นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน ลำบากยากจนข้นแค้น ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร

ปลูกพืชที่เป็นอาหารจำเป็นสำหรับชีวิต ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

นับ วันพืชอาหารก็มีความจำเป็นและมีราคาแพงเพิ่มขึ้นทุกวัน มะขามเปียกกิโลกรัมละร้อยยี่สิบบาท น้ำมันพืชขวดละ 55-60 บาท (นสพ. ไทยรัฐฉบับ 5 กุมภาพันธ์ 2554) จนต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อนำบริโภคใช้สอยภายในประเทศ ไข่ก็ต้องเปลี่ยนระบบมาทดลองชั่งกิโลขาย ส่งผลทำให้ชาวบ้านร้านตลาดเอ็ดตะโรแสดงความไม่พอใจและสะท้อนมุมมองออกมาให้ เห็นถึงความสามารถของผู้นำในยุคนี้ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเรื่องปากท้องแบบ มือไม่ถึง


องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) แสดงความเป็นห่วงในเรื่องของอาหารการกินที่ไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้ บริโภคที่เพิ่มขึ้น แต่ศักยภาพการผลิตกลับน้อยลงเนื่องด้วยเหตุปัจจัยหลายๆอย่าง ทั้งน้ำท่วม ฝนแล้ง ฤดูกาลที่ผันแปร โรคแมลงศัตรูพืชระบาด ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ส่งผลให้การผลิตของภาคเกษตรไม่เพียงพอต่อความต้องการ ดังนั้นภาครัฐควรให้ความสนใจในเรื่องการวิจัยพันธุ์หรือการอนุรักษ์พันธุ์ พืชอย่างง่ายกับชาวบ้านตามวิถีโบราณที่บรรพบุรุษเราเคยปฏิบัติ ให้การสนับสนุนในเรื่องพื้นที่ปลูก ระบบชลประทานให้เพียงพอกับความต้องการ หรือส่งเสริมสนับสนุนเงินทุนให้มีการขุดสระน้ำประจำไร่นาเป็นของตนเองเพื่อ มีน้ำไว้ปลูกพืชได้ตลอดทั้งปี

ประชาชน และเกษตรกรไทยควรหันมาใส่ใจแบ่งพื้นที่ปลูกพืชที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของ ตนเองให้มากขึ้น อย่างเช่น ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด มะพร้าว มะม่วง มะนาว มะขาม สบู่ดำ ปาล์ม ถั่วฝักยาว ถั่วพลู มะเขือ ชะอม มะลิ กะเพรา โหรพา แมงลัก ฯลฯ เพื่อที่จะได้ลดปริมาณการซื้อลงบ้าง ไม่ใช่จะต้องซื้อไปเสียทุกอย่าง ถ้าทำได้อย่างนี้แล้วอย่างน้อยก็ลดความเดือดร้อน ลดความทุกข์ในเรื่องสินค้าราคาแพง หรือเรื่องสินค้าขาดตลาดไปได้พอสมควร สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขไม่ต้องเดือดร้อนไปตามกระแสที่กำลังเป็น ข่าวอยู่ในขณะนี้ดังพุทธสุภาษิตที่ว่า “อัตตาหิ อัตโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน” นั้นยังใช้ได้อยู่ดีทีเดียว

นายมนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ //www.thaigreenagro.com





 

Create Date : 13 มีนาคม 2555   
Last Update : 13 มีนาคม 2555 17:36:02 น.   
Counter : 242 Pageviews.  

เกษตรปลอดสารพิษ พิชิตต้นทุน เกื้อหนุนเศรษฐกิจชาติ

ในศตวรรษที่ 21 นี้นับว่ามีเรื่องราวหลายสิ่งหลายอย่างที่แปลกใหม่เพิ่มเข้ามาในชีวิตให้ได้ ยินได้ฟังกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโลกร้อน (global warming) ที่ส่งผลทำให้อุณหภูมิโลกเปลี่ยน น้ำแข็งขั้วโลกละลาย น้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น เกิดเหตุการณ์สึนามิที่ภาคใต้ฝั่งอันดามันของไทย แผ่นดินยุบ แผ่นดินไหว ฝนแล้ง แมลงระบาด สิ่งมีชีวิตทั้งในน้ำและบนบกมีการอพยพย้ายถิ่น หรือจะเป็นเรื่องคาร์บอนเครดิต (carbon credit) ที่สามารถนำมาซื้อขายแลกเปลี่ยนเป็นมูลค่าได้ เมื่อหน่วยงานหรือองค์กรนั้นๆสามารถอนุรักษ์หรือรักษาสภาพของสิ่งแวดล้อมไว้ ได้ หรือจะเป็นเรื่องพลังงานทดแทน (Alternative Energy) พลังงานเชื้อเพลิงที่ได้จากต้นไม้หรือพืช ซึ่งในอดีตพวกเราบางคน อาจจะไม่เคยทราบมาก่อนว่าผลผลิตเหล่านี้จะนำมาผลิตแปรรูปเป็นพลังงานเชื้อ เพลิงได้ หรือจะเป็นเรื่องสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นในประเทศไทย มีทั้งที่ดูแลตัวเองได้ และหลงๆ ลืมๆ อายุยาวนาน แต่อายุงานเท่าเดิมหรือสั้นลง (หกสิบปีต้องเกษียร) แต่ชีวิตยังต้องกินต้องใช้ต่อไป ใครจะดูแลและรับผิดชอบเรื่องนี้, ในของเรื่องโซเชียลเน็ตเวิร์ค (social network) อย่างเช่นเฟ๊ซบุค (facebook) และทวิตเตอร์ (Twitter) ปรากฎการณ์ที่ผู้คนสามารถสื่อสารพูดคุยแลกเปลี่ยนกันเป็นเครือข่ายและมี ระบบ, เรื่องมือถืออัจฉริยะสมาร์ทโฟน บีบี (blackberry), ไอโฟน (Iphone) ที่สามารถเบียดแทรกเจ้าตลาดที่แข็งแกร่งอย่าง โนเกียร์ (Nokia) ขึ้นมาได้อย่างสง่างาม, เรื่องของเทคโนโลยี 3G เรื่องของอาหารปลอดภัย (Food Safty), เรื่องของความมั่นคงด้านอาหาร (Food Security) , อาหารอินทรีย์ (Organic food)

ท่าน คิดว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับชีวิตประจำวันของเราหรือไม่ โดยเฉพาะอาชีพเกษตรกรในฐานะผู้ผลิตอาหารป้อนโลกมีวิธีการเตรียมพร้อมรับมือ อย่างไรในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอาหารการกินที่ปลอดภัยไร้สารพิษ ซึ่งนับวันมีกระแสความต้องการเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ ในแต่ละประเทศเริ่มเข้มงวดกับสินค้าเกษตรที่จะนำเข้าประเทศของตนเองมีการ ตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนในทุกขั้นตอนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการปลูก การเก็บเกี่ยว การขนส่ง (from farm to table) สินค้าชนิดใดที่ไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยเขาก็จะระงับการนำเข้า แต่ถ้าประเทศใดที่มีการบริหารจัดการในเรื่องนี้แบบแย่ๆ ก็จะชิงระงับการส่งออกเสียเองเพราะขืนปล่อยให้มีการส่งออกต่อไปไม่ช้านาน ประเทศเหล่านั้นก็จะสั่งระงับอยู่ดี! สู้ระงับเสียเองดีกว่าจะได้ดูดีแบบผักชีโรยหน้า แต่รากเหง้าของปัญหายังอยู่คงเดิมไม่ได้ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลง เกษตรกรยังขาดความรู้ความเข้าใจในการผลิตเกษตรปลอดสารพิษ เกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์และเกษตรชีวภาพ เพราะขาดการส่งเสริมที่จริงจังจากภาครัฐในทุกด้านๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรู้ ปัจจัยการผลิต ที่ดินและแหล่งน้ำที่ใช้ในการเกษตร ราคาผลผลิต ทุกเรื่องที่กล่าวมาล้วนแต่ยังคงตรงข้ามกับความต้องการของเกษตรกรแทบทั้ง สิ้น ยกตัวอย่างเช่นต้นทุนหรือปัจจัยการผลิตเช่นปุ๋ย ยา ฮอร์โมน สารเคมีกำจัดศัตรูพืชควรจะมีราคาที่ต่ำแต่กลับสูง ราคาผลผลิตที่ส่งขายให้พ่อค้าคนกลางแทนที่จะสูงก็กลับต่ำ ความรู้ความเข้าใจแทนที่จะมีตัวแทนจากภาครัฐเข้ามาอบรมส่งเสริมอย่างเพียงพอ กับขาดแคลน ทุกอย่างอยู่ตรงข้ามและขัดกับวิถีชีวิตแบบไทยๆของเราที่รากเหง้าบรรพบุรุษ ของเราอยู่ได้ด้วยการเกษตรกรรม แต่ปัจจัยสนับสนุนพื้นฐานทุกอย่างกลับอนาถาและขาดแคลนอย่างสิ้นเชิง

วิถี ชีวิตความเป็นอยู่และระบบเกษตรกรรมของเกษตรกรในชนบท หรือรอบๆเมืองได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องต้องกันกับกระแสโลกและ ความต้องการของผู้บริโภคในโลกนี้บ้างหรือยัง หรือทำตามแบบอย่างเดิมต่อๆกันมาตามยถากรรม ใช้สารเคมียาฆ่าแมลงมาอย่างไรก็ใช้ไปอย่างนั้นโดยไม่คิดที่จะปรับปรุง เปลี่ยนแปลงอะไรเลยอย่างนี้ก็ไม่ไปไหนย่ำอยู่กับที่ ประเทศไทยในแง่มุมของการทำเกษตรกรรมไม่ต้องสงสัยในศักยภาพของเกษตรกรใน เรื่องการผลิตเลยว่ามีฝีมือเป็นอย่างไร เพราะต้องติดอันดับต้นๆของโลกอยู่แล้ว ขาดก็แต่การพัฒนา ชี้นำทิศทาง การส่งเสริมด้านปัจจัยการผลิตและการตลาดที่ควรจะมีการสนับสนุนจากหน่วยงาน ต่างๆเข้ามาดูแลติดอาวุธทางความคิดให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประเทศของเรามีศักยภาพในการผลิตอาหารเลี้ยงตนเองและโลก เพราะในอนาคตข้างหน้า “อาหาร” เป็นสิ่งจำเป็นมากที่สุดในชีวิตมนุษย์ เพราะ รถยนต์, คอมพิวเตอร์, มือถือ ไม่สามารถกินได้ ดังคำกล่าวของหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤษฎากรที่ว่า “เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาสิเป็นของจริง”

เกษตรกร ไทยควรหันมาให้ความสนใจและทำความเข้าใจในการทำเกษตรแบบยั่งยืนพอเพียงตาม ทฤษฎีใหม่ของในหลวง เพื่อจะได้เข้าใจภาพรวมทั้งหมดของอาชีพตนเองได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่ามี ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเรื่องใดบ้างเพราะทุกสิ่งทุกอย่างในธรรมชาติล้วน เกี่ยวข้องกันทั้งสิ้นโดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ดังคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธ เจ้าที่ว่า “เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนั้นจึงมี (อิทัปปัจจยตา)” อย่างเช่นเราจะประโยชน์จากการปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่างเป็นอย่างไร? การปลูกพืชสูง กลาง เตี้ย ผิวดินและใต้ดินคืออะไร? เมื่อได้ป่าแล้วแหล่งน้ำจะได้มาอย่างไร? ในเรื่องพวกนี้เกษตรกรยุคใหม่ควรต้องเข้าใจเพื่อจะได้นำไปปรับใช้ในชีวิต ประจำวันของตนเองเพื่อทำต้นทุนให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อจะได้มีรายได้ส่วนที่เหลือนำไปใช้จับจ่ายในครอบครัวและเก็บออม ต้องเข้าใจภาพรวมทั้งหมดเพราะปัจจัยทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์ กันทั้งสิ้น ปัจจัยใดน้อยเกินไป ปัจจัยใดมากเกินไปก็จะส่งผลกระทบออกมาในรูปแบบต่างๆทั้งด้านบวกและด้านลบไม่ อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ควรเรียนรู้การประกอบอาชีพโดยการพึ่งพาตนเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ มิฉะนั้นเราจะทำอะไรเองไม่ได้เลย ต้องคอยแต่พึ่งพาบุคคลอื่นอยู่ร่ำไป

การประกอบอาชีพเกษตรกรรมก็ต้องรู้เท่าทันโลกด้วย ตามกระแสโลกาภิวัตน์ให้ทันดังคำของ ซุนวูที่กล่าวไว้ว่า รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ต้องรู้ว่าผู้บริโภคต้องการอะไร คุณลักษณะเป็นอย่างไร แล้วพยายามผลิตให้ได้อย่างนั้นบนพื้นฐานที่อิงศักยภาพและสภาพแวดล้อมในท้อง ถิ่นตนเองเป็นหลัก คือไม่ได้หมายถึงให้ปลูกตามความต้องการของตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ให้ปลูกบนพื้นฐานเกษตรพอเพียงให้มีพืชกินได้ พืชทำประโยชน์ พืชที่อยู่อาศัยและพืชเศรษฐกิจที่จะนำไปจำหน่ายเพื่อรักษาดุลยภาพแห่งป่าไว้ ให้ยั่งยืน จะต้องรู้จักดินซึ่งเป็นพื้นฐานของการทำการเกษตรให้มากพอ รู้จักความเป็นกรด เป็นด่าง รู้จักดินร่วน ดินเหนียว ดินดำ ดินแดง ดินเหลือง จะส่งผลต่อพืชอย่างไร รู้จักฤดูกาลช่วง ร้อน หนาว ฝน จะปลูกพืชอะไรที่เหมาะสมและทนต่อสภาพภูมิอากาศ รู้จักการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ด้วยตนเอง ไม่ต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์จากท้องตลาดให้มากเกิน พยายามทดลองและสังเกตให้ธรรมชาติคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์แข็งแรงด้วย ตัวของเขาเอง แล้วนำมาเก็บรักษาและขยายพันธุ์ให้ยาวนานจากรุ่นสู่รุ่นเพื่อจะได้ไม่ต้อง ซื้อ ไม่ต้องไปคิดมากว่าขนาดและคุณภาพจะแพ้พันธุ์ลูกผสมเพราะในอนาคตถ้าไม่มีอะไร กิน เมล็ดพันธุ์ที่เราเก็บและคัดเลือกมาอย่างดีก็ต้องมีคนซื้ออย่างแน่นอน บางทีอาจจะได้คุณภาพที่ดีกว่าพันธุ์ลูกผสมอีกด้วย รู้จักน้ำที่จะนำมาใช้ในการรดหรือฉีดพ่นปุ๋ยหรือฮอร์โมน โดยเฉพาะน้ำที่จะนำมาฉีดพ่นนั้นจะต้องตรวจดูให้ดีเสียก่อนว่าเป็นด่างจัด หรือกรดจัดหรือไม่ เพราะอาจจะทำไห้ใบไหม้หรือไปทำลายฤทธิ์ของปุ๋ย ยา ฮอร์โมนได้ (alkali hydrolysis) ทำให้ใช้แล้วไม่ได้ผล ควรศึกษาหาความรู้เรื่องธาตุอาหารของพืชแต่ละชนิดให้มากขึ้นว่าเขาต้องการ อะไรบ้าง มีความต้องการธาตุหลัก ธาตุรองธาตุเสริมใช้อัตรามากน้อยแตกต่างกันอย่างไรเพื่อจะได้ไม่ต้องใช้มาก จนเกินไป ทำให้ต้นทุนลด ผลผลิตก็เพิ่ม เสริมศักยภาพให้เศรษฐกิจของประเทศของเราได้อีกทางหนึ่งด้วย โดยเฉพาะภาคเกษตรผมคิดว่าน่าจะมีส่วนช่วยทำให้ GDP ของชาติไทยเพิ่มได้อย่างยั่งยืนและแข็งแกร่งไม่แพ้ภาคอุตสาหกรรม

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ //www.thaigreenagro.com

วันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 เสนอแนะติชม email : thaigreenagro@gmail.com




 

Create Date : 13 มีนาคม 2555   
Last Update : 13 มีนาคม 2555 17:35:38 น.   
Counter : 294 Pageviews.  

ICT กับวิถีเกษตรไทย

“เป่าปี่ใส่หูควาย ความหมายที่คอยที่ตำ มากมายคิดมองมืดดำ ตอกย้ำว่าโง่เหมือนควาย” เป็นเนื้อหาท่อนหนึ่งของชื่อเพลง “ไทคม” ทิ่แต่งโดยน้าหมู พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ยังจำกันได้อยู่ไหมเอ่ย ก็ไม่ได้คิดที่จะระลึกนึกถึงความหลังเมื่อครั้งที่เพลงเพื่อชีวิตในบ้านเรายังคงได้รับความนิยมสูงในยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาหรอกครับ เพียงแต่อยากจะสื่อสารให้ทราบถึงประวัติศาสตร์ในเรื่องของ ICT (Information and Communication Technology) กับวิถีของเกษตรของไทยนั้นแท้จริงก็มีมาเนิ่นนานแล้ว เพียงแต่ในปัจจุบันอาจมีรูปแบบที่มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ที่ดูสวยหรูและทันสมัยมากขึ้นกว่าแต่ก่อนเท่านั้น ด้วยความก้าวล้ำนำสมัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำให้ สาร (message) สื่อ (Channel) มีรูปร่างหน้าตาผิดแผกแตกต่างไปจากเดิมค่อนข้างมาก ส่วนผู้ส่งสาร (Sender) และผู้รับสาร (Receiver) นั้นผู้เขียนคิดว่ายังคงเหมือนเดิม (หรืออาจจะมีบางคนคิดว่าผู้รับสารในยุคนี้อาจจะมีความแตกต่างกว่าในอดีตก็เป็นได้นะครับ)

ระบบ ICT กับวิถีของเกษตรไทยนั้นนับวันยิ่งมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น เพราะช่วยอำนวยความสะดวกสบายในด้านข้อมูลที่เกี่ยวกับอาชีพเกษตรอยู่ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็น การพยากรณ์ฝน ฟ้า อากาศ ของกรมอุตุนิยมวิทยา ข้อมูลชุดดินของกรมพัฒนาที่ดิน ที่สามารถให้ข้อมูลแก่เกษตรกรได้ว่าดินแต่ละภูมิภาคนั้นมีลักษณะที่เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร จะพัฒนาหรือปรับปรุงแก้ไขอย่างไรเพื่อให้ปลูกพืชได้ หรือจะเป็น GIS (Geographic Information System) บางคนอาจจะงงว่ามันคืออะไร ก็ขออนุญาตอธิบายพอสังเขปนะครับว่า GIS นั้นก็คือ ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ที่สามารถจะบ่งบอกลักษณะทางภูมิศาสตร์ทางกายภาพของสิ่งต่าง ๆ บนพื้นโลก เช่น ถนน แม่น้ำ ภูเขา อาคาร สถานที่ สิ่งก่อสร้างต่างๆ พื้นที่ป่าไม้ พื้นที่เกษตรกรรม ระดับความสูงความลึก เป็นต้น เพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐหรือรัฐบาลใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลและบริหารงานรวมทั้งด้านเกษตรก็ใช้ได้ด้วยเหมือนกัน ถ้าสามารถบริหารจัดการข้อมูลให้เข้าถึงตัวเกษตรกรในช่องทางที่ง่าย

แต่ปัญหาด้านการสื่อสารการเกษตรของไทยก็ยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร ตั้งแต่ปี 2539 ที่ภาครัฐมีนโยบาย IT 2000 (ศูนย์เทคโนโลยีอิเลคทรอนิคส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ, 2545) ที่มีพันธกิจ 3 ด้านคือ 1. การลงทุนในโครงสร้างสารสนเทศพื้นฐานแห่งชาติที่เสมอภาค 2. การลงทุนในด้านการศึกษาที่ดีของพลเมืองและบุคลากรด้านสาสนเทศ และ 3. การพัฒนาสารสนเทศและปรับปรุงบทบาทภาครัฐ เพื่อบริการที่ดีขึ้นและสร้างรากฐานอุตสาหกรรมสารสนเทศแข็งแกร่ง ก็ทำให้ประเทศไทยมีการพัฒนาความสามารถและศักยภาพ ในด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้ผลอยู่เพียงในระดับหนึ่ง จนต่อมา 2545-2549 รัฐบาลยังคงให้ศูนย์อิเล็กทรอนิคและคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ได้ดำเนินการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทยต่อจาก นโยบาย IT 2000 และนโยบายเทคโนโลยีสาสนเทศและการสื่อสาร 2544-2553 ขึ้นเพื่อพัฒนางานด้านเทคโนโลยีและการสื่อสารของประเทศไทยให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นนโยบายระยะยาวเป็นเวลา 10 ปี โดยมีเป้าหมายและพันธกิจในการดำเนินการที่ชัดเจนโดยมียุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาครอบคุลมใน 5 ด้านคือ

- เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาภาครัฐ (e-Government)
- เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านพาณิชย์ (e-Commerce)
- เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านอุตสาหกรรม (e-Industry)
- เทคโนโลยีสารสนเทศเพือการพัฒนาด้านการศึกษา (e-Education)
- เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านสังคม (e-Society)
(เอกสารประกอบการสอนวิชา 01001551การสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศการเกษตร รศ.ดร.พิชัย ทองดีเลิศ)

ถึงแม้ว่าการพัฒนาทั้ง 5 ด้านที่ใช้เวลาถึง 10 ปี เกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศไทยเราก็ยังเข้าไม่ถึงข้อมูลในด้านต่างๆ ที่ภาครัฐจัดเตรียมไว้ให้ได้ เพราะตัวเกษตรกรเองนั้นยังไม่เห็นคุณค่าและความสำคัญของเครื่องมือเครื่องใช้เหล่านี้ว่ามีความจำเป็นต่อตนเองมากน้อยแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือรับสารอย่างเช่นคอมพิวเตอร์ โน้ตบุค เน็ตบุคฯลฯ แม้ว่าในปัจจุบันจะมีราคาถูกกว่าแต่ก่อนค่อนข้างมาก แต่เกษตรกรก็ยังไม่ซื้อหามาเก็บไว้ใช้สอยเพราะอาจจะคิดว่าอย่างไรเสียโทรทัศน์ก็น่าจะมีความจำเป็นมากว่า รับข้อมูลข่าวสารจากช่องของฟรีทีวีต่างๆหรือจากจานดาวเทียม สามารถดูช่องที่ตนเองต้องได้อย่างสะดวกสบาย อีกทั้งระบบของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet) ก็ยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่

แม้แต่การจัดสรรคัดเลือกระบบเครือข่ายที่ทันสมัยที่สุดในตอนนี้อย่างเช่นระบบ 3 G ที่มีแผนการนำไปใช้แบบใกล้คลอดเต็มที รัฐก็ยังไม่สามารถที่จะนำออกมาใช้ได้เพราะติดปัญหาการตกลงผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัว จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้ใช้จนประเทศเพื่อนบ้านของเราได้แซงหน้าไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของภาครัฐในด้านการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้คอมพิวเตอร์เพื่อรองรับกับนโยบาย ICT โดยเฉพาะยิ่งการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการเกษตรด้วยแล้วคงยังห่างไกลความจริงอยู่มาก เพราะถึงแม้ว่าจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องรับสารแล้ว แต่โครงสร้าง (Profile) เครือข่าย (Network) รวมทั้งเนื้อหา (Content) ก็ยังไม่สามารถที่จะส่งผ่านมายังตัวของเกษตรกรได้อย่างทั่วถึง ยังคงใช้งานเป็นระบบปิด (Offline) อยู่ ซึ่งข้อมูลก็แทบจะไม่มีการอัพเดท หรือมีก็มีอย่างจำกัด ทำให้ไม่เกิดความกระตือรือร้นสนใจในกลุ่มของเกษตรกรให้เกิดความสนใจในเรื่องของ ICT

ในความเป็นจริงแล้วถ้าภาครัฐสามารถที่จะสนับสนุนปัจจัยพื้นฐานในด้าน ICT ให้ครอบคลุมถึงประชาชนทุกกลุ่มก็นับว่ามีประโยชน์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรสามารถที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสาร เพื่อประเทืองปัญญานำมาพัฒนาปรับปรุงแก้ไขในอาชีพการงานของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเมื่อเจอกับปัญหาด้านการเกษตรในรูปแบบต่างๆ ก็สามารถที่จะเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อนได้โดยมีแนวทาง มิใช่ต้องลองผิดลองถูกอยู่เรื่อยไปสิ้นเปลืองทั้งเงินและเวลาปัญหาก็ยังแก้ไม่ได้

เมื่อเกิดปัญหาเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์ ก็อาจจะมีบางคนบางกลุ่มบอกให้ไปใช้ที่องค์การบริหารส่วนตำบล ( อบต.) หรือศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร โดยไม่ได้ดูความเป็นจริงเลยว่าเครื่องคอมพิวเตอร์สองสามเครื่องนั้นกับเกษตรกรทั้งตำบลมันมีความเพียงพอพอดีกันหรือไม่ หรืออาจจะแย้งว่าให้ดูคนเดียวแล้วนำไปบอกต่อๆ กัน ในความจริงมันก็เป็นไปไม่ได้เพราะปัญหาของพี่น้องเกษตรกรนั้นมีความหลากหลายในสายอาชีพเกษตรของเขา ทั้งปลูกมะเขือ, ฟักแฟง, แตงกวา,อ้อย, ข้าว, ยางพารา, มันสำปะหลัง ฯลฯ แล้วจะให้เขาเหล่านั้นมัวแต่รอหาข้อมูลทั้งหมดจากเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่กี่เครื่องเทียบกับจำนวนผู้ใช้ทั้งตำบลนั้นมันไม่สอดคล้องกัน จึงยิ่งทำให้ประชาชนหรือเกษตรกรไทยยิ่งมีความรู้สึกเบื่อหน่ายไม่อยากเข้าใกล้คอมพิวเตอร์ ไม่อยากเข้าใกล้ ICT มากไปใหญ่ เพียงเพราะภาครัฐไม่ใส่ใจดูแลอย่างจริงจังให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในด้านเครือข่ายที่ครอบคลุม และอุปกรณ์การรับสารให้มีราคาที่ซื้อหาได้ง่ายราคาย่อมเยาว์ ก่อนที่จะพัฒนาผู้รับสารต่อไปในอนาคต

สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะพัฒนาระบบ ICT ของไทยมีความก้าวหน้ามีความสัมพันธ์กันทั้งระบบก็คือการพัฒนาตัวของเกษตรกรผู้รับสารหรือผู้ที่จะใช้เทคโนโลยีให้มีความรู้ความสามารถเพิ่มจากเดิมให้มากยิ่งขึ้น อาจจะต้องมีหน่วยงานที่เข้ามาให้ความรู้ความเข้าใจอย่างจริงจัง อาจจะมีการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้คอมพิวเตอร์ประจำตำบลทุกๆ ตำบล จัดการฝึกอบรมเป็นรุ่นๆ รุ่นละหลายๆรอบจนกว่าเกษตรกรในแต่ละตำบลทั่วประเทศจะมีความสามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ได้ อีกทั้งก็พัฒนาหลักสูตรการศึกษาภาคปกติให้มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เข้มข้นมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพื่อพัฒนาลูกหลานของพี่น้องเกษตรซึ่งอยู่ในวัยที่แคล่วคล่องว่องไว สามารถเรียนรู้เทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ได้ดีกว่าผู้ใหญ่เพื่อเมื่อเติบโตขึ้นก็สามารถที่จะเป็นบุคคลากรที่มีคุณภาพสามารถรองรับระบบ ICT ที่ภาครัฐพยายามพัฒนาให้เป็นหน้าเป็นตาแก่ประเทศอวดชาวโลกอยู่ในขณะนี้ มิฉะนั้นก็ไม่สามารถที่จะทำให้ข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีสามารถกระจายไปยังผู้รับสารทั่วประเทศได้ ทำให้การพัฒนาของภาครัฐก็จะล่าช้าขาดทั้งประสิทฺธิภาพและประสิทธิผลเพราะมัวแต่พัฒนาแต่ ICT เพียงด้านเดียวโดยไม่พัฒนาอีกฟากหนึ่งไปพร้อมกันด้วย

ดังนั้นไม่ว่าภาครัฐจะมีมาตรการ เครื่องมือ เทคโนโลยี และข้อมูลข่าวสารที่มากมายเพียงใด แต่ถ้าการบริหารจัดการที่ส่งลงไปนั้น ประชาชนยังคงมีความรู้สึกว่าเครื่องมือหรือวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้รับสารหรือใช้รองรับเทคโนโลยีที่ถูกป้อนมานั้น ยังไม่สามารถที่จะซื้อง่ายใช้สะดวก (เพราะจะรอของฟรีจากภาครัฐมาใช้ รัฐบาลก็ไม่มีงบประมาณมากพอที่จะซื้อหรือจัดหาให้ประชาชนได้ทุกครัวเรือน) ดังนั้นสิ่งที่ภาครัฐควรจะส่งเสริมได้ดีที่สุดก็คือ การวางสาธารณูปโภคพื้นฐานเช่นโทรศัพท์บ้าน เพื่อให้เกษตรกรในชนบทห่างไกลสามารถจะเข้าถึงอินเตอร์เนตได้ และจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ราคาย่อมเยาว์และมีคุณสมบัติที่รองรับเทคโนโลยีจากภาครัฐได้ ไม่ใช่นำคอมพิวเตอร์ราคาถูกมาแต่ใช้ได้แค่เปิดเครื่องเล่นเกมส์ พิมพ์รายงานได้เพียงอย่างเดียว อย่างอื่นทำไม่ได้เพราะคุณสมบัติไม่ถึงก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ยิ่งทำให้ระบบ ICT ของประเทศไทยคงจะไปไม่ถึงไหนล้าหลังอยู่เช่นนี้เรื่อยไป เปรียบได้ดังกับการพยายามส่งสารไปยังผู้รับที่ไม่มีมีประสิทธิภาพขาดแคลนเครื่องมือ หรือตัวผู้รับสารเองก็ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ อย่างนั้นก็จะต่างอะไรเล่ากับการได้แค่เพียง “เป่าปีให้ควายฟัง” ล่ะเน้อ...
นายมนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ //www.thaigreenagro.com




 

Create Date : 13 มีนาคม 2555   
Last Update : 13 มีนาคม 2555 17:35:11 น.   
Counter : 384 Pageviews.  

“ฟู้ด ดีเฟนส์” เกี่ยวข้องอะไรกับทิศทางระบบการเกษตรของไทย

บางท่านอาจจะสงสัยว่า “ฟู้ด ดีเฟนส์” คืออะไร ก็ขออนุญาตแปลแบบงู ๆ ปลา ๆ ให้พี่น้องชาวเกษตรปลอดสารพิษได้รับทราบพอเป็นกระสัยกันนะครับ “ฟู้ด ดีเฟนส์” แปลตรงตัวก็คือการป้องกันหรือปกป้องตัวเองจากอาหารหรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับอาหารการกิน หรือถ้าจะแปลให้ตรงกับสถานการณ์ของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและ อียู ก็แปลว่าขณะนี้พวกเขากำลังอกสั่นขวัญผวาอย่างหนักเกี่ยวกับเรื่องการก่อการร้าย จนถึงขั้นต้องออกมาตรการในการป้องกันอันตรายจากอาวุธเชื้อโรค หรืออาวุธชีวภาพที่อาจปนเปื้อนมากับอาหาร พืชผัก ผลไม้เพื่อมาบ่อนทำลายทำร้ายประชาชนภายในประเทศของเขา โดยทางอียูและสหรัฐอเมริกาเกรงว่าผู้ก่อการร้ายที่มีเงินทุนน้อยอาจจะนำเอาวิธีการนี้มาใช้โจมตีเขาอีกครั้งในรูปแบบกองโจรเหมือนเมื่อครั้งที่ได้เกิดขึ้นกับตึก WorldTrade วันที่ 11 กันยายน 2544 ในอเมริกา จึงได้คิดงอกมาตรการนี้ออกมาทำให้ประเทศกำลังพัฒนา และประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายที่ยังไม่ปรับปรุงนิสัยการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มัวแต่ทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จนไม่เป็นอันทำการทำงานบริหารบ้านเมืองได้อย่างเป็นปรกติสุข จะต้องมีเรื่องวุ่นวายที่ต้องปวดหัวเพิ่มเข้ามา ดังนั้นรัฐบาลจะต้องมีมาตรการในการแก้ไขปรับปรุงระบบการผลิตของภาคเกษตรเพิ่มขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเรื่องราวร้ายๆ ที่ได้เกิดขึ้นกับประเทศเรานั้น นับวันก็จะยิ่งเพิ่มทวีมากยิ่งขึ้น เปรียบเหมือนดินพอกหางหมูเข้าไปทุกวัน ดังคำโบราณที่เขาพูดกันไว้ว่า “ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก” อะไรอย่างนั้นเชียว ทีนี้รัฐบาลของไทยเราจะต้องมีโนโยบายที่สร้างความชัดเจนและทิศทางของภาคการเกษตรให้มากขึ้น เพราะในอดีตที่ผ่านมามัวแต่ปล่อยให้เกษตรกรทำกันแบบตามมีตามเกิด ซึ่งต่อไปวิธีการแบบเมื่อนี้คงจะใช้ไม่ได้ เพราะจะยิ่งทำให้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำย่ำแย่ลงไปอีก เพราะทำแล้วขายไม่ได้ ไม่มีใครต้องการ เพราะคุณภาพและมาตรฐานยังไม่ได้ตามที่ อียูและสหรัฐต้องการ (ปัจจุบันสหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐอเมริกาถือว่าเป็นลูกค้ารายใหญ่หรือจัดว่าเป็นลูกค้าอันดับต้น ๆ ที่ช่วยในเรื่องการส่งออกของไทย) มีทั้งสารเคมีตกค้าง มีทั้งเชื้อโรคปนเปื้อน และปัญหาต่าง ๆ อีกเยอะแยะมากมาย

ถ้าเรามองอีกแง่มุมหนึ่งก็อาจจะดูเหมือนเป็นการกีดกันทางการค้าอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน ในฐานะของประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย มักจะนำวิธิีการในลักษณะนี้มาใช้เป็นข้ออ้างกับประเทศที่ไม่มีขีดความสามารถในการต่อรองเพื่อใช้เป็นกำแพงภาษีในการกีดกันการค้า ซึ่งเราต้องยอมรับกันนะครับ เพราะปัจจุบันเรายังต้องงอนง้อให้เขาซื้อสินค้าจากเราอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น กุ้ง หมู ไก่ และผักผลไม้อื่นๆ อันนี้เป็นเรื่องจริงที่เราจะต้องยอมรับ จนกว่าเราจะมีรัฐบาลที่ทำมาค้าขายเก่งและหาตลาดใหม่ ๆ กระจายกันไปทั่วทั้งโลกไม่ต้องมัวมาง้อประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงประเทศเดียว ถ้าทำได้อย่างที่ว่า วันนั้นแหละเราจึงจะมีอิสรภาพมากขึ้นทางด้านการจำหน่ายสินค้าเพื่อการส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก




ในปัจจุบันวิธีการผลิตเกษตรแบบปลอดสารพิษ หรือเกษตรอินทรีย์ก็มีอยู่หลากหลายวิธีและหลากหลายหน่วยงานที่ให้คำแนะนำปรึกษา แต่ยังไม่เพียงพอ เพราะในภาคปฏิบัติในระดับประเทศ ระบบการเกษตรแบบปลอดสารพิษหรือเกษตรอินทรีย์ของไทยเรายังแผ่ขยายไปไม่ทั่วถึงทุกพื้นที่ ดังจะเห็นได้ในต่างจังหวัด ซึ่งมีอยู่ในหลายๆ พื้นที่ยังคงทำการเกษตรแบบโบราณ คือยังคงใช้สารเคมียาปราบศัตรูพืช ใช้ยาฆ่าหญ้า ใช้เคมีที่กำจัดหอยเชอรี่ซึ่งมีผลกระทบต่อปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ ด้วย จะมีบ้างก็เพียงแต่กลุ่มเกษตรกรกลุ่มเล็กๆ ที่มุ่งมั่น ขยันขันแข็งทำเกษตรในรูปแบบปลอดสารพิษหรือเกษตรอินทรีย์กันด้วยความลำบากยากเย็นแสนเข็ญ แต่ผลิตผลที่ได้ออกมาก็ได้ราคาที่ไม่แตกต่างจากผลผลิตแบบที่ใช้ปุ๋ยยาปราบศัตรูพืชกันสักเท่าไร ทำให้กำลังและแรงจูงใจในการทำเกษตรแบบปลอดสารพิษนั้นลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ ในใจลึกๆ ของพี่น้องเกษตรกรจึงได้แต่หวังว่า สักวันหนึ่งอาจจะมีผู้นำหรือรัฐบาลที่จริงใจให้ความสนใจหรือมีนโยบายที่ให้ความสำคัญแก่ภาคเกษตรอย่างจริงจัง โดยออกนโยบายหรือมาตรการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์และเอื้ออำนวยต่ออาชีพของเขาบ้างสักครั้งหนึ่งก็ยังดี

มนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ //www.thaigreenagro.com




 

Create Date : 13 มีนาคม 2555   
Last Update : 13 มีนาคม 2555 17:34:38 น.   
Counter : 328 Pageviews.  

1  2  3  

mont20
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เกษตรปลอดสารพิษวันละนิด ชีวิตจะแจ่มใส
[Add mont20's blog to your web]