Group Blog
 
All Blogs
 
เรือนบรรเลง" สำนักฝึกดนตรีไทย สู้สงครามวัฒนธรรม

"เรือนบรรเลง" สำนักฝึกดนตรีไทย สู้สงครามวัฒนธรรม

โดย เชตวัน เตือประโคน





ภาพยนตร์เรื่อง "โหมโรง" ที่นำเสนอชีวิตของ "หลวงประดิษฐไพเราะ" หรือ "ศร ศิลปบรรเลง" ยังคงตราตรึงในความทรงจำ คิดถึงเมื่อใดก็เหมือนแว่วยินเสียงดนตรีไทยลอยมา...หมดจด งดงาม

จากวันนั้นจวบจนวันนี้ผ่านมาหลายปีแล้ว

ชีวิตที่ต้องสาละวนอยู่กับเรื่องราวหลากหลาย ไม่ค่อยมีเวลาเปิดโอกาสให้กับความชื่นชอบส่วนตัวเดินทางเข้ามาทายทัก เลยทำให้ลืมชีวิตของ "ศร" (ในภาพยนตร์) ไปบ้าง กระทั่งวันหนึ่ง หน้าที่การงานลากให้ไปชมการแสดงศิลปะ ณ "On Art" ย่านสามเสน ระหว่างนั้นเองที่เสียงดนตรีไทยลอยมาเข้าหูอีกครั้งอย่างถนัดชัด...

มั่นใจ! ครั้งนี้ไม่ได้คิดไปเอง

แอบเดินไปทางด้านหลังงาน หวังพบกับต้นตอของเสียง สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือ เรือนไม้สักใต้ถุนสูงทรงปั้นหยาตั้งตระหง่าน มีป้ายบอกชื่อว่า "เรือนบรรเลง"

เป็นที่ตั้งของ "มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)" เพื่อเป็นอนุสรณ์คำนึงถึง หลวงประดิษฐไพเราะ คนเดียวกันกับที่มีชีวิตโลดแล่นอยู่บนแผ่นฟิล์มในภาพยนตร์เรื่อง "โหมโรง" นั่นเอง

ภารกิจสำคัญภายใต้การดำเนินการของมูลนิธิคือ "ชมรมดนตรีไทย" ซึ่งมีหน้าที่อนุรักษ์ เผยแพร่การเรียนการสอนดนตรีไทย สำหรับปีนี้ดำรงอยู่มาเป็นปีที่ 25 แล้ว

ชนก สาคริก ลูกหลานของครูประดิษฐไพเราะ-นักวิชาการดนตรีไทยคนสำคัญ เล่าให้ฟังถึงชมรมแห่งนี้ว่า ชมรมดนตรีไทยไม่ได้ทำงานเพียงแค่การอนุรักษ์อย่างเดียว แต่ยังมีการเรียนการสอน เผยแพร่ การผลิตผลงานวิชาการด้านดนตรีไทย ตลอดจนพัฒนาให้เข้ากับยุคสมัย

โดยครูดนตรีไทยท่านนี้มีความเห็นว่า ปัจจุบันเรากำลังต่อสู้กับกระแสโลกาภิวัตน์ที่ไหลบ่าเข้ามา เป็นรูปแบบของสงครามทางวัฒนธรรม

เราจึงต้องปรับอาวุธให้เท่าเทียมถึงจะรักษาบ้านเมืองไว้ได้ นั่นคือ การรักษาจิตวิญญาณความเป็นไทย ซึ่งชมรมเองก็มีเครื่องทุ่นแรงที่ทันสมัย เช่น วิชวลบอร์ด (อุปกรณ์สำหรับสอนขิม-ชนก สาคริก ผลิตขึ้นเอง) สื่อการสอน ซอฟต์แวร์ต่างๆ มากมาย คือ รู้จักใช้เทคโนโลยี จากนั้นค่อยใส่ความเป็นไทยลงไป

ในโลกที่มีความหลากหลาย การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมเป็นเรื่องดี แต่การปิดประตูวัฒนธรรมตาย การอยู่แต่กับตัวเองเป็นเรื่องที่ไม่ควรปฏิบัติ เพราะมันอาจทำให้เราตกขอบ-โลกเคลื่อนไปทุกวัน

"หลวงประดิษฐไพเราะต่างจากคนอื่นที่ว่า ท่านมีความคิดทันสมัยเสมอ เช่น เมื่อครั้งที่ไปชวาก็นำอังกะลุงเข้ามาเล่นในเมืองไทยเป็นคนแรก หรืออย่างในภาพยนตร์เรื่องโหมโรง ที่ท่านเล่นระนาดเอกคู่กับเปียโน นั่นเป็นการประยุกต์ โดยไม่ติดขัดว่าจะเป็นเครื่องดนตรีอะไร ขอให้เป็นเสียงดนตรีที่เกิดจากจินตนาการของคนไทยเท่านั้นก็พอ"

ในกรณีของ "ดนตรีไทย" ชนกตั้งข้อสังเกตว่า เราติดขนบธรรมเนียมโบราณมากไป ตั้งกำแพงสูงมากเกิน ทำให้ไม่มีใครกล้าเข้ามาเล่น ห้ามเด็กเล่น เด็กจึงเหินห่าง อันที่จริงควรเปิดโอกาสให้เด็กได้ลองผิดลองถูก ลองเล่นสนุก

ชนกยังบอกอีกว่า...

"แนวคิดสมัยก่อนเน้นการอนุรักษ์อย่างเดียว ไม่คิดที่จะพัฒนา ทำให้เราถอยไปจากโลก โลกหมุนแต่เราไม่หมุนตามไปด้วย

ยกตัวอย่างเครื่องดนตรี เช่น ซอด้วง จีนเขานำไปพัฒนาต่อ เรื่องการตึง-หย่อนของสาย เขาสร้างเครื่องมือวัด แต่เรายังหมุนเทียบเสียงด้วยมืออย่างเดียว...ดนตรีไทยมีกรอบกฎที่เราสร้างกันเอง สร้างกรงขังมันไว้ ถ้าเราเปิด น่าจะมีช้างเผือกหลุดมา รุ่นเก่าสร้างเงื่อนไขมาก แล้วดุ เด็กก็เลยไม่กล้าเข้ามา"

เสียงขิมบรรเลงเพลง "ลาวคำหอม" กังวานอยู่ในระหว่างการสนทนา เป็นฝีมือการบรรเลงเพลงของเด็กตัวเล็กๆ ซึ่งส่วนใหญ่น่าจะยังอยู่ในวัยประถมศึกษา

ถึงตอนนี้ สิ่งหนึ่งที่ยังติดใจคือ "ความเป็นไทย" ในมุมมองของชนกคืออะไร?

และราวกับเขาจะล่วงรู้ ไม่เชื่อลองฟังสิ่งที่ได้อธิบาย...

"กระทรวงวัฒนธรรมต้องการรักษาความเป็นไทย อยากให้นุ่งโจงกระเบน ความเป็นไทยไม่ได้อยู่ตรงนั้น ผมถามว่าแล้วทำไมคุณไม่กินข้าวด้วยมือล่ะ...ความเป็นไทยคือการมีจิตใจที่สำนึกในรากเหง้า...อย่างดนตรีไทย ความเป็นไทยอยู่ที่เสียงเพลง ไม่ได้อยู่ที่เครื่องดนตรี เด็กที่เล่นดนตรีไทยผมสนับสนุนทั้งนั้น"

การเรียนการสอนของชมรมดนตรีไทย มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ ดูๆ ไปก็คล้ายกับชมรมของนักศึกษาในมหาวิทยาลัย

คือ เป็นศูนย์รวมของคนที่ชื่นชอบสิ่งเดียวกัน มาทำกิจกรรมร่วมกัน โดยไม่คำนึงถึงเรื่องผลประโยชน์ ไม่ได้เป็นระบบธุรกิจเหมือนโรงเรียนสอนดนตรีอย่างที่เราคุ้นเคย

ใช่ว่าถือเงินเดินเข้ามาแล้วจะได้เรียนในทันที ต้องดูก่อนว่า เด็กที่จะเข้ามาเรียนมีความพร้อมหรือไม่

"นั่งติดพื้นหรือยัง" หมายความว่า จะเรียนดนตรีไทยได้ ต้องสนใจ มีใจที่มุ่งมั่น พร้อมที่จะฝึกฝน เพราะต่อให้เป็นอัจฉริยะมาจากไหน หากขาดการฝึกฝนอย่างเข้มข้น วันหนึ่งฝีมือก็ลดด้อยถอยไป

อีกอย่าง ครูของที่นี่ไม่ใช่เพียงสอนแต่องค์ความรู้เท่านั้น...

ตามความหมายที่ควรจะเป็น คุรุ คือ ผู้ทำความแจ้งแก่ศิษย์ ทำคว่ำให้หงาย มืดให้สว่าง ดังนั้น การสอนของชมรมดนตรีไทย มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ จึงเน้นทั้งองค์ความรู้ กิริยามารยาท บุคลิกภาพ โลกทรรศน์ต่างๆ

การสอนเพียงองค์ความรู้อย่างเดียว อย่างนั้นไม่น่าจะเรียกได้ว่า "ครู" คงเป็นเพียง "โค้ช" ที่นี่สอนให้เด็กเป็นดั่ง "กระสุนหุ้มสำลี" คือ อ่อนนอก แข็งใน

ตามธรรมเนียมครูดนตรีไทยแต่โบราณ จะแบ่งลูกศิษย์เป็น 4 ระดับ คือ

ระดับที่ 3 เป็นลูกศิษย์ธรรมดาที่มาเรียน ครูก็รับเป็นลูกศิษย์ ต่อมาเมื่อเด็กกลุ่มนี้มีอุดมคติคล้ายครูมากขึ้น ก็จะมีการเรียนการสอนที่ลึกซึ้งขึ้น พัฒนามาสู่ระดับที่ 2 เรียกว่าลูกศิษย์ร่วมอุดมการณ์ จากนั้นจึงค่อยก้าวมาสู่การเป็นลูกศิษย์ระดับ 1 คือลูกศิษย์ที่จะสืบสานอุดมการณ์ต่อไป โดยผู้เป็นครูจะทำการสอนลูกศิษย์อย่างเข้มข้น เรียกได้ว่าให้ความรู้จน "หมดเปลือก"

สำหรับลูกศิษย์อีกแบบ คือ ลูกศิษย์ระดับ 4 พวกนี้จะเรียนกับตำรา อินเตอร์เน็ต อาจไม่เคยเห็นหน้าครูเลย

ในส่วนของการประเมินผลการเรียน...

"ผมมีหลักสูตรการวัดผลของผมเอง เรียกว่า "แววดนตรี" คือจะเป็นขั้นๆ เป็นระดับคล้ายกับยูโด สายดำ สายแดง...โดยจะมีการจัดสอบทุกปี สอบผ่านก็มีเกียรติบัตรให้...ที่นี่ไม่ชอบการประกวดแข่งขัน

เพราะเราไม่อยากให้รสนิยมของคนเพียงไม่กี่คนมาตัดสินฝีมือของเด็ก เราพยายามให้เด็กแข่งกับตัวเอง แข่งกับมาตรฐานดีกว่า

"เมื่อก่อนจะเป็นการ "ประเชิญ" กันของนักดนตรี (ฉากดวลระนาดในเรื่องโหมโรง) ไม่ใช่การ "ประชัน" เหมือนทุกวันนี้ ซึ่งในการประเชิญนั้น จะไม่มีการตัดสินว่าใครแพ้ใครชนะ นักดนตรีจะรู้ตัวเอง" ชนกกล่าว

เหลือบมองไปทางเด็กตัวเล็กตัวน้อยที่กำลังนั่งบรรเลงขิม เพลงจบ บ้างลุกไปเข้าห้องน้ำ บ้างเดินยืนเส้นยืนสาย ทำให้ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้เรียนบ้าง

ธนิดา แสงโสภณ หรือ "ส้มแป้น" เด็กหญิงอายุ 10 ขวบ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนกุหลาบวิทยา เธอเรียนดนตรีไทยที่นี่มา 7 เดือนแล้ว กับเครื่องดนตรี 2 ชิ้นอย่างกู่เจิ้งกับขิม ที่เจ้าตัวบอกว่าชอบในความเพราะของเสียงเป็นอย่างมาก

กู่เจิ้ง เป็นเครื่องดนตรีจีน ที่นำมาประยุกต์ใช้ในวงดนตรีไทยได้อย่างลงตัว

เด็กหญิงเล่าให้ฟังว่า รู้จักชมรมดนตรีไทยนี้จากแม่ เพราะแม่ซื้อเทปเพลงไปฟัง แล้วชอบมาก มาดูที่ปกเทป ก็พบว่าเป็นเพลงของครูหลวงประดิษฐไพเราะ เลยโทร.สอบถามว่ามีการสอนดนตรีไทยด้วยหรือเปล่า

"แม่พามาสมัครเรียนที่นี่ ทั้งที่บ้านของเราอยู่ทางฝั่งธนฯ เขตคลองสาน ซึ่งไกลจากที่นี่มาก ตอนแรกตั้งใจว่าจะเรียนจะเข้ แต่พอมาถึง ได้คุยกับครูชนก และท่านก็ได้เล่นกู่เจิ้งให้ฟัง ก็รู้สึกชอบเครื่องดนตรีชิ้นนี้ขึ้นมาเลย" ธนิดาเล่าให้ฟังด้วยสีหน้าแววตาสดใสประสาเด็ก

ถามถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนดนตรีไทย เธอบอกว่า ช่วยให้ความจำดีขึ้น เพราะว่าสมาธิต้องอยู่กับดนตรี หลักการนี้สามารถเอาไปใช้ในห้องเรียนได้ด้วย

ในเทอมการศึกษาล่าสุด เด็กหญิงสอบได้คะแนนสูงเป็นอันดับ 1 ของห้อง ทั้งที่ช่วงเดียวกันนั้น เธอต้องฝึกซ้อม "ขิม" สำหรับการประกวดดนตรีไทยรางวัล "ศรทอง" ที่ทางมูลนิธิจัดขึ้น ณ หอประชุมไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง

อนาคตธนิดาบอกว่าอยากเป็นพยาบาล แต่ก็ยืนยันว่าจะไม่ทิ้งการเล่นดนตรีไทยอย่างแน่นอน

ทางด้าน มาลี แสงโสภณ อายุ 45 ปี ผู้เป็นแม่ของน้องส้มแป้น เล่าให้ฟังถึงความแตกต่างของการเรียนดนตรีที่นี่กับที่อื่นว่า ชมรมดนตรีไทย มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ ไม่ได้สอนโดยหวังผลทางธุรกิจ ที่อื่นอาจเรียน 1-2 ชั่วโมง พอครบกำหนดเวลาก็เลิก

แต่สำหรับที่นี่ เด็กสามารถอยู่เล่นได้ทั้งวัน ครูก็สอนโดยไม่สนใจเรื่องเวลา บางวันนั่งคอยลูกตั้งแต่เย็นกระทั่ง 3-4 ทุ่ม หรือวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ผู้ปกครองสามารถพาลูกมาทิ้งไว้ที่ชมรมได้เลย

"เหมือนบ้านอีกหลังของลูก เพราะที่นี่ไม่ได้สอนเพียงแค่เรื่องดนตรี แต่ว่ายังสอนเรื่องการใช้ชีวิต การปฏิบัติตัว จะสังเกตว่า เด็กที่นี่จะสุภาพอ่อนน้อมทุกคน"

"ที่นี่ไม่ใช่ว่าคุณจะกำเงินเข้ามาแล้วเรียนได้เลย ครูจะต้องอบรมลูกของคุณได้ เขาจะประเมินลูกศิษย์ของเขาเอง ถ้าเด็กไม่พร้อม ก็ไม่ให้เรียน" มาลีกล่าว และบอกว่า มาเจอที่นี่เหมือนเจอแหล่งเรียนดนตรีที่ดี ที่เหมาะกับลูก

จำได้ว่า ในวันที่กระแสภาพยนตร์เรื่อง "โหมโรง" มาแรง ครั้งนั้นผู้คนต่างถามไถ่ อยากเรียนดนตรีไทยเป็นจำนวนมาก พ่อแม่ต่างพาลูกไปสมัครเรียนที่ต่างๆ

แต่ถึงวันนี้ กระแสความนิยมเริ่มเบาจางลงแล้ว ดนตรีไทยจะเดินไปในทิศทางใด ก็คงขึ้นอยู่กับหลายเหตุหลายปัจจัยพอสมควร... ท่ามกลาง "สงครามทางวัฒนธรรม" ดังที่ชนก สาคริก ว่า

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะติดอาวุธพร้อมรบ

หน้า 33



Create Date : 16 พฤศจิกายน 2550
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2550 14:08:00 น. 0 comments
Counter : 736 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

win_mma
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add win_mma's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.