Group Blog
 
All Blogs
 

ศาสนาผี ศาสนาพุทธ และพื้นที่แคบสุดของประเทศไทย อยู่ตำบลห้วยทราย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

พระพุทธรูปและจีวรพระสงฆ์ ได้แบบจากกรีก-โรมัน

บวชนาค ประเพณีพื้นบ้านของสุวรรณภูมิ ไม่มีในอินเดีย-ลังกา

ที่ยกมาเป็นชื่อเอกสาร ๒ เรื่องล่าสุดเพื่อเผยแพร่และแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้สู่สาธารณะ(ไม่สงวนลิขสิทธิ์)ของโครงการสถาบันสุวรรณภูมิ ในสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยศิลปากร แต่ไม่เอามาลงตรงนี้ เพราะเนื้อหายาวหลายหน้ากระดาษ A4 ขอให้ผู้ต้องการอ่านละเอียดเปิดดูเองในเว็บไซต์ //www.svbhumi.come-mail : sv@svbhumi.com

เรื่องอย่างนี้ คือพระพุทธรูปและจีวรพระสงฆ์กับบวชนาคที่ยกมา ไม่มีในประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย เพราะประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยไม่มีวัฒนธรรม(ในความหมายกว้างอย่างเคลื่อนไหว) และไม่มีสังคม(ของบรรพชนคนสุวรรณภูมิ) มีแต่สงครามและความรุนแรง

ยิ่งไปกว่านั้น ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย ไม่มีศาสนาผีที่เป็นระบบความเชื่อพื้นเมืองดั้งเดิมของคนสุวรรณภูมิมากกว่า ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว เช่น ผีฟ้า ผีมด ผีเม็ง ฯลฯ (ก่อนยุคพระพุทธเจ้า) ซึ่งเป็นบรรพชนคนไทยทุกวันนี้

ศาสนาผียกย่องผู้หญิงเป็นผู้มีอำนาจเหนือผู้ชาย จึงเรียก"แม่" แต่ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยเริ่มขึ้นด้วยศาสนาพุทธ ยกย่องผู้ชายให้ริบอำนาจผู้หญิงสืบถึงทุกวันนี้ ทำให้ผู้หญิงไม่มีพื้นที่ทางศาสนา เช่น บวชเป็นภิกษุณีไม่ได้ ครั้นย้อนกลับไปหาผีฟ้า ผีมด ผีเม็ง ก็ถูกรังเกียจเหยียดหยาม

สังคมปากว่าตาขยิบ เช่น ปากว่าไม่รังเกียจศาสนาอื่น ไม่รังเกียจความเชื่อระบบอื่น ฯลฯ แต่ตาขยิบแสดงออกซึ่งการดูถูกเหยียดหยาม แล้วรังแกให้เห็นเสมอ



ประวัติศาสตร์ไทย คือนิยายการเมือง

ประวัติศาสตร์ไทยเป็นนิยายอย่างหนึ่ง นิยายก็เป็นประวัติศาสตร์อีกอย่างหนึ่ง แต่คนส่วนมากหรือเกือบทั้งหมดถูกทำให้เชื่อว่าประวัติศาสตร์เป็นความจริงไม่มีข้อสงสัย โดยเฉพาะประวัติศาสตร์แห่งชาติของประเทศไทยที่เขียนโดยคนในการครอบงำและกำกับของรัฐ หรือใน"อำนาจรัฐ"ถูกสอนให้จำทำให้เชื่อว่าเป็นเรื่องจริงทั้งหมด

สื่อที่เผยแพร่ประวัติศาสตร์แห่งชาติก็เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง ทั้งๆ ที่ไม่จริง เช่น เผยแพร่ว่าพ่อขุนรามคำแหงกรุงสุโขทัย มีอำนาจเหนือรัฐปัตตานีจนถึงมลายู พวกปัตตานีมลายูมาอาศัยอยู่ในแผ่นดินของพ่อขุนรามคำแหง

เรื่องนี้มีพิรุธตั้งแต่ชื่อ"รามคำแหง" มีตัวตนจริงหรือเปล่า? ยังไม่พบหลักฐานที่พิสูจน์ได้จริง เว้นแต่มีในศิลาจารึกที่ไม่จริง เพราะอายุไม่ถึงยุคสุโขทัย แต่สำคัญกว่านั้นคือปัตตานีมลายูเป็นรัฐเอกเทศ เกิดก่อนยุคสุโขทัยเกือบพันปี เป็นตัวตนจริงของ"ศรีวิชัย"ที่ค้าขายข้ามคาบสมุทร ส่วนรัฐสุโขทัยเกิดขึ้นหลังจากนั้นนานมาก และมีขอบเขตทางทิศใต้แค่นครสวรรค์เท่านั้นเอง


อาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้มีส่วนสำคัญเขียนรายงานของคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ(กอส.) บอกว่าประวัติศาสตร์(แห่งชาติ)มีความเป็น"การเมือง" สูงกว่าเป็นข้อเท็จจริง แต่คนส่วนมากยึดเป็นความจริงเรื่องจริงทั้งหมด (กรุงเทพธุรกิจ หน้า ๑๕ วันอังคารที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙) ตรงนี้มีปัญหามาก เพราะสถาบันการศึกษาครูบาอาจารย์ส่วนมากจับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน ว่าประวัติศาสตร์แห่งชาติที่ใช้สอนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อ"การเมือง"ยุคล้าหลัง-คลั่งชาติเกือบทั้งหมด ส่งผลให้เกิดสำนึกความรุนแรง ก่อการวิวาทบาดหมางทั้งภายในคือย่ำยีกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นพลเมืองในประเทศไทย และภายนอกคือดูถูกดูแคลนเพื่อนบ้านที่ล้วนเป็นเครือญาติชาติภาษามาตั้งแต่ยุคสุวรรณภูมิ ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว



ภาพเก่าเล่าเรื่อง กรุงเทพฯและท้องถิ่นทั่วประเทศ

ภาพเก่าเล่าเรื่องมีความสำคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาทางภูมิสังคมวัฒนธรรมของชุมชนอันเป็นส่วนหนึ่งในท้องถิ่นของบ้านเมืองนั้นๆ ถ้าผู้ใฝ่ใจในกรุงเทพฯศึกษาจะร่วมด้วยช่วยกันแสวงหารูปเก่ามาเล่าเรื่องสู่กันฟัง ด้วยกลวิธีแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จะมีค่ามหาศาลนัก

ธัชชัย ยอดพิชัย ประจำกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม พบรูปเก่ากรุงเทพฯสมัยรัชกาลที่ ๔ เลยก๊อบปี้ส่งให้ดู มีข้อความบอกสั้นๆ ว่า

"ภาพถ่ายเก่ามองจากท้องสนามหลวงเห็นพระบรมมหาราชวัง และวังท่าพระ สมัยรัชกาลที่ ๔ ภาพนี้ผมได้ถ่ายมาจากนิทรรศการ "ภาพถ่ายโดยพระบรมราชานุญาต รัชสมัยรัชกาลที่ ๔ และรัชกาลที่ ๕" ที่จัด ณ โรงแรมคอนราด ถนนวิทยุ ในงานมีขายโปสการ์ดเก่า ๑๐ รูป ชุดละ ๕๐๐ บาท (ตอนผมไปดูขายหมดแล้ว เจ้าหน้าที่บอกว่าพิมพ์มาเพียง ๒,๐๐๐ ชุด)

รูปที่น่าสนใจคือ ภาพที่เห็นบริเวณวังท่าพระด้านที่ติดกับสนามหลวงนี้ ซึ่งผมยังไม่เคยเห็นมาก่อน (ไม่ได้ทำเป็นโปสการ์ด) ผมได้ถ่ายมาจากในงานซึ่งเพิ่งปิดนิทรรศการไปเมื่อ ๒ ก.ค. ๔๙ ครับ"


วังท่าพระ เป็นวังที่รัชกาลที่ ๑ โปรดให้สร้างพระราชทานเจ้าฟ้าเหม็น(โอรสพระเจ้าตาก) ซึ่งเป็น"หลานตา" ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มวังหน้าพระลานในพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ดังเห็นในรูปที่เอามาพิมพ์ประกอบ

ท่านผู้ใดจะอธิบายภาพเก่านี้เป็นอย่างอื่นอีกหรือไม่? เช่น ไม่ใช่รูปวังท่าพระ แต่เป็นวังอิน ฯลฯ ขอความกรุณาเขียนบอกด้วย หรือมีภาพเก่าเล่าเรื่องรูปอื่นๆ อีก ก็น่าจะร่วมกันเผยแพร่และแบ่งปันให้กว้างขวางทั่วประเทศ



พื้นที่แคบสุดของประเทศไทย อยู่ตำบลห้วยทราย

อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ไม่ใช่ด่านสิงขร เส้นทางขุนแผนซื้อม้าสีหมอก

พื้นที่แคบสุดของประเทศไทยกว้างเพียง ๑๑ กิโลเมตร (หรือ ๑๐.๙๖ กิโลเมตร) อยู่ที่ตำบลห้วยทราย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ส่วนที่แคบสุดของประเทศไทยแห่งนี้ เปรียบดัง"ประตูสู่ภาคใต้" ดินแดนคาบสมุทรแหลมทอง หรือแหลมมลายู

ด่านสิงขร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีพื้นที่กว้างราว ๑๖.๕ กิโลเมตร อยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่แคบสุดของประเทศไทย(ที่ตำบลห้วยทราย) มีความสำคัญเป็นเส้นทางข้ามคาบสมุทรไม่น้อยกว่า ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว หลังจากนั้นใช้เป็นเส้นทางคมนาคมการค้าและเส้นทางเดินทัพ ตั้งแต่ยุคทวารวดี-ศรีวิชัย ยุคกรุงศรีอยุธยา สืบจนยุคกรุงธนบุรี และยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ รวมทั้งเป็นเส้นทางที่ขุนแผนไปซื้อม้าสีหมอก หรือเป็นเส้นทางม้าสีหมอกจากอาหรับแล้วมาขึ้นบกที่เมืองมะริด-ตะนาวศรี จนเป็นพาหนะของขุนแผน

อาจารย์ทิวา ศุภจรรยา ผู้เชี่ยวชาญชุมชนเมืองโบราณในประเทศไทย (อดีตอาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) แนะนำว่าไม่ควรเขียนป้ายว่าด่านสิงขรเป็นพื้นที่แคบสุดในสยาม เพราะไม่ถูกต้องตามความจริง แต่ควรให้ความสำคัญด่านสิงขรในแง่ประวัติศาสตร์เส้นทางข้ามคาบสมุทรของสุวรรณภูมิ ที่มีความสำคัญสืบเนื่องตั้งแต่ยุคสุวรรณภูมิ ราว ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว ถึงยุคกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จะส่งผลให้เกิดการท่องเที่ยวมีภูมิสังคมวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนและยาวนานถึงลูกหลานไม่มีสิ้นสุด



นิธิว่า"วัฒนธรรมสำคัญกว่าความรู้"

"ศิลปวัฒนธรรม" เป็นคำผูกขึ้นใหม่จากภาษาสันสกฤต ๒ คำ คือ ศิลปะ (บาลีว่าสิปปะ) กับวัฒนธรรม (บาลีว่าวัฒนธัมม) โดยเลียนอย่างชื่อคอลัมน์และพื้นที่หน้าหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษในกรุงเทพฯว่า Art & Culture

คำศิลปวัฒนธรรมมีขึ้นจากปฏิกิริยาคัดค้านการเมืองและสังคมเผด็จการล้าหลัง-คลั่งชาติ ตั้งแต่เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ถึง ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ แล้วเริ่มแพร่หลายอย่างจริงจังเมื่อหลัง พ.ศ. ๒๕๒๒

ก่อนหน้านั้นคำว่าศิลปะ มีความหมายคับแคบในแวดวงเฉพาะงานจิตรกรรมและประติมากรรมของกระฎุมพี ที่ประกอบด้วยผู้ดี, ขุนนาง, พ่อค้า, และนักเรียนนอก ที่ยกย่องลักษณะปัจเจกโดยไม่เกี่ยวข้องกับไพร่บ้านพลเมืองชนชั้นรากแก้ว(ไม่ใช่รากหญ้าที่กินหญ้า) ส่วนวัฒนธรรมมีความหมายหยุดนิ่งเฉพาะวิถีของชนชั้นสูง เช่น ดนตรีไทย โขน ละคร ในประเพณีของราชสำนักและภาคกลางเท่านั้น โดยไม่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของไพร่บ้านพลเมือง"ชาวสยาม" ที่ประกอบด้วยคนหลายกลุ่มหลายเหล่าหลายเผ่าหลายพันธุ์ มีชาติภาษาต่างๆ เช่น ชวา-มลายู, มอญ-เขมร, ม้ง-เย้า, ทิเบต-พม่า ฯลฯ

นอกจากมีความหมายคับแคบและหยุดนิ่งแล้ว คำศิลปะกับวัฒนธรรมยังถูกจับให้แยกกันเด็ดขาด ทั้งๆ ในความจริงแล้ววัฒนธรรมครอบคลุมเชื่อมโยงวิถีชีวิตของคนที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับธรรมชาติตั้งแต่เกิดจนตาย ซึ่งมีงาน"ช่าง"รวมด้วย แต่งานช่างเหล่านี้ถูกเรียกให้แปลกแยกจากชีวิตและสังคมว่า ศิลปะ หรือ Art ยุคหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม ส่วนคำศิลปะก็มีรากเหง้าความหมายกว้างขวางรวมวิชาความรู้หลายสาขา แต่ถูกบีบให้เหลือแค่วาดรูปปั้นรูปเท่านั้น แม้วรรณคดี-อักษรศาสตร์ก็ถูกตัดขาดออกไปอยู่โดดเดี่ยวด้วย

ไอน์สไตน์บอกว่า "จินตนาการสำคัญกว่าความรู้" แต่อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ แย้งว่า"วัฒนธรรมสำคัญกว่าความรู้" (อ่านในหนังสือมหาวิทยาลัยเที่ยงวัน สำนักพิมพ์มติชน รวมพิมพ์ครั้งแรก มีนาคม ๒๕๔๙) ที่ผมขออนุญาตเอามาผนวกเข้าด้วยกันว่าวัฒนธรรมผลักดันให้เกิดจินตนาการที่สำคัญกว่าความรู้ ซึ่งเหมาะสมสำหรับสถาบันต่างๆ จะหยิบยกไปถกเถียงทักท้วงต่อไปข้างหน้าถ้าไม่รังเกียจ

อาจารย์วิรุณ ตั้งเจริญ และอาจารย์อำนาจ เย็นสบาย แห่งมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ รู้เรื่องนี้ดี ถึงจัดให้มีหลักสูตรศิลปศาสตรดุษฎีบันฑิต(ศิลปวัฒนธรรมวิจัย) และเชิญอาจารย์ทวีศิลป์ สืบวัฒนะ จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ไปดูแลใกล้ชิดขณะนี้

หน้า 24




 

Create Date : 04 สิงหาคม 2549    
Last Update : 4 สิงหาคม 2549 16:22:02 น.
Counter : 328 Pageviews.  

สายเพ็ชร ยนตรกิจ มังกรร้ายเมืองโผวเล้ง

จากแดนกันดารของจีนในวัยเยาว์ มาดิ้นรนต่อสู้ในเมืองไทย จนกลายเป็นเจ้าสังเวียนมวย ที่หาคนต่อกรไม่ได้... สายเพ็ชร ยนตรกิจ มังกรร้ายเมืองโผวเล้ง


ประวัติศาสตร์วงการมวยไทยได้บันทึกเรื่องราวการชกระหว่างมวยไทยกับชาวต่างชาติไว้หลายครั้ง นับตั้งแต่นายขนมต้มชกกับพม่า ต่อมาก็มีเรื่องหมื่นผลาญดัสกรชกกับนักมวยฝรั่ง จนมาถึงยุคสนามมวยเวทีสวนกุหลาบ ก็มีนายยัง หาญทะเล ชกกับนายจี๊ฉ่าง และนายไล่โฮ้ว มวยจีน นายทอง เอกบุศย์ ชกกับนายเกี่ยเหลียน เป็นต้น ซึ่งในขณะนั้นเป็นการชกกันในรูปแบบสไตล์ของตัวเอง จากนั้นมาก็มีชาวต่างประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เข้ามาชกกับนักมวยไทย ทั้งในแบบมวยไทยและมวยสากลอีกหลายครั้ง

ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งสนามมวยเวทีราชดำเนินได้เปิดการแข่งขันมาหลายปีแล้ว ได้มีเด็กจีนจากแผ่นดินใหญ่คนหนึ่งเดินทางเข้ามาเมืองไทย และได้ฝึกมวยไทย ขึ้นชกกับนักมวยไทย จนสามารถก้าวขึ้นเป็นนักมวยชั้นนำ ได้ครองตำแหน่งแชมเปี้ยนมวยไทยรุ่นเฟเธอร์เวทของเวทีราชดำเนิน จนได้รับฉายาว่า "มังกรร้ายเมืองโผวเล้ง" และเป็นตำนานเล่าขานกันมาจนปัจจุบันว่า เขาเป็นชาวจีนคนแรก (และเป็นคนเดียว) ที่ได้ครองตำแหน่งแชมเปี้ยนมวยไทย

ชื่อบนเวทีของเขาคือ "สายเพ็ชร ยนตรกิจ"
โดย: win [15 พ.ย. 48 11:20] ( IP A:58.8.186.101 X: )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 1
เลือดเป็นมังกร

สายเพ็ชรมีนามจริงว่า "ซอฮั่ง แซ่หลาย" เกิดบนผืนแผ่นดินใหญ่ ที่หมู่บ้านตระกูลหลาย เมืองโผวเล้ง วันเกิดของเขาตามปฏิทินจีนคือวันชิวอิด เดือนแปด ตรงกับปฏิทินสากลคือวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๔๗๕ เป็นบุตรคนโตของนายหล่งจ๋าย แซ่หลาย และนางอั่งย้ง แซ่พัว มีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๔ คน เป็นชายล้วน เมื่อเขาอายุได้เพียง ๑๐ ขวบ บิดาก็เสียชีวิตลง ต่อมาน้องที่ ๓ ก็ต้องเสียชีวิตไปอีกคน ส่วนน้องคนเล็กสุดญาติขอไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม อีก ๒ ปีต่อมาปู่ก็เสียชีวิตลงอีก ประกอบกับเวลานั้นเมืองโผวเล้งต้องประสบภัยแล้ง และที่ดินทำนาก็มีอยู่น้อย แม่จึงตัดสินใจพาเขากับน้องคนรองเดินทางมาตายเอาดาบหน้าที่เมืองไทย ซึ่งเวลานั้นตาและญาติผู้ใหญ่ทางฝ่ายแม่ได้เดินทางมาตั้งหลักแหล่งอยู่ที่เพชรบุรีก่อนหน้านี้หลายปีแล้ว

เวลานั้นสงครามโลกสงบลงแล้ว เขามีอายุราว ๑๒-๑๓ เท่านั้น ทั้ง ๓ แม่ลูกเดินทางโดยเรือสินค้ารอนแรมทะเลมานับเดือนจึงถึงเมืองไทย "ผมเกือบเลี้ยงปลาซะแล้ว" เขาเล่าถึงระหว่างทางที่เดินทางมา "มาเรือสินค้าต้องอยู่ใต้ท้องเรือ หน้าต่างก็ไม่มี มันร้อนจนทนไม่ไหว ผมเลยหนีขึ้นไปนอนบนดาดฟ้าเรือ แม่ก็ไม่รู้ ไม่ตกทะเลเลี้ยงปลาก็ดีแล้ว"

เมื่อเรือมาถึงก็ขึ้นกันที่ปากน้ำ เพราะคนมากมายเขาก็หลงกับแม่อีก แม่พาน้องไปด้วย จนต่างคนต่างขึ้นรถมาเจอกันอีกที่วังแดงอันเป็นศูนย์รวมของผู้โดยสารเรือ จากนั้นจึงเดินทางต่อไปราชบุรี ซึ่งคนนำพาจะได้จัดให้ขึ้นรถมุ่งสู่เพชรบุรีต่อไป แต่การเดินทางในสมัยนั้นล่าช้า ถึงราชบุรีก็ใกล้ค่ำ ต้องพักแรม เพราะเส้นทางไปเพชรบุรีนั้นเปลี่ยว มาถึงราชบุรีเขาก็ออกเดินดูบ้านเมืองซึ่งเป็นของแปลกใหม่ ที่นี่มีคนจีนด้วยกันมาถามเขาว่ามาจากไหน จะหาใคร เขาก็เลยถามหาคนแซ่หลายและแซ่พัวที่มาอยู่ที่นี่ ก็เลยได้รับความช่วยเหลือจากคนแซ่หลายหาที่พักแรมให้คืนหนึ่ง รุ่งเช้าจึงเดินทางไปเพชรบุรี และได้พบกับตาและพี่ชายน้องชายของตาที่ได้มาปักหลักทำมาหากินอยู่ที่นั่น

เมื่อตามาอยู่เมืองไทยก็ได้มีครอบครัวใหม่แล้ว เขาจึงอาศัยอยู่กับพี่ชายของตา และออกรับจ้างทำงานทุกอย่างโดยไม่เลือก ตั้งแต่รับจ้างหาบน้ำ ส่งเลือดหมู ส่งน้ำแข็ง ขายไอศกรีม ส่งไม้กระดาน ทำขนมเปี๊ยะ และเป็นลูกจ้างในร้านทำขนมจันอับ ในวัยเด็กเข้าสู่วัยรุ่นนี้คนหนึ่งที่ได้เกื้อกูลเขาเป็นครั้งคราวเสมอด้วยความเมตตาคือคุณผาด อังกินันทน์ (พ่อของคุณปิยะ อังกินันทน์ นักการเมืองชื่อดังของเพชรบุรี) ส่วนแม่กับน้อง เวลาต่อมาก็เข้ามากรุงเทพฯ โดยมาทำงานในร้านทำฟันของญาติ

สายเพ็ชรไม่มีโอกาสได้เข้าโรงเรียน แต่ด้วยการช่วยสอนของน้า (ลูกของตาที่เกิดกับภรรยาใหม่) ซึ่งมีอายุไล่เลี่ยกับเขา เขาก็พยายามจนอ่านหนังสืออย่าง "นกกางเขน" ได้ เมื่อโตขึ้นสนใจเรื่องมวยก็หัดอ่านจากหนังสือมวยเอาเองจนคล่องหนังสือไทย
โดย: win [15 พ.ย. 48 11:21] ( IP A:58.8.186.101 X: )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 2
ออกลายมังกร

สายเพ็ชรฉายแววนักสู้มาตั้งแต่เด็ก สนใจในกีฬาหมัดมวย เมื่อมาทำงานเป็นลูกจ้างก็เก็บเงินซื้อนวมมาซ้อมกับเพื่อนลูกจ้าง บางครั้งก็มีการชกต่อยกับพวกวัยรุ่นด้วยกัน ซึ่งบางคนก็เคยหัดมวยมาแล้ว เมื่อปิยะ อังกินันทน์ ซึ่งชอบพอกับเถ้าแก่ร้านจันอับที่เขาทำงานอยู่ มาเห็นเขาซ้อมเข้าบ่อยๆ รู้ว่าชอบ ก็เลยพาไปฝากค่ายมวย "ณ สายเพ็ชร" ของครูณรงค์ ฉายะสนธิ

เขาหัดอยู่ได้ไม่ถึงเดือน ก็พอดีกับมีงานประจำปีเขาวัง (ปี พ.ศ. ๒๔๙๕) ก็ได้ไปเที่ยวและขึ้นเปรียบมวยกับเขา ในการชกคราวแรกนั้น เขาใช้ชื่อว่า "กิมหั่ง ณ สายเพ็ชร" เพราะขณะนั้น "กิมหั่ง ศิษย์ผล" นักมวยกรุงเทพฯ เชื้อสายจีนกำลังมีชื่อเสียง ประกอบกับตัวเขาเองก็มีชื่อจริงว่า "ซอฮั่ง" ด้วย ("หั่ง" กับ "ฮั่ง" เป็นคำคำเดียวกัน แปลว่า "ยุทธ" ที่เขียนต่างกันนั้น เป็นเรื่องของการถอดเสียง ทำนองเดียวกับแซ่ "ไหล" กับแซ่ "หลาย" นั่นเอง)

สายเพ็ชร หรือ "กิมหั่ง ณ สายเพ็ชร" เปรียบได้คู่กับอำนาจ นฤภัย มวยอาชีพจากกรุงเทพฯ เขาเล่าถึงการชกครั้งนั้นว่า ตัวเองไม่ประสีประสาเลย พอขึ้นเวทีก็ลงนั่งคุกเข่าจะไหว้ครู จนพี่เลี้ยงต้องบอกว่า ต้องใส่นวมก่อน ผลการชกปรากฏว่าเสมอกัน ได้รางวัลมา ๑๗๕ บาท เขาเอาเงินจำนวนนั้นไปให้แม่ แต่แม่ไม่ยอมรับเพราะโกรธ และห้ามไม่ให้เขาริไปชกมวยอีก

เมื่อแม่ห้าม สายเพ็ชรจึงหยุด แต่ก็ยังคงฟิตซ้อมไปเรื่อยๆ เมื่อว่างงาน พอดีกับในช่วงนั้นเกิดไฟไหม้ใหญ่ในตลาดเมืองเพชร จึงมีการก่อสร้างตึกใหม่ๆ ขึ้นมาก เขาออกจากงานลูกจ้างร้านจันอับ ไปสมัครเป็นลูกมือช่างทาสี จึงมีเวลาฝึกซ้อมมวยมากขึ้นในเวลาหลังเลิกงาน

เขาว่างเว้นจากการขึ้นชกครั้งแรกไปหนึ่งปีเต็ม พอมีงานเขาวังในปี ๒๔๙๖ เขาก็ไปเปรียบมวยอีก "ผมไปในชุดช่างทาสีเลย" เขาเล่า "ไปกับเพื่อนชื่ออุสมาน เป็นแขก ไปเปรียบด้วยกัน" คู่ชกในวันนั้นของเขาชื่อ "สุธา" ซึ่งเขาเล่าว่า สุธานั้น "หาคู่ชกไม่ได้อยู่หลายวัน ผมก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร ประสาน ณ สายเพ็ชร มันก็ยุว่า เอาเลยฮั่ง ก็เลยขึ้นไปเปรียบทั้ง ๒ คน เป็นตี๋คนกับแขกคน สุธาเลือกเอาตี๋" พอเปรียบเสร็จ เพื่อนๆ จึงบอกเขาว่าคู่ชกของเขาคือ "สุธา นฤภัย" นักมวยผู้โด่งดัง เคยผ่านเวทีราชดำเนินมาแล้ว เมื่อเพื่อนถามว่าจะสู้เขาหรือ เขาก็ตอบว่า "ถ้ากูไม่สลบ กูสู้ ถ้ายังรู้สึกตัว กูไม่ยอม"

สุธาเป็นมวยรอจังหวะสอง "ถ้าชกแบบนี้ แพ้แน่นอน" เขาเล่า พอขึ้นยก ๓ เขาแกล้งเตะผิด สุธารุกเข้ามาหมายจะสวน แต่เขาดักด้วยหมัดเดียวจนสุธาร่วงลงไปให้กรรมการนับ "พอลุกขึ้นมา กรรมการบอกล้ม ๓ ครั้งจับแพ้ ผมเลยเข้าลุยใหญ่" เขาเล่าต่อ ผลปรากฏว่า เขาชกสุธาจนล้มลุกคลุกคลาน ลงไปกองกับเวทีถึง ๕ ครั้ง กรรมการจึงจับสุธาแพ้แบบเทคนิคเกิลน็อคเอ๊าต์ในยกนั้นเอง

ชกครั้งที่ ๒ แล้ว แม่เลยส่งให้เขาเข้าไปทำงานกรุงเทพฯ โดยเป็นลูกจ้างอยู่ร้านมวนบุหรี่ ย่านวัดสามปลื้ม มาอยู่ได้ไม่นานนักนักเลงเจ้าถิ่นก็เขม่น จนเกิดการท้ากันขึ้น เขาท้าชกกันตัวต่อตัว นักเลงผู้นั้นไม่ยอมสู้ แต่ให้ไปชกกับเพื่อนซึ่งเป็นทหารและตัวใหญ่กว่าเขาแทน เขาซ้อมเสียจนทหารผู้นั้นหน้าตาบวม เมื่อสู้ไม่ได้นักเลงผู้นั้นก็คอยดักจะแทงเขาด้วยกรรไกร แต่ก็มีคนห้ามปรามไว้ได้ แต่พอถึงกลางคืนก็ยกพวกมากันอีก เถ้าแก่เจ้าของร้านเห็นท่าจะไม่เป็นเรื่องจึงให้เขาออกจากงาน เขาจึงกลับเพชรบุรีอีกครั้ง ยึดอาชีพช่างทาสีต่อไป

เมื่อกลับไปถึงเพชรบุรีนั้นเป็นช่วงใกล้เทศกาลตรุษจีน เขาเลยไปเที่ยวพระพุทธบาทกับเพื่อนๆ แล้วก็ขึ้นเปรียบมวย ได้คู่ชกกับสัญลักษณ์ ศรีอยุธยา ในการชกคราวนี้เขาใช้ชื่อว่า "สุดใจ ณ สายเพ็ชร" เขาเตะท้องสัญลักษณ์ ๓-๔ ที สัญลักษณ์ก็ลุกไม่ขึ้น เป็นอันว่าเขาชนะน็อคไปในยกแรกนั้นเอง
โดย: win [15 พ.ย. 48 11:22] ( IP A:58.8.186.101 X: )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 3
มังกรผงาด

หลังจากการชกครั้งที่ ๓ พอดีกับผู้รับเหมาทาสีจากกรุงเทพฯ ที่เคยรับงานที่เพชรบุรี และคุ้นเคยกับเขาได้ชักชวนให้เขามาทำงานด้วยกันที่กรุงเทพฯ เขามาได้ไม่นาน ผู้รับเหมาอีกรายได้รับเหมางานทาสีในวังสวนจิตรลดา ก็ชักชวนเขามาทำงานด้วยอีก

ในหมู่เพื่อนร่วมงานนั้น มีอยู่คนหนึ่ง เมื่อเลิกงานตอนเย็นแล้ว ก็จะไปซ้อมมวยเสมอๆ เขาจึงสอบถามได้ความเพื่อนผู้นั้นเป็นนักมวยในชื่อ "ล้ำเลิศ ยนตรกิจ" เขาจึงขอให้เพื่อนพาไปสมัครที่ค่ายยนตรกิจด้วย ซึ่งอยู่แถววัดน้อยนพคุณ ไม่ไกลจากที่ทำงานนัก

เมื่อเพื่อนพามาถึงค่าย "เตี่ยตันกี้" ปรมาจารย์ของคณะยนตรกิจก็ให้เขาลองเตะกระสอบให้ดูต่อหน้านักมวยน้อยใหญ่ที่ซ้อมกันอยู่ แม้ทุกคนออกปากว่า "ไอ้นี่เป็นมวย" แต่เขาก็บอกว่า ไม่เป็น แต่เคยหัดมาบ้าง และชกมาเพียง ๓ ครั้ง เตี่ยตันกี้เห็นหน่วยก้านแล้วก็ตกลงรับเขาไว้ โดยให้ไปลงชื่อไว้กับชัยยุทธ ยนตรกิจ บุตรชายผู้ทำหน้าที่ดูแลจัดการค่าย ตั้งแต่นั้นมาเขาก็ได้รับการแนะนำชั้นเชิงการชกมวยจากรุ่นพี่ เช่น ทองใบ ยนตรกิจ และบาง ยนตรกิจ โดยกลางวันก็ไปทำงานทาสีตามปรกติ ตอนเย็นก็กลับมาซ้อมมวยและพักที่ค่ายยนตรกิจนั้นเอง

จนถึงงานประจำปีเขาวัง เพชรบุรี ทางคณะยนตรกิจก็มอบหมายให้เขานำเพื่อนนักมวยร่วมค่ายไปชกในงาน ในฐานะที่เขาคุ้นเคยกับเพชรบุรีมาก่อน เขาขึ้นชกในงานนี้ด้วย โดยยังคงใช้ชื่อสุดใจ ณ สายเพ็ชร เช่นเดิม เสมอกับสมชาย ลูกสุรินทร์

กลับมากรุงเทพฯ แล้ว ชัยยุทธ ยนตรกิจ ก็เสนอชื่อเขาขึ้นชกต่อไป ตามปรกติที่ค่ายยนตรกิจจะรับหนังสือมวยเป็นประจำ เขาก็ได้อาศัยหนังสือที่เขาชอบนี้เป็นที่ฝึกอ่านและติดตามข่าวไปด้วย เมื่อเห็นชื่อ "สายเพ็ชร ยนตรกิจ" อยู่ในหน้าหนังสือ และมีรายการชกที่เวทีราชดำเนิน ด้วยความสงสัย เขาก็ถามชัยยุทธว่า สายเพ็ชรเป็นใคร "ก็แกนั่นแหละ" ชัยยุทธตอบ "ผมงี้ใจวูบเลย ได้ชกราชดำเนินหนแรก" เขาเล่าอย่างสนุก คู่ชกของเขาคือหย่วน นฤภัย เพียงแค่ยกแรกเขาก็ใช้หมัดเคาะหย่วนจนลงไปชัก รายการต่อมาก็พบกับประเดิม กิ่งเพชร ผลก็คือประเดิมแพ้น็อคไปในยกแรกอีกคน จากนั้นเขาก็ถล่มสมพร พงษ์สิงห์ จนแพ้น็อคในยกแรกอีกเป็นรายที่ ๓

จากชัยชนะในยกแรกติดๆ กันถึง ๓ ครั้ง เขาก็ได้ขึ้นชกกับจักรวรรดิ์ พงษ์สิงห์ รองแชมเปี้ยนอันดับ ๗ รุ่นเฟเธอร์เวทของเวทีราชดำเนิน เขากระหน่ำทั้งหมัดและเท้าจนจักรวรรดิ์แพ้น็อคไปในยกที่ ๓ และก็ได้เข้าไปครองตำแหน่งรองแชมป์อันดับ ๗ แทนที่

จากนั้นมาสายเพ็ชร ยนตรกิจ ได้ขึ้นชกอีกประมาณ ๒๐ ครั้งโดยไม่เคยแพ้ใคร และเมื่อเขาชนะจเร ราชวัฏ รองแชมเปี้ยนอันดับ ๑ ได้ เขาก็มีสิทธิ์ท้าชิงแชมป์ของรุ่นได้โดยสมบูรณ์ ซึ่งขณะนั้นชูศักดิ์ ราชวัฏ เป็นผู้ครองตำแหน่งแชมเปี้ยนของรุ่นนี้อยู่ (เวลานั้นแต่ละรุ่นมีตำแหน่งแชมป์ของเวทีราชดำเนินเพียงเวทีเดียว จะนับว่าเป็นตำแหน่งแชมเปี้ยนแห่งประเทศไทยก็ได้)

ระหว่างการรอคอยที่จะขึ้นชิงแชมป์นั้นเอง ค่ายยนตรกิจก็จัดมวยยกทีมไปชกกับทีมลูกทักษิณที่จังหวัดยะลา โดยเขาจะต้องพบกับจุฬา ลูกทักษิณ เป็นคู่เอกของรายการ แต่ก่อนวันจะเดินทางเขาเกิดมีอาการเล็บหัวแม่เท้าขบทั้ง ๒ ข้างจนลงนวมซ้อมคู่ไม่ได้ และยังต้องนั่งรถไฟไปอีกหนึ่งวันกับหนึ่งคืน ไม่ได้หลับนอน พอขึ้นชกเพียงแค่ยก ๒ เขาก็หมดแรง ถูกจุฬาปล้ำฟัดตีเข่าจนแพ้คะแนน การแพ้ครั้งแรกในคราวนี้ทำให้เขาน้อยใจจนคิดจะเลิกอาชีพนี้ แต่ชัยยุทธ หัวหน้าค่ายห้ามไว้ เขาจึงลงมือฟิตซ้อมต่อไป

กลับจากยะลาแล้ว เขาขึ้นไปชกกู้ชื่อที่เวทีสุรนารี นครราชสีมา ชนะน็อคบวร สุรนารี ยกแรก และชนะน็อคบรรจง สุพรหม ในยกแรกอีกเช่นกัน

เมื่อกลับมาชกที่ราชดำเนินเขาได้ขึ้นชิงตำแหน่งแชมป์ที่ว่างลงกับจุฬา ลูกทักษิณ คู่ปรับเก่าซึ่งอยู่ในอันดับ ๑ ส่วนเขาเวลานั้นอยู่ในตำแหน่งรองอันดับ ๒

ที่ตำแหน่งว่างลงเพราะขณะนั้นชูศักดิ์ ราชวัฏ แชมเปี้ยนของรุ่นได้ขึ้นชกกับสิงหเดช สมานฉันท์ (หรือ รุ่งภาณุ) แล้วถูกกรรมการไล่ลง หาว่าชกสมยอม ชูศักดิ์จึงถูกปลดออกจากตำแหน่ง เมื่อตำแหน่งว่างลง รองแชมป์อันดับ ๑ กับอันดับ ๒ จึงต้องขึ้นพบกันเพื่อชิงตำแหน่งนี้

ในการชกกับจุฬาหนนี้ นอกจากจะเป็นการชิงตำแหน่งแชมเปี้ยนรุ่นเฟเธอร์เวทของเวทีราชดำเนินแล้ว ยังเป็นการชกแก้มือของสายเพ็ชรอีกด้วย เขาเล่าถึงการชิงตำแหน่งในวันนั้นว่า "ถึงวันชิง ผมงง ผมชกจุฬาล้มไป ๔ ครั้ง แต่กรรมการประเสริฐ บุญสม ไม่ยอมจับ ยังไงก็ไม่รู้ พอผมชกล้มครั้งที่ ๕ คราวนี้จับมือผมชูเลย ผมดีใจไม่นั่งเก้าอี้เลย พี่เสริม (ยนตรกิจ) เป็นพี่เลี้ยงบอก นั่งซิ ผมบอก นั่งทำไม ชนะแล้ว พี่เสริมบอกว่า ยังไม่ชนะ ระฆังช่วยไว้ตอนยกมือพอดี ผมเลยต้องชกต่อไปจนครบ ๕ ยก หนังสือพิมพ์ยังบอกเลยว่า ชกหนเดียวถูกชูมือ ๒ หน" เป็นอันว่าเขาชนะคะแนน แก้มือสำเร็จ และได้ตำแหน่งแชมเปี้ยนของรุ่นมาครอง

ปีนั้นตร
โดย: [0 3] ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 4
งกับ พ.ศ. ๒๔๙๘ เขาเป็นหนุ่มมีอายุได้ ๒๓ ปี เริ่มชกมวยอาชีพมาได้เพียงปีเศษ ถ้านับตั้งแต่ออกจากเมืองโผวเล้งบ้านเกิดมาก็เป็นเวลาถึง ๑๐ ปีแล้ว

สำหรับจุฬา ลูกทักษิณ ผู้นี้ ต่อมาก็ได้กลับมาเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งอีกครั้ง แต่ก็โดนสายเพ็ชรถล่มจนพ่ายแพ้กลับไปอีก หนสุดท้ายมีการแก้มือกันที่จังหวัดสงขลา และจุฬาก็พ่ายอีกเป็นหนที่ ๓ "ผมชกกับจุฬา ๔ ครั้ง ชนะ ๓ ครั้ง แพ้ ๑ ครั้ง" เขากล่าวถึงคู่ชกที่ได้ชกกันมากครั้งที่สุด "ตอนหลังมันไม่สู้ผมเลย กลัวหมัด เอาแต่ถอย ไม่สนุกเหมือนเก่าแล้ว"

พอได้แชมป์แล้ว คู่ชกก็เริ่มหายาก เขาจึงลงไปตะกั่วป่า ชนะน็อคชูศักดิ์ ราชวัฏ อดีตแชมเปี้ยนของรุ่นยกแรก แล้วน็อคฉลวย อุดมศักดิ์ ยก ๓ น็อคลิขิต วิถีชัย เจ้าของฉายา "ไอ้หมัดผีสิง" ยก ๓ จากนั้นก็ชนะเลิศลอย นักมวยจากพังงา และชนะยูโซ้ะ ม่วงดี ที่สุราษฎร์ธานี
โดย: win [15 พ.ย. 48 11:24] ( IP A:58.8.186.101 X: )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 5
จากมวยไทย เขาหันมาชกแบบสากลบ้าง โดยครั้งแรกกับฤทธิรงค์ เลิศฤทธิ์ ในกำหนด ๖ ยก การที่เขาต้องขึ้นชกกับฤทธิรงค์นี้ เป็นเพราะก่อนหน้านี้ศุภชัย พินธุวัฒนะ ได้ขึ้นชกอุ่นเครื่องกับฤทธิรงค์ แต่ถูกฤทธิรงค์เผาเครื่อง ทั้งๆ ที่ก่อนชกศุภชัยเป็นต่อถึง ๕๐ เอา ๑ ก็ไม่มีคนรอง ทางคณะเลิศฤทธิ์จึงท้าทายคณะยนตรกิจ ให้สายเพ็ชรลองมาชกแบบสากลกับฤทธิรงค์ดูบ้าง เมื่อชกกันจริง สายเพ็ชรก็เอาชนะฤทธิรงค์ได้แบบคะแนนห่างกันขาดลอย (ต่อมาฤทธิรงค์ขอแก้มือแบบมวยไทยที่เพชรบุรี แต่ก็แพ้สายเพ็ชรอีก)

ต่อมาเขาลงไปชกที่หลังสวน ก็ชนะคะแนนนำชัย ศ. ท่ายาง แล้วชนะชัยพร เมงรายมหาราช อย่างดุเดือด ขึ้นชกที่เวทีลุมพินีซึ่งตั้งขึ้นใหม่ ในรายการใหญ่ซึ่งมีประยุทธ อุดมศักดิ์ "ม้าสีหมอก" กับสามารถ ศรแดง "เชน" เป็นคู่เอก มีศรีสวัสดิ์ เทียมประสิทธิ์ กับเมฆดำ เลือดชาวฟ้า เป็นคู่รอง สายเพ็ชรขึ้นชกกับกิมหั่ง ศิษย์ผล นักมวยที่เขาเคยยืมชื่อไปใช้เมื่อขึ้นชกครั้งแรกที่เพชรบุรี ผลปรากฏว่าสายเพ็ชรเอาชนะคะแนนกิมหั่งได้อย่างดุเดือด จากนั้นจึงข้ามรุ่นไปเอาชนะสุรศักดิ์ บาร์โบส เจ้าของฉายา "ไอ้หมีดำ" ได้ แล้วมาชนะน็อคสุรัตน์ชัย ศ. บางคอแหลม ยก ๑ ไปชนะคะแนนรักเกียรติ ส.ส. (เกียรติเมืองยม) ที่หัวหิน เสมอกับสิงห์ ร.ส.พ. ที่ปราจีนบุรี ต่อมาชนะอมรศักดิ์ บาร์โบส และนกน้อย ท.ส. ทั้งหมดนี้เป็นสถิติส่วนหนึ่งแห่งชัยชนะของเขา อย่างไรก็ตามในระหว่างที่เป็นแชมเปี้ยนนี้ เขาพลาดท่าไปแพ้สรศักดิ์ บาร์โบส หนหนึ่งที่ลพบุรี การชกครั้งนี้เป็นการชกนอกรอบ

สายเพ็ชรขึ้นชกป้องกันตำแหน่งกับผู้ท้าชิงหลายคน เช่น ปฐมชัย ชมศรีเมฆ, กิมหั่ง ศิษย์ผล, สรศักดิ์ บาร์โบส สำหรับสรศักดิ์นี้ได้ขึ้นชิงตำแหน่งถึง ๒ ครั้ง ครั้งแรกเสมอกัน ครั้งที่ ๒ เขาก็ยังป้องกันตำแหน่งไว้ได้และแก้มือสำเร็จ โดยเอาชนะคะแนนสรศักดิ์ได้ และหลังจากที่เขาป้องกันตำแหน่งหนสุดท้ายกับอิศรศักดิ์ บาร์โบส แล้ว เห็นว่าไม่มีคู่ชกด้วย เพราะชนะมาหมดแล้ว อีกทั้งทางเวทีก็ห้ามมิให้แชมเปี้ยนมาชกชิงตำแหน่งในมวยรอบรุ่นต่างๆ อีกด้วย ทำให้ไม่มีโอกาสได้ขึ้นสังเวียนมากนัก เขาจึงตัดสินใจสละตำแหน่งแชมเปี้ยนมวยไทย และหันไปเอาดีทางมวยสากลดูบ้าง

ในการชกมวยสากล เขาเคยชนะฤทธิรงค์ เลิศฤทธิ์ มาแล้ว โลเป ซาเรียล จึงพาไปชกที่ฟิลิปปินส์ ครั้งแรกเสมอกัลลิตเติล ซีซาร์ รองแชมเปี้ยนโลก และชนะคะแนนอีมิน ทินเด อย่างขาดลอย

กลับมาเมืองไทย พันเอกเอิบ แสงฤทธิ์ (ยศในขณะนั้น) จัดให้ขึ้นชกที่เวทีลุมพินีกับยามารา จอมทรหดจากญี่ปุ่น เขาเป็นฝ่ายชนะคะแนน หนต่อมาที่เวทีราชดำเนินพบกับตานากา นักมวยญี่ปุ่นอีก และเขาชนะคะแนนอีก แต่หนที่ ๓ เขาต้องแพ้คะแนนแก่มิอูราที่เวทีลุมพินี เพราะต้องลดน้ำหนักมาก

หลังจากการชกครั้งนี้แล้ว สายเพ็ชรก็หยุดชกไปเกือบปี ในช่วงนี้เขาได้หมั้นหมายกับนางสาวเง็กลั้ง แซ่ลิ้ม สาวตำบลพรหมมะเดื่อ นครชัยศรี โดยผู้ใหญ่แนะนำให้รู้จักกัน

หลังจากการหมั้นหมายแล้ว เขาก็กลับมาอีกหนในแบบสากล หนนี้เขาถูกประกบให้ชกกับราชโอรส ลูกราชวัลลภ แต่แล้วในวันชกปรากฏว่าได้มีการจัดเอาสุพรชัย ร.ส.พ. (เจริญเมือง) นักมวยรุ่นน้องจอมทรหด เจ้าของฉายา "แรดดง" ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าอยู่ในรุ่นไลท์เวท มาชกแทน ผลการชกก็คือสายเพ็ชรได้ชัยชนะในแบบคะแนน

เขาได้รับค่าตัวในการชกคราวนี้เพียง ๖๐๐ บาท "ผมเลยเลิกชก" เขากล่าวถึงการประกาศแขวนนวมหลังจากการชก "มันไม่คุ้มค่าบำรุงร่างกาย"

สายเพ็ชร ยนตรกิจ ประกาศแขวนนวมในปี ๒๕๐๓ ตลอดชีวิตการชกมวยประมาณ ๕๐-๖๐ ครั้งของเขา เขาแพ้เพียง ๓ ครั้ง คือมวยไทยแพ้แก่จุฬา ลูกทักษิณ และสรศักดิ์ บาร์โบส ซึ่งเขาก็สามารถแก้มือได้สำเร็จทั้ง ๒ คน ในส่วนมวยสากลนั้น เขาแพ้แก่มิอูรา และไม่ได้กลับมาชกกันอีก เพราะเขาประกาศอำลาเวทีสังเวียนแล้ว

เพราะฝีมือของเขานั่นเอง หนังสือพิมพ์หมัดมวยในเวลานั้นจึงตั้งฉายาให้เขาว่า "มังกรร้ายเมืองโผวเล้ง" ทำนองเดียวกับที่วิหค เทียมกำแหง เคยได้ฉายา "ปักษาร้าย" มาแล้ว ก่อนหน้านี้นับด้วยสิบปี

หลังจากเลิกชกมวยแล้ว สายเพ็ชร ยนตรกิจ หรือนายซอฮั่ง แซ่หลาย ก็หันกลับไปจับอาชีพเดิม คือเป็นช่างทาสี จนมีกิจการรับเหมามีฐานะเป็นปึกแผ่น บุตรชาย-หญิงทั้ง ๓ คน ก็ได้ร่ำเรียนและมีงานทำกันทุกคน

จากวัยเด็กมาจนถึงวัย ๗๒ ปี "มังกรร้าย" ผู้มาจากเมืองโผวเล้งไม่ได้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดของเขาอีกเลย ทุกวันนี้เฉพาะตัวเขาเองยังคงถือใบต่างด้าวอยู่ ด้วยเหตุผลว่า เขาต้องการเสียภาษีในส่วนนี้เป็นการตอบแทนบุญคุณประเทศไทยที่ได้มาพักพิงอาศัยอยู่เป็นเวลายาวนาน

เมื่อถูกถามถึงน้ำหนักหมัดอันหนักหน่วงที่เขาสามารถน็อคคู่ต่อสู้ได้คนแล้วคนเล่า และคำแนะนำเกี่ยวกับการชกมวยนั้น เขาให้คำแนะนำสั้นๆ ว่า หมัดจะหนักหรือไม่นั้นอยู่ที่คนต่อย คนต่อยต้องกล้าต่อยอย่าง
โดย: [0 3] ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 6
มั่นใจ ถ้าไม่กล้าจะเสียจังหวะ ชกได้แค่ครึ่งหมัด ซึ่งจะไม่มีผลเด็ดขาด ถ้าจะมีผลบ้างก็เพียงบางจังหวะเท่านั้น




 

Create Date : 17 ธันวาคม 2548    
Last Update : 28 พฤษภาคม 2549 16:26:43 น.
Counter : 911 Pageviews.  

ประวัติศาสตร์ กีฬามวยไทย

มนุษย์รู้จักคำว่า “ต่อสู้” ตั้งแต่มนุษย์เริ่มเกิดลืมตามาดูโลก ต้องต่อสู้กับทุกสิ่งทุกอย่างรอบ ๆ
ตัวเอง และแม้แต่กับตัวเองก็มิได้ละเว้นจะต้องสู้ กับธรรมชาติและภัยของธรรมชาติ
สัตว์ป่าที่มุ่งร้ายหมายชีวิต หรือที่มนุษย์มุ่งจะเอาชีวิตเพื่อนำมาเป็นอาหารสำหรับยังชีวิต
แต่ในบางครั้งมนุษย์ก็ต่อสู้กันเอง เพื่อสิทธิในการครอบครองเป็นเจ้าของ เพื่อเสรีภาพ เพื่อป้องกันตนเอง
หรืออื่น ๆ การต่อสู้ดังกล่าวอาจจะต้องใช้กำลังกายกำลังใจ และกำลังความคิดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

มนุษย์จะต่อสู้เพื่อวัตถุประสงค์ใดก็แล้วแต่จุดมุ่งหมายสูงสุดของการต่อสู้
ความอยู่รอดของชีวิตจากการต่อสู้ มนุษย์ก็ได้พยายามคิดค้นวิธีการต่อสู้
เพื่อป้องกันให้ถึงแก่ชีวิตได้ภายในระยะเวลาอันสั้น
หรือเมื่อทั้งสองฝ่ายมีอาวุธคู่มือการทำร้ายกันก็ทำได้ลำบากต่างก็ต้องเกรงซึ่งกันและกัน
มนุษย์ก็พยายามใช้ความคิดที่จะหาหนทางเอาชนะ เอาชีวิตของคู่ต่อสู้ให้ง่ายและรวดเร็ว
ป้องกันชีวิตตนเองให้ปลอดภัยมากขึ้นพยายามคิดค้นศึกษา ทดลอง
ดัดแปลงแก้ไขเพื่อหาแนวทางที่จะต่อสู้และป้องกันตัวทั้งที่มีอาวุธและไม่มีอาวุธ
ทำให้เกิดศิลปะการต่อสู้และป้องกันตัวขึ้นมา

มนุษย์ได้พยายามคิดค้นการต่อสู้มือเปล่าเพื่อให้ตนเองปลอดภัยจากสิ่งรอบข้าง
โดยใช้อวัยวะของร่างกายเป็นอาวุธเข้าต่อสู้ เช่น มือและเท้า
กำหนดระเบียบแบบแผนมีหลักเกณฑ์ในการต่อสู้สิ่งต่าง ๆ รวมกันเรียกว่า “มวย”

บรรพบุรุษมีความเฉลียวฉลาดในการคิดค้น ดัดแปลงและพลิกแพลงในการใช้อวัยวะทุกส่วนของร่างกาย เช่น มือ,
เท้า, เข่า, ศอก และศีรษะเข้าต่อสู้ป้องกัน ปิดป้องส่วนที่อ่อนแอของร่างกายได้เป็นอย่างดี
วิธีการต่อสู้และป้องกันตนเองของไทย ซึ่งจะหาการต่อสู้ของชาติอื่นมาเทียบไม่ได้
การต่อสู้มือเปล่าของไทยเป็นศิลปะแห่งการต่อสู้ประจำชาติ เรียกว่า “มวยไทย”

มวยไทยเป็นศิลปะของการต่อสู้ป้องกันตัวได้จริงสามารถนำไปใช้ได้ทั้งในการต่อสู้และในการกีฬา
ศิลปะประเภทนี้บรรพบุรุษ ของชาติไทยใช้อบรมสั่งสอนสืบทอดกันมาให้ดำรงอยู่ตลอดไป
บรรดาชายฉกรรจ์จะได้รับการสั่งสอนฝึกฝนศิลปะประเภทนี้อย่างชัดเจนทั้งสิ้น การใช้อาวุธรบสมัยโบราณ เช่น
กระบี่ กระบอง ดาบ ง้าว ทวน ฯลฯ นักรบไทยจะนำไปประกอบการต่อสู้ที่มีชั้นเชิงสูง เดิมมักจะฝึกสอน
กันเฉพาะบรรดาเจ้านายชั้นสูงนับตั้งแต่พระมหากษัตริย์และขุนนางฝ่ายทหารเท่านั้น
ต่อมาจึงแพร่หลายไปถึงสามัญชน ได้รับการถ่ายทอดวิทยาการ จากครูอาจารย์ ซึ่งเดิมเป็นยอดทหารขุนพล
ยอดนักรบของชาติมาแล้วได้ละเพศฆราวาสเข้าสู่เพศบรรพชิต พยายามถ่ายทอดวิทยาการให้แก่ศิษยานุศิษย์
และสืบเนื่องมาจากไทยมีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ
ครูอาจารย์ที่สอนอยู่ในเพศบรรพชิตจึงทำให้มวยไทยกับศาสนาพุทธมีความสัมพันธ์กันจนแยกไม่ออก
ซึ่งจะสังเกตได้จากก่อนการชก นักมวยจะมีการไหว้ครู ร่ายมนต์คาถาตามร่างกายก็มีเครื่องรางของขลัง เช่น
ผ้าประเจียดรัดแขน หรือ มงคลสวมศีรษะ เป็นต้น

มวยไทยเริ่มขึ้นในสมัยใดไม่ปรากฏ และไม่มีหนังสือเล่มใดเขียนไว้ว่าเกิดขึ้นในสมัยใด
แต่เท่าที่ได้ปรากฏนั้น มวยไทยได้เกิดขึ้นมานานแล้ว และอาจเกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับชาติไทยด้วยซ้ำ
เพราะมวยไทยนั้นเป็นศิลปะประจำชาติของไทยจริงๆ ยากที่ชาติอื่นจะเลียนแบบได้

มวยไทยในสมัยก่อนจะมีการฝึกฝนอยู่ในบรรดาหมู่ทหาร
เพราะในสมัยก่อนไทยได้มีการรบพุ่งและสู้รบกันกับประเทศเพื่อนบ้านบ่อย ๆ
การสู้รบในสมัยนั้นยังไม่มีปืนจะสู้กันมีแต่ดาบทั้งสองมือและมือเดียว
เมื่อเป็นเช่นนี้การรบพุ่งก็ต้องมีการประชิดตัว คนไทยเห็นว่าการรบด้วยดาบนั้น
เป็นการรบพุ่งที่ประชิดตัวมากเกินไป บางครั้งคู่ต่อสู้อาจจะเข้ามาฟันเราได้ง่ายขึ้น
ทำให้แพ้คู่ต่อสู้ได้

ต่อมาเมื่อในหมู่ทหารได้รับการฝึกถีบ เตะแล้ว มีผู้คิดว่าทำอย่างไรเราจึงจะใช้การถีบ
และเตะนั้นมาเป็นศิลปะสำหรับการต่อสู้ด้วยมือได้
จึงได้มีผู้ที่คิดจะฝึกหัดการต่อสู้ป้องกันตัวสำหรับการใช้แสดงเวลามีงานเทศกาลต่าง ๆ ไว้อวดชาวบ้าน
และเป็นของแปลกสำหรับชาวบ้าน เมื่อเป็นเช่นนี้นาน
เข้าชาวบ้านหรือคนไทยได้เห็นการถีบ-เตะอย่างแพร่หลายและบ่อยเข้า
จึงทำให้ชาวบ้านมีการฝึกหัดมวยไทยกันมากจนถึงกับตั้งเป็นสำนักฝึกกันมากมาย
แต่สำนักที่ฝึกมวยไทยก็ต้องเป็นสำนักดาบที่มีชื่อดีมาก่อนและมีอาจารย์ดีไว้ฝึกสอน
ดังนั้นมวยไทยสมัยนั้นจึงฝึกเพื่อมีความหมาย 2 อย่างคือ
1. เพื่อไว้สำหรับสู้รบข้าศึก
2. เพื่อไว้ต่อสู้ป้องกันตัว
อาณาจักรน่านเจ้า
พ.ศ.1291 พระเจ้าพีล่อโก๊ะ ได้รวบรวมอาณาจักรไทยขึ้น เรียกว่า อาณาจักรน่านเจ้า
และมีกษัตริย์ที่เข้มแข็งปกครองอยู่นาน ไทยต้องทำสงครามกับจีนอยู่ตลอดเวลา บางครั้งก็เป็นมิตร
บางครั้งก็เป็นศัตรูกัน ในสมัยนั้นมีการฝึกใช้อาวุธบนหลังม้า รู้จักใช้หอก ใช้ง้าว
ในสมัยล้านนาไทยได้มีวิชาการต่อสู้ป้องกันตัว และวิชาเจิ้ง (การต่อสู้แบบจีนชนิดหนึ่งคล้าย ๆ มวยจีน)
การรบเพลงอาวุธและตำราพิชัยสงคราม จะสังเกตเห็นว่าการต่อสู้ในสมัยนี้ส่วนมากจะใช้อาวุธ
เพราะเป็นการต่อสู้เพื่อเอกราช การต่อสู้ด้วยมือเปล่าก็มีอยู่บ้าง แต่ส่วนมากจะใช้ระยะประชิดตัว
และนิยมการเลียนแบบจากจีน
สมัยกรุงสุโขทัย

พ.ศ. 1781 – 1921 ในสมัยสุโขทัยนี้การต่อสู้ด้วยมือเปล่าด้วยวิชามวยไทยก็มีใช้อยู่ในการต่อสู้กับข้าศึก
ส่วนใหญ่ก็ยังใช้อาวุธชนิดต่าง ๆ เพื่อการกอบกู้ประเทศชาติ
สถานที่ที่เป็นสำนักประสิทธิ์ประสาทวิชามวยไทยแบ่งออกเป็น
1. วัด จากครูอาจารย์ที่บวชเป็นพระภิกษุและมีฝีมือในการต่อสู้
2. บ้าน จากผู้มีความรู้เป็นผู้ถ่ายทอดวิชามวยไทยให้กุลบุตร กุลธิดาที่สนใจ
3. สำนักราชบัณฑิต ให้เรียนวิชาการต่อสู้ป้องกันตัว มีการใช้อาวุธบนหลังม้า ช้าง วัว ควาย


นอกจากนี้ยังมีการละเล่นพื้นเมือง เช่น ระบำ รำ เต้น กีฬาว่าว
จากพงศาวดารโยนกพูดถึงเรื่องการล่าสัตว์ว่า
พระเจ้าเม็งรายกับพระเจ้ารามคำแหงได้ทรงช้างออกไปล่าสัตว์กับพวกพรานและข้าราชบริพาร ซึ่งเป็นสัตว์ประเภท
กวาง หมู ไก่ อีเก้ง นก ฯลฯ เป็นต้น
สมัยกรุงศรีอยุธยา

พ.ศ. 1893 – 2310 สมัยนี้ยังมีการถ่ายทอดวิชาการต่าง ๆ มาจากสมัยสุโขทัยกันอย่างต่อเนื่อง เช่น
การล่าสัตว์ การคลองช้าง การฟ้อนรำ และการละเล่นต่าง ๆ
และวัดยังคงเป็นสถานที่ให้ความรู้ทั้งวิชาสามัญและฝึกความชำนาญในเชิงดาบกระบี่ กระบอง กริช มวยไทย ธนู
เป็นต้น

พ.ศ. 1901 – 2173 ประชาชนในกรุงศรีอยุธยานิยมเล่นกีฬากลางแจ้งกันมาก โดยเฉพาะการเล่นว่าว
จนต้องออกกฎมณเฑียรบาล ห้ามประชาชนเล่นว่าวเหนือพระราชฐาน

พ.ศ. 2174 – 2233 สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนับว่าเจริญที่สุด เพราะมีกีฬาหลายอย่าง เช่น การแข่งเรือ
การชกมวย

สมัยพระเจ้าเสือ หรือขุนหลวงสรศักดิ์ พระองค์ชอบกีฬาชกมวย ครั้งหนึ่งพระองค์ได้เสด็จไปที่ตำบลราดรวด
พระองค์พร้อมด้วยมหาดเล็กอีก 4 คน แต่งกายแบบชาวบ้านนอกไปเที่ยวงานมหรสพ แล้วพระองค์ก็สมัครชกมวย
โดยไม่เกี่ยงว่าคู่ต่อสู้จะเป็นใคร
พอทางสนามรู้ว่าพระองค์เป็นนักมวยมาจากอยุธยาจึงได้จัดนักมวยฝีมือดีจากเมืองวิเศษไชยชาญเท่าที่มีอยู่
ซึ่งได้แก่ นายกลางหมัดมวย นายใหญ่หมัดเหล็ก และนายเล็กหมัดหนัก ชกกับพระเจ้าเสือ
พระองค์ชกชนะทั้งสามคนรวด พระองค์ได้ฝึกฝนให้เจ้าฟ้าเพชร และเจ้าฟ้าพร พระราชโอรสให้สามารถใน
กระบี่กระบองและมวยปล้ำ

ในสมัยนั้นใครมีเพลงดาบดีและเก่งทางรบพุ่งนั้นจะต้องเก่งทางมวยไทยด้วย
เพราะเวลารบพุ่งนั้นต้องอาศัยมวยไทยเข้าช่วยด้วย ดังนั้น
วิชามวยไทยในสมัยนั้นจึงมุ่งหมายเพื่อที่จะฝึกฝนเพลงดาบ และวิชามวยไทย
เพื่อที่จะให้ตัวเองเข้าไปรับใช้ชาติโดยการเป็นทหาร

แต่เมื่อพ้นจากหน้าที่สงครามแล้ว มีการชกมวยกันเพื่อความสนุกสนาน
และมีการพนันกันระหว่างนักมวยที่เก่งจากหมู่บ้านหนึ่ง กับนักมวยที่เก่งจากอีกหมู่บ้านหนึ่งมาชกกัน
ในหน้าที่มีงานเทศกาล หรือเกิดการท้าทายกวันขึ้นและมีการพนันขันต่อกัน มวยในสมัยนั้นชกกันด้วยหมัดเปล่า
ๆ ยังไม่มีการคาดเชือก

พ.ศ. 2310 หลังจากกรุงศรีอยุธยาแตก คนไทยถูกจับไปเป็นเชลยมาก
และเมื่อไปถึงพม่าก็จัดมหาเจดีย์ใหญ่เพื่อฉลองชัยชนะ
สุกี้พระนายกองก็ได้คัดเลือกนายขนมต้มส่งไปชกมวยที่พม่าด้วย นายขนมต้ม
ซึ่งได้ใช้วิชามวยไทยต่อสู้กับพม่าถึง 10 คน และพม่าได้แพ้นายขนมต้มหมดทุกคน
จนถึงกับพระเจ้ากรุงอังวะตรัสชมเชยว่า คนไทยถึงแม้จะไม่มีอาวุธในมือ มีเพียงมือเปล่า 2 ข้าง
ก็ยังมีพิษรอบตัว เสร็จแล้วพระเจ้ากรุงอังวะได้มอบเงินและภรรยาให้ 2 คน เป็นรางวัลแก่นายขนมต้ม
นายขนมต้มจึงเปรียบเสมือนบิดาผู้สอนมวยไทย
เพราะทำให้ไทยมีชื่อเสียงเกี่ยวกับวิชามวยไทยเป็นอันมากในสมัยนั้น
และชื่อเสียงได้เลื่องลือมาจนถึงสมัยปัจจุบัน อนึ่ง ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย มวยไทยชกกันด้วยการ
“คาดเลือก” เรียกว่า มวยคาดเชือก ซึ่งใช้เชือกหรือผ้าพันมือ
บางครั้งการชกอาจถึงตายเพราะเชือกที่คาดมือนั้นบางครั้งใช้น้ำมันชุดเศษแก้วละเอียดชกตรงไหนเป็นแตกได้เลื
อด จะเห็นว่าสมัยนี้การชกมวยคาดเชือกมีอันตรายมาก
สมัยกรุงธนบุรี

พ.ศ. 2314 พม่ายกมาตีเมืองเชียงใหม่และได้ยกทัพมาตีเมืองพิชัย พระยาพิชัย (นายทองดี ฟันขาว)
จึงนำทัพออกตะลุมบอนกับพม่าจนดาบทั้งสองหัก และป้องกันเมืองไว้ได้
พระยาพิชัยเป็นผู้มีฝีมือในเรื่องการชกมวย กระบี่กระบอง และฝีมือในการรบ พระเจ้ากรุงธนบุรี
(พระเจ้าตากสิน) จึงได้ให้ไปครองเมืองพิชัย จากการต่อสู้ของพระยาพิชัยจนดาบหัก
และสามารถป้องกันเมืองพิชัยไว้ได้นี้ประชาชนจึงเรียกว่า พระยาพิชัยดาบหักในสมัยกรุงธนบุรี
มีการเล่นกีฬามวยไทย กระบี่กระบอง แข่งเรือ ว่าว ตะกร้อ หมากรุก ชัคคะเย่อ
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ (สมัยปัจจุบัน)

พ.ศ. 2325 ในระยะต้น คือ รัชกาลที่ 1 – รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ กษัตริย์ไทยทรงโปรดการกีฬามาก
เช่น สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดให้ลูกยาเธอหลายพระองค์ หัดเล่นกระบี่กระบอง
ส่วนใหญ่ประชาชนก็นิยมเล่นกีฬากันมาก โดยฝึกกันตามบ้านและสำนักต่าง ๆ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ
ทรงแต่งตั้งผู้ที่มีฝีมือในทางกีฬาต่าง ๆ ให้เป็นหัวหน้ามีการจัดกีฬา ให้มียศและตำแหน่งด้วย เช่น
หมื่นมวย แม่นหมัด ขุนชงัด ชิงชก เป็นผู้ดำเนินการจัดกีฬา กีฬาไทยที่ได้รับการยกย่องส่งเสริมมีดังนี้
1. กีฬาว่าว
จัดให้มีการแข่งขันว่าวชิงถ้วยพระราชทานพระองค์ทรงโปรดเกล้าให้สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพร่างระเบียบกา
รแข่งขันว่าว และตราเป็นข้อบังคับ เรียก กติกาว่าว สนามหลวง พระองค์ยังดำริที่จะตั่งสมาคมกีฬาสยามขึ้น
2. จัดให้มีการแข่งขันกีฬากระบี่กระบอง
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นนักกระบี่กระบองที่มีความสามารถ
พระองค์ได้ส่งเสริมให้มีการฝึกหัดและจัดแข่งขันกันอย่างกว้างขวาง
3. ให้มีการแข่งขันกีฬามวยไทย รัชกาลที่ 5
พระองค์มีความชำนาญในกีฬามวยไทยจึงจัดให้มีการแข่งขันชกมวยขึ้นทั้งในชนบทและในกรุง
4. จัดให้มีการแข่งขันกีฬา รัชกาลที่ 5 ได้จัดให้มีการแข่งขันกรีฑานักเรียนและครูขึ้น
โดยจัดครั้งแรกเมื่อ 11 มกราคม พ.ศ. 2440 บริเวณท้องสนามหลวง
โดยมีกระทรวงธรรมการเป็นผู้รับผิดชอบและดำเนินงาน

ในสมัยอยุธยาตอนปลาย มวยไทยก็มีการฝึกฝนกันตามสำนักฝึกต่าง ๆ และมีการฝึกกันอย่างกว้างขวาง
จนถึงสมัยกรุงเทพฯ ก็มีเวทีมวยที่จัดให้มีการแข่งขันกันอย่างสนุกสนาน เช่น เวทีสวนเจ้าเชษฐ์
และเวทีสวนกุหลาบ ซึ่งการชกในสมัยนี้ก็ยังมีการคาดเชือกกันอยู่
จนในตอนหลังนวมได้เข้ามาแพร่หลายในไทยการชกกันในสมัยหลัง ๆ จึงได้สวมนวมชกกัน แต่การชกก็ยังเหมือนเดิม
คือยังใช้การถีบ เตะ ชก ศอก เข่า อยู่เช่นเดิมดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้

หลักเกณฑ์ในการจัดการแข่งขัน และกรรมการผู้ชี้ขาดตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ขึ้นไปหาหลักฐานไม่ได้
แต่พอจะจับเค้าโครงเรื่องนี้ได้ในสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นต้นมา การแข่งขันชกมวยในสมัยต่าง ๆ
ซึ่งนับว่าครึกโครมและมีผู้นิยมชมชอบมาก ซึ่งพอจะแยกกล่าวได้มีออยู่ 5 สมัยด้วยกัน คือ
1. สมัยสวนกุหลาบ ในสมัยนี้ประชาชนนิยมการชกมวย และชมการแข่งขันชกมวยกันเป็นจำนวนมาก
การชกมวยกันในสมัยนี้ยังนิยมการคาดเชือกอยู่ การชกได้กำหนดจำนวนยกไว้แน่นอนแล้ว และมีกรรมการผู้ชี้ขาด
ผู้ตัดสินส่วนมากนั่งอยู่ข้างเวที และให้อาณัติสัญญาณให้นักมวยหยุดชกด้วยเสียงหรือนกหวีด
2. สมัยท่าช้าง ในสมัยนี้เป็นสมัยหัวเลี้ยวหัวต่อ จากคาดเชือกมาเป็นสวมนวม (พ.ศ. 2462)
ได้จัดการแข่งขันขึ้นเป็นระยะเวลาพอสมควร สนามก็เลิกไป
กรรมการผู้ชี้ขาดในสมัยนี้นับว่ามีชื่อเสียงก็คือนายทิม อติเหรมานนท์ และนายนิยม ทองชิตร์
3. สมัยสวนสนุก การจัดการแข่งขันในสมัยนี้ รู้สึกว่าเจ้าของสนามได้จัดการแข่งขัน
และได้จัดการแข่งขันอยู่เป็นเวลาหลายปีทำให้นักมวยไทย มีชื่อเสียงขึ้นหลายคนเช่น นายสมาน ดิลกวิลาส
นายสมพงษ์ เวชสิทธิ์ เป็นต้น กรรมการที่ชี้ขาดการตัดสินในขณะนั้นและนับว่ามีชื่อเสียงควรกล่าวคือ
หลวงพิพัฒน์ กลกาย นายสุนทร ทวีสิทธิ์ (ครูกิมเส็ง) และนายนิยม ทองชิตร์
4. สมัยหลักเมืองและสวนเจ้าเชษฐ์ การแข่งขันชกมวยในสมัยนี้นับว่าเข้มแข็งดีมาก
เพราะทางราชการทหารได้เข้าจัดการเพื่อเก็บเงินบำรุงราชการทหาร
คณะกรรมการและนักมวยได้ร่วมมือกันเป็นอย่างดี
จนเก็บเงินส่งบำรุงราชการทหารได้เป็นจำนวนมากสมความประสงค์ของราชการทหาร
ตลอดจนทำให้นักมวยที่มีชื่อเสียงเกิดขึ้นอีกหลายคน เช่น ผล พระประแดง เพิก สิงห์พัลลภ ถวัลย์
วงศ์เทเวศน์ ประเสริฐ ส.ส. และ ทองใบ ยนตรกิจ ได้จักการแข่งขันอยู่เป็นเวลาหลายปี
จึงได้เลิกการแข่งขันเมื่อใกล้ ๆ สงครามโลกครั้งที่ 2
กรรมการผู้ชี้ขาดได้ทำการตัดสินอยู่เป็นประจำตลอดนั้น มีอยู่ 3 คนด้วยกัน คือ นายสังเวียน หิรัญยเลขา,
นายเจือ จักษุรักษ์, นายวงศ์ หิรัญยเลขา
5. สมัยปัจจุบัน ได้ทำการแข่งขัน ณ เวทีราชดำเนินและเวทีลุมพินีเป็นประจำทุกวันสลับกันไป
ยังมีเวทีชั่วคราว เช่น เวทีกองทัพอากาศ เวทีกองทัพเรือ และตามต่างจังหวัดทุกจังหวัด
การแข่งขันมีทั้งมวยไทย และมวยสากล ตลอดจนได้จัดส่งให้นักมวยต่างประเทศเข้ามาแข่งขัน
และจัดส่งนักมวยไทยไปแข่งขัน ณ ต่างประเทศในปัจจุบัน


มวยไทยเป็นกีฬาที่เก่าที่สุดของเรา และเป็นที่นิยมของประชาชนทุกชั้นทุกสมัย
ในชั้นต้นการแข่งขันมวยไทยไม่ได้มีกติกาเป็นลายลักษณ์อักษร
นายสนามต้องชี้แจงให้นักมวยคู่แข่งขันทราบถึงหลักเกณฑ์ในการแข่งขันนั้น ๆ หลักเกณฑ์ต่าง ๆ
เหล่านี้เมื่อใช้กันมากขึ้นก็กลายเป็น จารีตประเพณี ซึ่งใช้เป็นหลักสำหรับการแข่งขันสืบมา

พ.ศ. 2455 ม.จ.วิบูลย์ สวัสดิ์วงศ์ สวัสดิกูล ซึ่งสำเร็จการศึกษามาจากมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ
ได้ทรงนำวิชามวยฝรั่งและ ญูญิตสู้ มาสอนให้แก่คณะครูที่สามัคยาจารย์สมาคม และได้ทรงร่างกติกามวยฝรั่งขึ้น
ในไม่ช้ามวยฝรั่งก็ได้แพร่หลายไปตามโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วพระราชอาณาจักรโดยรวดเร็ว
พ.ศ. 2462 กระทรวงศึกษาธิการได้จัดให้มีการแข่งขันมวยฝรั่งระหว่างนักเรียนขึ้นเป็นครั้งแรก
ส่วนกติกามวยฝรั่งซึ่ง ม.จ.วิบูลย์ สวัสดิ์วงศ์ สวัสดิกูล ได้ทรงร่างขึ้น มีการแก้ไขบ้างเล็กน้อย
และคณะกรรมการจัดการกีฬาของกระทรวงศึกษาธิการได้จัดพิมพ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2470
พ.ศ. 2470 กระทรวงมหาดไทยมีความประสงค์จะออกกฎกระทรวง ว่าด้วยเงื่อนไขในการอนุญาตให้เล่นการพนันมวยชก
มวยปล้ำ ตามพระราชบัญญัติการพนัน
พ.ศ. 2470 และขอให้กรมพลศึกษาปรับปรุงแก้ไขกติกาเหล่านี้ให้รัดกุมยิ่งขึ้น กรมพลศึกษาเห็นชอบด้วย
จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่กรมพลศึกษาร่วมมือกันพิจารณาร่างกติกามวยไทย มวยฝรั่ง
และมวยปล้ำขึ้นใหม่จนสำเร็จเมื่อ 10 มี่นาคม 2477 และเริ่มใช้กติกาใหม่นี้ตั้งแต่ 1 เมษายน 2480
เป็นต้นไป และได้จัดพิมพ์ครั้งที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2482
พ.ศ. 2477 กระทรวงมหาดไทยได้วางข้อบังคับคุ้มครองการแข่งขันชกมวยไทย มวยฝรั่ง
เพื่อเป็นการแข่งขันชั่วคราว

มวยอาชีพ ทางบริษัทมวยเวทีราชดำเนินได้วางระเบียบข้อบังคับ
และกติกาแข่งขันขึ้นโดยได้อาศัยระเบียบข้อบังคับและกติกามวยสากล (อาชีพ)
ของประเทศฟิลิปปินส์เข้าเทียบเคียง เพื่อให้เข้ากับระเบียบข้อบังคับของสหพันธ์มวยภาคตะวันออก
ซึ่งประเทศไทยเราได้เป็นภาคีอยู่ด้วย ทางเวทีราชดำเนินได้ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับกติกาใหม่นี้ตั้งแต่
เดือนมิถุนายน 2498 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับในด้านการแข่งขันมวยไทยเป็นมาอย่างไรนั้น ขอนำบทความในเรื่อง “จากสวนกุหลาบถึงราชดำเนิน”
ของสมิงกระหร่อง ซึ่งได้เขียนไว้ในสมุดภาพบันทึกความวิวัฒนาการของเวทีมวยราชดำเนินดังต่อไปนี้

การเขียนเรื่องกีฬามวยไทยกำเนิดขึ้นในสมัยใดนั้นเป็นเรื่องสุดวิสัยของการเขียน
รายละเอียดของการก่อตั้งกีฬามวยเมืองไทยเป็นเพียง ตั้งแต่ยุคสมัยสวนกุหลาบสมัยพระยา “แม็คนนท์เสน”
มาจนถึงสมัยเวทีราชดำเนินก็ตกอยู่ในภาวะอันเดียวอย่างที่เราและท่านจะเล่าสู่กันฟัง
ได้เพียงจากความทรงจำบางระยะบางตอนเท่านั้น เพราะว่าความทรงจำของคนเรานั้นมักสั้น
เรื่องที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังนี้เสี่ยงต่อการผิดพลาด ได้มากทีเดียว
ถึงกระนั้นก็พยายามอย่างที่สุดเท่าที่จะพยายามทำได้

ที่เรียกว่าสนามครั้งนั้นเป็นสนามจริง นายสนามเอาเชือกมากั้นพอเป็นบริเวณเข้า
และนักมวยก็คาดเชือกชกกันบนพื้นดิน ใช้จอกหรือกะลา ลอยน้ำเป็นมาตรากำหนดเวลาจบครั้งหนึ่งเรียกว่ายกหนึ่ง
การต่อสู้ตามความรู้สึกในขณะนั้นก็เรียกว่าตื่นเต้นดี แต่ถ้าหากให้ชกกันเดี๋ยวนี้ก็คง
ถูกคนดูโห่หรือให้กรรมการไล่ลงหรือออกจากเวทีแน่ เพราะกว่าจะชกกันแต่ละครั้งนั้นนานจนเมื่อยตา
แต่ก็น่าเห็นใจเนื่องจากหมัดที่ใช้ชกคาดด้วย
เชือกแทนสวมนวมอย่างไรก็ดีกีฬามวยเริ่มเข้าสู่ระเบียบอย่างจริงจัง
ก็เมื่อสร้างเวทีขึ้นกลางสนามฟุตบอลสวนกุหลาบ พื้นใช้ไม้กระยาเลยเสื่อลำแพน หรือเสื่อกระจูดปูทับข้างบน
มีการนับยกโดยการจับเวลาเป็นนาทีมีกรรมการคอยห้าม ครั้งแรกเคยใช้กรรมการ 2 คน คนหนึ่งคอยกันฝ่ายแดง
อีกฝ่ายคอยกันฝ่ายน้ำเงิน คนหนึ่งคือพระยานนท์เสน
อีกคนหนึ่งคือพระยานเรนทร์ราชาที่เป็นกรรมการตัดสินที่นิยมยกย่องแพร่หลายอยู่ในระหว่าง
นักมวยและคณะหัวหน้านักมวยทั่วไป

สำหรับการชกนั้น ชกกันสลับคู่ เช่น คู่ 1 ชกครบ 1 ยกแล้วก็ลงจากเวที มาให้คู่ 2
ขึ้นไปชกกันเพื่อมิให้คนดูเสียเวลารอคอย พอครบยกก็ลง ให้คู่แรกขึ้นชกยกที่ 2
หากยังไม่มีการแพ้ชนะกันก็ให้ชกกลับกันเรื่อยไปจนกว่าจะสิ้นแสงตะวัน
หลักเกณฑ์และกติกาเบื้องต้นอนุญาตให้ซ้ำกันได้ในเวลาล้ม
นักมวยตอนนั้นจึงต้องเรียนรู้วิธีต่อสู้รอบตัวทีเดียวเพราะฟาวล์ไม่มี แม้กระทั่งกัดใบหูก็เคยปรากฏ
อีกอย่างหนึ่งสมัยนั้นนักเรียนพลศึกษามีมากอยากจะขึ้นชก เป็นการแสดงฝีมือ
และสอบไล่มวยไทยไปในตัวเสร็จแต่กลัวเท้าพวกนักมวยต่างจังหวัด
จึงตกลงวางหลักกติกาให้มีการใช้ยูยิตสูช่วยด้วย จึงเป็นของธรรมดาที่เรา
จะเห็นนักมวยต่างจังหวัดซึ่งไม่เคยรู้ยูยิตสูคืออะไร
ถูกทุ่มถูกล็อคจนออกปากส่งเสียงร้องเอ็ดตะโรยแพ้ให้ลั่นไป นอกจากบางรายอย่าง ประสิทธิ บุญญารมย์
ซึ่งถูกตาทับจำเกราะเตะเสียจนตั้งตัวไม่ติดและสลบคาเท้าไปในที่สุด

กติกามวยไทยเราได้รับการทำนุบำรุง ได้รับการปรับปรุงระเบียบแบบแผน กฎกติกา จรรยา มารยาท
และสวัสดิภาพตามแบบสากลนิยม หลายคนที่เคยดูมวยสมัยนั้น และสมัย

ต่อ ๆ มาที่หลักเมือง ที่สวนกุหลาบสนามชัย ท่าช้าง
เคยเห็นนักมวยและมิตรสหายชาวเกลอของนักมวยยกพวกตีกันหัวร้างข้างแตก ภายหลังจากการชิงชัย
เพราะว่าฝ่ายใดไม่พอใจ ขุ่นแค้นอาฆาตพยาบาท หรือเพียงแพ้พนัน แต่เมื่อได้มาเห็นนักมวยที่หน้าตายับเยิน
ตรงเข้าสวมกอดกันหลังจากที่การชกได้ยุติ ลงและจูงมือเข้าโรงอาหารหรือสุรา
เมื่อออกจากสนามก็มักจะตื่นเต้นในความเป็นนักกีฬาที่แสดงแก่กันนั่นเองที่ผลของพลศึกษาในสาขาวิชามวย
ทั้งแบบไทยและสากล
ได้ให้แก่จิตใจของนักกีฬาและประชาชนตลอดยุคแห่งการล้มลุกคลุกคลานของกีฬามวยจากสวนกุหลาบยุคโน้น
มาจนถึงเวทีราชดำเนินในปัจจุบัน

ความเป็นมาของมวยไทย
มวยไทยเป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในเชิงกีฬาและการต่อสู้จริง ๆ ศิลปะประเภท
นี้มีมาแต่โบราณกาล บรรพบุรุษของชาติไทยได้ฝึกฝนอบรมสั่งสอนกุลบุตรไว้เพื่อป้องกันตัวและชาติ
บรรดาชายฉกรรจ์ของไทยได้รับการฝึกฝน วิชามวยไทยแทบทุกคน
นักรบผู้กระเดื่องนามทุกคนต้องได้รับการฝึกฝนอบรมศิลปะประเภทนี้อย่างจัดเจนทั้งสิ้น
เพราะการใช้อาวุธในสมัยโบราณ เช่น กระบี่ พลอง ดาบ ง้าว ทวน ฯลฯ
ถ้ามีความรู้วิชามวยไทยประกอบด้วยแล้วจะทำให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่เข้าต่อสู้ติดพันประชิดตัว ก็จะได้อาศัยใช้อวัยวะบางส่วนเข้าช่วย เช่น เข่า
เท้า ศอก เป็นต้น แต่เดินมาศิลปะมวยไทยที่มีชั้นเชิงสูงมักจะฝึกสอนกันในบรรดาเจ้านายชั้นผู้ใหญ่
หรือเฉพาะพระมหากษัตริย์และขุนนางฝ่ายทหารเท่านั้น
ต่อมาจึงได้แพร่หลายไปถึงสามัญชนซึ่งได้รับการถ่ายทอดวิทยาการจากบรรดา
อาจารย์ซึ่งเดิมเป็นขุนพลหรือยอดนักรบมาแล้ว วิทยาการจึงได้แพร่หลายและคงอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้

มวยไทยศิลปะการต่อสู้และป้องกันตัว แต่ก็แตกต่างไปจากมวยสากล คือ นอกจากจะใช้หมัดชกคู่ต่อสู้แล้ว
ยังสามารถใช้ เท้า เข่า และศอกต่อสู้ได้อีก การใช้หมัดชกในแบบมวยไทย นอกจากจะมีการชกตรง ชกชุด
และชกอัปเปอร์คัต เหมือนกับแบบมวยสากลแล้ว มวยไทยยังได้มีการชกมวยแบบมุดตัวเหวี่ยง หมัดกลับ
ถ้าคู่ต่อสู้ไม่ได้จ้องดูและไม่ก้มศีรษะลง มักจะถูกหมัดเหวี่ยงกลับของคู่ต่อสู้ถึงกับน็อกเอาท์ก็ได้
หมัดเหวี่ยงกลับก็เป็นหมัดหนึ่งคล้ายกับมุด ตัวเหวี่ยงหมัดกลับ
แต่ใช้ข้อมือหรือหลังมือทุบหรือตีคู่ต่อสู้ นักมวยไทยทั่ว ๆ ไปยังใช้วิธีชกตามแบบเหล่านี้อยู่
และนอกจากนั้นยังใช้อวัยวะอย่าง อื่นช่วยได้อีกหลายวิธี เช่น ใช้เท้าเตะต่ำ เตะสูง เตะตรง เตะตัด และถีบ
ซึ่งจะใช้ได้ทั้งปลายเท้า ฝ่าเท้า หลังเท้า และส้นเท้า นักมวยไทยมีความชำนาญ มากในการใช้เท้า
ส่วนใหญ่เป็นการเตะและถีบ ส่วนการใช้เข่า นักมวยไทยก็ใช้ได้หลายวิธีด้วยกัน เช่น กระโดดตีเข่า
จับกอดคู่ต่อสู้ตีเข่า นอกจากนั้น ยังรู้จักใช้ศอกซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายอย่างยิ่ง
วิธีตีศอกก็มีอยู่หลายวิธีด้วยกัน คือ ศอกตี หมายถึงกดปลายศอกลงโดยตรงศอกตัด คือ เหวี่ยงศอกขนานกับพื้น
ศอกงัด คือ วัดปลายศอกขึ้น หรือยกปลายศอกขึ้น ศอกพุ่ง คือ พุ่งศอกออกไปยังคู่ต่อสู้ ศอกกลับ คือ
การหมุนตัวกลับพร้อมกับตีศอกตามแบบต่าง ๆ ไปด้วย

การชกมวยไทยในสมัยโบราณเป็นการต่อสู้กันแบบตัวต่อตัว ต่อสู้กันจริง ๆ
และหวาดเสียวตื่นเต้นมากกว่าสมัยนี้นักมวยสมัยเก่าต้องใช้ด้าย ดิบชุบแป้งให้แข็ง
เส้นโตขนาดดินสอดำพันมือตั้งแต่สันมือตลอดถึงข้อศอก และพันรัดเป็นปมทางด้านหลังของข้อนิ้วมือ (สันหมัด)
เป็นรูปก้นหอยที่เรียกว่า “คาดเชือก” ซึ่งไม่มีการสวมนวมเหมือนอย่างสมัยปัจจุบัน
ฉะนั้นการชกแข่งขันในสมัยนั้นเมื่อถูกชกใบหน้า หรือเพียงแต่เฉียดผิดหนังส่วนใดส่วนหนึ่งไปเท่านั้น
ก็แน่นอนทีเดียวว่าจะทำให้เลือดซึมออกมาทันที ในสมัยก่อน เมื่อครั้งยังไม่มีกติกาข้อห้ามมากนัก
กับทั้งไม่รัดกุมเหมือนสมัยปัจจุบัน นักมวยทั้งสองฝ่ายจะ ต้องต่อสู้กันอย่างระมัดระวัง
ศีรษะก็ใช้ชนคู่ต่อสู้ได้
เพียงแต่ห้ามกัดกันเท่านั้นต่อมาได้แก้ไขปรับปรุงกติกาการแข่งขันเรื่อยมาจนถึงสมัยปัจจุบัน

การแข่งขันมวยไทยในปัจจุบันนี้ นักมวยต้องสวมนวม ขนาด 4 ออนซ์ และแต่งกายแบบนักกีฬามวย คือ
สวมกางเกงขาสั้น สวมกระจับ ส่วนผู้ใดจะสวมปลอกรัดข้อเท้า
และจะมีเครื่องรางของขลังผูกไว้ที่แขนท่านบนก็ได้ ในการแข่งขันมีผู้ตัดสินชี้ขาดบนเวที 1 คน
มีผู้ตัดสินให้คะแนนอยู่ข้างเวที 2 คน มีผู้จับเวลา 1 คน และมีแพทย์ประจำเวที 1 คน
จำนวนยกในการแข่งขันทั้งหมดมี 5 ยก ยกละ 3 นาที พักระหว่างยก 2 นาที การแข่งขันแบ่งเป็นรุ่นตามน้ำหนัก
ตัวของนักมวยเหมือนกับหลักเกณฑ์ของมวยสากล ผู้ตัดสินมีอำนาจหน้าที่ตามกติกาการแข่งขัน
อวัยวะที่ใช้ในการต่อสู้แข่งขันได้คือ หมัด เท้า เข่า และศอกเข้าชก เตะ ถีบ ทุบ ถอง ตี ฯลฯ
ได้ทุกส่วนของร่างกายโดยไม่จำกัดที่ชก

ก่อนการแข่งขันนักมวยทั้งสองจะทำการไหว้ครูและร่ายรำ คือ กราบสามครั้ง เพื่อระลึกถึง บิดา มารดา
ครูอาจารย์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือ ตลอดจนขอคุณพระศรีรัตนตรัย
หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้มาช่วยคุ้มครอง และขอให้ได้ชัยชนะด้วยความปลอดภัยในที่สุดแล้วจึงร่ายรำไปรอบ ๆ
เวทีตามแบบ ฉบับของครูที่ได้สอนไว้ให้โดยตลอด นักมายทุกคนจะสวม “มงคล”
ที่ศรีษะมงคลนี้ทำด้วยด้ายดิบหลายเส้นรวมกันแล้วพันหุ้มด้วยผ้าโตขนาดนิ้วมือทำเป็น รูปบ่วงเพื่อสวมศีรษะ
การสวมมงคลไว้ก่อนแข่งขันนี้เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีของไทย ถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ซึ่งครูอาจารย์ได้ทำพิธีปลุกเสก และให้ความเป็นสิริมงคลไว้แก่ตน
ฉะนั้นนักมวยจะสวมมงคลไว้ตลอดเวลาที่ทำการไหว้ครูและร่ายรำ
และจะถอดออกจากศีรษะได้ในเมื่อจะเริ่มการแข่งขัน
ในระหว่างการไหว้ครูและร่ายรำนั้นจะมีดนตรีบรรเลงประกอบตามทำนอง ของดนตรีไทยเป็นจังหวะช้า ๆ
เครื่องดนตรีเหล่านั้นได้แก่ ปี่ชวา กลองแขก 2 และฉิ่ง 1
เมื่อถอดมงคลแล้วกรรมการผู้ชี้ขาดจะให้นักมวยทั้งสองมาจับมือกัน
ซึ่งเป็นการแสดงถึงการมีน้ำใจเป็นนักกีฬาพร้อมกันนั้นก็จะตักเตือนกติกาสำคัญ ๆ
อันเกี่ยวกับการแข่งขันให้นักมวยทั้งสองได้ทราบ
ครั้นเมื่อการต่อสู้ได้เริ่มขึ้นอย่างจริงจังแล้วดนตรีบรรเลงในทำนองเร่งเร้าให้นักมวยทั้งสองเกิดความ
รู้สึกฮึกเหิมและมุ่งเข้าต่อสู้กันอย่างดุเดือด การร่ายรำและการต่อสู้โดยมีดนตรีประกอบนั้น
นอกจากจะถือว่าเป็นศิลปะแล้ว ยังเป็นประเพณีอันดีงามของ ชาวไทยมาแต่โบราณกาล
จนไม่อาจจะทิ้งให้สูญหายไปเสียได้

ปัจจุบัน การแข่งขันมวยไทยเป็นกีฬาอาชีพโดยสิ้นเชิงเฉพาะในกรุงเทพฯ มีการแข่งขันเป็นประจำเกือบทุกวัน
วันละ 2 รอบก็มี สำหรับการควบคุม มวยอาชีพขึ้นอยู่กับกฎข้อบังคับของกระทรวงมหาดไทย
ที่มิใช่อาชีพก็มีเพียงการฝึกสอนในสถาบันการพลศึกษาเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อมิให้ศิลปะมวยไทย
สูญหายไปและเพื่อรักษาไว้ซึ่งการกีฬาประจำชาติอันเป็นศิลปะในการต่อสู้ชาวต่างประเทศที่มีโอกาสได้มาท่องเ
ที่ยวในประเทศไทย ก็มักจะไม่ยอมพลาด โอกาสที่จะไปชมการแข่งขันมวยไทยจะต้องพยายามเข้าชมการแข่งขันมวยไทย
ปรากฏว่าเป็นที่น่าสนใจของชาวต่างประเทศมาก เพราะมวยไทยมีวิธีชกแปลก ที่สุดในโลก
และยิ่งกว่านั้นนักมวยไทยยังได้เคยเดินทางไปแสดงในต่างประเทศหลายครั้งจนเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายทั่วไป
มีศิลปะการต่อสู้ของชาติต่าง ๆ ได้ขอเข้ามาต่อสู้กับมวยไทย เช่น ยูโด คาราเต้ เทควันโด มวยสากล มวยปล้ำ
มวย Kick Boxing, Martrialart ฯลฯ ซึ่งการต่อสู้แต่ละครั้งมวยไทยจะเป็น ฝ่ายได้รับชัยชนะ
ทำให้ชาวต่างชาติเห็นว่าการต่อสู้แบบมวยไทย เป็นวิธีการต่อสู้ที่มีพิษสงรอบด้าน
จึงพากันสนใจเรียนมวยไทยกันมาก อีกทั้งมีคนไทยที่มี ความรู้ด้านมวยไทยเป็นอย่างดี
ซึ่งอาจเป็นครูสอนมวยไทยมาก่อน หรือบางคนเป็นนักมวยที่มีฝีมือและมีชื่อเสียงมาก่อนไปอาศัยในต่างประเทศ
ได้เปิดสอนมวย ไทยในประเทศที่ตนเองไปอาศัยอยู่นั้น ซึ่งได้รับการสนใจเป็นอันมาก
ปัจจุบันมวยไทยอาชีพได้เผยแพร่จนเป็นที่รู้จักทั่วกัน จนมีการจัดการแข่งขันมวยไทย ในต่างประเทศบ่อย ๆ
เช่น อังกฤษ อเมริกา แคนาดา เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ฯลฯ
เป็นการแข่งขันมวยไทยระหว่างนักมวยไทยกับมวยต่างชาติที่ฝึกและนิยมมวยไทย
หรือการแข่งขันระหว่างนักมวยไทยด้วยกันเองในต่างแดนจากความสนใจของชาวต่างชาติที่ฝึกมวยไทยนี้เอง
จึงมีนักมวยต่างชาติเข้าใจและมีฝีมือ ในการต่อสู้แบบมวยไทยเป็นอย่างดียิ่งขึ้น




 

Create Date : 09 ธันวาคม 2548    
Last Update : 9 ธันวาคม 2548 15:53:42 น.
Counter : 760 Pageviews.  

ปลายทางของนักมวย

โดย วิรัตน์ โตอารีย์มิตร(penthouse ด.สิงหาคม2005 )
โดยทั้วไปผู้ที่จะมาประกอบอาชีพนักมวยมักมีฐานะยากจน ประมาณว่าความยากจนบีบบังคับให้ต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการยอมเจ็บต้ว นักมวยแทบที้งหมดเริ่มชกมวยตั้งแต่อายุน้อยๆๆใครมีพรสวรรค็ก็ไปได้ไกล ยิ่งมีโชควาสนาด้วยก็จะก้าวได้ถึงการเป็นแชมป็โลก แต่แชมโลกยุคนี้ไม่ค่อยมีราคาเหมือนยุคก่อนทีวงการมวยยังเพียง ปัจจุบันดูเหมือนเพียงแค่วิรพลนครหลวงโปรโมชั้น เท่านั้นทีสามารถเรียกศรัทฑาจากแฟนมวยสากลได้ ทว่าเขาก็เป็นอดีตแขมป์โลกทีกำลังรอคอยการกลับมาใหมี่อีกครั้ง

วิระพลในวันนี้อายุ37 ปี ชกมวยมาต้งแต่ อายุ 10 ขวบ เกราะความยยากจน ชกอาพมา แล่ว27 ปี ยังฝึกซ้อมหนักทุกวัน เช่น วิ่งวันบะ 15 กม วิ่งเร็ว 100 ม. 4 รอบ ชกเป้า เล่นกล้มท้อง ชกกระสอบทราย ฯลฯ วันหนึ่งเขา เซ้อมประมาณ 20 ยก วิระพลเป็นนักมวยทีขึ้นชือมากในเรืองระเบียบวินัย และนอกเวที เขาก็รู้จักวีวิตดีพอจนสามารพมีอยู่มีกิน โดยไม่ลำบาก การทีวิระพลสามารพชกมวยจนอายุจนาดนี้ ยันนันถึงศักยภาพด้านต่างๆองเขาได้เป็นอย่างดี และในแรณีทีวิระพลเลิกชกมวย ผมเชือว่าเขาจะอำลากลินสายนวมได้อย่างสวยงาม

กลางเดือนกรกฏาทีผ่านมา มีนักมวยคนหนี่งกลายเป็นข่าวอื้ฉาวขึ้นหน้าหนึงหนังสือพิมพ์หลายแบบ นักมววยคนดังกว่าวคือ ศิริมงคลบอกว่าได้คาตัว 2 แสนบาทและถ่ายเมือ 3 ปีทีแ ล้ว เงินสอนงแสนยาทสำหรัยนักมวยทีเพิ่งเสียแขมป์และไม่รู้อนาตตนเองถือว่าไม่น้อยเลย กอ่นหน้าน้นเขาก็เคยถ่ายแฟชันให้กับนิตยสารหลายเล่ม คงมีใจรักและฝักใฝ่ทางนี้พอสมควร นอกจากนั้นก็ยังรู้ว่ารูปร่างหน้าตาขงตนนำมาแปรรูปเป็นเอนได้ และสำคัญอย่างยิ่งคือรายได้ประเภทนี้ไม่ต้องแบกกัยการเจ็บต้ว ซึ่งสยายกว่าการขกมวยไม่รู้กีเท่า

ผมไม่ได้คิดว่าการทีศีริมงคลไปถ่ายนู้ดแล้วจะทำให้เขากลายเป็นคนเลวคนชั้ว แต่อดิตแชมป์โลกผู้นี้พลาด และการจะกลับมาเป็นขวัญในคนได้อีกคงยากแล้ว เพาราะสังคมไทยถือสาเรื่องนี้มาก ส่วนอานาคตของศีริมงคลในการชกมยก็น่าจะหมดลงในเร็ววัน ลองได้ไป ถ่ายรูปอย่างนั้น ระเบียบวินัยของการฝึกซ้อมย่อมย่อหย่อนแน่นอน

ไอ้แสบ-แสนศักดิ์เมืองสุรินทร์เคยเป็นแชมป์โลกผู้เกรียงไกรของไทยเมือ่ยิสิบกว่าปี ก่อนข่าวบอกว่าตอนนันเขามีเงินหลายล้านบาทซึ่งถือว่ามากทีเดียวสำหรับช่วงเวลาดังกล่าวแต่แสนศักดิ์ใช้ชิวิตไม่เป็น เพราะชิวิตนอกเวทีแตกต่างจากโลกบนผืนผ้าใบอย่างสิ้นเชิง เขาจึงเหมือนเด็กน้อยท่ามกลางเสือ สิงห์ แระทิงแรก ถูกหลอกบ้างและเต็มใจให้ผู้อื้นหลอกบ้างหลังจากไม่มีตำแน่งแช้มป์เงินทองก็ค่ยอๆๆหมดไป ปัจจุบันเขาเป็นคนแก่ทีหมดสภาพและไม่เหลือร่องรอยขงอแชมป์โลกผู้เกียงไกรสักนิดแต่ในเมือยังมีลมหายใจก็ต้องกัดฟันสู้ชิวติต่อไป เรืองราวขแงแสนศักดิ์นั้นถ้านำไปทำหนังก็ได้หนังดราม่าดีๆ เรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

อายุการใช้งานของนักมวยมีเวลาจำกัดวิระพล ต้องถือเป็นกรณีพิเศษแต่โดยปกติพออายุ28-29 ก็เป็นมวยแก่แล้ว โอกาศในการทำมาหากินของนักมวยจึงอยู่ในช่วงแคบๆๆ แล้ถ้าไม่ดูแลเงินทองทีหามาได้อย่างรอบคอบพอปายทางของอาชีพมาถึงก็หนีไม่พ้นการมีชิวิตอย่างตกต่ำ นอกจากนั้นวงการมวยยุคนี้ทีกำลังอยู่ในสภาพเสืออมถอยก็ไม่เปิดให้โอกาสให้นักมวยสร้างความรำรวยได้ง่ายๆๆนักมวยตกอับทั้งหลายจึงจำเป็นต้องมีอาชีพเสริม กรณีศิริมงคลถ่านนู้ดนั้นมองกันอีกมุมหนึงก็ต้องบอกว่าน่เห็นใจ

คงจำรัตนพล ส.วรพินได้ นะครับ เขาเป็นอดิตแชฃมป์โลกทีเคยมีชือเสียงประมาณหนึ่ง แต่อาชีพนักมวยดดูแลชิวิตรัตนพลได้ไม่ตลอดรอดฝั้ง ไม่รู้ว่าปัจจุบันเขายังขายมะหมี่รถเข็นอนู่หรือเปล่าผมเคยดูรายการโทรทัศน์ทีนำเสนอภาพชิวิตของรัตนพลแล้วรู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก เริ่มต้นชกมวยก็ยากลำบาก จบอาชีพนักมยวก็ยังไม่หายลำบาก ชือเสียงเก่าก่อนสมัยครองแชมป์เป็นแค่ภาพมาย แต่หลังจากนันทุกสิ่งทุกอย่งทีเกิดขึ้นกับชิวิตคือเรืองจริงปฎิเสธไม่ได้ จะไม่ยอมรับก็ไม่ได้อีก

เขาทราย กาแลกซีเป็นนักมวยเพียงวไม่กีคนทีจบอาชีพได้อย่างสวยงาม หลังจากเลิกชกมวยก็มาโลดแล่นอยู่ในว่งการบังบเทิงคู้กับ สามารถ พยัคฆ์อรุณ อดิตนักมวยซึ่งมีพรสรรรค์มากทีสุดคนคนหนึ่งของประเทศ แตมีนักมวยแค่ไม่ถึง เปอร์เว็ฯต์ทีมีโอกาสดีอย่างเขาทรายและสามรถ ทั้งคู้ยังอาศัยชือเสียงเก่าๆ ทำมาหากินได้อย่างต่อเนื่องและยาวนานมาถึงปัจจุบัน

ว่าโอกาศทีจะมีนักมวยอย่าเขาทรายและสามารถเกิดขึ้นอีกก็ยากแล้ว โทรทัศน์ช่อง3และ7 ถ่ายทอดสดมวยสากลชิ้งแชมป์ต่างๆๆนานา แทบทุกสัปดาห์บางสัปดาห์ถ่ายทอดกัน 2 วันติดๆๆ ก็มี แตมันกลายเป้นมวยโหลทีดึงดูดความสนใจได้น้อยมากนักมวยทีขึ้นชกไม่ถูกจดจำและใครเป็นใครบ้างก็ไม่รู้ขืนเป็นเช่น้ต่อไปอีกหน่อยคงมีอดิตนักมวยหรือนักมวยตกอับหันมาหาอาชีพเสริมอยางผิดๆๆกันมากขึ้น และการถ่ายนู้ดอย่างทีศิริมงคลทำก็จะดูเล็กน้อย เหลือเกิน เพราะนักมวยจนตรอกกันมากกว่าเดิม




 

Create Date : 16 กันยายน 2548    
Last Update : 27 กันยายน 2548 19:22:44 น.
Counter : 634 Pageviews.  

ยูยิตสู้ปะทะมวยไทย

อันนี้เป็นบทความของ สมิงกระหรอง เป็นบทนำในเรือง "จากสวนกุหลาบถึงราชดำเนิน" เป็นสมุดบันทึกภาพการวิวัฒนการของเวทีมวยราชดำเนิน

เ ป็นเรืองสมัยพระยา "แม็ค นนท์เสน"" ยุคสมัยเวทีสวนกุหลาบ มาถึงเวทีราชดำเนิน

ทีเรียกว่าสนามมวย นั้น สมัยนั้นเป็นสนามจริงๆๆ คือ นายสนามเอาเชือกกันพอเป็นบริเวณเขา นักมวยก็ **คาดเชือก * *ชกกันบนพื้นดิน ใช้จอกกะลาลอยน้ำเป็นมาตรกำหนดเวลาจมครั้งหนึ่ง ต้อนแรกๆก็ดูตื้นเต้นดี แต่ชกกันแต่ละครั้งนี้ดูกันเมือยตา (คงหมายความว่าดูเชิงกันนานไม่มีกรรมการสับชก คลายเวที่ ufc สมัยแรก วนกันรอบเวทีอยุ่นั้นและ) แต่ก็น่าเห็นใจเนื่องจากหมัดคาดด้วยเชือก อย่างไรก็ดี กีฬามวยเริ่มเขาสู้ระเบียบจริงจัง ก็เมือสร้างเวทีขึ้นกลางสนามฟุตบอลสวนกุหลาบ "พื้นใช้ไม้กระยาเลย เสื่อลำแพนหรือเสื่อกระจูดปูทับข้างบน" มีการนับโดยมีการจับเวลาเป็นนาที มีกรรมการห้าม 2คน ฝ่านหนึงฝ่ายแดง อีกหนึงฝ่านนำเงิน คนหนึ่งคือพระยานนท์เสน อีกคนหนึงคือพระยานเรนท์ราชา

สำหรับการชกเป็นการชกคู่สลับคู่ คู้หนึงหมดยก อีกคู่ก็ให้ขึ้นชกกันเพือมิให้คนดูรอค่อยนาน สลับกันไปจนกว่ามีการแพ้ชนะ
หลักเกณฑ์ และกติการเบืองต้น *** อนุญาตให้ซ้ำกันได้เวลาล้ม***(หึๆผมเคยได้ยินขาประจำในคุยอยู่เสมอว่ามวยไทยไม่มีซ้ำไม่ทราบว่าเขาเอาข้อมูลมาจากไหนอยากรู้จริงๆๆ) นักมวยในต้อนนั้นจึงต้องเรียนรู้วิธิต่อสู้รอบตัวเพราะ*ฟาว์*ไม่มี แม้กระทั้งการ **กัดหู**ก็เคยปราฏ
(แล้วการต้อสู้ในฝันของผมก็เคยเกิดขึ้นจริงๆๆ)
อีกอย่างสมัยนั้นนักเรียนพลศึกษามีมาก (สวนกุหลาบมีสอนพลศึกษากลาง) อยากขึ้นชกแสดงฝีมือ และสอบไล่มวยไทยไปในตัวเสร็จ จึงตกลงกันให้ใช้***ยูยิตสู***ได้(2450 นายกิโย ฟูจิ กับเอนโด เป็นทันตแพทย์เป็นคนแรกทีฝึกสอนคนไทยและหมู่คนใกลชิด )
(ปีพศ2455 หม่อมเจ้าวิบูลย์สวัสดิวงศ์ สวัสดิกุล ได้ทรงสอนยูยิตสูแก่ โรงเรียนสวนกุหลาบโดยมีอ.ทิม อติเปรมานนท์ และอ. นิยม ทองชิต ศึกษารวมอยู่ด้วย2459บรรจุสอนยูยิตสูแก่ตำรวจ)

นักมวยต่างจังหวัด **ถูกทุ่ม!!!!** ถูก **ล็อก**
จนแหกปากส่งเสียงร้องเอ็ดตะโร ยอมแพ้กันให้ลั้นในนักมวยนับ 10ๆคนมีเพียงคู่ของ ประสิทธิ์ บุญญารมย์ ซึ่งถูกตา ทับ จำเกราะ เตะจนแพ้ นอกนั้นนักมวยต่างจังหวัด ต้างแพ้ทางยูยิตสูกันมากมาย
จากบทความนี้ มีเรืองหน้าวิเคราะมาก แล้วมวยไทยสมัยสวนกุหลาบไม่มีใครใช้ท่าทุ่มทับจับหักได้หรือ? ทั้งเวทีมวยสวนกุหลาบสมัยนั้นอุดมไปด้วยมวย พระนคร โคราช ท่าเส่า ไชยา
ทั้งที มีคนอ้างว่า คุณหลวงไชยโชคชกชนะ อดีตเจ้ากรมทนายเลือก(2455) ก็เป็นคนสอนมวยโบราณที่สวนกุหลาบ แล้วมีคนกล้าวกันว่าท่าทุ่มของมวยโบราณก็มีแล้วในเวทีสวนกุหลาบในสมัยนั้น แล้วมันหมายความว่าอย่างไรกับเหตุการณ์นี้ทีเกิดขึ้นทำไม่นักมวยคาดเชือกสมัยนั้นจึงแพ้ระเนระนาดทั้งทีสมัยนั้นเป็นจุดสูงสุดของมวยคาดเชือก
อึกอย่างมีคนเคยวิเคราะไว้ว่า นักยูยิตสูมักจะได้เปรียบเรืองพื้นเวที เพราะเวลา ล่มลงไปจึงไม่เจ็บ คงไม่ใช้เวทีนี้แน่ เพราะเวที ปูด้วยไม้ แล้วเอาเสื้อลงอีกครั้งนึ่งเท่านั้นเอง ลงผิดก็น็อคเหมือนกัน
มีคนเคยวิเคราะไว้อีกกว่า มวยโบราณไม่นิยมเขากอดเขาล็อกปล้ำกัน เพราะเชือกทีคาดอยู่นั้นสามารถ ถู้ใบหน้าหรือลำตัวให้บาดเจ็บได้ มันหมายความว่าอย่างไรสงสัยนักยูยิตสูสมัยนั้นคงหนังเหนียว หรือประสิทธิภาพการถูการเถื้อนมันมีน้อยกว่าความอดทนของนักยูยิตสูในสมัยนั้นครับ ก็หน้าแปลกเป็น ซ้ำ สอง หม่อมเจ้าพิบูล เอายูยิตสู้ปรรจุการเรียนการสอน แก่ตำรวจ แท่นทีจะเอามวยโบราณหรือเอาคุณหลวงชัยโชค ไปสอนก็ได้ ทำไม่ถึงท่านต้องเลือกยูยิตสู้บรรจุไว้ในหลักสูตรนักเรียนตำรวจ มีคนแย้งอีกว่ามวยไทยมีความรุ่นแรงไปเกรงว่าจะไปชกหน้าผู้ต้องหาหรือทำให้ผู้ต้องหาบาดเจ็บหนัก ยังงี้ต้องถามแบบทูเวแล้วยูยิตสู้ไม่รุนแรงตรงไหน ศาสตร์ ของสงครามเหมือนกัน ชกดีๆหมัดเดียวก็ตายได้ หรือเป็นไปได้ไหม ว่าการทุ่มทับจับหักสมัยนั้น ยังคงไม่หลากหลายเหมือนสมัยนี้ อันนี้ก็หน้าคิด เพราะประวัตศาสตร์เรา ก็มีครูมวยหลายท่านก็ผ่านการเรียนยูโด หรือยูยิตสู้มาหลายท่าน แต่ศิษย์บางท่านก็ปฎิเสธ แบบเลือนลอยไม่สามารถอ้างอิ้งอะไรได้ !!!




 

Create Date : 21 สิงหาคม 2548    
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2554 9:59:02 น.
Counter : 3840 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  

win_mma
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add win_mma's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.