สาริกานางรองกับฟิวเตอร์แผ่น ตอนที่ 2 (จบ)

กลับมาต่อจากตอนที่แล้วกันเลย

หลังจากที่เราได้ออกมาจากน้ำตกสาริกาแล้ว เราก็มุ่งหน้าตรงไปน้ำตกนางรองต่อเลย
ระยะทางอีกประมาณ 10 กิโลเมตรเห็นจะได้

ระหว่างทางมีร้านอาหารมากมายให้เลือกสรรค แต่ส่วนมากจะเป็นร้านส้มตำไก่ย่าง
ผมอยากลองอะไรที่แปลกใหม่หน่อยเบื่อแล้วส้มตำไก่ย่าง
ก็เลยขับมาเรื่อยๆ จนจะหมดเขตร้านอาหารแหละ สังเกตเห็นร้านอาหารชื่อช่อชะมวง
รีบจอดรถทันทีแต่ก็ยังเลยร้านไปหน่อย บรรยากาศภายในร้านใช้ได้เลย
ส่วนหน้าจะจัดเป็นศาลาไม้หลายหลัง และถ้าเดินลึกเข้าไปจะเป็นห้องจัดเลี้ยง
ไม่รอช้าเปิดหน้าเมนูแนะนำก่อนเลย
เสร็จสรรพสั่งไป 3 เมนู
เส้นจันทร์ผัดปูจานเล็ก (100 บาท)
แกงหมูชะมวง (150 บาท)
ผัดเห็ดรวมมิตรกับผักหวาน (80 บาท)
หนักไปหน่อยสำหรับ 2 คน แต่ก็เกือบหมด อิอิ
อาหารรสชาดใช้ได้เลยโดยเฉพาะแกงหมูชะมวง

ทานข้าวเสร็จต้องรีบขับรถไปน้ำตกเพราะเวลาล่วงเลยมาถึง บ่าย 3 ครึ่งแล้ว

ค่าเข้าน้ำตกรถยนต์รวมคนขับ 50 บาท คนที่เหลือบนรถคนละ 10 บาท
ขับตรงไปสุดๆเลยครับ หาที่จอดแล้วเดินขึ้นน้ำตกชั้นบนก่อนเลย
ตามขอบทางเดินเต็มไปด้วยมอสสีเขียวสดสวยงาม

เดินขึ้นมาประมาณซัก 600 เมตร จะเจอสะพานทางขวามือ เพื่อเดินลงไปชมน้ำตก
น้ำตกนางรองชั้นบนจะเป็นสายน้ำกว้างไม่มีขอบฝั่งให้เดินลงไปถ่ายรูปได้ จึงต้องถ่ายจากบนสะพานเท่านั้น
ช่วงนี้น้ำแรงมากดูแล้วก็น่ากลัว

อุปสรรคในการถ่ายรูปข้อแรกคือ คน แต่ไม่ใช้เรื่องยืนบังนะครับ เป็นเรื่องการไหวของสะพาน ถ้ามีคนเดินหรือยืนพิงขอบสะพาน
สะพานจะสั่นไหว ภาพก็จะไหวไปด้วย ต้องรอจังหวะดีดี
อุปสรรคข้อที่สองก็เรื่องละอองน้ำบางมุมก็ไม่มีละอองน้ำต้องลองเดินหาตำแหน่งดีดีนะครับ

อุปกรณ์การถ่ายภาพก็เหมือนเดิมครับ
1. ขาตั้งกล้อง
2. รีโมทคอนโทรล
3. ฟิวเตอร์แผ่น ND 0.9 100มม.
4. ผ้าไม่โครไฟเบอร์ (สำคัญมากถ้าคุณถ่ายบริเวณที่มีละอองน้ำ)

เทคนิคนิดหน่อยก็คือ การถ่ายภาพแนว Landscape เรื่องความคมชัดของภาพนั้นสำคัญ กล้องต้องนิ่งมากๆ
ขาตั้งกล้องต้องรับน้ำหนักของกล้องได้ดีและควรตั้งบนพื้นที่มั้นคง ควรใช้รีโมทคอนโทรลทุกครั้ง เปิดฟังชั่น Mirror Lock
ศึกษาเรื่อง Hyper Focal Distance อีกนิด รับรองภาพของเพื่อนๆ จะคมชัดตั้งแต่หน้าสุดยันหลังสุดแน่นอน

น้ำตกชั้นบนถ่ายได้ไม่กี่มุมก็หมดมุขแล้ว สงสัยต้องลองเดินลงไปข้างล่างต่อดู
นอกจากน้ำตกแล้วที่นางรองนี้ยังมีจุดเด่นเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของพรรณพืช มอส เฟิร์น

ชั้นล่างของน้ำตกจะเป็นบริเวณที่สามารถเล่นน้ำได้ จะมีผู้คนพาครอบครัวมานั่งพักผ่อนกันหนาตา ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ลงเล่นน้ำกันสนุกสนานน่าดู
แต่นี้ก็เย็นมากแล้วปาเข้าไป 5 โมงเย็นคนจึงเริ่มบางตา
ผมก็ไม่รอช้ารีบเดินลุยน้ำลงไปหาที่ถ่ายรูป ถึงน้ำไม่ลึกแต่น้ำก็แรงอยู่ วางขาตั้งกล้องไม่ดีก็มีไหวได้เหมือนกัน

ถ้าไปได้ไม่นานฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว ก็มันจะ 6 โมงแล้วนิ คงต้องได้เวลาลาจากนางรองแล้ว
ขึ้นรถแล้วมุ่มตรงกลับเข้ากรุงเทพฯ ตามถนนสายเดิม

ข้อแนะนำ ควรออกจากกรุงเทพฯแต่เช้าซัก 6 โมง เพื่อนๆจะได้มีเวลาเที่ยวถ่ายรูปกันได้นานๆ หลายๆที่ เพราะจังหวัดนครนายกยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกเยอะ

ถ้าท่านใดสนใจอยากหาฟิวเตอร์แผ่นคุณภาพดีมาใช้สอยให้สมอุราก็ลองเข้าไปที่นี้ดูนะครับ
//www.facebook.com/FilterProPreorder

คงต้องจบบทความชุดสาริกานางรองกับฟิวเตอร์แผ่นไว้ ณ ที่นี้ครับ
ติดตามตอนต่อไปว่าผมจะแอบหนีไปเที่ยวไหนกันอีก ^___^




Create Date : 05 กันยายน 2555
Last Update : 6 กันยายน 2555 1:08:14 น.
Counter : 396 Pageviews.

0 comment
สาริกานางรองกับฟิวเตอร์แผ่น ตอนที่ 1

สวัสดียามบ่ายครับเพื่อนๆ

เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้วได้มีโอกาสไปเที่ยวน้ำตกสาริกา น้ำตกนางรอง ที่จังหวัดนครนายกมา
จริงๆแล้วตั้งใจไปทดสอบอุปกรณ์กล้องใหม่ที่เพิ่งสั่งเข้ามาจากอเมริกา นั้นคือฟิวเตอร์แผ่นของ FORMATT HITECH
บทความนี้เลยจะออกกึ่งๆ พรีวิวสินค้าและนำเที่ยว

เช้าวันเสาร์ตื่นสายจึงออกเดินทางจากรุงเทพฯ ประมาณ 9.30
ใช้เส้นทางรังสิตนครนายก ขับรถประมาณชั่วโมงครึ่งจากรังสิตก็ถึงน้ำตกสาริกา เป้าหมายแรกแล้ว

แนะนำท่านที่ขับรถมาเอง ให้ขับเข้าน้ำตกไปจนสุดทางจะมีลานจอดรถของทางอุทยานให้จอดฟรี
อย่าเผลอเลี้ยวเข้าไปจอดตามร้านค้าหน้าอุทยานนะครับ เพราะจะโดนเก็บค่าจอดรถ 40 บาท แถมต้องเดินไกลอีกด้วย
แต่ถ้าที่จอดรถเต็ม ก็คงต้องจำใจเสียเงินละครับ

ค่าเข้าชมอุทยาน ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็กจำไม่ได้น่าจะ 20 บาท

มาช่วงเดือนนี้ดีน้ำเยอะ เหมาะแก่การถ่ายภาพและลงเล่นน้ำตก
ผมไม่รอช้ารีบเดินขึ้นไปยังน้ำตกชั้นบน เพื่อจะเก็บภาพต้นน้ำ
อุปสรรคในการถ่ายภาพอย่างแรกเลยคือ คนเยอะต้องหามุมที่จะถ่าย แล้วรอจังหวะที่คนไม่มี
อุปสรรคที่สองคือ ละอองน้ำ ต้องเช็ดฟิวเตอร์ก่อนถ่ายทุกครั้ง และต้องดูทิศทางลมและเอาตัวเรานี้แหละยืนบังละอองน้ำ

อุปกรณ์การถ่ายภาพน้ำตกครั้งนี้
1. ขาตั้งกล้อง
2. รีโมทคอนโทรล
3. ฟิวเตอร์แผ่น ND 0.9 100มม.
4. ผ้าไม่โครไฟเบอร์ (สำคัญมากงานนี้)

ข้อแนะนำควรสวมรองเท้าที่พื้นดีดีหน่อยเพราะหินลื่นมาก และพื้นไม่เรียบ อย่าวางอุปกรณ์หรือสิ่งของในที่โล่ง เพราะลมแรงมากของอาจจะปลิวตกน้ำได้

ภาพแรกใช้ความเร็วม่านชัตเตอร์ที่ 2.5 วินาที + ความแรงของน้ำตก = ความฟุ้งของสายน้ำที่นวลตา อิอิ

พอถ่ายด้านบนเสร็จแล้วก็เดินลงมาถ่ายชั้นล่างต่อเลย

ต้องเรียกว่าชั้นกลางถึงจะถูก เพราะมีล่างกว่านี้อีกแต่ผมไม่ได้ลงไปถ่าย เพราะตรงนั้นจะเป็นน้ำตื้นคนเล่นน้ำกันเยอะอยู่

อุปสรรคการถ่ายก็เหมือนเดิมแต่ชั้นนี้จะไม่ค่อยมีละอองน้ำถ้าเราไม่เข้าใกล้น้ำตกจนเกินไป

ถ่ายไป-ถ่ายมา เพลินจนเวลาล่วงเลยไปบ่ายโมงแล้ว
ท้องเริ่มร้องเพราะหิวข้าวกลางวัน
จึงต้องจำใจขอลาน้ำตกสาริกาไว้แต่เพียงเท่านี้

ถ้าท่านใดสนใจอยากหาฟิวเตอร์แผ่นคุณภาพดีมาใช้สอยให้สมอุราก็ลองเข้าไปที่นี้ดูนะครับ
//www.facebook.com/FilterProPreorder

ติดตามน้ำตกนางรองต่อตอนหน้านะครับ




Create Date : 05 กันยายน 2555
Last Update : 5 กันยายน 2555 15:00:49 น.
Counter : 665 Pageviews.

0 comment
<< จัดไฟถ่ายพระเครื่อง...แบบ DIY >>

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้ผมนำเสนอการถ่ายพระเครื่องฉบับของผมให้ทุกท่านชมกันครับ...

เมื่อคืนวันเสาร์ผมได้ออกไปสังสรรค์กับเพื่อนมา และก็สัญญากับเพื่อนไว้ว่าจะถ่ายพระเครื่องให้ (เพื่อนผมเขาเป็นเซียนพระ เรียกให้ดูดี) มันคงเห็นผมถ่ายรูปได้มีกล่องตัวใหญ๋ก็เลยใช้ซะเลย
แต่จริงๆ แล้วผมนะชอบถ่ายรูปธรรมชาติ วัดวาอารามซะมากกว่า เรื่องถ่ายสิ่งของเนี้ยพูดได้เลยว่าไม่ถนัด...แต่ใจหนึ่งก็อยากช่วยเพื่อนจึงรับปากไป
ลองดูคงไม่เสียหาย ยังไงเพื่อนผมก็ไม่ได้เร่งอยู่แล้ว มีเวลาให้ลองผิดลองถูกเยอะเลย ถ้าถ่ายเข้าตาบรรดาเซียนพระละก็ คงมีจ็อบพิเศษให้ทำเงินอีกต่างหาก อิอิ

ก่อนที่จะมาเจอเพื่อนผม ผมก็ได้หาข้อมูลการถ่ายพระเครื่องจากอินเตอร์เน็ตมาระดับหนึ่งแล้ว ลงทุนซื้อหลาอดไฟใหม่มา 2 ดวง (งานนี้ทุ่มทุนเพื่อเพื่อน) เทคนิคมีไม่มาก ถ้าอุปกรณ์พร้อมก็โอเคร

ย้อนกลับไปเมื่อคืนวันเสาร์ เพื่อนผมมันมาพร้อมกับกล่องพระในมือ 2 กล่อง รวมพระ 16 องค์ มีทั้งใส่กรอบพลาสติก กรอบเงิน กรอบสเตนเลส และแบบไม่เลี่ยมกรอบ ครบเลยขาดแต่เพียงกรอบทอง
เมื่อรับพระมาแล้ว มันก็ยื่นแฮนดี้ไดร์มาให้เซฟรูปอีก 1 อัน

พอตื่นขึ้นมาตอนเช้าวันอาทิตย์ ก็จัดเตรียมสถานที่และอุปกรณ์ต่างๆ โดยมีอุปกรณ์ดังนี้คือ

1. กล้องถ่ายรูป+เลนส์ 100 มาโคร
2. ขาตั้งกล้อง
3. รีโมทคอนโทรล
4. ขาตั้งไฟแฟลช (ผมเอามาไว้ตั้งเพื่อนำหลอดไฟมาหนีบ)
5. โคมไฟ ขั่ว E27 2 ตัว
6. หลอดประหยัดไฟทอร์นาโด 28W 2 ดวง (ให้ความสว่างเท่ากับ 135W ราคาดวงละ 209 บาท)
7. กระดาษไขเขียนแบบ
8. ฝากล่องพลาสติกขาวขุ่น 

เอาละอุปกรณ์พร้อมแล้ว มาดูการจัดวางอุปกรณ์กันก่อนเลย

 

เนื่องจากผมไม่ได้มีโต๊ะถ่ายพระเครื่อง (ราคาประมาณ 4000-6000 บาท) ก็เลยต้องใช้เก้าอี้แล้วว่างด้วยกระปุกตังค์ (ผมใช้ถังเนี้ยแหละเก็บเศษเหรียญอีกประมาณ 10 ปี คงจะเต็ม อิอิ) แล้วว่างฝากล่องพลาสติกข้างบนอีกชั้น คงจะงงซิครับทำไมต้องฝากล่องพลาสติก ผมขออธิบายสั้นๆนะครับ การถ่ายพระเครื่องมีด้วยกัน 2 แบบ คือ 1. แบบจบในกล้อง 2. แบบจบในคอม ถ้าแบบจบในกล้องเลยต้องใช้แท่นกระจกใสวางไว้เหนือฉากหลัง (โดยส่วนมากเป็นกำมะหยี่สีแดง) พอถ่ายเสร็จภาพก็จะมีฉากหลังเรียบร้อย จบงานได้เลย ส่วนแบบจบในคอม (แบบที่ผมจะถ่าย) คือการถ่ายภาพบนฉากหลังสีขาว แล้วนำภาพที่ได้ไปไดคัทแล้ววางบนภาพฉากหลังที่เราต้องการในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ต้องใช้ฝากล่องพลาสติกขุ่นนั้นเพราะว่า เวลาเราถ่ายโดยมีไฟส่องมา พลาสติกขาวขุ่นจะไม่ทำให้เกิดเงาดำใต้องค์พระครับ พอนำภาพไปตัดในโปรแกรมจะง่ายขึ้น นี้แหละครับเหตุผลที่ต้องใช้ฝากล่อง...

จากนั้นก็กางขาตั้งกล่องให้สุด ดึงแกนกลางแล้วปรับให้เป็นแนวนอน (ขาตั้งบางรุ่นจะปรับระนาบแกนกลางไม่ได้นะครับ) ผมเลือกใช้หัวแพน เพราะต้องการความมั่นคง และแม่นยำในการปรับมุมองศา ถ้ามีระดับน้ำที่ติดหัวกล้องจะช่วยได้มากทีเดียว แต่ของผมหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ เลยต้องกะด้วยสายตาเอา ตั้งให้ตรงตั้งแต่แรกจะได้ไม่มีปัญหาภายหลัง จัดการเสียบรีโมทคอนโทรลเข้ากับตัวกล้อง จากนั้นก็ลองเอาพระมาวางบนแท่นดู (ควรเอาพระองค์ที่ใหญ่ที่สุดมาวาง) ดูระยะว่าพอเหลือเนื้อที่บน-ล่าง ซ้าย-ขวา ไว้ซักหน่อย ถ้าระยะยังไม่ได้ก็ลองปรับความสูงของแท่นดู (เปลี่ยนเก้าอี้ หรือว่าหนุนหนังสือ)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พอตั้งกล้องได้ระดับดีแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการจัดไฟเลยครับ ผมใช้ขาตั้งแฟลช 2 ตัว มากางไว้ด้านซ้ายและขวาเพื่อเป็นเสา จากนั้นก็เอาโคมไฟแบบหนีบ มาหนีบกับขาตั้งแฟลช ความสูงของโคมไฟก็ให้สูงกว่าแท่นวางพระพอที่จะกดทำมุมลงมายังองค์พระประมาณ 30 องศา (อันนี้ปรับเปลี่ยนตามสถานะการณ์นะครับ) จากนั้นก็นำกระดาษไขมาหุ้มหน้าดวงไฟ จะช่วยทำให้แสงไม่กระด้างจนเกินไป (ไม่มีก็ไม่เป็นไรครับ ไม่สำคัญมาก)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อเซทอุปกรณ์เรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็มาเซทกล้องกันบ้าง เริ่มจากการเซทค่า White Balance กันก่อน ง่ายๆ คือ ตั้งไฟล์ภาพเป็น jpeg ปรับโฟกัสเป็นแบบแมนนวล แล้วนำกระดาษขาวด้านหรือแผ่นวัสดุอะไรก็ได้สีขาวไม่สะท้อนแสง หรือแผ่นเทากลาง (ส่วนผมใช้แผ่นตัวอย่างลามิเนตสีขาวผิวส้ม ซึ่งมีอยู่แล้ว) ตอนนี้เซทค่า White balance เป็นออร์โต้ก่อนนะ จากนั้นก็ถ่ายเลยครับ นำไฟล์สีขาวที่ได้ไปเซทค่า Custom White Balance ในกล้อง (วิธีการตรงนี้ขอข้ามนะครับ ลองอ่านในคู่มือกล้องเอาเองนะจ๊ะ) แล้วก็มาเปลี่ยนโหมด White Balance ที่กล้องจาก Auto ให้เป็น Custom White Balance ซะ...เรียบร้อย

ขั้นตอนต่อไป เอากระดาษขาวออก แล้วลองถ่ายแท่นเปล่าเพื่อหาค่าของแสง ของผมเป็นฝาพลาสติกขุ่นก็ปรับให้ติด + ไป 1 สต๊อป หรือถ้าใครมีกระดาษเท่ากลางก็ยิ่งดี เอามาวางแล้วเซทค่าตัววัดแสงไว้ทีตรงกลางพอดี ตอนนี้ควรใช้โหมดถ่ายภาพแบบแมนนวล ตั้งค่ารูรับแสงไว้ที่ 11 ขึ้นไป เพราะเราต้องการความชัดลึกมากๆ (ของผมตั้งไว้ที่ 14) เนื่องจากองค์พระมีมิติ เป็นแบบนูนต่ำ และเราต้องถ่ายให้ชัดทั้งองค์จึงจำเป็นต้องใช้รูรับแสงที่แคบ หรือค่ามากๆนั้นเอง เรื่องความไวชัตเตอร์ไม่สำคัญ เพราะเราใช้ค่าตั้งกล้องกับรีโมทอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ควรจะช้าเกิน 2-3 วินาที พอเราเซทค่าแสงได้แล้ว คราวนี้ก็กดอย่างเดียว ถ้าแสงบริเวณโดยรอบไม่เปลี่ยนแปลงมากนักก็ไม่ต้องเซทใหม่

ขั้นตอนสุดท้ายให้เซทค่า Mirrir Lock ในกล้องให้ enable เพราะจะช่วยลดการสั่นไหวของภาพขณะที่กระจกมองภาพเลื่อนขึ้นลง กล่าวคือ ฟังชั่นนี้เมื่อกดชัตเตอร์ครั้งแรกกระจกมองภาพจะถูกเก็บขึ้นมาก่อน...ค้างไว้จะยังไม่ใช้การถ่ายภาพ รอซักพักนึงแล้วจึงกดชัตเตอร์อีกครั้งถึงจะเป็นการถ่ายภาพ 

เอาละเตรียมพร้อม....แต่เดี๋ยวก่อนมีข้อควรระวังเพิ่มเติมที่ควรจะรู้ไว้คือ

1. ขาตั้งต้องมั่นคง ล็อคทุกอย่างให้คงที่
2. เลือกขนาดไฟล์ที่ต้องการและชนิดของไฟล์ให้เหมาะแก่การใช้งาน
3. ควรแยกพระเครื่องให้เป็นหมวดหมู่ก่อน เพราะการจัดไฟของพระแต่ละประเภท หรือพระใส่กรอบกับไม่ใส่กรอบนั้นแตกต่างกัน จะได้ไม่ต้องจัดไฟหลายๆครั้ง
4. เมื่อมีการจัดไฟใหม่ หรือมีการเปลี่ยนแปลงของแสงในบรรยากาศโดยรอบ ต้องเซทค่า White Balance และวัดแสงใหม่ ตามวิธีที่บอกมาข้างต้นใหม่เสมอ

 คราวนี้พร้อมจริงๆ แล้วก็ลงมือถ่ายกันเลย แช๊ะๆๆ

 

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รูปนี้เป็นพระเหรียญไม่ใส่กรอบครับ ถ่ายง่ายๆ สบายๆ ชิวๆ ถ่ายเสร็จก็เอามาไดคัทวางบนพื้นหลัง พิมพ์ข้อความ....

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รูปนี้ใส่กรอบพลาสติกยากหน่อย ผมต้องปรับระดับไฟให้อยู่ระนาบเดียวกับองค์พระ บิดไฟหาเหลี่ยมอยู่นาน เพื่อไม่ให้เกิดแสงสะท้อนเป็นรูปดวงไฟบนตัวกรอบ 
(ภาพนี้ปรับตำแหน่งแสงใหม่ ตอนวัดค่าแสงให้ Over เกินไปนิดเลยสว่างกว่ารูปแรก) ถ้าเป็นไปได้ควรนำพระออกจากกรอบก่อนถ่ายจะดีที่สุด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รูปนี้อยู่ในกรอบเงินจัดแสงเหมือนกรอบพลาสติกเลยจร้า....

กว่าจะเสร็จหมดทั้ง 16 องค์ ก็เสียเวลาไปทั้งวันเลย ครั้งหน้าคงจะเร็วกว่านี้
เห็นมั้ยครับไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์มาตรฐานสากล คุณก็สามารถถ่ายพระเครื่องได้แล้ว แค่รู้จักอุปกรณ์ถ่ายรูปของคุณให้ดีก็พอ และรู้จักดัดแปลงให้เข้ากับสถานการณ์


ผมกะว่าถ้ามีใครเอามาให้ถ่ายอีกซัก 30-40 องค์ (องค์ละ 100 บาท) จะไปซื้อโต๊ะถ่ายพระเครื่องมาไว้ที่บ้านเลย จะได้ไม้ต้องมาเสียเวลาเซทอุปกรณ์ให้วุ่นวาย เอิ๊กๆ

วันนี้ก็ต้องขอลาเพื่อนๆ ไปก่อนนะครับ หวังว่าบทความนี้คงพอมีประโยชน์กับเพื่อนๆบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ
แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับ ^___^

ปล. รักคนอ่าน




Create Date : 27 สิงหาคม 2555
Last Update : 27 สิงหาคม 2555 6:13:22 น.
Counter : 4428 Pageviews.

4 comment
< รังไหม >

"ไหม" เป็นเส้นใยโปรตีนธรรมชาติ มีความเหนียว ทนทาน และมันวาว สามารถนำไปใช้ทอเป็นผืนผ้าได้อย่างงดงาม

 

ไหมที่ดีที่สุดได้มาจากตัวอ่อนของตัวไหมหรือผีเสื้อไหมมัลเบอรรีชนิดที่เรียกว่า Bombyx mori ซึ่งชักใยออกมาพันรอบตัวขณะเป็นดักแด้ก่อนจะเจาะออกมาเป็นผีเสื้อตัวเต็มวัย

การดึงเส้นไหมออกจากดักแด้ หรือปลอกไหม เรียกว่า การสาวไหม ความเงามันวาวของเส้นไหมนั้น มาจากคุณสมบัติของโครงสร้างที่คล้ายปริซึมสามเหลี่ยมของเส้นใยนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ผ้าไหม (ผ้าที่ทอจากเส้นไหม) จึงมีความมัน สะท้อนแสงเป็นประกายวับวาวจากมุมต่างๆ ที่ทำให้สะท้อนออกเป็นสีต่างๆ

(อ้างอิงข้อมูลจาก วิกิพีเดีย)

วันนี้ไม่ได้ออกไปเที่ยวที่ไหน เหลียวซ้ายแลขวาหาอะไรทำ ให้มือไม่ว่าง

และแล้วก็ไปสะดุดกับถุงใส่รังไหมที่ขอมาจากกลุ่มทอผ้าไหมที่จังหวัดอำนาจเจริญ

รีบเครียโต๊ะเซ็ทฉากถ่ายรูปอย่างว่องไว

ลองจัดไฟดู 1 ดวงบ้าง 2 ดวงบ้างว่ากันไป

งัด 100 มาโครออกมาถ่ายทั้งเซท

กดไปพอประมาณ หันกลับมามองดูเวลา "ไอยะ" ตีสามแล้ว

วันนี้คงต้องพอแค่นี้ก่อน ค่อยมาต่อกันวันหน้านะครับ

ฝันดีราตรีสวัสดิทุกคน

 

SmileySmileySmiley

วั




Create Date : 25 สิงหาคม 2555
Last Update : 25 สิงหาคม 2555 4:02:36 น.
Counter : 913 Pageviews.

3 comment

kung_มังกร
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



เป็นคนชอบท่องเที่ยวไปทั่วประเทศไทย ชอบศิลปะวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ที่ไหนดีที่ไหนแปลกขอให้บอก ถ้ามีเวลาและโอกาศไม่มีพลาดที่จะไปแน่นอน