เที่ยวไป..กินไป..ตามแต่ใจเราสองคน เป็นบล๊อกที่ทำขึ้นมาเพื่อเล่าเรื่องราวการเดินทางของเราทั้ง 2 คน และเป็นข้อมูลให้สำหรับผู้ที่สนใจจะเดินทางด้วยตัวเอง

Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 37 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add 's blog to your web]
Links
 

 

Good morning "Vietnam" #8 (วันที่สี่)


เที่ยววัดเสาเดียวเสร็จก็เดินไปเที่ยวชม พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ซึ่งอยู่ในละแวกเดียวกัน เดินได้สบายมาก เรามาถึงพิพิธภัณฑ์ฯ ประมาณเที่ยงกว่า ๆ เค้าปิดอยู่จะเปิดอีกครั้งเวลา บ่าย 2 โมง (ที่นี่เค้าพักกลางวันกันตั้ง 2 ชั่วโมงแน่ะ...ดีจัง) เราเลยต้องนั่งรอบริเวณนั้น มีคนนั่งรอรอบ ๆ เยอะมาก พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์เป็นที่เก็บสิ่งของ และเล่าเรื่องราวชีวิตของลุงโฮ


บ่าย 2 โมงตรง ประตูเปิด คนต่างชาติอย่างเราต้องเสียค่าเข้าชมคนละ 10000 ดอง คนเวียดนามไม่ต้องเสีย ก่อนเข้ามีการตรวจอาวุธ (เดินผ่านประตูตรวจโลหะเหมือนที่ตรวจที่สนามบิน) ตรวจกระเป๋า และไม่ให้นำกระเป๋าเข้า เราไหวตัวไม่ทันเลยหยิบฉวยติดมือเข้าไปได้แค่กล้องถ่ายรูปเท่านั้น ขาตั้งกล้องอุตส่าห์พกมาโดนยึดไปอีกแล้ว


ภายในเป็นอาคารติดแอร์ 2 ชั้น ชั้น 1 ส่วนที่ใช้เล่าเรื่องราวการทำงาน และเก็บสิ่งของเครื่องใช้ของลุงโฮ


ไม่รู้ว่าเป็นโล่ หรือจาน มีภาพถ่ายร่วมกันเพื่อแสดงสัมพันธไมตรีระหว่าง 2 ประเทศ คือ ปรีดี พนมยงค์ (นายกรัฐมนตรีของไทยในสมัยนั้น) นั่งคุยกับลุงโฮ (ประธานาธิปดีของเวียดนาม)


เดินชั้น 1 ไม่ค่อยมีอะไรมาก พอเดินขึ้นบันไดมาชั้น 2 เจอรูปปั้นลุงโฮใหญ่มาก เลยขอถ่ายรูปไว้หน่อย


ภายในชั้น 2 ตกแต่งในลักษณะศิลปะสมัยใหม่ที่คงไว้ซึ่งความเป็นชนชาติเวียดนามได้สวยงามมาก แสดงถึงความเป็นอยู่ และสงครามในเวียดนาม


อาวุธ และอุปกรณ์เครื่องใช้ยามเกิดศึกสงครามในยุคต่าง ๆ ของเวียดนาม


รถที่ยิยมใช้กันมากที่สุดในช่วงสงครามเวียดนามคือ "จักรยาน" พาหนะยอดนิยมที่สามารถบรรทุกอะไรได้เยอะมาก


อาวุธที่มีร่องรอยการผ่านสงครามมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรถถัง ลูกระเบิด จรวด เครื่องยิงลูกระเบิด กับระเบิด มีการนำมาจัดโชว์ได้สวย และยังคงไว้ซึ่งความขลังของสงครามสมัยนั้น


เป็นแผนที่จริงที่ใช้สำหรับวางแผน บุกยึดเมืองไซง่อน เวียดนามใต้ ดูยุทธศาสตร์การทหารของลุงโฮ แล้วทึ่งมาก กับแผนการบุก มีการวางแผนเป็นอย่างดี เป็นขั้นเป็นตอน โจมตีทุกด้านของเมือง โดยค่อย ๆ ยึดเมืองรอบ ๆ ก่อนบุกเข้าสู่ศูนย์กลาง


อุปกรณ์ในการทำสงคราม เช่น กับดักไม้ไผ่ กับดักเหล็กแหลม กิโยตินที่ใช้ตัดศีรษะข้าศึกหรือเชลย ซึ่งดูใกล้ ๆ น่ากลัวมาก เพราะทุกอย่างดูแล้วล้วนเป็นของจริงที่เคยผ่านการใช้งาน...บรึ๋ยยย


ใช้เวลาในการชมพิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ ประมาณ 1 ชั่วโมง เราก็ได้เดินตรงจากหน้าประตูพิพิธภัณฑ์ฯ ผ่าน 2 สี่แยก แล้วเลี้ยวขาว เพื่อมุ่งหน้าไปชมร่องรอยสงครามเวียดนามที่พิพิธภัณฑ์อีกแห่ง


"พิพิธภัณท์สงครามเวียดนาม" เป็นที่จัดแสดงเรื่องราว เก็บรวบรวมอุปกรณ์ อาวุธต่าง ๆ ที่ใช้ในการทำสงคราม ไม่ว่าจะเป็นของเวียดนามเอง หรือฝ่ายกองทัพพันธมิตร ซึ่งนำโดยประเทศสหรัฐฯ เสียค่าเข้าชมคนละ 20000 ดอง และต้องฝากกระเป๋าอีกแล้ว


เดินเข้าอาคารพิพิธภัณฑ์มาเจอรูปปั้นลุงโฮ ประดับฉากหลังด้วยสัญลักษณ์ค้อน เคียว และดาว 5 แฉก บนผืนผ้ากำมะหยี่สีแดงสดทำให้รูปปั้นลุงโฮดูเด่นยิ่งขึ้น เลยขอถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกสักภาพก่อนเดินทางต่อไปห้องอื่น ๆ ซึ่งจะจัดแบ่งเป็นห้อง ๆ ไว้ถ้าจะเดินให้ทั่วทุกห้องโดยไม่หลงจะต้องดูไปตามแผนที่ที่เค้าแจกให้ตอนซื้อตั๋วเข้าชม


ห้องจัดแสดงอาวุธ และเรื่องราวของผู้นำในการรบ


เดินเข้าไปในห้องนี้ จัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ของทหารฝรั่งเศส แสดงหลักฐาน และร่องรอยการต่อสู้ในค่ายเดียนเบียนฟู ซึ่งเป็นค่ายของทหารพันธมิตร ที่ถูกทหารเวียดนามตีแตก ทหารตายเป็นจำนวนมาก สังเกตหมวกเหล็กบนแท่นไม้ก็รู้ว่าทหารเจ้าของหมวดจะรอดหรือไม่


ป้อมหอคอยสูง ที่เอาไว้ตรวจตราข้าศึก


ซากเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ ที่ใช้ในสงคราม ก็มีการนำมาจัดแสดงให้ไว้เป็นที่ระลึก


รถเอนกประสงค์ของชาวเวียดนาม ยามศึกสงคราม เอาปืนครก ไปติดตั้งบนรถจักรยาน ขับไปยิงข้าศึก นับเป็นภูมิปัญญาอย่างหนึ่ง เพราะปืนชนิดนี้มีความแรงมาก จึงมีการถ่วงน้ำหนักที่จักรยานด้วยกระสอบใส่หินหรือทรายทั้ง 2 ข้างเพื่อไม่ให้รถกระเด็นถอยหลัง


นี่ก็นับเป็นภูมิปัญญาในการทำสงครามอีกอย่างของทหารเวียดนาม ที่ขุดอุโมงค์มีความยาวนับสิบ ๆ กิโลเมตร เพื่อพักอาศัยและหลบลูกระเบิด ข้างในจะแบ่งเป็นห้องมากมายหลายแบบ บ่งบอกถึงความอดทนของทหารเวียดนาม


เดินชมพิพิธภัณท์สงครามเวียดนามเสร็จ เราก็เดินข้ามถนนหน้าพิพิธภัณฑ์ไปฝั่งตรงข้ามเพื่อรถเมล์สาย 09 กลับไปที่ทะเลสาบคืนดาบ ระหว่างรอเห็นรถเมล์มีโฆษณาขนมยอดฮิตของที่เวียดนาม Choco-Pie เลยถ่ายมาให้ดูซะหน่อย ใครอยากชิมที่เมืองไทยก็มีมาขายแล้วเหมือนกันนะ


รถเมล์มาจอดบริเวณทะเลสาบคืนดาบ (เค้าจอดให้ลงที่ป้ายเดิมที่ขึ้นเมื่อตอนเช้านั่นแหละ) รู้สึกหิว ๆ แต่เรามีแผนจะกินอาหารในดวงใจอยู่แล้วเลยไม่รอช้ามุ่งหน้าไปร้านขายที่เราเรียกว่า "ส้มตำ" ที่กินเมื่อวานนี้ไง รีบเข้าไปสั่งอย่างชำนาญ ตั้งใจจะกินแค่จานเดียว เพราะกลัวจะกินไม่หมด แต่มีคนอยากกินอีกเลยสั่งเพิ่มอีก 1 ดูรูปเอาเองแล้วกันว่ารสชาดเป็นอย่างไร คนกินมีความสุขแค่ไหน


สุดท้าย 2 จานก็ไม่เหลือ (นี่ยังเกรงใจนะเนี่ย ไม่งั้นยกซดแล้ว 555)


กินส้มตำเสร็จเดินออกจากร้านไม่ถึง 100 เมตรเจอร้ายขายเฝอ เห็นคนขายสวยมาก แต่งสายเดี่ยวด้วย อดใจไม่ไหว เข้าไปสั่งเฝอไม่ใส่เครื่องใน 2 ชาม


ชามใหญ่มากๆๆๆๆ


อีกคนกินส้มตำมา 2 จานแล้วมาเจอเฝอชามเบ้อเร่อ คงกินไม่หมด ที่ไหนได้ ดูเอาเองแล้วกัน


กินเสร็จจ่ายตังค์ชามละ 15000 ดอง รวมเป็น 30000 ดอง แล้วเดินกลับโรงแรม เปลี่ยนเสื้อผ้าสักหน่อย ให้รถไปส่งสนามบิน เพื่อรอขึ้นเครื่อง Air Asia FD3707 เวลา 21.30 น. ไปถึงสนามบินก่อนเวลาเยอะ เลยนอนพักผ่อนสักนิดนึง ไปเวียดนามได้ซื้อของส่วนตัว 1 อย่างคือ เป้ที่สามารถลากได้เพราะมีล้อ Semsonite สีดำแดง ของ copy ที่บ้านเราเคยถามราคา 1800 บาท ที่เวียดนามบอก 1200 ต่อเหลือ 650 บาท ตั้งใจจะเอาไว้ Back Pack ไปหลวงพระบาง


23.50 น. ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นที่เรียบร้อย ขากลับเครื่องบิน ๆ เร็วมาก (สงสัยกัปตันง่วงเลยรีบขับจะได้กลับไปนอนไว ๆ อิอิ)


สรุปค่าใช้จ่ายในการไปเที่ยวเวียดนามครั้งนี้เรา 2 ใช้เงินดังนี้
ค่าเครื่องบิน ไป-กลับ 2 คน 7,300 บาท
แลกเงิน us $300 ใช้ไป $269 x 33.8 = 9,093 บาท
ใช้เงินไทยในเวียดนาม 1,400 บาท
ค่า Taxi สุวรรณภูมิ ไป-กลับ 500 บาท
รวม 18,293 บาท
คุ้มจริง ๆ สำหรับประสบการณ์ชีวิตครั้งหนึ่งของคน 2 คน



จบแล้ว...สำหรับเรื่องราวการท่องเที่ยวชุด "Good Morning Vietnam" ขอบคุณที่ติดตามชมกันนะจ๊ะ พบกันใหม่ Trip หน้าเดือนกันยายนปีนี้ สำหรับตอนนี้ บ๊าย บายจ้า




 

Create Date : 20 สิงหาคม 2550    
Last Update : 5 ตุลาคม 2550 20:48:38 น.
Counter : 3233 Pageviews.  

Good morning "Vietnam" #7 (วันที่สี่)

วันนี้เป็นวันที่ 4 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายในการท่องเที่ยวเวียดนามของเรา โปรแกรมวันนี้คือ ตลุยเมืองฮานอย ไปเยี่ยมลุงโฮ (โฮจิมินห์) เราตื่นสายกว่า 3 วันที่ผ่านมา ตื่น8 โมง กินอาหารเช้าโรงแรม 9 โมง เก็บข้าวของใส่กระเป๋าลงไป Check Out แล้วฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมเพื่อที่เราจะไปเที่ยวกันก่อน ติดต่อกับโรงแรมว่าเราจะกลับมาที่โรงแรมอีกครั้งตอน 6 โมงเย็น ให้ช่วยเรียกรถ Taxi ไปส่งเราที่สนามบินด้วย ทางโรงแรมก็รับจองไว้ให้โดยแจ้งว่าค่า Taxi ราคา $10 หลังจากติดต่อเรื่องฝากกระเป๋ากับจองรถที่จะไปสนามบินเรียบร้อยแล้ว เราก็เดินออกจากโรงแรมมาหน่อยมาเจอร้านรับทำตราประทับเราเลยทำบ้างไว้เป็นที่ระลึกเป็นสัญลักษณ์ของเราสองคนที่ได้มีโอกาศมาเยือนเวียดนาม โดยเป็นรูปสาวเวียดนามหาบของ แล้วใส่ชื่อเรา ORN & TAO ลงไปด้วย ช่างแกะสลักบอกว่านั่งรอรับได้เลยใช้เวลาประมาณทำ 15 นาที ราคา 50000 ดอง


วันนี้เราตั้งใจจะไปเที่ยว สุสานโฮจิมินห์ ทำเนียบประธานาธิบดี บ้านพักของลุงโฮฯ วัดเสาเดียว พิพิธภัณท์โฮจิมินห์ พิพิธภัณท์สงครามเวียดนาม (หลายที่มาก ๆ ลองติดตามชมกันต่อนะ) เราลองนั่งรถเมล์ไปกัน ไปขึ้นรถตรงวงเวียนใกล้ ๆ กับทะเลสาบคืนดาบ เป็นท่ารถเมล์หลายสาย


ที่แรกที่เราจะไปคือ "สุสานโฮจิมินห์" เราต้องขึ้นรถเมล์สาย 09 ขึ้นไปแล้วก็ยังไม่แน่ใจ (แต่ตามแผนที่บอกไว้ว่าเบอร์ 09 นี่นา แต่เพื่อกันวืด...ถามไว้ก่อนไม่เสียหลาย) ก็ได้ไปถามกระเป๋ารถเมล์บนรถอีกครั้ง ว่าไปสุสานโฮจิมินห์หรือไม่ กระเป๋ารถเมล์บอกกับเราว่า ไป (อืม...ค่อยใจชื้นขึ้นหน่อย) เราก็บอกว่าถ้าถึงแล้วช่วยเรียกด้วย บรรยากาศในรถเมล์ค่อนจัดว่าเป็นบริการสาธารณะที่ได้มาตรฐานดี เป็นรถเมล์ปรับอากาศทุกสาย ค่าโดยสารคนละ 3000 ดองตลอดสายถูกดี (ถ้าเป็นบ้านเราก็เริ่มต้นที่ 12 บาทแล้ว) แถมนั่งสบายอีกด้วย


ไปถึงสุสานลุงโฮฯ ก็ตกใจว่าทำไมคนเยอะมาก ๆ ขนาดนี้ มีทั้งคนเวียดนาม และต่างชาติก็มีอยู่บ้าง เค้าเปิดให้เข้าไปเคารพศพลุงโฮฯ ตั้งเวลา 9.00 - 11.00 เท่านั้น และไม่ให้พกพาทรัพย์สินอะไรเข้าไปเช่น กล้อง กระเป๋าสัมภาระ จะต้องฝากไว้ที่ที่รับฝากก่อน


ภาพนี้ยังเป็นภาพแถวของผู้ที่มารอเข้าไปเคารพศพลุงโฮฯ ภาพนี้ถ่ายอีกด้านนึงของสุสานนะ แถวยาวสุดตาเลย...โอ้วววว


พอเราเห็นแถวยาวมากก็เกิดอาการถอดใจ เราเลยไม่ขอเข้าไปเคารพศพลุงโฮฯ แต่ขอถ่ายรูปกับหน้าสุสานของลงโฮฯ ไว้เป็นที่ระลึกก็พอ (ไม่อย่างนั้นวันนี้คงเที่ยวทั่วฮานอยไม่ครบเป็นแน่)


ถ่ายภาพกันจนถึง 11 โมง สังเกตได้คือแถวผู้มารอเคารพศพลุงโฮฯ หมดไปแล้ว และพอถึงเวลานี้ทหารที่ควบคุมดูแลจะไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปต่อจากนี้ (เดินเฉียดยังไม่ได้เลย...เพราะเห็นนั่งท่องเที่ยวสาวผมทอง 2 คน เดินเฉียดไป โดนเป่านกหวีดไล่ทันควัน ประหนึ่งว่ากำลังเล่นฟุตบอลแล้วล้ำหน้า)


ขออีกมุมที่หน้าสุสานลุงโฮฯ นะจ๊ะ แดดค่อนข้างแรงและอากาศร้อนมากเลยต้องมีอุปกรณ์เสริมซะหน่อย


บรรยากาศอีกมุมของสุสานลุงโฮฯ พอหมดเวลาเค้าจะเก็บเต็นท์ที่กางไว้เป็นแนวทางเดินทันที


ถ่ายรูปที่สุสานลุงโฮฯ เสร็จแล้วเราก็เลยวน ๆ เวียน ๆ อยู่แถว ๆ นั้นสักพัก พอดีใกล้เวลาที่จะปิดประตูเข้าไปชมทำเนียบประธานาธิบดี ผู้ดูแลเห็นเราสองคนเดินอยู่ก็เลยเป่านกหวีดแล้วกวักมือเรียก เราก็เลยรีบวิ่งกันผ่านเข้าประตูได้อย่างหวุดหวิด เพราะเค้าจะปิดประตูเข้าเวลา 11.30น. เสียค่าเข้าชมคนละ 10000 ดอง ทำเนียบประธานาธิบดีเป็นตึกสีเหลืองศิลปะฝรั่งเศส


ขอถ่ายรูปคู่กับตึกหน่อยนะ กดไปได้ 1 ภาพ ก็ได้ยินเสียงนกหวีดเป่าไล่ (ในใจคิด...เป่าอีกแล้ว...ฉันทำฟาวล์อีกแล้วหรือ จริง ๆ แล้วเค้าจะเป่าไล่ให้รีบเดินไปตามเส้นทางที่กำหนด ห้ามเดินแตกแถวหรือเดินแยกไปตรงโน้นตรงนี้ตามใจชอบ ต้องเดินตามเส้นทางที่กำหนด และตามเวลาที่กำหนดด้วย...อะจ้า ๆ หนูจะรีบไปเดี๋ยวนี้หละค่ะ เลยไม่ได้ถ่ายภาพให้พี่เต่าเลยเสียดายจัง)


ไปเยี่ยมชมบ้านลุงโฮ กันต่ออยู่ใกล้ ๆ กับทำเนียบฯ นี่เป็นห้องรับประทานอาหารของลุงเค้า


เค้าจัดทางเดินให้นักท่องเที่ยว เป็น One Way ห้ามออกนอกเส้นทาง ถ้าใครออกเค้าจะเป่านกหวีดไล่ ส่วนภาพนี้บ้านลุงโฮฯ ถ่ายจากด้านข้าง ถ่ายได้ภาพเดียวเพราะโดนนกหวีดเป่าไล่มาแล้ว


บ้านพักของลุงโฮฯ ถ่ายจากด้านหน้า เป็นบ้านไม้ 2 ชั้น มีใต้ถุนสูง


ใต้ถุนของบ้านจะมีโต๊ะประชุม เข้าใจว่าเก้าอี้หัวโต๊ะน่าจะเป็นเก้าอี้ของลุงโฮฯ


นักท่องเที่ยวสนใจขึ้นไปดูบ้านลุงโฮฯ กันมากมาย


ซึ่งชั้นบนของบ้านพักหลังนี้ประกอบด้วย 2 ห้องคือ ห้องทำงาน และห้องนอนจะอยู่ถัดไป แต่ไม่มีรูปให้ดู เพราะมืดมาก ภาพเลยไม่ชัด


ออกจากบ้านพักของลุงโฮฯ แล้วเจ้าหน้าที่เค้าบังคับให้เดินรอบสระน้ำหน้าบ้าน เลยขอแวะถ่ายรูปกับบ้านพักลุงโฮฯ ในมุมไกล ๆ สักหน่อย


หลังจากเดินชมบ้านลุงแล้วมาถึงทางออก จะมีที่ขายน้ำ และร้านขายของที่ระลึก (เหนื่อยไม่เหนื่อย ร้อนไม่ร้อน ดูท่ากินน้ำของคนเสื้อสีชมพูก็รู้)


ออกจากบ้านลุงโฮ เดินมาไม่ไกลก็จะเป็นสถานที่เที่ยวอีกแห่ง คือ วัดเสาเดียว เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกแห่ง เพราะเห็นได้จากเป็นมีชาวเวียดนามจะมากราบไหว้กันอยู่เนือง ๆ ภาพนี้เป็นด้านหน้าของวัดมีบันไดทางขึ้นเชื่อมต่อระหว่างแผ่นดินกับตัววัด


ภาพของวัดเสาเดียวด้านข้าง สังเกตได้ว่าตัววัดตั้งอยู่บนเสาเพียงต้นเดียวเท่านั้น ก็เลยเข้าใจได้ทันทีว่าทำไมจึงได้ชื่อว่า "วัดเสาเดียว"


ขอถ่ายรูปกับวัดไว้เป็นที่ระลึกสักหน่อยนะ


ตอนต่อไปเป็นตอนสุดท้ายเราจะพาไปชมร่องรอยจากสงครามเวียดนามกัน โปรดติดตามชมกันต่อนะจ๊ะ




 

Create Date : 18 สิงหาคม 2550    
Last Update : 5 ตุลาคม 2550 16:33:39 น.
Counter : 2816 Pageviews.  

Good morning "Vietnam" #6 (วันที่สาม)


ออกจากการชมวัดทั้ง 2 วัด รถก็ได้มุ่งหน้าสู่เมือง Nin Binh อดีตเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของเวียดนาม ตัวเมืองไม่ใหญ่ เมืองนี้เป็นทางผ่านไปสู่เวียดนามกลาง - เวียดนามใต้ Tam Coc จะอยู่เลยตัวเมืองไปไม่ไกล ส่วนในรูปเป็นท่าเรือที่นักท่องเที่ยวจะมาลงเรือกันที่นี่


มาถึงท่าเรือเกือบเที่ยงรู้สึกว่าจะเป็นกรุ๊ปทัวร์แรก บรรยากาศที่ท่าเรือดูจะเงียบๆ ไกด์พาเราทั้ง 13 คนไปกินอาหารเที่ยง ไกด์เรียกภัตตาคาร แต่ความรู้สึกของผมเหมือนเป็นร้านอาหารทั่ว ๆ ไปในบ้านเรา เหมือนเมื่อเราไปเที่ยว ฮาลองเบย์ คือ ต้องไปนั่งกินอาหารรวมกับคนไม่รูจัก พอนั่งปุ๊บพนักงานก็เอาเมนูมาให้ผมตกใจคิดว่า ทัวร์นี้ดีให้เราสั่งอาหารกินเองได้ ที่ไหนได้ไกด์บอกว่าเค้าเสริฟ์แต่อาหารไม่รวม Soft Drink ดังนั้นเมนูที่ให้มาคือ ให้เราสั่งน้ำกินเองแล้วก็จ่ายเงินเองด้วย แปลกมากที่เวียดนามไม่มีน้ำกินฟรีแม้แต่ในห้องโรงแรมที่พักน้ำเปล่าสักขวดก็ยังไม่ฟรี (ก็เลยคิดว่าที่นี่น้ำเปล่าเค้าคงทำยากก็เลยแพง) รายการอาหารเหมือนเค้านัดกันทำกับที่ฮาลองเบย์แทบจะเหมือนกันแต่สู้อาหารที่ ฮาลองเบย์ไม่ได้ รายการมี ผัดถั่วงอกใส่หมู ผัดผักบุ้ง ผัดผักรวม หมูย่างคนละไม้ ปอเปี๊ยะทอด ทุกอย่างจืดหมด เรานั่งกินได้ไม่นานกรุ๊บทัวร์อื่นเข้ามาเต็มร้านไปหมด หลังจากกินอาหารเสร็จแล้วเราก็ไปลงเรือกัน


เรือมารอรับมีเป็นร้อยลำ เรือ 1 ลำสามารถรับนักท่องเที่ยวได้ 2-3 คน คนพายถ้าเป็นคนมีอายุหน่อยก็จะ 2 คน เรือลำที่เราไปมีนักท่องเที่ยวกันแค่ 2 คน กับคนพายอีก 2 คน "Go to Tam Coc"


ได้นั่งเรือเป็นลำแรกของทัวร์ ก็ไม่รอช้าไปเลย อากาศตอนไปไม่ค่อยจะดี มืดครึ้มเหมือนฝนกำลังจะตก (ก็ใจไม่ดีว่าวันนี้คงไม่ได้เก็บภาพสวย ๆ แน่เลย)


เรือพายไปไม่ไกลจะเจอพวก ช่างกล้องมารอถ่ายรูปนั่งท่องเที่ยว เพื่อไปอัดรูปเวลาเรากลับมาจะเอารูปที่ถ่ายเรามายัดเยียดขายให้เราในราคารูปละ $1 (ถ้าไม่ซื้อก็จะมีการต่อว่า) พอเรือเราผ่านไปเค้าเรียก เฮ้ย, Hello,... สารพัดจะเรียก ให้เราหันหน้าไปหาจะได้ถ่ายรูป แต่ไม่ได้กินเราหรอก เราก็เลยถ่ายรูปเค้าซะ ขอบอกว่านั่งเรือไปจะมีตลอดทาง (ถ้าไม่อยากเสียเงินให้ระวังด้วย)


เรือได้พายไปอย่างช้า ๆ ไม่รีบร้อน บรรยากาศ 2 ข้างทางช่วงแรก จะผ่านบ้านเรือนของคนเวียดนามจะต่างจากบ้านเราก็คือ เค้าจะใช้ปูนทำบ้าน ซึ่งไม่เหมือนกับบ้านริมน้ำของไทยเรานิยมใช้ไม้ทำบ้านกัน


พายไปประมาณ 20 นาที ก็จะเริ่มเข้าสู่ "ฮาลองบก" หรือ "Tam Coc" มองออกไปข้างหน้าของเรือ จะเห็นว่า 3 ข้างทางเป็นทุ่งหญ้า และทุ่งบัว โอบล้อมด้วยภูเขา ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของ Tam Coc แต่ตอนที่เรามาอาจเป็นฤดูที่ทุ่งหญ้าเริ่มลดน้อยลงทำให้ 2 ข้างทางดูสดชื่นน้อยลงกว่าภาพที่เราดูที่หน้าสำนักงานทัวร์


ถ่ายรูปกรุ๊ปทัวร์ที่มากับเรา 2 สาวจีนกับรัสเซีย


ต้องพายเรือลอดถ้ำทั้งหมด 3 ถ้ำ นี่เป็นถ้ำแรกที่เราต้องลอดผ่านเข้าไป อากาศในถ้ำจะหนาวสักหน่อย และก็มืดมาก ตอนเข้าไปจะไม่เห็นแสงด้านหน้า แต่พายเรือไปสักพักก็จะเห็นแสง คนพายเรือไม่ต้องใช้ไฟฉายนำทาง เพราะพายด้วยความชำนาญ


นี่เป็นกรุ๊ปทัวร์ของเราเหมือนกันเป็นชาวจีนทั้ง 2 คน คนพายที่นี่ส่วนใหญ่เค้าจะใช้มือพิเศษในการพาย (เจ๋งมาก ๆ เลย พาให้คิดต่อไปว่าเครื่องออกกำลังกายพวก "แอ๊บโดมิไนเซอร์" ที่ออกกำลังกายได้ทุกสัดส่วนนี่เค้าได้แรงบันดาลใจมาจากท่าพายเรือของชาวเวียดนามหรือเปล่าหนอ เพราะชาวเวียดนามทั้งชายหญิงเค้าจะหุ่นดีทุกคนเลย)


บรรยากาศ 2 ข้างจะเป็นภูเขาปูนยาวไปตลอด และข้าง ๆ ของลำน้ำจะเป็นทุ่งหญ้า ในตอนแรกทั้งผมเคยดูรูป หรือดูสารคดีของที่นี่คิดว่าเป็นการปลูกข้าว แต่พอมาเจอกับตาตัวเองจึงถึงบางอ้อ แต่มันก็เป็นความแปลกของธรรมชาติที่สร้างสรรค์มา


ทุ่งหญ้า 2 ข้างทางดูไม่สวยไม่เขียว แม้จะอยู่ในน้ำ จึงทำให้บรรยากาศดูจะแห้ง ๆ ไปหน่อย


ลอดถ้ำที่สองแล้วบรรยากาศเริ่มดีขั้น สวยขึ้นมาหน่อยมีแสงธรรมชาติพอให้ถ่ายรูปได้บ้าง


พายไปได้ไม่ไกลก็จะเข้าถ้ำที่สาม ป้ายสีน้ำเงินที่ปักอยู่หน้าทางเข้าถ้ำเค้าบอกว่าให้ระวังทรัพย์สินของท่านให้ดี (เหอ...เค้ามีขโมยขโจรกันในถ้ำด้วยหรือ)


ปากถ้ำมีเรือขายของจอดเต็มไปหมด ลืมตัวคิดว่ามาตลาดน้ำดำเนินสะดวก หรือ ตลาดน้ำอัมพวา เราสังเกตว่าเหมือนเค้าจอดต่อคิวกันรออะไร พอเรือนักท่องเที่ยวมาพายเข้าถ้ำมาเค้าจะพายประกบเป็นลำ ๆ ไปแล้วจะมาให้เราช่วยซื้อนั้นซื้อนี่ ของที่เค้าขายจะเป็นพวก น้ำ ผลไม้ เบียร์ ขนม เรา Say No อย่างเดียว เค้าก็จะตื้ออยู่นั้นแหละ บอกให้เราซื้อเองบ้างให้เราซื้อให้คนพายเรือก็ได้เป็นทิป เราก็ไม่ได้ซื้อเพราะเราคิดว่าทิปให้เค้าเป็นเงินน่าจะดีกว่า


เรือที่มาทุกลำจะจอดพักที่ถ้ำนี้ประมาณ 10 นาที ก็ได้เริ่มพายกลับ เลยขอถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกสักหน่อย (พยายามยิ้มหวานสุด ๆ แล้ว แต่ขากลับแดดร้อนมาก เลยได้แค่นี้)


ถ่ายรูปคู่กับคนพายเรือไว้เป็นที่ระลึกด้วย


ช่วงที่พายเรือกลับท้องฟ้าเริ่มเปิด ไม่มืด แดดแรงมาก คนพายเริ่มจะเสนอสินค้ากันบนเรือ ของที่เค้าเอามาขายจะเป็น เสื้อ หมวก กระเป๋าผ้า ผ้าคลุมโต๊ะ เค้ายกมาเป็ยลังใส่เรือมาด้วย ก็เข้าใจว่าเค้าพายเรืออย่างเดียวรายได้คงไม่เท่าไรจึงหาของมาขายเพื่อเสริมรายได้ เราก็เลยช่วยเค้าซื้อกระเป๋าผ้าใบเล็กมาเพราะเห็นว่าสวยน่ารักสำหรับเป็นของฝากเพื่อน ๆ ที่เมืองไทยได้


พอขายของเสร็จมีการย้ายลังสังกะสีไปขายต่อเรือลำอื่นอีก คนพายเรือบอกว่าเป็นเรือของน้องสาวเค้าเอง (เข้าใจทำกันดีนะเนี่ย)


เริ่มมีเรือนักท่องเที่ยวพายสวนเรามา เพราะว่าเรากลับ เค้ามาที่ Tam Coc ถือเป็นที่ท่องเที่ยวอีกแห่งของคนต่างประเทศ และรวมถึงคนเวียดนามด้วย มาดูความแปลกของธรรมชาติ นั่งเรืออยู่กลางหุบเขา แถมเป็นเรือเหล็กอีกต่างหาก


เรือนักท่องเที่ยวพายสวนกับเราเยอะมาก ๆ ขอบอกว่ามาก ๆๆๆๆ เป็นชาวเวียดนามเองก็มาก


ที่กางร่ม ใส่หมวกแบบนี้ หน้าตาอย่างนี้ คงไม่ใช่คนเวียดนามแน่ ๆ ส่วนเรือลำหลังน่าจะเป็นญี่ปุ่น


ขากลับถึงท่าเรือเจอฝีพายรุ่นใหญ่ นั่งรอกรุ๊ปทัวร์อยู่ เลยถ่ายรูปมาไว้เป็นที่ระลึกสักหน่อย


วันนี้เรากลับมาถึงฮานอยประมาณ 5 โมงเย็น เร็วกว่าไปฮาลองเบย์ ก็เลยมีเวลาเดินเที่ยวเล่นอีก ไปเจอร้านขายอาหาร (เราเล็งกันไว้ตั้งแต่เมื่อคืนวาน เพราะเห็นคนมานั่งกินกันเยอะมาก ๆ เข้าใจว่าน่าจะเป็นอาหารยอดนิยมอีกอย่างของที่นี่) ขายอยู่ใกล้ ๆ กับโรงละครหุ่นกระบอกน้ำ ไม่รู้เค้าเรียกว่าอะไร หน้าคล้ายปอเปี๊ยะสด กับส้มตำบ้านเรา เลยลองสั่งมาชิมสักหน่อย ราคาจานละ 15000 ส่วนประกอบในปอเปี๊ยะเท่าที่เห็นก็จะมีแผ่นแป้งห่อด้วยเส้นมะละกอ (เค้าจะขูดมาเป็นเส้นเล็ก ๆ แต่ก็กรอบดีอยู่) ใบสะระแหน่ กับผักสีเขียว ๆ ที่ให้กลิ่นหอมคล้ายใบยี่หร่า ใส่แหนมหมูเส้นเล็ก ๆ และใส่ถั่วป่นเล็กน้อย เสริฟ์คู่กับน้ำจิ้มถ้วยเล็ก ๆ ถ้วยนึง ส่วนส้มตำ (ขอเรียกตามที่เข้าใจละกันนะ) ก็จะมีส่วนประกอบเป็นเส้นมะละกอและผักใบเขียวต่าง ๆ แบบเดียวกับที่ใส่ในปอเปี๊ยะ แต่ไม่ใส่แหนมแต่จะใส่เนื้อและเครื่องในวัวตากแห้งจืด ๆ ที่เคลือบสีแดง ๆ (สีเหมือนหมูแดงบ้านเรา) แล้วใช้กรรไกรตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ ราดด้วยน้ำเชื่อมใสหวาน ๆ (หวานอย่างเดียวจริง ๆ) โรยถั่วตบท้ายก่อนเสริฟ์ให้ลูกค้า แรก ๆ ก็กินแบบหวาน ๆ ปะแล่ม ๆ ไปแต่พอเหลียวไปแลมาเห็นคนที่นี่เค้าจะเหยาะซอสพริกในโหลลงไปเล็กน้อยคลุกเคล้าก่อน รสชาดรวม ๆ เลยออกเปรี้ยว หวาน เผ็ดนิด ๆ...โอ้โห...คราวนี้เลยอร่อยเด็ดเลย (ติดใจ ๆ เดี๋ยวพรุ่งนี้เจอกันอีกแน่ อิอิ)


แม่ค้าที่ขายปอเปี๊ยะสดกับส้มตำ เวลาขายของไม่เคยเห็นเจ๊เค้ายิ้มเลย แต่ไม่เฉพาะกับเรานะ ใคร ๆ เจ๊แกก็ไม่ยิ้มให้ (ไม่เป็นไรถึงเจ๊เค้าไม่ยิ้ม เราก็จะกินอยู่ดี หุ ๆ ๆ) แต่ลูกค้าก็มาอุดหนุนอยู่ไม่ขาด


ร้านส้มตำติดกับร้านขายของฝากก็เลยแวะดูสักหน่อย หาของไปฝากเพื่อน ๆ ดีกว่า


จบการเดินทางท่องเที่ยวในเวียดนามวันที่ 3 แต่ยังไม่จบเท่านี้ เพราะยังไม่ได้ไปเยี่ยมลุงโฮ (จิมิน) เลย จะไปกันยังไง เยี่ยมลุงโฮแล้วไปที่ไหนอีกบ้าง โปรดติดตามการเดินทางท่องเที่ยวเวียดนามวันที่ 4 ของพวกเราได้อีกไม่นานเกินรอจ้า




 

Create Date : 17 สิงหาคม 2550    
Last Update : 5 ตุลาคม 2550 16:14:32 น.
Counter : 1997 Pageviews.  

Good morning "Vietnam" #5 (วันที่สาม)

วันนี้เป็นวันที่สาม ที่เรา 2 คนอยู่ในเวียดนาม โปรแกรมเที่ยวของเราวันนี้คือ one day trip to "Tam Coc" ซึ่งอยู่ที่เมือง Nin Binh ซึ่งเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของเวียดนาม อยู่ทางตอนใต้ของฮานอย ห่างจากฮานอย 110 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า ๆ ค่าใช้จ่ายในการซื้อทัวร์ $18 ต่อคน รถตู้มารับที่หน้าโรงแรม 8 โมงเช้าเวลาเดิม แต่คราวนี้เราไม่ได้เป็นกลุ่มแรก รถตู้ได้รับนักท่องเที่ยวชาวจีนชายหญิง 2 คนมาก่อนแล้ว


แล้วรถตู้ก็ขับตระเวนรับนักท่องเที่ยวจนเต็มรถ มีทั้งหมด 13 คน เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน 3, ไทย 2, ฝรั่งเศส 4, ไอส์แลนด์ 3 และ รัสเซีย 1 คน จากนั้นรถก็แล่นออกไปสู่ถนนสายหลักเพื่อมุ่งสู่เมือง "Nin Binh" สองข้างทางที่รถแล่นผ่านเราจะพบสุสานได้เป็นช่วง ๆ ชาวเวียดนามนิยมฝั่งศพบรรพบุรุษไว้ในพื้นที่ดินทำกินของตนเอง ซึ่งจะเห็นได้ตลอดเส้นทางที่ผ่านเป็นจนภาพชินตา


เมื่อเดินทางมาได้ประมาณ 1 ชั่วโมง เค้าก็จอดแวะที่ "Tam Viet" (ลักษณะคล้ายศูนย์หัตถกรรมที่ไปมาเมื่อวันที่ 2) ให้นักท่องเที่ยวได้พักผ่อนอริยาบถ เข้าห้องน้ำ ซื้อน้ำ ซื้อขนม และชมสินค้าหัตถกรรมตามอัธยาศัย ประมาณ 15 นาที จึงออกเดินทางต่อ


มีสินค้าหัตถกรรมเป็นภาพงานปักบนผื่นผ้าแล้วใส่กรอบพร้อมจำหน่าย ทั้งมีการสาธิตการปักภาพให้นักท่องเที่ยวได้ชมอีกเช่นเคย




เดินไปรอบ ๆ จะพบสินค้าอื่น ๆ อีกมากมายวางขายอยู่ แต่มาสะดุดตาอยู่ที่ขวดอะไรหนอ วางเรียงอยู่บนโต๊ะ (ข้างหน้าผู้ชายใส่หมวก) รูปร่างเหมือนขวดเหล้า ว่าแล้วพี่เต่าก็ชักชวนให้ดู...ตุ๊กแกดองเหล้า...งูเห่าดองเหล่าขณะยังแผ่แม่เบี้ย...โอ้แม่เจ้า...เดินมาดี ๆ เกิดอาการเข่าอ่อน วิงเวียน คล้ายจะเป็นลม (ก็รู้ว่าคนกลัวตุ๊กแก ยังจะมาชี้ชวนให้ดูอีก...แน่ะแถมยังมาหัวเราะขำเราซะอีกนั่น )




จากนั้นรถตู้ก็นำพวกเราออกเดินทางต่อเพื่อมาที่วัดแห่งหนึ่ง


ไกด์แนะนำว่าเป็นวัดที่พระมหากษัตริย์องค์แรกของเวียดนามได้สร้างขึ้น เข้าใจว่าเป็นอารามหลวงในสมัยนั้น เนื่องจากจะมีประตูเข้าวัดอยู่ 3 ประตู โดยประตูซ้าย-ขวา สำหรับประชาชนทั่วไปผ่านเข้าไป ส่วนประตูกลางสำหรับพระมหากษัตริย์ แต่ปัจจุบันเค้าไม่หวงห้ามแล้ว เดินเข้าได้ทุกประตูเลย


เมื่อเดินผ่านเข้าประตูวัดมาแล้วมองย้อนกลับไปที่ประตู 3 บานเมื่อสักครู่ จะเห็นความร่มรื่นภายในวัดที่มีการปลูกต้นไม้อยู่ทั้งสองข้างทาง


หันกลับมาเดินเข้าสู่ภายในตัววัดก็ยังคงอยู่ที่ทางเดินที่ทอดตัวยาวไปสู่วิหารที่อยู่ใจกลางวัด ก็เลยขอถ่ายภาพคู่กันไว้สักหน่อย จะเห็นว่าด้านหลังของวัดก็เป็นภูเขาล้อมรอบอยู่




เดินลึกเข้าไป จะพบเส้นทางเดินเฉพาะสำหรับให้พระมหากษัตริย์ใช้ทำพิธีทางศาสนา


เป็นบันลังก์หินสลักอย่างสวยงาม ไกด์แนะนำว่าบันลังก์หินนี้สำหรับพระมหากษัตริย์มาประทับนั่ง


และเมื่อเดินเข้ามาในวิหารของวัดจะพบว่าเวียดนามมีจิตรกรรมฝาผนังที่สวยงาม แต่น่าเสียดายที่ทั้งหมดไม่ถูกดูแลให้ดีพอ เนื่องจากจะพบฝุ่นและใยแมงมุมเกาะอยู่เป็นจำนวนมาก




เดินดูวัดแรกเสร็จออกมาหน้าวัด เจอพระของเวียดนามมาเที่ยว เลยถ่ายรูปให้ดูการแต่งตัวของพระเวียดนาม

หลังจากออกมาจากวัดแรก ก็เดินต่อไปดูวัดที่สอง อยู่ติดๆกัน เป็นวัดที่สร้างให้กับกษัตริย์องค์ต่อมาลักษณะของวัดทั้ง2 เหมือนกันมาก ประตูทางเข้าวัดที่สอง


บริเวณในวัดก็เหมือนกับวัดแรก


แท่นบูชาก็คล้ายๆกัน


แต่วัดนี้มีเกี้ยวให้พระกษัตริย์นั่ง หลายรูปแบบ


ชมวัดในประวัติศาสตร์ของเวียดนามแล้วตั้ง 2 วัด ใช้เวลาไม่นาประมาณชั่วโมงกว่าๆ วันนี้เป็นวันสบาย ๆ ไม่บู๊บุกตะลุยมากนัก ภาคต่อไปจะนำทุกท่านไปชมทัศนียภาพของ "ฮาลองบก" ว่าจะสวยงามเพียงใด และจะมีเหตุการณ์ตื่นเต้นอะไรอีกบ้าง โปรดติดตามชมกันในภาคต่อไป...อีกไม่นานเกินรอจ้า




 

Create Date : 16 สิงหาคม 2550    
Last Update : 5 ตุลาคม 2550 16:15:56 น.
Counter : 875 Pageviews.  

Good morning "Vietnam" #4 (วันที่สอง)


เรือเริ่มเคลื่อนตัวออกจากท่าเทียบเรือช้า ๆ มุ่งหน้าสู่อ่าวฮาลอง ระยะทางไม่ไกลประมาณ 15 กม. ใช้เวลาในการเดินทางถึงอ่าวฮาลองประมาณ 30 นาที เมื่อมองย้อนกลับมาที่ท่าเรือยังคงมีเรือจอดรอนักท่องเที่ยวอยู่อีกมากมาย


มองออกไปข้างหน้าจะเห็นเกาะเต็มไปหมด นั้นแหละคืออ่าวฮาลอง เห็นเรือนำนักท่องเที่ยวมุ่งหน้าไปแล้วหลายลำ


มองไปยังที่ท่าเทียบเรืออีกครั้ง เห็นมีเรือออกตามเรามาอีกหลายลำมาก สงสัยอ่าวฮาลองแตกแน่งานนี้


เรือที่นี่จะมีหัวเรือเป็นรูปหัวมังกรทุกลำ ตอนนี้แล่นมาได้ครึ่งทางแล้ว


ช่องระหว่างเกาะข้างหน้าคือ ทางเข้าอ่าวฮาลอง


พอใกล้จะเข้าอ่าวฯ มีคนโผล่หัวมาสูดอากาศ...เอ้า..ฟืดดดดด


เริ่มเข้าสู่ อ่าวฮาลอง แล้ววววววววววว ต้องขึ้นไปถ่ายรูปบนเรือสักหน่อย


เข้ามาในอ่าวมองไปทางด้านขวา มีเรือนักท่องเที่ยวจอดเทียบกับกระชังขาย กุ้ง ปู ปลา


ในอ่าวฮาลองจะมีกระชังขายสัตว์ทะเลเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น กุ้ง หอย ปู ปลา เค้าขายกันเป็นกิโล เรื่องราคาไม่ได้ถาม (รอจะกินบนเรือ เพราะไกด์บอกว่ามีซีฟู้ดให้กินด้วย...หวานเรา ๆ) เรือที่เข้ามาจะไปจอดที่กระชังทุกลำ เพื่อให้นักท่องเที่ยว ลงไปซื้อ หรือพักผ่อนดูสัตว์ทะเลที่เลี้ยงไว้ในกระชัง เจอปลาเก๋าตัวใหญ่มากกกก เห็นแล้วนึกถึง ต้มยำหัวปลาเก๋า ปลาเก๋าราดพริก ปลาเก๋าผัดพริกไทดำ






มีเรือเล็กพายมาขายผลไม้ให้นักท่องเที่ยวด้วยหละ...แต่เราไม่ซื้อ อิอิ


ก่อนเรือออกจากกระชังขอเต๊ะท่าถ่ายรูปเป็นที่ระลึกสักหน่อย (ป.ล. โปรดดูให้หล่อนิดนึงนะ นี่ตั้งใจเก๊กสุดใจเลยนะเนี่ย...)


ออกจากกระชังมุ่งหน้าสู่ด้านในของ อ่าวฮาลอง ต่อไป


เรือออกจากกระชัง ก็เริ่มมีการเสิร์ฟ อาหารเที่ยง พออาหารมาไม่ได้ถ่ายรูปเลย เพราะมัวแต่กิน...หิวมาก ในการกินอาหารเค้าจะเสิร์ฟเป็นโต๊ะ ๆ ละ 6 คน จับเรา 2 คนไปนั่งกับฝรั่งผู้ชาย 3 คน แล้วจับแหม่ม มานั่งด้วย 1 คนเป็น 6 คนพอดี เริ่มโดยเสิร์ฟน้ำจิ้มก่อนเป็น ซีอิ๊วเค็ม 1 ถ้วยเล็ก ๆ กับเกลือป่นดำ ๆ 1 ถ้วยเล็ก ๆ และมะนาว 1 ซีกเล็ก ๆ ทั้งหมดต่อคน 6 คนนะ...มันจะพอมั๊ยเนี่ย
เมนูเป็นอาหารเวียดนามทั้งหมดอาหาร มีรายการตามลำดับดังนี้
1. มันฝรั่งทอดจืด ๆ (ไม่อยากจะเรียกว่าเฟรนด์ฟรายหรอก เพราะเค้าหั่นใหญ่ ๆ เท่ามันทอดบ้านเราที่ขายคู่กับกล้วยแขกอ่ะ) จากแรกวางมา หมดเกลี้ยงภายใน 2 นาที ฝรั่งเค้าก็งง ๆ ว่าจะจิ้มกับอะไร และแล้วก็มีคนนึงเปิดงานโดยจิ้มกับ...ซีอิ๊วเค็ม (ไม่ยักกะเลือกจิ้มกับเกลือดำ ๆ แฮะ...อิอิ กลัวอะจิ) สงสัยที่เวียดนามเค้ากินเป็นกับข้าว เราก็เนียน ๆ กินตามเค้าไป
2. ผ้ดเต้าหู้เค็มปะแล่ม ๆ เป็นเต้าหู้อ่อนหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋านำไปทอดก่อนแล้วมาผัดกับใบตั้งโอ๋ ต้นหอมนิดหน่อย ขอย้ำนิดหน่อยจริง ๆ นะ อันนี้หมดช้าหน่อยเพราะฝรั่งกินไม่เป็น...เราก็ค่อย ๆ กินกันสบาย ๆ
3. ผัดผักรวมใส่ปลาหมึกจืดสนิท (เนี่ยหละซีฟู้ดของเจ๊ไกด์เค้าหละ...โห..เจ๊...หลอกให้เราวาดฝัน แต่คิดไปคิดมาเราคงตีความภาษาอังกฤษของเจ๊เค้าผิดไปเองหละ เพราะก่อนที่จะมาเจ๊เค้าบอกว่าบนเรือมี "Little seafood" อืม...มัน Little จริง ๆ เจ๊จ๋า)
4. ผัดผักบุ้งนารสชาดเค็มปะแล่ม ๆ ..ย้ำเค็มอย่างเดียวนะ ไม่มีหวานปนเลย เค้าไม่ใช้ผักบุ้งจีนเหมือนที่บ้านเราทำผักบุ้งไฟแดงนะ ส่วนผสมก็มีผักบุ้งและกระเทียมผัดกับน้ำมัน
5. ปลากะพงนึ่งใส่อะไรไม่รู้จืดอย่างเดียว
6. เส้นมาม่าลวกน้ำใส่ผักต้มจืด ๆ ขอย้ำ จืด ๆ รสชาดคือแค่ลวกน้ำก็มาเสิร์ฟเลยอ่ะ
7. ข้าว 1 กล่องพลาสติก ขนาดประมาณขันอาบน้ำมาตรฐานบ้านเรา (คุณพ่อครัวแกเล่นเสิร์ฟข้าวตอนกับข้าวใกล้จะหมดแล้ว...จะกินกับอะไรดีเนี่ย)
8. สุดท้ายมีผลไม้ด้วย แตงโม 6 ชิ้น (นึกถึงเวลาเราไปซื้อแตงโมชิ้นละ 10 บาทตามรถเข็นนะ พ่อค้าเค้าจะหั่น ๆ ๆ เป็นรูป 3 เหลี่ยมใส่ถุงให้ นั่นแหละจะบอกว่า 6 ชิ้นที่เค้าเอามาให้คือขนาดเท่าแตงโมที่หั่น 3 เหลี่ยมแล้วอ่ะ...เอ้อ ที่นี่เค้ากินผลไม้กันจิ้มลิ้มจริง ๆ)
ขอบอกอีกอย่างว่าเค้าไม่มีน้ำให้ดื่มนะ ต้องซื้อกินเองต่างหาก (หวงจังที่นี่ น้ำก็ไม่มีให้กิน) ด้วยความหิวเรา 2 คนกินเรียบ ฝรั่งมัวแต่คุยกัน ได้ที่พี่ไทยอย่างเรา 55555 สงสารแต่สาวฝรั่งกินได้แค่มันฝรั่งทอด กับแตงโม
พอเรากินเสร็จก็ได้เริ่มคุยกับฝรั่งที่ร่วมโต๊ะเรื่องเมืองไทย กับเวียดนาม ฝรั่งบอกว่าเมืองไทยอาหาร บริการดีกว่า และน่าอยู่ น่าเที่ยวกว่า (ได้ยินแล้วชื่นใจจัง)


เรือล่องไปเราก็กินไป หลังจากกินอาหารเที่ยงเสร็จ เรือมาจอดส่งเราที่หน้าทางเข้าถ่ำ ชื่ออะไรสักอย่างจำไม่ได้อีกแล้ว คนเยอะมาก ๆ ต้องเดินไต่บันไดขึ้นไปเข้าถ้ำ (ลำบากแท้...ที่ลำบากนี่ไม่ได้ขึ้นถ้ำลำบากนะ ลำบากที่ต้องสูดกลิ่นจั๊กกะแร้ใครก็ไม่รู้น่ะสิ...เวียนกระหม่อมไปหมด...แต่ก็พยายามเข้าใจนะว่าวันนี้อากาศร้อนมาก ๆ เหงื่อไหลไคลย้อยไปตาม ๆ กัน)


ภายในถ้ำ จะมีไฟแสงสีตามที่เห็นตอนแรกเราคิดว่าดิสโกเทค เค้าเอาแสงสีไฟมาประดับในถ้ำ ดูแล้วไม่ได้บรรยากาศธรรมชาติ




ไกด์ทัวร์ของเรา (สาวเสื้อดำ) กำลังอธิบายเกี่ยวกับรูปต่าง ๆ ภายในถ่ำ บักท่องเที่ยวที่กำลังยืนฟังคือกรุ๊ปทัวร์ของเราเอง ฝรั่งเสื้อฟ้าคนอังกฤษ ส่วนผู้หญิงเสื้อขาวกางเกงขาสั้นคนสิงคโปร์ (ชื่อหลิน สัมภาษณ์มาแล้ว เค้าชอบกินอาหารไทย คือ ข้าวคลุกกะปิ...น่ารักจัง)


ถ่ายรูปคู่กันสักหน่อยกับหินรูปเต่าที่ด้านหลัง


อากาศในถ้ำร้อนมากกกก เพราะคนเยอะ กำลังจะออกจากถ้ำเลยถ่ายรูปส่งท้าย


ออกมาถึงปากถ้ำมองลงไปจะเห็นเรือที่เรานั่งมา จอดรอรับกลับ เพราะเรือทุกลำต้องมาจอดรอรับนักท่องเที่ยวของตัวเองที่นี่


ออกเดินทางจาก ฮาลองเบย์ ประมาณ 17.30 น. ถึงฮานอย เวลา 20.00 น. เราได้มาเดินตลาด "Night Market" หรือ ตลาดกลางคืน จะมีเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ เท่านั้น เค้าจะปิดถนนทั้งสาย ของที่ขายส่วนมากเป็นเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เครื่องประดับ ประมาณตลาดนัดบ้านเรา แต่เยอะมากจริง ๆ วัยรุ่นเดินกันเยอะมาก ๆ เดินไปต้องระวังกระเป๋าไป เค้าบอกว่าคนล้วงกระเป๋าเยอะมาก ๆ



เดินตลาดจนเมื่อยไม่ได้อะไร เดินสำรวจของฝาก กะว่าพรุ่งนี้จะมาซื้อ เกิดหิวขึ้นมาเลยเดินไปหาของกินซะหน่อย เจอร้านอาหารเห็นคนเวียดนามกินเยอะมาก ท่าทางจะอร่อย ของลองบ้างดีกว่า สั่งกระดูกหมูทอดกระเทียมตะไคร้ (จริง ๆ ไม่รู้หรอกว่าที่นี่เค้าเรียกว่าอะไร พอดีเห็นโต๊ะข้าง ๆ เค้ากินอยู่ เลยบอกเค้าว่าเอาอย่างนี้จานนึง..อิอิ) รสชาดอร่อยดี คล้าย ๆ บ้านเรา สั่งผัดผักใส่เส้นหมี่เหลืองออกจะแข็ง ๆ สักนิด (จานนี้ไม่อร่อย) สั่งข้าวผัดใส่เนื้อ พอกินต้องถามเพื่อความมั่นใจว่า Beef or Dog คนขายหัวเราะยอกเราว่า Dog not Beef แต่จริง ๆ แล้วคือเนื้อวัวแหละ จ่ายค่าอาหารไป 65000 ดอง


ร้านอาหารที่เวียดนามส่วนมาก จะเป็นร้านอาหารที่อยู่ริมฟุตบาท นั่งเก้าอี้ตัวเล็ก ๆ เวลาเค้ากินเสร็จไม่ว่าจะเป็นเศษกระดูก หรือกระดาษทิชชู เค้าจะทิ้งลงพื้นทันที สังเกตจากรูปจะมีสีขาว ๆ เต็มพื้น นั่นคือกระดาษทิชชูจ้า


กินเสร็จเดินกลับโรงแรม ผ่านร้านขายหวานเย็น แวะซื้อล้างปากสักถ้วยดีกว่า ว่าแล้วก็ใช้ดัชนีนิ้วชี้จิ้มไปที่ฟรุตสลัดกับเฉาก๊วย แม่ค้าตัก ๆ ๆ ส่งให้ ราคาถ้วยละ 5000 ดอง...กินมาทั้งหมดวันนี้หวานเย็นเจ๊คนนี้รสชาดถูกใจที่ซู๊ดดดดเลย


จบแล้วกับ One Day Trip ฮาลองเบย์ ยังไม่จบง่าย ๆ หรอกพรุ่งนี้วันที่สามของการตลุยเที่ยวของเรา 2 คน จะไป "ฮาลองบก" (Tam Coc) จะสวยกว่า ฮาลองเบย์ หรือไม่โปรดติดตามชมกันต่อไปนะจ๊ะ




 

Create Date : 10 สิงหาคม 2550    
Last Update : 5 ตุลาคม 2550 16:16:48 น.
Counter : 1566 Pageviews.  

1  2  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.