Group Blog
 
All Blogs
 

ติช นัท ฮันห์"ให้ตระหนักรู้ ใช้"พลังสันติ"จัดการอารมณ์

ติช นัท ฮันห์"ให้ตระหนักรู้ ใช้"พลังสันติ"จัดการอารมณ์



ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม) สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) และกลุ่มสังฆะแห่งสติ จัดกิจกรรม "วันแห่งสติ" ขึ้นเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 20 พฤษภาคม ที่ลุมพินีสถาน สวนลุมพินี โดยมีท่านติช นัท ฮันห์ พระมหาเถระชาวเวียดนาม นิกายเซน มหายาน แสดงปาฐกถาธรรมเรื่อง "สู่สันติสมานฉันท์ : ความสุขอันเป็นหนึ่งเดียวในครอบครัวและสังคม" มีคุณหญิงทิพพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายอภินันท์ โปษะยานนท์ ประธานคณะกรรมการบริหาร สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ประธานที่ปรึกษาศูนย์คุณธรรม และประชาชนทั่วไป ทั้งชาวไทยและต่างชาติ เข้าร่วมประมาณ 2,000 คน

ท่านติช นัท ฮันห์ กล่าวว่า หลายคนเชื่อว่าการรับประทานยาจะช่วยให้ร่างกายหายเจ็บป่วย แต่ถ้าใจไม่สบายรับประทานยาก็ไม่สามารถช่วยได้ ปัจจุบันมนุษย์สูญเสียความสามารถที่จะพักผ่อนอย่างแท้จริง ดังนั้น เป็นสิ่งสำคัญ ที่จะกลับสู่พุทธศาสนา และเรียนรู้ศิลปะของการพักผ่อน ซึ่งคำสอนของพระพุทธเจ้ามีมาประมาณ 2,600 ปีแล้ว แต่ยังสามารถปรับเข้ากับยุคสมัยได้เสมอ ทั้งนี้ เมื่อร่างกายตึงเครียดใจก็หงุดหงิดง่าย ทำให้แสดงออกต่อคนรอบข้าง และสื่อสารกับคนในครอบครัวไม่เข้าใจ ทุกคนก็เกิดความทุกข์ เมื่อเด็กไม่รู้วิธีจัดการกับความทุกข์ก็จะเข้าหายาเสพติดและความรุนแรงต่างๆ และคิดว่าการหยุดความทุกข์ได้คือการฆ่าตัวตาย แต่พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องการตระหนักรู้ ให้จัดการอารมณ์ตนเองได้ ซึ่งพลังที่จะมาจัดการคือพลังแห่งสติ เพราะฉะนั้น ควรทำทุกอย่างในชีวิตอย่างมีสติ อยู่ที่ไหนก็ฝึกสติได้ ไม่จำเป็นต้องเข้าวัดถึงจะฝึกได้ เมื่อปฏิบัติเช่นนั้นได้ก็ช่วยตนในครอบครัวปลดปล่อยความเครียดได้ จากนั้นเวลา 18.00 น. ท่าน ติช นัท ฮันห์ นำเดินวิถีแห่งสติรอบสวนลุมพินี โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมจำนวนมาก

หน้า 15




 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 25 พฤษภาคม 2550 15:37:47 น.
Counter : 229 Pageviews.  

คนไทยเอาทั้งนั้น ยกเว้น"ของจริง"ที่เป็นแก่นสาร

คนไทยเอาทั้งนั้น ยกเว้น"ของจริง"ที่เป็นแก่นสาร

คอลัมน์ สยามประเทศไทย

สุจิตต์ วงษ์เทศ



"วงจรของลัทธิบริโภคนิยม กับลัทธิหวังผลดลบันดาล มาบรรจบประสานกัน แล้วส่งผลเป็นเหตุปัจจัยหนุนกัน ให้ชีวิตและสังคมนี้หมุนกลิ้งหรือลอยเคว้งคว้าง"

นี่เป็นอรรถาธิบายของพระพรหมคุณาภรณ์ หรือ "ท่านเจ้าคุณประยุทธ์" เกี่ยวกับกระแสจตุคามรามเทพในสังคมไทยที่กำลังขยาย "ตลาด" ไปทั่วสุวรรณภูมิอุษาคเนย์เร็วๆ นี้

เหตุที่เป็นเช่นนั้น ท่านเจ้าคุณประยุทธ์อธิบายว่าเพราะพื้นฐานของคนเหล่านั้นชอบหวังผลจากการดลบันดาลให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วย คิดแต่จะพึ่งอำนาจภายนอกมาทำให้อย่างที่ว่า "หวังลาภลอย นอนคอยโชค" แล้วระยะยาวคนก็อ่อนแอ ไม่มีความเพียรพยายามที่จะทำให้เกิดผลสำเร็จด้วยเรี่ยวแรงของตนเอง ได้แต่พึ่งพา (จตุคามรามเทพ)

พระกับวัด แทนที่จะมีหลักยึดแล้วชี้ทางบรรเทาทุกข์ที่ถูกต้องตามพระรัตนตรัยกับพระธรรมวินัย ก็มาพลอย "โลภ" หวังลาภลอยไปตามกระแสลัทธิบริโภคนิยมด้วย เท่ากับฉวยโอกาสบนความอ่อนแอของคน ท่านเจ้าคุณประยุทธ์บอกว่า

"พระกับวัดที่พลอยเข้ากระแสไปกับชาวบ้านด้วย คือ

หนึ่ง เหมือนกับถือหรือฉวยโอกาสหาลาภหารายได้ หาผลประโยชน์ไปด้วย

สอง เสียหลัก ไม่ยืนอยู่ในหลักการของตัว คือพระรัตนตรัยและพระธรรมวินัย"

ท่านเจ้าคุณประยุทธ์ชี้อีกว่ากระแสจตุคามฯเป็นเพียงอาการหนึ่งของโรคนี้ที่สังคมไทยเป็นมานานแล้ว เช่น "เรื่องพระพรหม พระราหู พระพิฆเนศ คนไทยเอาทั้งนั้น"

คนไทยเอาทั้งนั้น ยกเว้น "ของจริง" ที่เป็นแก่นสาร ดังท่านเจ้าคุณบอกว่า ความรู้เข้าใจเรื่องหลักความสัมพันธ์ระหว่างเทพกับปูชนียวัตถุสถานในพุทธศาสนา ระหว่างมนุษย์กับเทวดา ระหว่างคนกับเทพ รวมถึงประวัติความเป็นมาของสิ่งเหล่านั้น ซึ่งเท่ากับรู้จักตัวเอง รู้จักคนอื่น เพื่อความผาสุกร่มเย็นในข้างหน้า ถ้าไม่รู้จักตัวเอง แล้วจะเดินไปข้างหน้าให้ดีได้อย่างไร?

พระสงฆ์กับวัด แท้จริงแล้วคือสถาบันอันเป็นแหล่งเรียนรู้ ขณะเดียวกัน ก็ทำหน้าที่เป็นสื่อเผยแพร่แบ่งปันความรู้สู่สาธารณะด้วย แต่แล้วก็จบเห่เมื่อทั้งหมดที่ยกมาล้วนเสียหลัก แล้วฉวยโอกาสหาผลประโยชน์มั่งคั่งบนความอ่อนแอ เคว้งคว้างของคน

เมื่อสุนทรภู่บวชแล้วจำพรรษาอยู่วัดเทพธิดาราม ท่านเรียนรู้เท่าทันโลกและชีวิต (ตลอดชีวิต) แล้วแต่งหนังสือแบ่งปันเผยแพร่ความรู้นั้นผ่านคำกลอนเรื่องพระอภัยมณี ให้ชาวสยามรู้เท่าทันเจ้าอาณานิคมนักล่าเมืองขึ้น (อังกฤษ) ยุคนั้น แต่รัฐบาลไทยทุกวันนี้ไม่เคยเอาใจใส่แบ่งปันเผยแพร่ของดีมีในวัดเทพธิดารามกลางกรุงเทพฯ อยู่ติดศาลาว่าการกรุงเทพมหานครแท้ๆ ก็ไม่มี กทม. ดูแลเอาใจใส่ปฏิสังขรณ์ให้เป็นแหล่งเรียนรู้หรือเผยแพร่อะไร

นี่ไงล่ะ คนไทยเอาทั้งนั้น ยกเว้น "ของจริง" ที่เป็นแก่นสาร

หน้า 34




 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 25 พฤษภาคม 2550 15:36:22 น.
Counter : 214 Pageviews.  

พุทธศาสนา หรือ สันติภาพ?

วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10662

พุทธศาสนา หรือ สันติภาพ?

คอลัมน์ มองอย่างพุทธ

โดย พระไพศาล วิสาโล เครือข่ายพุทธิกา //budnet.info



ย้อนหลังไปเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ขณะที่สงครามเวียดนามใกล้ถึงจุดแตกหัก สหรัฐอเมริกาส่งกำลังเข้าไปหนุนรัฐบาลไซ่ง่อนเต็มอัตราศึก แต่กองกำลังของเวียดกงก็ยังรุกคืบหน้าไม่หยุด เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าชัยชนะของคอมมิวนิสต์ใกล้เข้ามาทุกขณะ

ในช่วงนั้นมีผู้ตั้งคำถามกับท่านติช นัท ฮันห์ ผู้นำขบวนการชาวพุทธเวียดนามว่า หากเลือกได้ ท่านจะเลือกอะไรระหว่างพุทธศาสนากับสันติภาพ ผู้ถามรู้ดีว่า "สันติภาพ" ในกรณีนี้หมายถึงการยุติสงครามเวียดนามพร้อมกับชัยชนะของคอมมิวนิสต์ และนั่นหมายถึงชะตากรรมของพุทธศาสนาที่ไม่อาจคาดทำนายได้

คำตอบของท่านนัท ฮันห์ ก็คือ "หากคุณต้องเลือกระหว่างพุทธศาสนากับสันติภาพ คุณต้องเลือกสันติภาพ เพราะหากคุณเลือกพุทธศาสนา แล้วละทิ้งสันติภาพ พุทธศาสนาย่อมรับไม่ได้ ยิ่งกว่านั้น พุทธศาสนามิใช่วัดหรือองค์กร พุทธศาสนาอยู่ในใจคุณ ถึงแม้คุณไม่มีวัดหรือพระสงฆ์ คุณก็ยังเป็นชาวพุทธในหัวใจและในชีวิตได้"

คำตอบดังกล่าวของท่านนัท ฮันห์ ย่อมขัดกับความรู้สึกของชาวพุทธเวียดนามจำนวนไม่น้อยในเวลานั้น ที่เห็นว่า หากเวียดนามตกเป็นของคอมมิวนิสต์ (หรือที่เรียกว่า "สิ้นชาติ") ก็เท่ากับสิ้นพุทธศาสนาด้วย เพราะรัฐบาลคอมมิวนิสต์ย่อมรังควานชาวพุทธและจ้องทำลายกิจกรรมทางพุทธศาสนาอย่างแน่นอน ดังนั้น ชาวพุทธเหล่านี้จึงทำทุกวิถีทางเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ รวมทั้งสนับสนุนการทำสงครามของสหรัฐและรัฐบาลเวียดนามใต้ แม้ว่านั่นจะหมายถึงชีวิตผู้คนอีกมากมายที่ต้องตายและพลัดที่นาคาที่อยู่

แต่สำหรับท่านนัท ฮันห์ สงครามคือสุดยอดแห่งความเลวร้ายทั้งมวล มันไม่เพียงทำลายชีวิตผู้คนและสร้างความทุกข์ทรมานนานัปการแก่ผู้บริสุทธิ์เท่านั้น หากยังดึงเอาส่วนที่เลวร้ายที่สุดออกมาจากจิตใจของผู้คน และกระทำย่ำยีต่อกันชนิดที่มนุษย์ธรรมดาไม่ทำกัน คุณงามความดีและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ เป็นอันไม่ต้องพูดถึง กล่าวอีกนัยหนึ่งสงครามทำให้คนกลายเป็นสัตว์ หาไม่ก็ต้องตกนรกทั้งเป็น ในสภาพเช่นนี้วัดวาอารามอันยิ่งใหญ่นับหมื่นและประเพณีพิธีกรรมทางศาสนาอันตระการตาจะมีความหมายอะไร ก็พุทธศาสนามีขึ้นเพื่อสันติสุขแห่งมวลมนุษย์มิใช่หรือ ดังนั้น หากต้องเลือกระหว่างสันติภาพกับพุทธศาสนา ชาวพุทธไม่มีทางเลือกใดนอกจากเลือกสันติภาพ หากเลือกพุทธศาสนาแต่สนับสนุนสงคราม นั่นย่อมมิใช่หนทางของชาวพุทธ เพราะพุทธศาสนาย่อมปฏิเสธการฆ่าในทุกกรณี

อย่างไรก็ตาม ท่านนัท ฮันห์ได้ย้ำเตือนเราว่า พุทธศาสนาที่แท้จริงนั้นมิได้อยู่ที่วัดวาอารามหรือพระสงฆ์ แต่อยู่ที่จิตใจของผู้คน ใจที่เป็นกุศล เปี่ยมด้วยเมตตา โอบอ้อมอารีต่อกัน ไม่ถูกครอบงำด้วยโลภะ โทสะ และโมหะ คือที่สถิตของพุทธศาสนาที่แท้ต่างหาก คุณภาพจิตดังกล่าวคือหลักประกันแห่งความยั่งยืนของพุทธศาสนาที่แท้จริง ใช่หรือไม่ว่าคุณภาพจิตเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยบรรยากาศแห่งความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน ผู้คนปลอดพ้นจากความหวาดระแวงหรือเกลียดชังกัน บรรยากาศเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ในภาวะที่มีสันติภาพเท่านั้น ดังนั้น หากเลือกสันติภาพ ก็ไม่ต้องห่วงว่าพุทธศาสนาจะถูกทำลาย เพราะสันติภาพคือเนื้อนาที่เกื้อกูลต่อการเจริญเติบโตของพุทธศาสนา

ด้วยเหตุนี้ท่านนัท ฮันห์ จึงอุทิศตนเพื่อสันติภาพในเวียดนามมาโดยตลอด โดยไม่ถือหางสนับสนุนทั้งรัฐบาลเวียดนามใต้หรือคอมมิวนิสต์ หากเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิง แม้ว่าการทำเช่นนั้นจะเป็นเหตุให้ท่าน (และขบวนการของท่าน) ถูกระแวงจากทั้งสองฝ่าย จนเพื่อนและลูกศิษย์ของท่านต้องถูกสังหารขณะทำงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยสงคราม กระนั้นท่านก็ไม่เคยเรียกร้องการแก้แค้น แต่ให้อภัยฆาตกร เพราะท่านเห็นว่าความโกรธเกลียดต่างหากที่เป็นศัตรูของท่าน หาใช่มนุษย์หรือใครคนใดคนหนึ่งไม่

จุดยืนของท่านนัท ฮันห์กับขบวนการชาวพุทธเพื่อสันติภาพในเวียดนามนั้น นับว่าแตกต่างอย่างชัดเจนเมื่อเปรียบกับจุดยืนของขบวนการพระสงฆ์และชาวพุทธในลังกาตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา เพราะฝ่ายหลังนั้นเลือกพุทธศาสนา แม้จะต้องละทิ้งสันติภาพก็ตาม ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้สงครามกลางเมืองระหว่างชาวสิงหลกับชาวทมิฬยืดเยื้อมาร่วม 25 ปีแล้ว โดยมีคนตายไม่น้อยกว่า 80,000 คน อีกนับล้านกลายเป็นผู้อพยพ

แม้ว่าความขัดแย้งระหว่างชาวสิงหล (ซึ่งมีประชากร 3 ใน 4 ของประเทศ) กับชาวทมิฬ (ซึ่งนับถือศาสนาฮินดู) จะยืดเยื้อยาวนานกว่าพันปี แต่ได้ปะทุอย่างรุนแรงในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาหลังจากได้รับเอกราชจากอังกฤษ จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อชาวสิงหลต้องการฟื้นฟูสถานะที่เคยตกต่ำในสมัยอาณานิคมให้กลับคืนมา ประเด็นสำคัญที่เรียกร้องคือ ให้ภาษาสิงหลเป็นภาษาราชการภาษาเดียว (แทนที่จะใช้ภาษาอังกฤษ) ซึ่งเท่ากับเปิดโอกาสให้คนสิงหลสามารถเข้ามหาวิทยาลัยได้มากขึ้น รับราชการได้มากขึ้น หรือมีงานทำในภาคเอกชนได้มากกว่าแต่ก่อน แต่ข้อเรียกร้องดังกล่าวไม่สำคัญเท่ากับการผลักดันให้ยุติการใช้ภาษาอังกฤษหรือภาษาทมิฬในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยและรับราชการ ซึ่งเท่ากับปิดโอกาสทางการศึกษาและเศรษฐกิจของของคนทมิฬ (ซึ่งส่วนใหญ่เขียนภาษาสิงหลไม่ได้)

การเรียกร้องดังกล่าว มีพระสงฆ์เป็นแกนนำ และใช้การรณรงค์ทุกรูปแบบ (รวมทั้งการอดอาหารในรัฐสภา เดินขบวน และหาเสียงให้พรรคการเมืองที่เห็นด้วยกับตน) เมื่อบรรลุผลสำเร็จ ก็ขยายไปสู่มาตรการอื่นๆ ต่อไป รวมทั้งการยึดโรงเรียนส่วนใหญ่ให้เป็นของรัฐ โดยใช้ภาษาสิงหลเป็นสื่อกลางอย่างเดียวเท่านั้น ทำให้ชาวทมิฬเกิดความไม่พอใจ รู้สึกถูกบีบคั้นเสมือนพลเมืองชั้นสอง หลังจากประสบความล้มเหลวในการต่อต้านซึ่งมักจบลงด้วยความรุนแรง จึงพากันเรียกร้องให้มีการปกครองตนเอง (แบบสหพันธรัฐ) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีคนทมิฬอาศัยเป็นส่วนใหญ่ แต่ในสายตาของคนสิงหลนี้คือสัญญาณของการแยกดินแดน

ลำพังลัทธิชาตินิยมอย่างเดียวก็ทำให้คนสิงหลรับไม่ได้กับข้อเสนอดังกล่าว เพราะถือว่าเกาะลังกาทั้งเกาะเป็นของชาวสิงหล แต่คนสิงหลยังมีความเชื่อมากกว่านั้นว่า ความเป็นสิงหลกับความเป็นพุทธ นั้นแยกจากกันไม่ออก ความเจริญรุ่งเรืองของสิงหลคือความเจริญรุ่งเรืองของพุทธศาสนา ภาษา วัฒนธรรม และดินแดนของสิงหล เป็นหนึ่งเดียวกับพุทธศาสนา ดังนั้น หากดินแดนของสิงหลต้องถูกแยกออกไปก็มีผลต่อความเสื่อมถอยของพุทธศาสนาด้วย

พระสงฆ์ซึ่งถือว่าตนมีภารกิจปกป้องพุทธศาสนา จึงทำทุกวิถีทางเพื่อต่อต้านการปกครองตนเองของชาวทมิฬ (โดยที่ก่อนหน้านั้นก็ได้ประสบความสำเร็จมาแล้วในการเรียกร้องให้รัฐธรรมนูญบรรจุข้อความยกย่องพุทธศาสนาให้เป็นศาสนาที่มีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งของชาติ) แต่ยิ่งต่อต้าน ความขัดแย้งก็ลุกลามมากขึ้น จนชาวทมิฬจำนวนหนึ่งหมดความหวังกับสันติวิธี จึงจับอาวุธขึ้นสู้ ซึ่งก็ยิ่งปลุกเร้าความเกลียดชังระหว่างคนสองเชื้อชาติมากขึ้น จนในที่สุดก็เกิดจลาจลในปี 2526 ซึ่งขยายไปหลายเมืองและมีคนตายร่วม 2,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวทมิฬ

นับแต่นั้นสงครามกลางเมืองระหว่างสิงหลกับทมิฬก็เกิดขึ้น ทั้งสองฝ่ายใช้วิธีการทุกรูปแบบในการสังหารกัน รวมทั้งการทิ้งระเบิดปูพรม และการใช้ระเบิดพลีชีพ โดยผู้รับเคราะห์ส่วนใหญ่เป็นผู้บริสุทธิ์ ตลอดสองทศวรรษที่เกิดสงคราม มีหลายกลุ่มเรียกร้องสันติภาพ โดยเสนอให้มีการกระจายอำนาจให้ชาวทมิฬ แต่ก็มักถูกต่อต้านโดยกลุ่มพระสงฆ์จำนวนมาก ซึ่งเห็นว่าความรุ่งเรืองของสิงหลและพุทธศาสนา เป็นสิ่งที่ประนีประนอมไม่ได้ หลายรูปถึงกับเข้าร่วมกับกองกำลังติดอาวุธสิงหล (JVP) เพื่อต่อต้านรัฐบาลที่มีแนวโน้มประนีประนอมกับฝ่ายทมิฬ ในขณะที่นับพันเข้าร่วมการประท้วงทุกครั้งที่เห็นว่ารัฐบาลกำลังโอนอ่อนให้ฝ่ายทมิฬ

แม้ปัจจุบันประชาชนทั้งสองฝ่ายจะเหนื่อยหน่ายกับสงคราม แต่สงครามไม่มีทีท่าว่าจะยุติ ทั้งๆ ที่มีการตกลงหยุดยิงมาได้ 5 ปีแล้ว แต่การฆ่าฟันกันก็ยังดำเนินต่อไป ส่วนหนึ่งเพราะรัฐบาลและฝ่ายกบฏ (พยัคฆ์ทมิฬอีแลม) ระแวงซึ่งกันและกัน แต่อีกสาเหตุหนึ่งก็เพราะพระสงฆ์และชาวพุทธจำนวนไม่น้อยยังต่อต้านสันติภาพทุกชนิดที่จะทำให้ความยิ่งใหญ่ของสิงหลและพุทธศาสนาต้องลดน้อยถอยลง ภิกษุรูปหนึ่งซึ่งเป็นแกนนำของพรรคการเมืองซีกรัฐบาล ประกาศเมื่อเร็วๆ นี้ว่า "เราต้องทำลาย (ผู้ก่อการร้ายทมิฬ) ก่อน แล้วจึงค่อยเจรจา"

ทุกวันนี้พุทธศาสนาได้รับการยกย่องว่าเป็นศาสนาประจำชาติของศรีลังกา แต่มีความหมายอะไรหากทั้งแผ่นดินนองไปด้วยเลือด ผู้คนเต็มไปด้วยความโกรธแค้นชิงชัง ทุกวันนี้ความรุนแรงระบาดไปถึงครอบครัว มีการทำร้ายทุบตีกันมากขึ้นภายในบ้าน การฆ่าตัวตายโดยเฉพาะในหมู่คนหนุ่มสาวพุ่งสูงเป็นอันดับต้นๆ ในเอเชีย ใช่หรือไม่ว่าการชูธงพุทธศาสนาโดยปฏิเสธสันติภาพ ในที่สุดก็ต้องลงเอยด้วยการบั่นทอนพุทธศาสนาเสียเอง

เป็นเวลา 32 ปีแล้วที่สันติภาพกลับคืนเวียดนาม แม้ชาวพุทธจะถูกกดขี่บีฑาโดยรัฐบาลคอมมิวนิสต์ปีแล้วปีเล่า แต่วันนี้เสรีภาพทางศาสนาเริ่มกลับคืนมา พุทธศาสนากำลังเบ่งบานอีกครั้งหนึ่ง สองปีที่แล้วท่านนัท ฮันห์ได้กลับไปเยือนบ้านเกิด หลังจากถูกห้ามเข้าประเทศมาเกือบ 40 ปี ท่านได้รับการต้อนรับเยี่ยงปูชนียบุคคล ผู้คนนับพันพร้อมใจมาฟังธรรมเทศนาและร่วมปฏิบัติกับท่านในทุกเมืองที่ท่านเยี่ยมเยือน สังฆะของท่านขยายตัวอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับอุบาสกและอุบาสิกาบริษัทผู้ศรัทธาในแนวทางของท่าน จนท่านต้องกลับไปเยือนเวียดนามเพื่อโปรดเขาเหล่านั้นอีกครั้งในปีนี้ (ก่อนที่จะแวะมาเมืองไทยในช่วงเทศกาลวิสาขบูชา) วันนี้รัฐบาลคอมมิวนิสต์มิอาจขัดขวางท่านและชาวพุทธผู้ศรัทธาท่านอีกต่อไป วิถีพุทธกำลังกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตชาวพุทธเวียดนามอีกครั้งหนึ่ง

ท่านนัท ฮันห์ได้พิสูจน์ว่า หากเลือกสันติภาพก่อนพุทธศาสนา ในที่สุดพุทธศาสนาก็จะกลับมาตั้งมั่นในแผ่นดินอีกครั้งหนึ่ง ตราบใดที่ยังมีพุทธศาสนาสถิตอยู่กลางใจ

สำหรับชาวพุทธไทยที่เห็นว่าความรุนแรงเป็นคำตอบสำหรับการรักษาพุทธศาสนาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เหตุการณ์ในเวียดนามและศรีลังกาในปัจจุบันคือบทเรียนที่มิอาจมองข้ามได้

หน้า 6<




 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 25 พฤษภาคม 2550 15:35:18 น.
Counter : 263 Pageviews.  

ประวัติศาสตร์มีชีวิตและอารมณ์ ยุคล่าอาณานิคม และพระอภัยมณี

วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10664

ประวัติศาสตร์มีชีวิตและอารมณ์ ยุคล่าอาณานิคม และพระอภัยมณี



ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยล้วนเป็น "ประวัติศาสตร์สำเร็จรูป" กลิ่นและรสเดียวกันหมด เหมือนอาหารสำเร็จรูปมีเกลื่อนไปในตลาดล้วนผลิตจากแหล่งคิด (โรงงาน) เดียวกัน หรือต่างโรงงานแต่เครื่องมือและวิธีการผลิตอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่หีบห่อยี่ห้อ

แต่สมุดภาพรัชกาลที่ 4 วิกฤตและโอกาสของรัตนโกสินทร์ ของ ไกรฤกษ์ นานา เป็นหนังสือข้อมูล "ประวัติศาสตร์มีชีวิตและอารมณ์" ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ราว 150 ปีมาแล้ว เพราะข้อมูลเหล่านั้นเป็นรูปลายเส้นฝีมือฝรั่งจากหนังสือพิมพ์ฝรั่งยุคนั้นมากกว่า 300 รูป (ล้วนมีอายุราว 150 ปีมาแล้วทั้งนั้น) ที่ผู้อ่านต้องดูรูปลายเส้นพร้อมคำใต้ภาพ แล้วคิดปรุงเอง ลงมือปรุงเอง ว่าชอบประวัติศาสตร์แบบไหนตาม "จินตนาการ" ความต้องการและฝีมือปรุงของตัวเอง

รูปลายเส้นที่คุณไกรฤกษ์รวบรวมจากต้นฉบับจริงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ฝรั่ง เป็นงานไม่เคยมีใครทำจริงจังมาก่อน เพราะใช้เวลาของความรักและศรัทธาสูงมาก ต้องใช้เงินลงทุนไม่น้อย ซึ่งคุณไกรฤกษ์มีเหลือเฟือทุกอย่าง เลยได้งานมีคุณภาพมาก

ประวัติศาสตร์มีชีวิต จิตใจ และอารมณ์ความรู้สึกเล่มนี้ เป็นยุคล่าเมืองขึ้นของจักรวรรดินิยมยุโรปยุคแรก ที่ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ต้องอ่านวรรณคดีเรื่อง พระอภัยมณีของสุนทรภู่ (ขณะเดียวผู้ศึกษาวรรณคดีก็ต้องอ่านประวัติศาสตร์จากเล่มนี้) ประกอบด้วย ถึงจะ "อร่อย" เพราะสุนทรภู่แต่งพระอภัยมณีให้มี "นัยยะ" ต่อต้านการล่าอาณานิคม แล้ว "แปลงสนามรบเป็นสนามรัก" ดังเพลงปี่เกี้ยวนางละเวงและอื่นๆ เพราะนางละเวงคือสัญลักษณ์ของพระนางเจ้าวิกตอเรียที่ล่าเมืองขึ้นปกครองลังกาและอินเดียหมดแล้ว

สิ่งที่คุณไกรฤกษ์ นานา ควรทำต่อไป คือย่อเล่มใหญ่ลงเล่มเล็ก (ขนาด 16 หน้ายกธรรมดา) เป็นหนังสือภาพเล่าเรื่องหรือเล่าเรื่องด้วยภาพอย่างง่ายๆ ให้คนทั่วไป "เข้าถึง" กว้างขึ้น ก็จะเป็นกุศลมหาศาลต่อการแบ่งปันความรู้และเผยแพร่สู่สาธารณะด้วยราคาไม่แพง

หน้า 34




 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 25 พฤษภาคม 2550 15:30:53 น.
Counter : 313 Pageviews.  

ห้องหนังสือกับมิวเซียม สร้างความรู้ด้วยความรัก

วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10666

ห้องหนังสือกับมิวเซียม สร้างความรู้ด้วยความรัก

คอลัมน์ สยามประเทศไทย

สุจิตต์ วงษ์เทศ



ความรู้ต่างกับความรู้สึก มีตัวอย่างความต่างอยู่ในสังคมไทยที่แสดงออกด้วยความรู้สึกอันมีที่มาจากความเชื่อ แล้วเสนอความเห็นจากความรู้สึกนั้นโดยไม่ให้ความสำคัญต่อความรู้ข้อมูลและพยานหลักฐานที่มีจริงๆ (ไม่ใช่รู้สึกเองว่ามี แต่จริงๆ ไม่มี)

สังคมความรู้สึกย่อมตกเป็นเหยื่อของประชานิยมที่กล้า "เล่น" แล้วเอาความรู้สึกของสังคมเป็นเครื่องมือได้ง่ายๆ เห็นได้ชัดจากความรู้สึกยกย่องเชิดชู "ผู้มีบุญ" ที่ทำทานอย่างพระเวสสันดร โดยไม่ติดใจสงสัยใดๆ ว่าทานที่ได้รับมาจากไหน? แม้เป็นทานจากความคดโกงยังใช้ความรู้สึกกำหนดว่า "ก็ยังดีกว่าโกงแล้วไม่ทำทาน"

ความรู้สึกของสังคมอย่างนี้มีอันตรายไร้อนาคต ต้องหาช่องทางกำจัดหรือจำกัดให้ความรู้สึกหมดไปหรือลดลง แล้วให้ความสำคัญต่อความรู้ที่ได้จากการศึกษาทั้งโดยตรงและโดยอ้อม รวมทั้งจากวิจัยวิจารณ์และประสบการณ์ด้วยตัวเอง

ห้องหนังสือกับมิวเซียมเป็นเครื่องมือดีที่สุดจำนวนหนึ่ง (ในบรรดาเครื่องมือดีๆ อีกหลายอย่าง เช่น สื่อ ฯลฯ) ที่กำจัดและ/หรือจำกัดความรู้สึกได้

แต่สังคมความรู้สึกอย่างสังคมไทยก็โชคร้ายซ้ำอีก เพราะกิจการของห้องหนังสือ (คือห้องสมุด) กับมิวเซียม (คือพิพิธภัณฑ์) ตกอยู่ในบ่วงกรรมอำนาจวิธีคิดและวิธีทำของระบบราชการแบบอาณานิคม (ตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 5) ที่เห็นว่าพลเมืองไม่มีสติปัญญาสมควรจะได้ความรู้ ส่งผลให้กิจการหนังสือกับมิวเซียมในสังคมไทยเป็นสถานที่ต้องห้ามที่ไม่ควรย่างกรายเฉียดใกล้ราวสถานที่ดับจิต

กทม. (กรุงเทพมหานคร) มีบ้านหนังสือกระจายทั่วไป (แต่ไม่มีใครรู้จักนักและมักไม่มีคนเข้าใช้บริการ) และเคยมีมิวเซียมกระจายอยู่บางเขต แต่ปิดแล้วเกือบหมด (เพราะตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ) ก็มีเหตุจากคิดแล้วทำตามระบบราชการแบบอาณานิคมนั่นแหละ คือไม่มีจิตสาธารณะ และไม่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลพลเมือง จึงไม่มีกิจกรรมความรู้สู่สาธารณะ

มีผู้ส่งเอกสารแผ่นพับ 2 พับมาให้อ่าน พับหนึ่งเรื่องบ้านหนังสือ สุกันยา อิศรางกูร ณ อยุธยา (ตรงพรานนก ใกล้โรงพยาบาลศิริราช) อีกพับหนึ่งเรื่อง ศูนย์ฝึกอาชีพวัดสุทธาวาส (ใกล้สถานีรถไฟบางกอกน้อย) แล้วมีชื่อชนินทร์ รุ่งแสง รองประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นผู้ดำเนินการ เมื่ออ่านหมดแล้วเข้าใจได้ว่าเป็นงานทำตามแบบแผนราชการ กทม. เหมือนที่เคยมีมาก่อน และทยอยปิดไปก่อนอย่างเป็นปกติ

นักวิชาการเพ้อเจ้อไร้สาระจะแอบอ้างทฤษฎีบ้าบอคอแตกว่าห้องสมุดกับพิพิธภัณฑ์แตกต่างกันเพราะฝรั่งบอกไว้อย่างนั้น แต่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องเดียวกันคือเผยแพร่ความรู้ ฉะนั้น รวมอยู่ด้วยกันได้และดีมากถ้ารวมกันเท่าที่จะจัดการได้ กระทั่งงานบ้านหนังสือสุกันยาฯกับศูนย์ฝึกอาชีพฯถ้ามีกิจกรรมเผยแพร่ความรู้เสริมเข้าไปด้วยจะยิ่งดีวิเศษนัก เพราะเท่ากับค่อยๆ สร้างความรู้เพื่อลดความรู้สึกที่บอกไว้แต่แรก

อุปสรรคสำคัญมีอย่างเดียวคือระบบราชการแบบอาณานิคมที่ กทม. มีเต็มเปี่ยมทุกระดับ จึงไม่ต้องการเผยแพร่ความรู้ด้วยความรัก แต่จะเชิดชูความ รู้สึกและความเชื่อเพื่อประชานิยม




 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 25 พฤษภาคม 2550 15:27:46 น.
Counter : 284 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  

Valentine's Month


 
win_mma
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add win_mma's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.