Group Blog
 
All blogs
 

"เผด็จการกับคานธี"



มีโอกาสได้ไปถ่ายรูปที่ท้องสนามหลวง
เนื่องมาจากต้องส่งงานในวิชาถ่ายภาพ
และงานที่ต้องถ่ายคือภาพข่าว
ความคิดแรกที่นึกออกคือข่าวการเมือง

ผมจึงไปที่นั่นตอนเย็นของวันจันทร์ (25มิ.ย.)
เพราะต้องส่งงานในวันอังคาร(เผางาน)

และเมื่อไปถึงแล้วเดินเข้าไปในบริเวณที่มีการเอารั้วมากัน
โดยมีตำรวจคุมทางเข้าอยู่ประมาณ5-6คน

ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือ...
รู้สึกถึงความแปรกแยกจากคนที่เข้ามาอยู่ก่อนแล้ว(ยังมีคนมาร่วมชุมนุมไม่มากนัก)
อาจจะด้วยอะไรไม่ทราบ

และอีกความรู้สึกหนึ่งคือรู้สึกไม่น่าไว้ใจ
ความรู้สึกนี้อาจจะมาจากสายตาที่ถูกจ้องมอง
หรือไม่ผมก็คิดไปเอง(เพราะผมไม่ชอบMr.เหลี่ยมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว)

แต่ระหว่างที่ผมเดินสำรวจและถ่ายรูปอยู่พักหนึ่ง
ก็มีเสียงคนขึ้นมาพูดบนเวที(ก่อนหน้านี้เป็นวงดนตรี)


ผมจึงเดินไปตามเสียงนั้น
ตอนแรกก็ไม่ได้สังเกตอะไร
เพราะกำลังคิดอยู่ว่าจะถ่ายมุมไหน ยังไง

และเมื่อผมมองไปดีๆ
ก็รู้สึกประหลาดใจมาก
ขอเน้นอย่างไม่รู้สึกกระแดะเลยว่ามากจริงๆ
กับสิ่งที่เห็นบนเวที
(ดังภาพ)

และที่ยิ่งแปลกใจไปกว่านั้นอีก
คือเพื่อนผมที่ไปด้วย
ดันคิดว่าสิ่งที่เห็นอยู่นั้น
เป็นคนจริงๆ

คุยไปคุยมา
ถึงรู้ว่า...
โอ้เจ้ากรรมนายเวร
เพื่อนผมไม่รู้จักคานธี

หลังจากนั้นเพื่อนผมจึงอยากรู้
และถามเกี่ยวกับสิ่งที่เห็น
แต่ด้วยสิ่งแวดล้อมนั้น
ผมจึงขี้เกียจจะอยู่ในฐานะอวดรู้
ผมจึงบอกไปว่า..
เอาไว้รอฟังตอนที่ต้องอธิบายกับอาจารย์แล้วกัน
ไม่อยากอธิบายหลายๆรอบ

สิ่งที่สำคัญกว่าเลยกลายเป็นประเด็นของภาพที่ผมจะต้องคิด
เพื่อไปอธิบายให้อาจารย์ฟัง

และประเด็นนั้นคือ
เรื่องของความสัมพันธ์
ระหว่างสิ่งที่เราเรียกว่า(หรือมักจะถูกนำไปอ้างว่า)อหิงสา
กับพฤติกรรม หรือความคิด
และที่สำคัญที่สุดคืออุดมการณ์(ที่เปลี่ยนไปเรื่อย)ของม็อบกลุ่มนี้


จึงรู้สึกน่ากลัวอยู่บ้าง
ว่าเพราะความไม่รู้หรือความไม่เข้าใจรึเปล่า?
เลยทำให้คน(ถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่รู้นะว่าส่วนน้อยหรือส่วนใหญ่)เข้าใจหรือทำอะไรผิดๆ
อย่างที่ไม่รู้ว่าจะแก้ไขยังไง..(เป็นปัญหาระดับชาตินะครับที่คนไทยไม่ชอบอ่านหนังสือ)
เลยยิ่งทำให้เรื่องมันวุ่นวายและเลยเถิดไปกันใหญ่

แต่ในอีกแง่หนึ่ง
ก็อาจจะเกิดจากการเข้าใจทุกอย่างดีอยู่แล้ว
หรือไม่ก็ละเลยที่จะไม่เข้าใจมัน

อาจจะด้วยเพราะด้วยเงินที่หว่านถึง
หรือไม่ก็อำนาจที่คนบางกลุ่มคิดว่าจับต้องได้

พูดๆไปแล้วก็เหมือนบ่น
คิดๆไปแล้วก็เหมือนจะน่าเบื่อ


แต่จะทำไงได้...
ในเมื่อยืนอยู่บนพื้นเดียวกันแล้ว
บ้านผมก็อยู่แค่ปิ่นเกล้า
ใกล้สนามหลวงนิดเดียว

ถ้าตอนนี้ผมละเลยมัน..ไม่สนใจมัน
ต่อไปผมกลัวว่า...
ถึงผมจะสนใจมันแค่ไหน
หรืออาจจะไม่อยากสนใจมันเลย
………………………
………………………
…….....มันก็คงไม่แคร์ผมอยู่ดี

ป.ล.ผมตั้งชื่อรูปนี้ว่า "เผด็จการกับคานธี"
อีกอย่างหนึ่งคืองานนี้ผ่าน โดยที่เพื่อนผมก็ยังคงไม่รู้ว่าคานธีเป็นใคร...











 

Create Date : 02 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 2 กรกฎาคม 2550 0:57:32 น.
Counter : 298 Pageviews.  

นายกอ นายขอ กับร้องเท้ายี่ห้อหนึ่ง

เรื่องมันมีอยู่ว่า...
มีบริษัทขายรองเท้าอยู่บริษัทหนึ่ง
ต้องการหาผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ
ที่จะมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายขาย
เนื่องจากคนเก่านั้นได้เสียชีวิตไป

จึงมีการสรรหาบุคคลนั้นกันอย่างเร่งด่วน
ใช่เวลาในการสัมภาษณ์และคัดตัวกันอยู่หลายวัน
สุดท้ายจึงมาจบที่คนสองคนคือนายกอ และนายขอ

ทั้งสองคนนี้มีประวัติการทำงานที่ดี
ความรู้ ความสามารถ ก็ใช้ได้
เจ้าของบริษัทจึงเลือกไม่ถูกว่าจะเอาใครดี
จึงคิดอุบายขึ้นมา

อุบายที่ว่านั้นก็คือ...

ให้ทั้งคู่ไปอยู่ที่เกาะๆหนึ่ง
แต่อยู่กันคนละฝั่ง
แล้วให้ไปดูว่ามีลู่ทางในการทำการตลาดอย่างไรบ้าง

หลังจากนั้นไม่กี่วัน
นายกอก็ส่งโทรเลขมาถึงเจ้าของบริษัทว่า

"นายครับ ผมว่าที่นี่มันไม่ค่อยworkนะครับ"
"ไม่ค่อยworkยังไงวะ อธิบายดิ๊" นายถาม
"ก็คนที่เกาะนี้เค้าไม่ใส่รองเท้ากันอ่ะนาย
ผมว่าถ้าเรามาขยายตลาดที่นี่ ก็คงไม่มีใครเค้ามาสนใจหรอกครับ
เราน่าจะลองไปที่อื่นดูนะครับ งั้นพรุ่งนี้ผมขอตัวกลับไปที่บริษัทเลยนะครับ"

ส่วนนายขอ...

"นายครับ นายรู้ไม่ครับว่าคนที่นี่เค้าไม่ใส่รองเท้ากัน"
"อ่าวหรอ แล้วไง..." นายแม่งเชิง
"คือ ผมว่าผมจะอยู่ที่นี่สักพักก่อน..." นายขอยังพูดไม่จบ
"อ่าว..แล้วอยู่ทำไมหล่ะ" ยังคงเชิง
"ผมว่านี่เป็นโอกาสที่ดีเลยนะครับที่เราจะมาขยายตลาดที่นี่
เพราะคนที่นี่ยังไม่รู้จักรองเท้า และยังไม่มีใครใส่รองเท้าเลยนะนาย
ถ้าเราเข้ามาเป็นรายแรกก็ถือเป็นโอกาสที่ดี..."

...หลังจากนั้นเจ้าของบริษัทรองเท้าแห่งนี้ก็ไม่ต้องลังเลอีกต่อไป

และนี่เป็นเรื่องเล่า
ที่มาจากเรื่องจริง
ของบริษัทรองเท้าแห่งหนึ่ง
ซึ่งผมบังเอิญได้ฟังมาจากคลื่นวิทยุอีกที
ผมจำแบรนด์ไม่ได้
แต่คนที่เล่าบอกว่าเป็นแบรนด์รองเท้าที่ดัง
และแพงมากในสมัยเค้าหนุ่มๆ(คงรุ่นพ่อของผม)

แต่ข้อคิดที่ผมชอบจากเรื่องนี้ก็คือ
การคิดในแง่ดี สร้างโอกาสที่ดีเสมอ

ป.ล.ถ้าเรื่องผิดเพี้ยนไปบ้าง
ก็ขอโทษ ณ ที่นี้ด้วย







 

Create Date : 24 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 24 มิถุนายน 2550 18:16:29 น.
Counter : 280 Pageviews.  

...มันผิดมาตั้งแต่ต้นแล้ว

...น่าเป็นห่วงน่ะครับ ตอนนี้
เรื่องของคนกับจิตใจ

ดังข่าวเมื่อคืนก่อน เวลาประมาณเที่ยงคืน ตีหนึ่ง
ผมตื่นขึ้นมาจากความง่วง เปิดดูข่าว
และอย่างที่ทราบกัน..

นายโช เซือง ฮุย นักศึกษาเกาหลี ของมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย เทค
ยิงแฟนสาวของตัวเอง ที่หอพัก
ก่อนจะเดินทางกว่าหนึ่งกิโล
เพื่อไปยิงเพื่อนที่ตึกเรียน
ผลคือทั้งครู และนักศึกษา เสียชีวิตไปกว่า32คน
ก่อนที่นักศึกษาเกาหลีผู้นี้จะยิงตัวตายตาม

...คำถามของผมในความรู้สึกแรกต่อข่าวนี้ คือ
"แม่งเอาอีกแล้วหรอวะเนี่ย..."

เพราะก่อนหน้านี้เหตุการณ์สังหารหมู่ ที่มหาวิทยาลัย
ในอเมริกามีมาแล้วรวมครั้งนี้ก็ปาเข้าไป8ครั้งเข้าให้แล้ว

และข่าวที่ตามมาของวันถัดไป คือ
ระหว่างทางที่นายโชเดินจากหอพักไปตึกเรียนเพื่อก่อเหตุนั้น
เค้าได้ส่งคลิปวีดิโอให้สำนักข่าวแห่งหนึ่ง
ซึ่งบ่งบอกความในใจ
รวมถึงเหตุผลสนับสนุน
ที่ทำให้เค้าต้องทำอย่างนี้

ซึ่งในเนื้อหาของคลิปวีดิโอนั้น
ได้แสดงให้เห็นถึงสภาพจิตใจของเค้า
ทั้งต่อตนเอง และสังคมรอบข้าง
ว่าเค้าเกลียดสังคมคนรวย
เค้าเกลียดทุกคนที่มาโกหกหลอกลวง


คำถามในใจผมจึงเกิดขึ้นอีกว่า

"แล้วใครผิดว่ะเนี่ย"


และอย่างที่รู้ๆ กันอยู่
และเป็นประเด็นในตอนนี้ คือ
1.อายุ18ปีขึ้นไป ไม่มีประวัติทางจิตและอาชญากรรม ก็สามารถซื้อปืนได้ ตามร้านค้าชั้นนำทั่วไป
2.โชเคยมีประวัติรักษาทางจิต ซึ่งก็ไม่รู้ว่าปัจจุบันหายแล้วรึยัง แต่ก็ยังคงอยู่ร่วมกันกับคนอื่นในสังคม
อีกทั้งยังเสือกซื้อปืนได้ด้วย--"อะไรวะเนี่ย"
3.สภาพสังคมในมหาวิทยาลัยบีบบังคับ ไม่ว่าจะเรื่องฐานะ เชื้อชาติ หรือในความเป็นโชเอง
4.สื่อช่วยให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบไม่ว่าจะเป็นหนัง เพลง หรือแม้แต่ข่าว

"อืม ม ม ม..." ในความคิดผมน่ะครับ

ในข้อแรกก็รีบแก้กฏหมายดิ ให้มันซื้อขายกันยากกว่านี้ มีการกลั่นกรองมากกว่านี้ ฯลฯ ---
ควรดูหนังเรื่อง Bowling for Columbine ของไมเคิล มัวร์ เป็นหนังเชิงสารคดีที่จะทำให้คุณเข้าว่า
ประเทศที่ขายปืนเยอะเท่ากับอมยิ้มเป็นยังไง...

ข้อสองก็ช่วยดูๆกันหน่อย โดยเฉพาะพ่อแม่ หรือคนในครอบครัวติดตามผลหน่อยหมั่นพาไปตรวจ
และคอยเช็คเรื่องกินยา เพราะโรคทางจิตนั้นหายขาดยาก มีแต่ว่าจะกำเริบขึ้นมาตอนไหน

ข้อสามให้ทุกคนเป็นคนดี ดีต่อตนเอง ต่อครอบครัว ต่อสังคม แล้วปัญหามันก็จะลดลงไปเอง

และข้อสุดท้ายอันนี้พูดยากเพราะมันเป็นดาบสองคม
ก็แค่ว่าอะไรเลวๆก็ดูไว้เป็นตัวอย่าง
อะไรดีๆก็ดูไว้เป็นตัวอย่าง
ส่วนใครจะทำดีทำเลวอันนี้อย่าพูดมาก
โตๆกันแล้วคิดกันเอง

แต่ถ้ามีลูกมีหลานก็ควรจะสอน ควรจะปลูกฝังกันไว้
ไม่ใช่พอมีเรื่องก็โทษแต่ทีวี ยิงกันก็โทษทีวี เป็นตุ๊ดก็โทษทีวี
ทำไมไม่โทษตัวเองมั่งวะว่าวันๆคุณทำอะไรอยู่
ให้ทีวีมาล้างสมองลูกคุณได้ไง
ให้ทีวีมามีอิทธิพลต่อความคิดของลูกคุณได้ไง
ให้ทีวีมาเลี้ยงดูลูกแทนคุณได้ไง
คุณเป็นพ่อเด็ก หรือทีวีเป็นพ่อเด็ก..?

ต้นเหตุของปัญหาก็เป็นเพราะคุณไม่มีเวลาอยู่กับลูกคุณ
ไม่มีเวลาสอนลูก
ขาดความสัมพันธ์
ลูกคุณเลยขาดความอบอุ่น
เป็นเด็กมีปัญหา ไม่มั่นใจตัวเอง อยู่คนเดียว
ไม่มีเพื่อน เก็บตัว ซึมเศร้า ขาดที่ปรึกษา
สุดท้ายเป็นโรคจิต
และยิ่งเจอกับสภาพสังคมแบบนี้ก็ยิ่งไปกันใหญ่

น่าสงสารนะครับ
ผมเชื่อว่าถ้าเค้าเลือกได้ ...เค้าคงไม่เลือกที่จะทำอย่างนี้หรอก
แต่จะทำอะไรได้..
ในเมื่อทุกอย่างมันผิดมาทั้งหมด ..มันผิดมาตั้งแต่ต้นแล้ว

ป.ล.ทำบุญบ่อยๆนะครับ ไม่ว่าจะทำที่วัด ที่บ้าน หรือที่ทำงาน ..เพราะความตายช่วงนี้เนี่ย
..มันcoming soon จริงๆ













 

Create Date : 25 เมษายน 2550    
Last Update : 5 สิงหาคม 2550 22:21:09 น.
Counter : 247 Pageviews.  

ใจเปลี่ยน..สันดานเปลี่ยน

ใจเปลี่ยน..สันดานเปลี่ยน

...จากอุปนิสัยที่ชอบกินซ้ำกินซากหรืออาจจะเรียกว่าจำเจ

ประมาณว่าท่าช่วงนี้ไปร้านนี้ก็จะกินแต่ไอร้านนี้อย่างเดียว
จนอาจทำให้คนอื่นเอ่ยปากขึ้นว่า "คุณไม่เบื่อบ้างหรอไงค่ะ...(แดกแต่ของเดิมๆ)"

ผมเป็นคนจำพวกชอบกินอะไรตามปาก จนคนอื่นรำคาญ
ไม่ได้รำคาญเพราะเรื่องมาก หรอกน่ะครับ ..แต่รำคาญเพราะเรื่องน้อย


เรื่องน้อยในที่นี้คือ ไม่ชอบเลือกอะไรมากมาย กินอะไรก็ได้
เลยมาจบที่กินอะไรเดิมๆ

โดยเฉพาะเนื้อหมู อย่างที่เค้าบอกว่า "หมูทำอะไรก็อร่อย"
ไม่ว่าจะเป็น หมูกระทะ หมูปิ้ง หมูสะเต๊ะ สเต็กหมู ไส้กรอก แฮม
หรือ อะไรที่หมูมันจะแปรรูปได้ ผมกินหมด และชอบหมด

จนคนรอบตัวบ่นขึ้นว่า "ไม่เบื่อหรือไง" หรือ แม้กระทั่งว่า "เดี๋ยวก็เป็นมะเร็งหรอก"
ซึ่งผมก็รับฟัง และยอมรับ
..แต่ไม่เปลี่ยน

จนเวลาผ่านไปเหมือนว่าร่างกายของเราเองก็เริ่มรู้สึกเบื่อ
ด้วยการปั่นป่วนของท้องไส้อยู่เป็นประจำ
แต่ความต้องการทางด้านจิตใจก็ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง

เลยเริ่มสำรวจตัวเองว่าอะไรคือบ่อเกิดของพฤติกรรมกินซ้ำ
เมื่อนึกย้อน ไม่นานนักก็ถึงบางอ้อว่า
..เพราะสันดานเป็นคนชอบทำอะไรซ้ำๆ
ไม่ชอบลองของใหม่ ยึดติดกับอะไรเก่าๆ เปลี่ยนแปลงอะไรค่อนข้างยาก และที่สำคัญตามใจตัวเองซะมาก

และด้วยนิสัยอย่างนี้ ถ้าผมบริโภคอาหารครบหลัก5 หมู่เป็นอาจิน หรือกินเจไปเลย คงดีไม่ใช่น้อย
แต่ ณ ตอนนี้มันไม่ใช่ ..ไม่ใช่โดยสิ้นเชิง!

ด้วยพฤติกรรมอย่างนี้จึงทำให้ต้องมองทั้งข้อดี และข้อเสียของมัน
โดยผมเองต้องเป็นผู้สังเกตตัวเอง

และอย่างว่านิสัยอย่างนี้ข้อดีมันก็มี ข้อเสียมันก็มาก
ข้อดีในความคิดผมคือ ถ้ามีความคิด หรือจุดยืด การกระทำ หรืพฤติกรรมในเรื่องที่ดีก็ดีไป
แต่ในเรื่องที่คิดผิด หรือค่านิยมที่ห่วย จนเกิดพฤติกรรมแย่ๆ ไอนิสัยเยี่ยงนี้ก็จะไม่ได้ถูกเสนอเรื่องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสักที

หลังจากนั้นผมจึงเริ่มมองอะไรจากมุมกว้างๆบ้าง หรือจุดเล็กๆที่ไม่เคยมอง หรือทำอะไรที่ไม่เคยทำ
คิดเรื่องบางเรื่องที่เคยเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ก็ลองเอาคนอื่นเป็นที่ตั้งซะบ้าง ด้วยการรับฟังให้มากขึ้น บีบอคติให้ลดลง

แต่ผมก็ไม่ถึงขนาดเปลี่ยนแปลงได้ในทุกๆเรื่อง
เพราะอย่างว่า "ไม้อ่อนดัดง่าย สันดานดัดยาก"

ซึ่งผมคิดว่าสันดานคงเหมือนความคิด รวมกับพฤติกรรมที่ติดตัวเรา
ซึ่งถ้าเปลี่ยนความคิด หรือเปลี่ยนใจได้ พฤติกรรมก็คงเป็นผลพลอยได้ที่จะตามมาเอง
ดังนั้นการข่มใจ หรือฝึกจิตใจ คงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคน

อย่างในเรื่องพฤติกรรมการกินซ้ำซากของผม ถ้ายังไม่เปลี่ยน
บั้นปลายร่างกายโดยเฉพาะเครื่องในคงตายก่อนที่สมองจะเริ่มคิดแก้ไข
สิ่งที่ดีที่สุดในตอนนี้คือการเริ่มต้น
เริ่มต้นที่จะเปลี่ยน...

ดังคำคนที่ว่าไว้ "ถ้าคิดจะเปลี่ยนแปลง ต้องเริ่มเปลี่ยนแปลง" โสเครติส

อ่านง่าย
เข้าใจง่าย
...แต่ทำยากเหลือเกิน

มีนาคม 50

โฉมสมัย (checheza@hotmail.com)




 

Create Date : 25 เมษายน 2550    
Last Update : 24 พฤษภาคม 2550 1:40:12 น.
Counter : 459 Pageviews.  

1  2  3  

Valentine's Month


 
โฉมสมัย
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add โฉมสมัย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.