Group Blog
 
All Blogs
 

ความรู้และความรัก คุ้มครองความเป็นคนธรรมดา

วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10653

ความรู้และความรัก คุ้มครองความเป็นคนธรรมดา

คอลัมน์ สยามประเทศไทย

สุจิตต์ วงษ์เทศ



สังคมไทยยังอยู่ในสังคมความเห็นและความเชื่อ มักใช้งานเพื่อพิพากษาฝ่ายตรงข้าม ฉะนั้นต้องร่วมกันผลักดันให้เป็นสังคมความรู้และความรัก มักใช้งานเพื่อพิทักษ์ความถูกต้องมีเหตุผลอย่างเสมอภาค โดยไม่เบียดเบียนความเป็นคนธรรมดาด้วยกัน

ที่ยกมานี้เป็นใจความโดยสรุปจากข้อแนะนำของครูบาอาจารย์นักปราชญ์ราชบัณฑิตอาวุโสของประเทศไทยสมัยนี้มีมากมายหลายท่าน และเอ่ยปากแนะนำหลายครั้งหลายหนผ่านสื่อมวลชนหลากหลาย เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมเรียนรู้อย่างมีสติและมีปัญญา

เรื่องสำคัญคือ "ประวัติศาสตร์ไทย" ต้องให้ลด ละ เลิก ความเห็นที่ได้จากความเชื่อให้มากหรือหมดไปเลย แล้วมุ่งแสวงหาความรู้ด้วยความรักอย่างมีเหตุมีผล จนถึงมีพยานหลักฐานและร่องรอยความต่อเนื่องยาวนานนับร้อยนับพันๆ ปีมาแล้ว แม้นไม่ยอมรับกฎ กติกา มารยาท ที่บอกมานี้ ก็ไม่มีวัน "สมานฉันท์" กันได้ ไม่ว่าเรื่องอะไร และไม่ว่าประวัติศาสตร์ตอนไหน ฯลฯ

แม้กระทั่งเรื่องคนไทย อักษรไทย ประเทศไทยกับคนสยาม อักษรสยาม ประเทศสยาม ฯลฯ ยิ่งเรื่องพ่อขุนรามคำแหงประดิษฐ์อักษรไทย เรื่องวีรกรรม ท้าวสุรนารี ฯลฯ ถ้ายังใช้วิธีมีแต่ความเห็นกับความเชื่อโดยปฏิเสธหลักฐานที่ต้องได้รับการพิสูจน์อย่างซื่อตรง ก็ไม่จำเป็นต้องพูดกันอีกเลย เสียเวลา เพราะมีแต่จะชักใบให้เรือเสียด้วยคำกล่าวหาเฟอะฟะฟั่นเฟือน ว่านักวิชาการเหล่านั้นอยากดังบ้าง, ไม่มีอะไรทำบ้าง ฯลฯ

จะไม่เสียเวลาตอบโต้แล้วตักเตือนใครทั้งนั้น เพราะไม่บังอาจคิดว่าตัวเองคือสิ่งถูกต้อง แต่ขอทำความเข้าใจตรงนี้อีกครั้ง (ทำมาแล้วหลายครั้งมาก) ว่าสิ่งที่เคยร่ำเรียนแล้วรับรู้มาในยุคก่อนๆ ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้น เรื่องนั้น มีข้อยุติถูกต้องแน่นอนแล้วทั้งหมด จนไม่ต้องค้นคว้าศึกษาวิจัยอะไรอีกแล้ว

แต่ความจริงมันตรงข้าม คือในโลกของประวัติศาสตร์โบราณคดีไม่มีข้อยุติ ไม่มีอะไรถูกต้องทั้งหมดโดยไม่มีข้อสงสัย จึงยังมีข้อบกพร่องผิดพลาดน่าสงสัยอีกมากมายมหาศาลเกือบทุกเรื่อง ที่สำคัญคือเรื่องคนไทย, ความเป็นไทย, เพราะเป็นต้นกระแสให้หลงทางในเรื่องอื่นๆ ดังมีให้เห็นในงานของสื่อมวลชนเสมอๆ เพราะสื่อพวกนี้ตามงานศึกษาค้นคว้าวิชาความรู้ด้านนี้ไม่เท่าทัน แต่ด่วนสรุปกล่าวโทษฝ่ายตรงข้ามอย่างสะเพร่า

กรณีอย่างนี้ผมก็เคยโดนด่วนสรุปกล่าวโทษ (แต่ยอมให้) อันเนื่องจากความขัดแย้งรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้อันเป็นผลจาก "ตำนาน" ที่ต่อเติมเสริมสร้างใหม่ให้มุสลิมกับจีนวิวาทบาดหมางกัน ฉะนั้นเพื่อความเข้าใจถูกต้องขอเชิญชวนให้อ่านข้อเขียนในพื้นที่สุวรรณภูมิสังคมและวัฒนธรรมข้างล่างนี้ เรื่อง

เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ไม่เคยมีคำสาปแช่งมัสยิดกรือเซะ มรดกอารยธรรมแห่งมหานครปัตตานี

เป็นงานค้นคว้าวิจัยทางวิชาการของอาจารย์ครองชัย หัตถา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปัตตานี

ขอความกรุณาอย่าเอาความเห็นและความเชื่อ (เพราะถูกหลอกให้เชื่อ) มาพิพากษา ควรใช้ความรู้ด้วยปัญญาและความรักเครือญาติร่วมสุวรรณภูมิพิจารณา เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติภาพ แล้วปกป้องคุ้มครองคนธรรมดา

หน้า 34




 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 25 พฤษภาคม 2550 16:01:44 น.
Counter : 216 Pageviews.  

เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ไม่เคยมีคำสาปแช่ง มัสยิดกรือเซะ มรดกอารยธรรมแห่งมหานครปัตตานี


วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10653

เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ไม่เคยมีคำสาปแช่ง มัสยิดกรือเซะ มรดกอารยธรรมแห่งมหานครปัตตานี

คอลัมน์ สุวรรณภูมิ สังคมวัฒนธรรม

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ครองชัย หัตถา ภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปัตตานี




ภาพวาดมัสยิดกรือเซะที่ปรากฏในเอกสารฮอลันดา พ.ศ.2154


กรือเซะ (Krue Se) หมู่บ้านเล็กๆ ห่างจากตัวเมืองปัตตานีไปทางตะวันออก 6 กิโลเมตร ในเขตปกครองของตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี เป็นหมู่บ้านหนึ่งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ที่มีการกล่าวถึงกันมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา

หมู่บ้านกรือเซะเป็นที่ตั้งของโบราณสถานที่สำคัญ คือ มัสยิดกรือเซะ, สุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว และสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อีกกว่า 20 แห่ง เช่น คูเมือง ป้อมปราการ ที่หล่อปืนใหญ่ บ่อน้ำโบราณ เตาเผาเครื่องถ้วยชาม จุดขนถ่ายสินค้า จุดเรือจม นาเกลือโบราณ สุสานเจ้าเมือง สุสานชาวต่างประเทศ สุสานนักรบปัตตานี ฯลฯ

กรือเซะในอดีตมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักออกไปกว้างไกลในฐานะเป็นที่ตั้งของเมืองปัตตานีสมัยอยุธยา และในฐานะเมืองหลวงและมหานครของดินแดนมลายู ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมายังไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรใดเข้าไปฟื้นฟูบูรณะเมืองโบราณแห่งนี้ ทั้งนี้ อาจจะมีเหตุผลว่า ไม่อยากไปรื้อฟื้นพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่มากด้วยปัญหาความขัดแย้งกับสยามหรืออยุธยาในยุคนั้น รวมทั้งคำบอกเล่าที่ระบุถึงโบราณสถานสำคัญแห่งหนึ่งของเมืองปัตตานี คือ มัสยิดกรือเซะต้องคำสาปของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ทำให้การก่อสร้างไม่แล้วเสร็จและถูกปล่อยทิ้งร้างมาจนทุกวันนี้

ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด สิ่งที่เกิดขึ้นกับสังคมไทยที่ผ่านมา คือ การขาดองค์ความรู้ในประวัติศาสตร์เมืองปัตตานีและประวัติที่แท้จริงของมัสยิดกรือเซะ นอกเหนือจากตำนานหรือคำบอกเล่า รวมทั้งการเสียโอกาสในการได้รับการพัฒนาจากรัฐ เฉกเช่นเมืองโบราณร่วมสมัยเดียวกัน เช่น อยุธยา สงขลา นครศรีธรรมราช ฯลฯ

ยิ่งกว่านั้น การตอกย้ำคำบอกเล่าที่อ้างถึงตำนานคำสาป รวมทั้งการนำเรื่องคำสาปแช่งมาเป็นจุดขายด้านการท่องเที่ยว กลายเป็นหนทางที่นำไปสู่ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์และศาสนา

ปฏิกิริยาความไม่พอใจของชาวมุสลิมขยายวงออกไปจนนำไปสู่การประท้วง และการต่อต้านในรูปแบบต่างๆ เช่น การชุมนุมเรียกร้องให้คืนสถานภาพโบราณสถานของมัสยิดกรือเซะเมื่อปี พ.ศ.2530 ต่อเนื่องถึงปี พ.ศ.2533 การที่มีคนร้ายบุกทำลายทรัพย์สินและเผาอาคารในบริเวณสุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเมื่อปี พ.ศ.2547 รวมทั้งปฏิกิริยาความไม่พอใจมัคคุเทศก์ต่างถิ่นที่มุ่งเน้นถ่ายทอดเรื่องราวเชิงอภินิหารมากกว่าความสำคัญของมัสยิดกรือเซะในฐานะศาสนสถาน

ทุกสังคมใฝ่หาสันติภาพ แต่สันติภาพกับความขัดแย้งก็เกิดขึ้นควบคู่กันไปได้เสมอ เมืองปัตตานีในอดีตก็เช่นเดียวกัน ได้ผ่านช่วงเวลาที่รุ่งเรืองและเสื่อมโทรมมาหลายครั้ง ความเข้าในประวัติศาสตร์ทั้งหมดของเมืองปัตตานีเป็นสิ่งสำคัญที่ควรศึกษาเรียนรู้

กรือเซะในอดีตเป็นเมืองท่าที่มีชื่อเสียงของเอเชียอาคเนย์ เป็นที่พำนักอาศัยของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ได้แก่ ชาวอาหรับ เปอร์เซีย โปรตุเกส ฮอลันดา อังกฤษ สเปน ญี่ปุ่น อินเดีย รวมทั้งชาวสยาม จีน ชวาและมลายู กรือเซะจึงเป็นที่รวมของผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชาวจีนได้กลายเป็นพลเมืองของปัตตานี โดยส่วนหนึ่งได้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลามในเวลาต่อมา ชาวมุสลิมเชื้อสายจีนที่กรือเซะยอมรับในชาติพันธุ์ของเขาด้วยความภาคภูมิใจว่า มีบรรพบุรุษเป็นชาวจีน ชาวกรือเซะยกย่องในเกียรติประวัติของลิ้มโต๊ะเคี่ยมและลิ้มกอเหนี่ยว รวมทั้งชาวจีนอีกหลายพันชีวิตที่เดินทางมายังปัตตานีในสมัยราชวงศ์เหม็ง หรือว่า 400 ปีที่ผ่านมา ในฐานะที่เป็นผู้มีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อเมืองปัตตานีและในฐานะที่เป็นบรรพบุรุษของพวกเขา

ชาวกรือเซะศรัทธาและยอมรับในบุญญาบารมีของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ดังที่ปรากฏในประเพณีและความเชื่อในอดีต เช่น การทำบุญและการแก้บน การขอพรและขอความช่วยเหลือจากเจ้าแม่ ฯลฯ สุสานของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวและลิ้มโต๊ะเคี่ยม จึงดำรงอยู่ในชุมชนกรือเซะและได้รับการปฏิบัติอย่างสมเกียรติตลอดมา

การผูกโยงเรื่องมัสยิดกรือเซะสร้างไม่แล้วเสร็จเนื่องจากคำสาปแช่งของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นหรือเป็นตำนานที่สร้างขึ้นมาก็ตาม แต่สำหรับมุสลิมแล้วจะเชื่อถือศรัทธาเช่นนั้นไม่ได้ การสื่อสารเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมัสยิดกรือเซะกับเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวจึงควรอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม ไม่ก้าวล่วงทำลายความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างชาวจีนกับชาวมุสลิมที่มีมาเป็นเวลายาวนาน

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี และชาวมุสลิมทั่วไปรับรู้เรื่องมัสยิดกรือเซะในฐานะที่เป็นศาสนสถานที่สำคัญสูงสุดของศาสนาอิสลาม นับตั้งแต่ชาวปัตตานีรับเอาวิถีอิสลามเข้ามาในชีวิตประจำวัน เป็นที่ยอมรับกันว่า กรือเซะเป็นมัสยิดแห่งแรกในภูมิภาคนี้ที่สร้างแบบสถาปัตยกรรมตะวันออกกลาง และเป็นต้นแบบของมัสยิดสมัยใหม่ที่แพร่หลายในเวลาต่อมา

เมืองปัตตานีระหว่างพุทธศตวรรษที่ 21-23 ได้ก้าวสู่ความเป็นศูนย์กลางของการเผยแผ่ศาสนาอิสลาม รวมทั้งเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างชาวตะวันตกและชาวตะวันออกที่สำคัญของภูมิภาคนี้ ทำให้ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นมหานคร เป็นระเบียงแห่งนครมักกะฮ และเป็นประตูการค้าแห่งเอเชียอาคเนย์

แต่หลังจากพุทธศตวรรษที่ 24 เป็นต้นมา ฐานะของเมืองปัตตานีเปลี่ยนแปลงไปด้วยเหตุผลทางด้านการเมือง การปกครอง และสภาพเศรษฐกิจการค้า มัสยิดกรือเซะและโบราณสถานอีกหลายแห่งจึงถูกทิ้งร้างและเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา จนกลายเป็นปริศนาทางประวัติศาสตร์



ต่อไปนี้เป็นบางตอนที่ตัดทอนและปรับปรุงจากหนังสือมัสยิดกรือเซะ มรดกอารยธรรมปัตตานี ของครองชัย หัตถา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2549)



มัสยิดกรือเซะในพงศาวดารและตำนานท้องถิ่น

เรื่องราวเกี่ยวกับมัสยิดกรือเซะ ปรากฏในพงศาวดารเมืองปัตตานี พ.ศ.2445 โดยลิ้มโต๊ะเคี่ยมและลิ้มกอเหนี่ยวมีชื่อปรากฏอยู่ด้วย ดังข้อความตอนหนึ่ง (คัดลอกตามอักขระเดิม) ดังนี้

"...เวลานั้นบ้านเมืองที่เรียกกันว่าเมืองปัตตานีนั้น ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านมะนา ติดต่อกับบ้านโตะโสม บ้านกะเสะ ฝ่ายตะวันออก แต่บ้านพะยาปัตตานี เดี๋ยวนี้ห่างกันทางประมาณสี่สิบเส้นริมทางที่จะไปเมืองยิริง ในระหว่างภรรยาเจ้าเมืองปัตตานีว่าการเปนเจ้าเมืองอยู่นั้น...นางพะยาปัตตานีได้จัดแจงหล่อปืนทองเหลืองใหญ่ไว้สามกระบอก ตำบลที่หล่อปืนนั้นริมบ้านกะเสะ ก่อด้วยอิฐเปนรูปโบสถขึ้นหลังหนึ่งสามห้องเฉลียงรอบ แม่ปะธานกว้างประมาณหกศอก ยาวสิ้นตัวเฉลียงสี่วาเสศ เครื่องบนและพื้นเวลานี้ชำรุดหมด ยังเหลือแต่ฝาผนัง และฝาผนังเฉลียงนั้นก่อเปนโค้งทั้งสี่ด้าน พื้นแม่ปะทานสูงประมาณสองศอกเสศ พื้นเฉลียงสูงประมาณสองศอก โรงหรือโบสถที่ก่อด้วยอิฐนี้ มลายูในแหลมปัตตานีเรียกว่า สับเฆ็ด

แลนายช่างผู้หล่อปืนสามกะบอกนั้น สืบความได้ว่าเดิมเปนจีนมาจากเมืองจีน เปนชาติหกเคี้ยมแส้หลิม ชื่อเคี่ยม เข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านกะเสะ จีนเคี่ยมคนนี้มาได้ภรรยามลายู จีนเคี่ยมก็เลยเข้าสุหนัดนับถือศาสนามลายูเสียด้วย พวกมลายูสมมติเรียกกันว่า หลิมโต๊ะเคี่ยม ตลอดต่อมาจนถึงทุกวันนี้ แลในตำบลบ้านกะเสะซึ่งหลิมโต๊ะเคี่ยมอยู่มาก่อนหน้านั้น พลเมืองที่อยู่ต่อมาจนเดี๋ยวนี้ยังนับถือหลิมโต๊ะเคี่ยม ว่าเปนต้นตระกูลของพวกหมู่บ้านนั้น แลยังกล่าวกันอยู่เนืองๆ ว่า เดิมเปนจีน หลิมโต๊ะเคี่ยม นายช่างหล่อปืนนี้มาอยู่ในเมืองปัตตานีหลายปี น้องสาวลิ้มโต๊ะเคี่ยมชื่อเก๊าเนี่ยว ตามมาจากเมืองจีน มาปะหลิมโต๊ะเคี่ยมที่เมืองปัตตานีอยู่เฝ้าอ้อนวอนหลิมโต๊ะเคี่ยมให้ละเสียจากเพศมลายู กลับไปเมืองจีน หลิมโต๊ะเคี่ยมก็ไม่ยอมไป เก๊าเนี่ยวซึ่งเป็นน้องสาวแต่เฝ้าอ้อนวอนหลิมโต๊ะเคี่ยมมานั้นประมาณหลายปี ลิ้มโต๊ะเคี่ยมก็ไม่ยอมไปแขงอยู่ เก๊าเนี่ยวซึ่งเป็นน้องสาวมีความเสียใจลิ้มโต๊ะเคี่ยมผู้พี่ชายผูกคอตายเสีย

ครั้นเก๊าเนี่ยวน้องสาวผูกคอตายแล้ว หลิมโต๊ะเคี่ยมผู้เป็นพี่ก็จัดแจงศพเก๊าเนี่ยวน้องสาวฝังไว้ในตำบลบ้านกะเสะ ทำเป็นฮ๋องสุยปรากฏอยู่ตลอดมาจนเดี๋ยวนี้ พวกจีนก็เลยนับถือว่าเปนผู้หญิงบริสุทธิ์อย่างหนึ่ง เปนคนรักชาติตระกูลอย่างหนึ่ง ได้มีการเซ่นไหว้เสมอทุกปีมิได้ขาดที่ศพเก๊าเนี่ยวนี้..."

พงศาวดารเมืองปัตตานีฉบับนี้ ไม่มีข้อความกล่าวถึงคำสาปแช่งของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว แต่ก็ได้กล่าวถึงมัสยิดกรือเซะ ว่าอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม เครื่องบนและพื้นชำรุดหมด โดยไม่ระบุว่าเป็นเพราะสาเหตุใด

หนังสือ Sejarah Kerajaan Melayu Patani ฉบับพิมพ์เมื่อปี ค.ศ.1985 ผู้เขียนคือ Ibrahim Syukri ข้อความตอนหนึ่งกล่าวถึงการเสียชีวิตของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว โดยไม่ปรากฏข้อความเรื่องคำสาปแช่งเช่นกัน

หนังสือประวัติเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวที่พิมพ์โดยมูลนิธิเทพปูชนียสถาน ในโอกาสงานสมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ศาลเจ้าเล่งจูเกียง อาทิ ฉบับที่พิมพ์ปี พ.ศ.2534 2542 และ 2544 แม้ว่าจะได้กล่าวถึงบุญญาบารมีของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวและความเกี่ยวข้องระหว่างพี่ชายคือ ลิ้มโต๊ะเคี่ยมกับมัสยิดกรือเซะ รวมทั้งได้รวบรวมคำบอกเล่าเกี่ยวกับกิตติศัพท์อภินิหารของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวจากบุคคลต่างๆ ที่นับถือ ศรัทธาองค์เจ้าแม่ แต่ในหนังสือดังกล่าวก็ไม่ปรากฏข้อความที่เขียนถึงคำสาปแช่งของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวแต่อย่างใด

ในวิทยานิพนธ์เรื่องปฏิสัมพันธ์ระหว่างชาวมลายูมุสลิมและชาวจีนในย่านสายกลาง จังหวัดยะลา ของ แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี พ.ศ.2546 อภิปรายถึงกรณีดังกล่าวว่า

"เห็นได้ว่าประวัติของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวที่พิมพ์เผยแพร่โดยศาลเจ้าเล่งจูเกียง ไม่มีเนื้อหาส่วนที่เกี่ยวกับคำสาปแช่งต่อมัสยิดกรือเซะ เนื้อหาของประวัติเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว เพียงแต่บอกว่าลิ้มเต้าเคียนผู้เป็นพี่ชายได้รับอาสาเจ้าเมืองปัตตานีสร้างมัสยิด ในตอนท้ายเรื่องราวจบลงด้วยการที่ลิ้มกอเหนี่ยว หญิงสาวชาวจีนมีบทบาทช่วยวงศ์ตระกูลของเจ้าเมืองปัตตานีต่อสู้กับกบฏโดยไม่ได้แบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนาแต่อย่างใด ส่วนในพงศาวดารเมืองปัตตานี ที่พระยาวิเชียรคีรีบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ในประชุมพงศาวดารภาค 3 (พิมพ์เผยแพร่เมื่อปี พ.ศ.2471) ไม่มีข้อความที่กล่าวถึงคำสาปแช่งของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเลย

ข้อความเกี่ยวกับคำสาปแช่งของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวต่อมัสยิดปรากฏขึ้นในช่วงใด ไม่แน่ชัด"



เริ่มแรกมีคำสาปแช่ง

เมื่อผู้เขียนได้สอบถามผู้รู้ในมูลนิธิเทพปูชนียสถานและศึกษาเอกสารเพิ่มเติม พบว่าเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวสำนวนหนึ่งเขียนโดยนายสุวิทย์ คณานุรักษ์ ข้อความตอนหนึ่งกล่าวถึงประวัติลิ้มโต๊ะเคี่ยมและเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว รวมทั้งความเกี่ยวข้องกับมัสยิดกรือเซะ ที่อ้างว่าได้รับการถ่ายทอดจากขุนพจน์สารบาญ บุตรชายคนที่สองของพระจีนคณานุรักษ์ ชาวปัตตานี เชื้อสายจีน ซึ่งมีบทบาทเป็นผู้นำคนสำคัญของเมืองปัตตานีในเวลานั้น

เนื้อความตอนต้นกล่าวถึงประวัติของลิ้มโต๊ะเคี่ยมและลิ้มกอเหนี่ยว คล้ายคลึงกับฉบับของมูลนิธิเทพปูชนียสถาน แต่ต่างกันในตอนท้ายที่ระบุถึงคำสาปของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ดังที่ปรากฏในหนังสือประวัติทายาทหลวงสำเร็จกิจกรจางวางตอนหนึ่งกล่าวถึงเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวและมัสยิดกรือเซะ

"การที่ลิ่มโต๊ะเคี่ยมช่วยเจ้าเมืองปัตตานีสร้างมัสยิดนี้เปรียบเสมือนหนึ่งการจุดเพลิงแห่งความแค้นให้รุ่งโรจน์ขึ้นในใจของลิ้มกอเหนี่ยวผู้น้องสาว เธอพยายามอ้อนวอนพี่ชายให้เลิกล้มการช่วยสร้างมัสยิดและเดินทางกลับเมืองจีนเสีย แต่ลิ่มโต๊ะเคี่ยมไม่ฟัง เข้าตั้งหน้าตั้งตาสร้างมัสยิดอย่างจริงจังสุดที่ลิ้มกอเหนี่ยวจะทนดูพฤติการณ์ของพี่ชายได้ เธอสาปแช่งอย่างโกรธแค้นว่า "แม้พี่จะมีความสามารถในการก่อสร้างเพียงไรก็ตามแต่ ขอให้มัสยิดนี้ไม่สำเร็จ" และคืนวันนั้นเองลิ้มกอเหนี่ยว สาวน้อยผู้ยึดถือประเพณี ก็หนีไปผูกคอตายที่ต้นมะม่วงหิมพานต์ต้นใหญ่ ซึ่งอยู่ทางด้านหน้าของมัสยิดที่พี่ชายกำลังก่อสร้างนั่นเอง"

ประวัติเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวสำนวนนี้ได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ทั้งการบอกเล่าด้วยวาจาและการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร เอกสารของทางราชการ ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญ คือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ประชาสัมพันธ์แนะนำแหล่งท่องเที่ยวโดยใช้ข้อความดังกล่าว นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปจึงรับรู้เรื่องมัสยิดกรือเซะผ่านทางตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว

มัสยิดกรือเซะกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เป็นโบราณสถาน และในขณะเดียวกันก็เป็นสถานที่ปฏิบัติศาสนกิจของมุสลิม คำถามเกี่ยวกับสถานภาพของมัสยิดกรือเซะจึงมีขึ้นเป็นระยะๆ แต่นั่นไม่สำคัญเท่าความรู้สึกของชาวมุสลิมที่มีต่อนักท่องเที่ยวว่ากำลังมองมัสยิดกรือเซะด้วยสายตาและความรู้สึกเช่นใด





 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 25 พฤษภาคม 2550 16:00:24 น.
Counter : 811 Pageviews.  

การเมือง"เครือญาติ" จากมรดกโลก 2 แห่งใหม่ในอีสาน

การเมือง"เครือญาติ" จากมรดกโลก 2 แห่งใหม่ในอีสาน

คอลัมน์ สยามประเทศไทย

สุจิตต์ วงษ์เทศ



มรดกโลกในประเทศไทยล่าสุดมี 2 แห่ง คือ เส้นทางวัฒนธรรมปราสาทหิน (พิมาย-พนมรุ้ง-เมืองต่ำ ที่จังหวัดนครราชสีมาต่อเนื่องถึงบุรีรัมย์) กับ ภูพระบาท (ที่จังหวัดอุดรธานี) เป็นพยานลักษณะ "เครือญาติ" ของภูมิภาคนี้

เส้นทางวัฒนธรรมปราสาทหินและภูพระบาทเกี่ยวข้องกับเส้นทางคมนาคมแลกเปลี่ยนสิ่งของสินค้าข้ามภูมิภาค อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนอธิบาย (ไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2549) ว่าความเคลื่อนไหวยุคนี้เป็นผลของ "การค้าโลก" ซึ่งมีมาก่อนหน้านั้น หมายถึงการค้าระหว่างจีนกับอินเดียหรือตะวันออก-ตะวันตก ผ่านมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันออก กับมหาสมุทรอินเดียทางตะวันตก โดยมีบริเวณ (สยาม) ประเทศไทย ทุกวันนี้เป็นผืนแผ่นดินหรือสะพานแผ่นดินเชื่อมโยงส่งผ่านสิ่งของระหว่างตะวันออก-ตะวันตก มีสถานี 2 อ่าว คือ อ่าวเมาะตะมะ (ทะเลอันดามัน) อยู่ทางตะวันตก กับอ่าวไทย (ทะเลจีนใต้) อยู่ทางตะวันออก แล้วขนถ่ายสิ่งของแลกเปลี่ยนขึ้นบกไปพบกันบริเวณบ้านเมืองที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่เอกสารเก่าเรียกสุวรรณภูมิ

ศาสนา-อารยธรรมจีนและอินเดีย มากับพาหนะทะเลคือเรือขนส่งสิ่งของที่ "พ่อค้า" เป็นผู้ควบคุม ส่งผลให้เกิดบ้านเมืองและรัฐขนาดใหญ่ขึ้นบริเวณสุวรรณภูมิตั้งแต่ราวหลัง พ.ศ.1000 แล้วสืบเนื่องต่อมาไม่ขาดสาย

แกนหลักของเส้นทางคมนาคมบนสะพานแผ่นดินคือลุ่มน้ำโขงในลาว-เขมร-ไทย กับลุ่มน้ำเจ้าพระยาในภาคกลางของประเทศไทย

ลุ่มน้ำโขงบริเวณลาวและไทยมีแหล่งทรัพยากรสำคัญมากอยู่อีสาน ซึ่งมีเทือกเขาภูพานขวางกั้นให้มีภูมิประเทศ 2 เขต คือ อีสานเหนือกับอีสานใต้

ภูพระบาท อยู่อีสานเหนือปลายเทือกเขาภูพานด้านตะวันตก เขตอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี เป็นแหล่งศักดิ์สิทธิ์มีมนุษย์อยู่อาศัยใช้งานตั้งแต่ราว 2,500 ปีมาแล้วเป็นอย่างน้อย มีหินตั้งแสดงเขตศักดิ์สิทธิ์

ครั้นรับพุทธศาสนาผ่านลุ่มน้ำเจ้าพระยาราวหลัง พ.ศ.1000 มีเวียงจันเป็นศูนย์กลาง ก็ดัดแปลงหินตั้งเป็นเสมาหิน เนื่องในพุทธศาสนา แล้วพัฒนาเป็นใบเสมาทั่วประเทศทุกวันนี้ ซึ่งไม่มีในอินเดีย-ลังกา

บริเวณภูพระบาทเป็นแหล่งศักดิ์สิทธิ์บริเวณสองฝั่งโขงอีสานเหนือสืบแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ มาถึงยุคประวัติศาสตร์ตั้งแต่ทวารวดี จนถึงยุคลาว (ดังมีนิทานนางอุษา-ท้าวบารส) เข้าสู่ยุคปัจจุบันพระสงฆ์เกจิอาจารย์สายวัดป่าต้องไปธุดงค์วิปัสสนาที่นี่ ซึ่งเป็นแหล่งทางศาสนาที่ใช้สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ เป็นแกน

เส้นทางวัฒนธรรมปราสาทหิน อยู่อีสานใต้บริเวณลุ่มน้ำมูล-ชี มีปราสาทหินพิมาย (ที่อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา) เป็นศูนย์กลางตั้งอยู่ขอบด้านใต้ของทุ่งกุลาร้องไห้ อันเป็นแหล่งทรัพยากรกว้างใหญ่มหึมา

ปราสาทหินพิมายมีชุมชนมาก่อนราว 3,000 ปีมาแล้ว และเป็นถิ่นกำเนิดบรรพบุรุษกษัตริย์เขมรที่นครวัด-นครธม เรียกราชวงศ์มหิธร เป็นเหตุให้สุริยวรมันเอาแบบปราสาทพิมายไปสร้างปราสาทนครวัด (ปราสาทพิมายเก่ากว่าปราสาทนครวัดราว 50 ปี)

นี่คือพยานหลักฐานเก่าแก่ที่แสดงว่ากษัตริย์กัมพูชาที่นครวัด-นครธม มีบรรพบุรุษอยู่บริเวณลุ่มน้ำมูล มีปราสาทพิมายเป็นศูนย์กลางศักดิ์สิทธิ์

เราควรเน้นอธิบายลักษณะความสัมพันธ์ทางการเมืองการปกครองแบบเครือญาติพี่น้องผู้ใหญ่ผู้น้อยกับเพื่อนบ้านลาว-เขมร ด้วยหลักฐานมรดกโลก 2 แห่งนี่ไง ที่สืบเนื่องเครือญาติจนถึงยุคกรุงศรีอยุธยา

หน้า 34




 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 25 พฤษภาคม 2550 15:59:06 น.
Counter : 355 Pageviews.  

ฝังศพใต้ต้นไม้...ใส่ปุ๋ยให้ดวงดาว

ฝังศพใต้ต้นไม้...ใส่ปุ๋ยให้ดวงดาว

คอลัมน์ สยามประเทศไทย

สุจิตต์ วงษ์เทศ



คนดึกดำบรรพ์สุวรรณภูมิไม่น้อยกว่า 5,000 ปีมาแล้ว มีวิธีทำศพ 2 อย่างต่างกัน

ตระกูลหัวหน้า ฝังศพไว้บนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชน แล้วเอาสิ่งของเครื่องมือเครื่องใช้ฝังไปด้วย เช่น ภาชนะ, เครื่องประดับ, และเครื่องราง ฯลฯ

มีบางพวกฝังดินให้เนื้อหนังเปื่อยเน่าก่อน หลังจากนั้นขุดกระดูกเปล่ามาทำพิธีอีกครั้ง แล้วเอากระดูกใส่ภาชนะ เช่น ดินเผา, สัมฤทธิ์ ฯลฯ ฝังดินอีกครั้งหนึ่ง พบมากในอีสาน โดยเฉพาะทุ่งกุลาร้องไห้ ราว 3,000-2,000 ปีมาแล้ว ประเพณีอย่างนี้สืบเนื่องจนปัจจุบัน เช่น เก็บกระดูกบรรพบุรุษไว้ในโกศหรือภาชนะหม้อ-ไห หรือสถูปเจดีย์

คนทั่วไปไร้ตระกูล เอาศพไปวางทิ้งไว้ที่ใดที่หนึ่งให้แร้งกากิน

บริเวณฝังศพสมัยแรกเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่ท่ามกลางหมู่บ้าน แต่สมัยหลังแยกออกไปในที่สาธารณะเรียกป่าช้า, ป่าเลว (เปลว), ป่าเห้ว แปลว่าเลวทรามต่ำช้าเหมือนกันหมด

ราวหลัง พ.ศ.1000 รับอารยธรรมจากอินเดียแล้ว เริ่มเผาศพตามประเพณีฮินดู แต่คนบางพวกยังฝังดินกับทิ้งให้แร้งกากิน

เมรุเผาศพ เป็นอาคารเตาสำหรับเผาศพของคนปัจจุบัน เริ่มมีหลังสมัยรัชกาลที่ 5 อยู่เฉพาะวัดหลวงในกรุงเทพฯ แล้วค่อยๆ แพร่หลายออกไปกว้างขวางจนทั่วประเทศ

คำ เมรุ (อ่านว่า เมน) มาจากเขาพระสุเมรุ (อ่านว่า พระ-สุ-เมน) ที่สถิตของมหาเทพของพราหมณ์และเทวดาของพุทธ เช่น พระอินทร์ ฯลฯ ฉะนั้นงานพระบรมศพจึงต้องทำพระเมรุมาศ (อ่านว่า เม-รุ-มาด) ไว้กลางทุ่งพระเมรุ (อ่านว่า ทุ่ง-พระ-เมน) ที่ต่อมาคือสนามหลวง

พวกกระฎุมพีพ่อค้าผู้มีอำนาจสมัยหลังทำเทียมเจ้านาย เลยทำบุญสร้างเมรุไว้ในวัดตามหมู่บ้านใช้เผาศพตัวเองและเครือญาติ ต่อมาวัดก็สร้างเมรุเองเป็นการตลาดอย่างหนึ่งของวัด

กลุ้มใจจริง เมื่อรู้ว่าเมรุเผาศพเป็นการตลาดทางศาสนาของพระสงฆ์ในวัด เลยตัดข้อเขียนคอลัมน์เรื่องไม่ธรรมดา ของสุทธาสินี จิตรกรรมไทย (มติชน อาทิตย์สุขสันต์ หน้า 17 ฉบับวันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน 2550) เกี่ยวกับฝังศพใต้ต้นไม้ สรุปย่อมาให้ช่วยกันปลงพิจารณาต่อไปนี้

เลือกทำประโยชน์ให้กับธรรมชาติ ด้วยการฝังศพใต้ต้นไม้

ศาสตราจารย์โรเจอร์ ชอร์ต นักชีววิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น บอกว่า หมดยุคของการฌาปนกิจแบบเก่าด้วยการเผาศพแล้ว เพราะการเผาศพเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดสภาวะโลกร้อน

มนุษย์สามารถเลือกช่วยเหลือธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ด้วยการฝังศพใต้ต้นไม้

ร่างกายอันไร้ชีวิตจะช่วยให้สารอาหารแก่ต้นไม้ และต้นไม้จะเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นออกซิเจนได้นับสิบๆ ปีเลยทีเดียว

"สิ่งสำคัญคือว่า...เป็นเรื่องน่าอายอยู่สักหน่อยที่เมื่อตายไปแล้วยังสร้างมลพิษให้โลก แล้วเหตุใดต้องมาสร้างคาร์บอนไดออกไซด์จากการตายของเราด้วย"

"ร่างกายจะเป็นอาหารชั้นดีให้กับพื้นโลก...ยิ่งช่วยให้ต้นไม้เติบโตเท่าใดก็ยิ่งดีเท่านั้น"

ถ้าเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว ฉะนั้นเมื่อเราตายไปให้ฝังศพใต้ต้นไม้ ก็เท่ากับใส่ปุ๋ยให้ดวงดาวด้วย

หน้า 34




 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 25 พฤษภาคม 2550 15:47:21 น.
Counter : 375 Pageviews.  

เถาวัลย์พันต้นฝรั่ง "แค่เรื่องตัวเองก็ยังไม่รู้"

เถาวัลย์พันต้นฝรั่ง "แค่เรื่องตัวเองก็ยังไม่รู้"

คอลัมน์ สยามประเทศไทย

สุจิตต์ วงษ์เทศ



ปรากฏการณ์งมงายกระต่ายตื่นตูม จตุคามรามเทพ เป็นพยานให้เห็นสภาพสังคมไทยไร้ความเพียรเรียนรู้เท่าทันโลกและชีวิต กับบ่งบอกปัญหาคุณภาพของคนมีภูมิคุ้มกันทางสติปัญญาบกพร่อง "แค่เรื่องตัวเองก็ยังไม่รู้" แต่ทั้งสองประเด็นนี้ไม่มีสถาบันใดดูแลคุ้มครองป้องกัน มีแต่ฉวยโอกาสร่วมด้วยช่วยซ้ำเติม หรือไม่ก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่รู้ร้อนหนาว

เรื่องนี้เจ้าประคุณ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) อธิบายว่า "ต้องมองไปที่คนและสถาบันที่ควรจะทำหน้าที่รับผิดชอบ เช่น ให้การศึกษา" (มติชน หน้า 1, 14 ฉบับวันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม 2550) แล้วมีอรรถาธิบาย อีกว่า

"ความรู้เข้าใจเรื่องหลักความสัมพันธ์ระหว่างเทพกับปูชนียวัตถุสถานในพระพุทธศาสนา ระหว่างมนุษย์กับเทวดา ระหว่างคนกับเทพ รวมถึงประวัติความเป็นมาของจตุคามฯ เป็นการรู้จักตัวเอง

"ถ้าแค่เรื่องตัวเองก็ยังไม่รู้ ทางที่ตัวเองเดินมาก็ไม่เห็น แถมข้างหน้าก็มืดอีก แล้วจะมองจะเดินต่อไปให้ดีได้อย่างไร

"ผู้บริหารบ้านเมืองจะต้องดูแลให้เกิดโอกาสในการพัฒนาคน เช่น พระพรหมเอราวัณ เราละเลยปล่อยให้คนอยู่กับความหลงหรือการขาดความรู้กันเรื่อยมา แต่ทำอย่างไรจะพัฒนาเขาขึ้นมาได้บ้าง

"ก็เผยแพร่ให้ความรู้แก่ประชาชนว่าท้าวองค์นี้ท่านคือใคร มีอะไรที่ควรรู้บ้าง

"ในเมื่อเราไม่สามารถหักด้ามพร้าด้วยเข่า เขานับถือลุ่มหลงอยู่ เราก็เอาเป็นจุดบรรจบประสานให้เป็นแนวทางที่เขาจะเดินก้าวหน้าในการพัฒนาตัวต่อไป

"แต่คนไทย ท่านผู้ปกครอง ไม่เอาเรื่องเลย ไม่มองช่องทางที่จะพัฒนามนุษย์อันนี้ ก็เลยไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรทั้งนั้น"

ท่านเจ้าคุณประยุทธ์ให้ความสำคัญการเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะ เพื่อให้รู้จักตัวเอง โดยย้ำว่า "แค่เรื่องตัวเองก็ยังไม่รู้ ทางที่ตัวเองเดินมาก็ไม่เห็น แถมข้างหน้าก็มืดอีก แล้วจะมองจะเดินต่อไปให้ดีได้อย่างไร"

"แค่เรื่องตัวเองก็ยังไม่รู้" นี่เป็นผลจากระบบการศึกษาทั้งหมดที่ดูถูกความเป็นมาของตัวเอง แล้วดูถูกคนอื่น เช่น ลาว มลายู ฯลฯ เลยเปิดช่องให้เกิดลิ่มตอกทิ่มตัวเอง ดังมีผู้บอกว่าเป็น "เถาวัลย์พันต้นฝรั่ง" หวังพึ่งพา ฝรั่งจตุคามรามเทพ เลยไม่รู้จักมลายูด้วยตัวเอง ถ้าฝรั่งตาย เถาวัลย์ก็ตายด้วย

สถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องเรื่องสังคมวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์โบราณคดี ต้องพิจารณาตัวเอง ขณะเดียวกันสื่อก็ต้องมองตัวเองด้วยว่า แท้จริง ก็เป็นแค่เถาวัลย์พันต้นฝรั่งนั่นแล

หน้า 34






 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 25 พฤษภาคม 2550 15:41:39 น.
Counter : 246 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  

win_mma
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add win_mma's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.