เที่ยวไป..กินไป..ตามแต่ใจเราสองคน เป็นบล๊อกที่ทำขึ้นมาเพื่อเล่าเรื่องราวการเดินทางของเราทั้ง 2 คน และเป็นข้อมูลให้สำหรับผู้ที่สนใจจะเดินทางด้วยตัวเอง

Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 37 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add 's blog to your web]
Links
 

 

ไปฝึกภาษาจีนที่ ฮ่องกง-เซินเจิ้น #7

วันนี้เป็นวันที่ 1 พย. 2551 ซึ่งเป็นวันที่ 4 ของการเดินทางเที่ยวของเรา 2 คน สำหรับโปรแกรมเที่ยวของเราวันนี้ไม่มี เรามีโปรแกรมที่จะต้องเดินทางกลับเข้าฮ่องกง แล้วต่อเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ โดย Airasia เที่ยวบินเวลา 20.50 น.

วันนี้ตื่นเช้ากว่าวันเพราะต้องการไปดูชีวิตตอนเช้าของชาวเซินเจิ้น เดินออกจากโรงแรม เดินไปข้างๆย่านตงเหมิน เพื่อไปตามรอยเก่าของผมคือโรงแรม Hillton ที่ผมเคยมาพักเมื่อ 4ปีที่แล้ว เมื่อครั้งมาเซินเจิ้นครั้งแรก เดินมาเรื่อยๆ ก็มาถึงแยกที่จะไปโรงแรม เมื่อก่อนผมจำได้ว่าเคยมายืนรอข้ามม้าลายที่แยกไฟแดงนี้ แต่เดี๋ยวนี้เขามี Subway ทางลอดถนนไปอีกฝั่ง


เมื่อจับจุดที่ผมเคยมาแล้ว เดินไปหยุดอยู่ที่สี่แยกมองไปก็จะเห็นตัวอาคารโรงแรมฯ จึงเดินไปขึ้นสะพานลอยเพื่อจะถ่ายโรงแรมฯ ในรูปตึกที่มีกลมๆ อยู่บนยอกตึกนั้นแหละครับ โรงแรม Hillton ส่วนที่เป็นกลมใหญ่ๆ นั้นคือ ที่รับประทานอาหารแบบหมุนได้ 360 องศา เพื่อชมเมืองเซินเจิ้นวิวสวยมาก


ยืนถ่ายรูปอยู่บนสะพานลอย แล้วหันหลังเพื่อจะถ่ายรูปด้านหลังบ้างเมื่อเห็นแล้วถึงกับอ้าปากค้างเลย เห็นชาวจีนไร้ซึ่งความเป็นระเบียบข้ามถนนไม่ใช้สะพานลอย แม้ทางการจะเอารั้วเหล็กมากันตลอดแนวกลางถนน ก็ไม่วายจะปีนข้าม


ถ่ายรูปอยู่บนสะพานลอยได้ไม่นานก็เดินลงมาเจอชาวเซินเจิ้น นั่งกินบะหมื่กันเยอะมาก กินกันเป็นอาหารเช้า


เดินดูวิถีชีวิตยามเช้าของชาวเซินเจิ้น เดินผ่านย่านตงเหมินยามเช้าผู้คนยังน้อย แล้วกลับโรงแรมเพื่อเตรียมเก็บข้าวของกลับฮ่องกง เรา Check-out เวลา 11 โมงกว่าๆ เสร็จเราก็เดินมาขึ้นรถไฟที่สถานนี Lao jie เพื่อมาลงที่สถานี Lowu บรรยากาศสถานีฯ ยามเช้าคนไม่มากเหมือนฮ่องกง


เมื่อถึงสถานี Lowu เราก็เดินออกมาที่ทางออก Exit A2 แล้วขึ้นบันไดเลื่อนขึ้นไปด้านบนก็จะเจอตึกที่เรามาจากฮ่องกง ให้เดินไปทางซ้ายจะมีบันไดเลื่อนขึ้นไปชั้น 2 ขาออกของคนอย่างไทยอย่างเราอยู่ชั้น2 ส่วนชั้น3 เป็นของชาวจีนและชาวฮ่องกง ทำการตรวจ ตม. จากจีน แล้วและ ตม. ฮ่องกง เรียบร้อย ก็เดินมาขึ้นรถไฟสายสีฟ้าเหมือนขามา กลับไปลงที่สถานี Mongkok East ค่าโดยสารคนละ 33HKD เท่ากับขามา

บ่ายนิดๆ เรามาถึง สถานี Mongkok East ก็เดินตามทางเดินลอยฟ้ามาเรื่อย เป้าหมายของเราคือ ร้าน Esprit Outlet ซึ่งอยู่บนถนน ถนน SAI YEUNG CHOI STREET SOUTH ย่าน mongkok นั้นเอง มีคนยังซื้อไม่จุใจ


ซื้อเสื้อผ้า Esprit หมดไปหลายบาทได้มาประมาณ 7-8 ตัว ก็ได้เวลากลับเพราะว่าเย็นแล้ว เราจึงเดินไปสุดถนนฯ แล้วเลี้ยวขวาเดินออกมาก็จะมาเจอถนนนาธาน เดินข้ามถนนตรงแยกพอดี เมื่อข้ามถนนแล้วมองไปทางขวาก็จะเจอป้ายรถเมล์ A21 พอดี เป็นสายที่เราจะนั่งไปยังสนามบิน ป้ายจะอยู่หน้าธนาคาร HSBC


ยืนรอไม่นานรถก็มาเราก็ขึ้นแล้วหยอดเหรียญกับแบงค์ไป 66HKD 2คน รถวิ่งประมาณ 45นาที ก็ถึงสนามบิน รถจอดให้เราลงที่ Terminal 1


ลงรถได้เราก็เดินเข้ามายังตัวอาคาร แต่เราต้องลงไปยังชั้น1 เพื่อจะต้องเดินต่อไปยัง Terminal 2 เพราะ Airasia Check-in ที่ Terminal 2 แถว P เราจึงต้องมาเดินออกประตูนี้ที่ชั้น 1 เพื่อไปยัง Terminal 2


ให้เดินตามป้ายไปเรื่อยๆ ก็จะมาเจอป้ายแถว P


เคาร์เตอร์ Airasia อยู่ในสุดมองไปก็จะเห็น เราก็เข้าไปทำการ check-in ทันที


พอได้ตั๋วเรียบร้อยเจ้าหน้าที่จะบอกวิธีไปขึ้นเครื่อง โดยต้องไปขึ้นที่ Terminal 1 ให้เดินไปออกทางประตูในรูป ถึงหน้าบันไดเลื่อนแล้วไม่ต้องขึ้นบันได ให้เลี้ยวซ้ายแล้วเดินตรงไป


เดินตรงไปเรื่อยๆ ไม่ไกลก็จะเจอป้ายบอกไป Gate 1-80 ไปทางขวา ให้เดินไปทางขวา


เดินไปทางขวาแล้วจะเจอบันไดเลื่อนให้เดินลงบันไดเลือน เมื่อลงไปถึงข้างล่างก็จะเจอ ด่าน ตม. ขาออกฮ่องกง ก็ให้ตรวจออกปรกติ


ตรวจสอบ ตม. เสร็จเรียบร้อยก็ต้องเดินต่อมาเพื่อมาขึ้นรถไฟฟ้า ไปยัง Terminal 1 เพื่อไปยัง Gate ที่เราจะขึ้นเครื่อง


เมื่อขึ้นรถไฟฟ้าจาก Terminal 1 แล้ว ต้องมาต่อรถไฟฟ้า อีกขบวนเพื่อไปยัง Gate ที่เราจะขึ้นเครื่อง ครั้งนี้เราได้ Gate ที่ 51


ลงจากรถไฟฟ้าขบวนที่ 2 แล้วก็ต้องขึ้นบันไดเลื่อนอีก ก็จะมาเจอป้ายนี้ ใครขึ้นที่ gate ก็ไปตามป้ายบอก แต่ของเรา gate 51 ไปทางซ้าย

จากการเดินทางทั้งหมดตั้งแต่ลงจากรถเมล์สาย A21 แล้วเดินทางมา Terminal2 เช็คอินคนไม่มาก รวมถึงด่าน ตม. คนก็ไม่มาก ขึ้นรถไฟ 2 ขบวน ผมใช้เวลาประมาณ 35นาที ถึงจะมาถึงจุดนี้ แต่จากจุดนี้ไปที่ Gate อีก น่าจะมีสัก 5-10 นาที เพราะเดินไกลเหมือนกัน คงต้องเผื่อเวลาให้มากๆ นะครับ ระวังจะตกเครื่องไม่รู้ตัว ขอเตือน


เรามานั่งรอขึ้นเครื่องที่ทางเข้า Gate 51 ก็มีน้องสาวมากับคุณแม่เข้ามาทักว่า เป็นแฟนบล๊อกของเรา อ่านเรื่องราวการเดินทางของเราตอน มาเก๊า-ฮ่องกง 4วัน3คืน แล้วจำเราได้เราจึงได้สนทนาเรื่องเที่ยว น้องเค้าชื่อ น้องไผ่ พาคุณแม่มาเที่ยว ฮ่องกง เซินเจิ้น กวางเจา ซูไห่ มาเก๊า ใช้เวลา 6วัน มากันทั้งหมด 4 คนเป็นหญิงล้วน แต่เพื่อน 2 คนขอเที่ยวที่ฮ่องกงที่เดียว ส่วนน้องไผ่ตามใจคุณแม่แพราะคุณแม่อยากไปเที่ยวจีน น้องช่างเป็นคนที่น่ารักมากๆ ตามใจคุณแม่และสามารถพาคุณแม่เที่ยวได้หลายเมือง ภาษาจีน ก็พูดได้อยู่คำเดียว "หนีห่าว" เธอช่างกล้า และ เก่ง จริงๆ ผมนับถือมาก

ขอเล่าเรื่องที่สุวรรณภูมิสักนิด พอดีมีน้องผู้ชายที่อยู่เคาร์เตอร์แลกเงินของธนาคารไทยพานิชน์ (ต้องขอโทษด้วยครับที่ลืมถามชื่อ) ได้เข้ามาทักมาคุยกับผมเป็นแฟนบล๊อกของผมเหมือนกัน ก็ขอขอบคุณน้องทั้ง 2 รวมถึงคุณแม่ด้วยที่ จำเราทั้ง 2 คนได้ ขอบคุณมากๆ ครับ รูปน้องไผ่กับคุณแม่


เมื่อถึงเวลา 20.40 เจ้าหน้าที่ก็เรียกขึ้นเครื่อง เป็นธรรมดาของ Airasia ที่ต้องมีเก้าอี้ดนตรี ต่อแถวกันยาวมาก เครื่องบิน ออกบินตามเวลาใช้เวลาประมาณ 2.30 ชั่วโมง ก็มาถึงสนามบินสุวรรณ อย่างปลอดภัย เราโชคดีทั้งไปและกลับ ได้ขึ้นเครื่องบินลำใหม่ Airbus A320 นั่งหลับๆ ตื่นๆ ก็ถึงสนามบินแล้ว


ค่าใช้จ่ายของเราทั้งหมดในการเดินทางในครั้งนี้ ไม่รวมซื้อของฝาก



ต้องขอโทษท่านผู้รู้ทุกท่านด้วยนะครับ เกี่ยวกับภาษาจีนถ้ามีข้อผิดพลาดประการใด ผมก็เปรียบเสมือนเด็กประถมกำลังหัดพูด หัดอ่าน ถ้ามีข้อผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

เรื่องราวการเดินทางของเราทั้งสองในทริปนี้ก็จบโดยสวัสดิภาพ บางครั้งอาจจะติดปัญหาบ้างเกี่ยวกับการสื่อสารแต่ก็สนุกดี และ ท้าทายดี การไปฝึกภาษาในครั้งนี้ของผม ทำให้รู้ว่าเรายังขาดอะไร และได้การบ้านกลับมาเยอะมากๆ เพื่อมาฝึกฝนหาความรู้เกี่ยวกับภาษาจีนเพิ่มขึ้นไปอีก ทริปหน้าปัญหาจะได้น้อยลง ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาชมบล๊อกของเรา ขอบคุณมากครับ




 

Create Date : 24 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 26 พฤศจิกายน 2551 21:30:52 น.
Counter : 3864 Pageviews.  

ไปฝึกภาษาจีนที่ ฮ่องกง-เซินเจิ้น #6

ยังอยู่ในวันที่ 3 ของการเดินทางท่องเที่ยวของเรา 2 คน และยังอยู่ในหมู่บ้านวัฒนธรรมจีนเซินเจิ้น หลังจากดูโชว์ของชาวมองโกลเลียเสร็จ ก็เดินหาอะไรกินเพื่อรอเวลา 18.00 น. จะได้เอาบัตรผ่านประตูไปแลกที่นั่งเข้าชม โรงแสดง Dancing with the Dragon and Phoenix


เมื่อถึงเวลา 18.00 น. เราก็เอาบัตรผ่านประตูไปแลกตั๋วเข้าชมที่ตู้สีฟ้า อยู่ข้างๆ โรงแสดง และจะได้เลขที่นั่งด้วย คนแลกไม่เยอะเท่าไรไม่ต้องต่อแถว เราได้นั่งแถวหน้าๆ ด้านซ้าย แต่ถ้าอยากจะได้ที่นั่งดีๆ ชั้น VIP ก็ต้องซื้อใหม่ราคาใบละ 50หยวน ในรูปด้านบนคือบัตรผ่านประตู ที่เราซื้อตอนเข้ามา อย่าทำหายนะครับ ด้านล่างคือตั๋วเข้าชมพร้อมเลขที่นั่ง


ได้ที่นั่งแล้วถ้าได้ตั๋วสีเขียวคือแถวหน้าสุด สีแดงคือตรงกลาง สีฟ้าจะอยู่ขอบๆ หลังจากได้ตรวจแล้วยังมีเวลาเหลืออีกชั่วโมงกว่าๆ ก็ไปเดินดูโชว์ท่าทางการต่อสู้ ซึ่งอยู่ด้านหน้าของที่แสดง Dragonฯ


ดูโชว์เสร็จก็เดินหาของกินรองท้องก่อนเข้าดู จึงเดินกลับมายังใกล้ทางเข้าจะเจอร้านขายของ อยู่ใกล้ๆจุดนัดพบ ขอหล่อบ้าง


ได้เวลา 19.00 ประตูก็เปิดให้เข้าเราก็เข้าไปนั่งตามเลขที่นั่งที่ได้มา อยู่แถวที่ 5 จากแถวหน้าสุด ในความคิดของผมคิดว่าอยู่หน้าเกินไปถอยไปอีกหน่อยคงจะดี พอใกล้ๆจะถึงเวลา 19.30 กรุ๊ปทัวร์ไม่รู้มาจากไหนเต็มไปหมดเข้ามานั่งจนเต็มไปหมด คนเยอะมาก ส่วนมากทัวร์เข้ามาดูโชว์อย่างเดียว เวลา 19.30 น. การแสดงก็เริ่มขึ้นโดยมีตัวโจ๊กออกมาเรียกเสียงฮาก่อน


แล้วก็เปิดการแสดงชุดแรกก็อลังการแล้ว ใช้คนน่าจะถึงร้อยได้


การแสดงก็จะมีเป็นชุดๆ ไปเหมือนการแสดงทั่วๆไป มีการนำอุกรณ์ต่างๆ เข้ามาร่วมโชว์ด้วย


ลีลาแสดงอ่อนช้อยน่าดูมาก ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้ชายก็ตามเถอะ


อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบฉากก็หลากหลายรูปแบบมาก


การแสดงมีหลายชุดแต่ละชุดใช้ผู้แสดงทั้งหญิงและชายร่วมกัน


ชุดนี้มีแต่ผู้หญิงล้วน แต่ละคนสวยๆ ทั้งนั้น


ชุดนี้สวยมากๆ โดยเฉพาะตัวแสดงหลักของชุด


ชุดนี้ตัวแสดงลอยมาจากฟ้าโดยมีแสงเรเซอร์สีเขียวตัดกับตัวแสดง สวยงามมาก


นั่งดูแล้วเพลินเลยลืมนับว่าที่แสดงมีทั้งหมดมีกี่ชุด


แต่ละชุดใช้เวลาในการแสดงประมาณ 10นาที ไม่สั้นไม่ยาวกำลังพอดี แต่ละชุดใช้คนเยอะมากๆ


การแสดงทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 1ชั่วโมงก็จบลงด้วยชุดสุดท้ายเป็นการนำมังกรมาพ่นไฟให้เราชมด้วย นักแสดงทั้งหมดก็ออกมาร่วมแสดงเป็นชุดสุดท้ายดูยิ่งใหญ่อลังการ


จบแล้วสำหรับการเข้ามาเที่ยวหมู่บ้านวัฒนธรรมฯ และจบวันที่ 3 ของการเดินทางเที่ยวของเรา 2 คน ตอนหน้าซึ่งเป็นวันที่ 4 ของการเที่ยวและเป็นวันที่เราจะต้องเดินทางกลับฮ่องกง และขึ้นเครื่องบินกลับเมืองไทย ไปดูครับว่า Airasia จากฮ่องกงไปเมืองไทย ต้องไปเช็คอินที่ Terminal อะไร




 

Create Date : 18 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 24 พฤศจิกายน 2551 15:22:58 น.
Counter : 695 Pageviews.  

ไปฝึกภาษาจีนที่ ฮ่องกง-เซินเจิ้น #5

วันนี้เป็นวันที่ 31 ตุลาคม 2551 และก็เป็นวันที่ 3 ของการเที่ยวของเรา วันนี้เราตื่นสายกันประมาณ 8.30 น. ที่เมืองจีนเวลาจะเร็วกว่าบ้านเรา 1 ชั่วโมง วันนี้เรามีโปรแกรมไปเที่ยว Splendid China & China Folk Culture Villages หรือ หมู่บ้านวัฒนธรรมจีน ซึ่งเป็นที่แสดงความเป็นมาของจีนมีหมู่บ้านต่างๆ ของชาวท้องถิ่นต่างๆ ชาวจีน และมีสถานที่สำคัญจำลองของจีนด้วย

เรานั่งรถไฟฟ้าจาก สถานี Lao Jie มาลงที่ สถานี Hua Qiao Cheng แล้วเดินออกที่ Exit D ทางออกสถานีอยู่ติดกับทางเข้าหมู่บ้านฯ พอดี สถานีนี้อยู่เกือบสถานีสุดท้าย


เดินออกจากสถานีก็จะเห็นทางเข้าหมู่บ้านฯ อยู่ทางขวามือเดินเข้าไปเลย เจอบันไดให้เดินขึ้นบันไดไปจะเจอห้องขายตั๋ว เจอหน้าคนขายตั๋วเรายังไม่ได้พูดอะไรเค้าถามทันที "จี่จ้าง" "เอาตั๋วกี่ใบ" เราไป 2 คนก็เลยตอบว่า "เหลื่ยงจ้าง" คนขายตั๋วบอกจำนวนเงินมาให้เราเลย "เอ้อไป๋ซื่อสื้อไคว่" "240หยวน" (ค่าเข้าชมหมู่บ้านฯ คนละ 120หยวน) พอได้ตั๋วเราก็เดินเข้าไปเจอเจ้าหน้าที่อยากได้แผนที่ก็เลยไปถาม "หนี่โยวตี้ถูมา" "คุณมีแผนที่ไหม" สาวเจ้าก็ชี้ไปเลยที่ช่องเสียบแผนที่ เราก็ไปหยิบขึ้นมาดู ตกใจมีแต่แผนที่เป็นภาษาจีน อ่านไม่ออกครับ แต่หยิบมา 1 ใบเพื่อมาศึกษาดู แล้วเดินกลับไปถามเจ้าหน้าที่สาวใหม่ "หนี่โยวยิงเหวินตี้ถูมา" "คุณมีแผนที่ที่เป็นภาษาอังกฤษไหม" สาวเจ้าเปิดลิ้นชักโต๊ะแล้วหยิบขึ้นมาให้ 1ใบ เราได้แต่นึกในใจทำไม่เอาไว้ที่ชั้นวาง

ได้แผนที่แล้วจึงเดินเข้ามาก็จะมาเจอทางเข้าบันไดลงไปสู่หมู่บ้านฯ


เดินลงมาจากบันไดเราก็จะมาเจอลานน้ำพุ หรือจุดนัดพบของคนที่มาเที่ยวที่นี่


ก่อนที่เราจะมาเที่ยวที่หมู่บ้านฯ เราก็หาข้อมูลก่อน มีผู้รีวิวว่าต้องเอาตั๋วมาจองที่นั่งเพื่อชมการแสดง Dancing with the Dragon and Phoenix รอบ 19.30 น. ก่อนเพราะถ้าไม่จองอาจจะไม่มีที่นั่งคนจะเต็ม เราก็ไปเดินเคาร์เตอร์เดินหาเท่าไรก็ไม่เจอ จึงต้องถามสาวชาวจีนที่มารอรับเป็นไกค์พาเที่ยว สาวชาวจีนชี้ไปที่ป้อมสีฟ้านี้แล้วบอกอีกว่าเปิดให้จองเวลา 18.00 น. สาวฯ บอกอีกว่าไม่ต้องกลัวเต็มหรอกคนไม่มากเหมือนเมื่อก่อน เราจึงไม่ได้จอง ป้อมสีฟ้านี้อยู่ข้างเวทีแสดง


หลังจากนั้นเราก็ได้ไปซื้อตั๋วเพื่อนั่งรถรางชมหมู่บ้านฯ ค่านั่งคนละ 20หยวนเค้าจะพาไปดูส่วนที่เป็นเมืองจำลองก่อน คนขับอธิบายเป็นภาษาจีนให้เราฟังไปเรื่อยเมื่อถึงจุดต่างๆ รูปนี้เป็น กำแพงมังกร 9 ตัว


พระราชวังกู้กงจำลอง


กำแพงเมืองจีนจำลอง


วัดโปตาลา ทิเบต


หลังจากนั่งรถชมในส่วนมี่เป็นเมืองจำลองแล้ว รถก็จะพาวนมาในส่วนของหมู่บ้านชนเผ่าต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในประเทศจีน มีมากกว่า 50 ชนเผ่า เริ่มจาก วัดลามะ ในทิเบต แต่ไม่จำลองมีขนาดใหญ่เหมือนของจริง ด้านในจะมีพระใหญ่


แต่ละชนเผ่าจะมีการแต่งตัวให้เข้ากับสถานที่ สาวๆ ชาวทิเบตกำลังเล่นกันอย่างมีความสุข


ดูสาวๆ ชาวทิเบตแล้ว มาดูการแสดงของหนุ่มๆ ชาวทิเบตกันบ้าง เป็นการแสดงวัฒนธรรมต่างๆ ของชนเผ่า


มีการสร้างผ้านที่อยู่อาศัยให้เหมือนชีวิตจริง บ้านของชาวมูเช่อ


ต่อมาก็จะเป็นบ้านของชาวเม่า


บางชนเผ่าจะมีการแสดงให้นักท่องเที่ยวได้ชมฟรี การแสดงของสาวชาวไต


การแสดงของชนเผ่าอะไรไม่รู้ ชาวจีนที่นับถือศาสนาอิสลาม อยู่ทางทิศตะวันตกของจีน ติดกับเนปาล หน้าตาจะออกไปทางตะวันออกกลาง


รถรางที่เรานั่งเสียเงินคนละ 20หยวน จะมาจอดที่เดิมที่เราขึ้น จากนั้นเราก็ได้เดินดูโชว์ต่างๆ ตามหมู่บ้าน ที่นี้จะมีโชว์ใหญ่ๆ อยู่ 3โชว์ คือ Dancing with the Dragon and Phoenix รอบ 19.30 น. ซึ่งเป็นโชว์ที่ใหญ่ที่สุด โชว์รองลงมาคือ Oriental Dress เวลา 17.00 น. เป็นโชว์ที่แสดงถึงวัฒนธรรมต่างๆ ของชาวจีน โชว์นี้ผมเคยดูเมื่อครั้งมาเซินเจิ้นครั้งแรก แต่มาครั้งนี้ไม่ยากชม เสียค่าเข้าชมราคาเข้าชมจำไม่ได้


โชว์ที่ 3 คือ Unparalleled Hero เป็นการแสดงของชนชาติมองโกเลีย การแสดงจะมี 2 รอบเวลา 14.00 กับ 16.10 เราไปดูรอบ 16.10 กันคนเยอะมาก ที่สำคัญคือชมฟรีไม่ต้องเสียเงิน


ถึงเวลาก็เริ่มแสดงช่วงแรกจะเป็นการขี่ม้าโชว์ท่าต่างๆ เก่งมาก ม้าวิ่งเร็วมาก ก็ยังไม่ตก ถ้าเป็นเราสงสัยตกม้าตั้งแต่ม้าเพิ่งเริ่มวิ่ง


โชว์ขี่ม้าเสร็จก็จะเป็นการแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับการต่อสู้ แย่งชิงดินแดน


กษัตริย์ของแผ่นดินดื่มน้ำสาบาน หลังจากนั้นก็จะมีชนเผ่าอื่นเข้ามาโจมตี โดยการต่สู้กันบนหลังม้า มีหลายคู่ หลายรูปแบบดีมาก โดยรวมผมว่าดูดี สนุก การต่อสู้เก่งกันมากๆ บนหลังม้า ใช้เวลาแสดงประมาณ 30 นาที


ตอนนี้ขอจบไว้แค่นี้ก่อน ตอนหน้าจะพาไปดูโชว์ที่อลังการงานสร้างมาก และเป็นโชว์ที่ทุกคนที่ดุแล้วบอกว่าคุ้มค่าคุ้มเวลา ติดตามต่อไป




 

Create Date : 15 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2551 22:12:25 น.
Counter : 1713 Pageviews.  

ไปฝึกภาษาจีนที่ ฮ่องกง-เซินเจิ้น #4

ยังอยู่ในวันที่ 2 ของการเที่ยวของเรา จุดมุ่งหมายต่อไปของเราก็คือย่านช๊อปปิ้งอีกแห่ง และเป็นแหล่งรวมของวัยรุ่น คล้ายๆกับ สยามสแควร์บ้านเรา นั้นคือ ตงเหมิน เราได้นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินจากสถานี Lowu มาลงยัง สถานี Lao Jie แล้วเดินออกทาง Exit A ก็จะมาออกที่ห้างเล็กๆ ในย่านตงเหมิน เมื่อเดินออกจากห้างเล็กๆ ก็จะรู้เลยว่าที่นี้คือย่านตงเหมินเพราะมีคนเดินเยอะมาก

ในรูปเป็นระฆังขนาดใหญ่ ไม่รู้เหมือนกันว่ามีความหมายอะไร แต่มีคนไปถ่ายรูปด้วยอยู่เรื่อยๆ


ตงเหมิน เป็นย่านที่มีวัยรุ่นเดินซื้อของ หรือนัดพบเจอเพื่อนๆ แล้วพากันมาเดินเล่น


ตรงแยกนี้จะเป็นจุดรวมของถนนหลานสายมาบรรจบกัน จึงมีคนเดินไปเดินมาตลอดไม่เคยว่าจะน้อย ยิ่งช่วงเย็นๆ แล้วยิ่งมาก


ไม่ใช่จะมีแค่วัยรุ่นมาเดินเท่านั้น ยังมีผู้สูงอายุมาเดิน คนทำงาน แม่บ้านพ่อบ้าน เพราะย่านนี้เป็นแหล่งรวมร้านค้าขายของต่างๆ เยอะไปหมด


ย่านนี้มีร้านอาหารฟาร์ดฟู๊ดดังๆ หลายร้านด้วยกัน Macdonal ลองเข้าไปดูข้างในคนเยอะมากๆ ไม่มีที่นั่งขนาดมีตั้ง 2 ชั้นใหญ่ๆ


KCF ก็มีให้ได้กิน


จากที่สังเกตุจะมีร้านค้าที่ขายรองเท้าเยอะมากๆ เดินไปตรงไหนก็เจอลดราคาถูกๆ ส่วนมากจะเป็นรองเท้าที่ทำในจีน ร้านนี้ขายคู่ละ 19หยวน


รองเท้าที่ยอดฮิตอีกแบบของวัยรุ่นที่นี่ก็คือ รองเท้าบู๊ตหนัง ทั้งสูงและไม่สูง ราคาประมาณ 100หยวน แล้วแต่รุ่น เป็นที่นิยมของวัยรุ่นที่เซินเจิ้นมาก


นอกจากจะมีร้านขายรองเท้าแล้ว ร้านขายเสื้อผ้าต่างๆ ก็มีให้เห็นเต็มไปหมดร้านนี้ขายเสื้อผ้าวัยรุ่นมีหลายราคามาก


ของที่ขายส่วนมากเป็นสินค้าแบนด์ที่ผลิตในจีน ไม่ค่อยมีแบนด์อินเตอร์ ให้เห็นเท่าไร แต่ก็มีขายเหมือนกันแต่ไม่มาก ในรูปเป็นร้านขายเสื้อผ้าใส่เล่นกีฬา และอุปกรณกีฬาต่างๆ ซึ่งเป็นแบนด์ของจีนเอง คุณภาพใช้ได้เลย


เดินไปก็จะเจอร้านขายบะหมี่อะไรก็ไม่รู้ใส่ถ้วยกระดาษ คนกินเยอะมากๆ และก็มีหลายร้านด้วยเต็มไปหมดราคาถ้วยละ 5 หยวน ลองกินดูแล้วรู้สึกซ่าๆ ที่ปาก รสชาดไม่ถูกปากคนไทยอย่างผม


และร้านที่ขายของปิ้งย่าง ของทอดต่างๆ จะมีขายไปทั่วไม่ว่าจะเป็นที่เซินเจิ้น หรือแม้แต่ฮ่องกงก็มีขายให้เห็นกันอยู่ทั่วไป ของที่ขายจะเป็นพวกลูกชิ้นปิ้งต่างๆ เต้าหู้ แต่ที่เห็นขายดีและมีคนชอบมากคือ หนวดปลาหมึกทอด


เห็นคนซื้อกัยเยอะก็เลยอยากจะรู้ว่ารสชาดเป็นอย่างไรลองซื้อลูกชิ้นเนื้อทอดกินไม้ละ 4 หยวนมี 4 ลูก กินได้ 2 ลูกรู้สึกว่าจืดๆ ซ่าๆ ที่ปาก ไม่อร่อยเลยที่เหลือเลยให้เจ้าถิ่น(สุนัข) กินแทน


เดินตั้งแต่บ่ายๆ ยันค่ำพื้นที่บริเวณของย่านตงเหมินใหญ่มาก รู้สึกว่าใหญ่กว่าสยามบ้านเราอีกและจะมีส่วนที่เป็นห้างฯ อีกหลายห้างฯ ถ้าเดินเลือกซื้อของจริงๆ ก็ต้องใช้เวลานาน


ที่ตงเหมินจะเริ่มเปิดร้านกันประมาณ 11.00 - 23.00 น. เรียกว่าเปิดตั้งแต่เช้ายันดึก แม้จะค่ำมากๆ ก็ยังมีคนเดินอยู่ตลอด


ร้านขายของกินก็ยังขายอยู่เหมือนเดิมถึงแม้จะดึกแล้ว




ตงเหมิน ถือเป็นย่านซ๊อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดในเซินเจิ้น ไม่รู้จะถูกใจผู้ชมหรือไม่ แต่สำหรับผมแล้วรู้สึกว่าบ้านเราดีกว่า ตอนนี้ขอจบเท่านี้ ตามชมต่อนะครับว่า ตอนหน้าเราจะพาไปเที่ยวที่ไหนของเมืองเซินเจิ้น




 

Create Date : 12 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2551 7:31:29 น.
Counter : 1907 Pageviews.  

ไปฝึกภาษาจีนที่ ฮ่องกง-เซินเจิ้น #3

ตอนที่3 นี้ยังคงเป็นวันที่ 2ของการเดินทางของพวกเราอยู่ รถไฟที่นั่งไปเซินเจิ้นเรียกว่า สาย KCR ต้นทางอยู่ สถานี Tsim Sha Tsui ปลายทางคือ สถานี Lowu การจะไปเซินเจิ้นจึงต้องนั่งรถไฟสายนี้เท่านั้น รถไฟขบวนนี้นยาวมาก มีหลายตู้รถไฟ บรรยากาศภายในรถไฟผู้คนไม่เยอะ ขณะที่นั่งไปเวลาประมาณเที่ยงกว่าๆ


ภายในรถไฟจะมีจอทีวี และเสียงบอกตลอดสายว่า ถึงสถานีไหนแล้ว และ สถานีหน้าคือสถานีอะไร ที่ทีวีจะเป็นตัวหนังสือบอก ด้านล่างของจอภาพ เราก็นั่งดูทีวีไปเพลินๆ ก็มีข่าวคนหน้าตาคุ้นๆ โผล่ในจอทีวี ท่านอดีตนายกฯ บ้านเรา ท่าน พตท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นข่าวที่ฮ่องกง คือท่านเดินทางมาฮ่องกงในช่วงที่เราไปพอดี ดังไปทั่วโลกเลยนะครับ ถ้ารู้ล่วงหน้าจะไปขอพบท่านสักหน่อย


เรานั่งรถไฟจาก สถานีMongkok East มาสุดสายที่ สถานี Lowu ใช้เวลาประมาณ 40นาที เมื่อลงจากรถไฟได้ก็เดินตามผู้คนเลยครับ จะมีป้ายบอก To Shenzhen เมื่อเดินมาถึงทางเข้าอาคารก็จะมีป้ายบอกประเภทของผู้คน พวกเราคนไทยหรือชาติอื่นๆทีไม่ใช่ชาวจีน ฮ่องกง มาเก๊า ให้ไปทาง ป้ายสีชมพู Visitors อย่าเข้าผิดช่องเหมือนผมนะครับ ถ่ายรูปจนลืมอ่านป้าย ไปถึงช่องของคนจีนเลยครับ ต้องเดินย้อนกลับทางเดิม


ขั้นตอนขาออกของ ตม. ฮ่องกง ไม่ยุ่งยากอะไรเอาไปยื่นให้เจ้าหน้าที่ๆ ก็มองหน้ากับดูรูปที่พาสปอร์ตว่าหล่อเหมือนกันหรือไม่ ถ้าหล่อเหมือนกันโอเค ผ่านได้ กระเป๋าก็ไม่มีการตรวจ

ออกจากด่านตม. ฮ่องกงแล้ว ต้องเดินข้ามสะพานระหว่างตึก ก็จะมาเจอป้ายในรูป อย่าลืมนะครับ Visitors ให้ไปทางด้านซ้ายมือ ก่อนเข้าเมืองจีนต้องเขียนใบผ่าน Immigration ของจีน การเข้าเมืองจีนต้องขอ VISA ก่อนนะครับ พวกเราได้ขอVISA มาจากเมืองไทยแล้วโดยไปขอที่ สถานฑูตจีน รัชดา ซอย3 หลักฐานการขอก็คือ พาสปอร์ต กับ รูปถ่าย 1 ใบ 4 วันทำการได้ค่าขอ 1000 บาท แต่ถ้าไม่ได้ขอมาจากเมืองไทยก็สามารถขอได้ที่หน้าด่าน ค่าขอคนละประมาณ 750บาท


หลังจากผ่าน ตม. ของจีนเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ไม่ได้ถามอะไร และเมื่อเดินออกมาก็ไม่ได้ขอตรวจกระเป๋า เมื่อเดินออกมาถึงหน้าประตูทางเข้าอาคาร จะเจอผู้คนชาวจีนยืนเต็มไปหมด ให้เราเดินไปทางขวามือเพื่อไปขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่ถ้าต้องการต่อรถไฟไปยังเมืองอื่นๆ เช่น กวางเจา ฯลฯ ให้เดินไปทางซ้ายแล้วเดินตรงไปเรื่อยๆ จะเจอสถานนีรถไฟ เจอที่ขายตั๋ว ส่วนทางด้านขวามือสุดคือ ห้าง Lowu หรือที่คนไทยมักเรียกว่า มาบูญครองเซินเจิ้น

จุดมุ่งหมายของเราคือ สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน Lowu หรือที่ เซินเจิ้นเรียกว่า Metro เพื่อเดินทางต่อไปยัง สถานี Jao Jie โรงแรมที่เราจองไว้อยู่ใกล้ๆ สถานีนี้


เดินลงบันไดเลื่อนมาก็จะมาเจอทางเข้า สถานี Lowu ทางเข้า A ให้เดินลงบันไดเลื่อนอีกที ก็จะเจอที่ขายตั๋ว


การซื้อตั๋วรถไฟก็ไม่ยาก เหมือนๆ ที่บ้านเราและฮ่องกง เลือกดสถานีที่ต้องการไปเครื่องจะบอกราคาแล้วเอาเหรียญหยอด ตั๋วซึ่งเป็นลักษณะเหมือนเหรียญแต่เป็นสีเขียวจะหล่นมาตรงช่องเดียวกับช่องทอนเงิน(ด้านล่างของภาพที่มีลูกศรชี้) สามารถใส่เงินเกินได้เครื่องจะทอนให้ เมื่อตั๋วและเงินหล่นมาที่ช่อง ก็ให้เอามือหงายขึ้นแล้วเอานิ้วดัน เงินกับตั๋วก็จะหล่นออกมาใส่มือเรา (ที่อยากจะบอกวิธีเพราะว่าเรากว่าจะเอาออกได้งงๆ อยู่ตั้งนาน)


นังรถไฟฟ้าได้ดินไปอีก 2สถานีก็จะถึง สถานี Lao Jie ค่าโดยสาร 2ยวน ( 两云 อ่านว่า เหลี่ยงไคว่) เวลาพูดต้องบอกหน่วยของเงินเป็นไคว่ ก็คือ หยวน ที่เราเรียกกันครับ ส่วนความหมายของ เหลี่ยง ก็คือ 二 (เอ้อ) หรือ 2 ครับ ใช้ในการบอกจำนวน เค้าจะไม่พูดว่า เอ้อ

ถึงสถานี Lao Jie ให้เดินออกทาง Exit B เมื่อเดินขึ้นมาถึงหน้าทางเข้า ให้เดินกลับไปทางหลังจะเห็นป้านทางเข้า โรงแรม Days Inn เราได้จองโรงแรมผ่านเว็บไซค์ //www.agoda.co.th วิธีการจองก็เข้าไปเลือกโรงแรมที่เราจะพัก เลือกวัน เวลาที่จะเข้าพัก ใส่ชื่อผู้พัก ผู้จอง ใส่หมายเลขบัตรเครดิต แล้วทำการยืนยัน เป็นอันเสร็จวิธี เมื่อเราจองเสร็จจะมีการเรียกตัดเงินเราทันที เต็มจำนวน 100 เปอร์เซ็นต์ของการจอง แล้วให้พิมพ์ใบยืนยันไปยื่นเมื่อเวลา Check-in เมื่อเราไปถึงโรงแรมก็ไม่ต้องจ่ายเงินนะครับ เพราะเราจ่ายให้ agoda แล้ว เค้าจะไปเรียกเก็บกันเอง


ถึงเคาร์เตอร์เช็คอินที่โรงแรมเจอพนักงานหน้าตาน่ารัก ต้นฉบับของชาวจีนคือ ขาว ตาตี่ ผมส่งยิ้มพร้อมกับพูดคำว่า " หนีห่าว อว่อ ชื่อ ..... (เติมชื่อของคุณ) อว่อ ติ้ง ฝั่ง เจียน เลอ" (สวัสดีครับผมคือ.... ได้จองห้องพักไว้แล้วครับ) พร้อมกับยื่นใบยืนยันการจองห้อง ที่พิมพ์มาแล้วให้เจ้าหน้าที่ฯ ทำการตรวจเช็คแล้วถามผมกลับมาว่า "เหลี่ยง หว่าน ซ่าง มา" (2 คืนใช่ไหมค่ะ) ผมตอบว่า " ตุ้ย " (ใช่ครับ) เจ้าหน้าที่สาวพูดอีกว่า " อว่อ เสี่ยง คั่น ฮูเจ้า" (ขอดูพาสปอร์ตหน่อย) เอาพาสปอร์ตผมไปเพื่อเขียนชื่อ รายละเอียดต่างๆ แล้วส่งใบมาให้ผมเซ็นต์ชื่อ " เซียน หมิง" และพูดอีกว่า "ยา จิน ซาน ไป่" (ค่ามัดจำห้อง 300 หยวนค่ะ) ทำการจ่ายตังส์ไป 300 หยวน เจ้าหน้าที่ได้ยื่นการ์ดสำหรับเข้าห้องให้ เราได้ห้องหมายเลข 512 ชั้น 5 เป็นห้องห้ามสูบบุหรี่


ราคาห้องที่เราจองคืนละ 1800 บาท ไม่รวมอาหารเช้า ถ้า Wall-in ราคาจะอยู่ห้องละ 2300บาท ภายในห้องก็เหมือนโรงแรมทั่วไป โรงแรมนี้ระดับ 4 ดาว วันนี้มีทัวร์จากเมืองไทยมาลงด้วย เดินคุยกันเสียงดัง ไม่แพ้ชาวจีนเจ้าถิ่น ห้องน้ำก็ดีครับสะอาดดี ราคานี้กับห้องระดับนี้ผมว่าโอเค ครับ


สำรวจห้องน้ำก็ไปเจออุปกรณ์ชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่เคยเจอในโรงแรมทั่วๆ ไป หยิบขึ้นมาดูจึงรู้ว่า Condom แต่แปลกใจทำไมมีตั้ง 3 กล่อง ตอนแรกคิดว่าฟรี ที่ไหนได้ติดราคาไว้ด้วย 15 20 38 หยวน สงสัยอีกว่าทำไมราคามันจึงต่างกัน แล้วมันดีกว่ากันยังงัย พยายามจะอ่านแล้วปรากฏว่าอ่านไม่ออก ว่าจะลองใช้ Condom ของจีนสักหน่อย แต่คิดไปคิดมาไม่ใช้ดีกว่ากลัวเจอผสม เมลานีน


เก็บข้าวของเสร็จ ล้างหน้าล้างตาเรียบร้อย บ่ายกว่าแล้วต้องไปหาข้าวกินข้างๆ โรงแรม กินข้าวเสร็จเป้าหมายต่อไปของเราก็คือ ห้าง Lowu (มาบุญครองเซินเจิ้น) เพื่อไปสำรวจตรวจตราของต่างๆ ว่าเป็นอย่างไร เราขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินที่สถานี Lao Jie เพื่อกลับไปยังสถานี Lowu เพราะห้าง Lowu จะอยู่ติดกับสถานีรถไฟ ถึงสถานีฯ เราสามารถเดินเข้าห้างได้เลยที่บริเวณทางออก A


ตึกที่ตั้งอยู่ทางด้านซ้ายของภาพคือ Railway Station Hotel ซึ่งป็นโรงแรมยอดฮิตของพวกเราชาวไทยอีกแห่ง ทัวร์จากเมืองไทยชอบมาพักที่นี่ ภายในห้างที่ทั้งหมด 5 ชั้น ในรูปคือตรงกลางของ ใครจะไปชั้นไหนต้องมาขึ้นห้างมีลิฟท์กับบันไดเลื่อนที่นี่


ภายในห้างมีร้านขายของทั่วไป เช่น รองเท้า เสื้อผ้า นาฬิกา กระเป๋า เครื่องเล่น MP3, MP4, DVD, อุปกรณ์กอล์ฟ ของเล่นเด็ก โทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ


ในห้างฯ จะเป็นล๊อกๆ สองข้างทางเดินก็จะเป็นร้านขายของต่างๆ หน้าร้านจะมีพนักงานขายมายืนเรียกลูกค้าเข้าร้านเต็มไปหมด มีทั้งผู้หญิงผู้ชายเวลาเดินผ่านก็จะเรียก บางคนดึงเข้าร้านเลยก็มี


จากการเดินดู สำรวจราคา และของต่างๆ ที่แต่ละร้านขาย เกือบทั้งหมดจะเป็นของที่ทำในจีน คุณภาพไม่ค่อยดี ราคาที่บอกเราแพงมาก และเป็นของที่ไม่มียี้ห้อหรือเป็นยี้ห้อของจีน ส่วนของก๊อปปี้ไม่ค่อยมี ส่วนใหญ่จะมีแต่นาฬิกา กระเป๋าหลุยวิคตองไม่ค่อยมีวางขายให้เห็นถ้าอยากได้เค้าจะเปิดแคตตาล๊อกให้เลือกจะไม่มีวางโชว์ อาจจะเป็นเพราะช่วงหลังๆ รัฐบาลจีนเอาจริงเอาจังกับของก๊อปปี้

ผมเคยมาที่ห้างฯ นี้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว รู้สึกว่าคึกคักกว่านี้มาก ผู้คนเดินกันเยอะมาก ร้านขายของต่างๆ ขายของก๊อปปี้กันอย่างเปิดเผย อุปกรณ์กอล์ฟมีเป็นสิบร้าน แต่ปัจจุบันนี้มีร้านขายอุปกรณ์กอล์ฟเพียง 3 ร้านเท่านั้น ผู้คนก็น้อย และของขายต่างๆ ก็น้อยประเภท แต่ละร้านจะขายซ้ำๆ กันเป็นส่วนใหญ่ ดูๆ แล้วผมว่ามาบุญครองบ้านเราดีกว่าหลายเท่า ของคุณภาพดีกว่า มีของหลากหลายให้เลือก สรุปว่าเราไม่ได้อะไรเลย เพราะของต่างๆ ไม่น่าซื้อ



เดินสำรวจดูของได้ไม่นาน เราจึงกลับโดยไม่มีอะไรติดไม้ติดมือกลับโรงแรม เป้าหมายต่อไปของเราก็คือ
ตงเหมิน แหล่งรวมวัยรุ่น และ แหล่งช๊อปปิ้งของเมืองเซินเจิ้น ติดตามตอนหน้าเราจะพาไปชม นะครับ




 

Create Date : 09 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2551 10:08:27 น.
Counter : 2940 Pageviews.  

1  2  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.