Group Blog
 
All Blogs
 
คัมภีร์ห้าห่วง วิถีแห่งดาบ มิยาโมโตะ มุซาชิ : บทแห่งลม

บทแห่ง “ลม” กล่าวถึงกลยุทธ์ของสำนักดาบอื่น ที่แทบทั้งหมดยึดติดอยู่กับกระแสเดิม ๆ ลมจึงเปรียบได้ดั่งกระแสดังกล่าว หากไม่สามารถรู้ถึงขีดความสามารถของคู่ต่อสู้ ก็เป็นการยากที่จะรู้จักตนเอง สำหรับสำนักอื่นแล้วเมื่อพูดถึง “กลยุทธ์” ก็จะให้ความสำคั_ไปที่ “เพลงดาบ” ซึ่งแตกต่างกับวิถีของ “มุซาชิ” โดยสิ้นเชิงและเขาเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และหากผู้ใดเริ่มต้นด้วยจุดเล็ก ๆ ที่ไม่ถูกต้องแล้ว ที่สุดแล้วย่อมขยายไปสู่ข้อผิดพลาดอันยิ่งให_่ “มุซาชิ” จึงมุ่งกล่าวถึงรูปแบบและวิธีการของสำนักดาบอื่น โดยชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดและจุดด้อยของแต่ละรูปแบบ โดยเห็นว่าการที่แต่ละสำนักให้ความสำคั_กับรูปแบบอย่างตายตัวนั้น เป็นเพียงแนวทางการปรุงแต่งให้เพลงดาบเป็นเพียงการค้าขายเท่านั้น การจำกัดอยู่เพียงกระบวนท่าที่ตายตัว แม้จะมีการฝึกฝนขัดเกลาอย่างหนักหน่วงแต่ก็ยังห่างไกลจากวิถีแห่งกลุทธ์ที่แท้ และไม่ใช่กลยุทธ์แห่งการพิชิตชัย “มุซาชิ” ได้ประมวลรวบรวมแนวทางดาบของสำนักอื่นที่ปรากฏอยู่ทำการวิเคราะห์แยกแยะแบ่งออกเป็น 9 หมวดหมู่โดยได้ให้ความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ไว้ดังนี้

แนวทางของ “ดาบยาวพิเศษ”

“มุซาชิ” กล่าวว่า มีบางสำนักที่ให้ความสำคั_กับการเลือกใช้ดาบที่ยาวกว่าคู่ต่อสู้ ด้วยความคิดที่ว่า “ยาวหนึ่งนิ้ว ได้เปรียบหนึ่งส่วน” แนวทางนี้สะท้อนให้เห็นถึงจิตใจที่อ่อนแอ และผิดเพี้ยนไปจากวิถีแห่งกลยุทธ์ที่แท้ เพราะในความเป็นจริง ดาบที่ยาวกว่า ก็ไม่จำเป็นที่ต้องมีเปรียบเสมอไป ในกรณีที่ระยะห่างระหว่างเรากับคู่ต่อสู้ยิ่งชิดกันมาก ดาบยาวก็ยิ่งยากต่อการกวัดแกว่างฟาดฟัน แทนที่จะเป็นประโยชน์ก็จะกลับกลายเป็นภาระของผู้ใช้ ถึงแม้ผู้มุ่งเน้นแนวทางของดาบที่ยาวกว่า จะยกเหตุผลต่าง ๆ มากมายที่จะชี้ให้เห็นถึงความได้เปรียบ แต่ในความเป็นจริง ก็ไม่ใช่ว่าผู้ที่ใช้ดาบสั้นกว่าจะต้องพ่ายแพ้เสมอไป เพราะในบางพื้นที่อาจมีสิ่งกีดขวางต่อดาบที่ยาวเป็นพิเศษ ดาบที่ยาวเป็นพิเศษและมีน้ำหนักมาก ยังไม่เหมาะกับผู้ที่มีพละกำลังไม่เพียงพอ การใช้ดาบที่ยาวกว่า อาจเปรียบได้กับการศึกที่ใช้กองทัพที่มีกำลังพลมากกว่า ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่า ฝ่ายที่มีลำลังพลให_่กว่าจะต้องชนะเสมอไป มีตัวอย่างอยู่มากมายที่กองกำลังขนาดเล็กสามารถมีชัยเหนือกองกำลังที่ให_่กว่าได้

แนวทางของ “ดาบทรงพลัง”

บางสำนักเน้นหนักที่การใช้กำลังในการฟาดฟันดาบ สำนักเหล่านี้มีความเห็นว่าการใช้กำลังอันรุนแรง เป็นหนทางในการทำลายล้างคู่ต่อสู้ แต่ในมุมมองของ “มุซาชิ” แล้ว ดาบที่ใช้ออกด้วยความรุนแรงเพียงอย่างเดียวเป็นของหยาบ การศึกที่แท้ยากที่จะเอาชัยด้วยพลังอันป่าเถื่อนเพียงอย่างเดียว ในขณะที่ดาบฟาดฟันออก ความคิดไม่ควรยึดติดอยู่กับการใช้กำลังว่า ดาบนั้นจะฟันออกอย่างรุนแรงหรือแผ่วพลิ้ว วิถีที่เที่ยงแท้คือเมื่อดาบฟาดฟันออก ความคิดคำนึงจะมุ่งอยู่ที่การทำลายล้างคู่ต่อสู้เท่านั้น การฟาดฟันที่รุนแรงจะผกผันย้อนกลับในรูปแบบของแรงดีดสะท้อน ที่จะนำไปสู่การเสียสมดุล ขาดหลักยึดอันมั่นคง และตกเข้าสู่สภาวะที่เสียเปรียบ การโหมใช้แรงอย่างรุนแรง ยังกระทบถึงระดับความเร็วที่ชะลอเชื่องช้าลง เช่นเดียวกับการศึก การใช้กำลังหา_หักเพียงอย่างเดียว จะนำไปสู่ความสู_เสีย ซึ่งไม่อาจยืนยันได้ว่าจะพบกับชัยชนะเสมอไป

แนวทาง “ดาบสั้น”

บางสำนักมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการใช้ดาบสั้น (โดยทั่วไปนักสู้ชาวญี่ปุ่นจะพกดาบสองเล่ม คือดาบยาวเล่มหนึ่งเรียกว่า “ทาจิ” และดาบสั้นอีกเล่มหนึ่งเรียกว่า “คาตานะ”) โดยมักฝึกฝนให้ใช้ออกเมื่อต้องตกอยู่ในสภาวะตั้งรับ ความเห็นของสำนักโดยทั่วไปก็คือ ดาบสั้นเหมาะสมที่จะใช้ในการปัดป้องหลบหลีก “มุซาชิ” เห็นว่าสภาวะการตั้งรับนั้นเกิดขึ้นจากการถูกชักจูงของฝ่ายตรงข้าม หรือการที่ฝ่ายตรงข้ามมีกำลังคนมากว่า การบุกเข้าไปในดงของคู่ต่อสู้จำนวนมากด้วยการใช้ดาบสั้นเพียงอย่างเดียวเป็นสิ่งที่อันตรายมาก เพราะดาบสั้นจะตกอยู่ในตำแหน่งที่ง่ายต่อการปัดป้อง แนวทางที่แท้ในการตั้งรับคือ การป้องกันอย่างรัดกุม แล้วจึงหาจังหวะที่จะสร้างความสับสนให้กับฝ่ายตรงข้าม แม้ฝ่ายตรงข้ามมีกำลังพวกมากกว่าก็ต้องตัดทอนกระจายกำลังของคู่ต่อสู้ลง เมื่อสบโอกาสจึงเข้าบดขยี้ทำลาย การฝึกฝนเน้นใช้ดาบสั้น จะทำให้ผู้ฝึกติดยึดกับความคิดในการตั้งรับเท่านั้น ซึ่งจะทำให้ถูกคู่ต่อสู้ชักจูงไปในที่สุด

แนวทางของ “ดาบหลายเล่ม”

บางสำนักมุ่งเน้น ให้ผู้ฝึกฝนสามารถใช้ดาบที่มีรูปแบบหลากหลายแตกต่างกันออกไป เพื่อใช้ในสภาวการณ์ที่แตกต่างกันออกไป แต่สำหรับ “มุซาชิ” แล้ว แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงความวอกแวกสับสนในตัวของผู้ฝึกฝนเอง สำนักที่มุ่งเน้นแนวทางดังกล่าว ก็เป็นเพียงแค่การสร้างความหลากหลาย เพื่อที่ประดับประดากลยุทธ์ของตนเองให้สามารถซื้อขายเท่านั้น การเน้นรูปแบบดาบ ตลอดจนให้ความสำคัญกับท่วงท่าในการฟาดฟัน ย่อมไม่ใช่วิถีแห่งกลยุทธ์ สิ่งพื้นฐานที่แท้คือการเหยียบย่ำไปยังเหล่าคู่ต่อสู้ให้สับสน ทำลายขวัญและกำลังใจให้ฝ่ายตรงข้ามสูญเสียกระบวนท่า

แนวทางของสำนัก “จรดกระบวนท่า”

บางสำนักเน้นที่รูปแบบการจรดท่าดาบ โดยมากจะเน้นให้ผู้ฝึกฝนตั้งท่าจรดดาบ ด้วยท่วงท่าที่แข็งเกร็ง ซึ่งตามความคิดของ “มุซาชิ” แล้ว เป็นสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ใดเลย เพราะการจดท่านั้น เป็นสิ่งที่พึงทำเมื่อไร้ศัตรูเท่านั้น การจรดท่าดาบที่แท้ไม่ใช่สิ่งดายตัวต้องแปรเปลี่ยนไปตามสภาวะแวดล้อม จึงสามารถพิชิตชัย การจรดท่าสะท้อนถึงรูปแบบการให้ความสำคัญกับการตั้งรับ ซึ่งขัดกับแนวทางการรุก เมื่อฝ่ายตรงข้ามมุ่งเน้นการจรดท่า ก็จะเปิดโอกาสให้เราสามารถสังเกตค้นหาจุดอ่อน ที่จะเข้าจู่โจมทำลายอย่างเหนือการคาดเดา ทั้งการสร้างสถานการณ์อันสับสน ก่อให้เกิดความยุ่งเหยิงในจิตใจของฝ่ายตรงข้าม ตลอดจนการสร้างความตื่นตระหนกหวาดกลัว การจรดท่าที่แข็งเกร็งตายตัวก็เปรียบเหมือนกับการตั้งทัพในรูปแบบเดิม ๆ และขาดความยืดหยุ่น ง่ายที่จะคาดเดาและไม่อาจแปรผันไปตามสภาวการณ์ที่แปรเปลี่ยนไปจึงยากที่จะมีชัย

แนวทางของสำนัก “จุดเพิ่งสมาธิ”

แต่ละสำนักจะฝึกฝนให้มีจุดในการเพ่งมองไปยังคู่ต่อสู้แตกต่างกันออกไป บางแห่งเน้นการเพ่งสมาธิไปยังดาบของฝ่ายตรงข้าม บ้างก็เพ่งไปยังใบหน้า บ้างก็ให้ความสำคัญกับมือหรือการย่างเท้า “มุซาชิ” เห็นว่าการเพ่งสมาธิมองไปยังจุดหนึ่งจุด ทำให้ละเลยไม่อาจเห็นสภาพโดยรวมที่แท้จริง อีกทั้งสมาธิจิตใจยังอาจถูกทำให้วอกแวกสับสนจากจุดปลีกย่อย ที่ฝ่ายตรงข้ามจงใจเปิดเผยล่อลวง มีเพียงจิตใจของฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น ที่จะเป็นจุดเพ่งสมาธิ กล่าวกันว่านัยน์ตาคือหน้าต่างของหัวใจ เมื่อเพ่งมองนัยน์ตาของฝ่ายตรงข้าม ก็จะสะท้อนถึงจิตวิญญาณแท้จริงที่ซ่อมเร้นอยู่ ย่อมเห็นถึงสภาพการณ์ที่แท้จริง ชัดเจนถึงระยะและความเร็วของวิถีดาบ ตลอดจนจังหวะขึ้นลงแห่งกำลังใจของคู่ต่อสู้ เช่นเดียวกับการรบทับจับศึก ที่จะต้องพึงสังเกตและรับรู้ถึงสภาพอันแท้จริงของฝ่ายตรงข้าม ค้นหาจุดอ่อนจุดแข็ง ไม่ควรใส่ใจสิ่งปลีกย่อยที่จะสร้างคามไขว้เขว

แนวทางของ “การสืบเท้า”

แต่ละสำนักก็มีแนวทางการสืบเท้าในขณะต่อสู้ที่แตกต่างไป บ้างเน้นหนักที่จะก้าวย่อง บ้างฝึกฝนการกระโดดลอยตัว บ้างเน้นการทิ้งน้ำหนักในการก้าวย่าง บางแห่งค้นคิดการก้าวย่างด้านข้าง และยังมีรูปแบบการสืบเท้าต่าง ๆ อีกมากกมาย แต่สำหรับ “มุซาชิ” แล้ว สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่สลักสำคัญ สภาพพื้นผิดที่แตกต่างจะเป็นตัวกำหนดรูปแบบการสืบเท้าเอง เพราะสมรภูมิที่แท้มีสภาพพื้นผิวที่เรียบสมบูรณ์ บางแห่งเป็นป่ารกชัฏ บางแห่งเป็นหล่มโคลน หรืออาจเป็นห้วยธารคลองบึง รูปแบบการสืบเท้าอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมไม่เหมาะสม การสืบเท้าที่ดี จึงควรเป็นเช่นการเดินดังปรกติ ที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เฝ้าสังเกตจังหวะของคู่ต่อสู้ รักษาระดับฝีเท้าความเร็วช้า ที่สามารถคุกคามให้ฝ่ายตรงข้าม ตกอยู่ในจังหวะที่เราสามารถควบคุม สำหรับการทำศึกแล้ว การเดินทัพจะต้องปรับเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อม และสถานะของฝ่ายตรงข้าม การหักโหมโจมตีโดยไม่รู้กลยุทธ์ของฝ่ายตรงข้ามจะนำมาซึ่งความพ่ายแพ้ เช่นเดียวกับการสูญเสียโอกาสที่จะมีชัย เพราะไม่อาจทราบถึงความระส่ำระสายที่เกิดขึ้นในฝ่ายตรงข้าม

แนวทางของ “ความเร็ว”

บางสำนักเน้นที่ความเร็วในการพิชิตชัย ทั้งความเร็วของท่าร่าง และความเร็วในการฟาดฟันดาบออก เพราะเชื่อว่าจะสร้างความได้เปรียบในการต่อสู้ แต่คำกล่าวที่ว่า “ยิ่งเร่งรีบ ยิ่งสู_เปล่า” สะท้อนให้เห็นว่าความเร็วไม่ใช่ตัวกำหนดชัยชนะเสมอไป “มุซาชิ” เห็นว่าบางสภาวะแวดล้อมนั้นไม่อาจใช้เร็วเข้าชิงชัย ความเร็วช้าที่ไม่สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมสะท้อนให้เห็นถึงการสู_เสียจังหวะในการต่อสู้ หากฝ่ายตรงข้ามเร่งรีบ เราควรจะตั้งอยู่ในความสงบ การใช้ความเร็วสู้ความเร็ว จะทำให้ตกอยู่ในจังหวะของคู่ต่อสู้ เมื่อนั้นย่อมยากที่จะมีชัย

แนวทางของ “เคล็ดลับ”

สำนักดาบบางแห่งมีการคัดเลือกผู้ฝึกฝนที่จะได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาลับสุดยอด แต่สำหรับ “มุซาชิ” แล้วมุ่งที่จะฝึกฝนให้ตามความพร้อมของแต่ละคน เน้นหนักที่การเล่าเรียนจากประสบการณ์ที่แท้จริง จึงไม่มีวิชาชั้นสูงที่เป็นเคล็ดลับ รูปแบบการถ่ายทอดแปรเปลี่ยนไปตามภูมิปัญญาของผู้ฝึกฝน โดยให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ด้วยตนเอง ผู้สอนมีหน้าที่ขจัดความสงสัยให้กับศิษย์ เป็นแนวทางที่ว่า “ครูคือเข็ม ศิษย์คือด้าย”


Create Date : 14 กันยายน 2550
Last Update : 14 กันยายน 2550 7:48:03 น. 0 comments
Counter : 598 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Valentine's Month


 
win_mma
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add win_mma's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.