Group Blog
 
All Blogs
 
ศาสนาผี ศาสนาพุทธ และพื้นที่แคบสุดของประเทศไทย อยู่ตำบลห้วยทราย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

พระพุทธรูปและจีวรพระสงฆ์ ได้แบบจากกรีก-โรมัน

บวชนาค ประเพณีพื้นบ้านของสุวรรณภูมิ ไม่มีในอินเดีย-ลังกา

ที่ยกมาเป็นชื่อเอกสาร ๒ เรื่องล่าสุดเพื่อเผยแพร่และแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้สู่สาธารณะ(ไม่สงวนลิขสิทธิ์)ของโครงการสถาบันสุวรรณภูมิ ในสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยศิลปากร แต่ไม่เอามาลงตรงนี้ เพราะเนื้อหายาวหลายหน้ากระดาษ A4 ขอให้ผู้ต้องการอ่านละเอียดเปิดดูเองในเว็บไซต์ //www.svbhumi.come-mail : sv@svbhumi.com

เรื่องอย่างนี้ คือพระพุทธรูปและจีวรพระสงฆ์กับบวชนาคที่ยกมา ไม่มีในประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย เพราะประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยไม่มีวัฒนธรรม(ในความหมายกว้างอย่างเคลื่อนไหว) และไม่มีสังคม(ของบรรพชนคนสุวรรณภูมิ) มีแต่สงครามและความรุนแรง

ยิ่งไปกว่านั้น ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย ไม่มีศาสนาผีที่เป็นระบบความเชื่อพื้นเมืองดั้งเดิมของคนสุวรรณภูมิมากกว่า ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว เช่น ผีฟ้า ผีมด ผีเม็ง ฯลฯ (ก่อนยุคพระพุทธเจ้า) ซึ่งเป็นบรรพชนคนไทยทุกวันนี้

ศาสนาผียกย่องผู้หญิงเป็นผู้มีอำนาจเหนือผู้ชาย จึงเรียก"แม่" แต่ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยเริ่มขึ้นด้วยศาสนาพุทธ ยกย่องผู้ชายให้ริบอำนาจผู้หญิงสืบถึงทุกวันนี้ ทำให้ผู้หญิงไม่มีพื้นที่ทางศาสนา เช่น บวชเป็นภิกษุณีไม่ได้ ครั้นย้อนกลับไปหาผีฟ้า ผีมด ผีเม็ง ก็ถูกรังเกียจเหยียดหยาม

สังคมปากว่าตาขยิบ เช่น ปากว่าไม่รังเกียจศาสนาอื่น ไม่รังเกียจความเชื่อระบบอื่น ฯลฯ แต่ตาขยิบแสดงออกซึ่งการดูถูกเหยียดหยาม แล้วรังแกให้เห็นเสมอ



ประวัติศาสตร์ไทย คือนิยายการเมือง

ประวัติศาสตร์ไทยเป็นนิยายอย่างหนึ่ง นิยายก็เป็นประวัติศาสตร์อีกอย่างหนึ่ง แต่คนส่วนมากหรือเกือบทั้งหมดถูกทำให้เชื่อว่าประวัติศาสตร์เป็นความจริงไม่มีข้อสงสัย โดยเฉพาะประวัติศาสตร์แห่งชาติของประเทศไทยที่เขียนโดยคนในการครอบงำและกำกับของรัฐ หรือใน"อำนาจรัฐ"ถูกสอนให้จำทำให้เชื่อว่าเป็นเรื่องจริงทั้งหมด

สื่อที่เผยแพร่ประวัติศาสตร์แห่งชาติก็เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง ทั้งๆ ที่ไม่จริง เช่น เผยแพร่ว่าพ่อขุนรามคำแหงกรุงสุโขทัย มีอำนาจเหนือรัฐปัตตานีจนถึงมลายู พวกปัตตานีมลายูมาอาศัยอยู่ในแผ่นดินของพ่อขุนรามคำแหง

เรื่องนี้มีพิรุธตั้งแต่ชื่อ"รามคำแหง" มีตัวตนจริงหรือเปล่า? ยังไม่พบหลักฐานที่พิสูจน์ได้จริง เว้นแต่มีในศิลาจารึกที่ไม่จริง เพราะอายุไม่ถึงยุคสุโขทัย แต่สำคัญกว่านั้นคือปัตตานีมลายูเป็นรัฐเอกเทศ เกิดก่อนยุคสุโขทัยเกือบพันปี เป็นตัวตนจริงของ"ศรีวิชัย"ที่ค้าขายข้ามคาบสมุทร ส่วนรัฐสุโขทัยเกิดขึ้นหลังจากนั้นนานมาก และมีขอบเขตทางทิศใต้แค่นครสวรรค์เท่านั้นเอง


อาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้มีส่วนสำคัญเขียนรายงานของคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ(กอส.) บอกว่าประวัติศาสตร์(แห่งชาติ)มีความเป็น"การเมือง" สูงกว่าเป็นข้อเท็จจริง แต่คนส่วนมากยึดเป็นความจริงเรื่องจริงทั้งหมด (กรุงเทพธุรกิจ หน้า ๑๕ วันอังคารที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙) ตรงนี้มีปัญหามาก เพราะสถาบันการศึกษาครูบาอาจารย์ส่วนมากจับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน ว่าประวัติศาสตร์แห่งชาติที่ใช้สอนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อ"การเมือง"ยุคล้าหลัง-คลั่งชาติเกือบทั้งหมด ส่งผลให้เกิดสำนึกความรุนแรง ก่อการวิวาทบาดหมางทั้งภายในคือย่ำยีกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นพลเมืองในประเทศไทย และภายนอกคือดูถูกดูแคลนเพื่อนบ้านที่ล้วนเป็นเครือญาติชาติภาษามาตั้งแต่ยุคสุวรรณภูมิ ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว



ภาพเก่าเล่าเรื่อง กรุงเทพฯและท้องถิ่นทั่วประเทศ

ภาพเก่าเล่าเรื่องมีความสำคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาทางภูมิสังคมวัฒนธรรมของชุมชนอันเป็นส่วนหนึ่งในท้องถิ่นของบ้านเมืองนั้นๆ ถ้าผู้ใฝ่ใจในกรุงเทพฯศึกษาจะร่วมด้วยช่วยกันแสวงหารูปเก่ามาเล่าเรื่องสู่กันฟัง ด้วยกลวิธีแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จะมีค่ามหาศาลนัก

ธัชชัย ยอดพิชัย ประจำกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม พบรูปเก่ากรุงเทพฯสมัยรัชกาลที่ ๔ เลยก๊อบปี้ส่งให้ดู มีข้อความบอกสั้นๆ ว่า

"ภาพถ่ายเก่ามองจากท้องสนามหลวงเห็นพระบรมมหาราชวัง และวังท่าพระ สมัยรัชกาลที่ ๔ ภาพนี้ผมได้ถ่ายมาจากนิทรรศการ "ภาพถ่ายโดยพระบรมราชานุญาต รัชสมัยรัชกาลที่ ๔ และรัชกาลที่ ๕" ที่จัด ณ โรงแรมคอนราด ถนนวิทยุ ในงานมีขายโปสการ์ดเก่า ๑๐ รูป ชุดละ ๕๐๐ บาท (ตอนผมไปดูขายหมดแล้ว เจ้าหน้าที่บอกว่าพิมพ์มาเพียง ๒,๐๐๐ ชุด)

รูปที่น่าสนใจคือ ภาพที่เห็นบริเวณวังท่าพระด้านที่ติดกับสนามหลวงนี้ ซึ่งผมยังไม่เคยเห็นมาก่อน (ไม่ได้ทำเป็นโปสการ์ด) ผมได้ถ่ายมาจากในงานซึ่งเพิ่งปิดนิทรรศการไปเมื่อ ๒ ก.ค. ๔๙ ครับ"


วังท่าพระ เป็นวังที่รัชกาลที่ ๑ โปรดให้สร้างพระราชทานเจ้าฟ้าเหม็น(โอรสพระเจ้าตาก) ซึ่งเป็น"หลานตา" ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มวังหน้าพระลานในพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ดังเห็นในรูปที่เอามาพิมพ์ประกอบ

ท่านผู้ใดจะอธิบายภาพเก่านี้เป็นอย่างอื่นอีกหรือไม่? เช่น ไม่ใช่รูปวังท่าพระ แต่เป็นวังอิน ฯลฯ ขอความกรุณาเขียนบอกด้วย หรือมีภาพเก่าเล่าเรื่องรูปอื่นๆ อีก ก็น่าจะร่วมกันเผยแพร่และแบ่งปันให้กว้างขวางทั่วประเทศ



พื้นที่แคบสุดของประเทศไทย อยู่ตำบลห้วยทราย

อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ไม่ใช่ด่านสิงขร เส้นทางขุนแผนซื้อม้าสีหมอก

พื้นที่แคบสุดของประเทศไทยกว้างเพียง ๑๑ กิโลเมตร (หรือ ๑๐.๙๖ กิโลเมตร) อยู่ที่ตำบลห้วยทราย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ส่วนที่แคบสุดของประเทศไทยแห่งนี้ เปรียบดัง"ประตูสู่ภาคใต้" ดินแดนคาบสมุทรแหลมทอง หรือแหลมมลายู

ด่านสิงขร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีพื้นที่กว้างราว ๑๖.๕ กิโลเมตร อยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่แคบสุดของประเทศไทย(ที่ตำบลห้วยทราย) มีความสำคัญเป็นเส้นทางข้ามคาบสมุทรไม่น้อยกว่า ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว หลังจากนั้นใช้เป็นเส้นทางคมนาคมการค้าและเส้นทางเดินทัพ ตั้งแต่ยุคทวารวดี-ศรีวิชัย ยุคกรุงศรีอยุธยา สืบจนยุคกรุงธนบุรี และยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ รวมทั้งเป็นเส้นทางที่ขุนแผนไปซื้อม้าสีหมอก หรือเป็นเส้นทางม้าสีหมอกจากอาหรับแล้วมาขึ้นบกที่เมืองมะริด-ตะนาวศรี จนเป็นพาหนะของขุนแผน

อาจารย์ทิวา ศุภจรรยา ผู้เชี่ยวชาญชุมชนเมืองโบราณในประเทศไทย (อดีตอาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) แนะนำว่าไม่ควรเขียนป้ายว่าด่านสิงขรเป็นพื้นที่แคบสุดในสยาม เพราะไม่ถูกต้องตามความจริง แต่ควรให้ความสำคัญด่านสิงขรในแง่ประวัติศาสตร์เส้นทางข้ามคาบสมุทรของสุวรรณภูมิ ที่มีความสำคัญสืบเนื่องตั้งแต่ยุคสุวรรณภูมิ ราว ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว ถึงยุคกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จะส่งผลให้เกิดการท่องเที่ยวมีภูมิสังคมวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนและยาวนานถึงลูกหลานไม่มีสิ้นสุด



นิธิว่า"วัฒนธรรมสำคัญกว่าความรู้"

"ศิลปวัฒนธรรม" เป็นคำผูกขึ้นใหม่จากภาษาสันสกฤต ๒ คำ คือ ศิลปะ (บาลีว่าสิปปะ) กับวัฒนธรรม (บาลีว่าวัฒนธัมม) โดยเลียนอย่างชื่อคอลัมน์และพื้นที่หน้าหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษในกรุงเทพฯว่า Art & Culture

คำศิลปวัฒนธรรมมีขึ้นจากปฏิกิริยาคัดค้านการเมืองและสังคมเผด็จการล้าหลัง-คลั่งชาติ ตั้งแต่เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ถึง ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ แล้วเริ่มแพร่หลายอย่างจริงจังเมื่อหลัง พ.ศ. ๒๕๒๒

ก่อนหน้านั้นคำว่าศิลปะ มีความหมายคับแคบในแวดวงเฉพาะงานจิตรกรรมและประติมากรรมของกระฎุมพี ที่ประกอบด้วยผู้ดี, ขุนนาง, พ่อค้า, และนักเรียนนอก ที่ยกย่องลักษณะปัจเจกโดยไม่เกี่ยวข้องกับไพร่บ้านพลเมืองชนชั้นรากแก้ว(ไม่ใช่รากหญ้าที่กินหญ้า) ส่วนวัฒนธรรมมีความหมายหยุดนิ่งเฉพาะวิถีของชนชั้นสูง เช่น ดนตรีไทย โขน ละคร ในประเพณีของราชสำนักและภาคกลางเท่านั้น โดยไม่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของไพร่บ้านพลเมือง"ชาวสยาม" ที่ประกอบด้วยคนหลายกลุ่มหลายเหล่าหลายเผ่าหลายพันธุ์ มีชาติภาษาต่างๆ เช่น ชวา-มลายู, มอญ-เขมร, ม้ง-เย้า, ทิเบต-พม่า ฯลฯ

นอกจากมีความหมายคับแคบและหยุดนิ่งแล้ว คำศิลปะกับวัฒนธรรมยังถูกจับให้แยกกันเด็ดขาด ทั้งๆ ในความจริงแล้ววัฒนธรรมครอบคลุมเชื่อมโยงวิถีชีวิตของคนที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับธรรมชาติตั้งแต่เกิดจนตาย ซึ่งมีงาน"ช่าง"รวมด้วย แต่งานช่างเหล่านี้ถูกเรียกให้แปลกแยกจากชีวิตและสังคมว่า ศิลปะ หรือ Art ยุคหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม ส่วนคำศิลปะก็มีรากเหง้าความหมายกว้างขวางรวมวิชาความรู้หลายสาขา แต่ถูกบีบให้เหลือแค่วาดรูปปั้นรูปเท่านั้น แม้วรรณคดี-อักษรศาสตร์ก็ถูกตัดขาดออกไปอยู่โดดเดี่ยวด้วย

ไอน์สไตน์บอกว่า "จินตนาการสำคัญกว่าความรู้" แต่อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ แย้งว่า"วัฒนธรรมสำคัญกว่าความรู้" (อ่านในหนังสือมหาวิทยาลัยเที่ยงวัน สำนักพิมพ์มติชน รวมพิมพ์ครั้งแรก มีนาคม ๒๕๔๙) ที่ผมขออนุญาตเอามาผนวกเข้าด้วยกันว่าวัฒนธรรมผลักดันให้เกิดจินตนาการที่สำคัญกว่าความรู้ ซึ่งเหมาะสมสำหรับสถาบันต่างๆ จะหยิบยกไปถกเถียงทักท้วงต่อไปข้างหน้าถ้าไม่รังเกียจ

อาจารย์วิรุณ ตั้งเจริญ และอาจารย์อำนาจ เย็นสบาย แห่งมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ รู้เรื่องนี้ดี ถึงจัดให้มีหลักสูตรศิลปศาสตรดุษฎีบันฑิต(ศิลปวัฒนธรรมวิจัย) และเชิญอาจารย์ทวีศิลป์ สืบวัฒนะ จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ไปดูแลใกล้ชิดขณะนี้

หน้า 24



Create Date : 04 สิงหาคม 2549
Last Update : 4 สิงหาคม 2549 16:22:02 น. 0 comments
Counter : 357 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

win_mma
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add win_mma's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.