ายๆกันดีกว่าค่ะ

ก่อนอื่น ก็ขอมีสาระกับเค้านิดนึงนะคะ ปุ้ยมีเกล็ดความรู้เล็กๆน้อยๆ เกี่ยวกับวัฒนธรรมการจิบน้ำชายามบ่ายมาฝากกันค่ะ
พูดถึงคำว่า “จิบน้ำชายามบ่าย” แล้ว หลายๆคนมักจะเหมาเรียกรวมวัฒนธรรมการจิบชายามบ่ายนี้ว่า “high tea” ไป ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ อย่าไปเหมารวมล่ะ เพราะจริงๆแล้วคำว่า high tea นี้ แต่เดิมมันหมายถึงมื้ออาหารย่อย ก่อนจะเข้ามื้อเย็น ตั้งแต่ช่วงเวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ของชนชั้นแรงงานในประเทศอังกฤษสมัยก่อนค่ะ เพราะว่ากว่าจะเลิกงานกลับมา ก็เหนื่อยแทบสลบแล้ว ถ้าให้รอถึงมื้อเย็นตอนสองทุ่มกว่าแล้วล่ะก็ ได้มีสงครามย่อยๆเกิดขึ้นเพราะความหิวแน่ๆ เพราะฉะนั้นเหล่าแม่บ้านผู้แสนดี ก็มักจะเตรียมมื้อของว่าง ที่เปี่ยมไปด้วยพลังงาน เช่น ขนมหวานชิ้นเล็กชิ้นน้อย แซนวิชไส้คาว-หวานต่างๆ หรือบางบ้านอาจมีขาหมูแฮม ไว้คอยต้อนรับสุดที่รักที่เพิ่งกลับมาจากทำงานเหนื่อยๆด้วยนะ
ทีนี้ถ้าจะให้ถูกต้องตามแบบฉบับชาวเมืองผู้ดีนั้น การจิบน้ำชายามบ่ายแบบคุณนายๆ หรือที่เรียกว่า “afternoon tea” นั้น จะเริ่มต้นตอน 16.00-17.00 น. ค่ะ ซึ่งเมนูขนมน้ำชายามบ่ายนั้น ก็จะต่างไปจากมื้อเพิ่มพลังงานแบบ high tea อยู่บ้าง เพราะจะเน้นขนมนมเนย ที่ให้เราได้สวมมาดคุณนายค่อยๆละเลียด ลิ้มรสละมุนอย่างสบายอารมณ์ เช่น สคอน กับคล็อตเต็ดครีมและแยม (Scone and clotted cream & Jam) หรือทาร์ต และพายเล็กๆ ทานง่ายๆ แล้วก็มีแซนวิชชิ้นเล็กๆ ที่เค้าเรียกกันว่า Finger Sandwich เช่น แซนวิชไส้แตงกวา หรือไส้ปลาแซลมอนรมควัน ฯลฯ รวมกันเป็นเซ็ทขนมน้ำชา (แบบไฮโซ) หนึ่งเซ็ท



ขนมน้ำชาแบบเต็มรูปแบบ


ทีนี้กลับมาที่ห้องประชุม ณ สยาม เมืองยิ้มของเรากันดีกว่าค่ะ ไอ้ครั้นจะให้เราไปปฎิบัติถูกเป๊ะตามขนบธรรมเนียมประเพณีของเมืองนอกเค้านั้น เห็นจะเป็นไปได้ยาก เอาเป็นว่าเราเอามาปรับใช้ ให้เหมาะกับกาลเทศะ และความสามารถของเรากันดีกว่านะคะ หยวนๆหน่อยละกัน ถ้าตึงเกินไปเดี๋ยวประชุมครั้งนี้จะมีการนองเลือดเกิดขึ้นก็เป็นได้ ฮิๆ
เรามาจัดปาร์ตี้ขนมน้ำชายามบ่ายในแบบฉบับง่ายๆของเรากันดีกว่าเนอะ !
เริ่มต้นด้วยการทำการสำรวจบรรยากาศโดยรอบของการประชุมก่อนเลยค่ะ ผู้เข้าร่วมประชุมเป็นใครบ้าง? จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม? และสิ่งแวดล้อมรอบตัวอื่นๆ ดูให้รอบคอบนะคะ เพราะบางครั้ง ถ้าหัวหน้างานของคุณไม่เข้าใจคอนเซปล่ะก็ งานนี้มีโฮแน่ๆค่ะ (กึ๋ย!)
ก่อนอื่นก็สร้างบรรยากาศให้ปลอดโปร่ง สบายตากันก่อน จัดการเก็บกวาดห้องประชุมให้สะอาดเรียบร้อย แล้วหาดอกไม้สีหวานๆซักช่อมาวางประดับ ก็ทำให้บรรยากาศดูสดชื่นน่ารักขึ้นเยอะแล้วค่ะ
จากนั้นก็จัดการเรื่องเครื่องดื่ม ตามชอบเลยค่ะ ไม่จำเป็นต้องเป็นน้ำชาหรอก จะเป็นกาแฟ โอวัลติน ฯลฯ ตามสะดวกค่ะ แต่ถ้าให้เลือกชาที่เหมาะกับการจิบน้ำชายามบ่ายแล้วก็ ขอแนะนำดาร์จีลิ่งค่ะ



แล้วก็มาถึงส่วนของอาหารว่างกัน ถ้าเราเป็นคนชอบทำขนมอยู่แล้วล่ะก็ งานนี้ได้เกิดแน่ๆค่ะ ลองโชว์ฝีมือทำสคอนชิ้นเล็กๆ เสริ์ฟพร้อมคล็อตเต็ดครีม หรือเนย และแยม ก็เข้าท่าดีนะคะ ปุ้ยมีสูตรสคอนอร่อยๆ ทำง่ายๆมาฝากกันในตอนท้ายด้วยล่ะ


จะทานสคอนให้อร่อย ต้องครบเซทด้วยคล็อตเต็ดครีม และแยมค่ะ


หรือถ้าคำนึงถึงความปลอดภัยในหน้าที่การงานของตัวเองแล้วล่ะก็ จะหาซื้อเข้ามาก็ได้ค่ะ ไม่ว่ากัน (ฮิๆ) ลองเลือกเบเกอรี่อร่อยๆเจ้าประจำ หรือ search หาดูตามอินเตอร์เน็ท เดี๋ยวนี้ก็มีบริการ delivery ขนมแบบ homemade ให้เลือกกันหลากหลายค่ะ อันนี้ก็ตามแต่รสนิยมเลย ไม่ว่ากัน จะเป็นคัพเค้ก พาย หรือ ทาร์ต ชิ้นจิ๋วหยิบทานง่าย หรือจะลองเปลี่ยนเป็นขนมไทยๆ อย่างขนมลืมกลืน ขนมชั้น ฯลฯ ก็เข้าท่าดีนะ


แบบนี้ก็เท่ดีนะคะ


ขอหลุดออกมานอกเรื่องอีกนิดนึงนะคะ (อีกแล้ว!) อ่านถึงตรงนี้ สงสัยกันบ้างหรือเปล่าคะ ว่าทำไมขนมและอาหารสไตล์ตะวันตกถึงเป็นที่ถูกปาก และถูกใจของหนุ่มสาวยุคนี้มากกว่าขนมไทย? ในความคิดส่วนตัวของคนเขียนนะคะ ปุ้ยว่านั่นก็เพราะทุกวันนี้โลกของเรามันก็มีขนาดเล็กลงๆทุกที จากสมัยก่อน จะส่งจดหมายหากิ๊กที่อยู่ต่างประเทศซะที กว่าจดหมายจะถึงมือผู้รับ คาดว่าคนเขียน(จดหมายนะคะ อย่าเข้าใจผิด) มีลูกไปแล้วสาม!
และด้วยเทคโนโลยีทุกวันนี้ เราก็ย่นระยะทางการรับข้อมูลข่าวสารเข้ามาได้อีกหลาย ดังนั้นจึงไม่แปลก ถ้าเราจะรับเอาความคิดความอ่าน รวมถึงวัฒนธรรมในด้านต่างๆ ซึ่ง ณ จุดนี้ ก็คือเรื่องของอาหาร เข้ามาได้อย่างง่ายด่ายและรวดเร็ว และยิ่งเมื่อมีโอกาสได้เห็นขนมฝรั่งรูปร่างแปลกตา ได้ลองลิ้มชิมรสชาติ หวาน หอม มัน ของ นม เนย ที่แตกต่างไปจากขนมไทย แล้ว ก็เลยยิ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง ที่ทำให้คนส่วนมากติดใจกับรสชาติใหม่นี้นั่นเอง


ช่อม่วง ขนมไทยที่ต้องอาศัยความประณีตอย่างสูง !


แต่ทั้งนี้ ขนมสไตล์ตะวันตกจะเข้ามาแทนที่ขนมไทยหรือไม่? โดยส่วนตัวปุ้ยมั่นใจแน่นอนค่ะว่าไม่มีทาง เพราะขนมไทยนั้นก็มีรสชาติอร่อยเฉพาะตัวให้เลือกทานหลากหลายชนิด มีขั้นตอนการทำที่ละเอียดประณีต รวมถึงเทคนิคแต่โบราณที่ไม่ต้องใช้เครื่องมือต่างๆเข้ามาช่วย ซึ่งก็เป็นสเหน่ห์ที่เทียบค่าไม่ได้ของขนมไทย
เพราะฉะนั้นขนมแบบตะวันตก ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือก เป็นความหลากหลายให้กับของผู้ที่รักในศาสตร์และศิลป์ของอาหาร ได้เลือกพิจารณามากกว่า

กลับเข้าเรื่องกันดีกว่าเนอะ อิ่มกันรึยังคะ? ถ้ายังไม่อิ่ม แต่เอียนของหวานแล้ววว อยากได้ของคาวหรอคะ? อันนี้ก็ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่เลย ก็เหล่ากองทัพแซนวิชหลายร้อยไส้ เตรียมพร้อมให้เลือกกันอยู่แล้ว (งานนี้ของดของที่ส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์นะคะ หมูทอด ไส้อั่ว เอาเก็บไว้ก่อนละกันเนอะ) ถ้าโดยธรรมเนียมขนมน้ำชาแล้ว ก็ต้องมีแซนวิชแตงกวา ที่แตงกวาสด แช่เย็นๆ กรุบกรอบ แล้วพรม Vinegar นิดหน่อย เพิ่มรสเปรี้ยวให้สดชื่น หรือถ้าไม่ชอบแตงกวา จะลองเป็นคานาเป้กุ้งกับซอสซัลซ่า ก็เติมเต็มมื้อนี้แล้วล่ะค่ะ



ท้องร้องแล้ว !

งานนี้นอกจากจะสนุกสนานเฮฮา ได้ทานของอร่อยๆในบรรยากาศใหม่ๆ ช่วยปลุกความคิดให้โลดแล่นแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดของปาร์ตี้ขนมน้ำชายามบ่ายนี้ก็คือ ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนค่ะ การผ่อนคลายจิตใจ และเปิดใจยอมรับสิ่งใหม่ๆ รวมทั้งยอมรับฟังความคิดเห็นของกันและกันนั้น เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้มื้อขนมน้ำชามื้อนี้เป็นมื้อที่สนุกสนานและมีความสุขกันถ้วนหน้า
คราวนี้ การประชุม ก็จะกลายเป็นสวรรค์น้อยๆ ของพวกเราได้ในพริบตาค่ะ



สูตร Scone ลูกเกด ทำง่ายๆ ตามแบบฉบับของปุ้ยค่ะ

Raisin scones
15 pieces per recipes




ส่วนผสม
แป้งสาลีอเนกประสงค์ 500 กรัม
น้ำตาลทราย 100 กรัม
ผงฟู 15 กรัม
เบกกิ้งโซดา ½ ช้อนชา
นมผง 25 กรัม
นมข้นจืด 100 กรัม
น้ำ 50 กรัม
เนยสดเค็มหั่นเป็นลูกเต๋าแช่เย็น 125 กรัม
ไข่ไก่ 2 ฟอง
ลูกเกด 100 กรัม


วิธีทำ
1. ร่อนส่วนผสมของแห้งทั้งหมดเข้าด้วยกัน
2. นำเนยเค็มแช่เย็นจัดที่หั่นเป็นลูกเต๋าชิ้นเล็กๆ มาใส่ลงไปในส่วนของแห้ง แล้วใช้ปลายมีด 2 ด้าม ตัดสลับไปมา สังเกตได้ค่ะ ว่าเนยจะผสมกับแป้งจนร่วนเป็นเม็ดทราย
3. จากนั้นค่อยๆเติมนมสดลงไป แล้วใช้มือขยำให้เข้ากันเป็นก้อนเดียว
4. ตามด้วยไข่ไก่ค่ะ
5. ถึงขั้นตอนนี้ ให้สังเกตที่เนื้อแป้งดีๆนะคะ แป้งควรจะเหนียวเป็นเนื้อเดียว แต่ไม่เปียกจนแป้งเลอะติดมือ แต่ถ้ารู้สึกว่าแป้งแห้งเกินไป ให้ค่อยๆเติมน้ำเปล่าลงไปทีละนิด จนรู้สึกว่าแป้งเข้ากัน ก็หยุดได้เลยค่ะ
6. ใส่ลูกเกดลงไป แล้วนวดเข้ากันอีกครั้ง
7. แป้งที่พื้นเล็กน้อย กันแป้งสคอนติด แล้วก็ใช้ไม้คลึงออกมาให้หนาประมาณ 2 เซนติเมตร นะคะ แล้วก็ใช้พิมพ์กลมกดลงไปตรงๆ แล้วดึงขึ้นค่ะ (อย่าหมุนพิมพ์ไปมานะคะ ขนมจะขึ้นฟูไม่สวยนะ !)
8. ทาหน้าขนมด้วยไข่ไก่ตีแตกหนึ่งฟอง ผสมกับน้ำเปล่าหนึ่งช้อนชา และเกลือหยิบนิ้วค่ะ
9. นำเข้าอบที่อุณหภูมิ 200C เป็นเวลา 18-20 นาที จนสีสคอนออกสีเหลืองทอง ก็สุกแล้วค่ะ
หั่นครึ่งสคอนตอนอุ่นๆ แล้วก็ทาคล็อตเต็ดครีม หรือเนยลงไป แล้วตามด้วยแยมรสที่ชอบ หรือจะทานคู่กับน้ำผึ้ง ก็อร่อยสุดๆแล้วค่ะ



Bon appetit นะคะ!



เพื่อนๆช่วยคอมเมนท์ด้วยนะคะ



Puppadoowab
puppadoowab.bloggang.com







 

Create Date : 26 กันยายน 2550    
Last Update : 24 ตุลาคม 2550 11:24:17 น.
Counter : 1322 Pageviews.  


Valentine's Month


 
The Cool Council
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




เราเป็น Webblog อย่างไม่เป็นทางการของ McCann Pulse ประเทศไทย ที่มีจุดประสงค์เพื่อรวบรวมทัศนคติและความคิดเห็นของกูรูในโต๊ะต่างๆของ Pantip ในหมวด

1.อาหาร และ เครื่องดื่ม
2.สุขภาพ และ ความงาม
3.สื่อต่างๆ และ ความบันเทิง
4.ไลฟ์สไตล์ และ เทรนด์
5.เทคโนโลยี และ อุปกรณ์สื่อสาร
6.การเงิน และ การลงทุน


Copyright ©2007 http://thecoolcouncil.bloggang.com
All rights reserved.
   
   
   

    
Friends' blogs
[Add The Cool Council's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.