ขอให้ความรักเป็นแรงจูงใจแต่ประการเดียวในการทำทุกสิ่ง...
Group Blog
 
All blogs
 

ปอบ...ยายสาว 2

หลังจากที่ปอบยายสาว 1 ห่างหายไปนาน ปอบยายสาว 2 เพิ่งกลับมาจากอเม'กา

ลืมเรื่องราวของปอบยายสาว 1 ไปหมดแล้ว ทำไงดี...จะเขียนต่อยังไงดีเนี่ย...

เอางี้ละกัน เพื่อนคนไหนสนใจแต่งภาคต่อของปอบยายสาว ช่วยหน่อยละกันนะคะ จะจบงัยดี คิดไม่ออก...




 

Create Date : 14 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 14 พฤษภาคม 2550 19:51:21 น.
Counter : 431 Pageviews.  

ปอบ...ยายสาว

"ให้มันได้อย่างนี้ซิ ทุกทีเลย" ลุงแม้นพูดพลางส่ายหน้าอย่างอารมณ์เสียเต็มที่

"โธ่! ลุงจะเอาอะไรก๊ะมันนักหนา ไอ้มวยตู้มันก็อย่างนี้แหละ" น้าสินปลอบใจ

"ไม่รู้ แม่_ ล้มมวยรึปล่าว กูยิ่งเสีย ๆ อยู่" ลุงแม้นยังบ่นไม่เลิก

"ลุง...ลุง... แม่ให้มาตามกลับบ้าน" ไอ้จ้อยหลานน้อยของลุงแม้นวิ่งกระหืดกระหอบมาพลางพูดพลาง

"เออ! ข้าจะกลับเดี๋ยวนี้แล้ว"

วันต่อมา...

"ดูท่ามันจะไม่ธรรมดาซะแล้วนะนี่ ดูซิ! ไส้เป็นขด ๆ ออกมากองอยู่บนพื้นแบบนี้ ข้าว่ามันจะยังไง ๆ แล้วนะนี่ รึเอ็งว่าไงไอ้แหวง" ลุงมีเอ่ยถามเบา ๆ ขณะจ้องมองศพลุงแม้นที่โดนควักไส้ออกมานอกท้อง นอนตายอยู่ข้างทาง

"แปลกมาก ตำบลเราไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน ตั้งแต่ยายสาวและครอบครัวอพยพมา นี่เป็นศพที่ห้าแล้วนะพ่อกำนัน"

"แต่เอ็งก็ไม่มีหลักฐาน แล้วอีกอย่างหนึ่งถ้ามันเป็นปอบจริง ทำไมมันควักออกมาแล้วมันไม่กินวะ ข้าไม่เข้าใจเลย" กำนันทองแย้ง

"แต่เราก็คงจะต้องดำเนินการอะไรซักอย่างแล้วล่ะพ่อกำนัน ขืนปล่อยไว้อย่างนี้ สงสัยตำบลเรากลายเป็นตำบลร้างแน่.."

"สงสัยข้าต้องไปปรึกษาอาจารย์สินแล้วล่ะ" กำนันกล่าวแล้วเดินจากไป

"ไม่ต้องสงสัย เป็นมันแน่นอน ฮ่า..ฮ่า.. ข้ารู้ ข้าเห็น เป็นอีสาวนั่นแหละที่มันกินไอ้แม้น ฮ่า..ฮ่า.."

"แล้วอาจารย์คิดจะทำการอย่างไรต่อไปล่ะที่นี้"

"ก็ต้องเอามันมาลงโทษให้สาสมซิ"

"แต่เราไม่มีหลักฐานจะทำได้ยังไง..."

"แล้วคนที่ตาย จะปล่อยให้มันลอยนวลอย่างนี้น่ะหรือ ผัวฉันทั้งคนนะ แล้วยังคนอื่น ๆ อีก" ป้าเมี้ยนกล่าวอย่างมีอารมณ์

"ค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ ทำ เราต้องจับให้ได้คาหนังคาเขา ถึงจะเอามันมาลงโทษได้ ตอนนี้ให้ทุกคนสลายตัว กลับบ้านได้"

วันต่อมา...

"แม่! เป็นยังไงบ้างจ๊ะ ดีขึ้นมั๊ย" ทับทิมถามยายสาวที่นอนป่วยอยู่ใกล้ ๆ

"เอ็งไม่ต้องห่วงแม่มากนักหรอก เดี๋ยวแม่ก็คงจะดีขึ้นเองแหละ แล้ววันนี้เอ็งจะไปทำงานบ้านกำนันอีกหรือเปล่า"

" ไปซิจ๊ะ ถ้าไม่ไปแล้วเราจะเอาอะไรกินล่ะแม่ก้อ.."

"ก็อย่ากลับให้มันค่ำมืดนัก ข้าเป็นห่วง"

"จ้า... แล้วฉันจะรีบกลับนะ"

แล้ววันนั้น ทับทิมก็ไม่ได้กลับบ้านอีกเลย...

"ฮือ..ฮือ... ใครมันทำอะไรลูกกู ทำไมอีทับทิมถึงเป็นอย่างนี้" ยายสาวทั้งโวยวาย ทั้งร้องไห้ ขณะที่นั่งดูศพลูกสาวถูกฆ่าข่มขืนอยู่ข้างพงหญ้า

"ทำไมถึงได้โหดร้ายกันนัก ลูกกูไปทำอะไรให้ ไอ้ผีห่_ ซาตานที่ไหนมันเข้าสิง โธ่! ทับทิมลูกแม่ ทำไมถึงได้อาภัพอย่างนี้ แล้วต่อไปแม่จะอยู่กับใคร" กล่าวพลางสะอึกสะอื้น ร่ำไห้ปานจะขาดใจ

แล้วหลังจากวันนั้นก็ไม่มีใครเห็นยายสาวอีกเลย...

"เอ! ข้าว่ามันชักจะยังไง..ยังไงแล้วนะ ความจริงทุกอย่างมันน่าจะดีขึ้น ตั้งแต่อีทับทิมตาย แล้วยายสาวก็หายสาบสูญไป แต่นี่ทำไมยังมีคนตายอีกวะเนี่ย" กำนันทองปรึกษากับน้าโมหลานชาย

"กระผมว่ามันอาจจะเป็นการแก้แค้นของยายสาวหรือเปล่าขอรับ ท่านกำนัน" น้าโมเอ่ยเสียงอ่อย ๆ

"ไม่รู้เว้ย! ปวดหัวชิปเป๋งเลยว่ะ แล้วนี่กำไลไปไหน ไม่อยู่บ้าน อยู่ช่องเลยลูกคนนี้เนี่ย"

"ลุงกำนัน! ลุงกำนัน! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว"

"อะไรของเอ็งวะไอ้กรวด ญาติผู้ใหญ่เอ็งเสียหรือไงถึงได้วิ่งหน้าตื่นมาอย่างนี้"

"ไม่ใช่ญาติฉันหรอกจ๊ะ แต่เป็นกำไลลูกสาวลุงนั่นแหละ ไอ้ทุยมันพบศพกำไลนอนเปลือยอยู่ท้ายไร่โน่น"

"หา! โอย! ข้าจะเป็นลม" ลุงกำนันยืนหมดแรงให้น้าโมพยุงอยู่ข้าง ๆ

"ฮือ...ฮือ... ขนาดข้าเป็นถึงกำนันยังไม่สามารถปกป้องลูกสาวของตัวเองได้ แล้วอย่างนี้ข้าจะมีหน้าไปหาแม่มันในปรโลกได้ยังไง ฮือ..ฮือ... กำไลลูกพ่อ"

"สภาพศพเหมือนกับอีทับทิมไม่มีผิดเลย.. หรือมันจะเป็นฆาตกรคนเดียวกันวะ" ลุงไก้ปรึกษากับน้าโมเบา ๆ

"หมดปอบแล้วก็มามีฆาตกรโหดอีก โอย! สงสัยจะกลายเป็นตำบลร้างจริง ๆ ซะล่ะมั๊ง"

"ใครบอกเอ็งว่าหมดปอบ เอ็งไม่เห็นสภาพศพไอ้คงเหรอไง ท้องกลวงขนาดใส่แตงโมจินตหราเข้าไปได้ทั้งลูกเลย"

"แล้วนี่เราจะทำยังไงกันดีล่ะ"

"สงสัยข้าคงจะต้องไปปรึกษาอาจารย์สินเองซะละมั๊ง คราวนี้" ลุงไก้พูดขึ้น


...

"พ่อจ๋า... ไส้ไอ้คงหว๊าน หวานนะจ๊ะ พ่อกินกับฉันมั๊ย"

"เบา ๆ หน่อยเดี๋ยวใครได้ยินก็มาฉีกอกข้ากันพอดี"

"แหม! พ่อก้อ ฉันหวังดีอยากให้พ่อได้อิ่มหมีพลีมันเหมือนกับฉันบ้างก็เท่านั้น"

"เออ! ขอบใจ แค่เอ็งหลอกอีพวกสาว ๆ มาให้ข้าฟันอาทิตย์ละคนข้าก็พอใจแล้ว ไม่ต้องเอาไส้มาบำรุงข้าหรอก ข้ามียาดีอยู่แล้วโว๊ย.."

"อาจารย์สิน...อาจารย์สิน อยู่รึเปล่าน่ะ" ลุงไก๊ตะโกนมาแต่ไกล

"อีเคียน มึงเข้าหม้อไปก่อน ไอ้ไก๊เดินมาโน่นแล้วเดี๋ยวมันก็รู้ความลับของเราเข้าพอดี"

"จ๊ะพ่อ"

...

ติดตามตอนต่อไป




 

Create Date : 27 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2549 14:52:05 น.
Counter : 353 Pageviews.  

กุมารทอง...ตอนจบ

หลังจากที่ ปิ่นสุวรรณพูดคุย ซักถาม ตอบปัญหาให้กับบรรดาพ่อยก แม่ยกทั้งหลายเป็นที่เรียบร้อย เขาก็บอกว่าจะไปแล้ว เพราะว่าแม่เหนื่อยมากแล้ว (เห็นบอกว่าร่างทรงที่ถูกวิญญาณสิงนาน ๆ จะทำให้พลังธาตุอ่อนแอ อาจจะถูกวิญญาณที่ไม่ดีทำร้าย หรือทำให้เกิดอันตรายได้)

ครั้นพอพูดจบ ร่างของป้าสุก็สั่นเทิ้ม แล้วก็หงายหลังไปเลย ดีที่พี่กุ้งซึ่งคงจะทราบว่าถ้าปิ่นสุวรรณออกจากร่างแม่แล้วจะเป็นยังไง ก็เลยไปรอรับไว้ทัน ไม่อย่างนั้นป้าสุหัวแตกแน่

สักพัก พอป้าสุรู้สึกตัวก็งงว่าทำไมบ้านตัวเองมีคนมาเยอะจัง พี่กบกับพี่กุ้งก็เลยบอกแม่ แล้วป้าสุก็ขอตัวไปพักผ่อน

พี่กบเล่าให้ฟังว่าก่อนที่จะย้ายมาอยู่ที่บ้านเช่าหลังนี้ เคยเช่าบ้านอยู่แถวสะพานเหลือง บ้านหลังนั้นตั้งอยู่โดดเดี่ยวห่างไกลผู้คน

แล้วพวกป้าสุและพี่ ๆ ก็ไปทำงานกลางคืนอย่างนี้แหละ มีอยู่วันหนึ่งช่วงกลางวัน มีสามล้อที่ขี่ผ่านบ้านแวะมาถามว่าทำไมตอนกลางคืนถึงปล่อยให้ลูกออกมาเล่นหน้าบ้าน เพราะเค้ากลัวจะเกิดอันตรายกับเด็ก (กลัวโดนรถชนหรือถูกลักพาตัว อะไรประมาณเนี้ย)

ป้าสุกับพวกพี่ ๆ ก็งง พอสอบถามก็ได้ความว่า เวลาที่พี่สามล้อคนนี้ปั่นสามล้อผ่านหน้าบ้านป้าสุ เวลาประมาณ 2 - 3 ทุ่ม จะเห็นเด็กผู้ชายหัวจุก 3 คน วิ่งเล่นอยู่หน้าบ้าน พอเข้าไปถามก็บอกว่าแม่ไปทำงานก็เลยเล่นรอแม่

พอถามว่าทำไมไม่ไปทำงานกับแม่ก็บอกว่าไปไม่ได้ พี่สามล้อก็เข้าใจว่า แม่คงจะให้อยู่เฝ้าบ้าน แต่รู้สึกจะอันตราย วันนี้ก็เลยมาเตือน...เพราะเป็นห่วง

ป้าสุก็เลยบอกคุณพี่สามล้อถึงความเป็นจริง เชื่อไหมคะ นับจากวันนั้น พี่สามล้อไม่เคยผ่านหน้าบ้านป้าสุอีกเลย...

มีอยู่วันหนึ่ง น้าของธัญมาขอพักอยู่ที่บ้านด้วยเพราะจะรอไปสอบเข้ามหา'ลัย แล้วน้าก็เจอ...

น้าเล่าว่า ขณะนั้นดึกมากแล้ว น้ากำลังดูหนังผีเรื่องหนึ่งอยู่ (ความจริงตอนนั้นธัญก็นอนอยู่ใกล้ ๆ กับที่น้าดูหนังนั่นแหละ)

ตรงตู้ที่ตั้งทีวี มันจะมีรถวิทยุบังคับซึ่งเป็นรถตำรวจตั้งอยู่ในตู้ซึ่งเป็นตู้กระจก (ก็น้านั่นแหละเป็นคนซื้อมาฝากน้องของธัญเองง่ะ) ซึ่งรถคันนั้นมันจะต้องกดปุ่มใต้ท้องรถ แล้วมันถึงจะวิ่ง และมีเสียงดัง วี่..หว่อ..ๆ พร้อมสัญญาณไฟกระพริบเหมือนรถตำรวจจริง ๆ

ขณะที่กำลังลุ้นหนังเพลิน ๆ อยู่นั้น อยู่ดี ๆ รถตำรวจที่อยู่ในตู้มันก็วิ่งไป วิ่งมาพร้อมส่งเสียงดัง วี่...หว่อ... ๆ อยู่ในตู้นั่นแหละ วิ่งชนตรงนั้นที ตรงนี้ที

น้าของธัญตาเหลือก ร้องกรี๊ดลั่นบ้าน จนพ่อกับแม่ตื่นมาสอบถาม พอทราบสาเหตุแม่ก็เลยบอกว่า สงสัยลูกป้าสุเค้าจะอยากเล่น ก็เลยมาเล่น

พอรุ่งเช้า แม่ก็เอารถตำรวจไปให้ป้าสุ พร้อมกับเล่าให้ฟัง ป้าสุก็เกรงใจเลยบอกว่าขอยืมให้ลูกเล่นก่อน แล้วจะไปซื้อมาให้ใหม่

ส่วนตัวน้าของธัญนั้น พอวันรุ่งขึ้นก็อัปเปหิตัวเองไปอยู่หอพักกับเพื่อนที่ใกล้กับมหา'ลัยแทน




 

Create Date : 15 สิงหาคม 2549    
Last Update : 15 สิงหาคม 2549 14:59:52 น.
Counter : 623 Pageviews.  

กุมารทอง...ข้างบ้าน

บ้านที่ธัญอยู่เมื่อยังเป็นเด็ก เป็นบ้านเช่าหรือที่เค้าเรียกกันว่าห้องแถว มีอยู่ทั้งหมด 4 ห้อง ห้องของธัญเป็นห้องแรก ติดกับลานกว้างและห้องข้าง ๆ ยังไม่มีใครมาเช่า

วันหนึ่ง ป้าจันทร์เจ้าของบ้านเช่าก็พาป้าสุ เพื่อนบ้านคนใหม่มาแนะนำให้รู้จักกับแม่เรา ป้าสุจะมาเช่าบ้านหลังที่อยู่ติดกับบ้านเรา

ครอบครัวป้าสุมีด้วยกัน 3 คน มีป้าสุ แล้วก็พี่กบกับพี่กุ้ง พี่ ๆ เค้าอายุประมาณ 15 - 16 ส่วนเราตอนนั้นอายุประมาณ 9 - 10 ปีนี่แหละ

ป้าสุกับลูก ๆ จะทำงานตอนกลางคืน อาจจะเป็นร้านอาหารหรืออะไรสักอย่างนี่แหละ ตอนนั้นเรารู้แต่ว่าตอนกลางคืนบ้านนี้ไม่มีใครอยู่

เราเคยเข้าไปเล่นกับพี่กบและพี่กุ้ง พวกพี่ ๆ อัธยาศัยดี น่ารัก แต่ไม่ค่อยพูด

ภายในห้องเช่าของป้าสุเท่าที่เราเห็น จะมีที่นอน มอเตอร์ไซด์ และก็หิ้งบูชา ซึ่งอยู่ค่อนข้างสูง เราเคยเขย่งดู บริเวณด้านหน้าของหิ้งนั้นจะมีหลอดแก้วใส่น้ำสีแดง แล้วก็มีอะไรบางอย่างอยู่ข้างใน แต่เราก็ไม่ได้ถามว่าเป็นอะไร เข้าใจว่าอาจจะเป็นพระเครื่องหรือของบูชาที่พวกเค้าเคารพนับถือ

คืนหนึ่ง เวลาประมาณ 2 ทุ่ม เรานั่งอยู่หน้าบ้านได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังออกมาจากบ้านป้าสุ เราตกใจมาก แม่เราวิ่งออกมาจากในบ้าน จูงมือเราพาเดินไปบ้านป้าสุ

ภายในบ้านป้าสุ มีคนนั่งอยู่เต็มไปหมด เราเห็นป้าสุ พี่กบกับพี่กุ้งนั่งอยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง

เราเห็นป้าสุคาบบุหรี่เต็มปาก ประมาณ 20 มวนเห็นจะได้ ป้าสุนั่งหลับตาและตัวสั่น

ทั้ง ๆ ที่มีบุหรี่อยู่เต็มปาก แต่ป้าสุก็พูดกับคนนั้นที คนนี้ที แต่ให้ตายเถอะเสียงที่ออกมาจากปากของป้าสุ ไม่ใช่เสียงป้าสุ แต่เป็นเสียงของเด็กผู้ชาย ฟังจากน้ำเสียงแล้วน่าจะอายุไม่เกิน 5 ขวบ

เราเห็นคนนั้น คนนี้ถามป้าสุด้วยเรื่องต่าง ๆ ป้าสุหัวเราะแล้วก็ตอบพวกเขาเหล่านั้น

มีอยู่ช่วงหนึ่ง ป้าสุบอกว่าอยากกินน้ำแดง ลุงมิ่งสามีป้าจันทร์จึงยกขวดน้ำแฟนต้าสีแดงมาวางไว้หน้าป้าสุ

ป้าสุไม่ได้ยกขวดขึ้นดื่ม ขวดก็ตั้งอยู่ที่เดิม แต่มันมีอะไรแปลก ๆ ก็คือน้ำแดงในขวดวิ่งขึ้นหลอดเหมือนมีคนดูด วิ่งขึ้นวิ่งลง แต่ปริมาณน้ำก็ยังคงเท่าเดิม

ป้าสุบอกว่าตนเองชื่อปิ่นสุวรรณ เป็นน้องสุดท้อง มีพี่น้องทั้งหมด 3 คน เป็นลูกป้าสุนี่แหละ วันนี้คิดถึงแม่ก็เลยมาหา เค้าบอกว่าเวลานอนเค้าก็นอนกอดแม่ (หมายถึงป้าสุ) ทุกคืน

มีคุณลุงคนหนึ่งชวนปิ่นสุวรรณให้ไปเที่ยวบ้าน แต่ปิ่นสุวรรณบอกว่าไม่ไป เพราะบ้านลุงคนนั้นเลี้ยงรักยมไว้ มันเฝ้าอยู่หน้าบ้าน ถ้าปิ่นฯ ไปมันก็จะเอาค้อนทุบหัว แล้วก็จะไล่ให้ออกจากบ้านไป

ติดตามตอนต่อไป




 

Create Date : 01 สิงหาคม 2549    
Last Update : 7 สิงหาคม 2549 17:31:22 น.
Counter : 512 Pageviews.  

วิญญาณพยาบาท

หลังจากเรื่องผีลุงแม้นผ่านพ้นไปแล้ว...

แต่ชาวบ้านหนองตาไก้ ก็ยังมีสิ่งที่มาคอยรบกวนอยู่ ไม่ใช่กับทุกคนหรอกที่จะมีโอกาสได้พบเห็นในสิ่งที่ไม่อาจจะนำไปคุยโม้โอ้อวดกับใครได้ และไม่มีใครอยากจะโชคสยองอย่างนี้

พี่สวย... คนสวยประจำบ้านหนองตาไก้ ผู้เป็นที่หมายปองของชายหนุ่มและไม่หนุ่มทั้งหลาย ทั้งในหมู่บ้านและเขตใกล้เคียง

คนสวยย่อมช่างเลือก แต่คนช่างเลือกก็ใช่ว่าจะได้ของดีเสมอไป อาจจะเป็นเหลือเลือกของคนอื่นก็ได้ แต่ไม่ว่าจะยังไง พี่สวยของเราก็ได้ร่วมหอลงโลงกับน้าชาติ

น้าชาติ... เป็นคนที่น่าเกรงขาม (หรือจะเรียกว่าน่ากลัวก็ได้) ตัวดำทะมึน สูงใหญ่ หน้าตาเหมือนกับว่าชาตินี้แกจะไม่ยอมให้อภัยใครทั้งนั้น

ลูกเล็กเด็กแดงทั้งหลาย ที่กำลังร้องไห้กระจองอแง แค่เอ่ยชื่อน้าชาติขึ้นขู่ กำลังแหกปากก็จำเป็นต้องอ้าปากค้าง เสียงหดหายกลับเข้าลำคอ เงียบฉี่ทันที

ไม่รู้น้าชาติทำเสน่ห์ยาแฝด หรือใช้น้ำมันพรายถึงได้สามารถแย่งชิงขวัญใจชาวประชาอย่างพี่สวยไปครอบครองได้...

น้าชาติกับพี่สวยแต่งงานอยู่กินกันได้ไม่นาน ลุงสมพ่อของน้าชาติก็จำเป็นจะต้องเดินทางเข้าป่าล่าสัตว์โดยจะต้องเอาน้าชาติคนเก่งของเราไปด้วย

แต่เนื่องจากคู่สมรสยังเป็นข้าวใหม่ปลามันอยู่ ทั้งสองจึงอาลัย อาวรณ์ ร่ำลาแล้วร่ำลาเล่า...

ถึงแม้น้าชาติจะหน้ากลัว แต่น้าชาติก็ไม่เคยทำให้บุพการีต้องเสียใจ คำสั่งพ่อ-แม่คืออาญาสิทธิ์ สั่งให้ไปก็ต้องไป สั่งให้อยู่ก็ต้องอยู่

เมื่อถึงเวลาต้องออกเดินทาง น้าชาติพร้อมด้วยลุงสมก็เดินทางเข้าป่าล่าสัตว์ ที่มีออเดอร์มาจากเมืองกรุง

ผ่านวันเป็นคืน ผ่านคืนเป็นเดือน วี่แววของน้าชาติและลุงสมผู้พ่อก็เงียบหายไป

พี่สวย... นางเอกของเรารอแล้วรอเล่า แต่ก็ไร้เงาน้าชาติ สามีสุดที่รัก ซึ่งน้าชาติหารู้ไม่ว่าภรรยาของตนกำลังตั้งครรภ์

พี่สวยทนเฝ้าเรือนหออยู่ไม่นาน ก็ถูกแม่บังคับให้แต่งงานซ้ำสองกับหนุ่มต่างถิ่นที่มีฐานะร่ำรวย เจ้าหนุ่มไม่สนใจว่าพี่สวยจะเคยมีสามีแล้วหรือไม่ ขอแค่ได้ครอบครองเท่านั้นเป็นพอ

...จะเป็นเพราะทนว้าเหว่ไม่ไหว หรือขัดใจแม่ไม่ได้ก็ไม่รู้ แต่พี่สวยก็ตกลงแต่งงานใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่ลูกที่จะคลอดออกมาจะได้ไม่เป็นเด็กมีปัญหา

หลังจากแต่งงานได้ไม่นาน พี่สวยก็คลอดลูกชายหน้าตาน่าเอ็นดู (โชคของเด็กที่หน้าเหมือนแม่) ผิวพรรณผุดผ่อง สร้างความชื่นชมยินดีให้กับพ่อเลี้ยงคนใหม่เป็นอย่างมาก

เมื่อคลอดบุตรแล้ว คนสมัยก่อนก็ต้องมีการอยู่ไฟ (สมัยนี้ในชนบทก็มีการอยู่ไฟเหมือนกัน) ที่อยู่ไฟของพี่สวยอยู่นอกชานบ้าน มุงด้วยหลังคาจากและฝาไม้ไผ่สานเป็นตา ๆ พอมีรูให้แสงส่องเข้ามาได้บ้างในตอนกลางวัน แต่ไม่มีหน้าต่าง

การอยู่ไฟจะต้องอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน (สำหรับของพี่สวยนะ แต่กับคนอื่นไม่รู้)

แรก ๆ สามีก็มานอนเฝ้าอยู่ แต่หลัง ๆ ก็ทนไม่ไหวเพราะมันนอนไม่สบายและก็ร้อนไฟ จึงย้ายเข้าไปนอนในห้อง

คืนนั้นเป็นเวลาประมาณเที่ยงคืน พี่สวยเล่าว่า รู้สึกอยากจะเข้าห้องน้ำ จึงค่อย ๆ ลุกขึ้นจากแคร่ ขณะนั้นมีเสียงเหมือนกับมีอะไรวิ่งผ่านถนน (บ้านพี่สวยอยู่ติดถนนในหมู่บ้าน)

เป็นเสียงวิ่งเหมือนกับสัตว์สี่เท้าขนาดใหญ่ ตอนแรกพี่สวยก็ไม่รู้สึกเอะใจอะไร เดินไปเข้าห้องน้ำตามปกติ แต่ตอนกลับจากเข้าห้องน้ำ เสียงวิ่งก็ยังดังอยู่ เหมือนกับมันวิ่งวนอยู่หน้าบ้านพี่สวยเท่านั้น

พี่สวยจึงเดินไปแอบดูตามช่องที่มันเป็นรูให้แสงส่องได้...

ภาพที่เห็นทำให้พี่สวยแทบช๊อค พี่สวยเห็นม้าสีดำขนาดใหญ่กำลังวิ่งไปวิ่งมาจนฝุ่นตลบ ถ้ามันเป็นม้าธรรมดาก็คงจะไม่ช๊อค แต่นี่ม้าตัวนั้นมันมีหัวเป็นคน เท่านั้นยังไม่พอ หัว ๆ นั้นยังเป็นใบหน้าของน้าชาติ สามีสุดที่รัก

เหมือนกับว่ามันจะรู้ว่าพี่สวยมองอยู่ มันมองตอบกลับมาด้วยนัยน์ตาสีแดงกล่ำ พี่สวยทรุดนั่งลงบนพื้นพร่ำสวดภาวนาขอให้มันเป็นความฝัน...

แต่ดูเหมือนคำภาวนาจะไม่ได้ผล เพราะเสียงวิ่งยังดังอยู่และดูเหมือนจะมุ่งมาทางที่เป็นประตูบ้านของพี่สวย ด้วยความกลัวพี่สวยจึงร้องกรี๊ดลั่นแล้วสลบไปทันที

รุ่งเช้า... พี่เอก สามีใหม่ของพี่สวยไปนิมนต์พระครูสุธีให้ช่วยมารดน้ำมนต์ เรียกขวัญให้พี่สวย

แต่อาการของพี่สวยก็ยังไม่ดีขึ้น ยังคงนอนซมและเพ้อแต่ว่า ฉันขอโทษ... ฉันขอโทษ อยู่อย่างนั้น

แล้ววันหนึ่งพี่เอกก็เห็นกับตาของตนเองเมื่อวิญญาณน้าชาติมาปรากฏตัวให้เห็น ในสภาพที่ตัวเป็นม้าและหัวเป็นคนนั่นแหละ

น้าชาติจะทวงพี่สวยคืน... น้าชาติจะเอาพี่สวยไปอยู่ด้วย โดยไม่สนใจว่าจะอยู่คนละภพ คนละภูมิหรือไม่ก็ตาม พี่เอกพยายามพร่ำขอร้องให้น้าชาติเห็นแก่เด็กตาดำ ๆ ที่พึ่งลืมตาออกมาดูโลก แต่น้าชาติก็หาสนใจไม่

พี่สวยสิ้นใจในเช้าวันรุ่งขึ้น ในสภาพนอนแน่นิ่งไปเฉย ๆ พี่เอกเสียใจมาก แต่ก็พยายามเลี้ยงดูเจ้าตัวเล็กต่อไป

**หวังว่าพี่สวยกับน้าชาติคงมีความสุขด้วยกันนะ**





 

Create Date : 26 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 26 กรกฎาคม 2549 17:32:52 น.
Counter : 384 Pageviews.  

1  2  

Valentine's Month


 
ฉันจะจำเธอเป็นครั้งสุดท้าย
Location :
หนองคาย Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ใช้ชีวิตให้มีความสุขกับทุก ๆ วัน

Friends' blogs
[Add ฉันจะจำเธอเป็นครั้งสุดท้าย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.