...แต่ละคืนวันที่ผันผ่าน มีเรื่องราวหลากหลายให้ค้นหา ...วานนี้ พรุ่งนี้ มินำพา ...เพียงรู้ว่า ทำวันนี้ให้ดีก็เพียงพอ ...มีความสุขกับทุกจังหวะของชีวิต
Group Blog
 
All blogs
 

ข้อคิดในการลงทุนในหุ้นของ"กรณ์ จาติกวณิช"



...แนวทางการลงทุนในหุ้นของ" กรณ์ จาติกวณิช" เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Stock Focus เมื่อครั้งที่เขามีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเงา มิใช่ตัวจริงเสียงจริงอย่างวันนี้ว่า บัญญัติการลงทุน 7 ประการ ที่เขาใช้มาตลอด คือ
1.ต้องลงทุนในบริษัทที่มีความเชื่อมั่นในตัวผู้บริหาร ถือว่ามีสำคัญไม่น้อยไปกว่าตัวธุรกิจหลัก เพราะธุรกิจดียังไงถ้าผู้บริหารไม่ยึดประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเป็นหลักบริษัทนั้นก็ไปไหนได้ไม่ไกล

2.ต้องคิดเสมอว่าเวลาซื้อหุ้น คือ การซื้อส่วนหนึ่งของกิจการ ไม่ใช่แค่แผ่นกระดาษ ซึ่งจะทำให้มีทัศนคติที่ถูกต้องกับหุ้นที่ถืออยู่ โดยคิดในเชิงผู้ร่วมทุนมากกว่านักเก็งกำไร

3.ต้องไม่หลงรักกับหุ้นที่ถืออยู่ คือ ต้องประเมินในเชิงธุรกิจเสมอ การลงทุนคือ การซื้อการขาย เพราะฉะนั้นถ้าซื้อแล้วหลงรักกับมัน บางทีจะทำให้ขาดเหตุและผลในการตัดสินใจ

4.ทุกวันถือเป็นวันใหม่ ต้นทุนและที่มาไม่สำคัญ

5.ต้องมีวินัยในการยึดหลักความคิดเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด

6.ความผันผวนของตลาด เป็นโอกาส ในการลงทุน อย่าไปกลัวตลาดมากเกินไป และอย่าไปเล่นกับตลาดมากเกินไป

และสุดท้าย 7.ต้องเผื่อการคาดการณ์ที่ผิดพลาดของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องซื้อในราคาต่ำสุด หรือขายในราคาสูงสุด ประเมินราคาที่เหมาะสมและเราพอใจ

...ปัจจุบันประชาชน หรือนักลงทุนส่วนหนึ่งยังขาดความรู้ ความเข้าใจในการลงทุน ดังนั้นการที่จะทำให้คนมีความรู้เพียงพอที่จะประเมินความเสี่ยงให้ถูกต้องได้เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะในช่วงที่ผ่านมาความไม่รู้ในข้อมูลทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เสียประโยชน์ และเสียโอกาสเป็นอย่างมาก

"โอกาสมีให้แก่ทุกคน แต่ความไม่เสมอภาค เพราะระดับความรู้ ความเข้าใจข้อมูลต่างกัน ตรงนี้จึงถือเป็นประเด็นที่ท้าทาย ผมเชื่อว่าถ้าคนรู้มากขึ้น เข้าใจมากขึ้น อะไรที่เคยเข้าใจว่าเป็นความเสี่ยงก็จะกลายเป็นความเสี่ยงที่สามารถวิเคราะห์ได้ และรับได้มากขึ้น"

ตัดข้อความจากเนื้อความในคอลัมภ์ บริหารเงินแบบคนดัง (2)

ในคมชัดลึก วันอาทิตย์ที่ 4 มค.2552




 

Create Date : 06 มกราคม 2552    
Last Update : 6 มกราคม 2552 11:56:16 น.
Counter : 567 Pageviews.  

8 นิสัยช่วยให้เป็น 'เศรษฐีเงินล้าน'!!



"พฤติกรรม" และ "นิสัย" เป็นส่วนผสมที่ทำให้คุณเป็น"เศรษฐี"ได้ แต่ในเวลาเดียวกันพฤติกรรมและนิสัยบางอย่าง ก็บันดาล "ความยากจน" ให้กับคุณได้เหมือนกัน

หากคุณลองหมั่นสังเกตนิสัยของบรรดาเศรษฐีทั้งที่อยู่รอบตัวเราและที่อยู่ห่างตัวหน่อย ก็จะเห็นว่าพวกเขามีลักษณะนิสัยที่คล้ายๆ กัน อาจจะมีรายละเอียดบางอย่างที่แตกต่างกันบ้าง แต่โดยรวมจะค่อนไปในทางละม้ายคล้ายกัน

ในทางตรงกันข้ามพวกที่ไม่เคยถูกเรียกว่าเศรษฐี ก็มักจะมีนิสัยที่ถอดแบบกันมาเช่นกันทั้ง ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ เกินตัว

ไม่ใช่นิสัยหรือพฤติกรรมทุกอย่างของคนเรา ที่จะหนุนนำให้ทุกคนขึ้นบัลลังก์ของเศรษฐีได้ เวบไซต์เอ็มเอ็มแฮบบิทส์ดอทคอม ได้นำเสนอบทความเกี่ยวกับ "8 นิสัยที่จะช่วยให้คุณเป็นเศรษฐีเงินล้าน" ลองสำรวจตัวเองดู บางทีคุณอาจจะมีนิสัยเหล่านี้ซ่อนอยู่ในตัวอยู่แล้วก็ได้

บางคนอาจจะไม่มีเลย แต่ไม่เป็นไร นิสัยเหล่านี้สร้างและบ่มเพาะกันได้ หรือบางคนอาจจะแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนิดหน่อย แล้วนำนิสัยเหล่านี้มาประยุกต์ใช้อย่างไม่ยากเย็น

ลักษณะนิสัยทั้ง 8 ข้อจากนี้ไป เป็นเหมือนกฎขั้นพื้นฐานที่เศรษฐีเงินล้านส่วนใหญ่ทั่วโลกยึดถือและปฏิบัติ เพื่อสร้างรายได้ให้กับตัวเอง ซึ่งคนไทยทั่วไปสามารถนำไปใช้เป็นแบบอย่าง ช่วยให้ตัวเองเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ ด้วยหนึ่งสมองและสองมือสองขาของเรานี่เอง

1.หาเงินไว้ลงทุน..ไม่ใช่เพื่อใช้จ่าย

ใครก็ตามที่มุ่งมั่นและตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะร่ำรวยเงินทอง เพราะคนที่หาเงินได้มาก ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็นเจ้าของคำว่า "เศรษฐี"

เพราะบางคนหาได้เงินมากก็ใช้จ่ายมาก บางคนทำมาหากินแทบตาย แต่ต้องเอามาใช้หนี้สินที่ติดตัวอยู่

แต่สำหรับคนที่เป็นเศรษฐี จะมีนิสัยที่ค่อนข้างชัดเจนคือ เมื่อได้เงินมาก็จะนำไปต่อยอดการลงทุน เข้าตำราหาเงินไว้เพื่อลงทุน ไม่ใช่เพื่อใช้จ่าย

"คนส่วนใหญ่ทำงานหนัก เพื่อชำระหนี้บัตรเครดิต และบำเรอความสุขให้กับชีวิตตัวเอง แต่กลุ่มคนมีเงินตระหนักว่า ถ้านำเงินก้อนที่มีอยู่ไปต่อยอดให้ออกดอกออกผลเพิ่มความมั่งคั่งให้กับตัวเองน่าจะดีกว่า" เวบไซต์เอ็มเอ็มแฮบบิทส์ให้ทัศนะ

"วิเชฐ ตันติวานิช" กรรมการผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ MAI เห็นด้วยกับนิสัยนี้ เพราะมีคนจำนวนมากที่มีรายได้เยอะ แต่เมื่อมีมากใช้มากก็ไม่มีทางที่จะเป็นเศรษฐีได้ แต่คนที่เป็นเศรษฐีก็มักจะมีนิสัยที่ต่างออกไป เมื่อมีรายได้เข้ามา แทนที่จะโหมใช้จ่าย พวกเขาจะนำเงินไปต่อยอดลงทุนเพื่อให้เงินออกดอกออกผล

2.มีแผนและทำตามแผน

เศรษฐีเงินล้านที่รวยได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง ไม่ได้ร่ำรวยเพราะความบังเอิญ ส่วนหนึ่งนั่นเพราะพวกเขามีนิสัยที่มีแผนและลงมือปฏิบัติตามแผน ซึ่งนั่นเป็นแรงผลักดันที่ช่วยพวกเขาให้เดินสู่ความรวย

"การวางแผนและทำตามแผนนำพวกเขาสู่จุดหมาย นั่นคือการลงทุนและสั่งสมความมั่งคั่งไว้ตลอดชีวิต" เวบไซต์เอ็มเอ็มแฮบบิทส์ให้ทัศนะ

"ดารบุษป์ ปภาพจน์" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาธุรกิจและการตลาด 2 บลจ.กรุงไทย มองว่า เรื่องสำคัญอย่างหนึ่งซึ่งมือใหม่หัดลงทุนมักจะละเลยไป คือการทำตามแผนที่วางไว้โดยเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลยุทธ์ “ออมเงินก่อน” หรือ Pay Yourself First โดยการหักเงินออมออกจากบัญชีเงินเดือนทันทีที่เงินเดือนออก ก่อนที่จะนำเงินไปใช้จ่ายอย่างอื่น เพราะแผนที่วางไว้อย่างสวยหรูนั้น จะไม่มีประโยชน์เลย หากไม่มีการนำมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

การมีวินัยในแผนลงทุนนั้นยังรวมถึง ผู้ลงทุนที่เลือกการลงทุน โดยใช้กลยุทธ์เฉลี่ยต้นทุน (Dollar Cost Averaging) ด้วยการลงทุนเป็นประจำด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน ผู้ลงทุนควรมีวินัย ไม่หวั่นไหวไปกับการขึ้นลงของภาวะตลาด โดยอาจใช้ร่วมกับแผนการลงทุนอัตโนมัติที่บริษัทจัดการต่างๆ มีไว้บริการ ซึ่งช่วยประหยัดทั้งเวลา และลดความวุ่นวายใจไปได้มากทีเดียว

วิเชฐเห็นด้วยกับข้อนี้ ทุกคนคิดและวางแผนการเงินการลงทุนได้ว่าจะทำโน่นนี่นั่น แต่ไม่ใช่ทุกคนที่วางแผนแล้วจะปฏิบัติหรือลงมือทำตามแผน ฉะนั้น ใครก็ตามที่วางแผนทางการเงินให้ตัวเอง แล้วเดินตามแผนก็มักจะมีแววที่จะเป็นเศรษฐี

3.ทำงานหาเงินให้มากขึ้น

ความหมายข้อนี้ดูเหมือนชัดเจน เพราะกลุ่มคนมั่งคั่งมักจะพากันแสวงหาหนทาง ที่จะสร้างหรือหารายได้ให้ไหลมาเทมาอย่างต่อเนื่องอย่างไม่มีวันหยุด ด้วยการเพิ่มจำนวนเงิน ให้ทำงานออกดอกออกผลให้พวกเขาได้มากขึ้น

นี่คือนิสัยประจำตัวของบรรดาเศรษฐี จะสังเกตเห็นได้ว่า ยิ่งร่ำรวยอยู่แล้ว ยิ่งไม่หยุดทำงาน ยิ่งมั่งคั่งอยู่แล้ว ยิ่งหาทางต่อยอดการลงทุนให้มั่งคั่งยิ่งขึ้น

เรื่องนี้วิเชฐตั้งข้อสังเกตว่า คนที่มีเงินทองหรือร่ำรวยในระดับหนึ่งแล้ว พวกเขามักไม่เก็บเงินเอาไว้อย่างเดียว แต่หาช่องทางเพื่อขยับขยายความรวย ซึ่งเมื่อถึงจุดนี้เขามักจะให้เงินทำงานช่วยอีกแรง เรียกว่าทำเงินได้ 2 เด้ง

4.เข้าใจฐานะการเงินของตัวเอง

กลุ่มคนที่มีความมั่งคั่งต่างตื่นตัวกับการรับรู้รายได้ในบัญชีส่วนตัว และรู้ว่าการไหลเวียนของเงินที่ไหลเข้าออกในบัญชีมีเท่าไร ตรงนี้จะเห็นได้ชัดว่าต่างจากคนที่ยังไม่ได้เป็นเศรษฐี ที่มักจะไม่ค่อยสนใจและใส่ใจในฐานะการเงินของตัวเองซักเท่าไร

บางคนยิ่งไปกว่านั้น เพราะปล่อยให้หนี้ท่วม นอกจากไม่ได้จัดระเบียบหนี้แล้ว ที่ร้ายกว่านั้นคือแทบไม่รู้เลยว่าหนี้ของตัวเองเบ็ดเสร็จแล้วมีเท่าไร

เรื่องนี้ดารบุษป์บอกว่าก่อนที่จะทำสิ่งใดให้ประสบความสำเร็จ เราจะต้องมีการวางแผนรู้เขา รู้เรา ซึ่งการวางแผนการลงทุนก็ไม่ต่างกัน การเข้าใจฐานะการเงินของตนเองให้ถ่องแท้ เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะมิเช่นนั้นแล้ว ก็จะเหมือนการขับรถทางไกลโดยไม่เตรียมความพร้อม ไม่ได้เช็คเครื่อง หม้อน้ำ ปริมาณน้ำมัน ไม่รู้ว่ากำลังเครื่องยนต์ของรถนั้นมีมากน้อยเพียงใด สามารถขึ้นเขา ลุยโคลนได้หรือไม่

ซึ่งการละเลยไม่เข้าใจตนเองเช่นนี้ ก็มีแต่จะจะทำให้เราประสบปัญหาและอุปสรรคระหว่างทาง ต้องเสียเวลามากกว่าที่ควรเพื่อจะบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ หรือบางทีก็อาจหมดกำลังใจไปก่อนที่จะถึงเป้าหมาย

"ก่อนจะเริ่มต้นวางแผนการเงินนั้น เราจะต้องรู้ว่ารายรับของเรานั้นมีความสม่ำเสมอแค่ไหน มีส่วนเกินกว่ารายจ่ายหรือไม่ รวมถึงมีการกันเงินเผื่อสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินเพียงพอที่จะทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งเงินที่ตั้งใจเก็บไว้เพื่อการลงทุนระยะยาว ซึ่งหากเราละเลยขั้นตอนนี้ไป ก็ยากที่จะถึงเป้าหมายได้ "

วิเชฐเสริมว่า คนที่เป็นเศรษฐีมักจะมีนิสัยใส่ใจในเรื่องเงินทองอยู่แล้ว ทั้งรายรับรายจ่ายทำใส่เอ็กเซลชีทเอาไว้ ส่วนคนที่ยังไม่ได้เป็นเศรษฐี ควรจะทำอย่างยิ่ง นี่เป็นบันไดก้าวหนึ่งที่จะนำคุณไปเป็นเศรษฐีได้

5.กล้ารับความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

เวบไซต์เอ็มเอ็มแฮบบิทส์ดอทคอมบอกไว้ว่า การเป็นผู้กล้ารับความเสี่ยง เป็นสิ่งต้องทำเพื่อเพิ่มความรวยให้ตัวเอง หากไม่เข้าไปฉวยโอกาสบางครั้ง เงินที่มีอยู่จะไม่มีโอกาสงอกเงย แต่เหนืออื่นใด ต้องเป็นความเสี่ยงที่คุณรับได้ และต้องมีการวางกลยุทธ์อย่างดีเพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจากภาวะตลาดตกต่ำหรือช่วงขาลง

ข้อนี้ วิเชฐมองว่า คนที่จะเป็นเศรษฐีได้ พวกเขามักรู้ว่าความเสี่ยงคืออะไร ประเมินได้ว่าความเสี่ยงมันใหญ่ขนาดไหน และตัวเขาเองสามารถรับความเสี่ยงได้แค่ไหน

"เพราะความเสี่ยงในระดับสูง ไม่ใช่ว่าเราไปยุ่งกับมันไม่ได้ คนที่เป็นเศรษฐีได้เขาจะประเมินพละกำลังของตัวเองก่อนว่า ความเสี่ยงแค่นี้ เรารับมือไหวมั้ย เพราะถึงจะเสี่ยงสูง แต่ถ้าเรารับความเสี่ยงไหว เราจัดการกับความเสี่ยงนั้นได้ โอกาสที่จะได้ผลตอบแทนสูงก็มี "

6.มีความอดทนและมีสติซ่อนอยู่ในการลงทุน

สังเกตมั้ยว่าพวกเศรษฐีเงินล้านที่ร่ำรวยจากสองมือสองขากับหนึ่งสมองของตัวเอง ไม่ได้กลายเป็นเศรษฐีเพียงชั่วข้ามคืน แต่เศรษฐีเหล่านี้เข้าใจถึงพลังแห่งดอกเบี้ยทบต้น และความพยายามลงทุนอย่างต่อเนื่องไม่หยุด เพื่อให้ได้ความร่ำรวยเป็นรางวัลตอบแทน

ดารบุษป์เปรียบเปรยให้ฟังว่ามีคนเคยเปรียบการลงทุนว่าเหมือนการไต่เทือกเขาสูง ยิ่งเป้าหมายสูงเพียงใด นอกจากต้องเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์แล้ว ต้องอาศัยจิตใจที่แข็งแกร่งจึงจะก้าวผ่านหุบเหวที่เป็นอุปสรรคไปได้ การลงทุนก็เช่นกัน ความผันผวนของตลาดหุ้นนั้นเกิดขึ้นมาทุกยุคทุกสมัย มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป ดังนั้น เมื่อนักลงทุนได้แสวงหาเส้นทางการลงทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมายของตนเองแล้ว ก็ควรเตรียมใจที่จะพบอุปสรรคที่จะเข้ามา

หากอุปสรรคนั้นเป็นอุปสรรคที่ประเมินไว้ล่วงหน้าแล้ว เช่น เมื่อตัดสินใจลงทุนในหุ้นของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างจีน อินเดีย หรือรัสเซีย ซึ่งมีโอกาสรับผลตอบแทนสูง ก็ต้องเผื่อใจสำหรับโอกาสที่จะขาดทุนอย่างมากในบางช่วงเวลาด้วยเช่นกัน

วิเชฐเสริมว่าอดทนอย่างเดียวไม่พอ สำคัญที่สุดคนที่จะเป็นเศรษฐีได้ต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา เพราะคนที่มีสติจะทำให้ตัดสินใจได้ว่าในสถานการณ์นั้นๆ เขาควรตัดสินใจอย่างไร เช่นถ้าภาวะตลาดหุ้นไม่ดี คนที่มีสติก็อาจจะประเมินและตัดสินใจได้ว่า สถานการณ์ย่ำแย่แบบนี้เขาควรจะถอนตัวออกหรืออยู่ต่อเพื่อรอ หรือหาจังหวะเข้าลงทุน

7.ได้ทีมที่ยอดเยี่ยม

กลุ่มคนร่ำรวยยังคงความมั่งคั่งของตัวเองไว้ได้ ด้วยผู้คนแวดล้อมซึ่งเป็นที่ปรึกษาการเงินและกฎหมาย ซึ่งล้วนมีฝีมือเป็นเลิศในแวดวงอาชีพนั้นๆ นั่นเป็นประเด็นที่เราเห็นได้ว่าบรรดาเศรษฐีเงินล้านมักไม่เดินหน้าสร้างความร่ำรวยโดยลำพัง

"ลองสังเกตดูสิ คนที่เป็นเศรษฐีไม่ใช่ว่าทุกคนเกิดมาท่ามกลางคนที่มีความรู้เรื่องการลงทุน แต่คนเหล่านี้จะพาตัวเองเข้าไปอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนที่มีความรู้เรื่องการลงทุน นั่นทำให้เขามีโอกาสได้เรียนรู้แง่มุมและช่องทางต่างๆ ของการลงทุน ว่าอะไรที่จะทำให้เงินทองของเขางอกเงยขึ้น หรือมีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้เงินออกดอกออกผล" วิเชฐให้ทัศนะ

8.รับฟัง..กลั่นกรอง...นำไปใช้

นิสัยอีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้คุณเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ด้วยความสามารถของตัวเอง คือการแสวงหาคำแนะนำจากที่ปรึกษาเชื่อถือไว้ใจได้ เศรษฐีเหล่านี้รับฟังด้วยความมุ่งมั่นมีใจจดจ่อ จากนั้นพวกเขาก็สามารถนำไปปฏิบัติและตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง เพื่อพยายามสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเอง

ดารบุษป์บอกว่าการวางแผนการลงทุนนั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนชีวิต ซึ่งต้องการความมีเหตุผลสูงกว่าการเลือกซื้อข้าวของเครื่องใช้ทั่วไป การฟังเขามาแต่เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะแน่ใจได้ว่าการลงทุนที่เหมาะกับคนอื่นนั้นจะเหมาะกับตัวเราด้วย เช่น เมื่อฟังเพื่อนๆ พูดถึงผลตอบแทนที่ได้รับ ก็ต้องนำมากลั่นกรองว่าการลงทุนนั้นมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด ผลตอบแทนที่ว่าสูงนั้นๆ คุ้มค่ากับความเสี่ยงหรือไม่ และตัวเรานั้นมีความพร้อมที่จะรับความเสี่ยงที่ว่านั้นแค่ไหน หรือมีวิธีที่จะลดหรือกระจายความเสี่ยงอย่างไรได้บ้าง โดยอาจต้องศึกษาจากข้อมูลการลงทุนในหนังสือชี้ชวน สอบถามผู้รู้ ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน

วิเชฐเองก็เห็นด้วยว่าคนจะเป็นเศรษฐีได้ เบื้องต้นต้องหัดรับฟังข้อมูล หาข้อมูลการลงทุนให้เยอะเข้าไว้ จากนั้นก็นำมากลั่นกรอง เพราะเมื่อได้ข้อมูลเยอะเราต้องกรอง จากนั้นค่อยนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการตัดสินใจลงทุน

"ผมว่านิสัยเหล่านี้เศรษฐีมีทุกคน บางคนข้อมูลเยอะ กลั่นกรองแล้ว แต่ไม่กล้าตัดสินใจที่จะลงทุน คุณก็เป็นได้แค่นักวิเคราะห์ แต่เป็นเศรษฐีไม่ได้" วิเชฐให้ความเห็นทิ้งท้าย




 

Create Date : 05 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 5 กรกฎาคม 2551 13:24:43 น.
Counter : 715 Pageviews.  

ตั้งสติ…เก็บสตางค์



บทความนี้ผมแอบคัดลอกมาจากหน้าเวปของMSNโดยเป็นบทความของหน้าหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ.....ช่วงนี้ผมกำลังอ่านหนังสือการเงินของอาจารย์วรากรณ์ในบทแรกๆที่พูดถึงการออมและวิธีฝึกให้ออม การออมนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของทุกๆอย่าง....ออมและเก็บตังค์ ปรับพฤติกรรมการใช้ตังค์อีกนิดครับ

ตั้งสติ…เก็บสตางค์
เคยนึกแปลกใจไหมว่า ทำงานมาตั้งหลายปีแล้ว แต่ทำไมไม่มีเงินเก็บเลย คิดว่าโรคนี้คงเป็นโรคประจำตัวของมนุษย์เงินเดือนหลายๆ ท่าน คนเรามีเวลาทำงานเต็มที่ไม่น่าเกิน 40 ปี และหลังจากนั้นคงใช้ชีวิตหลังเกษียณอีกประมาณ 20 ปี คิดแค่นี้ก็หนาวแล้ว หากทำงานไปเรื่อยๆ จนเกษียณแล้วไม่มีเงินเหลือเลย จะทำอย่างไรดี คิดง่ายๆ แค่หลังเกษียณมีข้าวกินให้ครบ 3 มื้อๆ ละ 100 บาท เราก็ต้องมีเงินเก็บประมาณ 2,910,000 บาทแล้ว ถ้าไม่เริ่มเก็บตั้งแต่เริ่มทำงานใหม่ๆ ก็มีหวังอดมื้อกินมื้อแน่นอน นี่ยังไม่รวมค่ารักษาพยาบาลกรณีเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยนะ

เริ่มปีใหม่เริ่มต้นด้วยการมอบสิ่งดีๆ ให้กับตัวเองกันดีกว่า อันดับแรกเริ่มจากการบอกกับตัวเองว่าปีใหม่ปีนี้เราจะทำดีถวายในหลวงด้วยการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ตั้งใจทำงาน ยึดพระราชดำรัสของพระองค์เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เริ่มต้นด้วยการดูแลตัวเองเรื่องการเก็บออมอย่างมีวินัยและใช้จ่ายอย่างพอเพียง จะเริ่มอย่างไรดี

1. ต้องเก็บก่อนใช้
สร้างวินัยการออมให้ตัวเองก่อน ยึดหลักเก็บก่อนมีเงินก่อน อย่าอ้างโน่นอ้างนี่ เช่น เงินเดือนแค่นี้จะเก็บได้อย่างไร แค่กินยังไม่อยากจะพอ ท่องไว้เลยว่า ถ้าเรา คิดจะเก็บเราต้องเก็บได้ มนุษย์เป็นไปตามความคิด ว่าแล้วเดือนนี้เงินเดือนออกมาปุ๊บเก็บปั๊บ เก็บก่อนใช้จะเก็บได้ อย่าลืมไปเปิดบัญชีฝากประจำชนิดที่ไม่ต้องเสียภาษีระยะเวลา 2 ปี ฝากเท่าๆ กันทุกเดือน (ตั้งแต่ 1,000 ถึงสูงสุด….ต่อเดือน) และที่สำคัญ บัญชีที่จะเก็บเงินต้องไม่มีบัตรเอทีเอ็ม ใจต้องเข้มแข็งไว้เราจึงจะเก็บเงินได้ นึกถึงช่วงที่ไม่มีเงินหน้าจะแห้งท้องจะหิว เพื่อนฝูงก็เมิน

2. ต้องมีกติกาในการใช้บัตรเครดิตและใช้อย่างชาญฉลาด
พกทีละใบใช้ทีละใบ อย่าลืมว่าการใช้บัตรเครดิตคือ การใช้เงินอนาคต ส่วนมากคนที่รูดบัตรเครดิตอย่างไม่คิดชีวิตจะมีอายุประมาณ 20 กว่าๆ และชอบชำระขั้นต่ำทำให้ต้องเสียดอกเบี้ยค่อนข้างสูง กำหนดวงเงินในการใช้บัตรเครดิตแต่ละเดือนเมื่อรวมกับการใช้จ่ายทั่วไปไม่ควรเกินวงเงินการใช้จ่ายในแต่ละเดือนของเรา จะได้ไม่มีปัญหาในเดือนถัดไป เมื่อใช้บัตรแล้วทุกเดือนควรชำระให้เต็มตามยอดหนี้และชำระให้ตรงตามระยะเวลาจะได้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยที่แพงหูฉี่

3. กำหนดกติกาในการเดินห้างสรรพสินค้า
ต้องยอมรับว่าในห้างสรรพสินค้ามีสิ่งล่อตาล่อใจค่อนข้างมากแม้เราจะตั้งใจมั่นอย่างไรก็ตาม แต่สุดท้าย ก็พ่ายแพ้กิเลส เพราะฉะนั้นอาจสร้างกติกากับตัวเองในการเดินห้างสรรพสินค้าเดือนละครั้ง เพื่อไปเปิดหูเปิดตาบ้าง แต่ก็ควรเตือนตัวเองด้วยว่าอะไรควรซื้ออะไรไม่ควรซื้อ หากจำเป็นต้องซื้อของใช้ในบ้านก็ควรจดรายการไปให้เรียบร้อย

4. เริ่มจดบัญชีรายรับ-รายการใช้จ่าย
การจดรายการใช้จ่ายจะช่วยให้เรารู้ว่าอะไรควรใช้อะไรไม่ควรใช้ เริ่มปีใหม่เริ่มทำเลย จะช่วยให้เรามีวินัยในการใช้จ่ายและรู้สถานะการเงินของเราตลอดเวลา แบ่งเป็นช่องรายรับ และรายจ่ายจะได้รู้ว่าตอนนี้ติดลบแล้วหรือยัง นอกจากนั้น จะช่วยให้เราเก็บเงินได้ด้วย

5. นึกถึงชีวิตยามเกษียณไว้เสมอ
วันเวลาไม่เคยคอยใครเคลื่อนไปทุกวันเผลอแป๊บเดียวอายุเข้าหลักสี่แล้ว เหลียวมองเงินที่เก็บยังไม่พอกินข้าว 3 มื้อหลังเกษียณเลย อย่าให้เป็นเช่นนั้น ต้องตระหนักถึงชีวิตหลังเกษียณไว้เสมอเราต้องมีชีวิตหลังเกษียณอย่างสุขสบาย เพราะฉะนั้น เริ่มเก็บตั้งแต่อายุยังน้อยจะได้ไม่ต้องเหนื่อยทำงานหนักยามอายุมาก

เปลี่ยนความคิดเป็นความตั้งใจ เปลี่ยนความตั้งใจเป็นการกระทำ เริ่มต้นปีใหม่ด้วยการเก็บออมอย่างเป็นระบบ ทบทวนชีวิตในปีที่ผ่านมา เราทำอะไรไปบ้าง อะไรที่ดีก็ทำต่อไป อะไรที่ไม่ดี ลด ละ เลิก ปีนี้เริ่มต้นกันใหม่ทำสิ่งดีๆ เพื่อตนเอง เพื่อสังคม เพื่อประเทศชาติ เดินตามรอยพ่อหลวงของปวงชนชาวไทยเพื่อชีวิตที่ผาสุกในอนาคต ไม่มีคำว่าสายสำหรับการเริ่มต้น






 

Create Date : 10 มกราคม 2551    
Last Update : 10 มกราคม 2551 10:01:36 น.
Counter : 1502 Pageviews.  

เคยเป็นหนี้บัตรเครดิต...ครับ



ย้อนกลับไปเมื่อสิบสองปีก่อนตอนที่ผมพึ่งจบทำงานใหม่ๆ เริ่มมีการให้สมัครการใช้บัตรเครดิตโดยฟรีค่าแรกเข้าและค่าสมาชิกปีแรก ผมพึ่งทำงานใหม่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดแค่ว่ามีไว้ติดกระเป๋าดีกว่าไม่มี.การที่ไม่คิดอะไรนั้นอันตรายมาก เพราะผมแทบไม่รู้เลยว่า ดอกเบี้ยคิดยังไง เท่าไหร่ ค่าต่างๆจิปาถะนั้นมีอะไรบ้าง.ด้วยความที่จบใหม่ อยากมีเครื่องเสียงดีๆสักชุดไว้ฟัง เพราะตอนเป็นนักศึกษารูมเมทเล่นเครื่องเสียงก็เลยมีความฝังใจลึกๆว่าสักวันต้องมีบ้าง เสียงมันดีจริงๆ ก็ไม่ได้ตั้งใจจะซื้ออะไรมาก...ผมใช้บัตรเครดิตรูดซื้อเครื่องเสียงมาทีละชิ้น เริ่มจากปรีแอมป์หลอดของMagnet PV-01(เครื่องเสียงของคนไทยนะครับ) รูดไป 9,000 บาท(ไปซื้อช่วงที่เขาลดราคาจาก 12,000 บาท) จากนั้นอีกเดือนผมเข้าไปที่ร้านเครื่องเสียงมือสองที่มีการเอาเครื่องมาฝากขาย ก็เห็นแล้ว เพาเวอร์แอมป์ตัวใหญ่ MA-400(รุ่นท๊อปของMagnet)หนักประมาณ 30 กิโลกรัม กินไฟพอๆกับเครื่องสูบน้ำ..ประมาณ 400 วัตต์ต่อข้าง รูดไปอีก 15,000 บาท อีกสองวันเห็นสายสัญญาณNordost Flatline คู่ละ 3,200 บาทลองต่อแล้วเสียงสุดยอดก็รูดอีก อีกเดือนหนึ่งร้านนิยมพาณิชเชียงใหม่เอาลำโพงTannoyมาลดราคาจาก 15,000 บาทเหลือ 10,000 บาทผมก็ลองฟัง โอ้โหคุ้มราคารูดเข้าไปอีก.ยังครับยัง มันยังไม่ครบยังขาดเครื่องเล่นซีดี อีกสองอาทิตย์พี่ที่ร้านแลกเปลี่ยนเครื่องเสียงโทรมาหาบอกว่ามีMicroMega Level 2เข้ามาเจ้าของตีไว้ที่ 20,000 ผมก็รีบบึ่งรถเข้าไปฟัง ก็รูดอีกผ่านไปอีกสองเดือน มีเครื่องเล่นซีดีแบบแยกตัวอ่านกับตัวแปลงสัญญาณมือสองเข้ามา เสียงนี่สุดยอด ถ้ามือหนึ่งตัวละห้าหกหมื่น มือสองเหลือสามหมื่นสอง ผมก็เอาMicroMegaมาเทิร์น ตีได้แค่เกือบสองหมื่นบวกตังค์โดยรูดการ์ดอีก....ในเวลาไม่ถึงหกเดือน ผมสามารถทำยอดให้บัตรเครดิตได้เกือบหกหมื่น โดยในช่วงนั้นก็แค่ชำระขั้นต่ำไป อีกสองเดือนรูดติดแอร์ที่บ้านอีก ในเวลาหนึ่งปี ผมมีหนี้บัตรเครดิตเกือบแปดหมื่นบาทครับ...ช่วงนั้นราวๆปี2542มั้ง แต่ผมก็ยังเป็นลูกค้าที่ดีคือชำระขั้นต่ำตลอดเพื่อรักษาสภาพ ผมมานั่งนึกได้ว่า ผมปล่อยให้สภาพหนี้ท่วมแบบนี้ไม่ได้ โชคดีที่ผมยังโสด ไม่มีการใช้จ่ายอย่างอื่นให้หัวหมุน ผมมานั่งตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกเกือบหมด หางานพิเศษที่เป็นจ๊อบรับจ้างทำเพื่อหารายได้เพิ่มมาอีกเดือนละสองสามพันเพื่อมาจ่ายหนี้บัตรเครดิต....รวมๆเงินเดือนกับเงินพิเศษ ผมมีรายได้ที่ยังไม่หักค่าใช้จ่ายประมาณสองหมื่นถึงสองหมื่นห้าพัน ผมกัดฟันชำระไปเดือนละหมื่น โดยในช่วงนั้นชีวิตกรอบสุดๆ เงินเก็บแทบไม่มี ผ่านไปแปดเดือน ผมก็เป็นไทจากหนี้บัตรเครดิต
...ผมได้บทเรียนสำคัญมากๆเลยว่า...
1.ผมจะไม่ยอมซื้อของชิ้นใหญ่ตามอารมณ์อีก...ถ้าจะซื้อต้องรอมาดูอีกสามรอบแล้วถามตัวเองอีกว่า จริงๆอยากได้อีกไหม.ทั้งๆที่ครอบครัวผมก็สอนให้ประหยัด รู้จักเก็บออม แต่อารมณ์อยากได้ของก็ฉุดให้ความอยากต้องตอบสนองในทันที พอได้มาก็มานั่งมองของว่า ตอนนั้นทำไมมันอยากได้...ก็ไม่เห็นจะมีอะไรเลย
2.ผมสาบานอีกว่า...ซื้อของชิ้นใหญ่จะซื้อด้วยเงินสดเท่านั้น..จะไม่ยอมซื้อของชิ้นใหญ่ด้วยบัตรเครดิตอีก เพราะเวลาซื้อของชิ้นใหญ่ ถ้าเราควักเงินสดเอง เราจะคิดมากว่ามันคุ้มไหมที่จะซื้อ มันใช้เงินเท่านี้เลยเหรอเพื่ออยากได้ของชิ้นนี้ เวลาเราจ่ายด้วยบัตรเครดิต เราแทบจะไม่รู้สึกอะไรเลย เพราะไม่ได้ควักเงินเป็นตั้งๆให้เห็น
3.วินัยทางการเงินต้องรักษาให้เท่ากับป้อมปราการสุดท้าย....ในช่วงแรกที่ผมได้บัตรเครดิตมาใช้นั้น ผมเองไม่ได้มีวุฒิภาวะในการใช้เงินที่ดี มันง่ายมากที่เราจะเอาเงินอนาคตมาใช้ เพื่อให้ตัวเองต้องลำบากในอนาคต เพราะมีทั้งคนและแหล่งเงินมากมายพร้อมยื่นข้อเสนอยื่นเงินให้เราเอาไปใช้ก่อน แล้วค่อยมาจ่ายคืนพร้อมดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย(จริงอ่ะ)....บัตรเครดิตนั้น เหมาะกับคนที่มีวินัยทางการเงินที่ดีในระดับหนึ่ง และควรมีบัตรเครดิตเพียงแค่หนึงถึงสองบัตรเท่านั้น เพื่อการควบคุมการใช้จ่าย....เป็นยุทธวิธีของบัตรเครดิตที่มักอ้างให้เราทำไว้ติดกระเป๋า เผื่อวันหน้าจะได้ใช้ แต่เมื่อลองใช้แล้วก็ติดอีกแหละครับ ดังนั้นบัตรเครดิตใบเดียวดีกว่าเพื่อวินัยทางการเงินครับ
4.ผมไม่ได้โจมตีบัตรเครดิตนะครับ..เพียงบอกว่า ถ้าใจไม่แข็งพอ วินัยทางการเงินไม่แกร่งพอ อย่าคิดแหยมมาใช้บัตรเครดิต..ไม่งั้นเดี๋ยวเป็นเหมือนผม...แรกๆก็คิดว่าไม่เป็นไรหรอก เรายังจ่ายได้ มันตอดเข้ามาทีละเล็กทีละน้อย จนมันจะท่วมความสามารถในการจ่ายคืนจริงๆ จนเราอาจเหลือแค่ความสามารถจ่ายแค่ขั้นต่ำเท่านั้น
5.ผมเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีในการใช้จ่าย ไม่อยากจะโทษใคร ได้แต่โทษตัวเองว่าไม่รู้จักเจียม.....อยากบ่นแค่ว่า ทำไมผมถึงไม่รู้จักเรื่องของการเงินส่วนบุคคลเหมือนคนในยุคนี้ มีหนังสือแบบนี้ให้อ่านกันเยอะ....กว่าจะสำนึกก็ต้องเอาเงินตัวเองไปทิ้งเกือบเจ็ดแปดหมื่น...เสียดายตั้งครับ...ถ้าตอนนั้นเอาเงินก้อนนี้ฝากธนาคารไว้ คงมีตังค์ในบัญขีเพิ่มมาอีกแสนกว่าบาท
....จบแล้วครับ ชีวิตคนเคยเป็นหนี้ แต่ยังไม่ถูกเขาทวงหนี้แบบโหดๆ




 

Create Date : 29 สิงหาคม 2550    
Last Update : 29 สิงหาคม 2550 13:38:24 น.
Counter : 500 Pageviews.  

ไวรัสการเงินที่ต้องรีบกำจัด



"หนี้-การพนัน-ความโลภ" ไวรัสตัวร้ายเคยมั้ย เวลาเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ ถูกบรรดาไวรัสหลากสายพันธุ์รุมสกรัมซะจนเครื่องพังพินาศ ข้อมูลอันมีค่ามากกว่าเงินทองก็สูญหายไปอย่างน่าเสียดาย

เรื่องเงินๆ ทองๆ ก็ไม่ต่างกัน ทุกวันนี้มี "ไวรัสการเงิน" หลายตัว ที่คอยสร้างความปั่นป่วนให้กับสุขภาพทางการเงินของคุณ ถ้ามันเข้ามาแค่ปั่นป่วนก็ดีไป แต่ถ้าปล่อยให้ไวรัสลุกลามบั่นทอนสุขภาพทางการเงินของคุณแล้วล่ะก็ ไม่ดีแน่

หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่เริ่มรู้ตัวว่า ไวรัสทางการเงินกำลังมาเคาะประตูบ้าน ก็อย่าใจอ่อนยอมให้มันเข้ามาแต่โดยดี หรือบางคนที่สุขภาพทางการเงินยังดีไม่มีไวรัสเข้ามาก่อกวน ก็คอยระวังภัยไว้ให้ดี

Fundamentals ฉบับนี้ พาไวรัสทางการเงินมาแนะนำตัวกับผู้อ่าน เผื่อเจอหน้าเจ้าไวรัสพวกนี้จะได้ปัดป้องทันกาล ขึ้นชื่อว่า "ไวรัส" แค่ได้ยินก็สยองแล้ว ไม่ว่ามันจะมาในรูปของไวรัสพันธุ์เก่าหรือใหม่ก็ตามที และไม่ว่ามันจะเป็นไวรัสที่ผ่านมาทางโลกไซเบอร์ ไวรัสที่พ่นพิษร้ายใส่สุขภาพกาย ไปจนถึงไวรัสที่บั่นทอนสุขภาพทางการเงินของคุณก็ตามที ล้วนเป็นไวรัสที่น่ากลัวแทบทั้งสิ้น

ไวรัสที่แพร่กระจายในเครื่องคอมพิวเตอร์ คุณอาจจะแค่คลิกแล้วดีลีทมันทิ้งซะ หรือหาโปรแกรมดีๆ ที่ได้ผลชะงัดมาคอยป้องกันไม่ให้มันเข้ามาสร้างความปั่นป่วน แต่ไวรัสทางการเงินนั้น ลองมันได้แพร่เชื้อร้ายๆ เข้าสู่คุณแล้ว ดูเหมือนว่าวิธีหาทางกำจัดมันนั้น อาจจะยากเท่าเข็นครกขึ้นภูเขา

อะไรบ้างที่เป็นไวรัสทางการเงินอันน่ากลัว สำหรับกระเป๋าสตางค์ของคุณ ลองมาฟังความเห็นของบรรดาผู้แก่กล้าวิชาการเงินหลายคน ที่มาให้ทัศนะพร้อมข้อแนะนำในการหลีกเลี่ยงไวรัสเหล่านี้

@ขาด "สติ-วินัย" ไวรัสจะถามหา

"วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ" รองประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย ให้ความเห็นว่า ไวรัสทางการเงินเกิดขึ้นได้ทั้งแง่มุมของการใช้จ่าย การออมและการลงทุน

สำหรับไวรัสด้านการใช้จ่ายนั้น อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาถ้าใช้จ่ายโดยขาดสติ เพราะบางครั้งบางคราวคนเราอาจจะเผลอซื้อจ่ายแบบลืมตัว ฉะนั้น ก็ต้องบอกให้คนใกล้ตัวคอยกล่าวเตือน เช่น สามีเห็นพฤติกรรมภรรยาที่ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ก็ต้องรีบเตือนว่าให้ชอปปิงเพลามือลงหน่อย

ส่วนไวรัสทางด้านการออมนั้น ก็เกิดขึ้นได้ถ้าขาดวินัยอันแข็งแกร่ง จริงอยู่การสร้างวินัยเป็นเรื่องยาก แต่ต้องค่อยๆ สร้างขึ้น

"ถ้ารู้ตัวว่าเป็นคนออมไม่เก่ง ก็ค่อยๆ สร้างเป้าหมายระยะสั้นๆ ก่อน พอเริ่มเข้าที่เข้าทางก็ค่อยๆตั้งเป้าหมายที่ไกลและใหญ่ขึ้น ระหว่างเส้นทางการออม ถ้าประสบความสำเร็จก็ให้รางวัลตัวเองบ้าง จะได้มีกำลังใจในการออม"

สำหรับไวรัสทางการลงทุนนั้น วิวรรณบอกว่า เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่นบางครั้งเกิดจากทิฐิของการลงทุน บางครั้งเกิดจากความโลภ

"นักลงทุนบางคนก็คิดว่าตัวเองเก่ง เกิดทิฐิทางการลงทุน เช่นซื้อหุ้นไปแล้ว อาจจะลงทุนผิดตัว แต่ไม่ยอมตัดขาดทุนหรือถอยออกมาเพื่อหยุดการขาดทุน เพราะยังมีทิฐิมาบังตา ก็เลยไม่มีสายตาอันเฉียบคมเอาไว้มองการลงทุน บางคนก็เป็นประเภท เสียแล้วต้องเอาคืน คือพอขาดทุนจากหุ้นตัวนั้นแล้ว ก็ไม่ยอมถอย แบบนี้ก็ชักเริ่มเข้าข่ายเหมือนการพนันไปแล้ว อยากบอกว่า เมื่อขาดทุนแล้วก็ลืมมันไปเถอะ"

หรือบางครั้งถ้าเราตัดขาดจากความโลภ รู้จักพอ มีเป้าหมายของผลตอบแทนที่ชัดเจน เมื่อทำกำไรในระดับที่ตั้งเป้าหมายไว้แล้วขาย แบบนี้ก็จะเป็นทางหนึ่งที่เป็นคนปลอดไวรัสทางการเงินได้

@"การพนัน" ไวรัสที่น่ากลัว

ด้าน "อัจฉรา สุทธิศิริกุล" กรรมการผู้จัดการ บลจ.นครหลวงไทย ให้ความเห็นว่า ไวรัสทางการเงินอีกประเภทหนึ่งคือ "การพนัน" นั่นเอง เธอบอกว่าประเภทนี้อาจมีอาการคล้ายปาราสิต คือ เกาะเราแล้วค่อยๆ สูบเงินออกไป ทำมาหาได้แทบตาย แต่กลับหมดไปกับการซื้อหวยและเล่นพนัน ไม่รวยง่ายหรอก และถึงแม้ว่าจะถูกบ้าง เงินที่ถูกรางวัลก็จะถูกผลาญไปอย่างรวดเร็ว

ส่วนไวรัสอีกประเภทหนึ่งที่ระบาดมาก คือ การหลอกลวงประเภทแชร์ลูกโซ่ การลงทุนที่ได้ผลตอบแทนดีและเร็ว ความเสี่ยงต่ำ หรือการหลอกลวงประเภทเอาของที่โม้ว่าดี แต่มีความจำเป็นที่ต้องขายถูก

เช่นที่เคยมีในหน้าข่าวคือ เอาลอตเตอรี่ที่ปลอมว่าถูกรางวัล แต่ไม่สามารถไปขึ้นรางวัลได้เองจึงมาขายถูกๆ เหตุการณ์ต่างๆ ข้างต้น เป็นการใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนของมนุษย์ ซึ่งก็คือความโลภเป็นหลัก

ในความเป็นจริง ไม่มีอะไรที่จะได้มาง่ายๆ ผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงก็สูงตาม ความเสี่ยงอาจเกิดจากการต้มตุ๋น หรือความเสี่ยงอาจเกิดจากบุคคลที่ชักชวนเราบอกไม่ครบ หรือบอกไม่หมด

"ถ้าเจอเหตุการณ์อย่างนี้ให้ตั้งคำถามง่ายๆ ว่าของดีแบบนั้นเขาจะมาให้เราทำไม ถ้าไม่ใช่พ่อแม่ที่รักเรามากๆ เป็นคนอื่น แม้เป็นญาติพี่น้องก็ต้องสงสัยเอาไว้ เพราะแม้ว่าเขาจะจริงใจกับเรา ก็อาจถูกคนอื่นหลอกมาอีกที ของอย่างนี้ป้องกันได้ด้วยวิธีเดียว คือ มีสติที่ดี ไม่โลภมาก และสงสัยทุกกรณีที่ดีเกินไป ท่องไว้เสมอ ผลตอบแทนสูง เสี่ยงสูง"

อัจฉราบอกว่า หนี้ก็ถือว่าเป็นไวรัสทางการเงินอีกอย่างหนึ่ง แต่หนี้มีหลายประเภท ถ้าหนี้ที่เกิดจากการซื้อบ้านเพื่อสร้างครอบครัว ไม่ใช่ไวรัส เป็นการลงทุน และบังคับให้คนออม แต่หนี้ที่เกิดจากการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย เกินตัว ดอกเบี้ยพอกหางหมู โดยไม่เข้าใจว่า เจ้าหนี้เงินกู้หรือบัตรเครดิต จะคิดดอกเบี้ยสูงมาก เป็น 20% ก็นับว่าเป็นไวรัสชนิดร้ายแรง ทำให้กระแสเงินไหลออกหมดตัวได้ง่ายๆ

@"หนี้" ไวรัสการเงินที่สุดร้ายแรง

"เรืองวิทย์ นันทาภิวัฒน์" อดีตนักการเงินคนหนึ่ง ให้ทัศนะว่า ในมุมมองของเขา ไวรัสการเงิน มีอยู่ 3 อย่างคือ "หนี้" "กระแสเงินสด" และ "เคราะห์"

เริ่มจากการเป็นหนี้ เรืองวิทย์บอกว่า หนี้เป็นไวรัสทางการเงินที่ร้ายแรงอย่างหนึ่ง ถ้าเราปล่อยให้เกิดหนี้จนไม่สามารถจัดการได้ ก็เหมือนกับเราปล่อยให้ไวรัสกัดกร่อนสุขภาพทางการเงิน สำหรับคนเป็นหนี้เมื่อรู้ตัวดีว่าเราเป็นหนี้เข้าแล้ว ก็ต้องพยายามเยียวยาตัวเอง ไม่ว่าจะด้วยการตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นก็ดี หรือไม่ก็หาทางเพิ่มรายได้ ขณะเดียวกันก็อาจจะลองเข้าแผนฟื้นฟู ลองเจรจายืดระยะการชำระหนี้ออกไป

"คนส่วนใหญ่พอรู้ว่าตัวเองมีหนี้ ก็ต้องรีบสะสางหนี้เก่า และพยายามอย่าสร้างหนี้ใหม่ หาทางแก้ให้ถูกทาง เช่นจะสะสางหนี้ก้อนเดิม ก็ไม่ใช่ไปกู้เงินนอกระบบมาผ่อนหนี้ก้อนเก่า แบบนี้เขาเรียกใช้ยาผิด จะยิ่งไปกันใหญ่

ส่วนของกระแสเงินสดนั้น เรืองวิทย์บอกว่า เป็นไวรัสทางการเงินอย่างหนึ่งเหมือนกัน ถึงแม้จะดูไม่ร้ายแรงเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่าเป็นไวรัสที่สร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้เราได้เหมือนกัน บางคนปล่อยให้รายจ่ายมากกว่ารายได้ซะจนเคยชิน หรือบางคนปล่อยให้สินทรัพย์ที่มีกลายเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ แบบนี้ก็ต้องดูว่าสินทรัพย์ที่เรามีนั้น สามารถสร้างเงินสดได้แค่ไหน

"เช่นบางคนเคยฝากแบงก์ ได้ดอกเบี้ยปีละแสนตอนดอกเบี้ย 10% ตอนนี้อาจจะเหลือแค่ปีละ 2-3 หมื่น แบบนี้ก็อยู่ไม่ได้แล้ว ต้องหาช่องทางที่สร้างกระแสเงินสดให้ดีขึ้น หลายคนบอกไม่เป็นไร ฉันไม่ได้เป็นหนี้ แต่เงินไม่เคยพอใช้เลย แบบนี้ก็ถือว่าเป็นไวรัสทางการเงินอย่างหนึ่งเหมือนกัน"

สำหรับ "เคราะห์" ที่เรืองวิทย์บอกว่าเป็นไวรัสทางการเงินอย่างหนึ่งนั้น เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า ที่จริงก็คือพวกอุบัติเหตุชีวิตทั้งหลายแหล่ ที่เราไม่ได้คาดคิดมาก่อน

เช่นเราคิดมาตลอดว่าเรามีสุขภาพที่ดี แต่ใครจะรู้ว่าวันใดวันหนึ่ง เราอาจเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมาอย่างกะทันหัน หรือบางทีญาติพี่น้องและคนใกล้ชิด อาจจะเจอปัญหาเรื่องโรคภัย ต้องใช้เงินจำนวนมากในการรักษาเยียวยา ถ้าเราไม่ได้เตรียมตัวรับมือมาก่อน พอเจอเรื่องฉุกเฉินก็อาจจะแย่ได้

ทางที่ดี ถ้าไม่อยากให้ไวรัสตัวนี้เข้ามาข้องแวะ เราอาจจะรับมือความเสี่ยง ด้วยการทำประกันหรือไม่ก็เตรียมเงินสำรองเอาไว้

@"ความโลภ" ไวรัสของการลงทุน

"วนา พูนผล" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ยูโอบี(ไทย) ให้ความเห็นถึงไวรัสทางการเงินว่า มีหลายอย่างด้วยกัน อย่างแรกคงเป็น "ความโลภ" ที่เกิดจากตัวเรานี่เอง เมื่อไหร่ที่ขาดสติ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เงิน หรือการลงทุน ย่อมทำให้เกิดไวรัสทางการเงินได้ทั้งสิ้น

"ยิ่งถ้าเป็นนักลงทุน โอกาสจะเจอไวรัสทางการเงินมีสูงมาก เวลามีข่าวลือ ข่าวปั่นอะไรก็ตาม แล้วเราแห่ลงทุนตามข่าวลือ มีพฤติกรรมชอบซื้อตามคนอื่น ทั้งไม่มีข้อมูลที่รู้จริง ผมว่าถ้าไม่อยากติดไวรัส เราต้องลงทุนอย่างไม่โลภ มีสติ และรู้เท่าทันตัวเองตลอด"

ส่วน "หนี้" นั้น จริงอยู่ว่าเป็นไวรัสทางการเงินตัวฉกาจ แต่บางครั้งต้องแยกแยะระหว่างหนี้ดีกับหนี้ไม่ดี เพราะหนี้บางอย่างก็ไม่ได้ทำให้เกิดไวรัสทางการเงิน เช่นการเป็นหนี้เพื่อซื้อบ้าน หรือแม้กระทั่งการใช้บัตรเครดิตก็ตามที ถ้าเรารู้จักการใช้บัตรเครดิตให้เป็น ก็จะไม่เกิดหนี้ที่เป็นไวรัสทางการเงิน

@ "ฟุ่มเฟือย" บ่อเกิดโรคร้ายทางการเงิน

"เพิ่มพล ประเสริฐล้ำ" กรรมการผู้จัดการ บลจ.พรีมาเวสท์ ให้ทัศนะว่า ในมุมมองของเขา ไวรัสทางการเงินที่ต้องรีบกำจัดคือหนี้สินประเภท Personal Loan และบัตรเครดิต

"ปัจจุบัน ไวรัสกลายเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของโรคร้ายแรงหลายชนิด ซึ่งเป็นโรคที่รักษาให้หายไม่ง่ายนัก เช่น โรคเอดส์ โรคไข้หวัดนก นอกจากนี้ในวงการคอมพิวเตอร์ ก็ยังเรียกโปรแกรมที่มนุษย์เขียนขึ้นมาเพื่อรบกวนการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ว่าไวรัสเช่นกัน ปกติการเกิดโรคร้ายอันเนื่องจากไวรัส มักจะต้องเกิดการสะสมที่มากพอจนทำให้เกิดโรคได้ เรียกว่าไม่ได้เกิดทันทีทันใด ซึ่งก็ไม่ต่างจากโรคร้ายทางการเงินเช่นกัน ไวรัสทางการเงินที่ปัจจุบันได้ก่อตัวและระบาดอย่างค่อนข้างรุนแรงแล้วในเมืองไทย คือหนี้สินที่เรียกว่า Personal Loan และบัตรเครดิต"

สาเหตุที่เขามองว่า Personal Loan และบัตรเครดิต ได้กลายเป็นไวรัสร้ายที่ก่อให้เกิดการระบาดในเมืองไทยนั้น เพราะถ้าเรานำคนที่มีหนี้สินประเภท Personal Loan หรือบัตรเครดิต จำนวนมากมาทำงบการเงินในกระเป๋าเป็นสองงบคือ งบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสด ก็จะพบว่าคนๆ นี้ถึงแม้ว่าทุกเดือนจะมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ หรือพูดง่ายๆ ว่าขาดทุนทุกเดือน แต่ถ้าดูงบกระแสเงินสดแล้วกลับมีเงินมาชำระหนี้สินหรือมีส่วนเกินเพื่อจับจ่ายใช้สอยอย่างสบาย พฤติกรรมเหล่านี้สำหรับคนที่ไม่ได้ควบคุมการจัดการเงินอย่างมีแบบแผน ก็จะทำให้เกิด “ภาพลวงตาของความร่ำรวย”

ดังนั้น การใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยหรือที่เรียกว่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งถ้าคนที่รูดบัตรเครดิตตลอดเวลา กว่าจะนึกขึ้นว่าใช้เงินเกินตัวก็เมื่อได้รับใบแจ้งหนี้ และพอมากเข้าวงเงินบัตรเต็ม ก็ขอสินเชื่อ Personal Loan เพื่อมาหักกลบหนี้จากบัตรเครดิต โดยอาจเรียกผ่อนชำระ 60 เดือน เพื่อที่ชำระค่างวดจำนวนไม่มาก ก็กลายเป็นว่าได้วงเงินบัตรเครดิตคืนมา และก็นำไปใช้อีก จนในที่สุดถ้าไม่สามารถกู้เงิน Personal Loan ได้อีก วงเงินบัตรเครดิตก็เต็ม หนี้ Personal Loan ก็มี เหตุผลเหล่านี้ก็คือการก่อตัวของไวรัสทางการเงินที่ค่อยๆ สะสมจนทำให้เกิดโรคร้ายที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะแก้ยากมาก ไหนจะต้นเงินที่ต้องคืน แถมด้วยภาระดอกเบี้ยที่สูงมาก

จริงๆ แล้วการป้องกันไวรัสประเภท Personal Loan หรือบัตรเครดิต นั้น ทำง่ายมากสำหรับคนที่ไม่ได้มีภาระอะไรจำเป็นจริงๆ คือการจัดการเงินให้อยู่ในความพอดี แบ่งปันส่วนให้แก่ค่าใช้จ่ายที่จำเป็น การออม การลงทุน และค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย ถ้าท่านจัดการเงินให้ทุกเดือนมี 4 ก้อนนี้ในจำนวนเงินที่ใกล้เคียงกัน ก็ไม่ต้องกลัวว่าไวรัสเหล่านี้จะทำให้ท่านเป็นโรคได้

"ผมไม่ได้ปิดกั้นว่าจะใช้บัตรเครดิตหรือ Personal Loan ไม่ได้ เพราะค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย ท่านสามารถใช้ผ่อนค่าสินค้ากับบัตรเครดิตได้ หรือกู้ Personal Loan ได้ เพียงแต่จำนวนที่ผ่อนก็ไม่ควรเกินจำนวนเงินที่กันไว้สำหรับค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยในแต่ละเดือน แต่การไม่มีหนี้ถือเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตเรามีความสุขในการดำรงชีพ แต่ในสังคมปัจจุบันการตลาดของสินค้าฟุ่มเฟือย และการตลาดของบริการประเภทบัตรเครดิต และ Personal Loan มักจะชนะความอยากได้ของเราๆ ดังนั้นเราก็ควรจัดการทางการเงินด้วยความรอบคอบ ไวรัสนั้นมีในตัวคนได้เพียงแต่อย่าให้มีมากเกินไปจนเกิดโรค"

ไวรัสทางการเงิน น่ากลัวและร้ายแรงกว่าไวรัสในโลกไซเบอร์หลายเท่า ผู้คร่ำหวอดในแวดวงการเงินได้บอกกล่าวไปข้างต้นแล้วว่าอะไรบ้างที่จะนำพาไวรัสมาสู่คุณ ถ้ารู้แล้ว ก็คอยปัดป้องมันไว้ให้ดี

จากBagkokBIZNews




 

Create Date : 06 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 6 กรกฎาคม 2550 8:34:03 น.
Counter : 365 Pageviews.  

1  2  3  4  

BlogGang Popular Award#13


 
JazzLover
Location :
ลำปาง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




หนุ่มราศีมังกร เลือดกรุ๊ปโอ ตัวโต ขี้ใจน้อย เหงาบ้างเป็นบางอารมณ์ และชอบหาเพลงมาฟังแก้เหงาประจำ...ฟังเพลงทุกประเภท
New Comments
Friends' blogs
[Add JazzLover's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.