Group Blog
 
All Blogs
 

“คัมภีร์ห้าห่วง” โดย มิยาโมโตะ มุซาชิ

•ไม่ถูกความคิดเก่า ค่านิยมเก่าและประเพณีที่ครำครึครอบงำ
•ไม่ขายวิชาเพื่อการพาณิชย์
•แม้ยามสงบก็หมั่นลับเขี้ยวเล็บเอาไว้เสมอ
•จิตใจมิใช่สิ่งที่ฝึกฝนได้ด้วยตำรา แต่ต้องฝึกฝนโดยผ่านการต่อสู้จริงๆ โดยผ่านการปฏิบัติที่เป็นจริง
•“การเมือง” คือวิทยายุทธ์ของการต่อสู้แบบรวมหมู่
•หลักการต่อสู้ที่จะรบชนะปัจเจกได้ย่อมสามารถประยุกต์ใช้กับการต่อสู้เพื่อเอาชนะคนหมู่มากได้
•จงใช้อาวุธทุกชนิดที่มีอยู่ทั้งหมดในการต่อสู้
•จะต้องสำเหนียกให้ดีว่า อาวุธที่ตนเองมีอยู่คืออะไร
•ไม่ยึดติดกับการใช้อาวุธประเภทเดียว
•จงมีจิตใจที่หนักแน่น ราบเรียบ ไม่หวั่นไหวโดยง่าย จิตใจเช่นนี้จะได้มาจากการฝึกฝนเท่านั้น ไม่อาจเกิดขึ้นเองได้เป็นอันขาด
•การลำเอียงเข้าข้างตัวเอง เป็นอุปสรรคของการพัฒนาจิตใจ
•พยายามรักษาความคึกคักและกระตือรือร้นในชีวิตประจำวันเอาไว้ตลอดเวลา
•ไม่ติดกับ ‘กระบวนท่า’ หรือ ‘สามัญสำนึก’ ที่ตัวเองมีอยู่
•หัดวางตัวเองให้อยู่ในฐานะของคู่ต่อสู้
•‘ศัตรู’ มักอยู่ในพวกเดียวกันเอง
•ศัตรูเป็นสิ่งที่ไม่ถาวร เพราะศัตรูคือความสัมพันธ์ที่เกี่ยวโยงกับสถานที่ เวลา และผู้คน ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงได้
•ก้าวแรกของชัยชนะอยู่ที่การขจัดเงื่อนไขของการเป็นศัตรู
•สร้างความหวั่นไหวให้กับจิตใจของคู่ต่อสู้
•แสวงหาวิธีที่จะเปล่งพลังและศักยภาพของตัวเองออกมาได้จนถึงขีดสูงสุด
•เป้าหมายคือสิ่งที่ตัวเองสามารถบรรลุได้
•จงอย่ากลัวการมีชีวิตอย่างโดดเดียว
•การฝึกฝนตนเองนั้นไม่มีที่สิ้นสุด
และสุดท้าย
•จงต่อสู้เมื่อคิดว่าจะชนะ




 

Create Date : 14 กันยายน 2550    
Last Update : 14 กันยายน 2550 7:38:50 น.
Counter : 347 Pageviews.  

โล้ชิงช้า ประเพณีประดิษฐ์ใหม่ของพราหมณ์สยาม

อลัมน์ สุวรรณภูมิ สังคมวัฒนธรรม

โดย ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร




(ซ้าย) ภาพถ่ายเก่าเสาชิงช้าที่โบสถ์พราหมณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช (ขวา) ภาพพิธีโล้ชิงช้า ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร

หลักฐานเชื่อได้ที่เก่าแก่ที่สุดของพระราชพิธีตรียัมปวายปรากฏอยู่ในกฎพระมณเฑียรบาลของกฎหมายตราสามดวงที่น่าจะเขียนขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ อย่างไรก็ดี หากพิจารณาว่าพิธีตรียัมปวายกลายมาจาก "ติรุเว็ม?ปาไว" ซึ่งเป็นการสวดกล่อมเทพเจ้า ก็จะเห็นได้ว่าดั้งเดิมนั้นพิธีนั้นคงจะไม่เกี่ยวกับการ โล้ชิงช้าใหญ่

หลักฐานจากดินแดนต้นแบบคือประเทศอินเดีย จะพบได้ว่ามีเฉพาะการนำเทวรูปมาไกวในชิงช้า เช่น พระราชพิธีมาฆวิธานำ ที่ชาวเมืองพาราณสีจะประกอบขึ้นในวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 3 และงานโล้ชิงช้าสำหรับพระอิศวรในวันขึ้น 3 ค่ำ เดือนไจต (ร(เดือน 5) เป็นต้น ลักษณะเช่นนี้ชวนให้นึกถึงพิธีการช้าหงส์ในพระราชพิธีตรียัมปวายด้วย

แม้ว่าจะไม่มีการกล่าวถึงการโล้ชิงช้าในกฎมณเฑียรบาล แต่เอกสารที่น่าจะกำหนดอายุได้ในช่วงที่ใกล้เคียงกับฉบับอื่นคือ โคลงทวาทศมาส ได้กล่าวถึงพระราชพิธีตรียัมปวายโดยพรรณนาความเปรียบภาพในพระราชพิธีดังกล่าวกับหญิงอันเป็นที่รัก โดยบรรยายภาพบางส่วนในเทศกาลว่าประกอบพิธีในเดือนหัวกวางคือเดือนอ้าย มีพราหมณ์ทำพิธีแขวนแผ่นกระดาน มีขบวนรำและการรำเสนง เช่นเดียวกับที่ปฏิบัติอยู่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

อย่างไรก็ดี การแขวนกระดานดังกล่าวไม่สามารถใช้พิสูจน์หรือยืนยันได้อย่างชัดเจนว่ามีการให้พราหมณ์นาลิวันขึ้นไปโล้ชิงช้า เนื่องจากโคลงดังกล่าวไม่ได้อ้างไว้อย่างชัดเจน ประกอบกับที่หลักฐานบางส่วนได้ระบุให้ทราบว่าการแขวนกระดานที่เสาชิงช้าไม่จำเป็นต้องมีการโล้ชิงช้าเสมอไป เช่น หนังสือตำนานพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราชที่มีข้อความที่กล่าวถึงพระราชพิธีตรียัมปวายในเขตพื้นที่ดังกล่าวโดยระบุว่า "...ฝั่งเสาชิงช้าผูกต้นกล้วยอ้อยแขวนบรมหงษ์..."

(ซ้าย) บรรยากาศในพิธีโล้ชิงช้า ภาพถ่ายเก่าสมัยรัชกาลที่ 5 (ไม่ทราบปี พ.ศ. (ขวา) นาลิวันรำเสนง ภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ วัดเสนาสนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา



ข้อความในพระราชหัตถเลขาของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เมื่อปี พ.ศ.2476 ที่กล่าวถึงการเสด็จชมโบสถ์พราหมณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ว่ามีนางกระดานสามแผ่น แต่เมื่อพระองค์ทรงถามพราหมณ์ผู้เฝ้ารักษากลับตอบว่า ไม่มีการถีบชิงช้า เพียงแต่นำกระดานขึ้นแขวนเท่านั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยมีพระบรมราชอรรถาธิบายมาก่อนแล้วว่า การที่พราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราชประกอบพิธีตรียัมปวายโดยการนำกระดานขึ้นแขวนเพียงสังเขปนั้น เป็นการทำพิธีพราหมณ์อย่างย่อๆ ตามมีตามเกิด แต่หากพิจารณาในมุมกลับกันแล้วก็อาจเป็นไปได้ว่า พิธีตรียัมปวายอย่างที่กลุ่มพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราชประกอบนั้นเป็นพิธีอย่างเก่า ส่วนการประกอบพิธีโดยมีการให้พราหมณ์นาลิวันขึ้นไปโล้ชิงช้านั้นคงจะเป็นการขยายให้เกิดขึ้นภายหลังโดยมีหลักฐานยืนยันได้เก่าสุดในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับวันวลิตที่เขียนขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าปราสาททองแล้วเล่าย้อนไปในช่วงก่อนหน้า

บรรยากาศในพิธีโล้ชิงช้า ภาพถ่ายเก่าสมัยรัชกาลที่ 5 (ไม่ทราบปี พ.ศ.)



ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับดังกล่าวมีข้อความที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า พระเจ้าแผ่นดินแห่งเมืองรามรัฐ (Rammaradt) ชายฝั่งโจฬะมณฑล (Coromandel) ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะหมายถึงเมืองราเมศวรัม ที่มีลักษณะเป็นเกาะ ได้ขอเจริญสันถวไมตรีหลังจากพ่ายแพ้ต่อบุญญาธิการของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (ผู้สร้างวัดพระศรีสรรเพชญ) โดยได้ถวายกระดานโล้ชิงช้าและชิงช้า

พงศาวดารฉบับดังกล่าวอ้างว่าการโล้ชิงช้าเป็นการละเล่นไม่เคยเป็นที่รู้จักมาก่อนในสยาม พร้อมกันนี้ได้ส่งพราหมณ์ผู้ทรงความรู้อีกสองท่านให้แสดงวิธีโล้ชิงช้าเพื่อเป็นที่รู้จักและคงอยู่ในสยามตลอดไป ความตอนนี้คงจะเกี่ยวกับพระราชพิธีโล้ชิงช้าค่อนข้างแน่เนื่องจากฟาน ฟลีต หรือที่เรียกอย่างไทยว่าวันวลิต ได้อธิบายต่อไปว่าในสมัยที่ท่านเข้ามา (ตรงกับรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง) ยังมีการละเล่นชนิดนี้อยู่ในอยุธยา โดยจัดเป็นงานฉลองพิเศษประจำปีที่ใช้เวลาหลายวัน

ข้อความข้างต้นชวนให้นึกไปได้ว่าพิธีโล้ชิงช้าอย่างไทยคงจะรับมาจากแขกอินเดียในสมัยดังกล่าว อย่างไรก็ดี เรื่องราวที่อ้างถึงการถวายชิงช้าดังกล่าวในเอกสารของฟาน ฟลีต ยังมีลักษณะเป็นตำนานที่เต็มไปด้วยพระกฤดาภินิหารของกษัตริย์อยุธยา

ตำนานดังกล่าวยังมีรายละเอียดที่ใกล้เคียงเป็นอย่างยิ่งกับข้อความในช่วงต้นของตำนานพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราชที่กล่าวถึงการเข้าสู่ราชอาณาจักรสยามของพวกพราหมณ์ในรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) เว้นแต่ว่าชิงช้าที่กล่าวถึงนั้นกลายเป็นชิงช้าทองแดงที่ใช้ในการไกวขับกล่อมเทวรูป ดังนั้นข้อความที่ปรากฏในเอกสารของฟาน ฟลีต จึงน่าจะมีลักษณะเป็นตำนานที่ชาวอยุธยาในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองใช้ในการอธิบายเหตุของการโล้ชิงช้าในพระราชพิธีตรียัมปวาย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงโลกทรรศน์ของชาวอยุธยาในช่วงสมัยนั้นว่าการโล้ชิงช้าเป็นพิธีการที่รับมาจากพราหมณ์อินเดียในช่วงต้นกรุงฯนั่นเอง

จากหลักฐานที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จึงอาจจะอนุมานได้ว่าการโล้ชิงช้าใหญ่นั้นควรเกิดขึ้นในดินแดนอุษาคเนย์มากกว่า โดยแต่แรกเริ่มอาจจะมีที่มาจากการรับประเพณีการขับกล่อมเทพเจ้าบนชิงช้าขนาดเล็กจากอินเดียมาในสมัยพระรามาธิบดีที่ 2 ดังมีหลักฐานปรากฏอยู่เป็นและขยายกลายเป็นพิธีการโล้ชิงช้าใหญ่ซึ่งมีหลักฐานจากการบอกเล่าของฟาน ฟลีต อย่างน้อยตั้งแต่ในรัชสมัยของพระเจ้าปราสาททอง

ทั้งนี้เมื่อสืบค้นจากหลักฐานต่างๆ แล้วพบว่าประเพณีการโล้ชิงช้าอย่างพราหมณ์มีปรากฏเฉพาะในสยามประเทศเท่านั้น




 

Create Date : 13 กันยายน 2550    
Last Update : 13 กันยายน 2550 19:50:50 น.
Counter : 251 Pageviews.  

ท้องถิ่นก้าวหน้าแข็งแรงไม่ได้ หากไม่รู้จักข้อดี-ด้อยของตัวเอง

สยามประเทศไทย

โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ




แบบโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ลงในหนังสือพิมพ์รายวัน

"การศึกษาก้าวไกล ท้องถิ่นไทยก้าวหน้า" เป็นคาถาที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ลงทุนโฆษณาเต็มหน้าหนังสือพิมพ์รายวันเพื่อประชาสัมพันธ์มหกรรมการจัดการศึกษาท้องถิ่น 2550 (ดูในมติชน หน้า 16 วันพุธที่ 5 กันยายน 2550)

เห็นแล้ว อ่านแล้ว แต่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดต้องลงทุนทำมหกรรมตาม "แฟชั่น" รุ่มร่ามให้สิ้นเปลืองอย่างตำน้ำพริกละลายแม่น้ำเยี่ยงนี้ เลยไม่อยากไปงานนี้ เพราะไม่เชื่อว่าทำอย่างนี้แล้วจะส่งผลให้ "การศึกษาก้าวไกล ท้องถิ่นไทยก้าวหน้า"

แต่จะได้ผลตรงข้าม คือ อ่อนแอ, หยิบโหย่ง, รู้แต่ของปลอม, เอาแต่ได้เข้าตัวเอง, แม้ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ ก็เอาด้วยคาถา, แสวงหาอำนาจเพื่อโกง ฯลฯ

การศึกษาจะก้าวไกล ท้องถิ่นไทยจะก้าวหน้าได้สมจริง ก็ต่อเมื่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องการบริหารจัดการวิชาความรู้ เช่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.), การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ฯลฯ ลด ละ เลิก "วัฒนธรรมอำนาจ" อย่างที่ทำอยู่นี้คือปลูกผักชีโรยหน้า, ขายผ้าเอาหน้ารอด, ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง ฯลฯ

ความจำเป็นเบื้องต้นที่สุด คือท้องถิ่นต้องรู้จักและเข้าใจตนเองอย่างจริงจัง เพื่อให้มีสำนึกรักและผูกพันร่วมกันอย่างแข็งแรง จะทำให้รู้ "ข้อดี-ข้อด้อย" ของท้องถิ่นตนอย่างแท้จริง แล้วไม่หลอกตัวเองว่าดีวิเศษกว่าคนอื่นอย่างที่เป็นมาไม่รู้จักเลิก

จะรู้และเข้าใจท้องถิ่นได้จริงก็ต้องเริ่มแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความเป็นมาของท้องถิ่น คือประวัติศาสตร์ท้องถิ่นทั้งในแง่ภูมิประเทศและสังคมวัฒนธรรม เรียกรวมๆ ว่าภูมิสังคมวัฒนธรรม ที่แต่ละท้องถิ่นมีทั้งส่วนคล้ายคลึงกันและแตกต่างกัน เช่น วรรณคดีท้องถิ่น, สำเนียงและภาษาท้องถิ่น ฯลฯ ที่ล้วนเชื่อมโยงศูนย์กลาง จะช่วยลบปมด้อยสำเนียงท้องถิ่นลงได้อย่างดียิ่ง

จะเข้าใจภูมิสังคมวัฒนธรรมได้จริงก็ต้องลบเขตทางการปกครองออกจากหัวใจก่อน คือ ลบความเป็นจังหวัด, อำเภอ, ตำบล ฯลฯ แล้วทำความเข้าใจ "ภาพรวม" ร่วมกันทั้งลุ่มน้ำและหุบเขา เป็นต้น ดังตัวอย่างลุ่มน้ำบางปะกง เกี่ยวข้องตั้งแต่นครนายก, ปราจีนบุรี, สระแก้ว, ฉะเชิงเทรา และบางส่วนของจันทบุรีกับชลบุรี

สถาบันการศึกษาในท้องถิ่นต้องร่วมกันเผยแพร่แบ่งปันวิชาความรู้ด้วย มิฉะนั้นท้องถิ่นก็แห้งตาย เช่น ลุ่มน้ำบางปะกงมีเมืองศรีมโหสถอายุราว 2,000 ปีมาแล้ว เป็นแกนสำคัญเก่าแก่เท่าเมืองอู่ทอง (สุพรรณบุรี) และเก่ากว่าพระปฐมเจดีย์ (นครปฐม) ฯลฯ สถาบันท้องถิ่นของลุ่มน้ำบางปะกงต้องแบ่งปันเผยแพร่วิชาความรู้ชุดนี้ ไม่ใช่ทอดหุ่ยเฉยๆ เหมือนโรงเรียนบางอำเภอและ อบต.บางแห่ง ฯลฯ ที่ไม่เคลื่อนไหวอะไรนอกจากรอรับงบฯก่อสร้างไปแบ่งปันผลประโยชน์กันเอง

ต้องทำความเข้าใจร่วมกันและให้ตรงกันเป็นเบื้องต้นว่าวิชาความรู้ภูมิสังคมวัฒนธรรมความเป็นมาของท้องถิ่น เป็นวิชาความรู้พื้นฐานที่จะเชื่อมโยงถึงวิชาความรู้อื่นๆ เช่น เกษตร, ท่องเที่ยว จนถึงโอท็อป (OTOP)

ท่องเที่ยวจะทำเป็นพิมพ์เดียวเหมือนกันทุกท้องถิ่นทั่วประเทศไม่ได้เลย เพราะทรัพยากรอันเป็น "ทุน" มีต่างกันมาก ต้องร่วมกันค้นหาบุคลิกแท้จริงของท้องถิ่นนั้นๆ อย่างรู้จักตนเองกับรู้เท่าทันโลก ซึ่งต้องใช้พื้นฐานสำคัญคือภูมิสังคมวัฒนธรรมนั่นเอง

วิถีคิดของคนในระบบราชการไทยรับเรื่องอย่างนี้ไม่ได้ หรือได้ก็น้อย เพราะพวกเขาถูกหล่อหลอมด้วยสำนึกราชธานีที่มีเจ้านายชี้นิ้วออกคำสั่ง แล้วตัวเองต้องการเป็นเจ้านายของราษฎร ไม่ต้องยกตัวอย่างไกลๆ ขอให้ดูจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งเป็นท้องถิ่นหนึ่งก็ได้ เห็นชัดมาก




 

Create Date : 13 กันยายน 2550    
Last Update : 13 กันยายน 2550 19:21:59 น.
Counter : 249 Pageviews.  

พลงดนตรีประวัติศาสตร์ ของ หลวงวิจิตรวาทการ

ีเมตตาถ่ายสำเนาต้นฉบับบทเพลงดนตรีประวัติศาสตร์ ของ หลวงวิจิตรวาทการ ส่งมาให้อ่าน เป็นต้นฉบับจากหนังสืองานศพเมื่อ 25 พฤษภาคม 2482 ก่อนเปลี่ยนชื่อสยามเป็นประเทศไทย (เมื่อ 24 มิถุนายน 2482) ราว 1 เดือน จะขอยกตอนต้นมาให้อ่านก่อน ดังต่อไปนี้

หัวข้อ "ประวัติศาสตร์โบราณ" มีว่า

ชาติเรามีสมัญญาว่าชาติไทย เป็นชาติใหญ่แต่โบราณนานหนักหนา

ภูมิลำเนาของเราแต่ก่อนมา อยู่ท่ามกลางพสุธาของเอเซีย

เมื่อชาติจีนรุกร้นร่นลงใต้ เข้าแย่งไทยทำกินถิ่นก็เสีย

จีนไล่ไทยเหมือนไฟไหม้ลามเลีย ไทยต้องเสียดินแดนแคว้นโบราณ

ถูกแย่งที่หนีร่นลงทางใต้ ไทยมาตั้งเมืองใหม่อย่างไพศาล

ชื่อน่านเจ้าอยู่ไปไม่ได้นาน จีนก็ตามรุกรานถึงทางนี้

เมื่อถูกรุกสุดสู้อยู่ไม่ได้ ไทยก็แตกแยกกันไปหลายวิถี

ไทยอิสาณเลื่อนลงโขงนที ไทยใหญ่หนีร่นมาอยู่สาละวิน

พวกไทยน้อยพลอยเลื่อนเคลื่อนลงมา อยู่แม่น้ำทั้งห้าทางทักษิณ

คือ ยม, น่าน, ปิง, วัง ตั้งทำกิน พวกไทยกลางยึดถิ่นเจ้าพระยา

หัวข้อ "สุวรรณภูมิ" มีว่า

ที่ตรงนี้กว้างขวางแต่ปางบรรพ์ ชื่อสุวรรณภูมิเป็นเมืองท่า

เรือสำเภาครั้งโบราณผ่านไปมา เป็นแหล่งค้าของเหล่าชาวชมพู

เคยมั่งคั่งมาแต่ครั้งพุทธกาล นามขนานว่ามีทองคำอยู่

จึงขึ้นชื่อลือเลื่องจนเฟื่องฟู ว่าแหลมทองคนรู้ทั่วกันมา

องค์พระเจ้าอโศกมหาราช ส่งพระสงฆ์มาประกาศพระศาสนา

พระโสณะอุตระทั้งสองมา ประกาศพจน์บรรพชาคนแดนนี้

ชื่อสุวรรณภูมิจึงกระเดื่อง เป็นแดนทองถิ่นผ้าเหลืองเรืองศักดิ์ศรี

อันวัตถุหลักฐานนั้นยังมี คือปฐมเจดีย์ที่บูชา

คนพื้นเมืองแถบนี้ครั้งกระนั้น ก็มีอยู่หลายพันธุ์หลายภาษา

ที่รุ่งเรืองขึ้นชื่อคือละว้า ตั้งอาณาจักร์ใหญ่ๆ หลายมณฑล

ต่างปกครองตั้งแคว้นแดนนคร เป็นหลักแหล่งถาวรไม่สับสน

ประกอบการเพาะปลูกทุกตำบล ประชาชนเป็นสุขอยู่ทั่วกัน

พุทธศกตกราวพันสี่ร้อย อำนาจขอมสูงลอยเป็นหลักมั่น

ขอมเข้ายึดดินแดนแผ่นสุวรรณ ปกครองกันอยู่ได้ไม่นานนัก

เพราะมีองค์มหาราชของพะม่า ชื่ออโนรธาผู้บุญหนัก

ยกกองทัพเข้ามาตั้งหวังพำนัก แต่ก็รักษาไว้ไม่ได้นาน

พอสิ้นบุญองค์พระอโนรธา อิทธิพลของพะม่าก็ถูกผลาญ

ขอมกลับมาครอบครองอยู่อีกนาน จึงได้มีของโบราณขอมมากมาย

สำเนาต้นฉบับมีหลายสิบหน้า ขอตัดมาให้อ่านกันแค่นี้ก่อน พรุ่งนี้จะยกมาให้อ่านต่อ

แต่ขอเกริ่นให้รู้ว่า ครูสถาพรจะยกวง Chamber music ของกรมศิลปากร ไปบรรเลงร้องเพลงดนตรีประวัติศาสตร์ชาติไทยชุดนี้ให้ฟังในท้องพระโรงวังท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากร ตอนบ่ายวันศุกร์ที่ 14 กันยายนนี้ เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ในงาน คนไทยเป็นใคร? มาจากไหน? กันแน่ เป็นพวกเดียวกับเนื้อเพลงของหลวงวิจิตรวาทการที่ยกมานี้ไหมหนอ?




 

Create Date : 13 กันยายน 2550    
Last Update : 13 กันยายน 2550 19:12:32 น.
Counter : 381 Pageviews.  

ชนชาติไทย มาแย่งดินแดนละว้า, มลายู ฯลฯ

คอลัมน์ สยามประเทศไทย

โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ



ถ้าเชื่อตามบทเพลงดนตรีประวัติศาสตร์ ของ หลวงวิจิตรวาทการ (พิมพ์เมื่อ พ.ศ.2482 ปีที่เปลี่ยนชื่อสยามเป็นประเทศไทย) ชนชาติไทยถอยหนีจากน่านเจ้าลงทางใต้เข้าถึงดินแดนละว้า, มลายู, ขอม, เขมร ฯลฯ แล้วต้องเป็นข้าทาสของขอม จนถึง พ.ศ.1800 ถึงได้ "ตีขอม" แล้วตั้ง "นครสุโขทัย" ขึ้น ดังบทเพลงดนตรีมีดังต่อไปนี้

พวกไทยน้อยเมื่อถอยจากน่านเจ้า ก็เดินเข้าเขตต์สุวรรณภูมิใหญ่

ตั้งเป็นถิ่นหลักฐานกันต่อไป ชื่อสิบสองจุไทยทางเบื้องบน

การเคลื่อนที่ของไทยไม่หยุดยั้ง เหมือนน้ำหลั่งไหลท่วมทุกแห่งหน

ไหลเข้าแดนขอมละว้ามาปะปน กล้าประจนสู้ภัยได้เขตต์ครอง

ชั่วเวลาราวห้าหกร้อยปี ไทยทวีเพิ่มเข้าเป็นเจ้าของ

เขตต์สุวรรณภูมิใหญ่ไทยเข้าครอง เหมือนน้ำนองท่วมทั่วทุกตำบล

แดนเขมรแดนละว้ามะลายู ไทยเข้าอยู่กำกับไม่สับสน

เลือดของไทยหลั่งไหลเหมือนสายชล เข้าปะปนเปลี่ยนเลือดละว้าเดิม

เลือดของไทยเข้าไปปนเขมร ทำให้เด่นเกียรติไทยได้ส่งเสริม

เลือดเขมรปนไทยไกลจากเดิม ไทยยิ่งเพิ่มเขมรกลายเป็นไทยแท้

สมัยเดียวกับพระอโนรธา ขุนบรมไทยกล้าอำนาจแผ่

ตั้งอาณาจักร์ใหม่ของไทยแท้ ชื่อลานช้างตั้งแต่ครั้งกระนั้น

เวลาล่วงมาได้อีกไม่ช้า ก็มีแคว้นลานนาขึ้นตั้งมั่น

เชียงแสนหลวงรุ่งเรืองเมืองสำคัญ หลักไทยมั่นรวมกำลังตั้งนคร

เริ่มสมัยสุโขทัย

ไทยข้างใต้ยังอยู่ในอำนาจขอม เราต้องยอมเป็นข้าเขาไปก่อน

ถึงปีพันแปดร้อยไทยน้อยจร เข้าตีขอมตั้งนครสุโขทัย

อันนานเดิมที่กระเดื่องของเมืองนี้ ชื่อ "สยามธานี" เป็นเมืองใหญ่

ครั้นเปลี่ยนนามมาเป็นกรุงสุโขทัย ชื่อ "สยาม" หายไปจากถิ่นเรา

เนื้อความในบทเพลงของหลวงวิจิตรฯ แสดงว่าดินแดนประเทศไทยทุกวันนี้มีเจ้าของเดิมตั้งแต่ดึกดำบรรพ์คือ ละว้า, มลายู, ขอม, เขมร, ฯลฯ (พวกชาตินิยมพยายามจะบอกว่าขอมกับเขมรเป็นคนละพวก) ชนชาติไทยไม่ใช่เจ้าของเดิม แต่เป็นพวกหนีลงมาจากทางเหนือ แล้วแย่งดินแดนของเจ้าของเดิมมาเป็นของตัวสืบจนทุกวันนี้

แนวคิดของหลวงวิจิตรฯคือต้นแบบประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยที่ใช้สืบต่อมานานตราบจนทุกวันนี้ มีใช้เป็นตำราในกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงวัฒนธรรม แต่พากันแกล้งลืมสิ่งที่หลวงวิจิตรฯบอกไว้ว่าชนชาติไทยมาแย่งดินแดนของเจ้าของเดิม เช่น มลายู ฯลฯ

คำถามมีว่าสังคมไทยปัจจุบันและอนาคตจะเขียนประวัติศาสตร์ของตัวเอง อย่างหลวงวิจิตรฯ หรืออย่างอื่นที่ต่างจากหลวงวิจิตรฯ โดยมีพยานหลักฐานยืนยันหลากหลายว่าบริเวณประเทศไทยเป็นของ "ประชาชาติ" หรือ "นานาชาติพันธุ์สุวรรณภูมิ" มาแต่ดึกดำบรรพ์ไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว คนไทยและความเป็นไทยก็เป็นส่วนหนึ่งของประชาชาติหรือนานาชาติพันธุ์สุวรรณภูมินั่นเอง




 

Create Date : 13 กันยายน 2550    
Last Update : 13 กันยายน 2550 19:07:46 น.
Counter : 352 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  

win_mma
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add win_mma's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.