เที่ยวไป..กินไป..ตามแต่ใจเราสองคน เป็นบล๊อกที่ทำขึ้นมาเพื่อเล่าเรื่องราวการเดินทางของเราทั้ง 2 คน และเป็นข้อมูลให้สำหรับผู้ที่สนใจจะเดินทางด้วยตัวเอง

Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 37 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add 's blog to your web]
Links
 

 

มนต์เสน่ห์.. บาหลี ตอนจบ

มนต์เสน่ห์.. บาหลี ตอนจบ ตรงกับวันที่ 6 เมษายน 2553 พวกเราอยู่บาหลีเป็นวันที่ 5 แล้วครับ โปรแกรมของพวกเราวันนี้ไม่มีอะไรครับ เพราะว่าพวกเราต้องเดินทางกลับประเทศไทย ขึ้นเครื่องเวลา 12.00 น. ตามเวลาของบาหลี เวลาที่บาหลีจะเร็วกว่าเมืองไทย 1 ชั่วโมงครับ พวกเรามาเที่ยวบาหลีไม่ได้ไปสถานที่สำคัญที่สุดของบาหลี ก็คือ วัดเบซากีห์ เป็นวัดฮินดูคู่เมืองบาหลี สาเหตุที่ไม่ได้ไปเที่ยวเพราะวัดมีงานสำคัญทางศาสนา ชาวฮินดูจะไปวัดกันเยอะมากๆ ทำให้รถติดยาวเป็นกิโล กลัวจะเสียเวลาไปเที่ยวที่อื่น เอาไว้มาคราวหน้าจะไปเที่ยวแน่ๆ

วันนี้ไม่มีอะไรผมจึงออกเดินไปถ่ายรูปเล่นๆ ที่หน้าโรงแรมที่พวกเราพัก ตรงกันข้ามโรงแรมจะมีนาข้าว เล็กๆ ไม่กว้างมาก ต้นข้าวกำลังจะโตยังไม่ออกรวง นาข้าวก็เป็นอีกหนึ่งในวัฒนธรรมของชาวบาหลี ไม่ว่าจะไปที่ใดในบาหลีก็จะพบเห็นนาข้าวเป็นประจำ ด้านหลังของนาข้าวก็เป็นโรงแรมที่พัก รีสอร์ท


บรรยากาศยามเช้า 6 โมงกว่าๆ ก็ดูสวยดี ยามเช้าที่อุบุตในบาหลี ไม่คึกคัก รถราไม่ติด เหมือนในกรุงเทพ ชีวิตเรียบๆ ง่ายๆ ไม่ต้องรีบร้อนอะไร ดูๆ ไปก็คิดถึงชีวิตตัวเองอยู่กรุงเทพ ต้องแข่งขันตลอด ไม่ว่าเรื่องรถติด รีบเร่งออกไปทำงาน ทำอะไรก็ต้องแข่งกับเวลา แข่งขันกันเพื่อปากเพื่อท้อง คิดๆ แล้วช่างอิจฉาคนบาหลีเสียจริง สวนบัวข้างนาข้าว


ที่บาหลีเป็นเมืองที่มีศิลปะเฉพาะตัว เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีที่ไหน ไม่ว่าจะเป็นการแสดงระบำต่างๆ การปลูกสร้างบ้านเรือน งานไม้งานแกะสลัก เครื่องปั่นดินเผา งานภาพงานเขียน งานลวดลายของผ้าปาติกก็จะป็นเอกลักษณ์ รูปหล่อรูปปูนปั่น ปะติมากรรมต่างๆ จะพบเห็นได้ตามโรงแรม รีสอร์ท ต่างๆ ทั่วไป แม้กระทั่งอาหารก็ยังป็นเอกลักษณ์ รวมถึงวัดวาอารามต่างๆ


ได้เวลา 7 โมงครึ่งพวกเราก็มากินอาหารเช้ากันที่ห้องอาหารของโรงแรมเหมือนเช่นทุกวัน อาหารเหมือนเดิม วันนี้ผมนัดรถให้มา 8.30 น. รับเร็วขึ้นกว่าทุกวันเพื่อเดินทางกลับไปยังสนามบินเดนบาซ่าร์ ใช้เวลาเดินทางประมาณ ชั่วโมงนิดๆ ถ้ารถไม่ติด แต่มีสามาชิกเราต้องการรซื้อของฝากอีก เนื่องจากที่ผ่านมายังซื้อไม่จุใจ (สงสัยเงินยังเหลือ) เล่าเรื่องของฝากที่บาหลีมีเยอะมากๆ ครับ ใครมาบาหลีไม่ต้องกว่าเรื่องจะหาซื้อของฝากไม่ได้นะครับ ขอบอกว่าเยอะมากกกกกกก มีหลายรูปแบบให้เลือก พวกเราแวะร้านขายของฝาก ซึ่งอยู่ระหว่างเส้นทางจากสนามบินไปยังอุบุต ผมจำชื่อร้านไม่ได้ และไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ชมด้วยนะครับ เป็นร้านชั้นเดียวมีของฝากทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าทุกชนิด ของกิน ภาพเขียน รองเท้า กระเป๋า เครื่องปั่น แกะสลัก ฯลฯ พวกเราซื้อกันทุกคนเพราะเท่าที่รู้ราคาถูกกว่าทุกที่ ผมเป็นคนไม่ค่อยซื้อของฝากเท่าไรหมดไปประมาณพันบาทได้ของมากมายหลายชิ้น ได้ของฝากกันทุกคนแล้ว ก็มุ่งหน้าสู่สนามบินฯ ถึงสนามบินเวลาประมาณ 10.00 น. ตามเวลาที่อยากให้ถึงเพราะถ้าช้ากลัวตกเครื่อง

ถึงสนามบินพวกเราก็เช็คอินกันตามปรกติ แต่มีอยู่เรื่องที่ใครมาเที่ยวบาหลีแล้วต้องเตรียมเมื่อเวลาจะขึ้นเครื่องกลับคือ ค่าภาษีสนามบิน เพราะว่าในค่าตั๋วที่พวกเราจองยังไม่รวมค่าภาษีสนามบินนะครับ สำหรับค่าภาษีสนามบินต้องเสียคนละ 150,000 รูเปี้ย หรือคิดเป็นเงินประมาณ 500 กว่าบาท พวกเราได้เตรียมเงินบาหลีกันครบเรียบร้อยก่อนที่จะมาถึงสนามบิน ตรงนี้จึงไม่เกิดปัญหาอะไร ผมเองไม่มั่นใจนะครับว่าจะสามารถใช้เงิน US ได้หรือไม่เพราะว่าก่อนที่จะมาบาหลีได้หาข้อมูลว่าใช้ได้เฉพาะเงินบาหลีเท่านั้น แต่ผมก็เห็นมีบางคนเอาเงินสกุลดอลล่าจ่าย ไม่รู้ว่าเค้าคิดที่เลทเท่าไร ในทางที่ดีผมแนะนำให้เตรียมเงินบาหลี 150,000 รูเปี้ยเป็นดีที่สุด

พวกเรากลับไฟท์ FD3678 เวลา 12.00 น. ถึงเมื่อไทยเวลา 15.20 น. ตามเวลาเมืองไทย airasia จะบินไปกลับ กรุงเทพ - บาหลี วันละเที่ยวเท่านั้น ได้เวลาพวกเราก็เตรียมขึ้นเครื่อง เวลาประมาณ 12.00 น. เครื่องบินก็เริ่มบินออกจากสนามบินเดนบาซาร์


ค่าใช้จ่ายของพวกเราทั้ง 8 คนจะไม่เท่ากันเพราะมาไม่พร้อมกัน ถ้าคิดค่าใช้จ่ายผมคนเดียวคือ ค่าเครื่องฯ ประมาณ 2400 บาทรวมทุกอย่าง และค่าทีพัก ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ตกประมาณ 7000 บาท (ไม่รวมซื้อของฝาก) รวมทั้งสินประมาณ 9400 บาท ก็ถือว่าไม่แพงครับ ใครไม่รู้จะไปเที่ยวที่ไหนแนะนำลองไปเที่ยวที่บาหลีได้นะครับ




อำลาบาหลีด้วยภาพบนเครื่องบินของเพื่อนจก ถ่าย ไปเที่ยวครั้งนี้ผมเองไม่ค่อยได้ถ่ายภาพมากเท่ากับทริปอื่นๆ ดังนั้นภาพในนี้จะเป็นของเพื่อนร่วมทริป อี๊ด จก ก็ขอขอบคุณที่ให้ภาพมาลงบล๊อก




 

Create Date : 28 มิถุนายน 2553    
Last Update : 28 มิถุนายน 2553 13:35:14 น.
Counter : 2132 Pageviews.  

มนต์เสน่ห์.. บาหลี วัน4

มนต์เสน่ห์.. บาหลี วัน4 ตรงกับวันที่ 5 เมษายน 2553 วันนี้พวกเรามีสมาชิกทั้งหมด 8 คน ตื่นกันตั้งแต่เช้าเพราะนัดรถตู้คันเดิมไว้ 9 โมงให้มารับที่โรงแรมราคาที่พวกเราเหมาก็เท่าเดิมคือ 350,000 รูเปี้ย ต่อ 10 ชั่วโมง โปรแกรมเที่ยวของพวกเราวันนี้ก็คือ Pura Tirta Empul วัดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ เป็นแห่งแรก จากนั้นก็จะไปกินข้าวเที่ยงชมภูเขาไฟ Batur ที่ Kintamani ย้อนกลับลงมาเที่ยว Rice Terrace นาขั้นบันได แล้วไปช๊อปปิ้งของฝากที่ร้านขายของฝากอยู่ที่ทางกลับไปสุกะวาตี หลังจากช๊อปปิ้งเสร็จก็จะกลับมาโรงแรมเพื่อเอาของเก็บแล้วไปดู Barong Dance ที่โรงแสดงอุบุต


แปดโมงเช้าพวกเราพร้อมกันที่ห้องอาหารเช้าโรงแรม อาหารก็เหมือนเดิมให้เลือกว่าจะเอาอะไรก็สั่ง ผมก็เหมือนเดิม Nasi Grolang อาหารบาหลีเช่นเดิม กินอาหารเช้าเรียบร้อยกันทุกคนก็ออกเดินทางใช้เวลาประมาณ 50 นาทีพวกเราก็มาถึงจุดหมายแรก วัดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ Pura Tirta Empul วัดนี้เสียค่าเข้าชมคนละ 6,000 รูเปี้ย ประตูทางเข้าวัด


เดินผ่านประตูวัดเข้าไปก็จะสู่บริเวณวัด เดินตรงเข้าไปอีกซ้ายมือจะเป็นที่ให้ยืมโสร่งใส่ ก่อนเข้าวัดฮินดูต้องใส่โสร่งและต้องมีผ้าคาดเอว เป็นธรรมเนียมของวัดฮินดู ใส่กันแล้วต้องขอถ่ายรูปไว้ดูสักหน่อย


แต่งองค์ทรงเครื่องแล้วก็เข้าไปในส่วนที่เป็นศาสนสถานต่างๆ ด้านในวัด จะมีเป็นศาลาเล็กๆ อยู่หลายหลังเป็นที่ประกอบพิธีกรรม


บ่อน้ำนี้คือบ่อน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ที่ผุดมาจากใต้ดิน กลางบ่อที่เห็นเป็นวงกลมใหญ่ๆ สีขาวจะเป็นบริเวณที่มีน้ำผุดขึ้นมาตลอดเวลา


ขอถ่ายรวมหมู่เฉพาะสาวๆ ทั้ง 5 คน ก่อนออกจากวัดส่วนของด้านใน


ออกจากส่วนด้านในวัดก็จะเป็นส่วนที่ของน้ำพุ บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่สักการะของชาวบาหลี โดยเชื่อว่าถ้าได้มาอาบน้ำจะเป็นศิริมงคลแก่ตัวเองและยังช่วยรักษาโรคร้ายต่างๆ ได้ วันที่พวกเราไปผู้คนไม่เยอะ


ในการมาอาบน้ำแต่ละครั้งจะต้องไหว้บูชาแท่นน้ำขอพร โดยการไหว้และอาบน้ำตั้งแต่แท่นน้ำพุแรกไปจนถึงอันสุดท้าย


ไหว้บูชาเสร็จก็ก้มลงอาบน้ำจากแท่นน้ำพุ


ที่แท่นน้ำพุจะมีเครื่องเซ่นไหว้วางอยู่บนแท่น เป็นเครื่องเซ่นของชาวฮินดู ตลอดเวลาที่เราอยู่ในบาหลี เราจะพบเห็นเครื่องเซ่นไหว้นี้อยู่ทั่วไป


ที่วัดนี้มีบ่อเลี้ยงปลา จะอยู่ใกล้ๆ กับทางเข้าวัด พวกเราให้อาหารปลา


เดินถ่ายรูป ชมความสวยงามต่างๆ ในวัดเสร็จพวกเราก็ต้อเดินกลับมายังที่ลานจอดรถ แต่ระหว่างทางเดินจะต้องผ่านร้านค้าขายของที่ระลึกต่างๆ มากมาย แม่ค้าจะร้องเรียกให้เข้ามาซื้อโดยพูดเป็นภาษาไทย "5 อันร่อย 2อันร่อย" ตลอด 2 ข้างทางจะมีร้านค้ายาวไปเรื่อยๆ บางร้านเดินผ่านแม่ค้าดึงมือเข้าไปในร้านก็มี พวกเราหลายคนต้องเสียเงินที่ตลาดนี้เหมือนกัน ถามว่าถูกหรือแพงตอบไม่ได้เอาเป็นว่าตาดีได้ตาร้านเสีย ตลาดนี้เรียกว่า " ตลาดปราบเซียน "

พวกเราออกจากวัดได้ก็มุ่งหน้าสู่ Kintamani ใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาทีก็ถึงจุดหมาย สำหรับนักท่องเที่ยวที่ผ่านจะต้องเสีนเงินคนละ 3000 รูเปี้ย จากนั้นพวกเราก็ต้องไปยังร้านอาหารเพื่อกินข้าวเที่ยง พร้อมกับชมภูเขาไฟ Bartu แต่วันที่เราไปกันท้องฟ้าไม่เป็นใจ


ร้านอาหารนี้จะอยู่ข้างทาง มีที่นั่งเป็นม้านั่งยาวๆ หันหน้าออกสู่ภูเขาไฟ และส่วนที่เป็นภายในห้องแอร์ แต่พวกเราเลือกนั่งที่เป็นซุ้มแล้วมีโต๊ะคล้ายขันโตกบ้านเรา


อาหารส่วนมากจะเป็นอาหารบาหลี สามารถตักได้ตามใจชอบ


หินอาหารเสร็จก็มากินผลไม้ตามฤดูกันต่อได้ และมีขนมหวาน ชา กาแฟ ให้ตบท้ายด้วยครับ


นั่งกินอาหารเที่ยงไปก็ชมวิวภูเขาไฟไป แต่วันนี้ฟ้าไม่เป็นใจมีทั้งเมฆ และ หมอก เยอะมากทำให้ไม่สวยงามดังใจอยาก


ยอดภูเขไฟ Bartu วันที่ฟ้าไม่เป็นใจ


นั่งชมวิวภูเขาไฟไม่สวย เลยหันไปมองวิวญี่ปุ่น บ้าง แต่ก็พอที่จะผ่อนคลายได้


บรรยากาศรอบๆ ภูเขาไฟ


สรุปค่าอาหารมื้อนี้พวกเราจ่ายคนละ 80000 รูเปี้ย รวมภาษีและเซอร์วิสแล้วครับ ยกเว้นค่าน้ำดื่มต้องจ่ายเพิ่ม

ออกจากร้านอาหารพวกเราก็มุ่งหน้าย้อนกลับลงมาเพื่อมาเที่ยว Rice Terraces หรือ นาขั้นบันได ซึ่งเป็นสถานที่เที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ของบาหลีอีกแห่ง อยู่ไม่ไกลจากอุบุต


มาถึงต้องขอถ่ายรูปหมู่พวกเราทั้งหมด 8 คนแต่ถ่ายแค่ 6 คน ขาดแต่ผม กับอี๊ดที่เป็นคนถ่าย เท่านั้น


การมาเที่ยวที่นาขั้นบันไดนี้ไม่ต้องเสียค่าเข้าชมเหมือนสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ แต่ข้างๆ จะมีร้านขายอาหาร เครื่องดืมต่างๆ เพื่อให้นั่งชมบรรยากาศนาขั้นบันได


นาที่นี่เหมือนจะถูกทำขึ้นเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว เพราะ 2 ข้างทางจะมีร้านค้าเต็มตลอด นาขั้นบันไดก็เป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรม และ สัญญาลักษณ์ของบาหลี


ถ่ายรูปกันให้จุใจ พวกเราใช้เวลาอยู่ที่นี่ประมาณ 1 ชั่วโมง นั่งพักผ่อน คุยกัน ถ่ายรูปกันไป ก็สนุกดี ไม่รีบไม่ร้อน การมาเที่ยวกันเองไม่ได้มากับทัวร์ก็ดีแบบนี้แหละครับ สบายๆ อยากกลับก็กลับ อยากอยู่ก็อยู่ ไม่ต้องรอใคร ก่อนลาจากนาขั้นบันได สาวๆ ทั้ง 5 ถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนานเพราะครั้งนี้มีตากล้องมาถึง 3 คน


ออกจากนาขั้นบันได พวกเรามีโปรแกรมจะไปช๊อปปิ้งที่ตลาดสุกาวาตี แต่เนื่องด้วยตลาดนี้ปิดเร็วพวกเราไปก็คงจะได้ช๊อปปิ้งไม่เกิน1 ชั่วโมงแน่ พวกเราทั้งแปดคนก็เลยมุ่งหน้ากลับมายังโรงแรมเพื่อล้างหน้าล้างตา เพื่อเตรียมตัวไปเดินช๊อปปิ้งที่ตลาดอุบุต และช่วงค่ำๆ จะรอชมระบำบาลอง
การชมการแสดงต่างๆ ที่อุบุต สามารถซื้อตั๋วสำหรับเข้าชมได้ที่บริเวณสี่แยกศุนย์ข้อมูลท่องเที่ยว และสามารถสอบถามและซื้อตั๋วได้ที่นี่ หรือไม่ก็จะมีคนบาหลีมาเดินขายตั๋วการแสดงต่างๆ ให้กับนักท่องเที่ยว วันนี้พวกเราไม่ได้ชมระบำบางลอง เพราะพวกเราไปชมการแสดง ระบำเลกอง พวกเราซื้อตั๋วเข้าชมราคาใบละ 80,000 รูเปี้ย เริ่มการแสดงเวลา 1 ทุ่มครึ่ง การแสดงวันนี้ย้ายจากเวทีกลางแจ้งมาเป็นในเวทีในร่มเนื่องจากช่วงนี้ฝนตกบ่อย เวทีอยู่ตรงข้ามกับศูนย์ข้อมูลท่องเที่ยว ติดกับสี่แยกอุบุต ได้เวลาการแสดงก็เริ่มขึ้น


การแสดงจะไม่เป็นเรื่องราว แสดงเป็นชุดๆ ชุดนี้จบชุดใหม่ก็ออกมาโชว์ต่อ


ผมไม่ค่อยรู้เรื่องราวของตัวแสดงก็เลยไม่ขอเล่ากลัวข้อมูลจะผิด แต่จะเป็นการเล่าความรู้สึกที่เห็นก็แล้วกัน สำหรับคนนี้เป็นการระบำแบบทำตัวยึกๆ ยักๆ แข็งๆ ดูแล้วรู้สึกทึ่งในความสามารถเพราะทำได้สวยงามมากทั้งลูกตา และร่างกาย


การแสดงแต่ละชุดใช้เวลาประมาณ 10 นาที มีทั้งระบำเดียว


ทั้งระบำเป็นชุดตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป


ในการแสดงระบำทุกชุดจะมีการเล่นดนตรีพื้นเมืองบาหลีประกอบไปด้วย เพื่อให้เข้ากับการแสดง เล่นเครื่องดนตรีได้พร้อมเพียงกันมาก


มีทั้งเครื่องตี เครื่องดีด เครื่องเคาะ กล้อง เรียกได้ว่ามีครับ มีผู้เล่น 2 ฝั่งๆ ละประมาณ 10 คน เล่นพร้อมเพียงกันมาก ตั้งหน้าตั้งตาเล่น ไม่มีพูดคุยกัน


คนนี้เป็นคนที่รำได้สวยงามที่สุดในสายตาผม รำได้อ่อนช้อยมาก รำจนเหงื่อไหล รำนานมาก ชุดนี้มีการแสดง 2 คน ช่วงท้ายๆ จะมีผู้ชายออกมารำคู่ด้วย


และแล้วกาแสดงชุดสุดท้ายก็มาถึงเป็นการแสดงแต่วตัวเป็นคนแก่ ผมขาว ออกมาระบำ


ใช้เวลาในการแสดงทั้งหมดประมาณ 1 ชั่วโมง การแสดงประมาณ 8 ชุด(เท่าที่จำได้) นักแสดงก็ออกมาขอบคุณผู้ชม วันนี้ผู้ชมเต็มทุกที่นั่ง


หลังจากชมการแสดงจบลงพวกเราก็ได้เหมารถให้ไปส่งโรงแรม แล้วก็แยกย้ายกันเขาห้อง เป็นอันจบการเที่ยวของพวกเราทั้ง 8 คน ในวันที่ 4 ของการเดินทาง

ผ่านไปแล้ว 4 วัน วันพรุ่งนี้พวกเราทั้ง 8 คน ต้องกลับแล้ว ต้องขึ้นเครื่อง 12.00 น. ตามเวลาของบาหลี คงไม่มีเวลาไปเที่ยวที่ไหนแล้วเพราะว่าเราต้องเดินทางจากอุบุต กลับไปยังสนามบินฯ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง




 

Create Date : 27 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 28 มิถุนายน 2553 10:57:49 น.
Counter : 1529 Pageviews.  

มนต์เสน่ห์.. บาหลี วัน3

มนต์เสน่ห์.. บาหลี วัน3 วันที่ 3 ของการเดินทางก็มาถึง เป็น วันที่ 4 เมษายน 2553 ในวันนี้พวกเราจะมีสมาชิกมาเพิ่มอีก 2 คน เป็นสาวๆ ที่เคยไปเที่ยวด้วยกันทริป แชงกรีลา เมื่อเมษาปีที่แล้ว ผมไม่ได้ลงไปรับทั้ง 2 คน แต่ผมได้ติดต่อเพื่อนของคนขับรถตู้คันที่เราเหมาประจำ ให้ไปรับ 2 สาวที่สนามบิน โดยผมได้เขียนชื่อของ 2 สาวลงกระดาษ แล้วให้ไปยืนชูรอรับ 2 สาวที่ประตูทางออก ค่าจ้างไปรับแล้วพามาส่งที่โรงแรมฯ 150,000 รูเปี้ย แต่ถ้าเราใช้บริการรถแท็กซี่ที่สนามบินตกคันละ 190,000 รูเปี้ย ก็ถือว่าไม่แพงสำหรับค่าจ้าง

โปรแกรมเที่ยวของพวกเราทั้ง 6 คนในวันนี้ก็คือ ช่วงเช้าพวกเราจะไปเที่ยวที่ Ulun Danu batu Temple เป็นวัดฮินดู ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะบาหลี ช่วงเที่ยงๆ พวกเราก็จะมาเที่ยวที่ Taman Ayum Royal Temple เป็นวัดที่มีความสำคัญและมีความสวยงามอีกวัด จากนั้นช่วงบ่ายพวกเราก็กลับโรงแรมเพื่อไปรับเพื่อนที่มาใหม่ 2 คน เพื่อไปเดินช๊อปปิ้งย่าน Ubud และชมระบำบาลอง


โรงแรมที่บาหลีราคาค่าห้องรวมอาหารเช้าแล้วครับ เช้านี้เราจึงกินอาหารเช้าที่โรงแรม ผมก็กินอาหารบาหลีเหมือนเดิม เป็นข้าวผัด Nasi Gorlang มีผลไม้ กาแฟร้อน ส่วนคนอื่นๆ ก็กินอเมริกัน มีออมเร็ส ขนมปัง กาแฟ กินกันเรียบร้อยก็ขึ้นรถทันที่ พวกเรานัดรถ 09.00 น. เป็นรถตู้คันเดิมเหมาทั้งวัน 350,000 รูเปี้ย มารับพวกเราตรงเวลามาก พร้อมแล้วลุยกันเลย ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ขึ้นไปทางเหนือเส้นทางมีขึ้นเขาในช่วงที่ใกล้จะถึง Ulun Danu batun Temple เสียค่าเข้าคนละ 10,000 รูเปี้ย


วัดนี้เป็นวัดใหญ่มีความสำคัญอันดับ 2 ของเกาะบาหลี ตั้งอยู่ริมทะเลสาบบาตูร์ 3 สาวเราต้องไม่พลาดกับการถ่ายรูปสวยๆ คู่กับวัดที่มีความสวยงาม


มีเจดีย์อยู่ริมทะเลสาป ถือเป็นสถานที่สำคัญของวัดนี้ ทะเลสาปแห่งนี้จะมีเมฆหมอกลอยต่ำ บรรยากาศดีมาก


อีกด้านของเจดีย์


มาแล้วก็ขอถ่ายรูปหมู่ ไว้เป็นที่ระลึกว่าเราก็เคยมาเที่ยวบาหลีนะครับ


ช่วงที่พวกเราไปบาหลี รู้สึกว่าจะเป็นช่วงสำสำคัญในศาสนาฮินดู จึงมีงาน และผู้คนชาวฮินดูมาวัดกันเต็มไปหมด


ชาวฮินดูมาวัดก็ไม่ต่างอะไรกับชาวพุทธที่ไปวัดกัน จะมีเครื่องไหว้ต่างๆ เอามาที่วัด จะต่างกันแค่ตรงที่การเอามาไม่เหมือนกัน ชาวพุทธจะถือหรืออุ้มมา แต่ชาวฮินดูจะเทินหรือวางบนหัวมา


แต่คนนี้ไม่ใช่ชาวฮินดูนะครับ สังเกตุได้จากการที่ไม่มีอะไรวางบนหัว มีแต่สวมหัว


ในบริเวณด้านในของวัดจะมีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาฮินดู มีชาวบ้านนั่งรอทำพิธีกรรม ห้ามผู้ที่ไม่ได้นับถือศาสนาฮินดูเข้าไป ผมจึงได้แต่ยืนถ่ายรูปด้านนอก


พวกเราใช้เวลาอยู่ในวัดนี้ประมาณชั่วโมงครึ่ง ก็ได้ออกจากวัดกันและมุ่งหน้ากลับลงมาทางใต้เพื่อไปยังวัดอีกแห่ง เวลาก็ประมาณเที่ยงพวกเราจึงแวะกินข้าวเที่ยงที่ร้านอาหารข้างๆ ซึ่งเป็นร้านขายข้าวแกงธรรมดาไม่ได้เลิศหรูอะไร พอเดินเข้าไปในร้านเห็นกับข้าวที่วางโชว์ดูแล้วไม่รู้จะกินได้หรือไม่เพราะว่ามันเป็นอาหารบาหลีแท้ๆ เป็นเนื้อ หนังหมูทอด แคปหมู หมูสามชั้น เครื่องเทศ หน้าตาอาหารดูไม่น่ากิน คนขายใช้มือหยิบอาหารทุกอย่าง ด้วยความไม่แน่ใจพวกเราไป 6 คนแต่สั่ง 3 จานเพื่อกินด้วยกัน แต่พอได้กินคำสองคำแรกขอบอกว่าอร่อยมาก ผมจึงสั่งเพิ่ม 3 จานรวมทั้งหมดเป็น 6 จานพอดี Nasi Lemak คือชื่ออาหาร


จานละ 15,000 รูเปี้ย นับว่าเป็นอาหารที่ถูกมากๆ มื้อหนึ่งของพวกเราในบาหลี กินกันเสร็จก็ออกเดินทางกันต่อเพื่อมุ่งหน้าไปยังวัด Taman Ayum Royal Temple ซึ่งเป็นวัดหลวงของเกาะบาหลี มีความเก่าแก่มาก ค่าเข้าชมวัดนี้จะเสียคนละ 3,000 รูเปี้ย ประตูทางเข้าวัด


เมื่อจ่ายเงินต่าเข้าชมวัดแล้วเดินเข้ามาก็จะเป็นในส่วนของตัววัด ประตูทางเข้าสู่ด้านในของวัดซึ่งถูกปิดไม่ให้เข้า


วัดนี้จะมีกรู๊ปทัวร์มาเที่ยวตลอด วันที่พวกเราไปก็มีแต่ไม่มาก ส่วนนี้เป็นด้านหลังของวัด เดินด้านข้างเลาะกำแพงไปเรื่อยๆ ไม่ขออธิบายประวัติความเป็นมาของวัดนะครับ


มุมนี้เป็นมุมมหาชน ใครมาต้องมาถ่ายมุมนี้ครับ


กลัวจะมีคนว่ามาไม่ถึงวัดนี้ จึงต้องถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานยืนยัน ไม่มีการตัดต่อภาพใดๆ ทั้งสิ้น


ภายในวัดส่วนนี้ห้ามเข้าถูกปิดและมีสระบัวรอบ


อยู่วัดกันได้ไม่นานเพราะว่าฝนตั้งเค้าทำท่าจะตก พวกเราก็กลับโรงแรมเพื่อมารับ 2 สาวที่มาใหม่มาถึงโรงแรมเมื่อบ่ายกว่าๆ อยู่โรงแรมรอพวกเรามารับเพื่อไปช๊อปปิ้งกันที่ตลาดอุบุด 2 สาว บิ๋ม (เสื้อเหลือง(ไม่รู้จะสะพายกระเป็ไปไหนสงสัยจะเอาไปใส่ของช๊อปปิ้ง)) พี่หวาน(เสื้อขาว) ทั้ง 2 คนเป็นเพื่อนร่วมทริปแชงกรีล่ากับผม


ทั้ง 2 สาวขึ้นรถพวกเราจึงมีทั้งหมด 8 คน เต็มรถตู้พอดี พวกเราก็มุ่งหน้าสู่ตลาดอุบุต ซึ่งไม่ไกลมากจากโรงแรม ผมได้ให้รถตู้กลับได้เลยไม่ต้องอยู่รอรับพวกเราเพราะพวกเราเดินตลาดกันอีกนาน ขากลับก็เดินช๊อปปิ้งกลับโรงแรมได้


สองฝั่งถนนจะเป็นร้านขายของที่ระลึกต่างๆ มีมากมายส่วนมากเป็นประเภทงานฝีมือของคนบาหลี


สองฝั่งถนนมีทั้งร้านอาหารและร้านขายของตลอด ที่อุบุตนี้มีชาวต่างชาติมาเที่ยวเยอะมาก ลักษณะคล้ายๆ กับปาย บ้านเรา อุบุตถือว่าเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของเกาะบาหลี นักท่องเที่ยวมักจะมาพักที่นี่เยอะ อุบุตยังคงมีวัฒนธรรมต่างๆ ของบาหลีอยู่มาก


วันที่พวกเราไปอุบุต วัดในอุบุตก็มีงานเหมือนกันเป็นงานอะไรก็ไม่รู้ของชาวฮินดู วัดนี้อยู่ใกล้ๆ กับสี่แยกใจกลางอุบุต


เป็นประเพณีของชาวฮินดู คนเยอะมากเต็มวัดเลยครับ เข้าไปในวัดไม่ได้แอบถ่ายอยู่ด้านนอกรั้ววัด


เดินช๊อปปิ้งได้ไม่นาน ฝนก็ได้ตกลงมาทำให้พวกเราต้องหลบฝนอยู่ในตลาดใกล้ๆ กับสี่แยกใจกลางอุบุต ไปไหนไม่ได้ต้องรอให้ฝนหยุด หลังฝนตกก็มืดค่ำพอดีพวกเราจึงเดินกลับโรงแรมพักผ่อน เอาแรงไว้ลุยวันต่อไป

จบการเดินทางของวันที่ 3 พวกเราก็เดินทางมาครบแล้วทั้ง 8 คน พรุ่งนี้เรามีโปรแกรมไปเที่ยวกันอีกยาว




 

Create Date : 13 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 27 พฤษภาคม 2553 20:47:31 น.
Counter : 950 Pageviews.  

มนต์เสน่ห์.. บาหลี วัน2

มนต์เสน่ห์.. บาหลี วัน2 วันนี้เป็นวันที่ 3 เมษายน 2553 เป็นวันที่ 2 ของการเดินทางของพวกเรา เมื่อวานมี 5 คน แต่วันนี้จะมีสมาชิกมาเพิ่มอีก 1 คนจะเดินทางด้วย Airasia มาถึงบาหลี 11.30 น. ตามเวลาของบาหลี ซึ่งเร็วกว่าบ้านเรา 1 ชั่วโมง สรุปช่วงเช้าเราจะมีสมาชิก 5 คน แต่หลังจากเที่ยงแล้วเราจะมีสมาชิกทั้งหมด 6 คน ผู้ชาย 3 คน ผู้หญิง 3 คน

ที่โรงแรม Puri Tanahlot ที่พวกเราพัก ราคาค่าห้องพักจะรวมอาหารเช้าแล้ว ดังนั้นมื้อเช้าวันนี้พวกเราก็กินอาหารเช้าทีโรงแรม อาหารเช้าจะเป็นลักษณะสั่งเป็นชุด จะมีอาหารเช้าสไตล์บาหลี กับอเมริกัน ให้เลือกส่วนผมไปบาหลีก็ต้องลองกินอาหารบาหลีครับ จะเป็นข้าว Nasi Gorang ก็คือข้าวผัดบาหลีนั้นเอง มีผลไม้ และ กาแฟร้อน ด้วยครับ

กินอาหารเช้าเรียบร้อย วันนี้พวกเรามีโปรแกรมเที่ยว ก็คือ ไปวัด Uluwatu Temple (วัดลิง) กลับจากวัดลิงก็ไปแวะที่สนามบินเพื่อรับสมาชิก จากนั้นก็จะไปที่ Ubud เพื่อไปพักที่อุบุต และเที่ยวแถบตอนกลางของเกาะบาหลี


8.30 น. ออกเดินทางกันเลยมุ่งหน้าสู่วัดลิง ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะบาหลี รถที่เราเหมาใช้กันในวันนี้ก็คือรถคันเมื่อวานรถตู้มาสด้า สีขาว 7 ที่นั่ง นั่งสบายคันใหญ่ สภาพไม่ใหม่ไม่เก่า เค้ามารับถึงโรงแรม พวกเราเหมาทั้งวัน 350,000 รูเปี้ย หรือประมาณ 1,300 บาทรวมทุกอย่างแล้ว ใช้เวลาจากโรงแรมประมาณ 50 นาทีก็ถึง Uluwatu Temple เสียค่าเข้าคนละ 3000 รูเปี้ย และต้องใส่โสร่ง ฟรีด้วยนะครับ เพราะเป็นธรรมเนียมของวัดฮินดู พอใส่แล้วดูเหมือนคณะอะไรสักอย่าง


ที่นี่จะมีไกค์เป็นชาวบ้านแถบนั้น คอยมาเป็นไกค์พาพวกเราเที่ยวและที่สำคัญสุดก็คือคอยถือไม้ไล่ลิงไม่ให้มาแย่งเอาของจากพวกเรา ก่อนมาได้ยินกิตติศัพท์เรื่องลิงของที่นี่ดุมาก และคอยแย่งของจากนักท่องเที่ยว ใครมีแว่นตา กระเป๋า สิ่งของต่างๆ ควรที่จะเก็บใว้ให้มิดชิดระวังลิงแย่งให้ดี ไกค์ที่นี่มาขอราคาจากผมว่าจะให้เท่าไร ผมบอกว่าให้ 10000 รูเปี้ย เค้าบอกว่าโดยปรกติเค้าคิด 40000 รูเปี้ย ต่อไปต่อมาผมให้ 30000 รูเปี้ย เพราะเค้าบริการดีมาก คอยไล่ลิงให้ตลอด


วัดนี้จะมีหน้าผาที่สวยงามเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว มหาสุทรอินเดียก็ดูสวยดีนะครับ


พวกเราเดินเลาะๆ หน้าผาไปเรื่อยมีทางเดินตลอด แต่ต้องระวังลิงนะครับ เมื่อเห็นนักท่องเที่ยวเดินมาก็จะค่อยๆ เดินเข้ามาหา น่ากลัวครับ ใครที่กลัวลิงไม่แนะนำให้มานะครับ


ถ่ายรูปกับหน้าผา และ มหาสมุทรอินเดีย


วัด Uluwatu Temple นี้เป็นวัด 1 ใน 6 วัดทางทะเลของเกาะบาหลี ชาวฮินดูสร้างไว้บูชาเทพเจ้าทางทะเล ตั้งอยู่หน้าผาสูงที่มหาสุทรอินเดีย


วัดฮินดูนี้จะปิดประตูไว้ไม่ให้เข้า จะให้เข้าเฉพาะช่วงที่มีงานสำคัญๆ และให้เฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาฮินดูเท่านั้นเข้า


เดินไปที่ไหนจะมีลิงมาล้อมหน้าล้อมหลังตลอดต้องระวัง ยิ่งถ้ามีอาหารให้มันเห็นแล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าจะมาตัวเดียว มากันเป็นฝูงแต่ตัวนี้น่าจะเป็นจ่าฝูงตัวอื่นไม่กล้าเข้าใกล้ วิธีให้อาหารลิงก็ต้องให้ลิงหยิบไปเอง ถ้ายื่นให้อันตรายกว่าการให้ลิงหยิบเอาเอง


ใช้เวลาอยู่ในวัดประมาณ 1 ชั่วโมงโดยเดินเป็นวงกลม แล้วพวกเราก็ออกจากวัดเพื่อไปรับสมาชิกที่มาเพิ่มอีก 1 คน ไปรับที่สนามบินเครื่อง Airasia ลง 11.30 น. ตรงตามเวลาพอดี สมาชิกครบ 6 คนพวกเราก็มุ่งหน้าสู่ Ubud ซึ่งเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของเกาะบาหลีอีกแห่ง ออกจากสนามบินประมาณ 12.00 น. ไป Ubud ระยะทางไม่ทราบแต่ใช้เวลาเดินทางประมาณ ชั่วโมงครึ่ง ก็ถึงใจกลาง Ubud แต่พวกเรายังไม่ได้กินข้าวเที่ยงกัน พวกเราก็ไปร้านอาหารบาหลี ซึ่งอยู่เลยอุบุตออกไปนิดเดียว สมากชิกใหม่ที่มาเพิ่ม อี๊ด (สวมเสื้อสีขาว)


อาหารจานนี้ อร เป็นคนสั่งเป็นอาหารบาหลีชื่อจำไม่ได้เป็นปลาแม็คคอเรลย่าง ราดด้วยน้ำเปรี้ยวหวานไสต์ลบาหลี รสชาดเปรี้ยวๆ อร่อยดี มีผักดองเป็นเครื่องเคียง เสริฟพร้อมข้าวสวย


ส่วนผมสั่งผัดเนื้อน้ำมันหอยคะน้า พร้อมข้าวสวย เป็นอาหารผัดสไตล์บาหลี รสชาดออกเปรี้ยวนิดๆ มาถึงบาหลีต้องกินอาหารบาหลีนะครับ


ค่าอาหารร้านนี้แต่ละจานก็ตกประมาณจานละ 35,000-55,000 รูเปี้ยราคาไม่เท่ากัน กินข้าวบ่ายกันเสร็จก็ปาเข้าไปเกือบจะบ่าย 3 โมง พวกเราก็ต้องเริ่มหาที่พักกันอีกแล้วเพราะว่าไม่ได้จองที่พักล่วงหน้า พวกเราเข้าๆ-ออกๆ อยู่หลายโรงแรมมีทั้งถูกทั้งแพง มีทั้งชอบและไม่ชอบ บางโรงแรมทั้งถูกทั้งดีแต่มีห้องว่างไม่พอก็มีเพราะเราต้องการ 3 ห้องสำหรับคืนแรกที่อุบุต จนในที่สุดก็มาได้โรงแรมที่พักที่ Sahadewa Resort & Spa อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากใจกลางอุบุต


โรงแรมอยู่ติดกับถนนใหญ่ ราคาที่เข้าไปติดต่อพนักงานโรงแรมบอกว่าห้องละ 900,000 รูเปี้ยอาหารเช้า ภาษี เซอร์วิส แล้ว ผมบอกว่าคืนนี้ 3 ห้อง และอีก 2 คืนพวกเราจะมีสมาชิกมาเพิ่มอีก 2 คน เอาห้องเพิ่มอีก 1 ห้องรวมเป็น 4 ห้องสำหรับ 2 คืนต่อไป แต่ขอดูห้องก่อน ต่อกันไปต่อกันมาเลยได้ห้องละ 450,000 รูเปี้ยรวมทุกอย่างแล้ว หรือประมาณ 1600 บาท พวกเราก็ OK ป้ายหน้าโรงแรม


โรงแรมนี้มีเว็ปไซค์ด้วยนะครับ สามารถจองผ่านเว็ปได้ www.sahadewaresort.com ภายในจะเป็นบ้านเป็นหลังๆ มี 2 ชั้น


ที่บาหลีเกือบทุกรีสอร์ทจะต้องมีสระน้ำไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ เช่นกันโรงแรมนี้ก็มีสระ ไม่เล็กไม่ใหญ่


มาดูห้องพักที่พวกเราได้จะเป็นห้องชั้นบนทุกห้อง


มาบาหลีก็ต้องพักห้องสไตล์บาหลีซิครับ ภายในห้องตกแต่งไว้เป็นอย่างดี ที่นอนมีมุ้งด้วย แต่ไม่ได้ใช้ครับ


ห้องกว้างดีครับ มีตู้เย็น ทีวี โต๊ะเขียนหนังสือ แต่เสียอย่างเดียวไม่มี internet ให้เล่นในห้องใครจะเล่นต้องไปเล่นที่บริเวณล๊อบปี้


มีอ่างอาบน้ำด้วยนะครับ สามารถเปิดม่านออกแล้วเห็นที่นอนครับ แต่สำหรับผมก็ไม่ได้เปิดเวลาอาบน้ำนะครับ เพราะกลัวผู้ร่วมห้องทนดูลีลาการอาบน้ำของผมไม่ใด้ (รูปถ่ายหลายห้องนำมาประกอบกัน ฝีมือการถ่ายภาพห้องของสมาชิก อี๊ด)


เก็บข้าวของเรียบร้อยพวกเราทั้ง 6 คน เป้าหมายต่อไปก็คือออกไปเดินเล่นใจกลางอุบุต และหาที่แลกเงิน ขณะนั้นก็เวลาประมาณ 6 โมงเย็นแล้ว เดินไปเดินมาก็ได้เวลาอาหารเย็นพวกเราก็เลยลงที่ Lotus Cafe ซึ่งจะมีการแสดงระบำบาหลีให้ดูฟรีสำหรับผู้ที่เข้ามากินอาหาร


แต่ถ้าไม่ได้เข้ามากินอาหารจะเสียคนละ 80000 รูเปี้ย เริ่มแสดงเวลา 19.30 น. พวกเราเลือกที่นั่งเป็นโต๊ะนั่งกับพื้น อยู่ไม่ใกล้กับเวทีมาก ส่วนที่อยู่ใกล้ๆ จะถูกจองหมดแล้ว


อาหารเย็นมื้อนี้ภรรยาผมสั่ง ไก่ทำอะไรก็ไม่รู้มากับข้าว 2 สี (คราวหน้าจะจดชื่อมานะครับ)


ส่วนผมสั่งกระดูกหมูผัดเปรี้ยวหวาน บอกได้คำเดียวว่าอร่อยครับ เป็นกระดูกอ่อนด้วยนะครับ เป็นอาหารสไตล์บาหลีทั้ง 2 จานครับ มาบาหลีต้องกินอาหารบาหลี ครับ


ตบท้ายด้วยกาแฟคาบูชิโน่เย็น ราคาอาหารที่ร้านนี้ก็เอาเรื่องเหมือนกันนะครับ ไม่ถูกครับ แต่ก็ไม่ได้แพงจนเว่อร์ แนะนำสำหรับท่านที่กำลังจะไปเที่ยวบาหลี นะครับ


พอใกล้เวลา 19.30 น. โต๊ะที่ถูกจองไว้ก็เริ่มทยอยมานั่งจนเต็ม พอถึงเวลา 19.30 น. การแสดงก็เริ่มขึ้น


หน้าเวทีจะมีนักท่องเที่ยวนักกันเต็ม ติดขอบเวทีครับ ค่านั่งใกล้จะเสียคนละ 80,000 รูเปี้ย เรียกกันว่าดูชัดเจน


เป็นการแสดงรำศิลปพื้นบ้านของบาหลี ไม่ได้เป็นเรื่องราวอะไร ดูก็สวยดีแปลกตาดีครับ


ดูการแสดงได้ประมาณ 3 ชุด มีสมาชิกเราตาไม่อยู่กับที่ แหงนมองเพดานแล้วไปเจอตุ๊กแก เลยทำให้วงแตกเพราะมีคนกลัวตุ๊กแก มากๆๆๆๆ พวกเราจึงกลับโรงแรม โดยใช้วิธีเดินกลับ แวะร้านขายของตลอดเส้นทางเดินกลับ ไม่นานก็ถึงโรงแรมที่พัก


เป็นอันจบการเดินทางในวันที่ 2 ในบาหลี ของพวกเราทั้ง 6 ชีวิต พรุ่งนี้จะมีสมาชิกมาเพิ่มอีก 2 คน เป็นสาวๆ ครับ และไปดูว่าพวกเราทั้ง 6 คนจะไปเที่ยวที่ไหนกันอีก




 

Create Date : 11 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 13 พฤษภาคม 2553 15:17:11 น.
Counter : 1246 Pageviews.  

มนต์เสน่ห์.. บาหลี วันแรก

มนต์เสน่ห์.. บาหลี หลังจากได้จองตั๋ว โปรโมชั่น 0 บาท ของ Airasia ไว้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2552 หรือปีที่แล้ว จองไว้ 3 ประเทศด้วยกันคือ สิงคโปร์, มาเลเซีย, และ บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เป็นที่สุดท้าย ตั้งหน้าตั้งตารอๆๆๆๆ แล้ว รออออออ อีก สุดท้ายก็มาถึงจนได้

พวกเราจองตั๋วเดินทางกันใน วันที่ 2 - 6 เมษายน 2553 เป็นเวลา 5 วัน แต่เดินทางชุดแรก 6 คนในวันที่ 2 เมษายน และจะมีเดินทางตามไปในวันที่ 4 เมษายน อีก 2 คน รวมทั้งหมด 8 คน พอดิบพอดี

เช้ามืดวันที่ 2 เมษายน 2553 04.30 น. พวกเรา 6 คนพร้อมกันที่ Row E เคาร์เตอร์เช็คอิน Airasia ทุกอย่างพร้อมพวกเราก็ได้เช็คอินทันที่ แต่ปรากฏว่ามีสิ่งที่พวกเราคาดไม่ถึงก็คือ มีเพื่อนเรา 1 คน อายุพาสปอร์ตเหลือไม่ถึง 6 เดือน เหลืออายุแค่ 1 เดือนเท่านั้น งานเข้าครับพี่น้อง เจ้าหน้าที่ airasia ไม่ให้เช็คอินครับ จึงทำให้ต้องมีคนตกเครื่องบิน 1 คน เช็คอินผ่านไปได้ 5 คน แต่ไม่เป็นไรไปทำพาสปอร์ตใหม่แล้วให้บินตามไปในวันรุ่งขึ้น โดยปรกติแล้วถ้าอายุพาสปอร์ตเหลือไม่ถึง 6 เดือน ตม. บ้านเราก็จะไม่ให้ออกนอกประเทศ เจ้าหน้าที่ Airasia แจ้งมาครับ

ไฟท์ที่พวกเราขึ้นคือ FD3677 เวลา 06.15 น. พวกเราจาก 6 คน จึงเหลือ 5 คน ที่จะเดินทางในวันนี้ ผ่านขั้นตอนการตรวจคนออกเมืองเรียบร้อย เดินไปขึ้นเครื่องทันที เครื่องบินขึ้นช้ากว่าเวลาประมาณ 10 นาที โดยไม่ทราบสาเหตุ ในไฟท์ที่เราขึ้นมีผู้โดยสารไม่รู้ชาวอะไรตกเครื่องด้วย เพื่อในเครื่องโวยวายแอร์ฯ ขอร้องเธอก็ไม่สนปิดประตูเครื่องทันที พวกเราจองที่นั่งด้านขวามือของเครื่องเพื่อต้องการชมภูเขาไฟโบโม่ ก่อนที่จะถึงบาหลี นั่งเครื่องได้ประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าๆ เริ่มเข้าสู่ประเทศอินโดนีเซีย มองลงไปไม่ค่อยเห็นยอกภูเขาไฟเพราะว่ามีเมฆมาก


นั่งๆ นอนๆ ไม่นานแค่ 4 ชั่วโมงเครื่องบินก็เริ่มเข้าเขตเกาะบาหลี เสียงแอร์ฯ ประกาศบอกว่า "ท่านผู้โดยสารโปรคทราบขณะนี้เครื่องบินกำลังลดระดับลงเพื่อที่จะลงจอดสู่สนามบินบาหลี ให้ปรับพนักพิงให้ตรง พับที่วางอาหาร เปิดม่านหน้าต่าง ??????????????? " นั่งฟังแล้วก็คิดว่าทำไม่ต้องทำนั้นทำไมต้องทำนี่ด้วย ไม่เป็นไรให้ทำอะไรก็ทำเดี๋ยวคุณเธอจะเดินมาบ่นใส่เรา มองลงไปเห็นบ้านของชาวบาหลีจะเป็นลักษณะเดียวกันหมดคือบ้านสีคล้ายๆ กัน ตัวอาคารไม่สูง


เครื่องบินใช้เวลาบินทั้งหมด 4 ชั่วโมง 15 นาที ก็มาจอดสงบนิ่งที่งวงตรงตามเวลา 11.30 น. พอดี เดินออกจากงวงได้ก็ผ่านขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมือง ใบ immigration พวกเราเขียนกันเรียบร้อยแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ให้พวกเราเขียนใบสำแดงศุลกากร สิ่งของต่างๆ ที่ต้องนำเข้า พวกเราใช้เวลาเขียนไม่นานก็เสร็จ เพราะไม่มีอะไรต้องสำแดงตอนผ่านศุลกากร ผ่านขั้นตอน ตม. ไม่ยากอะไร เสร็จแล้วก็ไปรับกระเป๋า ได้กระเป๋าแล้วก็ต้องผ่านขั้นตอนศุลกากร โดยต้องเอาใบที่เขียนยื่นกับเจ้าหน้าที่ เป็นอันเสร็จขั้นตอน เครื่องบินลำที่พวกเราขึ้นมา Airbus A320-200


เดินออกมาจากอาคารผู้โดยสารขาเข้า หน้าอาคารก็จะมีรถแท๊กซี่ ทั้งเถื่อนและไม่เถื่อน เยอะไปหมดพวกเรายืนๆ อยู่มีคนขับแท๊กซี่เถื่อนมาเลียบๆ เคียงๆ ผมจึงเข้าไปติดต่อว่าจะไปหาที่พักแถวๆ หาดคูตา คิดเท่าไร พวกเรามาบาหลีในครั้งนี้ไม่ได้จองที่พักมาล่วงหน้า เค้าคิดที่ 100,000 รูเปี้ย ผมต่อเค้าเหลือ 80,000 รูเปี้ย แต่มีข้อแม้ว่า ต้องพาเราไปหาโรงแรมจนกว่าจะได้ คนขับแท๊กซี่ OK ตามจริงแล้วสนามบินก็อยู่ติดกับหาดคูตา ราคาค่าแท็กซี่ไม่แพง แต่เรามากัน 5 คน และมีกระเป๋าอีก 5 ใบ เค้าพาเราหาโรงแรมประมาณ 3 แห่งไม่ถูกใจ จนมาถึงที่โรงแรม Hotel Puri Tanahlot


โรงแรมนี้อยู่ย่าน Seminyak ไม่ได้ติดชายหาดแต่ก็สามารถเดินไปได้ประมาณ 15 นาที และก็ไม่ไกลมากจากหาดคูตา แต่ต้องขึ้นรถไปนะครับ โรงแรมนี้มีเว็ปไซค์ด้วยครับสามารถเข้าไปหาข้อมูลได้นะครับ //www.puritanahlothotel.com
บริเวณล๊อบบี้โรงแรม


ราคาที่พวกเราพักพนักงานบอกราคามาครั้งแรก 600,000 รูเปี้ย ต่อกันไปกันมาห้องผมเหลือ 400,000 บาท รวมภาษีและเซอร์วิส พร้อมเตียงเสริม และอีกห้องคิด 350,000 รูเปี้ย ทั้ง 2 ห้อง 5 คนมีอาหารเช้าให้ด้วย คิดเป็นเงินไทยเรท 278 รูเปี้ย ต่อ 1 บาท ก็ประมาณ 1,400 บาท สภาพห้องไม่ค่อยดี เก่าหน่อย อยู่ชั้น 4 แต่สภาพภายนอกถือว่าดี


โรงแรมที่บาหลีส่วนมากจะมีสระว่ายน้ำ เช่นกันโรงแรมนี้ก็มี แต่พวกเราไม่ได้เล่นเลยครับ


ได้โรงแรมที่พักเรียบร้อยสำหรับคืนนี้ หลังจากนั้นพวกเรามีแพลนจะไปเที่ยวที่ต่างๆ คือออกจากโรงแรมไปยัง ย่านคูตา เพื่อไปหาอาหารมื้อบ่ายกิน และเดินเล่นดูของช๊อปปิ้ง จากนั้นเดินเล่น หาดคูตา ดูกิจกรรมต่างๆ ที่มีในชายหาด จากนั้นไปชมพระอาธิตย์ตกทะเลที่ Tanahlot ออกจาก Tanahlot ไปกินอาหารทะเลสไตล์บาหลีที่หาด Kedonganan แล้วก็กลับโรงแรมนอนพักผ่อนเอาแรงไปเที่ยวในวันถัดไป


ออกจากโรงแรมพวกเราก็อาศัยรถแท๊กซี่ให้ไปส่งย่านการค้าของคูตา คล้ายๆ กับสยามสแควร์บ้านเรา มัห้างชื่อ Discovery พวกเราฝากท้องมื้อแรกในบาหลีไว้ที่นี่ จากนั้นก็เดินเล่นเรื่อยๆ ย่านนี้เดินย้อนกลับจะเป็นย่านขายของต่างๆ เยอะมาก


เดินย่อยอาหาร ดูของไปเรื่อยๆ และ หาแลกเงินรูเปี้ยไปในตัว ส่วนมากเรทที่ได้ประมาณ 8900 ต่อ 1$US ยังไม่ถูกใจเพราะพวกเราต้องการ 9100 ไม่เป็นไรไม่รีบร้อยที่จะแลกเงิน มาเดินเล่นครั้งนี้นักช๊อป ยังมาไม่ครบทีมขาดอีก 2 สาว ที่จะเดินทางตามมาในอีก 2 วัน การช๊อปปิ้งจึงไม่เน้นเท่าไร


เดินเรื่อยๆ เป้าหมายในการเดินของพวกเราก็คือ หาดคูตา ระหว่างทางเดินไปของถ่ายรูปสมาชิกทั้ง 4 ก่อน คือ ปอนด์ ตา อร จก (เรียงจากซ้ายไปขวา)

เดินจากย่านขายของวัยรุ่นไม่ไกล ก็มาถึงต้น หาดคูตา ลักษณะบริเวณนี้ก็คล้ายกับหาดพัทยาบ้านเรา มีร้านค้า ผับ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ต่างๆ มากมาย กิจกรรมชายหาดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น วินเซร์ฟ เจ๊ตสกี ฟุตบอลชายหาด ฯลฯ แต่มีสิ่งหนึ่งที่บ้านเราไม่มีก็คือ กระดานโต้คลื่น ที่บาหลีนิยมกันมาก เพราะที่บาหลีคลื่นแรงและสูงมากจึงทำให้สามารถเล่นได้


ชายหาดคูตา ทรายไม่ขาว มีทรายหาดที่กว้างและยาว ผู้คนเยอะมากๆ ทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและชาวบาหลีเองมานักผักผ่อนย่อนใจ สามสาวของเราต้องขอถ่ายรูปที่ชายหาดเดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึง (ที่ใส่แว่นไม่ใช่ตาบอดนะครับแดดแรงมาก)


เดินเล่นเลาะชายหาดไม่นานพวกราก็ย้ายมาเดินเลาะริมถนนจะหารถเพื่อไป Tanahlot ไปดูพระอาทิตย์ตกทะเล


ถนนริมชาดหาดก็มีรถม้าให้บริการนะครับ สำหรับราคาไม่ทราบครับเพราะว่าไม่ได้สนใจที่จะถาม


ผมเดินหารถประมาณครึ่งชั่วโมงก็ได้รถตู้ 7 ที่นั่ง แต่พวกเรามี 5 คน สามารถนั่งได้สบาย ราคาที่พวกเราเหมาไปกลับ 150,000 รูเปี้ย ผมถือว่าไม่ถูกไม่แพงเพราะว่าพวกเราไปกันตั้ง 5 คนถ้าเป็นรถแท็กซี่จะนั่งได้แค่ 3 คน ใช้เวลาประมาณ 45 นาทีจากหาดคูตา ก็ถึงทางเข้า Tanahlot เสียค่าเข้าคนละ 3,000 รูเปี้ย จอดรถได้พวกเราก็เดินลงไปเที่ยวระหว่างทางเดินมีร้านค้าขายของเยอะมากกกก ขายสารพัดอย่าง ลงไปถึงเห็นผู้คนเยอะมากกกกก ถ่ายรูปไม่สนุกครับเพราะคนเยอะมาก


เวลาที่พวกเรามาถึงประมาณ 6 โมงเย็นกว่าๆ ใกล้จะมืดเต็มที จึงได้รูปใกล้พระอาทิตย์ตกทะเล และเสียดายที่พระอาทิตย์ตกทะเลที่หน้าผาตรงข้ามกับ Tanalot จึงไม่ได้ภาพพระอาทิตย์ตกทะเลหลัง Tanahlot


Tanahlot เป็นวัดฮินดูที่อยู่ในทะเล สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 15 ส่วนประวัติการสร้างเป็นมาอย่างไรนั้นไม่ขอเอ่ยถึง เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งของเกาะบาหลี ใครมาบาหลีไม่ควรพลาดที่จะมาชม มุมกล้องด้านหลัง


มุมด้านหลังเหมือนกันแต่คนละเวลา


รูปหินข้างๆ วัดฯ ภาพของพวกร่วมทริป


อยุ่กันจนมืดมองอะไรแทบไม่เห็นแล้วพวกเราก็ได้เดินกลับมาลานจอดรถแต่ระหว่างเดินมีร้านค้าจำนวนมาก มีหรือที่พวกนักช๊อปทั้งหลายจะพลาด หลังจากได้ของกันพอติดไม้ติดมือ พวกเราก็เดินทางไปไปกินอาหารทะเล ที่ย่าน Kedonganan


ไปถึงมีร้านอาหารเยอะมากยาวตามชาดหาดใครชอบร้านไหนก็ลงได้ ทุกวันจะมีกรุ๊ปทัวร์มาลง ทุกร้านจะตั้งโต๊ะอยู่ที่ชาดหาด บรรยากาศถือว่าใช้ได้นั่งไปดูเครื่องบินขึ้น-ลง เพราะชายหาดติดสนามบิน


รายการอาหารจะเป็นอาหารทะเลสด กุ้ง ปลา ปลาหมึก หอยต่าง ขายเป็นกิโล ครับ สั่งแล้วจะทำอะไรก็ได้ ต้ม ย่าง ผัด นึ่ง แล้วแต่เรา มีของแถมด้วยนะครับเป็น ข้าวสวย ถั่วทอด ผัดผัก ผลไม้ แต่น้ำดื่มต้องเสียต่างหาก พวกเราสั่งไม่มาก 5 คน หมดไป 2 พันกว่าบาท ผมถือว่าแพงมากๆๆ อาหารก็ไม่อร่อย ไม่เหมือนอาหารทะเลบ้านเรา รสชาดจะนำมาเทียบกับบ้านเราไม่ได้เพราะอาหารทะเลสไตล์บาหลี เวลากินก็มืดๆ มองอะไรไม่ค่อยจะเห็นลำบากมาก สรุปคือไม่แนะนำให้ไปกินนะครับ แต่ถ้าใครจะเอาบรรยากาศผมว่าน่าไปนั่ง บรรยากาศใช้ได้ครับ



กินอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อย พวกเราก็มุ่งหน้ากลับโรงแรมเพื่อพักผ่อนเอาแรงไว้ลุยเที่ยวในวันต่อไป

จบวันแรกของพวกเราทั้ง 5 คน พรุ่งนี้พวกเราจะมีสมาชิกมาเพิ่มอีก 1 คนรวมทั้งหมดเป็น 6 คน ไปตามดูว่าพวกเราจะไปเที่ยวที่ไหนกัน




 

Create Date : 07 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 23 สิงหาคม 2553 16:25:16 น.
Counter : 1815 Pageviews.  

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.