Group Blog
 
All Blogs
 
ความขัดแย้งเรื่องคนไทยมาจากไหน

การที่มีโอกาสไปศึกษาพวกไทดำและไทขาวที่เวียดนามครั้งนี้ แม้จะในช่วงเวลาไม่มากนัก แต่ก็นับว่าคุ้มค่ามากสำหรับข้าพเจ้า เพราะพบเห็นกลุ่มคนไทที่ยังคงรูปแบบลักษณะการตั้งถิ่นฐาน ตลอดจนการอยู่อาศัยแบบดั้งเดิม เพราะมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับคนไท-ไตกลุ่มอื่น ๆ ยิ่งกว่านั้นบังเป็นกลุ่มชนที่ไม่ได้รับผลกระทบกระเทือนหรือเปลี่ยนแปลงจากระบบความเชื่อที่มาจากภายนอกเช่น พุทธ ศาสนา หรือ ลัทธิขงจื้อแต่อย่างใด จากคนไทดำและไทยขาวดังกล่าว ทำให้ข้าพเจ้าใช้เป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปเปรียบเทียบกับบรรดากลุ่มชนที่เรียกว่าคนไท-ไตกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งกระจายกันอยู่ในบริเวณเส้นรุ้งและเส้นแวงเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน

ในขณะนี้พอสรุปได้ว่าความรู้เกี่ยวกับคนไท-ไตของข้าพเจ้าเองมีดังนี้

1.ความรู้ที่ได้ไปเห็นมากจากการเดินทาง ก็คือ เห็นพวกคนไตในยูนนาน โดยเฉพาะพวกไตลื้อ ได้เดินทางไปภูมิภาคและการตั้งถิ่นฐานของผู้คนในบริเวณหุบเขาและทะเลสาบในเขตยูนนาน โดยเฉพาะที่เมืองคุณหมิงและเมืองต้าหลี่หรือตาลีฟู ได้เดินทางไปเห็นเมืองมัณฑะและเมืองพุกามในประเทศพม่า ทำความรู้จักกับการตั้งถิ่นฐานและลักษณะภูมิประเทศที่สัมพันธ์กับกลุ่มชนไทยใหญ่ในเขตพม่าพอสมควร และเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็ได้มีโอกาสไปดูพวกไทดำและไทขาว ในภาคเหนือของเวียดนาม ได้และเห็นทั้งภูมิประเทศ การตั้งถิ่นฐาน ชีวิตและวัฒนธรรมของชนชาตินี้พอสมควร ทั้งหมดนี้ คือความรู้ที่ได้มาจากประสบการณ์ของตนเอง

2.ความรู้จากความสัมพันธ์กับผู้รู้ที่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้ ในปัจจุบันมีผู้สนใจเกี่ยวกับชนชาติไท-ไต ทั้งที่เป็นคนไทยและชาวต่างประเทศมาก โดยเฉพาะผู้ที่เป็นนักวิชาการชาวเอเซียด้วยกัน ทั้งนี้ก็เพราะสถาบันของการศึกษาต่าง ๆ จัดสัมมนาเรื่องของชนชาติไท-ไต หรือเรื่องไทยศึกษากันบ่อย ๆ ทำให้ข้าพเจ้ามีโอกาสพบปะสนทนา และรับทราบข้อมูลที่เกี่ยวกับชาติพันธุ์และวัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง ยกตัวอย่างเช่นเรื่องของคนไต ในยูนนานก็ได้รับทราบจาก อาจารย์เจีย แยนจอง มากพอสมควร ในขณะที่เรื่องของคนไทในกวางตุ้งและกวางสีก็ได้รับรู้จาก รองศาสตราจารย์ ดร. ธิดา สาระยา และศาสตราจารย์เหยา ซุ่นอัน โดยเฉพาะท่านหลังนี้ประจำอยู่ที่สถาบันการศึกษาเกี่ยวกับชนชาติในมณฑลกวางสี เป็นผู้สนใจเรื่องวัฒนธรรมสัมฤทธิ์ เคยแสดงหลักฐานทางโบราณคดีบางอย่างที่ชี้ให้เห็น่ากลุ่มคนไทที่เรียกว่าพวกจ้วงในมณฑลกวางสี่นั้นเป็นกลุ่มชนเก่าแก่ที่อยู่สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยปลายยุคก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งมีความเก่าแก่ไม่แพ้ชุมชนบ้านเมืองในบยุคสัมฤทธิ์และในเวียดนามทีเดียว แต่ผู้ที่เพิ่มความรู้และความเข้าใจให้กับข้าพเจ้ามากกว่าคนอื่น ๆ ก็คงไม่พ้น สุจิตต์ วงษ์เทศ เพราะเป็นผู้ที่สนใจเรื่องคนไทยมาจากไหน มาแต่ครั้งเรียนหนังสือในมหาวิทยาลัยแล้ว พอออกมาเป็นนักหนังสือพิมพ์และเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ก็ยิ่งหมกมุ่นมากกว่าแต่เดิม เกือบจะหายใจเป็นเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ การเป็นนักหนังสือพิมพ์ นักเขียนและกวีของสุจิตต์ทำให้มีโอกาสดีกว่าข้าพเจ้า ซึ่งเป็นข้าราชการ เพราะได้รับเชิญไปยังประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะที่เป็นประเทศสังคมนิยมไม่ว่าจะเป็นลาว พม่า จีนและโซเวียต จึงได้มีโอกาศสเดินทางไปยังบรรดาท้องถิ่นบ้านเมืองอันเป็นถิ่นที่อยู่ของชนชาติไทย และที่ซึ่งใครบอกว่าเป็นแหล่งกำเนิดของชนชาติไทย นับเป็นการเห็นผู้คน เห็นเรื่องราวของชาติพันธ์ที่นอกเหนือไปจากเรื่องภาษา แล้วยังนำมาบอกเล่าและถ่ายภาพสำคัญ ๆ มาให้เห็นอีกด้วย ก็นับได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกเรื่องการศึกษาเกี่ยวกับชนชาติไทยได้เป็นรูปธรรม และเห็นภายรวมได้มากกว่าคนอื่น ๆ ในขณะนี้

3.ความรู้ที่ได้จากหนังสือ บทความและหลักฐานทางเอกสารอื่น ๆ ที่มีผู้พิมพ์ขึ้น ซึ่งอาจแบ่งได้ 2 อย่างใหญ่ ๆ

อย่างแรก เป็นหนังสือหรืองานค้นคว้าของนักวิชาการรุ่เก่า ๆ ทั้งไทยและเทศ ที่กล่าวถึงความเป็นมาของชนชาติไทยเช่น “แหลมอินโดจีนสมัยโบราณ” ของพระยาอนุมานราชธน หรือ “ประวัติศาสตร์ชาติไทย” ของ หมอดอดด์ เป็นต้น

อย่างหลัง เป็นงานประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่นักวิชาการรุ่นใหม่ ๆ เขียนขึ้น ซึ่งก็มีทั้งแสดงความเห็นทีสนับสนุนและคัดค้านแนวคิดและเรื่องราวของพวกนักวิชาการรุ่นเก่า ๆที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดเหล่านี้ทำให้ข้าพเจ้าได้แลเห็นแนวทางที่ขัดแข้งกันในเรื่องแนวคิดและวิธีการศึกษาเป็น 2 พวก คือ

พวกแรก เน้นเรื่องภาษาไทยเป็นหลัก พยายามใช้ภาษาเป็นหลักฐานสำคัญที่จะยืนยันให้เห็นว่าชนชาติไทยมาจากไหน มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ใด โดยให้ความสำคัญกับหลักฐานด้านอื่น ๆ เพียงเล็กน้อย เพราะฉะนั้นการเสนอข้อมูลหรืองานเขียนของนักวิชาการพวกนี้จึงมีลักษณะค่อนข้างเป็นวิชาการจนผู้อ่าน ผู้สนใจอ่านไม่รู้เรื่องหรือฟังไม่เข้าใจ แล้วมองเห็นแต่ภาษา รากศัพท์ ความหมาย เสียงและสำเนียงที่เปลี่ยนแปลงไปอะไรต่าง ๆ มากมาย

พวกหลัง ก็เห็นความสำคัญของภาษาเหมือนกันแต่ไม่ยึดเป็นสรณะ กลับพยายามมองที่คนหรือกลุ่มชนที่สัมพันธ์กับภูมิประเทศ ลักษณะทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์โบราณคดี และวัฒนธรรมเป็นสำคัญ เมื่อได้อ่านข้อเขียนและงานค้นคว้าของหลาย ๆ ท่านแล้วก็อดใจที่จะสรรเสริญงานเขียนของบุคคลหนึ่งเสียมิได้ ในที่นี้ก็คืองานของ บุญช่วย ศรีสวัสดิ์ ผู้เคยเขียนเรื่อง “สามสิบชาติในเชียงราย” เรื่อยไปจนถึงเรื่องของคนไทยในพม่า จีน และ เวียดนามนับเป็นการเขียนที่มีพื้นฐานมาจากประสบการณ์ที่ไปพบมาแล้วนำหลักฐานจากด้านเอกสาร เช่น ตำนาน พงศาวดาร กับเรื่องราวจากคำบอกเล่า นิทานปรัมปรา มาผสมผสานให้เกิดภาพพจน์เป็นอย่างยิ่งข้าพเจ้าคิดว่าถ้าหากอ่านงานของคุณบุญช่วย ศรีสวัสดิ์ให้ดีแล้ว คงจะแลเห็นภาพรวมเกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานและการแพร่กระจายของกลุ่มชนชาติไท-ไตไม่มากก็น้อยเมื่อดูเรื่องราวเกี่ยวกับชนชาติไทยทั้งจากตำนาน พงศวดารและจากงานเขียนของนักค้นคว้าและนักวิชาการทั้งหลายแล้วก็อดที่จะคิดไม่ได้ว่า เรื่องที่ทำให้เป็นปัญหาใหญ่โตจนไม่มีอะไรลงตัวในขณะนี้ก็คือ การที่นักประวัติศาสตร์และนักวิชาการของรัฐไปให้ความสนใจเรื่องความเป็นมาของชนชาติไทยว่ามีถิ่นกำเนิดมาจากบริเวณเหนือเขตยูนนานขึ้นไปจนถึงแม่น้ำแยงซีเกียงและฮวงโห ทั้งๆ ที่ไม่มีหลักฐานด้านตำนาน พงศาวดารและกลุ่มชนที่เป็นชาติพันธุ์มาสนับสนุนแม้แต้น้อย สิ่งที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดอย่างสำคัญก็คือเรื่องภาษานั่นเอง เพียงพบถ้อยคำบางคำที่มีอะไรใกล้เคียงกับภาษาไทยหน่อยก็ทึกทักกันเข้าไป แล้วพยายามตีความขยายให้เป็นเรื่องใหญ่โตแต่สิ่งที่เป็นแรงผลักดันให้เรื่องราวที่ไม่ใคร่มีหลักฐานดังกล่าวนี้เป็นที่ยอมรับ จนกระทั่งกลายเป็นความเชื่อไปก็คือ

1.เชื่อตามข้อสังเกตและข้อเสนอของนักวิชาการต่างชาติและ

2.ความรู้สึกหลงชาติหรือชาตินิยมที่ทางรัฐบาลเป็นผู้ชี้แนะ ถ้าไม่มี่ทั้งสองอย่างนี้แล้ว ประวัติศาสตร์ชนชาติไทยที่มีถิ่นกำเนิดมาแต่เทือกเขาอัลไต แม่น้ำแยงซีเกียงและฮวงโห คงไม่เกิดขึ้นแน่จากความรู้และความเข้าใจที่กล่าวมาแล้ว ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความคิดเห็นที่งอกงามกว่าเดิมว่า การศึกษาเรื่องความเป็นมาของชนชาติไทยนั้น จำเป็นต้องมีการตีกรอบและวิเคราะห์แยกแยะประเด็นสำคัญ ๆ ให้เด่นชัด จึงจะแลเห็นอะไร ๆ ที่เป็นรูปธรรมอันจะเป็นพื้นฐานที่จะทำให้เกิดการตั้งคำถามเพื่อให้มีการศึกษาค้นคว้าหาข้อเท็จจริงที่จะเป็นประโยชน์ต่อไปได้โดยเฉพาะให้เป็นประโยชน์ในการเพิ่มพูนภูมิปัญญาให้แก่คนรุ่นใหม่ ๆ ในสังคมต่อไป

ในความเห็นของข้าพเจ้านั้น สิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนอื่นก็คือ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า “ไต” “ไท”และ “ไทย”
“ไต” และ “ไท” ก็ คือ “ไทยใหญ่” กับ “ไทยน้อย” “ไต” และ “ไท” เป็นชื่อของกลุ่มชนที่เป็น “ชนชาติ” เหมือนกัน แต่ต่างกันดังนี้ คำว่า “ไต” นั้นมุ่งไปยังกลุ่มชนที่ตั้งถิ่นฐานกระจายกันอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำโขงที่ครอบคลุมไปถึงบริเวณลุ่มน้ำสาละวินและอิรวดีตอนบน คำว่า “ไท” หมายถึงกลุ่มชนที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขง ตั้งแต่เขตประเทศลาวผ่านเข้าไปในลุ่มแม่น้ำดำและแม่น้ำแดงในเวียดนาม ผู้ที่พยายามแยกคำทั้งสองนี้ออกจากกันก่อนคนอื่น ๆ ก็เห็นจะได้แก่ จิตร ภูมิศักดิ์ ซึ่งก็เข้ากันได้ดีกับการแบ่งในสมัย ก่อนคือ แบ่งกลุ่มชนชาติไทยออกเป็น “ไทยใหญ่” กับ “ไทยน้อย”ไทยใหญ่ คือพวกที่อยู่ทางลุ่มแม่น้ำคง (สาละวิน) และ แม่น้ำมาว (หรือแม่น้ำชเวลี ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำอิรวดี)ไทยน้อยหมายถึงกลุ่มคนไทในลุ่มแม่น้ำโขงทางตะวันออกที่เลยเข้าไปในลาวและเวียดนาม กลุ่มนี้เป็นพวกที่เคลื่อนย้ายลงมาเป็นชาวล้านนา ล้านช้าง และสุโขทัยสรุปแล้วจะเห็นความสัมพันธ์อย่างมากระหว่างคำว่า “ไต” กับ “ไทยใหญ่” และคำว่า “ไท” กับ “ไทยน้อย”ทั้งพวกไตและไทนับเป็นกลุ่มชนในระดับ “ชนชาติ” ที่แตกต่างไปจากชนเผ่า ซึ่งในเรื่องนี้ จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นผู้ให้ความสนใจและตั้งข้อสังเกตไว้เป็นพิเศษ นับเป็นการวิเคราะห์ที่มีประโยชน์มาก เท่ากับเป็นการชี้ให้เห็นว่าในบรรดากลุ่มชนมากมายหลายเผ่าพันธ์ในยูนนานทางบริเวณตอนใต้ของประเทศจีนนั้น มีพัฒนาการทางสังคมอย่างกว้าง ๆ อยู่ 2 ระดับคือ ระดับที่เป็นชนเผ่ากับระดับที่เป็นชนชาติ

ระดับที่เป็นชนเผ่า เป็นชนกลุ่มเล็ก ๆ ที่มีทั้งอยู่ติดที่และเคลื่อนย้ายไปตามถิ่นต่าง ๆ ซึ่งส่วนมากจะเป็นกลุ่มชนอยู่บนที่สูง ด้วยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่สูงจึงมีชนเผ่ามากมายหลายภาษาชนเหล่านี้แม้จะมีการติดต่อทางเศรษฐกิจกับชนกลุ่มอื่น ๆ จากภายนอกก็ตาม แต่ก็มีลักษณะแยกตัวออกในเรื่องทางสังคมและวัฒนธรรม กล่าวคือไม่มีการสังสรรค์กันทางสังคมและวัฒนธรรมกับชนกลุ่มอื่น ๆ แต่อาจมีการรวมตัวทางการเมืองกันบ้างเป็นครั้งคราว

ระดับที่เป็นชนชาติ เป็นกลุ่มชนที่ใหญ่กว่า ส่วนใหญ่จะเป็นพวกที่ตั้งถิ่นฐานเป็นปึกเผ่นแน่นอนในบริเวณที่ราบในหุบเขา มีการสร้างความสัมพันธ์กันทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมระหว่างกันโดยเริ่มจากหุบเขาที่อยู่ใกล้เคียงกันไปจนถึงหุบเขาที่ห่างไกลการสังสรรค์ดังกล่าวทำให้กลุ่มชนที่อยู่ต่างหุบเขาเหล่านี้มีภาษาและวัฒนธรรมเหมือนกัน อีกทั้งมีการรวมตัวทางการเมืองขึ้นเป็นบ้านเมืองและรัฐได้เด่นชัดกว่าพวกชนเผ่าในบรรดาชนชาติต่าง ๆ ในยูนนานและทางตอนใต้ของประเทศจีนนั้น ชนชาติไตและไทนับได้ว่าเป็นชนชาติใหญ่ที่กระจายกันอยู่ตามที่ราบลุ่มในหุบเขาต่าง ๆ จิตร ภูมิศักดิ์ได้ค้นคว้าจากคำในภาษาไทยและจากการเทียบเคียงกับภาษาอื่น ๆ แล้ว ชี้ให้เห็นการแพร่หลายและการเคลื่อนย้ายของชาติไทยที่ย้อนหลังไปถึงสมัยก่อนกรุงศรีอยุธยา และสมัยสุโขทัยขึ้นไปอย่างมีเหตุมีผล ซึ่งการค้นคว้าดังกล่าวนี้ได้รับการสานต่อจากรองศาสตราจารย์ธิดาสาระยา ที่ได้วิเคราะห์ให้เห็นถึงการกระจายตัวและพัฒนาการของชนชาติไตย้อนหลังกลับไปจนถึงยุคต้นประวัติศาสตร์ เช่น สมัยทวารวดี ไต-ไท ในหุบเขาและทุ่งราบ

เมื่อมาถึงตรงนี้ ข้าพเจ้าใคร่ขอเสนอว่า นอกจากลุ่มคนไตและไทเป็นชนชาติเดียวกันแล้ว ยังเป็นกลุ่มชนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างบ้านแปลงเมือง หรืออีกนัยหนึ่งเป็นกลุ่มชนชาติที่มีพัฒนาการเป็นบ้านเป็นเมืองด้วยคำว่า “บ้าน” และ “เมือง” ปรากฏให้เห็นเป็นชื่อของชุมชน ทั้งในระดับที่เป็นหมู่บ้านจนถึงเมืองเล็กและเมืองใหญ่ที่ครอบคลุมอาณาบริเวณกว้างขวางตั้งแต่ทางตอนเหนือของประเทศไทยจากประมาณเส้นรุ้งที่ 19 องศาเหนือขึ้นไปจนถึงเส้นรุ้งที่ 26 องศาเหนือ กับเส้นแวงที่ 95 องศาตะวันออกไปจนถึงเส้นแวงที่ 109 องศาตะวันออกการกระจายตัวของชุมชนบ้านเมืองเหล่านี้มีลักษณะเป็นแนวนอนจากตะวันตกไปทางตะวันออกมากกว่าทางแนวตั้งซึ่งเป็นเรื่องของจากเหนือลงใต้ ทั้งนี้เป็นเพราะอิทธิพลของสภาพทางภูมิศาสตร์อันเกิดจากการกระทำของแม่น้ำสายใหญ่ ๆ หลายสาย คือ แม่น้ำอิรวดี แม่น้ำสาละวิน แม่น้ำดขง และแม่น้ำแดงเป็นสำคัญแม่น้ำทั้งที่สายนี้ล้วนมีกำเนิดมาจากเทือกเขาหิมาลัยในทิเบต ซึ่งอยู่เหนือมณฑลยูนนานทั้งสิ้น เมือไหลมาถึงยูนนานจึงได้แยกห่างออกจากกัน อันเนื่องมาจากเป็นบริเวณเทือกเขาสลับซับซ้อน มีลำน้ำลำธารสายเล็ก ๆ มากมายหลายสาย ไหลจากภูเขาแลหุบเขาใหญ่น้อยมาสมทบด้วยทำให้แม่น้ำทั้งสี่นี้ค่อย ๆ กลายเป็นลำน้ำใหญ่ที่ไหลลงไปทางใต้ผ่านที่ราบลุ่มกว้างใหญ่ตั้งแต่ประมาณเส้นรุ้งที่ 19 องศาเหนือลงไป เช่นการไหลของแม่น้ำโขงเข้าสู่ที่ราบลุ่มเมืองเชียงแสนในเขตจังหวัดเชียงราย เป็นต้นบรรดาชุมชนบ้านและเมืองของชาติไตและไทนั้นมักเกิดขึ้นในบริเวณหุบเขาและทุ่งราบที่ลำน้ำสาขาของแม่น้ำใหญ่ทั้งสี่ไหลผ่านไปสู่แม่น้ำใหญ่ ซึ่งทิศทางการไหลของลำน้ำสาขาเหล่านี้มักมีลักษณะเป็นแนวนอนจากตะวันตกไปตะวันออกหรือจากตะวันออกไปทางตะวันตกลักษณะการกระจายตัวตามแนวนอนตามลำน้ำสาขาที่ไหลผ่านหุบเขาอันเป็นที่ตั้งชุมชนบ้านเมืองดังกล่าวนี้ มักจะทำให้เกิดเมืองขนาดใหญ่ขึ้นตรงชุมทางใกล้ ๆ กับลำแม่น้ำใหญ่ เมืองใหญ่ ๆ เหล่านี้มักกลายเป็นชุมชนที่เป็นศูนย์กลางในการปกครอง คมนาคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม หรืออีกนัยหนึ่งก็เป็นศูนย์กลางของรัฐเล็ก ๆ ที่มีเจ้าฟ้าหรือเจ้าเมืองปกครองเป็นตระกูล ๆ ไป รัฐเหล่านี้มีทั้งการขัดแย้งรบพุ่งกันเอง หรือไม่ก็มีการรวมตัวเป็นสหพันธรัฐเป็นครั้งคราวเพื่อร่วมกำลังกันต่อสู้ข้าศึกศัตรู หรือมิฉะนั้นก็ไปรุกรานผู้อื่น พัฒนาการทางสังคมและการเมืองของชุมชนบ้านเมืองของกลุ่มชนชาติไทยกลุ่มต่าง ๆ ในลักษณะแนวนอนดังกล่าวมานั้น สอดคล้องเป็นอย่างดีกับเรื่องราวในตำนาน พงศาวดารหรือเรื่องราวประวัติบ้านเมืองจากคำบอกเล่าที่ถ่ายทอดกันมาช้านาน ดังเช่นตำนานเมืองแถนที่มีกล่าวถึงในพงศาวดารล้านช้าง อันแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของชุมชนหมู่บ้านที่นาน้อยอ้อยหนูในลุ่มน้ำรมกับเมืองแถน และจากเมืองแถนไปสัมพันธ์กับเมืองอูในลุ่มแม่น้ำอูก่อนที่จะไปเกี่ยวช้องกับเมืองหลวงพระบางเป็นต้น ดูเหมือนตำนานพงศาวดารที่ให้ข้อมูลอันแสดงให้เห็นกลุ่มของบ้านเมืองและรัฐอย่างชัดเจนก็คือ พงศาวดารไทยใหญ่ของพวกชนชาติไตในบริเวณลุ่มแม่น้ำอิรวดีตอนบน ได้ท้าวความไปถึงการเกิดของรัฐไตมาวในลุ่มน้ำชเวลี หรือแม่น้ำมาวที่เป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำอิรวดีที่ถือกันว่าเป็นรัฐเก่าแก่ อย่างน้อยก็ร่วมสมัยเดียวกันกับอาณาจักรพุกามของพม่าสมัยโบราณเพระาในบั้นปลายของอาณาจักรนี้ได้ถูกทำลายโดยพวกไทยใหญ่ นอกจากเรื่องของเมืองไตมาวแล้ว ก็มีพงศาวดารเมืองแสนหวีที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องไปถึงเมืองนาย เมืองเชียงตุงเมืองเชียงรุ่งที่อยู่ในลุ่มแม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำโขงตามลำดับทั้งหมดเหล่านี้ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองตระกูลของเจ้าฟ้า หรือกษัตริย์ผู้ปกครองบ้านเมืองและรัฐอย่างแจ่มชัด ยิ่งกว่านั้นยังมีหลักฐานอีกหลายอย่างที่แสดงการเคลื่อนย้ายของกลุ่มไทยใหญ่ (หรือชาน) ไปทางตะวันตกผ่านแม่น้ำชินดะวิน ซึ่งเป็นต้นน้ำสาขาหนึ่งของแม่น้ำอิรวดีข้ามสันปันน้ำไปยังลุ่มน้ำพรหม-บุตรในแคว้นอัสสัมของอินเดียแล้วกลายเป็นพวกไตต่างในแคว้นอัสสัมทุกวันนี้ถ้าหากจะมองดูการรวมตัวกันเป็นกลุ่มทางการเมืองจนเป็นบ้านเมืองใหญ่โต และมีวัฒนธรรมเป็นของตนเองอย่างเป็นปึกแผ่นมั่นคงแล้ว ก็คงต้องยอมยกให้กับกลุ่มไตหรือไทยใหญ่อย่างแน่นอน เพราะถ้าหากไม่เป็นปึกแผ่นและมีพลังจริงแล้วก็คงจะไม่มีการเรียกชื่อให้แตกต่างไปจากพวกคนไทกลุ่มอื่น ๆ โดยเฉพาะบรรดาที่อยู่ทางลุ่มแม่น้ำโขงฟากตะวันออกเป็นแน่การเรียกชื่อว่าไทยใหญ่ก็ดี ไทยหลวงก็ดี หรือแม้แต่พวกชานและเงี้ยวจากกลุ่มชนที่อยู่ภายนอกนั้น ล้วนให้ความสำคัยในลักษณะเฉพาะและความยิ่งใหญ่ของชนชาติไตกลุ่มนี้เป็นอย่างดีสิ่งที่เห็นเด่นชัดอีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับพวกไทยใหญ่ หรือ ไตจากข้อมูลทางชาติพันธุ์ก็คือ เป็นกลุ่มชนที่มีลักษณะเป็นนักรบบึกบึนและเป็นทั้งพ่อค้าและนักเดินทางไปยังแดนไกลไม่ต้องอะไรอื่น เพียงดูแค่บรรดาชุมชนบ้านเมืองที่เกิดขึ้นในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอนอันเป็นหุบเขาในลำน้ำที่เป็นสาขาของแม่น้ำสาละวิน เช่น เมืองแม่ฮ่องสอน และเมืองขุนยวมในปัจจุบันก้วนเกิดขค้นจากการมาตั้งหลักแหล่งของพวกกองคาราวานพ่อค้าไทยใหญ่เมื่อปะมาณ 90 ปีที่ผ่านมานี้เอง เมื่อมาถึงตอนนี้ก็ทำให้นึกไปถึงตำนานสิงหนวัติกุมารที่มีนักวิชาการใช้อ้างเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าแต่ก่อนชนชาติไทยเป็นใหญ่อยู่ที่เมืองหนองแส หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ แคว้นน่านเจ้าที่มีศูนย์กลางอยู่ริมทะเลสาบของเมืองตาลีฟูนั่นเองแต่ในทัศนะของข้าพเจ้าแล้วตำนานสิงหนวัติเป็นเอกสารที่มีประโยชน์มาก ทว่าความสำคัญไม่ได้อยู่ตรงที่ชนชาติไทยเคยเป็นอยู่น่านเจ้า หากอยู่ที่ลักษณะภูมิประเทศอันสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวของชนชาติไต ซึ่งเราอาจทึกทักเอาตามตำนานได้ว่าบ้านเมืองเดิมของสิงหนวัติคงอยู่ในบริเวณยูนนานแน่ แต่ไม่น่าที่จะปักใจเอาว่าอยู่บริเวณที่เป็นศูนย์กลางของแคว้นน่านเจ้า ทั้งนี้เพราะน่านเจ้าเองเป็นแคว้นหรืออาณาจักรที่มีขนาดใหญ่ มีกลุ่มเมืองสำคัญที่รวมเป็นราชอาณาจักรถึงหกกลุ่มหกก๊กด้วยกัน ก็อาจจะมีกลุ่มที่เป็นชนชาติไตอยู่บ้างก็ได้แต่คงไม่ถึงกับหมดทุกก๊กเป็นพวกไตกระมัง สิ่งที่สะท้อนให้เห็นจากตำนานสิงหนวัติก็คือ ประการแรกไม่เคยมีอะไรที่แสดงให้เห็นว่าชนชาติไตมีการตั้งถิ่นฐานเป็นบ้านเมืองเหนือยูนนานขึ้นไป และประการต่อมาก็คือ การเคลื่อนย้ายของกลุ่มชนภายใต้การนำของสิงหนวัตินั้นเป็นการเดินทางผ่านจากบริเวณลุ่มน้ำอิรวดีตอนบนมายังแม่น้ำสาละวิน หรือแม่น้ำคง แล้วจึงตัดข้ามสันปันน้ำมายังบริเวณเมืองเชียงแสนในลุ่มแม่น้ำโขง คงเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นชัดถึงการเคลื่อนย้ายในลักษณะแนวนอนจากทางตะวันตกมายังตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเรื่องนี้ สุจิตต์ วงษ์เทศ เคยตั้งข้อสังเกตไว้ นับเป็นการยืนยันให้เห็นว่าการเคลื่อนย้ายของชนชาติไตจากเมือง หนองแสหรือตาลีฟูลงมาตามลำน้ำโขงจนถึงเมืองเชียงรายและเมืองเชียงแสนนั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรสนับสนุนเลย ยิ่งกว่านั้นถ้าจะพิจารณาดูว่ากลุ่มคนไตของสิงหนวัติเป็นใครด้วยแล้ว ก็อาจพูดได้ว่าคงเป็นกลุ่มชนชาวไทยใหญ่หรือพวกชานมากกว่าการเป็นพวกไทยน้อยหรือลาว มิฉะนั้นแล้วคงจะไม่ผ่านจากลำแม่น้ำอิรวดีและสาละวินมายังแม่น้ำโขงได้ อีกสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึวความสำคัญของพวกไทยใหญ่หรือพวกคนไตก็คือศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะในเรื่องสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวกับวัง วัด และบ้านเรือน ซึ่งมีลักษณะที่มีพัฒนาการมาช้านานและซับซ้อนกว่าลุ่มแม่น้ำโขงฝั่งตะวันออกไม่ต้องดูอะไรอื่น เพียงแต่ลักษณะบ้านเรือนก็มีการจัดแบ่งห้องเพื่อทำหน้าที่ต่าง ๆ มากกว่าพวกไทดำและไทขาว เรือนใหญ่มีทั้งเรือนของคนชั้นสูงทีมีฐานะและเรือนของคนชั้นธรรมดาเรือนบางเรือนมีหลังคาแฝด หรือบางแห่งมีเรือนขวางต่อจากเรือนใหญ่ ลักษณะเช่นนี้คงส่งอิทธิพลให้กับพวกไตลื้อในกลุ่มแม่น้ำโขงฝั่งตะวันตกด้วยก็ได้ ส่วนเรือนไทดำและไทขาวมีลักษณะเป็นเรือนโรงยาวและเรียบง่าย การแบ่งเป็นห้อง ๆ ให้คนหลายคนต่างเพศต่างวัยก็กระทำอย่างง่าย ๆ ไม่สลับซับซ้อนอย่างพวกไทยใหญ่ ยิ่งเป็นเรือนของพวกชนชั้นปกครองด้วยแล้วพวกไทยใหญ่จะมีขนาดใหญ่โตและซันซ้อนระคนไปด้วยความมีระเบียบและสวยงาม ในด้านศาสนาและระบบความเชื่อ ทางพวกไทยใหญ่ก็มีความซับซ้อนกว่าทางพวกไทยน้อย พื้นฐานเดิมของพวกไทยใหญ่ก็คงเป็นระบบความเชื่อเกี่ยวกัยแถนเช่นเดียวกันกับพวกไทยน้อย แต่การอยู่ใกล้กับพวกพยู หรือผิ่วและพุกาม ที่มีการติดต่อกับทางอินเดียนั้น ทำให้พวกไทยใหญ่ได้รับอิทธิพลทางพุทธศาสนาก่อนพวกไทยน้อย ทั้งนี้รวมทั้งอิทธิพลพุทธฝ่ายมหายานและฮินดูที่อาจจะรับผ่านทางทิเบต ยูนนาน และน่านเจ้าด้วยข้าพเจ้าคิดว่าการปรัรบเปลี่ยนแถนให้เป็นพระอินทรือันเป็นเทพสำคัญทั้งฝ่ายพุทธและพราหมณ์นั้น อาจเกิดขึ้นในกลุ่มไทยใหญ่ก่อนด้วยซ้ำ และสิ่งเหล่านี้อาจส่งผลให้เกิดแระเพณีตั้งเสาอินทขิลดังที่พบในรัฐล้านนาก็เป็นได้ ในขณะที่พวกไทยน้อยยังนับถือแถนหรือถือผีอยู่ ตำนานพงศาวดาร เช่น พงศาวดารโยนกที่พูดถึงลวจักราช ขุนเจืองขุนบรม รวมทั้งขุนลอต่าง ๆ นานานั้น ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของบ้านเมืองทางลุ่มแม่น้ำโขงที่ค่อนข้างล้าหลังกว่าทางลุ่มแม่น้ำอิรวดีและสาละวินของพวกไทยใหญ่ อย่างน้อยพงศาดารเมืองหลวงพระบางและพงศาวดารเมืองน่านก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่าพุทธศาสนาเพิ่งแพร่เข้าไปในดินแดงของบ้านเมืองเหล่านั้นในระยะหลัง ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับทางพวกไทยใหญ่และพวกล้านนา แต่ในขณะเดียวกันเรื่องราวของพงศาวดารโยนก พงศาวดารเมืองหลวงพระบาง และพงศาวดารเมืองน่านก็สะท้อนให้เห็นถึงการเคลื่อนย้ายของกลุ่มชนที่เรียกว่าพวไทยน้อยจากทางตะวันออกเข้ามาสร้างบ้านแปลงเมืองในลุ่มแม่น้ำโขงค่อนข้างชัดเจนแต่จะว่ากลุ่มไทยน้อยเป็นพวกล้าหลังและไม่มีพัฒนาการเสียเลยก็ไม่ได้ เพราะชนชาติไทไม่จำกัดอยู่เฉพาะบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงเท่านั้น ถ้าผ่านเทือกเขาที่เป็นสันปันน้ำไปยังลุ่มแม่น้ำแดงตอนล่างในเขตเวียดนามหรือทางตะวันออกเฉียงเหนือเข้าไปในเขตกวางตุ้ง กวางสีของจีนที่เป็นบริเวณติดต่อกับทะเลจีนนั้นล้วนเป็นบริเวณที่ราบกว้างใหญ่ที่มีคนหลายเผ่าพันธ์ หลายชนชาติมาตั้งถิ่นฐาน มีการติดต่อกันทางทะเล และติดต่อกับบ้านเมืองภายในที่เจริญแล้ว เช่น แคว้นเทียนที่คุนหมิงหรือกับแค้วนสำคัญ ๆ ของจีนทางมณฑลเสฉวน ทำให้เกิดเป็นบ้านเมืองมาตั้งแต่สมัยโลหะตอนปลายแล้วเติบโตเป็นรัฐมาอย่างน้อยก็รวมพุทธศตวรรษที่ 8-9 แล้วกลุ่มไทยน้อยเหล่านี้ได้มีการผสมผสานกับชนเผ่าและชนชาติอื่น ๆ จนกลายเป็นพลเมืองหรือชนพื้นเมืองในท้องถิ่นหรือภูมิภาคนั้นไป เช่น พวกเหยอะหรืออวดซึ่งต่อมาก็กลายเป็นพวกเวียดนั้นคงมีกลุ่มชนชาติไทผสมผสานอยู่ไม่น้อยทีเดียว

“ไทย” ก็คือ “ไทยสยาม”

เท่าที่กล่าวมาแล้วอย่างยืดยาวนั้นเป็นเรื่องของพวกไตกับไทซึ่งเป็นชนชาติที่สัมพันธ์กับการสร้างบ้านแปลงเมืองตามหุบเขาใหญ่น้อยของภูมิภาคตอนบนของแม่น้ำอิรวดี แม่น้ำสาละวิน แม่น้ำโขง และแม่น้ำดำกับแม่น้ำแดง อันเป็นภูมิภาคที่อยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 19 องศาเหนือถึง 26 องศาเหนือเป็นสำคัญ ต่อไปนี้หันมาพิจารณาเรื่อง “คนไทย” ในเขตประเทศไทยกันบ้าง ความแตกต่างระหว่างคนไตและคนไทกับคนไทยอยู่ที่พัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมที่ต่างระดับกันพวกแรกคือคนไตและคนไทนั้นเป็นเรื่องของพัฒนาการในระดับบ้านเมืองและการเป็นรัฐเล็ก ๆ ยังมีความสามารถในการรักษาความเป็นชนชาติเดียวกันไว้ได้มากกว่าพวกหลังที่เรียกว่าคนไทยซึ่งมีพัฒนากรในระดับที่เป็นรัฐขนาดใหญ่ เป็นอาณาจักรและเป็นประเทศ แน่นอนในระดับเช่นนี้การที่จะมีคนกลุ่มเดียวคือชนชาติไตหรือไทเป็นทั้งหมดของประเทศไม่ได้แน่หากเป็นการรวมตัวของผู้คนหลายเผ่าพันธุ์และหลายชนชาติให้มาเป้นอันหนึ่งอันเดียวกันในทางวัฒนธรรมเป็นสำคัญแต่การจะทำให้เข้าใจในเรื่องนี้ก็จำเป็นต้องดูอิทธิพลของลักษณะภมิประเทสและความสำคัญทางภูมิศาสตร์ด้วยอาจกล่าวได้ว่าลักษณะภูมิประเทศตั้งแต่เส้นรุ้งที่ 19 องศาเหนือลงมาที่อยุ่เขตภาคเหนือของประเทศไทยปัจจุบันนั้นเปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนกันกับบริเวณที่อยู่เหนือเส้นรุ้งที่ 19 องศาเหนือขึ้นไป กล่าวคือแม้ว่าจะเป็นบริเวณที่เป็นหุบเขาอยู่ก็ตาม แต่เป็นหุบเขาที่มีที่ราบลุ่มกว้างใหญ่เช่นที่ราบลุ่มเชียงใหม่ที่ราบลุ่มลำปาง และที่ราบลุ่มเชียงราย แต่ละแห่งมีลำน้ำสายใหญ่ ๆ ไหลผ่าน และมีลำน้ำสาขาที่เป็นต้นน้ำอีกมากมายไหลหล่อเลี้ยง เช่น แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำกก แม่น้ำอิง เป็นต้นที่ราบลุ่มในหุบเขาของประเทศไทยดังกล่าวมานั้น แต่ละแห่งกล้างขวางกว่าที่ราบลุ่มเมืองแถนหรือเดียนเบียนฟูมากมายนับเป็นแอ่งที่รองรับการเข้ามาตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองของผู้คนหลายพวกหลายเหล่าได้ดีกว่าบรรดาที่ราบในหุบเขาต่าง ๆ ที่อยู่เหนือเส้นรุ้งที่ 19 องศาเหนือขึ้นไป จึงทำให้มีพัฒนาการเป็นบ้านเมืองขนาดใหญ่ที่มีผู้คนหลายเผ่าพันธุ์และหลายชนชาติมาอยู่รวมกันได้ หลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของบ้านเมืองอันมีคนหลายเผ่าพันธ์มาผสมผสานกันนั้น แลเห็นได้ชัดเจนจากพงศาวดารโยนกและตำนานสิงหนวัติ

พงศาวดารโยนก เอกสารเล่มนี้แสดงให้เห็นถึงพัฒนนาการของกลุ่มชนชาติที่อยู่บนที่สูงคือพวกลัวะได้เคลื่อนย้ายลงจากดอยตุงมาตั้งถิ่นฐานในพื้นราบ สร้างบ้านเมืองขึ้นในที่ราบลุ่มใกล้ลำน้ำแม่สายและแม่น้ำโขงในเขตอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย มีเมืองสำคัญคือเมืองนครเงินยาง แล้วต่อมามีการขยายตัวไปตั้งเมืองพะเยาเป็นเมืองสำคัญที่บริเวณกว๊านพะเยาอันเป็นแหล่งต้นแม่น้ำอิง ตำนานสิงหนวัติ เอกสารเล่มนี้เป็นเรื่องของกลุ่มชนชาติไตที่เคลื่อนย้ายมาทางลุ่มน้ำอิรวดี-สาละวิน แล้วผ่านเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่เมืองเชียงแสนและเมืองเชียงรายเป็นต้น โยนก-ล้านนา จากตำนานทั้งสองนี้ต่างก็กล่าวถึงการสร้างบ้านแปลงเมืองในบริเวณเดียวกันหรือใกล้เคียงกันจนไม่อาจกล่าวได้ว่าตำนานไหนถูกหรือผิด คงได้แต่เพียงคาดคะเนได้ว่ามีคนทั้งสองกลุ่มชนชาติคือพวกลัวะกับพวกคนไตอยู่จริง แต่อาจจะเคลื่อนย้ายเข้ามาต่างสมัยต่างเวลากันก็ได้ ซึ่งในที่สุดแล้วก็มีการผสมกลมกลืนเป็นพวกชาวโยนกหรือพวกยวนไปกษัตริย์หรือบุคคลที่เป็นผู้นำสำคัญที่เอ่ยถึงในตำนานก็มีขุนเจืองและพญามังราย ซึ่งก็แยกไม่อกว่าเป็นไตหรือลัวะทั้ง ๆ ที่ในปัจจุบันคนทั่วไปมองพญามังรายว่าเป็นไตและจัดเป็นต้นตระกุลไทยท่านหนึ่งเหมือนกัน ส่วนขุน-เองหรือพญาเจืองนั้นก็ยิ่งบอกไม่ได้เด่นชัดว่าเป็นไตหรือไม่ เพราะเป็นผู้ที่ถูกยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษของลุ่มแม่น้ำโขงทั้งสองฟากฝั่งตั้งแต่เชียงรุ่งเรื่อยลงไปถึงล้นช้าง บ้างก็ว่าเป็นคนไต บ้างก็ว่าเป็นลัวะ แต่บ้างก็ว่าเป็นข่า หรืออะไรทำนองนั้นแต่ถ้ายึดตำนานแล้วก็บอกได้ว่าขุนเจืองและพญามังรายมีเชื้อสายลัวะแน่ ๆ เพราะสืบต่อมาจากปู่เจ้าลาวจกและลวจักราชที่ลงมาจากดอยตุง เรื่องของขุนเจืองและพญามังรายไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆขุนเจืองนั้นถ้าว่ากันตามหลักเกณทางประวัติศาสตร์แล้วยังไม่มีหลักฐานที่หนักแน่นว่ามีตัวตนเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ได้ จึงคงเป็นผู้นำในตำนานที่เป็นเรื่องของความเชื่อ (myth) แต่เรื่องขุนเจืองก็สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นจริงบางอย่างในพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมนั่นก็คือเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่ามีพัฒนาการของผู้นำที่เป็นบุคคลในท้องถิ่นเกิดขึ้นในลุ่มแม่น้ำโขงในยุคที่เกิดบ้านเมืองใหญ่โตที่มีเครือข่ายความสัมพันธ์ไปยังบ้านเมืองต่าง ๆ จากบริเวณเส้นรุ้งที่ 19-20องศาเหนือลงมาจนถึงเส้นรุ้งที่ 18 องศาเหนือ หรืออีกนัยหนึ่งก็ตั้งแต่เมืองเชียงรุ่งลงมาจนถึงเมืองเชียงแสน พะเยา และเวียงจันท์เมื่อมาถึงตรงนี้ตำนานสิงหนวัติก็ไม่ใช่ย่อย เพราะมีบุคคลที่เป็นวีระบุรุษอีกเช่นกัน คือพระเจ้าพรหมที่เป็นผู้รบพุ่งปราบปรามชนเผ่าต่าง ๆ แล้วสถาปนาบ้านเมืองของคนไตขึ้นในลุ่มแม่น้ำโขงทั้งสองฝั่งในเขตจังหวัดเชียงรายเรื่องของพระเจ้าพรหมนี้ดูเนื้อความในตำนานแล้วคล้าย ๆกับเรื่องขุนเจือง แต่ถ้าเปรียบเทียบกับตำนานเมืองหลวงพระบางแล้วก็อาจเทียบได้กับขุนบรมซึ่งเป็นวีรบุรุษของพวกคนไทหรือพวกไทยน้อย นับว่าสับสนปนเปกันน่าดู จึงลองนึกตั้งข้อคิดเป็นการบ้านให้คิดกันสนุก ๆ ว่า จากพงศาวดารโยนก ตำนานสิงหนวัติ และตำนานเมืองหลวงพระบางหรือพงศาวดารล้านช้างนั้นสะท้อนให้แลเห็นบุคคลสำคัญที่มีลักษณะเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มชนชาติ 3 กลุ่มด้วยกัน คือพระเจ้าพรหม เป็นผู้นำของชนชาติไตหรือไทยใหญ่ขุนเจือง เป็นผู้นำของชนชาติลัวะขุนบรมและขุนลอในพงศาวดารล้านช้าง เป็นผู้นำของชนชาติไทหรือไทยน้อยพระเจ้าพรหมกับขุนเจืองดูไม่ขัดแย้งกัน แต่ขุนเจืองกับขุนลอและขุนบรมมีการขัดแย้ง เพราะในตำนานพญาเจืองนั้นขุนลอเป็นผู้รบชนะขุนเจือง แต่ทั้งหมดนี้น่าจะสะท้อนให้เห็นการสังสรรค์ทางสังคม การเมือง และวัฒน-ธรรมชาติของชนชาติและชนเผ่าทั้งที่มีอยู่แต่เดิมในท้องถิ่นกับบุคลคลกลุ่มอื่นที่เคลื่อนย้ายเข้ามาผสมผสานกันส่วนพญามังรายนั้นคือผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากขุนเจือง นับเป็นบุคคลที่มีตัวตนในประวัติศาสตร์ เพราะมีทั้งจารึก ตำนานและพงศาดารระบุให้เห็นว่าเป็นผู้ที่รวบรวมบ้านเมืองในเขตที่ราบลุ่มเชียงราย โดยเฉพาะได้รวมเมืองสำคัญที่เป็นใหญ่ในภูมิภาคนี้ 2 เมือง คือเมืองเชียงรายกับเมืองพะเยาให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แล้วแผ่อำนาจทางการเมืองไปรุกรานเมืองลำพูนหรือหริภุญไชยที่เป็นศูนย์กลางของบ้านเมืองในที่ราบลุ่มเชียงใหม่เข้าไว้ในอำนาจต่อมาก็ได้สถาปนาเมืองเชียงใหม่ขึ้นเป็นศูนย์กลางการปกครองของแคว้นล้านนาที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวระหว่างบ้านเมืองในที่ราบลุ่มเชียงใหม่กับที่ราบลุ่มเชียงราย เรื่องของบ้านเมืองในที่ราบลุ่มเชียงรายนั้นแลเห็นชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องของชนชาติไตและไทอยู่ไม่น้อย แต่เรื่องของบ้านเมืองที่อยู่ในราบลุ่มเชียงใหม่ก่อนการขยายอำนาจของพญามังรายนั้นไม่มีอะไรชัดเจน แต่ไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มชนชาติอีก 3 กลุ่ม คือ พวกเมงหรือที่เรียกกันทั่วไปว่ามอญ พวกลัวะและพวกละโว้ เรื่องราวของกลุ่มชนเหล่านี้ปรากฏอย่างชัดแจ้งในตำนานชินกาลมาลีปกรณ์ ตำนานจามเทวีวงศ์และตำนานมูลศาสนาที่พระสงฆ์ในแคว้นล้านนาเมื่อกว่า 500 ปีที่แล้วมาเขียนเล่าไว้การเข้ามายึดครองเมืองหริภุญไชยในที่ราบลุ่มเชียงใหม่รวมทั้งการสร้างนครเชียงใหม่ขึ้นเป็นศูนย์กลางการปกครองของแคว้นล้านนานั้น เท่ากับเป็นการนำชนชาติไตและชนชาติอื่น ๆ ชนเผ่าอื่น ๆ อีกมากมายเข้ามาผสมผสานกับกลุ่มชนชาติที่อยู่ในที่ราบลุ่มเชียงใหม่การศึกสงครามที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้หมายความถึงการขับไล่ฆ่าฟันคนกลุ่มเดิมในที่ราบลุ่มเชียงใหม่ให้ถอยร่นหรือหลบลี้หนี่ไปอยู่ที่อื่น ๆ ไม่ ทำนองตรงข้ามมกลับให้ความสำคัญในการอยู่ร่วมกัน แล้วผสมผสานให้เป็นชนชาติเดียวกันต่อมาด้วยซ้ำทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะผุ้คนในสมัยนั้นเป็นทรัพยากรบุคคลหรือเป็นกำลังคนที่ใคร ๆ ต้องการเพราะฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่าแคว้นล้านนาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นพัฒนาการที่เหนือระดับบ้านและเมืองี่สัมพันํกับพัฒนากาทางสังคมและการเมืองของชนชาติไตที่อยู่ในบริเวณเหนือเส้นรุ้งที่ 19 องศาเหนือขึ้นไป นับเป็นพัฒนาการขององค์กรทางสังคมในระดับรัฐขนาดใหญ่ที่มีกลุ่มชนหลายชนชาติและหลายชนเผ่ามาอยู่รวมกัน ภายใต้ภาษา ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนะธรรมที่เป็นแบบเดียวกันเมื่อมาถึงตรงนี้ก็จะแลเห็นว่าแคว้นล้านนานั้นมีชนชาติไต-ไทผสมอยู่ด้วยเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น หาเป็นทั้งหมดไม่ ดังมีกล่าวในวรรณคดีเรื่องนิราศหริภุญไชยที่เขียนขึ้นเมื่อราว 500 ปีกว่ามาแล้วว่ามี “ไท เมง ม่าน เงี้ยว” อยู่ผสมผสานกัน และในที่นี้ “ไท” คงหมายถึงพวกไทยน้อย “เมง” หมายถึงพวกมอญในปัจจุบัน “ม่าน” หมายถึงพม่า และ “เงี้ยว” หมายถึงพวกไตหรือไทยใหญ่แม้ว่าชนชาติไท-ไท จะกลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกลุ่มชนในแคว้นล้านนาร่วมกับชนชาติและชนเผ่าอื่น ๆ ภายใต้วัฒนธรรมล้านนาเดียวกัน แต่สิ่งที่ยังคงลักษณะที่เป็นไต-ไทแล้วยังดำรงอยู่อย่างสืบเนื่องก็คือภาษาไต-ไท หรือ “ภาษาไทย” ที่ถูกเลือกให้เป็นภาษาที่ใช้ในการสื่อสารร่วมกันทั้งแว่นแคว้น ดังนั้น แคว้นล้านนาที่เกิดขึ้นจึงอาจเรียกได้ว่าเป็นรัฐหรือแคว้นที่พูดภาษาไทยแต่ไม่ได้หมายความว่าผู้คนที่อยู่ในแคว้นนั้นจะเป็นชนชาติไต-ไท ไปทั้งหมดแต่เมื่อดูสายสัมพันธ์ที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาษาและชนชาติแล้ว แคว้นล้านนามีพัฒนาการที่สัมพันธ์กับกลุ่มไต หรือไทยใหญ่ที่อยู่ซึกตะวันตกของแม่น้ำโขงที่ล้ำไปถึงลุ่มแม่น้ำสาละวินกับอิรวดี ส่วนความสัมพันธ์กับกลุ่มไทหรือไทยน้อยเป็นเรื่องเกิดขึ้นที่หลัง และจะเห็นได้ชัดเจนก็เมื่อมีแคว้นล้านช้างหรือหลวงพระบางและในเมืองน่านขึ้นแล้วในลุ่มแม่น้ำโขงกับลุ่มแม่น้ำน่านตอนบน อันเป็นช่วงเวลาประมาณพุทธศตวรรษที่ 19 ลงมาพวกไทยน้อยเหล่านี้มักถูกเรียกรวม ๆ ว่าเป็นพวกลาวหรืออีกนัยหนึ่ง “ลาวพงขาว” เพื่อให้เห็นแตกต่างไปจากลาวล้านนาที่กี่ยวพันกับพวกไทยใหญ่และมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ลาวพุงดำ” เพราะนิยมสักขาและโคนขาด้วยหมึกสีดำเป็นรูปลักษณ์ต่าง ๆความแตกต่งอีกอย่างหนึ่งที่ค่อนข้างชัดเจนระหว่างพวกไตหรือไทยใหญ่กับพวกไทหรือไทยน้อยก็คือ บรรดาตำนานและพงศาวดารของพวกไทยใหญ่มักแสดงให้เห็นถึงระบบความเชื่อและประวัติความเป็นมาที่สัมพันธ์กับพระพุทธศาสนามาช้านานนับเป็นประเพณีที่ได้รับอิทธิพลจากลังกาและพุกาม ส่วนตำนานและพงศาวดารของพวกไทยน้อยยังมีความสัมพันธ์กับการนับถือบูชาแถนและผีอยู่ ดังเช่นเรื่องของแถนและเรืองคนมีกำเนิดมาจากน้ำเต้าบุ่ง เป็นต้น กล่าวโดยย่อก็คือในช่วงเวลาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 19 ลงมานั้น พวกไทยใหญ่มีพระพุทธศาสนาเป็นระบบความเชื่อที่สำคัญแล้ว ส่วนพวกไทยน้อยยังคงนับถือผีอยู่อย่างเดิมแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกไทยน้อยจะเพิ่งนับถือพระพุทธศาสนาเอาในสมัยที่มีเมืองหลวงพระบางและเมืองน่านขึ้น

ล้านช้าง-น่าน การเคลื่อนย้ายของพวกไทยน้อยมาสร้างเมืองหลวงพระบางและเมืองน่านนั้น ถ้าพิจารณาให้ดีแล้วหาใช่เป็นการเคลื่อนย้ายที่เพิ่มเริ่มขึ้นใหม่ หากเป็นการเคลื่อนย้ายมาตามเส้นทางที่มีการติดต่อกันระหว่างบ้านเมืองต่างๆ ในภูมิภาคมาช้านานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นางที่เนื่องด้วยการค้าขายแลกเปลี่ยนสิ่งของในทางเศรษฐกิจซึ่งมีหลักฐานทางโบราณคดีแสดงให้เห็นว่าย้อนหลังไปถึงยุคสัมฤทธิ์และเหล็กในช่วงเวลาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 7-8 ลงมา ทำให้มีผู้คนเดินทางไปมาติดต่อกันระหว่างชุมชนในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงฟากตะวันตกที่ล้ำมาถึงบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาค- กลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยด้วย แต่การเกิดของชุมชุนหรือการสร้างบ้านแปลงเมืองขึ้นในภูมิภาคดังกล่าวของประเทศไทยยี้ หาได้เป็นการอพยพเคลื่อนที่ย้ายของกลุ่มชนชาติไทยหรือไทยน้อยเข้ามาตั้งขึ้นไม่ หากค่อย ๆผสมผสานกับชนเผ่าและชนชาติอื่นๆ จนมีพัฒนาการเป็นบ้านเมืองขึ้น เหตุจี้จึงไม่มีนิทานหรือนิยายปรัมปราที่บอกถึงความเป็นมาเช่นพงศาวดารเมืองหลวงพระบางและเมืองด่าน แต่บ้านเมืองที่เกิดขึ้นในบริเวณตั้งแต่ภาคเหนือตอนล่างภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมักมีหลักฐานทางโบราณคดีที่สามรถกำหนดอายุได้มาสนับสนุน โดยเฉพาะศิลาจารึกที่แม้จะไม่เป็นเรื่องราวปะติดปะต่ออย่างตำนานและพงศาวดารก็ตาม แต่ก็ให้หลักฐานและข้อมูลที่จะนำมาเปรียบเทียบสอบค้นหาความเป็นจริงจากตำนานและนิทานปรัมปราได้อย่างมากมาย

สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย ภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทยนั้นโดยทางภูมิศาสตร์ก็คือบริเวณลุ่มน้ำปิง วัง ยม และน่านตอนล่าง กับลุ่มน้ำป่าสักตอนบน อันเป็นเขตจังหวัดตาก กำแพงเพชร พิจิตร อุตรดิตถ์ พิษณุโลก สุโขทัย เพชรบูรณ์ นับเป็นบริเวณที่ราบลุ่มกว้างใหญ่มีภูขาเล็ก ๆ และบริเวณที่สูงเป็นสันบันน้ำแยกลุ่มน้ำแต่ละแห่งออกจากกัน ร่องรอยของบ้านเมืองบริเวณดังกล่าวที่มีหลักฐานทางโบราณคดีสะท้อนให้เห็นว่ามีมาช้านานแต่โบราณราวพุทธศตวรรษที่ 18 ก็คือเมืองเชลียงและเมืองสุโขทัยในที่ราบลุ่มแม่น้ำยม ทั้งสองแห่งนี้นอกจากจะมีศาสนสถานแบบลพบุรีที่ได้รับอิทธิพลขอมจากเมืองพระนครในพุทธศตวรรษที่ 18 แล้ว ยังมีศิลาจารึกภาษาไทยหลายหลักที่กล่าวถึงความเป็นมาของบ้านเมือง กล่าวถึงชื่อเมืองใหญ่น้อยที่กระจายกันอยู่ตามลุ่มน้ำต่างๆ ในภูมิภาคนี้ รวมทั้งกล่าวถึงพระนามกษัตริย์และราชวงศ์ที่ปกครอง ทั้งหมดนี้นับเป็นข้อมูลที่ทำให้และเห็นภาพของบ้านเมือง ขนาด และตำแหน่งที่ตั้งตลอดจนความสัมพันธ์-กันทางการเมืองและการปกครองอย่างชัดเจน ยิ่งกว่านั้นเนื้อความในศิลาจารึกดังกล่าวยังระบุถึงเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองและการศาสนา รวมทั้งการเกี่ยวข้องกับบรรดาบ้านเมืองภายนอกที่อยุ่ร่วมสมัยเดียวกันด้วย เพราะฉะนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า กลุ่มเมืองสุโขทัยกับเมืองเชลียงหรือที่เรียกกันว่าเมืองศรีสัชนาลัยนั้น ไม่มีลักษณะใดเลยที่จะกล่าวว่าเป็นบ้านเมืองที่เกิดขึ้นจากการอพยพโยกย้ายถิ่นฐานของพวกชนชาติไทยจากบริเวณหนึ่งบริเวณใดโดยเฉพาะแต่กลับเป็นกลุ่มของบ้านเมืองที่ไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวและมีลักษณะสืบเนื่องกันมาช้านาน ทั้งมีการติดต่อกับภายนอกคือบ้านใกล้เรือนเคียงและบ้านเมืองที่อยู่ห่างไกลในเกือบทุกภูมิภาคของประเทศไทยในขณะนั้นก็ว่าได้ ถ้าหากพิจารณากันเฉพาะเรื่องลักษณะภาษา ถ้อยคำสำเนียงแล้ว นักปราชญ์ส่วนใหญ่ก็ให้ความเห็นว่ากระเดียดไปทางพวกไทยน้อย และมีความสัมพันธ์ลงไปจงถึงเมืองนครศรีธรรมราช แต่จะทึกทักเอาทันทีว่าเป็นพวกไทยน้อยที่อยู่ทางฟากตะวันออกของแม่น้ำโขง เคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานเลยก็ไม่ได้ เพราะมีข้อความในจารึกหลายหลักที่แสดงความขัดแย้งในเรื่องนี้ เช่นจารึกหลักที่ 1 หรือจารึกพ่อขุนรามคำแหงกล่าวถึงขุนสามชนเจ้าเมืองฉอดยกกองทัพมาตีเมืองตาก เป็นเหตุให้พ่อขุนศรีอินทราทิพย์เจ้าเมืองสุโขทัยยกกองทัพไปขับไล่ เมืองฉอดนั้นโดยตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ตั้งอยู่ในหุบเขาของแม่น้ำเมยที่เป็นาขาของแม่น้ำคงหรือแม่น้ำสาละวิน อยู่คนละฟากสันปันน้ำกับแม่น้ำปิง ยม น่าน ป่าสัก และแม่น้ำโขงดูเป็นเขตอิทธิพลของการเคลื่อนย้ายของพวกไตหรือไทยใหญ่มากกว่าที่จะเป็นพวกไทหรือไทยน้อย แต่ในสมัยต่อมาเมืองฉอดก็นับเนื่องเป็นเมืองในเขตแคว้นสุโขทัย เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ข้าพเจ้าคิดว่าขุนสามชนน่าจะเป็นพวกไทยใหญ่มากกว่าจะเป็นพวกไทยน้อย




Create Date : 31 มกราคม 2550
Last Update : 31 มกราคม 2550 20:37:24 น. 0 comments
Counter : 458 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

win_mma
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add win_mma's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.