Group Blog
 
All Blogs
 
เครือญาติชาติภาษา และลายเส้น ก่อนมีลายไทยในสุวรรณภูมิ

คอลัมน์ รายงานพิเศษ

สุจิตต์ วงษ์เทศ



สิ่งที่บอกความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสุวรรณภูมิ เรียกกันแต่ก่อนว่าชาติภาษา เช่น คนที่มีวัฒนธรรมต่างจากตน เรียกคนต่างชาติต่างภาษา บางทีเรียกพวก"สิบสองภาษา" (เป็นคำเรียกรวมๆคนต่างชาติต่างภาษา ไม่ได้ระบุจำนวนว่ามี ๑๒ เท่านั้น)

บรรพชนคนไทยมีวัฒนธรรมร่วมกับคนเผ่าพันธุ์อื่นในสุวรรณภูมิ เพราะคนดึกดำบรรพ์สุวรรณภูมิก็ล้วนเป็นบรรพชนคนไทย ขณะนี้ยังไม่มีเครื่องมืออะไรจะกำหนดได้แน่นอนว่าคนดึกดำบรรพ์สุวรรณภูมิราว ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว พูดภาษาอะไร? และเป็น"ภาษาร่วม"กันหมดทุกเผ่าพันธุ์หรือไม่? อย่างไร? แต่นักวิชาการด้านภาษาถือเอาภาษาพูดในชีวิตประจำวัน หรือภาษาใช้งาน working language ของคนปัจจุบัน กำหนดความแตกต่าง มี ๕ ตระกูลดังนี้

๑. ตระกูลมอญ-เขมร หรือออสโตรเอเชียติก (Austroasiatic Language family) เช่น พวกมอญ เขมร ลัวะ ละว้า และบรรดากลุมที่คนอื่นๆเรียกอย่างดูถูกว่า ข่า ส่วย ม้อย ฯลฯ แยกเป็นภาษาหลัก และภาษาถิ่นย่อยๆอีกมาก ล้วนมีหลักแหล่งดั้งเดิมบนผืนแผ่นดินใหญ่ของอุษาคเนย์

๒. ตระกูลชวา-มลายู หรือออสโตรเนเซียน หรือมาลาโยโพลินีเซียน (Austronesian or Malayo-Polynesian Language family) เช่น พวกชวาและหมู่เกาะอินโดนีเชีย มลายู จาม ฯลฯ มีหลักแหล่งตามชายฝั่ง และหมู่เกาะทางตอนใต้ของอุษาคเนย์ รวมทั้งมอเก็นหรือ"ชาวเล"และ"เงาะ"

๓. ตระกูลไทย-ลาว (Tai-Lao Language family) เช่น พวกไทย ลาว จ้วง หลี อาหม ฯลฯ มีหลักแหล่งทั้งหุบเขาและทุ่งราบบนผืนแผ่นดินใหญ่ของอุษาคเนย์บริเวณตะวันออก-ตะวันตกสองฝั่งโขง

๔. ตระกูลจีน-ทิเบต (Sino-Tibetan Language family) เช่น กะเหรี่ยง อะข่า(อีก้อ) ปะดอง ฯลฯ นอกจากนั้นยังมีพวกพม่า-ทิเบต ด้วย

๕. ตระกุลม้ง-เมี่ยน หรือแม้ว-เย้า (Hmong-Mien or Miao-Yao Language family) เช่น ม้ง(แม้ว) เมี่ยน(เย้า) มีหลักแหล่งอยู่บนดอยสูงทางตอนเหนือของผืนแผ่นดินใหญ่อุษาคเนย์

คนทั้ง ๕ พวกนี้ล้วนเป็น"เครือญาติ"กันหมดไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น เครือญาติชาติพันธุ์ เครือญาติชาติภาษา เป็นต้น ดังนิทานกำเนิดมนุษย์จากน้ำเต้าปุงมีคน ๕ จำพวก

ถ้าประเทศไทยทุกวันนี้มีคนได้สิทธิ์ภาษาใช้งานในชีวิตประจำวันได้ทั้ง ๕ ตระกูล น่าจะเป็นความหลากหลายอันมีพลังและมีเสน่ห์ยิ่งนัก



ภาษาใช้งาน ไม่ใช่ภาษาราชการ

กอส. คำย่อชื่อคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ เสนอรายงานดับไฟใต้ด้วยพลังสมานฉันท์หลายอย่างหลายประเด็น แต่มีประเด็นหนึ่งโดดเด่นเพราะถูก"ฤาษีแปลงสาร" เลยพากันด่วนสรุปเร็วเกินไป คือ ภาษามลายู

กอส. เสนอแนะนำว่า ควรให้ภาษามลายูเป็นภาษาสำหรับใช้งาน มีภาษาอังกฤษกำกับเพื่อให้เข้าใจตรงกันว่า working language เรียกง่ายๆว่า"ภาษาใช้งาน"

แต่เกิดอะไรขึ้นไม่มีใครรู้ได้ เพราะข้อแนะนำให้ภาษามลายูเป็น"ภาษาใช้งาน"กลายเป็น"ภาษาราชการ" ที่ตรงกับภาษาอังกฤษว่า official language ซึ่ง กอส. ไม่ได้เสนออย่างที่พากันแปลงสารแล้วเข้าใจไปเอง แล้วเกิดปฏิกิริยารับไม่ได้ จนถึงต่อต้าน เรื่องนี้อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนอธิบายไว้ใน(มติชน)สุดสัปดาห์ (๑๖-๒๒ มิถุนายน ๒๕๔๙) ว่ามีเหตุมาจากพื้นฐานวัฒนธรรม สรุปย่อมาให้อ่านอีกครั้งหนึ่งดังนี้

ภาษาท้องถิ่นกำลังได้รับการส่งเสริมทั้งประเทศไทยเวลานี้โดยไม่มีประกาศอะไรเป็นทางการ จังหวัดเชียงใหม่, เทศบาลและเอกชนในเชียงใหม่รณรงค์ให้"อู้กำเมือง"กันทุกวันศุกร์ วัดเกือบทุกวัดต้องเขียนชื่อวัดเป็นอักษรเมืองควบคู่ไปด้วย

ถ้าจะพูดว่าอย่างน้อย"กำเมือง"ยังเป็นภาษาไทย ก็ต้องถามว่าแล้วภาษาจีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี และอังกฤษ ซึ่งสังคมกำลังส่งเสริมให้เล่าเรียนกันในหลายรูปแบบอยู่เวลานี้เล่า ไม่เห็นมีใครรู้สึกกระอักกระอ่วน แม้บางรูปแบบของการส่งเสริมอาจทำให้เด็กไทยใช้ภาษาไทยได้อย่าง"ไม่แข็งแรง"นักก็ตาม นี่ไงครับ"ภาษาใช้งาน"สำหรับชีวิตของคนในกระแสโลกาภิวัตน์

ในท่ามกลางอารมณ์"การเปิดเสรี"ทางภาษา(ทั้งในสังคมและรัฐ) เหตุใดภาษามลายูท้องถิ่นถึงต้องถูกตั้งข้อรังเกียจ



ลายเส้นสุวรรณภูมิ ๓,๐๐๐ ปี ก่อนมีลายไทย-ลายกนก

"หากถามว่าใครคือญวน, เขมร, ลาว, ไทย, มอญ, พม่า, ยะไข่, กะเหรี่ยง, มลายู ฯลฯ คำตอบก็คือ เขาต่างเป็นลูกหลานของชาวสุวรรณภูมิร่วมกัน"

ข้อความนี้เป็นบทสรุปท้ายสุดของศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่แสดงปาฐกถาพิเศษเรื่องศิลปะถ้ำและชาวสุวรรณภูมิ (ในงานอมตศิลป์สุวรรณภูมิ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์ ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพฯ เมื่อวันพุธที่ ๘ มีนาคม ๒๕๔๙) แล้วพิมพ์เป็นบทนำเกียรติยศในหนังสือรูปเขียนดึกดำบรรพ์ "สุวรรณภูมิ" ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว ต้นแบบงานช่างเขียนปัจจุบัน โดย อพิสิทธิ์

ธีระจารุวรรณ ประจำกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม

ชาวสุวรรณภูมิเป็นใคร? มีหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีกระจายอยู่ทั่วประเทศมากกว่า ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว มีทั้งคนพื้นเมืองดั้งเดิมในดินแดนสุวรรณภูมิเอง และมีทั้งคนจากภายนอกเคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งหลักแหล่งจากที่ต่างๆ เช่น จากหุบเขาและชายทะเลทางทิศตะวันออก แถบเวียดนาม จนถึงกวางสี-กวางตุ้ง ในจีนตอนใต้ ฯลฯ คนพวกนี้ล้วนเป็นบรรพชนคนปัจจุบันในสุวรรณภูมิหรืออุษา

คเนย์ รวมทั้ง"คนไทย"

อพิสิทธิ์บอกไว้ในหนังสือรูปเขียนดึกดำบรรพ์สุวรรณภูมิฯว่า คนในชุมชนย่อมมีความสัมพันธ์เคลื่อนไหวในทางสังคมและเศรษฐกิจที่จะทำให้ชุมชนอยู่รอด ทั้งสองอย่างนี้ยังไม่พอ ต้องมีอำนาจบางอย่างที่คอยควบคุมความขัดแย้ง หรือทำให้เกิดความมั่นใจในการดำเนินชีวิต คืออำนาจศักดิ์สิทธิ์ ที่มาจากความเชื่อในสิ่งที่นอกเหนือธรรมชาติ หรือศาสนาผี (ก่อนรับศาสนาพุทธ-พราหมณ์)

พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์จะมีสิ่งพิเศษที่รับรู้ร่วมกัน เช่น หินตั้ง ภาพเขียนสี หรือภาพสลัก พบทั่วไปในเขตประเทศไทย รวมทั้งประเทศอื่นๆในสุวรรณภูมิ

ผู้คนมาชุมนุมทำพิธีกรรม แล้วร่วมกันเขียนภาพเป็นรูปร่างต่างๆตามระบบความเชื่ออำนาจเหนือธรรมชาติ เช่น คน หมา กบ ควาย ปลา ฯลฯ แต่ที่พบมากที่สุดคือภาพมือสีแดง



ไม่ใช่งานศิลปะ แต่เป็นงานช่างสุวรรณภูมิ

ในหนังสือรูปเขียนดึกดำบรรพ์"สุวรรณภูมิ"ฯ ของ อพิสิทธิ์ ธีระจารุวรรณ อธิบายอีกว่าภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ที่พบในเขตประเทศไทยหรือประเทศอื่นๆ สะท้อนถึงพัฒนาการทางความคิดที่มีการสั่งสม เพราะกว่าคนจะรู้จักการเขียนหรือสลักภาพบนผนังหิน เพื่อสื่อสารกันระหว่างคนในชุมชน จะต้องเริ่มต้นด้วยการสื่อสารทางเสียงและท่าทางต่างๆ เมื่อคนสั่งสมความรู้มากขึ้น คนก็รู้จักทำภาพเพื่อสื่อสารกัน

ภาพที่ปรากฏบนผนังหินเลียนแบบจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว เช่น คน, สัตว์ เป็นต้น หรือทำเป็นสัญลักษณ์ต่างๆ ที่คนในชุมชนนั้นๆเข้าใจความหมายสัญลักษณ์ของภาพนั้นๆ ที่คนในยุคนั้นทำขึ้นมาเพื่อสื่อสารกันเองในชุมชน นอกจากสื่อสารกันเองในชุมชนแล้ว ยังสื่อสารถึงอำนาจศักดิ์สิทธิ์นอกเหนือธรรมชาติ เช่น ผี เทวดา เป็นต้น จึงเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบพิธีกรรม ดังนั้น การศึกษาภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย จะมองในรูปแบบศิลปะไม่ได้ จะต้องมองในแง่การประกอบพิธีกรรม ภาพเหล่านี้ล้วนมีความหมาย แต่จะมีความหมายและคำอธิบายอย่างไร ต้องช่วยกันศึกษาอีกมาก

อพิสิทธิ์ สรุปตอนท้ายว่า นอกจากนี้ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ในเมืองไทย น่าจะเป็นรากเหง้าของการทำรูปเล่าเรื่องสมัยหลัง เช่น ปูนปั้นประดับศาสนสถาน จิตรกรรมฝาผนังที่ผนังโบสถ์ วิหาร เป็นต้น



รูปคนจริงๆ หรือรูปวิญญาณ บรรพบุรุษ?

ศาสตราจารย์ ดร. นิธิ บอกว่ารูปเขียนดึกดำบรรพ์สุวรรณภูมิมีข้อสังเกตสำคัญมากๆตอนหนึ่งว่า เมื่อเปรียบเทียบกับภาพสัตว์แล้ว ภาพคนจะไม่สู้เหมือนเท่าใดนัก แสดงว่าผู้เขียนภาพน่าจะมีฝีมือเขียนให้เหมือนกว่านี้ได้ ดังที่เขาได้แสดงความสามารถในการเขียนรูปสัตว์ ฉะนั้นการที่รูปคนไม่เหมือนนักจึงเป็นความตั้งใจ

คำถามที่น่าสนใจก็คือ เหตุใดจึงต้องเขียนคนให้ไม่เหมือนคนนัก เขาตั้งใจเขียนคนหรือวิญญาณของบรรพบุรุษกันแน่ (ทฤษฎีหนึ่งที่อธิบายหนังชวาหรือวาหยังก็คือ วาหยังมีมาก่อนที่ศาสนาอิสลามซึ่งห้ามสร้างรูปคนจะเข้ามาถึงชวา และการแกะตัวหนังก็ทำให้ไม่เหมือนคนเต็มที่อย่างที่เห็นในปัจจุบัน เพราะเขาต้องการแสดงเงาของวิญญาณบรรพบุรุษ ไม่ใช่คนจริงๆ ฉะนั้น ตัวหนังจึงมีฤทธิ์ในตัวเองมากกว่าภาพที่แกะขึ้นจากหนังงัว-ควาย)



ลายเส้นสุวรรณภูมิ ก่อนมีลายไทย-ลายกนก

ไม่ว่าความจริงแล้ว บรรพชนคนสุวรรณภูมิจะเขียนรูปคน หรือรูปวิญญาณบรรพบุรุษ หรือรูปอื่นใดในสำนึก เมื่อ ๓,๐๐๐ ปีที่แล้วก็ตาม แต่ทั้งหมดคือเส้นสายลายเขียนรูปแต้ม(ฮูปแต้ม)เก่าแก่ที่สุดของสุวรรณภูมิ ก่อนมีลายไทย-ลายกนกที่ล้วนรับจากอินเดียพร้อมกับลายลาว ลายเขมร ลายมอญ ฯลฯ

บรรดาลายเส้นสุวรรณภูมินี่เอง เป็นรากเหง้าวิชาความรู้ Drawing ของสุวรรณภูมิ และสยามประเทศ ที่การศึกษาศิลปะ หรือ "ศิลปศึกษา" สมัยนี้ต้องรู้เป็นพื้นฐาน พร้อมๆกับแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับที่อื่นๆ เช่น ศิลปะตะวันตก ฯลฯ เพื่อให้เป็นพลังสร้างสรรค์ Contemporary Art ร่วมสมัยต่อไปข้างหน้า

หน้า 24



Create Date : 04 สิงหาคม 2549
Last Update : 4 สิงหาคม 2549 16:23:49 น. 2 comments
Counter : 367 Pageviews.

 
ขอบคุณมากครับ

ตอนนี้เริ่มๆอ่านเกี่ยวกับรากภาษากับจารึกต่างๆอยู่


โดย: ดนย์ วันที่: 4 สิงหาคม 2549 เวลา:21:47:49 น.  

 
อพิสิทธิ์ ธีระจารุวรรณ
เรียนวิชาภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์มาพร้อมๆกัน
แต่เพื่อนคนนี้เอาจริงเอาจังกับเรื่องราวความรู้เหล่านี้มาโดยตลอด
...
แอบมาบอกว่า

ซื้อหนังสือเล่มนี้แล้วค่ะ


โดย: montagio วันที่: 19 พฤศจิกายน 2549 เวลา:14:36:47 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

win_mma
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add win_mma's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.