เที่ยวไป..กินไป..ตามแต่ใจเราสองคน เป็นบล๊อกที่ทำขึ้นมาเพื่อเล่าเรื่องราวการเดินทางของเราทั้ง 2 คน และเป็นข้อมูลให้สำหรับผู้ที่สนใจจะเดินทางด้วยตัวเอง

Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 37 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add 's blog to your web]
Links
 

 

แบกเป้เที่ยวปักกิ่ง.. หว่างฟูจิ้น

เรายังอยู่ในวันที่ 7 ของการเดินทาง หลังจากที่เราเดินซื้อของฝากที่ตลาดรัสเซียแล้ว เราก็ได้นั่งรถเมล์สาย 41 ที่ป้ายหน้าตลาดรัสเซีย มาลงที่ป้ายหว่างฟูจิ้น ซึ่งอยู่ตรงข้ามทางเข้าถนนหว่างฟูจิ้น แล้วเดินทางลอดถนนเพื่อมายังต้นถนนหว่างฟูจิ้น ต้น ถนนคนเดิน "หว่างฟูจิ้น"


ถนนแห่งนี้ทางการจีนปิดถนนเพื่อให้เป็นถนนคนเดินสำหรับช๊อปปิ้งของนักท่องเที่ยวจะเปิดทุกวัน กรุ๊ปทัวร์ส่วนมากจะมาที่นี่ทั้งนั้น โดนเฉพาะจากเมืองไทยเรา บรรายกาศเริ่มจะมืดแล้วเวลาประมาณ 5 โมงเย็นกว่า


เดินเล่นได้ไม่นานก็เริ่มหิว นึกขึ้นได้มาปักกิ่งถ้าไม่ได้กิน เป็ดปักกิ่ง หรือภาษาจีนเรียกว่า เป่ยจิงเข่ายา เหมือนมาไม่ถึงปักกิ่งและได้ยินว่าที่นี่ก็มีร้านเป็ดปักกิ่งขึ้นชื่ออยู่เหมือนกัน ไม่รอช้าไปลิ้มลองกันเลยที่ร้าน ฉวนจูเต๋อ ร้านนี้อยู่ในซอยไม่ได้ติดถนนฯ เดินเลย KFC ไปนิด เข้าไปในร้านแล้วต้องขึ้นลิฟต์ต่อไปชั้นบน (จำไม่ได้ว่าอยู่ชั้นอะไร) บรรยากาศภายในร้าน


ไปถึงเราก็เจอพนักงานถามว่า "กี่ท่าน" เราก็ตอบกลับไป "เหลี่ยงเก้อเหริน" พนักงานก็พาเราไปนั่ง พร้อมกับส่งเมนูมาให้แต่ก็ดีหน่อยมีรูปให้ดูด้วย จัดแจงสั่งอาหารทันที สักพักก็จะมีพนักงานหั่นเป็ดเข็นรถมาพร้อมกับเป็ด 1 ตัว มายืนหั่นให้เราดูถึงที่โต๊ะเลย


เร่เนื้อเป็ดออกมาเป็นชิ้นๆ แถมมีเร่หนังเป็นชิ้นๆ ใส่จานมาให้ด้วย


ในการกินเป็ดปักกิ่ง เขาจะมีแผ่นแป้งบางคล้ายๆ แผ่นโรตีบ้านเราแต่ไม่ใหญ่ และมีก้านผัก คล้ายกับต้นกุ้ดฉ่ายขาว และ ซีอิ้วหวาน


เราสั่งอาหารแค่ 3 อย่าง เป็ดครึ่งตัวราคาประมาณ 500 บาท กิมจิราคาประมาณ 300 บาท ซุปเห็ด 1 ถ้วยเล็กๆ ราคาประมาณ 250 บาท แล้วก็มีชาจีนร้อนอีก 1 หม้อต้มชาเล็กๆ มื้อนี้เราจ่ายไปประมาณ 1300 บาท เราสั่งอาหารพอได้ครบจะมีเจ้าหน้าที่มาแนะนำ วิธีกินเป็ดปักกิ่ง ให้เอาแผ่นแป้งมาวางแล้วเอาเนื้อเป็ดใส่ เอาผักใส่ เอาซีอิ้วหวานใส่ แล้วม้วนเป็นกลมเหมือนม้วนบุหรี่ ก็หยิบใส่ปากเป็นอันจบวิธีการกินเป็ดฯ


หลังจากกินเป็ดปักกิ่งแล้ว เราสรุปกันว่า ไม่อร่อย รสชาดธรรมดาจืดๆ เหมือนเป็ดย่างทั่วไป มีดีที่ตรงหนังของเป็ดจะกรอบเท่านั้นเอง ผมว่าเป็ดย่างบ้านเราอร่อยกว่าเยอะ ก็แค่กินให้รู้ว่าของแท้เป็นอย่างไรเท่านั้น เราใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงอยู่ในร้าน บรรากาศหน้าร้านหลังจากที่เรากินเสร็จแล้ว


หลังจากเรากินเสร็จเราก็มาเดินย่อย บริเวณถนนคนเดิน หว่างฟูจิ้น ร้านเป็ดจะอยู่เลย KFC ไป


2 ข้างทางจะเป็นห้างขายของทั่วไป มีทุกอย่าง ของฝาก ของกิน เสื้อผ้า ฯลฯ บรรยากาศถนนฯ ยามค่ำคืน อากาศยังคงหนาวมากเช่นเดิม


มาแล้วก็ต้องขอถ่ายรูปบ้าง


เมื่อเดินสุดถนนเราก็ได้เดินย้อนกลับมาทางต้นถนนฯ จะมีซอยเล็กขายของกันเยอะมาก ถ่ายที่หน้าซอย


เดินเข้าไปในซอยแล้วก็จะเจอร้านขายของกินเยอะมากๆ มีหลากหลายให้เราเลือกกิน


ของกินแปลกๆ ก็มีให้ลอง


ร้านนี้ขายของแปลกๆ เยอะมาก มีตุ๊กแกตากแห้ง ปลาดาว แมลง หนอน ราคาตั้ง 1 - 10 หยวน


ร้านนี้ขายคล้ายแฮมเบอร์เกอร์ โดยมีเนื้อวัวหัน ใส่ลงไปในขนมปัง และมีผักกระกล่ำปลี เครื่องปรุงมีทั้งแบบเผ็ดและไม่เผ็ด บอกได้ ราคาอันละ 5 หยวน


มีคนเห็นน่าอร่อยจึงขอลองตั้ง 2 อัน (ลองชิมต้องอันเดียว ไม่ใช่ 2 อัน)
ก็อร่อยจริงๆ

ในซอยนี้ไม่ใช่มีขายเฉพาะของกินเท่านั้น ยังมร้านขายของฝากอีกหลายร้านมากๆ เราก็ซื้อของฝากเพื่อนๆ ในซอยนี้แหละ เรื่องของราคาก็ต่อเอานะครับ ต่อเก่งๆ ราคาก็จะถูก


เดินถนนหว่างฟูจิ้น อยู่นานเหมือนกัน ได้ของไปฝากเพื่อนๆ นิดหน่อย พอได้เวลา 2 ทุ่มนิดๆ เราต้องกลับโรงแรมแล้ว เพราะว่าที่ปักกิ่ง 3 ทุ่มก็เงียบแล้ว เราก็เดินไปขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินที่สถานีหว่างฟูจิ้น เพื่อกลับโรงแรม

เช้าวันที่ 4 มกราคม ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของเราแล้ว วันนี้เราต้องเดินทางกลับเมืองไทยแล้ว เฮ้ๆ ก็เป็นครั้งแรกของเราทั้ง 2 ที่ออกไปเที่ยวต่างประเทศนานที่สุด รวมแล้วก็ 8 วัน คิดถึงเมืองไทยเหมือนกัน

วันนี้เรา check-out เวลาประมาณ 11 โมงกว่า หลังจากนั้นเราก็ได้ไปขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินเพื่อเดินทางไปยังสนามบินปักกิ่ง การเดินทางเราก็ย้อนเส้นทางที่เรามาเท่านั้นเอง ใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงครึ่งก็ถึง Terminal 3 สนามบินกรุงปักกิ่ง ด้านหน้าของ Customer Service


ถึง Terminal 3 สนามบินปักกิ่ง ซึ่งเป็น Terminal สร้างขึ้นมาใหม่เพื่อรองรับกีฬาโอลิมปิก บ่ายๆ มากแล้วเราจึงฝากท้องมื้อเที่ยงไว้ที่ Mcdonald's ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านขวามือของ Terminal 3


นั่งเล่นที่ร้านแม็คฯ สักพักต้องย้ายไปรอที่หน้าเคาร์เตอร์เช็คอินการบินไทย แถว E เพื่อรอเช็คอิน เรามาถึงก็มีคนรอเหมือนกัน แต่เราเอารถเข็นไปรอเข้าคิวเป็นคิวแรกเลย มีคนนั่งเฝ้าด้วย


เรากลับเที่ยวบิน TG 615 เวลา 17.35 น. หลังจากเราได้เช็คอินแล้วก็เดินเล่นอีกนิดหน่อย บรรยากาศสนามบิน


หลังจากเดินเล่นไม่นานก็ได้เข้าไปด้านในเพื่อไปขึ้นเครื่อง (ด้านหลังของรูปปั่นนี้เป็นทางเข้า) เมื่อเข้าไปแล้วต้องต่อรถไฟฟ้า ไปยัง Gate ที่เราขึ้นเครื่อง


เมื่อลงรถไฟฟ้า เราก็ไปเดินเล่นเพื่อดูของที่ดิวตี้ฟรี ราคาไม่ถูกเหมือนบ้านเรา เครื่องบิน Airbus A340 ลำนี้ ของการบินไทย กำลังเข้าหลุมจอดเพราะเพิ่งบินมาจากกรุงเทพฯ เราก็จะขึ้นลำนี้กลับเมืองไทยครับ


ก็สิ้นสุดการเดินทางของเราในทริปนี้ เป็นการเดินทางที่หนาวมากกกๆ ตลอดที่เราอยู่ปักิ่ง 8 วัน อุณหภูมิ ไม่เกิน 4 องศาเซนเซียลสักวัน เราใช้เงินในการเดินทางทั้งหมดในทริปนี้ประมาณ 26,000 บาท รวมตั๋วเครื่องบินแล้ว ไม่รวมซื้อของฝาก



ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามเรื่องราวการเดินทางของเราและเข้าชมบล๊อกเรา และขอบคุณข้อมูลการเดินทางต่างๆ จาก pantip ห้องบลูแพนเน็ต และ เว็ป Trekkingthai ผู้ที่รีวิวข้อมูลทุกท่าน

บล๊อกของเราก็หวังว่าข้อมูลจะเป็นประโยนช์สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ เอง ขอขอบคุณอีกครั้ง และ รอติดตามเรื่องราวการเดินทางของเราในทริปหน้า ดินแดนในฝัน "แชงกรีล่า" อย่าลืมติดตามนะครับ เร็วๆ นี้




 

Create Date : 04 มีนาคม 2552    
Last Update : 8 มีนาคม 2552 14:36:50 น.
Counter : 3994 Pageviews.  

แบกเป้เที่ยวปักกิ่ง.. หอฟ้าเทียนถาน

วันนี้วันที่ 3 มกราคม 2552 เป็นวันที่ 7 การเดินทางของเรา เราได้อยู่ในกรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นเมืองหลวงของจีน รวมวันนี้ก็ 7 วัน วันนี้เรามีโปรแกรมไปเดินเที่ยวเล่นที่ หอฟ้าเทียนถาน เราก็ตื่นเช้าเวลาปรกติของเรา และออกเดินทางจากโรงแรมประมาณ 8 โมงกว่าๆ เดินมุ่งหน้าสู่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน dongsi ที่เดิมเพื่อขึ้นรถไฟฟ้าไปลงยัง สถานนี Tiantan dongmen นั่งสายเดียวครับไม่ต้องต่อสบายดี แล้วให้เดินออกทางออก Exit A2 เดินออกจากทางออกแล้วให้เดินย้อนกลับหลัง ก็จะเจอทางเข้าหอฟ้าประตูตงเหมิน


หอฟ้าเทียนถาน เสียค่าเข้าคนละ 30 หยวน เราได้ซื้อตั๋วแล้วก็เดินเข้ามาจะพบกับภายในเป็นสวนบรรยากาศดูร่มรื่นดี


เดินเข้าไปเรื่อยด้านในก็จะพบชาวจีนมาออกกำลังกันเยอะมากๆ ในรูปเป็นการเต็นลีลาส มีการเปิดเพลงแล้วเต้นกันเป็นคู่ ๆ บางครั้งก็สลับคู่กันบ้าง


หยุดดูชาวจีนลีลาศได้สักพักก็เดินต่อไปแล้วไปเจอผู้ชายชวนเตะลูกขนไก่ คล้ายๆ การเตะลูกตะกร้อบ้านเรา ไหนๆ เราก็นักฟุตบอลเก่ามีหรือจะยอมแพ้ มาเลยมาโต้กันว่าใครจะแน่กว่ากัน ดูเบสิคการเตะซะก่อน


โต้กันไปโต้กันมา สูสีมาก คนเดินผ่านหยุดดูเราเตะโต้กัน อย่างสนุกรอลุ้นว่าใครจะชนะ สุดท้ายเราหมดแรงเลยขอหยุด ชายชาวจีนที่เตะด้วยก็เลยมาขายตะกร้อขนไก่ให้ ผมซื้อมาอันละ 5 หยวน เอาไว้มาเตะที่เมืองไทย สรุปผมแพ้ไป 5 หยวน เพราะคนที่เตะด้วยเป็นคนขายลูกตะกร้อขนไก่ 5555


เตะลูกตะกร้อขนไก่เสร็จ ก็เดินต่อเข้าไปด้านในไปเจอผู้หญิงชาวจีนสูงอายุเล่นอะไรไม่รู้คล้ายไม้แบดมินตัน (ขนาดประมาณกระชอนคั้นกะทิ) แต่ลูกจะกลมๆ เบาๆ จับกลุ่มเล่นกันวิธีเล่นก็คือ เล่น 4 คน จะมี 4 ลูก สลับกันโยนลูกถ้าใครรับลูกไม่ได้ถือว่าแพ้


ติดๆ กันก็เป็นการเล่นคล้ายๆ กันแต่เล่น 2 คนแต่ใช้ไม้กี่อันก็ได้ ใช้ลูก 1 ลูก สลับกันโยนไปมามีลีลาท่าทางสวยงาม ผู้ชายคนผมขาวเล่นเก่งมากใช้ไม้เดียวรับลูกไม่เคยตกเลย รับได้ตลอดไม่ว่าจะโยนมาแบบไหน


กำลังจะเดินเข้าไปด้านในก็เจอกรุ๊ปทัวร์สวนออกมาก อะไรเราเพิ่งจะมากรุ๊ปทัวร์นี้กลับเสียแล้ว สงสัยมากันตั้งแต่ไก่โห่ สังเกตุจากธงที่ถือก็รู้ว่ามาจากไหน


ไม่เป็นไรแค่ 9 โมงกว่าๆ เราเดินต่อเข้าไปด้านใน เดินไปเจอกลุ่มใหญ่มากๆ ร้องเพลง เป่าเมาท์ออแกน ตรงกลางวงจะมีสาวมาร่ายรำให้ชมด้วย ลีลาแปลกตาดี


เลยเข้ามาอีกหน่อยก็จะเจอกับชาวจีน แต่ตัวเป็นชาวอะไรก็ไม่รู้มารู้เพลง จากที่ฟังดูเป็นเพลงจีน แต่แต่งตัวแบบนี้คล้ายๆ ชาวธิเบต ไม่รู้ว่าใช่หรือไม่


เดินต่อมาก็มาเจอหนุ่มชาวจีน ข้ามาคนเดียว มาร่ายรำมวยจีนอยู่คนเดียวอย่างตั้งใจ ไม่ค่อยมีผู้คนสนใจ ไม่มีใครมาร่วมรำด้วย แต่ผมสนใจเลยถ่ายรูปมาให้ดู


หลังจากเดินชมกิจกรรมต่างๆ ยามเช้าของชาวจีนแล้ว ก็ได้เดินต่อเข้าไปในส่วนที่เป็น หอฟ้าเทียนถาน เป็นสิ่งก่อสร้างสไตล์ลัทธิเต๋าที่ใหญ่มาก สร้างในปี ค.ศ. 1420 ในสมัยก่อนชาวจีนเชื่อว่า พระจักรพรรดิ์เป็นโอรสของสวรรค์ ด้วยความเชื่อนี้จึงได้สร้างหอฟ้าเทียนถานขึ้นมาเพื่อเคารพต่อสวรรค์ พระตำหนักฉีเหนียนเตี้ยน เป็นพระตำหนักที่ใหญ่ที่สุด


ภายในพระตำหนัก จะมีบังลังก์มังกร พร้อมป้ายจารึกเทพบิดรของพระจักรพรรดิ์


มาถึงหอฟ้าเทียนถานทั้งทีไม่มีรูปคู่ได้อย่างไร ต้องรบกวนให้นักท่องเที่ยวที่เดินผ่านไปมาแถวนั้นช่วยเก็บภาพให้สักหน่อย


ชมหอฟ้าที่เป็นพระตำหนักเอกแล้ว เราก็เดินต่อไปยังด้านหน้าของพระตำหนักฉีเหนียนเตี้ยน หยุดถ่ายรูปกับประตูทางเข้าหอฟ้าฯ

อีกมุมมองของหอฟ้าเทียนถาน ซึ่งอยู่ด้านหลังสุด ส่วนด้านหน้าคือประตู ที่ต้องเข้าไปสู่หอฟ้า


ด้านตรงกันข้ามกับประตูทางเข้าหอฟ้าฯ มองลอดประตูเข้าไปจะเป็นด้านหลังของตำหนักหวงเฉี่ยงหวี่

พระตำหนักนี้ใช้บูชาบรรพบุรุษในฤดูหนาว พระตำหนักนี้จะมีกำแพงล้อมรอบ มีความเชื่อว่า ให้เอาหูไปแนบกับกำแพง แล้วให้อีกคนไปกระซิบอีกด้านของกำแพง จะได้ยินเสียงกระซิบนั้น จึงมีผู้คนไปทดลองกันเยอะมาก ส่วนเราไม่ได้ทดลอง


ถ่ายรูปกับพระตำหนักหวงเฉี่ยงหวี่


ออกจากพระตำหนักฯ เราก็เดินต่อไปเพื่อจะไปที่ แท่นบูชาสวรรค์หยวนซิวถาน


ไม่รอช้าเราก็เดินขึ้นไปด้านบนแท่น เจอผู้คนกำลังยืนบูชาฟ้ากันอยู่เยอะมาก


มาทั้งที่จะให้พลาดได้อย่างไร ขอบูชาสวรรค์ที่แท่นฯ บ้าง ใส่เสื้อกันหนาวตัวใหม่ด้วย ซื้อที่ซีตัน The Norht Face ขนห่านเสียด้วยใส่แล้วอุ่นดีมาก แถมเบาอีกต่างหาก ไม่รู้คุณป้าด้านหลังเล็งอะไรของผมอยู่


ชมแท่นบูชาเสร็จเราก็เดินย้อนกลับมาทางเดิมแล้ว ถ่ายรูปบรรยากาศที่เราต้องเดินย้อนกลับ เพื่อจะไปยังสถานีรถไฟฟ้า


เราเดินย้อนกลับไปยังประตูที่เราเข้ามา มองไปก็จะเห็นหอฟ้าเทียนถานอยู่ไกลๆ ทางเดินกลับไกลเหมือนกัน


ระหว่างทางเดินกลับก็ยังมีกิจกรรมต่างๆ ของชาวจีนที่นี่ให้ชมแม้เวลาจะล่วงไปบ่ายๆ โมงกว่าๆ แล้วก็ตามเป็นการเล่นโดมิโน่


ส่วนด้านนี้น่าจะเป็นการดวลหมากฮอตจีน


ด้านนี้เป็นการร้องเพลงจีนโชว์ เสียงดีมากๆ


ตั้งแต่ผมเริ่มเข้ามาที่นี่ประมาณ 8 โมงกว่าๆ ผมเดินไปชมที่ต่างๆ แล้วเดินกลับมาเพื่อจะกลับ ก็ยังเจอลีลาศ ยังไม่เลิกเลยครับ เกือบๆ บ่าย 2 โมงแล้ว ลีลาศกันท่าทางยังไม่เหนื่อย


เดินออกจากหอฟ้าเทียนถาน แล้วเดินข้ามสะพานลอยเพื่อไปยังตึกที่ตั้งอยู่ตรงข้ามนั้นคือ ตลาดรัสเซีย อีกแห่ง ส่วนด้านหลังของตลาดรัสเซียจะเป็น Toyworld เป็นแหล่งขายของเล่น จะไปเดินดูของที่ตลาดรัสเซีย และ ซื้อของเล่นไปฝากหลาน


เราไปเดินซื้อของที่ตลาดรัสเซีย ก็ได้กระเป๋าฝากเพื่อนๆ และ Ipod จีนฝากหลาน แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดู ส่วนมากก็ขายของทั่วๆไป เช่น โทรศัพท์มือถือ กล้อง เสื้อผ้า ฯลฯ ส่วนของเล่นไม่ได้ซื้อเลยเพราะไม่รู้จะซื้ออะไร

อย่าลืมนะครับเมื่อเวลาดูบล๊อกแล้ว ไม่มีรูปขึ้นมาโชว์ก็ให้เอาเมาส์ไปคลิกขวาที่พื้นที่ว่างๆ บริเวณรูป แล้วให้คลิก "Show Picture" รูปก็จะโชว์ขึ้นมาครับ

ยังไม่จบนะครับ การเดินทางเที่ยวของเราในวันที่ 7 นี้ หลังจากเราเดินซื้อของที่ตลาดรัสเซียแล้ว เราก็จะไปเดินเล่น ถนนคนเดิน หรือที่ชาวปักกิ่งเรียกว่า หว่างฟูจิ่น และเราจะพาไปกินของขึ้นชื่อของปักกิ่งนั้นก็คือ เป็ดปักกิ่ง อย่าลืมติดตามครับ




 

Create Date : 26 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 4 มีนาคม 2552 21:34:16 น.
Counter : 4207 Pageviews.  

แบกเป้เที่ยวปักกิ่ง.. ตลาดเช้า, ซีตัน

วันนี้วันที่ 2 มกราคม 2552 เป็นวันที่ 6 การเดินทางของเรา โปรแกรมเที่ยวของเราวันนี้ก็คือ หนานซานสกี้รีสอร์ท ซึ่งอยู่ทางเหนือ ห่างจากปักกิ่งนั่งรถประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนไปเราก็ได้เก็บข้อมูลจากเว็ปไซค์ของรีสอร์ท และ ข้อมูลต่างๆ จากเน็ต แต่เราไม่ได้ไปทั้งที่ตั้งใจจะไปด้วยสาเหตุอะไรที่เราไม่ได้ไป ติดตามดูแล้วกันนะครับ

วันนี้ตื่นเช้ากว่าทุกวันเพราะต้องการมาถ่ายรูปวิถีชีวิตของชาวปักกิ่งในบรรยากาศยามเช้า หรือ ตลาดเช้า ตลาดนี้อยู่ด้านหน้าของโรงแรมที่พัก เป็นตลาดสดยามเช้าส่วนมากขายของสด ตลาดนี้จะเริ่มเปิดทำการตั้งแต่เช้ามืด และจะเลิกขายในเวลา 9 โมงเช้า จากนี้เป็นต้นไปจะกลายเป็นลานจอดรถของโรงหนัง และ โรงนวดฝ่าเท้า


ตลาดนี้ไม่มีหลังคา ไม่มีแผงขายเป็นล็อกๆ มีแต่การนำของที่จะขายมาตั้งเรียงๆ กัน ของที่ขายก็มีหลากหลายชนิด ที่เห็นในรูปจะเป็นของแห้ง ผลไม้แห้ง ถั่วแห้ง


ผมเดินเข้าไปยังไม่ถึงตลาดดีนะ ก็จะได้ยินเสียงดังของพ่อค้าแม่ค้าตะโกน ขอย้ำนะครับว่า ตะโกน อี้ไคว้ๆๆๆๆ เหลี่ยงไคว้ๆๆๆๆๆ อู่ไคว้ๆๆๆๆๆๆ ดังสลับกันไปมา บางครั้งก็ดังสวนกัน แต่ขอบอกว่าดังมากๆๆๆๆๆๆๆๆ ตามสไตล์ชาวจีน เป็นการเรียกให้ลูกค้าซื้อของเขา โฆษณาว่าราคาเท่าไร 1 หยวนๆๆๆ 2 หยวนๆๆๆๆ 5หยวนๆๆๆๆ แผงนี้ขายขนมปังกรอบ


ผมเดินดูของที่ขายกันส่วนมากจะเป็นผักชนิดต่างๆ แต่ผักหรือว่าสินค้าเกษตรต่างๆ นั้นที่พ่อค้าแม่ค้านำมาขายแต่ละอย่าง ใหญ่มากๆๆๆ เช่นในรูปที่ขายในรถเป็นผักกาดขาว มีขนาดใหญ่มากครับ


นี่เป็น กระเทียมแห้ง สังเกตดูจะเห็นว่าแต่ละหัวใหญ่มาก ต้นกระเทียมก็ต้นใหญ่ ยาว แต่ถ่ายมาให้ดูไม่ได้เพราะมีคนซื้อยืนบัง ดูหัวไปก่อนแล้วกัน


หอมหัวใหญ่ ใหญ่สมชื่อ ครับ


ต้นคื่นไฉ่ ใหญ่ไหมละครับท่านผู้ชม สงสัยเอาใส่สุกี้ MK ต้นเดียว ผักอย่างอื่นก็ใส่ไม่ได้เพราะหม้อต้มเต็ม ถ้าจะให้ใส่ผักจากเมืองจีนได้หลายๆ ชนิด ก็คงต้องเปลี่ยนจากหม้อต้มเป็น กาละมัง แทนแล้วมั๊ง


ไม่ใช่มีผักแค่นี้นะครับที่ใหญ่ มีหลายชนิดมาก เช่น หัวขิง มะเขือเทศ (เท่าลูกเทนนิส) หัวไช้เท้า (ทั้งยาวทั้งใหญ่) พริกชนิดต่างๆ ใหญ่มากๆ ตอนที่ผมเรียนภาษาจีนที่สถาบันขงจื้อ ที่ ม.เกษตร เหล่าซือเล่าให้ฟังว่า สาเหตุที่ผักต่างๆ ที่จีนมีความใหญ่นอกจากได้อากาศดี ดินดีแล้ว ยังได้ปุ๋ยดีอีกด้วย ปุ๋ยที่ว่านี้ก็คือ มูลจากคนเรานี้แหละ เวลานั่งในห้องน้ำแล้ว ของเราปล่อยออกก็จะมากองๆ ไว้ คนใหม่มานั่งต่อก็จะปล่อยลงไปทับกับของที่เราปล่อยไว้ กองจะสูงหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าห้องนั้นมีคนใช้มากแค่ไหน พอนานเข้าเขาก็จะเอาน้ำมาสาดจากต้นทางให้มันไหลไปยังปลายทาง ซึ่งปลายทางนั้นจะเป็นบ่อเพื่อเก็บไว้ แล้วจะมีคนมาตักไปรดผักต่างๆ ที่แปลงปลูกผักต่อไป ยังไม่จบเท่านี้ เหล่าซือเล่าต่อไปว่า ถ้าเราเอาผักจากแปลงที่ปลูกมาล้างแล้วเอามีดผ่าลงไปตรงกลางผัก เราจะได้กลิ่นที่มีความหอมพิเศษขึ้นมาทันที ความหอมพิเศษนี้บ้านเราทำไม่ได้ มันเป็นสูตรลับดั้งเดิมของที่เมืองจีน โม้เรื่องผักมาซะนาน ผลไม้ก็ใหญ่เหมือนกันนะครับ ดูผลส้มจีน ซิครับ โอ้วววว


ลูกพลับก็ใหญ่กว่าที่ขายในบ้านเราครับ ฮู้ๆๆๆๆ


พ่อค้าขายลูกพลับ ตะโกนขาย อี้ไคว้ๆๆๆๆ (1 หยวนๆๆๆๆ) ลูกละ 5 บาทครับ


จากที่เดินแล้วสังเกตุว่า ตลาดนี้ไม่มีเนื้อสัตว์ขายเลย ไม่ว่าจะเป็น เนื้อหมู เนื้อว้ว เนื้อเป็ดไก่ ส่วนมากแล้วมีแต่ผักชนิดต่างๆ อาจเป็นเพราะว่าคนจีนนิยมกินผักมากกว่า เท่าที่เราอยู่หลายวันอาหารที่เรากินเค็มทุกมื้อ คนปักกิ่งกินเค็มมากๆ ที่ปักกิ่งมีอยู่ 2 รสคือ เค็มกับเผ็ด ถ้าผัดผักจะออกมันๆ ใส่น้ำมันมากนั้นเอง ตลาดนี้ส่วนมากจะมีแต่ผู้สูงอายุมาเดินจับจ่าย ยามเช้าเช่นนี้อากาศหนาวมากๆ ก็เลยเดาว่าที่เค้าตะโกนกันคงแก้หนาวหรือเปล่าหนอ


ความวุ่นวายมีอยู่ทุกที่ของคำว่า "ตลาด" เสียงพ่อค้าแม่ค้าตะโกน เรียกลูกค้า เสียงคุยกันของคนมาจับจ่าย ชาวจีนยังคงอนุรักษ์การพูด หรือคุยกันด้วยเสียงที่ดังมาก จึงทำให้ตลาดนี้มีเสียงดังไปต่างๆ นานา ซึ่งต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับตลาดบ้านเราที่มีเสียงพ่อค้าแม่ค้าบ้างนิดหน่อยเท่านั้นเอง ความวุ่นวายหรือกิจกรรมของแต่ละคนจะแตกต่างกันไป ดูได้ดังในรูปนี้ต่างคนต่างมีกิจกรรมแตกต่างกันไป แม้จะอยู่ในรูปหรือบริเวณเดียวกัน


หลังจากเดินชมตลาดยามเช้าเสร็จเราก็ไปสถานีรถไฟฟ้าเพื่อขึ้นรถไฟฟ้า ไปลงยังสถานี ตงซื่อเหมิน เพื่อต่อรถเมล์ที่ท่ารถเมล์สถานีตงซื่อเหมิน ไป หนานซานสกี้รีสอร์ท แต่เราไปถึงแล้วหาท่ารถเมล์ไม่เจอ เดินหาอยู่สักพัก ถามผู้คนแถวนั้นก็ไม่มีใครรู้ว่าท่ารถเมล์อยู่ที่ไหน ก็เลยตัดสินใจไม่ไป ไปหาอะไรกินดีกว่าเดินไปเจอร้านขายอาหารเช้าเล็กอยู่ร้านหนึ่งก็เดินเข้าไปเลย มีคนนั่งกินอยู่ 3-4 คน คนขายเดินมาถามว่า "คุณจะกินอะไร" เราเข้ามาในร้านยังไม่รู้เลยว่าเขาขายอะไร ก็เลยขอเมนูมาดูปรากฏอ่านไม่ออก ก็เลยมองคนข้างๆ เห็นเขากิน ซาลาเปา ผมก็สั่งบ้าง "เปาจึ" คนขายยิ้ม หน้าตาซาลาปาข้างในเป็นไส้หมูสับกับเห็ดหอม ไม่ต้องถามถึงรสชาดครับ เค็มนำแน่นอน


ได้ซาลาเปาแล้วผมก็เดินไปหน้าร้านเห็นหม้อต้มอะไรไม่รู้ ถามคนขายๆ ก็อธิบายอย่างดี แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจ แต่ไม่เป็นไรเอาอันนี้แหละ เรียกอะไรไม่รู้ บอกแม่ค้า "เอา 2 ถ้วย" พอลองกินดูจึงรู้ว่ามันคือ เต้าฮวยราดด้วยน้ำแดงคล้ายน้ำแดงกระเพะปลาบ้านเรา มีรสชาดเค็มๆ ครับ ขอย้ำเค็มอย่างเดียวเลย ประหนึ่งกินเต้าฮวยในน้ำเกลือ


อาหารเช้ามื้อนี้ของเราถูกมากรวม 17 หยวน ซาลาเปา 7 หยวน เต้าฮวยถ้วยละ 5 หยวน หลังจากเราตัดสินใจไม่ไปเล่นสกี้แล้วก็เลยเปลี่ยนโปรแกรมไปเดินช้อปปิ้งย่านที่มีวัยรุ่นปักกิ่งเดินเยอะมากที่สุด คล้ายสยามบ้านเรา นั้นก็คือ ซีตัน นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินมาลงที่ สถานี Xidan แล้วเดินออกมาก็จะเจอย่านช๊อปปิ้งทันที มีคนกระดี๊กระด๊า กิ๊วก๊าว เพราะได้มาช้อปปิ้งครับ


บริเวณซีตัน จะมีห้างๆ เยอะมาก มีหลายห้าง ขายของหลากหลายรูปแบบ เรามายังมีควันหลงของวันคริตสมาสอยู่


สองฟากถนนเส้นนี้จะมีห้างอยู่ตลอด 2 แนวถนน เป็นแหล่งช้อปปิ้งของคนปักกิ่ง และวัยรุ่นปักกิ่งก็มักจะมาเดินกันที่นี่


ถึงจะหนาวเหน็บเพียงใดก็ยังมีชาวปักกิ่งมาเดินเพื่อจับจ่าย หรือเดินเล่น ถ้าใครมากับทัวร์รู้สึกว่าทัวร์จากเมืองไทยจะไม่มาที่นี่นะครับ


เดินดูของตามห้างได้สักพักและอยากจะหลบหนาว เราจึงเข้าห้างหาอะไรร้อนกินกันดีกว่า ก็เลยมาลงที่ร้านกาแฟยอดฮิตสตาร์บั๊ก ราคาจะแพงกว่าบ้านเราประมาณ 30 บาทครับ


พอหายหนาวแล้วเราก็เดินขึ้นสะพานลอยเพื่อกลับไปยังด้านที่วัยรุ่นเดินกันเยอะๆ เพราะจะมีของขายหลายหลายกว่า


เราใช้เวลาเดินอยู่ประมาณ 3-4 ชั่วโมงก็ได้ของหลายอย่าง ผมได้เสื้อกันหนาวขนเป็ดของ The Northface ราคาไม่แพง ได้ชุดลองจอนราคาถูก บ้านเราขายชุดละ 2000 กว่าบาท ผมซื้อได้ราคา 450 บาท และได้ของไปฝากหลานนิดหน่อย ส่วนคุณผู้หญิงได้ถุงมือกันหนาว ถุงเท้า และเข็มขัด ตอนนี้ยังไม่มีรูปให้ดู ไว้ดูตอนหน้าจะหารูปมาลงให้ดูครับ


เดินไปเดินมาใช้เวลาประมาณ 3-4 ช่วโมง ชักเริ่มเมื่อยก็เลยกลับโรงแรมนอนดีกว่า

ถ้าเปิดดูแล้วรูปไหนไม่โชว์ขึ้นมาให้เอาเมาส์ไปคลิกขวาที่ภาพขาวว่างๆ แล้วจะมีเมนูให้เลือกๆ Show Picture นะครับ รูปก็จะโชว์ขึ้นมา

ก็ผ่านพ้นการเดินทางของเราในวันที่ 6 แล้ว เรายังเหลือเวลาอีก 2 วัน ที่อยู่ในปักกิ่ง เรื่องราวของเรายังไม่จบ ยังมีต่ออีกหลายเรื่องที่เราไปพบและเจอมา อยากจะเล่าให้ฟัง และมีภาพมาให้ชมประกอบการเล่า อย่าลืมติดตามชมนะครับ




 

Create Date : 11 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2552 18:11:07 น.
Counter : 5140 Pageviews.  

แบกเป้เที่ยวปักกิ่ง.. เฉียนเหมิน

ตอนนี้เรายังอยู่วันที่ 1 มกราคม 2552 เป็นวันที่ 5 ของเราที่อยู่ในปักกิ่ง เป็นช่วงบ่าย ช่วงเช้าเราไปไหว้พระที่วัดลามะ หลังจากเราออกจากวัดลามะเราก็เดินกลับไปที่ สถานีรถไฟฟ้าไต้ดิน Yong He Gong เพื่อขึ้นรถไฟฟ้า ไปยัง สถานี Qian Men เราเลือกขึ้นรถไฟฟ้าสาย 2 สีน้ำเงิน นั่งไปอีก 7 สถานี ก็ถึงสถานีเฉียนเหมิน

ถึง สถานี Qian Men เราก็เดินออกทาง Exit B ตามจริงออกที่ Exit A ก็ได้ พอเดินออกขึ้นมาแล้วก็จะเจอ หอสังเกตุการ์ณยามเช้า หรือ หอธนู จะมีช่องๆ สำหรับยิงธนูลอดช่องนั้นออกมาใส่ข้าศึก ในรูปคนเดินสวนผมมา ทำหน้างงๆ คงจะคิดว่าผมชี้อะไร


ให้เดินอ้อมไปทางด้านหน้าของหอฯ จะเป็นทางม้าลายข้ามไปสู่ ถนนคนเดินเฉียนเหมิน เราก็เดินข้ามถนนที่ทางม้าลายเพื่อไปยังเฉียนเหมิน


ถนนคนเดิน เฉียนเหมิน เป็นถนนที่สร้างตึกขึ้นมาใหม่ 2 ข้างทาง แต่เดิมเป็นถนนที่รถสามารถวิ่งได้ ปัจุจบันได้สร้างตึกใหม่เพื่อให้เป็นแหล่งช๊อปปิ้งของนักท่องเที่ยว โดยสร้างเลียนแบบตึกให้เหมือนปลายยุคราชวงค์ชิง และผสมจีนหยุดใหม่เข้าด้วยกัน ตำรวจจีนรูปหล่อแบบคนจีน แต่คนข้างหลังมาแอบยืนดูความหล่อของตำรวจ


ถนนคนเดินฌแยนเหมินมีความยาวน่าจะประมาณ 800 เมตร คาดคะเนจากที่ผมเดินไปสุด ถ้าใครไม่อยากเดินก็มีรถรางให้นั่งชม ราคาไม่รู้คนละเท่าไร ชาวจีนต่อแถวขึ้นรถรางเยอะมาก รถรางนี้ก็ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ มี 2 ราง แต่เดิมไม่มี


รถรางจะวิ่งจากที่นี่ ไปจนสุดทางถนนคนเดิน แล้วจะวิ่งกลับมาจอดให้ลงที่เดิมที่เราขึ้น


วันนี้เป็นวันที่ 1 มกราคม ซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินหรือ วันขึ้นปีใหม่สากล ที่จีนก็ถือเป็นวันหยุดงานเหมือนกันกับบ้านเรา ที่นี่จึงมีคนเยอะมากเป็นพิเศษจากที่สังเกตุ คนที่เดินส่วนมากจะเป้นชาวจีน


เราเดินกันตั้งแต่ต้นถนนไปจนสุดถนนแล้วเดินย้อนกลับมาทางเดิม จากที่สังเกตุเห็นคือ อาคารร้านค้าต่างๆ ทั้ง 2 ข้างทาง ไม่ค่อยมีร้านค้ามาเช่า จึงเห็นเพียวแต่ห้องว่างๆ ปิดประตูไว้ ที่มีร้านค้ามาเปิดจริงๆ ไม่ถึง 20 ร้าน จึงเป็นถนนที่สวยแต่ไม่มีเสน่ห์ ดึงดูดใจให้มาเดินเล่นอีก เราเดินย้อนกลับมา แล้วมาหยุดถ่ายรูปกัน ด้านกหลังไกลๆ จะเห็น หอธนู


เดินมาเกือบถึงต้นๆ ถนนคนเดิน จะมีซอยทางซ้ายมือเราได้เดินเข้าไป ทั้ง 2 ข้างทางจะมีร้านค้าขายของหลายประเภทเต็มไปหมด


มีทั้งร้านขายเสื้อผ้าทั่วๆไป ขายขนม ขายของฝากต่างๆ เราได้เนไปเจอร้านนี้มีหุ่นพระนางซูสีไทเฮา นั่งอยู่หน้าร้าน แล้วมีขันที รอเสริฟซาลาเปา คนยืนดูเยอะมาก


เป็นร้านขายอาหารจักรพรรดิ เช่น ซาลาเปา หมั่นโถ ขนมจีบ ฮะเก๋า ฯลฯ ในรูปมีสวยหมวยน่าตาน่ารักมาทำขิกขุถ่ายรูปเลยขอถ่ายบ้าง


ร้านนี้ทำร้านแบบจีนโบราณภายในขายชาจีน มีให้ลองชิมด้วย แต่เราขอบาย


เดินต่อไปเรื่อยๆ ก็จะมีถนนตัดหน้า เราจึงเดินข้ามถนนไปเพื่อไปดู Hostel ที่คนไทยทั้งใน BP และ Trekking ชอบมาพัก ต้นซอยจะเป็นร้านค้าต่างๆ


2 ข้างทางมี Hostel หลายแห่ง รวมถึงร้านอาหารต่างๆ ร้านขายเสื้อกันหนาว


เจอแล้วครับ Leo Hostel ขวัญใจของชาว BP และ Trekking ราคาไม่ถูกไม่แพง ทำเลก็ดี มีทั้งรถเมล์ และ รถไฟฟ้าใต้ดินอยู่ใกล้ๆ แต่ทำไมผมไม่พักที่นี่สาเหตุเพราะว่าวันที่ผมมาปักกิ่งวันแรกห้องเต็มครับ ไม่สามารถจองได้


เดินไปจนสุดซอยแล้ว จึงเดินกลับมาที่ต้นซอย เจอร้านขายถังหูลู่ มีผลไม้หลายชนิดมาก และที่นี่ทำสดๆ เอาผลไม้สดๆ มาทำ ต้มน้ำตาลสดๆ จุ่มน้ำตาลสดๆ ต่อหน้าต่อตา


ยืนดูเด็กหนุ่มทำน่ากินมากๆ มีหรอกครับที่เราจะไม่ซื้อ ซื้อสตอเบอร์รี่มา 1 ไม้ ราคา 6 หยวน อร่อยไม่อร่อยดูสีหน้าคนกินก็รู้ ร้านนี้ผู้คนรอซื้อเยอะมากเห็นตั้งแต่ที่เราเดินผ่านครั้งแรกแล้ว


เดินกินถังหูลู่ หมด 1 ไม้ มีคนยังไม่สะใจก็เลยไปซื้อมาอีก 2 ไม้แต่ให้ใส่ถุงไปกินที่โรงแรม และ ข้างๆจะมีร้านขายผลไม้เห็นสตอเบอร์รี่ลูกใหญ่มาก เลยซื้อมากิน ครึ่งกิโล 15 หยวน เอาไปกินที่โรงแรม โดยมัดไว้ที่ข้างหลังเป้ของผม ในรูปจะสังเกตุเห็นไม้โผล่ 2 ไม้และถุงสตอเบอร์รี่ ขึ้นรถไฟฟ้าเดินไปไหนมีแต่คนมอง


ออกจากถนนคนเดินมา เดินกลับมาทางเดิมเพื่อไปยังจตุรัสเทียนอันเหมิน แต่ก่อนไปถึงเราต้องผ่าน ประตูเฉียนเหมิน เป็นประตูเมืองที่ใหญ่ที่สุด สร้างในราชวงค์หมิง ปัจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของเมืองปักกิ่ง บรรยากาศใกล้จะค่ำ


เดินต่อมาเรื่อยๆ เพื่อไปยังอนุสาวรีย์วีรชนผุ้เสียสละ และเดินไปถ่ายรูปประตูเทียนอันเหมินยามค่ำคืน รอบๆ จะมีชาวจีนมาถ่ายรูปกันเยอะมาก


อนุสาวรีย์ มีพระจันทร์ครึ่งเลี้ยวมายิ้มให้


เดินเล่นถ่ายรูปอนุสาวรีย์ฯ เสร็จเราก็เดินต่อไปยังประตูเทียนอันเหมิน ระหว่างเดินไปก็จะเจอช่างภาพสะพายกล้องเข้ามาถาม "เจ้าเซียงมา" ถ่ายรูปไหมครับ คนรับจ้างถ่ายรูปถามคนที่เดินเที่ยวละแวกนั้น


อีกมุมของประตูฯ


เดินเล่นถ่ายรูปประตูเทียนอันเหมินเสร็จ ก็ได้เวลาประมาณ 2 ทุ่ม อากาศเริ่มเย็นและหนาว เราจึงได้เดินไปขึ้นรถไฟฟ้าที่สถานี เทียนอันเหมินตง เพื่อกลับโรงแรมกัน



ก็จบเรื่องราวการเดินทางของเราในวันนี้ซึ่งเป็นวันที่ 5 ที่เราได้อยู่ปักกิ่ง ตอนหน้าเราจะพาไปเที่ยวที่ไหนนั้น รอติดตามครับ




 

Create Date : 29 มกราคม 2552    
Last Update : 28 เมษายน 2552 20:02:16 น.
Counter : 4569 Pageviews.  

แบกเป้เที่ยวปักกิ่ง.. วัดลามะ

และแล้ววันขึ้นปีใหม่ของปี 2552 ก็มาถึง คือวันที่ 1 มกราคม 2552 และเป็นวันที่ 5 การเดินทางของเรา เรายังอยู่ปักกิ่งโปรแกรมเที่ยวของเราวันนี้คือการไปไหว้พระ และสิ่งศักดิ์สิทธ์ ที่ วัดลามะ ซึ่งเป็นวัดธิเบต เพื่อให้โชคดีตลอดทั้งปี เพราะวันนี้เป็นวันแรกของปี 2552

เราก็ยังคงตื่นเช้าเหมือนเดิม ทำธุระส่วนตัวต่างๆ เสร็จ เราก็ออกเดินทางจากโรงแรม เดินมุ่งหน้าสู่สถานีรถไฟฟ้า Dongsi ที่เดิม เรานั่งรถไฟฟ้าสาย 5 เพื่อไปลงที่สถานี Yonghe Gong (หย่งเหอกง) หรือเรียกว่า สถานี Lama Temple นั่งมาได้ 2 สถานีก็ลงแล้วให้เดินออกทาง Exit C เมื่อเดินออกมาจากทางออกแล้วให้เลี้ยวซ้าย เดินตามถนนไป กำแพงวัดจะอยู่ทางซ้ายมือเรา


เดินตามกำแพงวัดไปอีก 150 เมตร ก็จะเจอทางเข้าวัด ระหว่างทางเดินก็จะมีร้านขายธูปเรียงรายกันอยู่ริมกำแพงวัด ถ้าจะไหว้พระต้องซื้อธูปจากบริเวณนี้นะครับ เพราะในวัดไม่มีขาย ราคาไม่แพงมีตั้งแต่ห่อละ 5 หยวน เป็นต้นไป เราก็ซื้อธูปบริเวณนี้ครับ แต่ไม่ได้ซื้อร้านขาย เราซื้อกับคนแก่ที่มายืนขาย ห่อละ 10 หยวน ช่วยซื้อของคนแก่


ซื้อธูปเสร็จก็เดินมาเรื่อยๆ ถึงทางเข้าวัดแล้ว หน้าทางเข้าวัดวันนี้ยุ่งวุ่นวายมาก มีรถเข้าออก


ค่าเข้าชมวัดลามะคนละ 25 หยวน ตั๋วเข้าของที่นี่ทันสมัยมากๆ เป็นชองบาร์โค๊ด ในซองจะมี CD เล็กๆ 1 แผ่นเป็นเรื่องราวต่างๆ ของวัดนี้ เราได้ตั๋วเสร็จก็เดินเข้าไปข้างในเลยครับ รูปนี้ถ่ายในวัดแล้ว


วัดลามะ เป็นวัดที่คนไทยเรียก คนจีนเรียกวัดนี้ว่า หย่งเหอกง ส่วนชื่อทางสากลเรียกว่า Lame Temple เป็นวัดที่ใหญ่ และเป็นวัดพุทธนอกธิเบตที่มีชื่อเสียงมากที่สุด มีวิหารหลัก 5 หลัง สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ชิง จักรพรรดิคังซีเป็นผู้สร้างเมื่อ ค.ศ. 1694 เพื่อให้เป็นตำหนักขององค์ชายสี่ หย่งจิ้น หลังจากหย่งจิ้นได้ขึ้นครองราชย์ ก็ย้ายไปประทับที่วังต้องห้ามแทน เมื่อจักรพรรดิหย่งจิ้นสวรรคต ก็ได้นำพระศพมาตั้งที่วังหย่งเหอนี้ ทางพระราชสำนักจึงเปลี่ยนกระเบื่องหลังคาใหม่ให้เป็นสีเหลือง เพื่อให้ทัดเทียมกับวังหลวง เมื่อจักรพรรดิเฉียนหลงขึ้นครองราชย์ได้ยกวังหย่งเหอแห่งนี้ ให้กับพระธิเบตนิกายหมวกเหลือง ตั้งแต่นั้นมาจึงกลายเป็นวัดลามะ ในรูปคือทางเข้าวัดหลังจากตรวจบัตรบาร์โค๊ด เรียบร้อยแล้ว มีต้นไม้อยู่ 2ข้างทางเดินเข้าวัด


สิงห์โตคู่หน้าวิหาร ซึ่งบ่งบอกให้รู้ว่า สถานที่แห่งนี้เคยเป็นพระตำหนักขององค์ชายหย่งจิ้น ภายในวิหารหลังนี้ เป็นที่ประดิษฐานพระสังกจาย และ ท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่


เรามาที่วัดลามะ แห่งนี้จุดประสงค์อีกอย่างก็คือ มาไหว้ สิงห์โตหน้าวิหารนี้ หลังจากเราไหว้มาแล้ว 2 สิ่ง คือ สิงห์โตหน้าวังต้องห้าม กิเลนหน้าวังฤดูร้อน มาคราวนี้สิงห์โต หน้าวิหารวัดลามะ เล่าต่อกันมาว่าถ้าไหว้ครบ 3 สิ่ง จะทำให้ทำมาค้าขายดี มีความโชคดี ตลอด


พระธิเบต นิกายหมวกเหลือง พระรูปนี้ไม่ได้อยู่ที่วัดนี้ อยู่วัดอื่นคงมาเที่ยวที่วัดนี้ เดินเข้ามาก็ใส่หมวกเหลืองใบเล็กๆ แต่พอจะถ่ายรูปก็ถอดหมวก ไม่รู้สาเหตุของการถอด


ไม่ว่าจะไปที่เที่ยวที่ไหนในกรุงปักกิ่ง สิ่งที่ผมพบเจอประจำคือ ธงชาติไทยผืนเล็กๆ อยู่เหนือเสาไม้เล็กๆ ที่คอยชูขึ้นเหนือศีรษะ แล้วจะมีกลุ่มคนไม่มากไม่น้อยเดินตาม ไม่บอกก็รู้ว่าคนกลุ่มนี้คือกลุ่มอะไร คือกลุ่มทัวร์จากเมืองไทยเรานั้นเอง


วันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ ชาวจีนที่ปักกิ่งก็หยุดงานเหมือนกับเราคนไทย วันนี้จึงมีคนเยอะมากๆ มากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในวัด


เดินผ่านวิหารหลังแรกไปก็จะพบกับผู้คนกำลังโยนเหรียญเพื่อให้เข้าไปในกระถางธูปโบราณ เก่าแก่ที่สุดในปักกิ่ง ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังของวิหารหลังแรก แต่ก้ไม่รู้ว่าเค้าโยนเพื่ออะไร เราก็เลยขอโยนบ้าง มืออย่างเราโยนเข้าอยู่แล้ว


ติดกับกระถางธูปโบราณ ก็จะเป็นวิหารหลังที่ 2 ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป 3 องค์ หมายถึง พระพทุธเจ้า ในอดีต ปัจจุบัน อนาคต และ รูปพระอรหันต์ 18 องค์


ทุกหน้าวิหารทั้งหลังน้อยและหลังใหญ่ จะมีกระถางธูป และ ที่ให้สำหรับกราบไหว้ ข้างๆ วิหารหลักซึ่งตั้งอยู่แถวกลางของวัด ด้านข้างๆ จะเป็นวิหารเล็กๆ ทั้ง 2 ด้าน ผมก็ได้มาไหว้พระที่วิหารเล็ก การไหว้ก็ใช้ธูปแค่ 3 ดอกเท่านั้น ตอนซื้อธูปก็สงสัยแล้วว่า ทำไมธูปแต่ละห่อถึงได้ใหญ่มาก พอเดินไหว้พระไปตามแต่ละวิหารถึงได้รู้ว่ามีหลายวิหารที่เราต้องไหว้


ไหว้เสร็จก็มาหมุนกงล้อสวดมนต์ ซึ่งจะส่งให้ผู้สวดขึ้นสวรรค์ ซึ่งตั้งอยู่หน้าวิหาร ให้หมุนตามเข็มนาฬิกาครับ


มาแล้วก็ต้องหมุนให้ครบทุกคน จะได้ขึ้นสวรรค์ด้วยกัน


วิหารนี้เป็นวิหารหลังที่ 4 มีสถาปัตยกรรมแบบธิเบตผสมเข้าไปด้วย เป็นวิหารที่ภายในมีรูปปั่นขนาดใหญ่ของท่านซองขะปะ ผู้ก่อตั้งพุทธศศาสนานิกายหมวกเหลือง


เดินชมวิหารหลังที่ 4 ไม่นานเราก็เดินเลยต่อไปยังด้านหลัง ก็จะเจอวิหารหลังที่ 5 หลังสุดท้ายเป็นวิหาร 3 ชั้น เป็นที่ประดิษฐานพระศรีอริยเมตไตย แกะสลักจากไม้จันทร์ขาวต้นเดียว สูง 26 เมตร มีองค์สีทองสวยงามมาก เค้าห้ามถ่ายรูป เลยไม่ได้ถ่ายรูปให้ชมความงาม


หน้าวิหารนี้ก็มีที่สำหรับให้กราบไหว้ พร้อมกับกระถางธูป เมื่อไหว้เสร็จก็นำมาใส่ในกระถางนี้เลย ไม่มีที่ปักธูปให้ พร้อมกับเป็นที่จุดธูปในตัว


วันนี้ผู้คนมากราบไหว้ขอพรกันเยอะมากๆ


ผมก็ใช้เวลาในการกราบไหว้ไม่นาน ยกเว้นคนที่ไปด้วย กำลังสาระวนกับที่จะใช้กราบไหว้ สังเกตุจากเสื้อสีชมภู


ไม่มีเฉพาะกรุ๊ปทัวร์จากไทยเท่านั้น ยังมีกรุ๊ปทัวร์ชาวฝรั่งไม่รู้ชาติไหน มาเดินชมวัดกันเยอะมากๆ ในวันนี้ แต่ไม่ได้กราบไหว้เท่าไร


เดินชมวิหารหลังสุดท้ายเสร็จเราก็เดินกลับมาทางด้านขวามือของวัด บริเวณวัดลามะนี้ไม่กว้างขวางใหญ่โตเหมือนพระราชวังต้องห้าม หรือ พระราชวังฤดูร้อน จึงสามารถเดินย้อนกลับชมวิหารต่างๆได้อีก


เดินออกมาเกือบถึงประตูทางออกหน้าวิหารหลังแรก ด้านขวามือจะมีหอระฆังอยู่ ไปยืนดูว่าจะตีระฆังสักหน่อยที่ไหนได้ เสียเงินค่าตี 20 หยวน เลยขอแค่ถ่ายรูปก็พอ


เดินกลับออกมาทางเดิมคือทางเข้า เราใช้เวลาในการเดินเที่ยวที่วัดลามะ แห่งนี้ประมาณ 2 ชั่วโมง


ออกมานอกบริเวณวัดแล้วขอถ่ายรูปกับประตูวัดหน้าถนนหน่อย อากาศวันนี้ไม่หนาวมาก ประมณ 5 องศา กำลังสบายๆ


เราก็ออกจากวัดลามะ เวลาในช่วงนี้ประมาณ บ่ายสองโมงกว่าๆ เราก็เดินมุ่งหน้าสู่สถานีรถไฟฟ้า หย่งเหอกง เพื่อนั่งรถไปไปเที่ยวต่อ เรากำลังจะไปที่ ..........


วันนี้รู้สึกดีใจมากที่ได้มากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองปักกิ่ง ขอพรในวันขึ้นปีใหม่ของปี 2552 ตอนหน้าเราจะพาไปเดินเล่นย่านถนนคนเดินอีกแห่งของปักกิ่ง ติดตามชมต่อไป




 

Create Date : 25 มกราคม 2552    
Last Update : 11 กุมภาพันธ์ 2552 19:25:26 น.
Counter : 4942 Pageviews.  

1  2  3  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.