...แต่ละคืนวันที่ผันผ่าน มีเรื่องราวหลากหลายให้ค้นหา ...วานนี้ พรุ่งนี้ มินำพา ...เพียงรู้ว่า ทำวันนี้ให้ดีก็เพียงพอ ...มีความสุขกับทุกจังหวะของชีวิต
Group Blog
 
All blogs
 

คุณค่าแท้



ถัดจาก"คุณค่าเทียม"...พระอาจารย์ว.วชิรเมธีก็ได้เขียนบทความถึง"คุณค่าแท้"โดยพูดถึงตัวอย่างของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่องการซ่อมฉลองพระบาทและพระสีทนต์

ปัญญาประภาคาร-คิดเป็นก็เห็นธรรม (๑๙) "คุณค่าแท้"
เด็กบางคนไปดูผลสอบ รู้แล้วว่าตัวเองสอบได้ การที่เราสอบได้ ผลของมันคือ เราได้ผ่านขึ้นไปเรียนอีกชั้นหนึ่ง ผลโดยตรงคือ คุณค่าแท้ของมัน

แต่เด็กบางคนอยากจะอวดเพื่อน ทำยังไงเพื่อนจะรู้ว่า เราสอบติดจุฬาฯ โทรไปถาม เธอไปดูหรือยัง เพื่ออะไร เพื่อจะโยงเข้ามาหาเรื่องของตัวเอง เมื่อไรเพื่อนจะถามเสียทีว่า ฉันสอบติด หรือไม่ติด แต่พอเพื่อนไม่ถาม รีบบอกเลย นี่คือ คุณค่าเทียม

ทุก สิ่งทุกอย่าง ที่เราไปปฏิสัมพันธ์ด้วย เรามักจะไปติดที่คุณค่าเทียม ตื่นเช้ามา มีคนชงกาแฟมาให้ ยี่ห้ออะไรนี่ ใช่ยี่ห้อที่นางเอกเป็นอัลไซเมอร์ แล้วพระเอกเอาชามาให้หรือเปล่า ยี่ห้อระลึกชาติ คือ กินอะไรก็อยากจะให้มันหรู มีระดับใช่ไหม เราเป็นอย่างนั้น

หรือตัวเองเป็นลูกนักการเมือง คุณค่าแท้ของคนที่เป็นลูกนักการเมือง ก็คือ อาศัยชื่อเสียงของพ่อ ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ แต่เวลาไปผับกลางคืน ทำยังไงคนถึงจะรู้จัก ก็ต้องถามว่า รู้ไหมฉันเป็นลูกใคร ถามเมื่อไรก็ขึ้นหน้าหนึ่ง แต่อาตมภาพไม่ได้ระบุชื่อใครนะ

นี่คือการไม่รู้จักคุณค่าแท้ คุณค่าเทียม

ที นี้ใครที่รู้จักคุณค่าที่แท้จริง ต้องยกตัวอย่าง ใกล้ๆ ตัวเรานี่เอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของเราทรงเป็นธ ธรรมิกมหาราชา เป็นแบบอย่างของบุคคลซึ่งทรงบริโภคปัจจัยสี่อย่างรู้คุณค่าแท้ คุณค่าเทียม

ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เล่าเอาไว้ ท่านบอกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของเรานั้น เวลาที่ทรงใช้ดินสอทรงงาน จะเขียนจนดินสอกุดหมดเป็นแท่งๆ ถ้ามันสั้นจนไม่สมดุล ก็เอาอีกด้ามหนึ่งมาต่อเขียน

คอมพิวเตอร์ซึ่งใช้ทรงงานอยู่นี้ ก็มีเครื่องเดียว ท่านเล่าเมื่อปีที่แล้ว บอกว่าใช้มา ๑๖ ปีแล้ว

ของ เรานี่ ใช้สักเดือนสองเดือนก็รู้สึกว่าตกรุ่น ถ้ามันไม่ให้เปลี่ยนก็แกล้งดึงสายไฟ เพราะอยากเปลี่ยน แต่พระองค์ท่านได้ใช้มาตั้ง ๑๖ ปีไม่เปลี่ยน นาฬิกาซึ่งทรงสวมอยู่ในข้อพระหัตถ์ ดร.สุเมธเล่าว่า เป็นยี่ห้อใส่แล้วโก้ ไม่ใช่ไซโก้



มีอยู่วันหนึ่ง มีคนนำรองเท้าเก่าๆ คู่หนึ่งไปให้ช่างใกล้ๆ วัดเบญจมบพิตร แถวเขตราชเทวีซ่อม นายช่างก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ซ่อมแล้วก็ส่งคืน

อาทิตย์ต่อมา มาอีกคู่หนึ่ง นายช่างก็ถามว่า ของใคร กว่าจะตอบกันได้ก็วัดใจกันนาน ไม่รู้จะบอกยังไง สุดท้ายก็บอกว่า ของในหลวง ทีนี้นายช่างก้มลงกราบเลย ซ่อมอย่างบรรจง แล้วส่งคืนไป

ต่อมาก็มีตามมาอีก ทีนี้รู้แล้วว่าเป็นรองเท้าของใคร ก็ตั้งใจซ่อม แล้วเขาเก็บเศษรองเท้าที่เหลือจากการตัดการแต่ง ใส่พานไว้กราบทุกครั้งก่อนทำงาน

ก่อนหน้านั้น เขาบอกว่า เขาตระเวนทำงานมาแล้วเกือบสิบอาชีพ แต่ไม่รุ่ง สุดท้ายกลับมาตัดรองเท้าด้วยใจรัก เพื่อนๆ ก็ดูถูกว่า ทำงานกับของต่ำ พอมีลูกค้าเป็น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เท่านั้นเอง ของต่ำกลายเป็นของสูงหมด นักการเมืองเอย ไฮโซเอย ดาราเอย ถนนทุกสายมุ่งไปที่นั่นหมด

อาตมภาพถามว่า ทำไมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้ฉลองพระบาทจนสึก พระองค์มีพระประสงค์สิ่งใด คนไทยจัดถวายได้หมด แพงขนาดไหนก็ได้

แต่ ทำไมพระองค์ทรงอยู่อย่างประหยัด มัธยัสถ์ ก็เพราะพระองค์ทรงใช้ ทรงบริโภคปัจจัยสี่ โดยการสำนึกตระหนักในคุณค่าที่แท้จริง ไม่ได้ใช้เพื่อแสดงอัครฐานทางสังคม ไม่ได้ใช้เพื่อแสดงฐานะทางเศรษฐกิจ ไม่ได้ใช้เพื่อจะอวดใครว่า ฉันรวย แต่ใช้สิ่งนั้น ก็เพราะว่า มันสามารถอำนวยประโยชน์ให้เราได้อย่างแท้จริง

เห็นหรือยังว่า นี่คือวิธีคิดแบบคุณค่าแท้ เราท่านทั้งหลาย ควรปลูกฝังเอาไว้ จะได้ประหยัด ถ้าเรามีวิธีคิดแบบคุณค่าแท้ เงินที่มันเคยรั่วไหล ก็จะอยู่ แล้วอยู่นานด้วย



ว.วชิรเมธี
คมชัดลึก 24 มค.2552




 

Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 5 กุมภาพันธ์ 2552 0:56:50 น.
Counter : 677 Pageviews.  

คุณค่าเทียม



ได้อ่านบทความสั้นๆของพระอาจารย์ ว.วชิรเมธีในคมชัดลึกเมื่อสามสัปดาห์ก่อนได้สอนเรื่องคุณค่าของสิ่งต่างๆ โดยพูดถึง คุณค่าเทียม พระอานนท์ได้ตอบการใช้จีวรที่ได้จากการถวายมาอย่างแยบคายได้ประโยชน์ครบถ้วนสมบูรณ์จนพระราชาผู้ถวายกล่าวสรรเสริญถึงการใช้ของถวายได้อย่างคุ้มค่าสมความตั้งใจของผู้ถวาย.ผมเลยคัดลอกบทความนั้นมาแปะให้ได้อ่านกัน

ปัญญาประภาคาร-คิดเป็นก็เห็นธรรม(๑๘) "คุณค่าเทียม"
ครั้งหนึ่ง พันธุละเสนาบดี สามีของ พระนางมัลลิกา เป็นเสนาบดีใหญ่ของ พระเจ้าปเสนทิโกศล ถูกหลอกไปฆ่าที่ชายแดน

วันนั้น เป็นวันที่พระนางมัลลิกานิมนต์พระอัครสาวก พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ มาเลี้ยงเพลที่บ้าน ถ้าไม่ใช่เพลก็คงเป็นจังหันเช้า

ใน ระหว่างนั้น มีคนเอาจดหมายจากชายแดนมาส่งให้พระนางมัลลิกา พระนางอ่านดูแล้วรู้ว่า สามีถูกฆ่าตายที่ชายแดน ก็เก็บข่าวร้ายนั้นเข้าชายพก ไปประเคนภัตตาหารเหมือนเดิม

ในระหว่างนั้นเอง สาวใช้นำของหวานมาถวาย ทำถ้วยตกต่อหน้าพระสารีบุตร ถ้วยนั้นแตกเพล้ง พระสารีบุตรก็ปลอบใจโยมเจ้าภาพ อุบาสิกา อย่าคิดมากนะ ของที่มันแตกได้ สักวันหนึ่งมันก็ต้องแตกเป็นธรรมดา

พระนางมัลลิกา บอกว่า พระคุณเจ้า โยมไม่คิดมาก เพราะก่อนหน้านี้มีทหารนำข่าวร้ายมาบอกว่า สามีของโยมและลูกอีก 32 คน ถูกลอบประหาร โยมยังไม่ทุกข์เลย

ทำไม ความทุกข์ทะลุทะลวงหัวใจเธอไม่ได้ เพราะว่าพระนางมัลลิกามีคาถาอยู่บทหนึ่ง คือ ไม่เที่ยง ไม่ทน ไม่แท้ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หากท่องคำนี้ไว้ตลอดเวลา ความทุกข์จะทำอะไรเราไม่ได้

ทีนี้ก็มาถึง วิธีคิดประการสุดท้าย คือ วิธีคิดแบบคุณค่าแท้ คุณค่าเทียม หมายความว่า เราอยู่ในโลกนี้ เราเสพบริโภคปัจจัยสี่

ปัจจัยสี่ที่เราบริโภคจะมีอยู่สองคุณค่า คุณค่าอย่างหนึ่งเรียกว่า คุณค่าแท้ คุณค่าอีกอย่างหนึ่งเรียกว่า คุณค่าเทียม

เวลาพระจะฉันภัตตาหาร พระพุทธเจ้าจะให้ท่อง หรือให้พิจารณา ท่านเรียกว่าบท ปฏิสังขาโย

บทปฏิสังขาโยนี้ เป็นบทพิจารณาปัจจัยสี่ ถ้าเราพิจารณาอย่างมีปัญญา เราจะบริโภคปัจจัยสี่อย่างเห็นคุณค่าที่แท้

เช่น เวลาเราบริโภคอาหาร ท่านก็ให้พิจารณาบอกว่า อาหารที่เรารับประทานเข้าไป ไม่ใช่กินเพื่อเล่น เพื่อสนุกสนาน เพื่อเมามัน เพื่อเกิดกำลังพลังทางกาย

แต่เรากินเพื่อกำจัดความหิว กินเพื่อให้ร่างกายมีแรงศึกษาธรรมะ กินเพื่อบำบัดเวทนาเก่า แล้วก็ป้องกันเวทนาใหม่ไม่ให้เกิดขึ้น

เมื่อมีเรี่ยวแรงแล้ว ก็ไม่ใช้เพื่อความเมามัน เพื่อความสวยความงาม แต่เพื่อจะได้ทำประโยชน์ต่อๆ ไป นี่คือคุณค่าแท้ในการกินอาหาร

เพราะ ฉะนั้น ก่อนพระฉัน ท่านพิจารณาอย่างนี้ แต่เดี๋ยวนี้ เวลาพระของเราจะฉัน ก็พิจารณาเหมือนกัน แต่ไม่ใช่พิจารณาแบบเข้าใจ มันกลายเป็นการเสพข้าว ก่อนจะฉันก็ท่องปฏิสังขาโย เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างก็ฉัน จากของที่มีคุณค่ากลายเป็นพิธีกรรม

พอพิธีกรรมที่เราไม่เข้าใจความหมาย เลยกลายเป็นพิธีพราหมณ์ เพราะว่าอะไร ก็เพราะว่า เราไม่เข้าใจ

เช่นเรื่อง เถรส่องบาตร

หลวง ตาท่านหนึ่ง ทุกวันฉันเสร็จก็ล้างบาตร ล้างเสร็จก็เช็ด เช็ดเสร็จก็ส่องในอากาศดูว่า มันแห้งไหม มันล้างหมดไหม เสร็จแล้วก็วางตากแดด

ต่อมาหลวงตาตาย หลวงพ่อเจ้าอาวาสขึ้นมาครองวัด ฉันเสร็จก็จำได้ว่าหลวงตาเคยทำ ท่านก็ล้างบาตร ล้างเสร็จท่านก็ส่อง ส่องเสร็จทำอยู่อย่างนั้น จนท่านมรณภาพไปอีกรูปหนึ่ง

ต่อมารุ่นที่สาม เจ้าอาวาสเปิดสำนักเรียน มีพระเป็นร้อย ฉันเสร็จท่านบอกลูกพระลูกเณรทุกรูปล้างบาตรนะลูก ล้างเสร็จแล้วทำไม ยกส่องพร้อมๆ กันทั้งวัด ทำอยู่อย่างนี้ทั้งวัดทุกวัน

นี่เรียกว่า เถรส่องบาตร ทำความดีโดยไม่เข้าใจความมุ่งหมาย

ก็ เหมือนชาวพุทธบริโภคปัจจัยสี่ โดยไม่เข้าใจความมุ่งหมายของจตุปัจจัย แต่ถ้าเราเข้าใจความมุ่งหมายของปัจจัยสี่ เราจะบริโภคด้วยการคำนึงถึงคุณค่าที่แท้จริง

พอเราไม่เข้าใจ เราก็ไปบริโภคคุณค่าเทียม เช่น สวมนาฬิกา ต้องใช้ของแพงๆ ได้นาฬิกาใหม่มาทำยังไงเพื่อนจะเห็น วันนี้จับแขนเสื้อบ่อยมาก พอเพื่อนเห็นแล้วภูมิใจ ทั้งๆ ที่คุณค่าที่แท้จริงของนาฬิกา คือ ใช้บอกเวลา ใช่ไหม

ได้เงินมาก้อนหนึ่ง ซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้าน หรูมากๆ มีเครื่องแก้วคริสตัล เฟอร์นิเจอร์หลุยส์ ทั้งนั้น แล้วใครจะเห็น โทรไปบอกเพื่อน ร้อยวันพันปีไม่เคยเลี้ยงวันเกิด ปีนี้ ๕๐ กว่าแล้ว ครึ้มอกครึ้มใจ ฉันจะเลี้ยงวันเกิด พอเพื่อนๆ มา ก็แนะนำเฟอร์นิเจอร์

นี่ มันเป็นอย่างนี้ เฟอร์นิเจอร์นี่เอามาใช้อำนวยความสะดวก แต่นี่เราเอามาใช้เพื่อแสดงอัครฐานทางการเงินของเรา



ว.วชิรเมธี

คมชัดลึก 17 มค.2552




 

Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 5 กุมภาพันธ์ 2552 0:48:23 น.
Counter : 598 Pageviews.  

ตรวจสอบคนดีจริงไม่จริงได้ที่นี่




วันนี้ไปเปิดGoogleเพื่อหาพุทธภาษิตมาอ่าน ไปพบข้อเขียนนี้โดยบังเอิญ น่าอ่านมากเลยเอามาแปะให้อ่านกันครับ...เข้าไปอ่านฉบับเต็มฉบับเต็มที่นี่ครับ

ตรวจสอบคนดีจริงไม่จริงได้ที่นี่
“ปราภวสูตร” สูตรที่ กล่าวถึงพฤติกรรมที่ทำให้คนเสื่อมจากความเป็นมนุษย์หรือจากความเป็นสัตบุรุษ มีอยู่ ๑๒ ประการ
= พฤติกรรมที่ทำให้คนเสื่อมจากความเป็นมนุษย์ =
(๑) ผู้รู้ดีเป็นผู้เจริญ ผู้รู้ชั่วเป็นผู้เสื่อม, ผู้ใคร่ธรรมเป็นผู้เจริญ ผู้เกลียดชังธรรมเป็นผู้เสื่อม
(๒) คนผู้มีอสัตบุรุษ (คนไม่ดี) เป็นที่รักที่นับถือ ไม่กระทำสัตบุรุษ (คนดี) ให้เป็นที่รักที่นับถือ, มีความชอบใจในธรรม (คำสั่งสอน) ของอสัตบุรุษ ข้อนั้นเป็นทางปฏิบัติของคนเสื่อม
(๓) คนใดชอบนอน ชอบคุยฟุ้ง ไม่มีความหมั่น เกียจคร้าน โกรธง่าย ข้อนั้นเป็นทางของคนเสื่อม
(๔) คนใดสามารถแต่ไม่เลี้ยงมารดาหรือบิดาผู้แก่เฒ่า ผู้ผ่านวัยหนุ่มสาวไปแล้ว ข้อนั้นเป็นทางของคนเสื่อม
(๕) คนใดหลอกลวงสมณะพราหมณ์ หรือแม้ยาจกวณิพกอื่น ด้วยคำพูดมุสาวาท ข้อนั้นเป็นทางของคนเสื่อม
(๖) คนใดเป็นผู้มีทรัพย์มาก มีเงินทองของกินมาก และกินของอร่อยแต่ผู้เดียว (ไม่ทำทาน) ข้อนั้นเป็นทางของคนเสื่อม
(๗) คนใดเย่อหยิ่งจองหองเพราะชาติกำเนิด หยิ่งจองหองเพราะทรัพย์สมบัติ หยิ่งจองหองเพราะโคตร (อ้างบรรพบุรุษผู้มีอำนาจแต่ครั้งอดีต) ข้อนั้นเป็นทางของคนเสื่อม
(๘) คนใดเป็นนักเลงหญิง เป็นนักเลงสุรา และเป็นนักเลงการพนัน ผลาญทรัพย์ที่ตนหามาได้ ข้อนั้นเป็นทางของคนเสื่อม
(๙) คนผู้ไม่สันโดษ (ไม่พอใจ) ในภรรยา (สามี) ของตน ประทุษร้ายในภรรยา (สามี) ของคนอื่น เหมือนประทุษร้ายในหญิงแพศยา (หญิงขายบริการ) ข้อนั้นเป็นทางของคนเสื่อม
๑๐. ชายแก่ได้หญิงรุ่นสาวมาเป็นภรรยา ย่อมนอนไม่หลับ เพราะความหึงหวงหญิงรุ่นสาวนั้น ข้อนั้นเป็นทางของคนเสื่อม
๑๑. คนใดแต่งตั้งหญิงนักเลงหรือชายนักเลง ผู้ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย เช่นนั้นไว้ในความเป็นใหญ่ ข้อนั้นเป็นทางของคนเสื่อม
๑๒. ก็บุคคลผู้เกิดในสกุลกษัตริย์ มีโภคทรัพย์น้อย มีความมักใหญ่ใฝ่สูง ปรารถนาราชสมบัติ ข้อนั้นเป็นทางของคนเสื่อม

สรุปความว่า สัตบุรุษหรือคนดี จะไม่ประพฤติปฏิบัติตนในความเสื่อม ๑๒ อย่างนี้แน่นอน เพราะมีความรู้ในเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว ส่วนอสัตบุรุษหรือคนไม่ดีย่อมประพฤติปฏิบัติตนถลำไปตามแนวทางแห่งความเสื่อมอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลาย ๆ อย่าง ใน ๑๒ อย่างนั้นแน่นอน เพราะไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องเหล่านี้ ดังนั้น คุณค่าของความเป็นมนุษย์หรือความเป็นสัตบุรุษในชีวิตจึงถึงความเสื่อมเสียไป ชีวิตกลายเป็นอสัตบุรุษ คือ คนไม่ดีไป

= ความหมายสัตบุรุษอสัตบุรุษ =
สัตบุรุษ แปลว่า คนผู้มีคุณธรรมประจำชีวิตอยู่ ๗ อย่าง เรืยกว่าสัตบุรุษ ซึ่งเป็นคนดีจริง ๆ โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เพศ วัย แต่อย่างใด ส่วนคำว่า อสัตบุรุษ คือ คนที่ตรงกันข้ามกับสัตบุรุษ ได้แก่ ไม่มีคุณธรรม ๗ อย่างในชีวิตของท่าน เพราะมีพฤติกรรมให้ตนเสื่อมจากความเป็นมนุษย์หรือความเป็นสัตบุรุษไปแล้ว เรียกว่า อสัตบุรุษ คือ คนไม่ดี และ คุณธรรมในชีวิตของสัตบุรุษ คือ คนดีจริง ๆ นั้น มีอยู่ ๗ ประการ
ธัมมัญญูสูตร ในสุตตันตปิฎกฉบับภาษาไทย เล่ม ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐกนิบาต ข้อ ๖๕) มีว่า
(๑) ธัมมัญญุตา ความรู้จักธรรม คือ ที่เป็นธรรมฝ่ายวิชาการ ได้แก่ นวังคสัตถุศาสตร์ คำสอนของพระศาสดา ประกอบด้วยองค์ ๙ มีสุตตะ เคยยะ เป็นต้น และรู้ธรรมฝ่ายปฏิบัติ คือ กุศลธรรม อกุศลธรรม อัพยากตธรรม
(๒) อัตถัญญุตา ความรู้จักเนื้อความ คือ รู้ความหมายแห่งพุทธภาษิต หรือรู้จักประโยชน์ รู้จักโทษแห่งธรรมที่ นำมาปฏิบัติแต่ละกลุ่มธรรม
(๓) อัตตัญญุตา ความรู้จักตน คือ รู้ว่าตนมีศรัทธา มีศีล มีสุตะ จาคะ ปัญญา ปฏิภาณ เพียงเท่านี้ ๆ ๆ เป็นต้น
(๔) มัตตัญญุตา ความรู้จักประมาณ คือ รู้ประมาณในการรับ การบริโภค การใช้จ่ายปัจจัย ๔ เป็นต้น
(๕) กาลัญญุตา ความรู้จักกาล คือ รู้กาลเรียน กาลสอน กาลสอบถาม กาลทำความเพียร การหลีกเร้น เป็นต้น
(๖) ปริสัญญุตา ความรู้จักบริษัท คือ รู้ว่าชุมชนนี้เป็นกษัตริย์ เป็นคฤหบดี เป็นสมณะ เป็นต้น เราควรวางตัวให้เหมาะสมกับฐานะของชุมชนนั้น ๆ ในเมื่อมีกิจเข้าไปเกี่ยวข้อง
(๗) ปุคคลัญญุตา ความรู้จักบุคคล คือ รู้ว่าบางคนต้องการเห็นพระอริยะ บางคนไม่ต้องการเห็น เป็นต้น

หวังว่าเมื่อท่านทั้งหลายได้อ่านจบแล้วจักได้เกิดข้อพิจารณาคนรอบตัวท่าน รวมทั้งพิจารณาตัวท่านเองว่า ท่านนั้นกำลังดำรงตนเป็น...สัตบุรุษ....อยู่หรือไม่




 

Create Date : 28 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 28 พฤศจิกายน 2551 11:08:54 น.
Counter : 159 Pageviews.  

คบคนใด ก็เป็นคนเช่นนั้นแล



ยํ เว เสวติ ตาทิโส

คบคนใด ก็เป็นคนเช่นนั้นแล


มงคลชีวิตนั้น คือเหตุแห่งความสุขและความเจริญก้าวหน้าของชีวิต
พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนถึงมงคลชีวิตสามสิบแปดประการไว้โดยจัดลำดับกลุ่มแรกคือมงคลหมวดฝึกตนให้เป็นคนดี รวมมงคลชีวิตสามหมวดแรกคือ
มงคลที่ ๑ ไม่คบคนพาล
มงคลที่ ๒ คบบัณฑิต
มงคลที่ ๓ บูชาบุคคลที่ควรบูชา
โดยเป็นที่เข้าใจอย่างง่ายว่า เราคบบุคคลเช่นไร เราก็ย่อมเป็นไปอย่างบุคคลเช่นนั้น...ในแง่ของจิตวิทยา มักแนะนำให้เราอยู่ห่างคนที่คอยเติมความคิดด้านลบให้เรา ให้เราหมั่นคบหาคนที่มองโลกในแง่ดี คนที่มีแรงชักจูงให้เราไปยังสิ่งที่ดี...





...ในแง่วิทยาศาสตร์นั้นได้มีการค้นพบ'เซลล์กระจกเงา'(Mirror Neuron)อย่างบังเอิญในสมองลิง โดยDr.Villorio Gallese และ Dr.Giacomo Rizzlattiจากมหาวิทยาลัยพาร์มา ประเทศอิตาลี เซลล์กลุ่มนี้จะสะท้อนภาพเคลื่อนไหวทุกอย่างราวกับเป็นกระจกเงา.การค้นคว้าวิจัยเพิ่มในยุโรปและอเมริกาก็พบว่ามีเซลล์แบบนี้ในสมองมนุษย์ ทำให้มนุษย์เกิดมาแล้วมีบุคลิก,นิสัยใจคอเหมือนกับคนอื่นๆในสังคม
...ดังนั้นพระพุทธองค์ทรงมีพระอัจฉริยภาพ ทรงรู้และเข้าใจธรรมชาติในข้อนี้ จึงทรงตรัสให้มนุษย์เราได้เลือกต้นแบบที่ดี เพื่อน้อมนำมาสู่ชีวิต อันนำชีวิตให้รอดพ้นจากทางแห่งอบาย

ป ล า ร้ า พั น ห่ อ ด้ ว ย ใ บ ค า
ใ บ ก็ เ ห ม็ น ค า ว ป ล า ค ล ะ ค ลุ้ ง
คื อ ค น ห มู่ ไ ป ห า ค บ เ พื่ อ น พ า ล น า
ไ ด้ แ ต่ ร า ย ร้ า ย ฟุ้ ง เ ฟื่ อ ง ใ ห้ เ สี ย พ ง ศ์


(สุภาษิตโคลงโ ลกนิติ)




 

Create Date : 25 มีนาคม 2550    
Last Update : 22 กันยายน 2550 21:48:13 น.
Counter : 1519 Pageviews.  

ความอดทน



"แท้จริง บุคคลอดทนถ้อยคำของผู้ประเสริฐกว่า เพราะความกลัว

อดทนถ้อยคำของคนเสมอกันได้เพราะการแข่งขัน แข่งดี

แต่ผู้ใดอดทนถ้อยคำของคนที่เลวกว่า ต่ำกว่าได้

นับว่าเป็นผู้มีความอดทนที่ยอดเยี่ยม"

ความสำเร็จของมนุษย์ ในด้านต่างๆ เช่น การต่อสู้กับอุปสรรคในการดำเนินชีวิต หน้าที่การงาน การพัฒนาด้านสังคม นอกจากอาศัยสติปัญญาแล้ว สิ่งหนึ่งซึ่งขาดไม่ได้คือความอดทน ความมุ่งมั่น บากบั่น เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ดีงาม ทางคติจีนเชื่อว่าบุคคลที่สามารถอดทนต่อความทุกข์ยากลำบากที่สุดของชีวิตผ่านวิกฤตดังกล่าวได้ จะกลายเป็นคนเหนือคน

ความอดทน เป็นคุณธรรมสำคัญมากข้อหนึ่งในคุณธรรมของผู้นำ อดทนเพื่อบรรลุความดีบางครั้งถูกกระทบด้วยสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา เป็นลักษณะของกายและใจที่พร้อมจะเผชิญกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในทุกรูปแบบ โดยไม่ยอมแพ้หรืออ่อนแอ คนเราเกิดมาถ้าไม่มีความอดทนแล้ว ชีวิตดูเหมือนไร้ค่า ไม่มีความหมาย และไม่สามารถทำงานให้สำเร็จได้ ลักษณะความอดทน 3 ประการ คือ 1.ทนลำบาก 2. ทนตรากตรำ
3.ทนเจ็บใจ

1.อดทนต่อความยากลำบาก กับสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ ความหิวโหย และความทุกข์ที่เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บ ทำให้เสียสุขภาพ เสียเงิน เสียเวลา เสียการงาน เมื่อเกิดทุกขเวทนา ไม่ควรแสดงอาการทุรนทุราย ควรสร้างกำลังใจให้เข้มแข็งโดยการพิจารณาถึงธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ว่า บรรพชิตหรือคฤหัสถ์ ควรพิจารณาเนื่องๆ ถึงความแก่ ความเจ็บ และความตาย ว่าเป็นของธรรมดา ไม่สามารถล่วงพ้นไปได้ เป็นต้น

2.อดทนต่อความตรากตรำ ความทุกข์ยากจากการทำงาน เพราะคนทุกคนจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ เพราะอาศัยอาหารเครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค สิ่งเหล่านี้จำเป็นต่อชีวิต ต้องขยันประกอบอาชีพการงานจึงได้มา และการประกอบอาชีพนั้น ในบางครั้งต้องประสบกับปัญหาและอุปสรรค ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ไม่มากก็น้อยเป็นธรรมดา ต้องอดทนทำใจกับความล้มเหลว ความผิดหวัง และความขมขื่น ไม่ควรท้อถอย ไม่ยอมแพ้และยกเลิกกลางคัน ควรใช้ความอดทน มุ่งมั่น การงานที่มุ่งหวังตั้งใจไว้ จะสำเร็จได้ด้วยดี

3.อดทนต่อความเจ็บใจ ทุกคนจะอยู่ลำพังเพียงผู้เดียวไม่ได้ ต้องอาศัยการอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ และการอยู่ร่วมกัน บางครั้งอาจมีความกระทบกระทั่งกัน ทะเลาะวิวาทกันบ้าง เพราะต่างมีกิเลสด้วยกันทั้งนั้น หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขาดความอดทนแล้ว เรื่องทะเลาะวิวาทจะแผ่ขยายกว้างออกไป เกิดความแตกแยก และความเสียหาย

ผู้มีความอดทนในลักษณะดังกล่าว

จึงเป็นผู้ยอดเยี่ยม และอำนวยผลให้มีความสุข

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด หนังสือพิมพ์ข่าวสด
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550




 

Create Date : 25 กุมภาพันธ์ 2550    
Last Update : 25 กุมภาพันธ์ 2550 10:54:47 น.
Counter : 159 Pageviews.  

1  2  

BlogGang Popular Award#13


 
JazzLover
Location :
ลำปาง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




หนุ่มราศีมังกร เลือดกรุ๊ปโอ ตัวโต ขี้ใจน้อย เหงาบ้างเป็นบางอารมณ์ และชอบหาเพลงมาฟังแก้เหงาประจำ...ฟังเพลงทุกประเภท
New Comments
Friends' blogs
[Add JazzLover's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.