♥"Try to be enjoy and easy with your life every day" ♥♥"ยังไม่ได้ลงมือทำ อย่าพึ่งคิดว่าทำไม่ได้"

ต้องอ่าน เรื่องซึ้งที่สุดเท่าที่อ่านมา อ่านแล้วอดร้องไห้ตามไม่ได้

อ่านให้จบน่ะค่ะ

ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน

แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ

ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี

วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ

ของฉันมีกัน

จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง

พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง

โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน

'ใครขโมยเงินไป' พ่อตวาด

ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน

พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า

'ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ'

พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น

ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้....แล้วพูดว่า

'ผมขโมยเองครับ'

ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง

พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด

จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย

พ่อนั่งลงบนเก้าอี้

และด่าว่าน้องชายของฉัน

' ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก

แกน่าจะโดนตีให้ตาย คุณหัวขโมย'

คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้

หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด

แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย

กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก

น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า

' พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว'

ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้

ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ



หลายปีผ่านไป

แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง

ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8ปี ส่วนฉันอายุ 11ปี...

เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น

เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน

ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย

ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน

คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน

ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า

' ลูกเราทั้งคู่เรียนดีเรียนดีมากนะ'

แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า

'แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไรในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน'

ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า

' ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว'

พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่

'ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้

ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน

พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้'

คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ

ทั่วทั้งหมู่บ้าน....เพื่อขอยืมเงิน

ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ

ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า

' ต้องให้น้องได้เรียนต่อไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้'

แต่ในขณะเดียวกัน

ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้

ใครจะรู้ได้ .......


วันต่อมาในตอนเช้ามืด

น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น

และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว

ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน

ขณะฉันกำลังหลับ

' พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ....

ผมจะไปหางานทำ...แล้วจะส่งเงินมาให้พี่'

ฉันนั่งอยู่บนเตียง

อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า .......

ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17ปี ส่วนฉันอายุ 20ปี .....

ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน

รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็น

กรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้างท่าเรือ .......

ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3

วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก

เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า

'มีชาวบ้านมาหาเธอ...อยู่ข้างนอกแน่ะ'

ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ???

ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่

ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง
...

ฉันถามเขาว่า

'ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ'

น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า

'ก็ดูผมสิสกปรกมอมแมมออกอย่างนี้...ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆ

ก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี'

ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง

และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ

' พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง

เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม'

จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง

เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ . เขาติดกิ๊บให้ฉัน

แล้วพูดว่า

'ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง'

ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด

ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี .

วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก

ฉันสังเกตเห็นว่า

หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว

เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก

หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า

'แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก

เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ'

แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า

' แม่ไม่ได้จ้างหรอก...น้องชายลูกต่างหาก

วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน

ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ

น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ'

ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา

ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ

ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด 'เจ็บมากไหม'

ฉันถาม

'ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ

มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด

แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ

และ...'

น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด

เพราะฉันหันหน้าหนีเขา

น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง

'เพราะพี่เป็นพี่สาวของผมนี่ครับ'

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี...

หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง

หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน...

แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ

ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง

แต่เมื่อออกไปแล้ว

ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี

จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม

น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป ...

เขาบอกกับฉันว่า

'พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง'

สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของ ครอบครัว

เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท
...
แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้

เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา

วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล

และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด

เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล

ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล

น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา

... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า

' ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!!

ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆอย่างนี้

ดูตัวเองซิ...เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง'

คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด

ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา

'พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน

ส่วนผมมันการศึกษาต่ำถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ

คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด'

น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วย .....

ฉันบอกกับน้องว่า

'แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่...'

'ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ'

น้องชายของฉันจับมือฉันไว้

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี...



เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี

เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงในที่ทำงานที่เดียวกัน

ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า

' ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้'

น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล 'พี่สาวของผมครับ' .....

และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้

'ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง

เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2ชม.

เพื่อเดินไปเรียน...และเดินกลับบ้าน

วันหนึ่งในวันที่หิมะตกหนักผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง

พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง

และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล

เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว

เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ .......นับจากวันนั้น

ผมสาบานกับตัวเอง

ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี

และจะทำดีกับเธอ'

เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว

สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน

คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก .......

'ในโลกใบนี้คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ'

ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้

น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง...

จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ

วันในชีวิตของคุณและเขา

คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆ

แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง

.. ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ

พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน

หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม


จบบริบูรณ์....


ปล.ปัจจุบันผู้เป็นพี่สาวอายุ 86 ปีตำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารใหญ่บริษัทฮุนไดและในเครือกว่า 20 บริษัท

น้องชายอายุ 83 ปีเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเล็กๆ ที่มีชื่อเป็นภาษาเกาหลีว่า

'ซัมซุง'

และเรื่องราวของท่านทั้ง 2 คนกำลังถูกนำมาสร้างเป็นซี่รี่ย์ โดยดาราเล็กๆ คนคือ ซอง เฮ เคียว และ ลี ดอง ฮุคครับ

บู มิง ฮอง
เล่าเรื่อง



ขอขอบคุณมาก สำหรับเพื่อนที่ส่งเรื่องนี้มาให้อ่าน




 

Create Date : 18 เมษายน 2552    
Last Update : 18 เมษายน 2552 3:17:34 น.
Counter : 429 Pageviews.  

มิสป่าตอง ... หญิงที่ผูกติดกับภาพในอดีต



พอดีไปอ่าเจอในเวปของกระปุกค่ะ ก็เลยเอามาให่อ่านกัน หรือจะเข้าไปดูในเวปของกระปุกก็ได้ค่ะ มีคลิบวีดีโอด้วย



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก บริษัททีวีบูรพา , pantip.com, โมเดิร์นไนน์ ทีวี


ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของใครหลายคนอาจจะยังมาไม่ถึง แต่สำหรับใครบางคนผ่านไปแล้ว ที่สำคัญมันมีเพียงแค่ช่วงเวลาสั้น ที่ไม่สามารถไขว่คว้าไว้ได้ ทำให้คนบางคนถูกอดีตทำร้าย และนำความจริงแสนสั้นในอดีต มาสร้างเป็นโลกลวง หรือความจริงเสมือนในโลกปัจจุบัน จนใครๆ ก็หาว่า "เพี้ยน" และ "บ้า" ใช่แล้วค่ะ เรากำลังเอ่ยถึง "มิสป่าตอง" หญิงชราวัย 72 ปี แต่เธอหมุนเข็มนาฬิกาหยุดเวลาตัวเองไว้ที่อายุ 18 ปี ... ใครคือมิสป่าตอง...มิสป่าตองคืออะไร คำถามเหล่านี้คงผุดขึ้นในใจหลายคน

ทั้งนี้ ถ้าใครมีโอกาสได้ดูรายการคนค้นฅน เมื่อค่ำคืนวันอังคารที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา คงจะได้สัมผัสกับชีวิตเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยจินตนาการของ "มิสป่าตอง" พร้อมกับคงชอบใจกับวลีเด็ดๆ ที่เธอบอกว่า "เพิ่งเลิกกับ สรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ประกาศข่าวฝีปากกล้า เพราะเค้าทำแต่ข่าวจนไม่มีเวลาให้" เจอแบบนี้เชื่อทำเอาหลายๆ คนอยากรู้จักกับแฟนของสรยุทธขึ้นมาในทันที วันนี้กระปุกดอทคอมเลยไม่พลาด ขอพาไปเปิดโลกที่เต็มไปด้วยจินตนาการ แต่แฝงไว้ด้วยความรัก ความฝัน ความหลังที่ฝังจำฝังใจของอดีตอันเจ็บปวด ของหญิงสาวที่ใครๆ ก็เรียกเธอว่า "มิสป่าตอง" กันค่ะ...

ในมุมเล็กๆ ของจังหวัดภูเก็ตอย่าง "หาดป่าตอง" ยังมีสาวน้อยนางหนึ่ง ที่เธอหยุดเวลาชีวิตไว้ที่อายุ 18 ปี หรือจะเรียกให้ถูก คือ เธอหมุนเวลาตัวเองไว้ที่อายุ 18 ปี ทั้งๆ ที่อายุอานามเธอก็มากถึง 72 ปี . . . "มิสป่าตอง" หรือ "ละมูล คงสวัสดิ์" ชาวจังหวัดพิษณุโลก ที่มาใช้ชีวิตอยู่ที่หาดป่าตองได้ประมาณ 20 ปีกว่าก่อน ทุกๆ วันผู้คนตามร้านค้า ถนนหนทาง จะเห็นหญิงชราสาวสวยที่แต่งองค์ทรงเครื่องมาอย่างสวยสดงดงาม ค่อยๆ เดินไปเดินมา จนใครๆ ก็เรียกเธอติดปากว่า "มิสป่าตอง" ซึ่งเธอเป็นคนแรกและคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับตำแหน่งกิตติมศักดิ์นี้





"ละมูล" เป็นนักขุดทองรุ่นแรกๆ ของป่าตอง ที่อพยพมาจากจังหวัดพิษณุโลก ถึงเธอจะคว้าไม่ได้ในสิ่งที่ฝัน แต่เธอก็มีความสุขกับฝันที่เธอจินตนาการ และเธอก็ไม่เคยกล่าวโทษป่าตอง กลับกันเธอรู้สึกรักและหวงแหนป่าตอง จนไม่ยอมจากไปอยู่ที่ไหน จะขอตายอยู่ที่ป่าตอง ทั้งนี้ชื่อเสียงของเธอโด่งดังไปทั่วป่าตอง แทบไม่มีใครที่ไม่รู้จักเธอ ด้วยความรักที่เธอทุ่มเทให้กับที่นี่ อย่างหมดตัวหมดใจนี่เอง ทำให้ป่าตองตอบแทนเธอด้วยการมอบสิทธิพิเศษ ให้เธอเป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์คนเดียว ที่ได้สวมมงกุฎพร้อมสายสะพายในตำแหน่ง "มิสป่าตอง" ตลอดกาล ณ ปัจจุบัน ละมูลเป็นมิสป่าตองมา 4 ปีแล้ว ซึ่งตำแหน่งมิสป่าตองไม่ใช่ใครๆ ก็จะเป็นได้ เพราะนอกจากต้องสวยและมีความรู้แล้ว จะต้องรักประชาชน รักประเทศชาติด้วย ซึ่ง "ละมูล" มีคุณสมบัติเหล่านี้ จึงทำให้เธอได้รับตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ และเธอได้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

"มิสอยู่ป่าตองตั้งแต่อายุ 25 ปี จนกระทั่งตอนนี้ 72 ปี แต่มิสอายุ 18 ปี เพราะเพิ่งเกิดมาใหม่ มิสเป็นลูกของพระพุทธเจ้า มิสมีบุญ ทำบุญไว้มาก ช่วยเหลือคนอยากคนจน เป็นมิสป่าตองมา 4 ปีแล้ว มิสไปประกวดนางฟ้าจำแลงได้ที่ 1 จากนั้นไปประกวดเป็นมิสภูเก็ต มิสได้เป็น 2 - 3 ตำแหน่ง และพอเค้ามาเปิดหาดป่าตอง มิสก็อยากไปเดินขบวนพาเหรดกับเค้า เลยใส่ชุดสีแดงกำมะหยี่ หน้าตาไม่แต่ง แล้วพอไปถึงปลาโลมาเค้ามายืนเคารพมิสกัน มิสก็ไม่รู้ว่าประชาชนตั้งให้เป็น มิสป่าตอง มิสหันหน้าหันหลังก็ไม่เชื่อว่ามิสเป็นมิสป่าตอง จนเค้าออกข่าวมาประมาณ 1 เดือน ถึงเชื่อว่าเป็นมิสป่าตอง ตอนฮานามิ (สึนามิ) เข้ามา ตอนนั้นนักท่องเที่ยวหายหมดเลย มิสก็คิดว่าตัวเองมีหน้าที่ ที่ต้องทำให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวป่าตองเยอะๆ"

ด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้ทุกๆ วัน มิสป่าตองคนนี้ใส่ชุดสวย ไม่ว่าจะเป็น ชุดว่ายน้ำ, ชุดราตรี เป็นต้น ออกไปเดินให้ความสำราญ เที่ยวทักทายผู้คนหรือนักท่องเที่ยวอยู่บริเวณชายหาดป่าตอง ก่อนที่เธอจะไปปฏิบัติภารกิจอื่นๆ ของวัน

"มาเดินเป็นขวัญใจนักท่องเที่ยว มิสก็มาเดินๆๆ เค้าบอกว่ามิสมีความรู้ ตัวมิสจะลำบากก็ไม่เท่าไหร่ แต่ประชาชนจะลำบากกว่ามิส เพราะไม่มีที่ทำมาหากิน ถึงเหนื่อยมิสก็ทน ไม่ท้อถอย มิสมีกำลังใจที่ประชาชนมีความสุข คือเห็นคนอื่นมีความสุขเราก็สุขด้วย ทุกอย่างมันอยู่ที่พรหมลิขิต ตราบใดที่ป่าตองยังเฟื่องฟู มิสก็จะอยู่คู่ป่าตอง"





และเมื่อเสร็จสิ้นจากภารกิจหน้าที่ทางสังคมแล้ว ในทุกๆ วันเธอจะไปรับพวงมาลัยจากตลาด เพื่อตอนค่ำจะได้นำไปส่งให้กับบรรดาร้านอาหารซีฟู๊ด ซึ่งเป็นลูกค้าเธอมาเป็นสิบปี ถึงฝนจะตกแดดออก เธอก็ไม่เคยหยุด เธอให้เหตุผลว่า ถ้ามิสไม่เอามาลัยไปส่งเขา แขกจะไม่เข้าร้านเขา มิสสงสารเขาก็ต้องไปส่งทุกวัน ร้านอาหารเหล่านี้ ก็จะเก็บขวดน้ำ กระป๋อง กระดาษ ไว้ให้เธอเป็นการตอบแทนน้ำใจ ทุกวันนี้เธอมีรายได้ ด้วยการเก็บของเก่า และขายมาลัยเป็นหลัก ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ใคร ถึงแม้เธอจะมีคนรัก เป็นชายผู้สูงศักดิ์ชาวต่างชาติ เป็นสะใภ้ของนายทุนที่มีกิจการใหญ่โต แต่เธอก็มีความเย่อหยิ่งในศักดิ์ศรีของผู้หญิง พอที่หยัดยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง จะตกระกำลำบากแค่ไหน เธอก็ไม่เคยเอ่ยปากขอใคร เพราะเธอคิดว่า "มีเท้าสิบนิ้ว มือสิบนิ้ว ก็ต้องมีปัญญาทำกันไป"

อย่างไรก็ตาม ด้วยอายุที่ย่างเข้าสู่วัยชรา จึงอาจทำให้ความทรงจำบางส่วนได้สูญหายไป แต่เธอกลับจำเรื่องราวความรักไว้ในหัวใจ

"มิสเคยไปอยู่เยอรมัน กับแฟนที่ชื่อปีเตอร์ แฟนมิสอายุ 70 ปี มิสไปอยู่กับแกที่เยอรมัน 3 เดือน 15 วัน แต่แฟนมิสเป็นคนขี้หึง ไปไหนก็ไม่ให้ไป เวลาแกไปทำงานแกจะใส่กุญแจขังมิสไว้อยู่ในห้อง แถมยังชอบตีมิส จับมิสโยนบันได มิสทนไม่ไหวก็เลยบอกเค้าว่ามิสไม่อยู่แล้ว มิสจะกลับเมืองไทย พอมิสเลิกกับเค้าก็ไม่ได้ยุ่งกับใครอีกเลย จนมาเจอกับสรยุทธ (สรยุทธ สุทัศนะจินดา) ตอนแกมาทำข่าวฮานามิ (สึนามิ) พอมาเจอมิสก็แกก็ชอบมิส แล้วเป็นแฟนกัน แต่แกทำแต่ข่าว เลยไม่มีเวลาให้มิส สุดท้ายก็เลิกกัน เพราะแกไม่มีเวลาจริงๆ พอเยอรมันมาขอเค้าก็เลยยกให้เลย ส่วนกับแฟนเยอรมันคนล่าสุดหมั้นกันไว้ 4 ปีแล้ว มิสมีลูกกับแกตั้ง 13 คน เลยคิดถึง ตอนนี้ก็ท้องอยู่ 7 เดือน เค้ากลัวว่ามิสจะไปมีแฟนใหม่"

และนี่ก็คือเรื่องราว ความรัก ของ "มิสป่าตอง" . . . เชื่อว่าหลายๆ คนได้อ่านแล้วคงจะอมยิ้มไปกับความน่ารักของเธอแน่ๆ อย่างไรก็ตาม สามารถติดตามเรื่องราวชีวิตตัวละครเล็กๆ ที่ดำรงอยู่ได้ด้วยความฝัน ในรายการคนค้นฅน วันอังคารที่ 7 เมษายนนี้ เวลา 22.15 น. ทางโมเดิร์นไนน์ ทีวีค่ะ

ขอขอบคุณ //www.kapook.com




 

Create Date : 13 เมษายน 2552    
Last Update : 13 เมษายน 2552 15:42:31 น.
Counter : 275 Pageviews.  

พูดคุยกันก่อน

สวัสดีค่ะ
ก่อนอื่น ขอแนะนำตัวก่อน ชื่อ นิกกี้ค่ะ เป็นคนไทยแต่กำเนิด แต่ต้องมาอยู่ต่างแดน (อิตาลี) เป็นคนช่างจิตนาการค่ะ ชอบคิด ชอบทำ ชอบการเดินทาง ชอบวางแผน ชอบการผจญภัย แต่ไม่มีภัยให้ผจญเท่าไหร่ ชอบธรรมชาติ ชอบสัตว์เลี่้ยง ชอบถ่ายภาพ ชอบทำอาหาร งานฝีมือ ประดิษฐ์ประดอยต่าง.. ก็เลยอยากเขียนบล็อกกับเขาบ้าง แค่เหมือนเรื่องเล่าที่เล่าสู่กันฟัง เหมือนสมุดบันทึกเล่มหนึ่งค่ะ ...ตอนนี้ยังไม่มีเวลามาเขียนบล๊อกเลยค่ะ ช่วยแนะนำหน่อยน่ะค่ะ หรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ยินดีกับทุกคนค่ะ
ก่อนอื่นก็เลยมีรูปสวย มาให้ดูนิด นิด...



ดอกหญ้าสีสวย







ดอกของต้นแอพริคอท ค่ะ สวยเหมือนดอก ซากุระในญี่ปุ่นเลย จะออกดอกช่วงเดือนมีนาคม ค่ะ



>
















นี้เป็นดอกของต้นโรสแมรี่ค่ะ




 

Create Date : 13 มีนาคม 2552    
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2552 21:36:52 น.
Counter : 588 Pageviews.  


N_silk
Location :
Thailand Italy

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]





บล๊อคนี้เป็นบล๊อคที่เขียนขึ้นมาจากใจ ทำทุกอย่างที่ใจอยากทำ ถ้าทำแล้วมีความสุข ไม่เดือนร้อนใคร เก็บเรื่องราวที่ผ่านมา เขียนลงในบล็อก เหมือนเป็นสมุดบันทึกเล่มหนึ่ง มีสาระบ้าง ไม่มีบ้าง ก็เล่าสู่กันฟัง ทุกอย่างที่ทำไม่ได้มีแบบที่ตายตัว หรือบางอย่างที่ทำอาจจะไม่เหมือนใคร หรือเหมือนใคร ชอบทำอาหารมาก และงานฝีมือทุกอย่าง หากมีข้อบกพร่องอันใด ก็ขออภัยด้วยแล้วกันน่ะค่ะ และต้องขอขอบคุณ...................................................... ....บล๊อก ป้ามด..
....บล๊อกคุณ lozocat
....บล๊อกคุณ Paradijs's
....บล๊อกคุณ ญามี่
สำหรับคำแนะนำ
และโคดต่าง ๆ ในการทำบล๊อก
และขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนที่เข้ามาทักทาย ค่ะ
......จากใจจริง จริ๊ง......
.............ยังไมได้ลงมือทำ อย่าคิดว่าทำไม่ได้.............. i love cooking new things. The simpler the dishes the better for me, but i never compromise on taste! (at least not deliberately!) My favourite style......... (รูปภาพสงวนลิขสิทธ์น่ะค่ะ แต่ถ้าจะนำไปใช้ที่ไม่ใช้ก็ไถ่ถามกันนิดหนี่ง..ยินดีน่ะค่ะ )
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add N_silk's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.