THANON VEE (ถนนวี)

thanonvee
Location :
Paris France

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add thanonvee's blog to your web]
Links
 

 
โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน : ฤาจะสยบยอมต่อ "ความไม่เท่าเทียม" ไปตลอดกาล



เผยแพร่ครั้งแรกที่ //www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1335245093&grpid=03&catid=&subcatid= วันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2555


ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเตรียมจะเปิดรับสมัครเพิ่มเติมโครงการ1อำเภอ1ทุน รุ่นที่ 3 รอบที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2555 โดยมีนโยบายจะเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์และคุณสมบัติของผู้ขอรับทุน คือ ผู้สมัครไม่ต้องยื่นหลักฐานรับรองรายได้ของครอบครัวจากเดิมที่จำกัดรายได้ไม่เกิน 1.5แสนบาทต่อปี และเพิ่มเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำในการสอบผ่านข้อเขียนจากเดิมร้อยละ 60 เป็นร้อยละ 80   ส่งผลให้กลุ่มอดีตนักเรียนทุนของโครงการนี้ทั้งรุ่นที่ 1 และ 2 ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช) เพื่อเรียกร้องให้มีการทบทวนการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ดังกล่าว 

ในจดหมายฯ ระบุว่าไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ เพราะ “การกีดกันนักเรียนยากจนที่สอบข้อเขียนได้คะแนนน้อย ด้วยการยืดหยุ่นและเปิดช่องโหว่ให้นักเรียนฐานะดีที่มีแนวโน้มจะสอบข้อเขียนได้คะแนนสูงสามารถสมัครทุนนี้ได้ขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของโครงการ” และ “ถือเป็นการตอกย้ำและผลิตซ้ำความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในสังคมไทยให้ดำรงอยู่ต่อไป”

อย่างไรก็ตามนอกจากข้อเรียกร้องจะไม่ส่งผลให้มีการทบทวนใด ๆ   คำตอบและปฏิกิริยาของ “ผู้ใหญ่” ต่อสถาณการณ์ที่เกิดขึ้น ยังสะท้อนถึงแนวคิดที่แฝงไปด้วย “อคติ” และ “วาระซ่อนเร้น” ที่มีนัยยะสำคัญในหลายมิติ

เช่น ทั้ง ๆ ที่การร่างจดหมายฯและการรวบรวมรายชื่อผู้สนับสนุน ได้กระทำอย่างเปิดเผยโดยกลุ่มนักเรียนทุนฯ ผ่านเครือข่าย internet social network แต่ รมว. ศธ. กลับคิดว่าการเรียกร้องครั้งนี้ “ไม่น่าจะใช้ตัวเด็กที่ร้องเรียนเอง” และ “น่าจะมีสปายอยู่เบื้องหลัง... เพราะบางคนก็อยู่ต่างประเทศ ไม่น่าจะรู้เรื่องนี้เร็ว” 

การกล่าวในลักษณะนี้จึงเป็นการลดดทอนความชอบธรรมของการร้องเรียนและเบี่ยงเบนความสนใจจากเนื้อหาสาระของจดหมายฯและที่สำคัญเป็นการสะท้อนว่าระบบการศึกษาไทยอาจมีปัญหาเพราะ “ผู้ใหญ่ ใน ศธ.” ไม่เชื่อในศักยภาพของ “นักเรียนทุน” และ “เยาวชน” ซึ่งก็คือ “ประชาชน” ผู้เป็นผลผลิตทั้งทางตรงและทางอ้อมของกระทรวงศึกษาฯ เอง 

และทัศนคติของปลัดกระทรวงศึกษาฯ (ดร.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์) ที่มองการเรียกร้องครั้งนี้เป็นเพียงการแสดงออกของ “วัยรุ่นเลือดร้อน” ที่ “ติดวัฒนธรรมฝรั่ง” และ “ยังไม่เข้าใจสภาพความเป็นจริงของสังคมไทย”   ซึ่งสะท้อนถึงสิทธิและเสรีภาพของการแสดงความเห็นในสังคมประชาธิปไตยที่ประเทศไทยมีพัฒนาการอย่างน่าคลางแคลงใจเพราะการเสนอแนวคิดแย้งหรือการแสดงความเห็นต่างในสังคมถูกสงวนไว้สำหรับคนเพียงบางกลุ่มหรือบางชนชั้นเท่านั้น เช่นกรณีการเรียกร้องและเสนอความเห็นเรื่องการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ของโครงการนี้ ที่ “ผู้ใหญ่” เท่านั้นเป็นผู้มีสิทธิ์คิดและตัดสินใจ ไม่ใช่เรื่องของ “เด็ก”


ส่วนที่เกรงว่าการปรับหลักเกณฑ์ใหม่จะเป็นการเปิดช่องและเอื้อให้คนรวยมาสอบนั้นรมว.ศธ. ได้ให้เหตุผลที่แทบจะไม่มีความเป็นเหตุเป็นผล ว่า“ปกติแล้วคนมีฐานะร่ำรวย ไม่ใช่ว่าจะมีสติปัญญาที่เก่ง แต่อาจจะพร้อมมากกว่าและไม่ได้หมายความว่าคนกลุ่มนี้จะสอบได้” และที่สำคัญ “คนมีฐานะส่วนใหญ่ใช้ทุนส่วนตัวส่งลูกหลานไปเรียนต่างประเทศเอง ดังนั้น คงไม่ทบทวนอะไรตามที่เรียกร้อง”  

เป็นที่รับรู้และยอมรับกันมานานแล้ว ว่าสติปัญญาของคนไม่ได้เกี่ยวกับฐานะหรือชาติกำเนิด แต่ประเด็นคือการให้ “คนรวย” ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลความรู้ที่ดีกว่าหรือมีโอกาสเรียนพิเศษมาสอบแข่งกับ “คนจน” ที่แทบจะไม่มีโอกาสเหล่านั้น คำถามคือ ใครจะสอบได้คะแนนมากกว่า?  ส่วนตรรกะประเภท “รวยแล้วไม่อยากได้ทุน” หรือ “รวยแล้วไม่ต้องการอะไรอีก” สังคมไทยยังเรียนรู้ไม่พออีกหรือว่าเป็นจริงหรือไม่ ?

คนรวยที่ขยันและเรียนเก่งเป็นเรื่องน่าชื่นชม ซึ่งรัฐบาลจะส่งเสริมโดยให้ทุนไปเรียนต่อเพื่อจะได้กลับมาช่วยกันพัฒนาประเทศก็เป็นเรื่องที่สมควร แต่ต้องไม่ใช่ทุน “หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน” เพราะมันขัดกับวัตถุประสงค์ของโครงการที่ต้องการเปิดโอกาสให้คนจนที่เรียนดีในระดับหนึ่งได้ทุนไปเรียนต่อ ที่สำคัญ นั่น “เป็นการตอกย้ำและผลิตซ้ำอย่างหนักหน่วงถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในสังคมไทย ที่นักเรียนยากจนต้องเสียเปรียบนักเรียนที่มีฐานะดีในหลาย ๆ ด้าน”

การยกเลิกเกณฑ์รายได้ครอบครัวที่เอื้อให้คนรวยสมัครทุนนี้ได้และเพิ่มเกณฑ์คะแนนการสอบผ่านข้อเขียนโดยอ้างว่าเพื่อเปิดกว้างแก่คนทุกฐานะและให้ได้เด็กที่เก่งสมกับการลงทุนตลอดจนการกล่าวหาว่ามีผู้อยู่เบื้องหลังเพื่อลดความชอบธรรมและจงใจไม่รับฟัง “ข้อเรียกร้อง” ของ “วัยรุ่นเลือดร้อน” ต่อการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ดังกล่าว จึงเท่ากับเป็นการสยบยอมต่อความไม่เท่าเทียมกันของมาตรฐานการศึกษาไทยอย่างเป็นรูปธรรม

กล่าวคือ เป็นการยอมรับว่าความเหลื่อมล้ำมีอยู่จริง และแทนที่จะหาทางแก้ไขหรือหาวิธีลดช่องว่างลง (เช่นโครงการ "หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน" ตามแนวทางเดิม) กลับน้อมรับเอาผลผลิตของระบบที่ไม่เท่าเทียมนั้นมาต่อยอดและผลิตซ้ำ.


Create Date : 19 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 19 พฤศจิกายน 2559 23:44:06 น. 0 comments
Counter : 44 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.