Group Blog
 
All Blogs
 

ดัดสันดานใคร? ครูหรือนักเรียน

คอลัมน์ สยามประเทศไทย

โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ




ภาพเหตุการณ์ นักเรียนหญิง ม.4 โรงเรียนอุโมงค์วิทยาคม จังหวัดลำพูน ล้อมวงรุมทำร้ายรุ่นน้องผู้หญิง ม.3 จนได้รับบาดเจ็บ ต้องนอนโรงพยาบาลร่วมสัปดาห์ แถมยังถ่ายคลิปวิดีโอเก็บไว้ แม่เข้าแจ้งความตำรวจ ยืนยันเอาเรื่องถึงที่สุด (ภาพและคำบรรยายภาพจาก ข่าวสด ฉบับวันศุกร์ที่ 21 กันยายน 2550)

เด็กไม่ดีในทรรศนะของครูบาอาจารย์ก็จะดัดสันดานเด็ก ถ้าครูบาอาจารย์ไม่ดีจะดัดสันดานใคร? เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่มาก เพราะทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ทั้งครูบาอาจารย์ และนักเรียนนักศึกษามีปัญหาเรื้อรังระบาดถึงกันหมด จะขอคัดข่าวจากมติชน (หน้า 16 วันอังคารที่ 25 กันยายน 2550) มาให้อ่านดังนี้

นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ให้สัมภาษณ์ เมื่อวันที่ 24 กันยายน กรณี คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) มีแนวคิดการแก้ปัญหาความรุนแรงของเด็กในสถานศึกษา โดยนำเด็กที่มีปัญหาไปแยกปรับพฤติกรรมว่าไม่เห็นด้วย เพราะถือเป็นวิธีคิดทางลบ เพราะพฤติกรรมของทุกคนไม่เหมือนกัน ดังนั้น ต้องทำความเข้าใจ เช่น คำว่าเด็กเปรต เด็กเกเร ผู้เชี่ยวชาญเคยกล่าวว่า เด็กกลุ่มนี้หมายถึงเด็กที่มีพลังงานเยอะ ดังนั้น ถ้าเด็กได้มีโอกาสแสดงออก มีเรื่องศิลปะ ดนตรี และกีฬา เข้ามาเกี่ยวข้อง เด็กกลุ่มนี้ก็จะกลายเป็นคนที่สร้างสรรค์

"ทุกวันนี้กระบวนการเรียนรู้ของเราไม่ดีพอ ทั้งนี้ การจะจัดค่ายพฤติกรรมหรือทำโรงเรียนดัดสันดาน เป็นสิ่งที่ไม่ดี ถือเป็นการดูถูกคนๆ นั้นว่าสันดานไม่ดี" นพ.ประเวศกล่าว และว่า การแก้ไขปัญหาเด็กที่มีพฤติกรรมไม่ดีนั้น จะต้องเริ่มจากการมีกระบวนการเรียนรู้ที่ดี มีความคิดรอบคอบ ต้องแก้ไขด้วยความรัก ไม่ใช่การลงโทษ

ความรุนแรงของเด็กในสถานศึกษาไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เป็นผลจากสภาพแวดล้อมทางสังคมสนับสนุนให้เป็นอย่างนั้น เพราะครูบาอาจารย์ทุกระดับจนถึงมหาวิทยาลัย ไม่ได้น่าเคารพนับถือเหมือนแต่ก่อน หรือเหมือนที่ควรจะเป็น แม้แต่วิชาดนตรีและวิชาศิลปะ ก็กลายเป็นสิ่งที่ครูอาจารย์ใช้ "เซ็งลี้" เป็นที่รู้กัน

มหาวิทยาลัยบางแห่งทำตัวเหมือนนายหน้าค้าความรู้ ติง สกอ. ดูแลปลายทางขณะที่ สมศ. ประเมินแบบหลงทิศผิดประเด็น มีในคมชัดลึก (หน้า 12 วันอังคารที่ 25 กันยายน 2550) ว่า

ผศ.ดร.สุรวุฒิ ปัดไธสง รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาและประกันคุณภาพการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าวว่า ขณะนี้สังคมไทยบูชาปริญญาบัตร จึงเกิดปรากฏการณ์ปริญญานิยมขึ้น บนถนนสายต่างๆ จึงมีสถาบันการศึกษาเปิดสอนในสาขาวิชาต่างๆ โดยที่สถาบันไม่มีภูมิความรู้ในวิชานั้นๆ อาจารย์ประจำหลักสูตรและหลักสูตรในรายวิชาต่างๆ ก็ไม่มีเช่นกัน ที่เปิดสอนได้เพราะใช้วิธีเชิญอาจารย์จากภายนอกไปสอน สถาบันการศึกษาที่ดำเนินการในลักษณะนี้ ทำตัวเสมือนนายหน้าในการจัดการความรู้ จึงเห็นสถาบันการศึกษาเช่าพื้นที่ห้างสรรพสินค้าเปิดสอนในสาขาวิชาและคณะต่างๆ ตามถนนหนทางสถาบันการศึกษาก็เปิดสอน

"ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ดูแลแค่ปลายทาง และไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง รวมถึงสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) (สมศ.) ประเมินมหาวิทยาลัยบางเรื่องยังหลงประเด็น เช่น การประเมินงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในต่างประเทศ ทำไปเพื่อสนองตอบต่อประเทศ อุตสาหกรรม ขณะที่ไทยไม่ได้เป็นสังคมอุตสาหกรรมทั้งประเทศ ทำให้มหาวิทยาลัยหลงทิศทางน่าห่วง ซึ่งมหาวิทยาลัยจำนวนมากพยายามบริหารองค์กรเพื่อให้ผ่านเกณฑ์ สมศ.จนลืมความเป็นจริงในสังคมไทย" ผศ.ดร.สุรวุฒิกล่าว

สถาบันการศึกษาทุกระดับกลายเป็นแหล่ง "เซ็งลี้วิชาการ" รวมทั้งบรรดาที่อวดสอนดนตรีทั้งหลายก็ไม่เว้น อย่างนี้แล้วจะให้เด็กเยาวชนทั้งหลายคิดถึงอะไร ถ้าไม่ใช่กอบโกยเห็นแก่ได้อย่างรุนแรง แถมความรู้ประวัติศาสตร์ไทยยังให้แต่รณรงค์สงคราม "ไทยรบพม่า" (ลาว, เขมร, มลายู) ครูอาจารย์ไม่สนใจประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมท้องถิ่นที่หล่อหลอมให้รักชุมชนท้องถิ่นอย่างทะนุถนอม แล้วจะเหลือความสุภาพอ่อนน้อมที่ไหน?

นี่เราจะดัดสันดานใครดี?

หน้า 34




 

Create Date : 29 กันยายน 2550    
Last Update : 29 กันยายน 2550 10:21:19 น.
Counter : 202 Pageviews.  

ผู้พิทักษ์ความเป็นไทย และผู้ทรงภูมิเพี้ยนๆ

อลัมน์ สยามประเทศไทย

โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ




ความเป็นไทยไม่คงที่ ขึ้นอยู่กับความจำเป็นของกาละและเทศะ

"ความเป็นไทย" เป็นทั้งเครื่องมือเอาเปรียบเบียดเบียนและกำจัดฝ่ายตรงข้าม กับเป็นทั้งหลุมหลบภัยหรือเกราะกำบังจากความเปลี่ยนแปลงของโลกาภิวัตน์ ที่ตัวเองควบคุมไม่ได้ และไม่กล้าเผชิญหน้าความเปลี่ยนแปลงนั้น

อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนเรื่อง แปล-ปรับ-เปลี่ยน ในมติชนสุดสัปดาห์ แล้วสรุปตอนท้ายบอกอาการฟูมฟายถึงความเป็นไทยจากภาษาไทยว่า

"ภาษาอังกฤษถูกจับจองเป็นสมบัติของผู้ดีไทยอย่างเหนียวแน่น เพราะภาษาอังกฤษเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาแผนใหม่ ซึ่งเป็นระบบที่ไม่เปิดโอกาสให้คนนอกกลุ่มผู้ดีได้รับอย่างเท่าเทียม ภาษาอังกฤษในประเทศไทยจึงผูกพันอยู่กับผู้ได้เปรียบในระบบอย่างมาก

นักแปลหรือตัวกรองก็ถูกคัดเลือกออกมาจากกลุ่มนี้ จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม นักแปลได้กรองให้ภาษาอังกฤษที่แปลเป็นไทยแล้วเป็นภาษาที่เซื่องลง ในขณะเดียวกันก็พยายามกักกันภาษาอังกฤษในเมืองไทยไว้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับการประกอบอาชีพ (นับตั้งแต่เป็นไก๊ด์ไปจนถึงอ่านตำราฝรั่งออก) แต่ไม่ใช่สื่อสำหรับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ, สังคม, วัฒนธรรม และการเมือง

สถานการณ์ดังกล่าวนี้เริ่มเปลี่ยนไปนับตั้งแต่สิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่ออิทธิพลอเมริกาเข้ามาแทนที่อิทธิพลอังกฤษ มีคนหน้าใหม่ซึ่งไม่ได้สังกัดกลุ่มชนชั้นนำจำนวนมากที่ได้เรียนภาษาอังกฤษ หรือรู้ภาษาอังกฤษอย่างดี คนเหล่านี้เป็นผู้ "แปล" แนวคิดในภาษาอังกฤษออกเป็นไทย ทั้งในรูปภาษาหรือพฤติกรรมและระบบค่านิยม

เครื่องกรองภาษาอังกฤษที่ครั้งหนึ่งเป็นของผู้ดีเท่านั้น ถูกคนอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่ "ผู้ดี" แย่งไปใช้ อันทำให้สิ่งที่ไหลเข้ามาสู่สังคมไทยผ่านภาษาอังกฤษไม่ได้ถูกกรองด้วยวิธีเก่า สิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยถูกกรองไว้ในการแปล กลับไหลเข้ามาโดยไม่ได้กรอง

คำที่ไม่เคยมีในภาษาไทยถูกสร้างขึ้นใหม่ เพื่อให้ปลอดพ้นจากความหมายเก่า เช่น "ชายขอบ", "โครงสร้าง", "พื้นที่", "สมัชชา", "กระบวนทรรศน์" ฯลฯ

หลุมหลบภัยจากความเปลี่ยนแปลงที่คุมไม่ได้ของ "ผู้ดี" ในกระทรวงวัฒนธรรม, มหาวิทยาลัย, สื่อ และคณะรัฐประหาร จึงเหลืออยู่ที่เดียวคือภาษาไทยตามแบบแผนประเพณี และนั่นคือกระแสของการฟื้นฟูอนุรักษ์ภาษาไทยที่เราได้ยินหนาหูขึ้นในระยะสอง-สามทศวรรษที่ผ่านมา"

แต่เมื่อเขียนเรื่อง ชื่อเล่นจริงๆ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ สรุปตอนท้ายว่า "ความเป็นไทย" (หากมีสิ่งนี้อยู่จริง) ย่อมเป็นสังขตธรรม จึงตกอยู่ภายใต้อานุภาพของพระไตรลักษณ์ หาความเที่ยงแท้ไม่ได้ หาความคงทนถาวรไม่ได้ หาความเป็นแก่นสารตัวตนไม่ได้ "ความเป็นไทย" (หากมีสิ่งนี้อยู่จริง) จึงแปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัยต่างๆ ตลอดมาไม่เคยหยุดนิ่ง

"น่าเสียดายที่เรามีกระทรวงวัฒนธรรมเพียงเพื่อตราให้ความเขลา, ความล้าสมัย, ความสมยอม, ความสยบยอม คือ "ความเป็นไทย" อย่างสถิตสถาพร กระทรวงวัฒนธรรมจึงเป็นเพียงเครื่องมือแห่งอำนาจที่ฉ้อฉล ซ้ำร้ายกว่านั้นยังเป็นเครื่องมือที่น่าหัวแก่คนไทยทั่วไปเสียด้วย"

ช่องทางแก้ไขให้งานวัฒนธรรมของราชการไม่กลายเป็นขอนไม้ลอยเท้งเต้งกลางห้วงมหรรณพ ก็คือราชการต้องเลิกทำตัวเป็นผู้พิทักษ์สิ่งทั้งหลาย แล้วหันกลับมาร่วมกันแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แล้วเผยแพร่สู่สาธารณะไปพร้อมกัน โดยไม่หลงตนเป็นผู้ทรงภูมิอย่างเพี้ยนๆ เลอะเทอะ

หน้า 34




 

Create Date : 29 กันยายน 2550    
Last Update : 29 กันยายน 2550 10:18:59 น.
Counter : 241 Pageviews.  

เสียงค้าน "ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น" ไม่ถึง 120 ปี

โดย พนิดา สงวนเสรีวานิช




ร.7 ทรงฉลองพระองค์กิโมโนในโอกาสที่นายคิชิโร โอกุระ (ไม่มีหนวด) ถวายเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ พ.ศ.2467

วันพุธที่ 26 กันยายนที่จะถึงนี้ นับเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น

กล่าวคือ ย้อนกลับไปเมื่อ 120 ปีก่อน วันนี้คือวันเปิดศักราชแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างรัฐต่อรัฐอย่างเป็นทางการ

ครั้งนั้น สมเด็จกรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ เสนาบดีว่าการต่างประเทศสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 ลงพระนามใน "หนังสือปฏิญญาว่าด้วยทางพระราชไมตรีแลการค้าขายในระหว่างประเทศสยามกับประเทศญี่ปุ่น" ร่วมกับ นายชูวโซ อาโอกิ รองเสนาบดีว่าการต่างประเทศญี่ปุ่นในสมัยนั้น

นับแต่นั้นมาทั้งสองชาติได้เกื้อกูลอย่างต่อเนื่องเป็นรูปธรรมหนักแน่น สม่ำเสมอ และลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ ในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับพระราชวงศ์ รัฐบาล นักธุรกิจ ประชาชน ฯลฯ และครอบคลุมความสัมพันธ์ในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การท่องเที่ยว การศึกษา การค้นคว้าวิจัย ฯลฯ

เพื่อฉลองโอกาสอันสำคัญนี้ ภาครัฐและเอกชนของทั้งสองประเทศจึงร่วมมือกันจัดกิจกรรมต่างๆ ตลอดปี 2550 เพื่อสร้างเสริมมิตรภาพและความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างประชาชนของสองประเทศ นับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จากนั้นทยอยกันจัดงานมาเรื่อยๆ เช่น การแสดงนาฏศิลป์ที่เมืองโอซากา และที่เมืองโตเกียว

สำหรับวันที่ 26 กันยายน 2550 ซึ่งเป็นวันครบรอบความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น 120 ปี ไทยจะเปิด ศาลาไทย ที่สวนสาธารณะอูเอโนะ กรุงโตเกียว และญี่ปุ่น จะจัดงานแสดงคอนเสิร์ตที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

หนังสือปฏิญญาว่าด้วยทางพระราชไมตรีแลการค้าขายในระหว่างประเทศสยามกับประเทศญี่ปุ่น



เรอิโกะ ฮาดะ สตรีญี่ปุ่นซึ่งมาอยู่เมืองไทยกว่า 10 ปี เจ้าของงานเขียนเรื่อง "สายธารแห่งแดนดาวใต้ : เรื่องจริงของจารชนสตรีที่ถูกส่งมาเมืองไทย" ตั้งข้อสังเกตถึงการจัดงานฉลอง 120 ปีความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นในปีนี้ว่า

ถ้าจะนับกันจริงๆ แล้วความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ญี่ปุ่นไม่ถึง 120 ปี เหตุเพราะในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ญี่ปุ่นแพ้สงคราม สถานทูตญี่ปุ่นในประเทศไทยต้องปิดลง

ถือเป็นการสิ้นสุดความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างไทย-ญี่ปุ่น

"คุณทราบมั้ยว่ามีชาวญี่ปุ่นจำนวนเท่าไรในเมืองไทยขณะนั้น

พวกเขาเหล่านี้ถูกกวาดต้อนเข้าไปอยู่รวมกันในเรือลำหนึ่ง เพื่อเดินทางไปยังแคมป์บางบัวทอง แคมป์ซึ่งปกครองโดยชาวอังกฤษ ที่ชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 ครั้งนั้น ญี่ปุ่นต่อสู้กับสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา และประเทศไทยก็เป็นฐานทัพของกองทัพญี่ปุ่น

"แคมป์แห่งนี้ได้รับการจัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลไทยเพื่อเป็นสำนักงานชั่วคราว ถ้าสงครามลุกลามกลายเป็นการต่อสู้ครั้งใหญ่

"อย่างไรก็ตาม หลังจากสงครามสิ้นสุดลง และเป็นความโชคร้ายของชาวญี่ปุ่นที่ต้องเข้าไปอยู่ในแคมป์แห่งนั้น ขณะที่ชาวญี่ปุ่นในสหรัฐอเมริกาถูกส่งตัวไปยังแคมป์แมนซานาร์ แถบหุบเขาโอเวนส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย


"ฉันได้ทราบเรื่องราวมาจากชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งที่อยู่ในแคมป์บางบัวทอง เขาเล่าว่า..." เรอิโกะเริ่มต้นเล่าถึงเรื่องที่ได้รับฟังมา

"รัฐบาลไทยใจดีมาก ดูแลผู้ที่อยู่ในแคมป์เป็นอย่างดี รวมทั้งเรื่องอาหารการกินก็มีให้เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นข้าว เนื้อ ผัก และปลา ซึ่งตรงกันข้ามกับสภาพความเป็นอยู่ของชาวญี่ปุ่นในแคมป์แมนซานาร์"

หลังจากออกจากแคมป์ในปี พ.ศ.2489 ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ได้รับอนุญาตให้กลับประเทศของตนได้ ยกเว้นชาวญี่ปุ่นจำนวน 126 คนที่ยังคงอยู่ในเมืองไทย เช่น ผู้ถือใบอนุญาตให้พักอาศัยในไทยได้อย่างถาวร ผู้ที่มีอาชีพเป็นแพทย์ ศิลปิน วิศวกร และครู

กระทั่งปี พ.ศ.2493 ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาเซ็นสัญญาใน "สนธิสัญญาสันติภาพ" สถานทูตญี่ปุ่นจึงเปิดความสัมพันธ์อีกครั้งกับประเทศไทย นับจนถึงตอนนี้รวมแล้ว 56 ปี

เรอิโกะบอกว่า เธอรักเมืองไทยและมีความผูกพันกับเมืองไทยมาก ขณะเดียวกันเธอก็รู้สึกอิจฉาคนไทยที่ไม่เคยรู้สึกถึงความสูญเสียเหมือนอย่างคนญี่ปุ่น โดยเฉพาะในช่วงหลังสงครามที่ญี่ปุ่น แม้ว่าจะเซ็นสัญญาในสนธิสัญญาสันติภาพแล้วก็จริง แต่สัญญานั้นกลับปิดกั้นอิสรภาพทั้งหลายทั้งปวงของคนญี่ปุ่น

เธออธิบายถึงเงื่อนไขอันเนื่องมาจากสนธิสัญญาสันติภาพที่เซ็นขึ้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2488 ว่า นั่นหมายถึงญี่ปุ่นต้องยอมจำนนต่อสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา

"เป็นการเริ่มต้นการถือครองประเทศญี่ปุ่นโดยคนอเมริกัน ทุกอย่างเป็นไปภายใต้วิถีของอเมริกัน เราเรียกว่านโยบาย จี.เอช.คิว. (สำนักงานของนายพลแม็คอาเธอร์ในญี่ปุ่น)

"กระทั่งเดือนพฤศจิกายน 2489 มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย จี.เอช.คิว มีสาระสำคัญ คือ ไม่มีกองทัพอีกต่อไป-เป็นสันติประเทศ (ประชาธิปไตย), เปลี่ยนระบบกสิกรรมแบบเก่า, การศึกษาเป็นแบบใหม่โดยใช้ตำราแบบของอเมริกัน ฯลฯ

เดือนกันยายน 2494 มีการเซ็นสนธิสัญญาสันติภาพระหว่างญี่ปุ่นและอเมริกา ซึ่งสถานภาพนี้รวมไปถึงความมั่นคงของสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น

"สหรัฐอเมริกาควบคุมญี่ปุ่นด้วยสัญญาสันติภาพ แต่ในทางกลับกัน ญี่ปุ่นก็ต้องเชื่อฟังกองทัพอเมริกัน ปัญหาต่างๆ ยังคงดำเนินต่อไป

"แม้ว่าหลังจากที่เราเป็นอิสระแล้ว แต่ก็ยังดำเนินรอยตามนโยบายเตรียมความพร้อมทางทหารของอเมริกัน"

เรอิโกะย้ำว่า จะบอกว่าปีนี้เป็นปีครบรอบ 120 ปีความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นไม่ได้

เพราะญี่ปุ่นต้องปิดความสัมพันธ์กับไทยลงในปี 2488-2494 ฉะนั้น ถ้าจะนับระยะเวลาของความสัมพันธ์แล้วควรจะว่า 114 ปีจึงจะถูกต้อง

เธอบอกว่า การจัดงานครั้งนี้เพื่อฉลองความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ 120 ปี เธอไม่ได้ต่อต้าน แต่ลึกๆ แล้วยังอดรู้สึกไม่ได้ว่า

"ไม่จำเป็นต้องตีกลองฉลองกันเสียงดังขนาดนั้นก็ได้"

หน้า 34




 

Create Date : 29 กันยายน 2550    
Last Update : 29 กันยายน 2550 10:17:33 น.
Counter : 490 Pageviews.  

ขุนนางกรมท่าขวา พ่อค้ามุสลิม ควบคุม"การค้า"ทะเลอันดามัน ให้ราชอาณาจักรสยาม

คอลัมน์ สุวรรณภูมิสังคมวัฒนธรรม

ปรับปรุงและตัดทอนจากบทสรุปของ จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย




คำนำผู้เขียน ในการพิมพ์ครั้งที่ 1 เมื่อ พ.ศ.2546

แม้เรื่องราวเกี่ยวกับขุนนางสยามจะมีผู้ศึกษาค้นคว้าไว้มากพอสมควร แต่ก็ยังเป็นการศึกษาภายใต้กรอบวิชาการและหลักฐานเอกสารอันจำกัด ยิ่งเป็นการศึกษาเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของขุนนางต่างชาติด้วยแล้วก็ยังมีน้อยมาก เท่าที่มีอยู่ยังเน้นการศึกษาเป็นรายบุคคลทำให้ไม่อาจมองเห็นภาพต่อเนื่องเพียงพอที่จะอธิบายความเคลื่อนไหวภายในหน่วยงานหรือ บทบาทของกลุ่มการเมืองเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน

ผลงานเรื่อง "ขุนนางกรมท่าขวา" เรียบเรียงมาจากวิทยานิพนธ์เรื่อง "บทบาทและหน้าที่ของขุนนางกรมท่าขวาในสมัยอยุธยาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ (พ.ศ.2153-2435)" ซึ่งเป็นวิทยานิพนธ์ระดับดุษฎีบัณฑิตสาขาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา 2544

งานวิจัยได้ขยายขอบเขตการศึกษาเกี่ยวกับสถาบันขุนนางในระบบราชการสยาม โดยแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของบุคลากรที่บริหารงานและความเคลื่อนไหวภายในกรมท่าขวา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รวบรวมขุนนางตลอดจนผู้ชำนาญการชาวต่างชาติเอาไว้ในสังกัดเป็นจำนวนมาก

เรื่องราวที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาเกือบ 300 ปี สะท้อนความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ของหน่วยงานที่มีกิจกรรมอันสลับซับซ้อนที่สุดหน่วยงานหนึ่ง ทั้งยังช่วยให้เกิดแนวความคิดและมุมมองใหม่ๆสำหรับการศึกษาบทบาทหน้าที่ของขุนนางกลุ่มต่างๆ ที่มิได้ยึดโยงอยู่เฉพาะกรอบความคิดทางการเมืองเพียงส่วนเดียว แต่ยังขยายขอบเขตไปสู่ความเข้าใจในเชิงเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งกระบวนการปรับตัวภายในกลุ่มขุนนางสยามกลุ่มต่างๆ อีกด้วย

ในสมัยราชวงศ์ปราสาททอง การค้าของสยามในมหาสมุทรอินเดียเติบโตขึ้นมาก พ่อค้ามุสลิมโดยเฉพาะพ่อค้ามุสลิมเชื้อสายอินโด-อิหร่าน เข้ามามีบทบาทต่อการค้าต่างประเทศของสยาม โดยเป็นผู้ดำเนินการค้าทางทะเลระหว่างเมืองท่าในมหาสมุทรอินเดียกับเมืองท่าฝั่งตะวันตกของสยาม คือ ทวาย มะริด และตะนาวศรี ซึ่งกลายเป็นตลาดการค้าสำคัญในเขตอ่าวเบงกอลที่เชื่อมโยงไปสู่การค้าในเขตอ่าวไทย และทะเลตะวันออก พ่อค้ากลุ่มนี้ยังเป็นผู้เชื่อมโยงการค้าในแถบฝั่งตะวันออกเข้ากับฝั่งตะวันตกของสยาม

ประกอบกับในช่วงเวลานั้นราชสำนักของอิหร่าน และรัฐมุสลิมในอินเดีย ก็พยายามขยายอิทธิพลทางการค้าและการเมืองสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พ่อค้ามุสลิมจำนวนหนึ่งเข้ามารับราชการในฐานะผู้ชำนาญการด้านการค้า การคลัง ภาษีอากรและการเดินเรือ ทำให้คนกลุ่มนี้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในราชสำนักสยาม แต่เมื่อถึงในสมัยราชวงศ์บ้านพลูหลวง ขุนนางกรมท่าขวากลับมีบทบาทด้านการค้าที่ลดลงไปมาก เนื่องจากการค้าฝั่งตะวันตกซบเซาลงจากปัจจัยภายในและภายนอก ในขณะที่การค้ากับจีนกลับมีปริมาณเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ขุนนางกรมท่าซ้ายและชาวจีนมีบทบาทสูงต่อการค้าต่างประเทศของสยาม

แม้ว่าการค้าฝั่งตะวันตกจะกลับมามีความสำคัญอีกครั้งในรัชกาลที่ 2 และรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แต่เส้นทางการค้าได้เปลี่ยนไปใช้เมืองท่าในแหลมมลายูเป็นเส้นการค้าหลัก โดยมีพ่อค้าเอกชนชาวตะวันตก และชาวจีนเป็นผู้ประกอบการ บทบาทของขุนนางกรมท่าขวาที่มีต่อการค้าต่างประเทศของสยามจึงลดลง

จะเห็นได้ว่าบทบาทด้านการค้าของขุนนางกรมท่าขวาแปรผันไปตามกระแสการค้าของโลกที่เปลี่ยนแปลง ถึงแม้ขุนนางกรมท่าขวาจะพยายามปรับตัวเพื่อดำรงบทบาทด้านนี้เอาไว้แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก เนื่องจากการค้าต่างประเทศมีปัจจัยจากสถานการณ์ภายนอกที่สลับซับซ้อนและไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด



ในขณะที่การค้าต่างประเทศเป็นบทบาทที่ควบคุมได้ยาก แต่บทบาทด้านการติดต่อกับชาวต่างชาติโดยเฉพาะในส่วนการควบคุมกำลังพลกลับเป็นกิจกรรมที่ขุนนางกรมท่าขวาประสบความสำเร็จอย่างสูงในการบริหารจัดการ ทั้งยังเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ขุนนางกรมท่าขวาเข้ามาเล่นการเมืองและสามารถขยายอิทธิพลอย่างต่อเนื่องอยู่ในระบบราชการสยาม บทบาทเกี่ยวกับการควบคุมกำลังพลมุสลิมในสยามเป็นประเด็นที่ยังไม่เคยมีการอธิบายมาก่อน

ผลงานฉบับนี้แสดงให้เห็นว่าประชาคมมุสลิมในสยาม แม้จะเป็นกลุ่มกำลังพลต่างชาติที่มีบทบาทสูง แต่คนกลุ่มนี้มิได้มีความเป็นเอกภาพเนื่องมาจากมีความแตกต่างกันทางเชื้อชาติ นิกายศาสนา ภาษา และสังคมวัฒนธรรม ราชสำนักสยามได้อาศัยประโยชน์จากขุนนางมุสลิมเชื้อสายอินโด-อิหร่านสายตระกูลเฉกอะห(มัดซึ่งเป็นกลุ่มที่ใกล้ชิดและมีผลประโยชน์ร่วมกับราชสำนักในการบริหารจัดการด้านกำลังพลมุสลิม และชาวต่างชาติให้

ในสมัยราชวงศ์ปราสาททอง มุสลิมเชื้อสายอินโด-อิหร่านมีบทบาทสูงมากเนื่องจากคนกลุ่มนี้เป็นฐานพระราชอำนาจทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองให้กับสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง และสมเด็จพระนารายณ์ ขณะเดียวกันคนกลุ่มนี้ก็ยังมีความสัมพันธ์ทั้งโดยตรงและโดยอ้อมกับกลุ่มผู้มีอำนาจในอิหร่านและรัฐมุสลิมในอินเดียซึ่งช่วยสนับสนุนให้คนเหล่านี้มีความสำคัญอยู่ในราชสำนักสยาม

เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มมุสลิมอื่นๆ อย่างมุสลิมเชื้อสายจามและมลายูซึ่งเป็นประชาคมมุสลิมกลุ่มใหญ่ที่สุดในสยามแล้วจะเห็นได้ว่า มุสลิมกลุ่มจามและมลายูกลับมีบทบาททางด้านเศรษฐกิจและการเมืองน้อยกว่า เนื่องจากมุสลิมกลุ่มจามและมลายูเป็นพวกที่อพยพลี้ภัยเข้ามา หรือถูกกวาดต้อนเข้ามาเป็นเชลยสงคราม ไม่มีฐานอำนาจเพียงพอจะสนับสนุนให้ขึ้นมามีบทบาท อีกทั้งยังเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพน้อยในการเล่นการเมืองเมื่อเปรียบเทียงกับกลุ่มอินโด-อิหร่านสายตระกูลเฉกอะหมัดที่มีความเป็นนักการเมืองสูง

เมื่อถึงสมัยราชวงศ์บ้านพลูหลวง พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์นี้ทรงสนับสนุนขุนนางมุสลิมเชื้อสายอินโด-อิหร่านสายตระกูลเฉกอะห (มัดในกรมท่าขวา ให้มีบทบาทในการควบคุมประชาคมมุสลิมกลุ่มจามและมลายู เนื่องจากขุนนางสายตระกูลเฉกอะห (มัดเป็นกลุ่มขุนนางที่ใกล้ชิดและทรงไว้วางพระราชหฤทัย ขุนนางสายตระกูลเฉกอะห (มัดในกรมท่าขวาได้กลายเป็นบุคลากรสำคัญที่ราชสำนักสยามใช้ในการควบคุมกำลังพลมุสลิมในเขตวงราชธานีสืบเนื่องต่อมาจนถึงในรัชกาลที่ 4 บทบาทในการควบคุมประชาคมมุสลิมจึงเริ่มถูกท้าทายจากการต่อต้านของมุสลิมเชื้อสายจามและมลายู

มุสลิมเชื้อสายจามและมลายูในช่วงเวลานี้มีบทบาทเพิ่มมากขึ้นจากในสมัยอยุธยาเนื่องจากการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานของมุสลิมเชื้อสายจามและมลายูในบังคับของชาติตะวันตก คนกลุ่มนี้เป็นพวกที่มีอิทธิพลทั้งทางด้านเศรษฐกิจและด้านศาสนาโดยได้นำเอาแนวคำสอนของศาสนาอิสลามตามแบบนิกายสุหนี่ใหม่เข้ามาเผยแพร่ในหมู่มุสลิมเชื้อสายจามและมลายูในสยาม

มุสลิมในบังคับต่างชาติได้ช่วยกระตุ้นให้เกิดการรวมกลุ่มของมุสลิมเชื้อสายจามและมลายูในสยามจนเป็นผลให้คนเหล่านี้มีพลังเพียงพอจะเรียกร้องการปกครองชุมชนซึ่งเท่ากับเป็นการต่อต้านอำนาจปกครองของราชสำนักที่ผ่านทางกลุ่มขุนนางกรมท่าขวา แม้ข้อเรียกร้องจะได้รับการปฏิเสธจากราชสำนัก แต่กระแสต่อต้านในหมู่มุสลิมเชื้อสายจามและมลายูที่เกิดขึ้นในรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ก็เป็นเสมือนจุดเริ่มต้นอันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับนโยบายควบคุมประชาคมมุสลิมในเวลาต่อมา

นอกจากการอธิบายประวัติศาสตร์ที่เป็นประเด็นหลักที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ผลงานเรื่องนี้ยังได้ตอบคำถามและเพิ่มเติมประเด็นทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญอีกหลายประเด็น ได้แก่ การอธิบายถึงจุดเริ่มต้นและที่มาเกี่ยวกับบทบาทของกลุ่มขุนนางสายตระกูลบุนนาคซึ่งมีพัฒนาการมาจากการเล่นการเมืองของบรรพบุรุษที่เป็นมุสลิมเชื้อสายอินโด-อิหร่าน การอธิบายถึงพลวัตที่เกิดขึ้นในหมู่ขุนนางต่างชาติและศักยภาพของขุนนางต่างชาติกลุ่มต่างๆ รวมทั้งกระบวนการดูดกลืนชาวต่างชาติเข้าสู่ระบบบริหารราชการสยามด้วยการใช้กลไกของกฎหมาย ความสัมพันธ์ทางเครือญาติ และการให้ผลประโยชน์ตอบแทนด้านต่างๆ ดังกรณีตัวอย่างของขุนนางมุสลิมเชื้อสายอินโด-อิหร่านสายตระกูลเฉกอะห (มัดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งได้เปลี่ยนมาเป็นขุนนางชาวพุทธโดยสมบูรณ์ในฐานะกลุ่มขุนนางสายตระกูลบุนนาค

ผลงานเรื่องนี้ยังแสดงให้เห็นถึงการดำเนินนโยบายแบ่งแยกปกครองประชาคมต่างชาติโดยให้ชาวต่างชาติกลุ่มน้อยที่ต้องพึ่งพาอำนาจรัฐเป็นผู้ปกครองประชาคมต่างชาติกลุ่มใหญ่ ซึ่งแสดงให้เห็นจากการที่ราชสำนักสยามส่งเสริมให้มุสลิมกลุ่มที่นับถือนิกายชีอะห์ซึ่งเป็นมุสลิมกลุ่มน้อยในสยามเป็นผู้ปกครองพวกนิกายสุหนี่ในสยาม ประเด็นที่นำเสนอมาทั้งหมดนี้ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะได้มีการศึกษาและอภิปรายอย่างกว้างขวางเพื่อขยายมิติการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยในโอกาสต่อไป

สุดท้ายนี้ เรื่องราวของ "ขุนนางกรมท่าขวา" ได้สะท้อนถึงภาพความสลับซับซ้อนของเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่มีมุมมองอันหลากหลายและเต็มไปด้วยเหตุปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องอันจะเป็นบทเรียนสำหรับผู้คนยุคปัจจุบันได้ศึกษาเรียนรู้ เพื่อทำความเข้าใจตนเองและภาวการณ์ต่างๆ รอบตัวมากยิ่งขึ้น



วารสารอักษรศาสตร์

ฉบับแขกไทย-แขกเทศ ข้ามเขตความรู้

ปีที่ 36 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2550)

จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์ บรรณาธิการประจำฉบับ



บทบรรณาธิการ

ในบรรดาชนต่างชาติต่างภาษาในสังคมไทย "แขก" จัดเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งมีความหลากหลายมากที่สุด เหตุเพราะสังคมไทยได้จัดแบ่งแยก "แขก" แตกแขนงออกเป็นกลุ่มย่อยๆ ตามเชื้อชาติ ศาสนา ภูมิลำเนา หรือนิกาย อันที่จริงคำว่า "แขก" แต่เดิมนั้นมีความหมายในเชิงให้เกียรติเพราะแขกคือผู้มาเยือนและเป็นผู้ซึ่งเจ้าบ้านทั้งหลายพึงให้การต้อนรับ แต่กาลเวลาและอวิชชาทำให้คำว่า "แขก" แปรเปลี่ยนไปในทางที่แบ่งแยกหรือดูหมิ่นดูแคลน ที่เป็นเช่นนั้นเพราะคนในสังคมไทยขาดความรู้ความเข้าใจตัวตนของ "แขก" จึงมองว่าคนเหล่านี้แปลกแยกแตกต่าง ทั้งที่โดยความเป็นจริงไม่ว่าไทย จีน มอญ ลาว หรือแขกต่างก็เป็นสมาชิกในสังคมที่มีส่วนสร้างบ้านสร้างเมืองมาด้วยกันทั้งสิ้น

คำว่า "แขก" ในสังคมไทย หมายถึงชนต่างชาติซึ่งมีถิ่นฐานอยู่ทางดินแดนฟากตะวันตกของไทยซึ่งไม่ใช่ประเทศแถบตะวันตก ภายหลังก็รวมเอาบรรดามุสลิมที่ตั้งถิ่นฐานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไว้ในกลุ่มสมาชิกของ "แขก" ด้วยเหตุนี้ "แขก" จึงเป็นกลุ่มประชาชาติใหญ่โตซึ่งประกอบไปด้วยแขกที่ไม่ได้นับถืออิสลามอย่างแขกพราหมณ์ แขกอาร์มิเนีย และแขกซิกข์ กับแขกที่นับถืออิสลามหรือมุสลิม เช่น แขกจาม แขกชวา แขกมลายู และแขกเจ้าเซ็น เป็นต้น

หากพิจารณากันด้วยความเป็นธรรมแล้วจะเห็นว่าสังคมไทยรับเอาความรู้และภูมิปัญญาจากแขกมาตั้งแต่ยุคต้นของประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษา ศาสนา ความเชื่อ ศิลปกรรม ไปจนถึงภูมิความรู้อื่นๆ เช่น การรับพุทธศาสนาและภาษาบาลีจากแขกอินเดีย เมื่อถึงสมัยที่อิสลามรุ่งเรืองในเอเชียตะวันตกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชาวสยามได้ติดต่อค้าขายกับแขกเปอร์เซีย อินเดีย อาหรับ ชวา มลายู จาม ฯลฯ วัฒนธรรมแขกเข้ามาผสมกลมกลืนกับภูมิปัญญาเดิมของไทยก่อเกิดผลผลิตทางวัฒนธรรมหลายอย่างเป็นมรดกตกทอดจนคนรุ่นหลังต่างเข้าใจผิดว่าวัฒนธรรมเหล่านั้นเป็นของไทยแท้มาแต่เดิม

การที่แขกกลุ่มต่างๆ เข้ามาอยู่อาศัยร่วมกันในสังคมไทย ก่อให้เกิดการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดความหลากหลาย และการยอกรับในความหลากหลายซึ่งดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องในสังคมไทยมาเป็นเวลาช้านาน

วารสารอักษรศาสตร์ฉบับ "แขกไทยแขกเทศข้ามเขตความรู้" คือภาพสะท้อนความรู้เกี่ยวกับ "แขก" ในแง่มุมต่างๆ ครอบคลุมเรื่องราวของแขก (ในเมือง) ไทย และแขก (ในเมือง) เทศโดยนักวิจัยและนักวิชาการผู้สนใจศึกษาเรื่องของแขกต่างชาติต่างภาษาทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ

บทความทั้งแปดเรื่องน่าจะให้มุมมองและทรรศนะใหม่ๆ เกี่ยวกับเรื่องราวของ "แขก" ในหลากหลายมิติไม่ว่าจะเป็นแขกในเมืองไทยหรือแขกในเมืองเทศ ความรู้เหล่านี้แม้จะเป็นส่วนน้อยนิดในกระแสธารแห่งภูมิปัญญา แต่ก็น่าจะเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับสังคมไทยซึ่งจะหวนกลับมาพิจารณาความรู้ของกลุ่มชนที่มีความใกล้ชิดสังคมไทยมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง ขอขอบคุณผู้เขียนทุกท่านที่กรุณาสละเวลาและใช้ความอุตสาหะ กลั่นกรองความรู้มอบเป็นวิทยาทาน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าวารสารฉบับนี้จะช่วยขยายขอบฟ้าแห่งพุทธิปัญญาและช่วยสร้างความเข้าใจอันดีในสังคมปัจจุบันที่กำลังถวิลหาสันติภาพและภราดรภาพอันยั่งยืน



ขุนนางกรมท่าขวา

"ขุนนางกรมท่าขวา" เป็นงานวิจัยเกี่ยวกับบทบาทของขุนนางต่างชาติ โดยเฉพาะขุนนางมุสลิมในระบบราชการไทย โดยอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับกิจกรรมหลักของขุนนางกรมท่าขวาใน 2 ส่วน คือ กิจกรรมการค้าและการติดต่อกับชาวต่างชาติ และชี้ให้เห็นว่าขุนนางกลุ่มนี้มีบทบาทหน้าที่ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ ศาสนา และการต่างประเทศและการควบคุมกำลังพลชาวต่างชาติ ทั้งยังศึกษาวิเคราะห์กระบวนการด้านการค้าของไทย การควบคุมชาวต่างชาติกลุ่มต่างๆ รวมทั้งพลวัตที่เกิดขึ้นในหมู่ขุนนางต่างชาติที่มีความต่อเนื่องยาวนานกว่า 200 ปี

จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์

สถ.บ.(เกียรตินิยม) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

ศศ.ม.(สาขาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม) มหาวิทยาลัยศิลปากร

ปริญญาอักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผู้สนใจหนังสือวิชาการของคณาจารย์และนิสิตบัณฑิตศึกษา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โปรดติดต่อ โครงการเผยแพร่ผลงานวิชาการ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถนนพญาไท เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 โทร. 0-2218-4888 โทรสาร 0-2218-4899

หรือ

ศูนย์หนังสือแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถนนพญาไท เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 โทร.0-2218-7000 โทรสาร 0-2256-4441

หน้า 33




 

Create Date : 29 กันยายน 2550    
Last Update : 29 กันยายน 2550 10:15:12 น.
Counter : 1966 Pageviews.  

เลิกพิทักษ์วัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมคนไทยก็มีชีวิตงดงาม

คอลัมน์ สยามประเทศไทย

โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ




งานวัฒนธรรม โดย สวช. เริ่มคลำทิศทางถูกต้องเมื่อพิมพ์หนังสือประวัติศาสตร์แห่งชาติฯเล่มนี้ เมื่อตุลาคม 2549 แต่แล้วหมดหวัง เพราะคนกระทรวงนี้ไม่อ่าน



รั ฐบาลในระบอบทักษิณตั้ง กระทรวงวัฒนธรรม ขึ้นมา โดยไม่ฟังเสียงค้านอย่างมีเหตุผลและพยานหลักฐาน ถ้าผู้อื่นทำอย่างนี้บ้างจะถูกประณามว่า "เอาแต่ใจ" ไม่ฟังเหตุผลคนอื่น เมื่อคนมีเงินและมีอำนาจทำอย่างเดียวกันจะดูงดงาม และมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ทั้งๆ ที่สร้างปัญหามากมายมหาศาล ดังมีปรากฏการณ์ชัดเจน จนทุกวันนี้

ฉะนั้นงานวัฒนธรรมที่มีปัญหามิได้อยู่แค่หน่วยงานแห่งใดแห่งหนึ่ง เช่น สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) เท่านั้น หากมีในทุกหน่วยงาน เริ่มต้นที่ตัวกระทรวงลงไปถึงกรมกองทุกภาคส่วนนั่นแหละ จะว่าหน่วยใดหน่วยหนึ่งไม่ได้ เพราะล้วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันหมด เริ่มตั้งแต่ความหมายของคำว่า "วัฒนธรรม" ไปเลย จนถึงเนื้อหาสาระของ "ความเป็นไทย" ซึ่งจะเกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับ "ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย"

กระทรวงวัฒนธรรม โดย สวช. เริ่มต้นคลำทิศทางถูกแล้ว (ตอนเดือนตุลาคม 2549) เมื่อพิมพ์เผยแพร่เรื่อง ประวัติศาสตร์แห่งชาติ "ซ่อม" ฉบับเก่า "สร้าง" ฉบับใหม่ ของ อาจารย์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ และอาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม เพราะแท้จริงแล้วกระทรวงวัฒนธรรมต้องชำระสะสางประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยตั้งแต่แรกสถาปนากระทรวงในรัฐบาลระบอบทักษิณก่อน แล้วถึงจะพูดเรื่องอื่นๆ เข้าใจ เช่น ความเป็นไทย ภาษาไทย ฯลฯ จนถึงภูมิปัญญาไทย และความเป็นท้องถิ่น ทั่วประเทศ

หากไม่เข้าใจประวัติศาสตร์แห่งชาติอย่างมีพยานหลักฐานเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ ก็ไม่มีวันเข้าใจอย่างอื่นได้ แม้ตัวเองเป็นใคร? มาจากไหน? ก็ไม่รู้ และไม่เข้าใจ

มีผู้เขียนเสนอแนะและพูดท้วงติงเรื่องนี้มากมาย แต่ถูกข้าราชการสำนึกเจ้าขุนมูลนายขุนนางของกระทรวงและกรมกองนี้กล่าวหาว่าร้ายต่างๆ นานา เช่น เอาแต่ใจ, เอาแต่ความคิดเห็นของตนเป็นใหญ่, ฯลฯ แต่ที่พวกเขาลุแก่อำนาจสถาปนากระทรวงวัฒนธรรม แล้วทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่ถูกทำนองคลองวัฒนธรรมของมนุษย์ในโลก กลับไม่เสียหายและไม่ถูกตำหนิติเตียนจากใครเลย ทั้งๆ สร้างปัญหาทั้งกระทรวงตั้งแต่แรกสถาปนา

ทางแก้ไขเรื่องนี้มีมากหลายช่องทาง ล้วนดีทั้งนั้น แต่ทำยาก เพราะต้องเริ่มต้นที่ลด ละ เลิก สำนึกข้าราชการเจ้าขุนมูลนายขุนนางลงมากที่สุดก่อน ตรงนี้แหละยากที่สุด จนอาจถึงขนาดเป็นไปไม่ได้เลย

สมมุติว่าทำได้แล้ว ขั้นต่อไปให้เลิกเป็นผู้พิทักษ์วัฒนธรรม "ไทย" หลังจากนั้นถึงจะพูดเรื่องอื่นเข้าใจ

ตรงนี้จบแล้ว คือไม่มีวันทำได้ เลยไม่ต้องแนะนำอะไรอีกต่อไป




 

Create Date : 29 กันยายน 2550    
Last Update : 29 กันยายน 2550 10:13:58 น.
Counter : 224 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  

win_mma
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add win_mma's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.