พักผ่อนหย่อนใจ สะบายๆสไตล์ tankiya"
Group Blog
 
All Blogs
 

รักษาตัวที่บ้าน




ฉันอยู่โรงพยาบาลเป็นเพื่อนพ่อ
ระหว่าง 8-18 มีค.
ได้พูดคุย ได้ปรนนิบัติอย่างใกล้ชิด
คุณหมอหลายท่านก็ให้ความเห็นว่าอาการพ่อดีขึ้นมาก
สามารถกลับบ้านได้ ถ้าญาติต้องการ
แต่แนะนำช่วงนี้ให้ทำกายภาพประกอบด้วย
จะเป็นผลดีต่อผู้ป่วยและผู้ดูแล
คุณหมอท่านก็สอบถามว่าจะมีใครดูแลที่บ้าน
ฉันตอบว่าพี่สาวสองคน

ตลอดเวลามีได้ลุ้นอาการพ่อทุกๆ วัน
เนื่องจากพ่ออายุมาก
เรี่ยวแรงพ่อเยอะ ชอบอิสระ
ไม่ชอบถูกจับมัดมือมัดเท้า
(เหตุผลที่มัดคือพ่อจะเเกะ จะเกาแผล จะกระชากสายต่างๆ)
แกจะดิ้นจนเหนื่อยหอบ ความดันก็จะขี้นๆ ลงๆ

พ่อยังต้องการที่จะกายภาพ
ฝึกการกลืน ฝึกออกกำลังกายแขน ขา
มีเจ้าหน้าที่มาทำการฝึกที่ห้อง
บางวันก็ให้ความร่วมมือ บางวันก็งอแง

สองวันก่อนถึงวันที่ฉันกลับกรุงเทพในวันที่ 18 มีค.
พี่สาวฉันขึ้นมาสมทบเพื่อฉันจะได้ไปซื้อข้าวของเครื่องใช้
ฉันไปซื้อเสื้อตัวใหญ่ๆ ซื้อกางเกง ผ้าอ้อม ที่สะดวกสำหรับผู้ป่วย
ไปซื้ออุปกรณ์ให้อาหารทางสายยาง หลายๆ อย่างที่จำเป็น

การเดินทางสำหรับฉันถือว่าคล่องตัวสุดๆ
ไม่ต้องรบกวนใครมารับ-ส่ง
ทั้งขาไปและขากลับ
ขาไปก็มีแท็กซี่หน้าสนามบิน 120 บาท
ขากลับเรียกรถแดงหน้าร.พ. ได้ทุกเมื่อ

โชคดีที่ช่วงนั้นมีงานส่งเสริมการท่องเที่ยว
มีบูธสายการบินขายตั๋วล่วงหน้าราคาเป็นมิตร
จากเดิมที่ฉันต้องจ่ายเที่ยวละ 2100-2500 บาท/เที่ยว
ก็ได้ตั๋วราคาราว 2000 บาททั้งไปและกลับ
ประหยัดครึ่งต่อครึ่ง
จึงซื้อล่วงหน้าจนถึงเดือน SEP ตามลิมิตของสายการบิน



------------------------


วันที่ 31 มีค.ฉันกลับอยู่เป็นเพื่อนพ่ออีกครั้ง
ซึ่งตลอดเวลามีการโทรพูดคุยกับพี่สาว
ว่าอาการของพ่อดีขึ้นมาก
อยากจะพาพ่อกลับไปรักษาต่อที่บ้าน
{พ่อเป็นคนดึงสายท่ออาหารออกเอง(เจี๊ยกกก!!!! )}


คุณหมอท่านอื่น ก็บอกว่ากลับได้ในส่วนของการดูแลแต่ละท่าน
ยกเว้นคุณหมอที่ดูแลความดัน
อยากจะดูอาการต่ออีกสองสามวันให้แน่ใจ

ด้วยตัวของพ่อ (และพี่สาวที่จะต้องเป็นคนดูแล)
และอยู่ รพ เดือนกว่า อยากกลับบ้านเต็มแก่

และข้อจำกัดที่จำเป็นทางบ้านฉันมีหลายข้อ
ในการอยากพาพ่อกลับในวันหรือสองวันนี้
ถ้าคุณหมออนุญาติจนครบทุกท่าน




เนื่องจากใกล้ถึงวันสงกรานต์
ไม่รู้ว่าถนนหนทางจะมีคนขับรถบ้าๆ บอๆ
เมาแล้วขับ ง่วงนอน
ไหนจะเหตุบ้านการณ์เมืองอีก

และที่สำคัญ
ขณะที่ฉันยังอยู่ที่นั่น จะได้ประเมินว่า
ถ้าพ่อกลับไปอยู่บ้านในช่วงที่ฉันเฝ้าดูแลนี้

ทุกอย่างเกี่ยวกับอาการพ่อจะราบรื่นมั๊ย

ถ้าลื่นไหล จะได้ปรับเปลี่ยน
ย้ายพ่อกลับไปอยู่ความดูแลของหมอ
ทุกอย่างฉันอยากจัดการเป็นธุระ
ก่อนจะถึงวันสงกรานต์{ถ้าเกิดเหตุจำเป็นจริงๆ}
(เนื่องจากบ้านฉันมีแม่ที่อายุแปดสิบกว่า
พี่สาว ไม่มีผู้ชายเลย)



และสมัยนี้
การที่จะไปรบกวนเพื่อนบ้านให้มาช่วยยกช่วยพยุง
ครั้งสองครั้งก็พอทำเนา
แต่ถ้าเป็นทุกวัน ก็ต้องเกรงใจ
ทางที่ดีต้องช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุด

ฉันอยากอธิบายให้คุณหมอเข้าใจ
แต่สถานการณ์ไม่อำนวย มีข้อจำกัดด้านเวลา
คุณหมอท่านนี้ก็น่ารัก ให้พ่อกลับบ้านได้
คุณหมอให้ยามาทานครบหนึ่งเดือน


อยากจะบอกว่า
การยกหรือพยุงพ่อที่บ้าน เป็นสิ่งที่ทุลักทุเลสุดๆ
น้ำหนักพ่อใช่เล่นๆ
(ที่ รพ ยังต้องใช้เจ้าหน้าที่สองคนเลย)
พี่ๆฉันเหมือนกัน ยิ่งตัวเล็กๆ ด้วย
และกลัวว่าพ่อจะเจ็บ จะเหนื่อยเพลีย

แต่ทุกคนก็สู้ สู้ ใจเกินร้อย
อยากให้พ่อหาย อยากพาพ่อไปนั่งเล่นในสวนในไร่
เพราะพ่อผูกพันกับที่แห่งนี้มาก




------------------------


เย็นวันที่ 31 มีค.

เป็นวันที่ฉันลุ้นพ่อสุดๆ
ระหว่างที่พาพ่อกลับบ้าน (ราวทุ่ม)
มืดแล้วล่ะ ไม่สะดวกแน่เลย
พ่อจะเป็นยังไงไม่รู้ ดูพ่อเพลียๆ
แต่เมื่ออยู่ในรถ ฉันเฝ้าระวังพ่อตลอดเวลา
ปรากฏว่าตาพ่อใสแจ๋ว เหมือนไม่ใช่คนป่วย
คิดว่าพ่อได้เห็นได้เปลี่ยนบรรยากาศ
แตกต่างจากห้องในโรงพยาบาล
ก็คงตื่นเต้น
เพราะพ่อเป็นคนไฮเปอร์มากแม้อายุ 85 ก็ตาม



ถึงที่บ้าน
ห้องนอนพ่อเล็กๆที่แยกจากตัวบ้าน
ทุลักทุเลมากทีเดียว
ต้องขอแรงเพื่อนบ้านช่วยอุ้มพ่อลงจากรถ
พ่อดีใจที่ได้กลับบ้าน

หลายวันที่ฉันอยู่เฝ้าพ่อ
ฉันถามพ่อว่าที่นี่ที่ไหน
พ่อก็ตอบสับสน โรงพยาบาลบ้าง บ้านคนอื่นบ้าง
หมู่บ้านอื่นบ้าง

กำลังใจเท่านั้น
ไม่ว่าจะเป็นกำลังใจของพ่อ
กำลังใจของลูกๆ


การดำเนินชีวิตที่ไม่เหมือนเดิม
ขอให้พ่ออยู่กับลูกๆ นานแสนนาน
ขอให้สุขภาพทุกคนแข็งแรง













 

Create Date : 12 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 12 พฤษภาคม 2553 10:20:50 น.
Counter : 214 Pageviews.  

คือ...โรงพยาบาล ภาค2



ฉันกลับถึงกรุงเทพ
พี่สาวที่ผลัดกันมาเฝ้าเป็นเพื่อนพ่อเกิดเป็นไข้ตัวร้อนก็เลยไปพักที่บ้านลำพูนแล้วค่อยว่าใหม่
เท่ากับว่าพ่ออยู่ห้อง ICU ต่ออีกสองคืน
วันถัดไปอาการพี่ทุเลา และเพื่อพ่อ ไม่หายก็ต้องหาย
ป้องกันตัวเองสุดฤทธิ์ ใส่หน้ากาก ไปพักเกสเฮาส์หลัง รพ.สวนปรุง
ส่วนพี่สาวอีกคนเป็นถุงลมโป่งพอง(ตั้งแต่แบเบาะ ไม่อยากให้มาโรงพยาบาลบ่อยถ้าไม่จำเป็น)
แต่ก็แอบย่องมาไม่ให้พ่อเห็น ไม่งั้นพ่อเรียก
วันนั้นย้ายพ่อออกจากห้องไอซียูไปห้องพักฟื้นคนไข้ตึกเฉลิมพระบารมี
โชคดีจริงๆที่ได้ห้องอยู่ด้านหน้าเคาเตอร์ที่ทำงานหมอพยาบาล
อาการพ่อทุเลาขึ้น พี่สาวไม่ต้องนอนที่โรงแรมอีกต่อไป
ไข้หวัดทุเลาขึ้นแต่ป้องกันตัวเองไม่ให้พ่อติดไข้

จนวันที่ 8 มีค.
ถึงเวลาผลัดเปลี่ยนอีกครั้ง
ฉันและพี่สาวบินสวนไฟลท์กันอีกหนหนึ่ง
ฉันเห็นพ่อซูบลงไปมาก ตัวเล็กนิดเดียว
ที่จมูกนอกจากสายออกซิเจน สายท่อที่เจาะกระโหลกแล้ว
ยังมีสายท่ออาหารตรงจมูกเพิ่มขึ้นมา
พ่อพูดคุยรู้เรื่องดี
แต่พ่อต้องเข้าห้องผ่าตัดอีกครั้ง
ครั้งนี้ผ่าดันไส้เลื่อน...ผ่าช่วงสองทุ่ม
เท่ากับว่าฉันต้องนอนที่ห้องพักนี้คนเดียว 2 คืน
หึ หึ.... เป็นเสียงฉันเองแหละ
ฉันต้องหาวิธีรับมือกับสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาจะได้เห็น
แต่ถ้าเขาปรารถนาจะแสดงตัวทักทายก็..ไม่ว่ากัน

ไฟกี่ดวงในห้องที่มีฉันเปิดสว่างทั้งคืน..อ้อ 2 คืนสิ
ไม่เห็นนะ...
กลางวันฉันไปนั่งเฝ้าเป็นเพื่อนพ่อ พ่อยังหลับอยู่เลย
จะออกจากห้องก็ต่อเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปอาบน้ำเช็ดเนื้อเช็ดตัว
เปลี่ยนเสื้อผ้าหรือปฏิบัติหน้าที่
พ่อนอนหลับหนึ่งวันเต็มๆ
กลับเข้าไปอีกครั้ง พ่อตื่นแล้ว พ่องงๆ นิดนึง
และจำได้แต่เหตุการณ์ปัจจุบัน แล้วค่อยๆ ดีขึ้น


พ่ออยู่ ICU ต่ออีกคืน
เช้าตรู่ขอเจ้าหน้าที่เยี่ยมพ่อ พ่อตื่นเเล้ว
แต่จริงๆ พ่อไม่หลับหรอก
เจ้าหน้าที่ย้ายพ่อกลับไปที่ห้องพัก
พ่อก็ไม่ยอมหลับ
คืนนั้นทั้งคืนพ่อกับฉันคุยล้อเล่น
พยายามกล่อมให้นอน แต่นอนได้สองนาที ก็ชวนคุย
ฉันก็ทำหน้าที่นวดมือนวดขาเพราะพ่อบ่นปวดเนื้อปวดตัว

อาการพ่อ ยังจ้อไม่หยุด
ไม่หลับไม่นอน
พ่อจะชวนคุยไปเรื่อยๆ พูดเอง เออเอง
ฉันจึงต้องคุยเป็นเพื่อน ทวนความจำไปด้วย
หัวเราะ ขำไม่หยุด พ่อเหมือนเด็กที่สับสน
จนตีสองกว่า พยาบาลเปิดประตูเข้ามา
เห็นห้องนี้ปิดไฟแต่ได้ยินเสียงหัวเราะหลายคนดังออกไปข้างนอก

เอาล่ะสิ เสียงหัวเราะหลายคน????...
อืออ จะมีใคร มีฉันคนเดียวที่หัวเราะเอาเป็นเอาตาย
ส่วนพ่อหัวเราะไม่ได้นี่นา คุยโต้ตอบไปมาอย่างเดียว
แล้วใครล่ะ
นางพยาบาลหลอกอำฉันเล่นใช่มั๊ย
หรือว่า???











พ่อจะไม่ยอมหลับยอมนอน
ไม่ว่ากลางวันกลางคืน
คนที่กลุ้มใจคือฉัน..
คุณหมอและพยาบาลก็จะตอบว่าเป็นอาการของคนที่เจาะน้ำจากสมอง
อีกอย่างพ่ออายุมากแล้วด้วย
กลางวันเป็นกลางคืน กลางคืนเป็นกลางวัน

ช่วงที่ฉันเข้ามาในห้องพักแรกๆ
ฉันเห็นพ่อนอน แต่ไม่ได้หลับ จะหลับได้ไงแสงแดดข้างนอกจ้า
ตาพร่าเข้าให้ นั่นเป็นความเข้าใจของฉัน
ฉันปิดม่าน ก็มีคนมาเปิดม่าน
แต่ก็ได้รับคำอธิบายจากเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับอาการและการปรับตัว


นี่เป็นสิ่งที่ฉันต้องเข้าใจและค่อยๆศึกษาอาการผู้ป่วยด้านนี้

มีอยู่วันหนึ่ง
ฉันขอร้องพ่อให้นอนพัก เพราะเข้าวันที่ 3 แล้วที่พ่อไม่ได้หลับเลย
หรือหลับ อาจหลับน้อยมาก
ถ้าไม่งั้นลูกจะกลับแล้ว
พ่อรีบตามใจ หลับตา
แต่ฉันรู้ พ่อไม่หลับหรอก
พ่อเงียบลง แล้วพูดว่าพ่อนอนแล้วนะ
ฉันร้องไห้สะอึกสะอื้น รู้สึกผิดและแย่(ขอเเยกเล่าอีกหัวข้อ)

อาการพ่อทรงๆ บางวันก็ซึม
บางวันคุยเจื้อยแจ้ว บางวันก็ไม่ยอมพูดไม่ยอมคุย
ในคอพ่อมีเสลดเต็ม
ฉันขอให้เจ้าหน้าที่มาดูดเสลดออก
บางคนทำด้วยความเต็มใจบรรจงทำ และก็มีบางคน
สักแต่จะทำ ทำเหมือนคนล้างท่อ คลีนท่อ
พ่อเจ็บ บางครั้งพ่อใช้ลิ้นดุนเครื่องมือออก
ฉันงี้เจ็บแทนพ่อ อยากจะพูดอะไร
ก็กลัวจะไม่ได้รับความร่วมมือที่ดีในคราวต่อไป
ได้แต่พูดเลี่ยงๆ ว่าขอให้เบาๆ มือหน่อย
(ใจฉันอยากบอกว่าให้นึกถึงพ่อแม่ของตัวเองบ้างเน้อ)


ฉันไม่ได้เหมารวม
แต่เป็นเพียงบางคนแหละ และคงมีทุกองค์กร
คนดีที่ตั้งใจทำงานก็มี
ตัวอย่างเช่นหมอไง
มีหมอหลายท่านเเวะเวียนเข้ามาดูแล
เท่าที่นับดูมี

- หมอใหญ่เจ้าของไข้ ฉันศรัทธาท่านมากเลย
- หมอหัวใจ ความดัน
- หมอสมอง หน้าตาละอ่อนมาก
- หมอผ่าไส้เลื่อน
- หมอเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ
- หมอกายภาพ

คุณหมอทุกท่านที่นี่
ดูแลพ่อฉันดีเลิศ
ฉันขอบคุณทุกท่าน ณ ที่นี้ด้วย


ช่วงที่พ่อน้อยใจ
พ่อหอบมากมาย ฉันกลัวว่าพ่อจะเป็นอะไรแทรกซ้อนมั๊ย
เพราะพ่อทำงานโรงบ่มมาก่อน และเคยสูบบุหรี่บ้าง
แต่ผลการ x'ray และเฝ้าดูอาการและ x-ray ซ้ำ
ไม่เจออาการทางปอดเลย

มีอีกอย่างหนึ่งคือ
แขนพ่อช้ำ จ้ำเป็นเขียวๆ นัยว่าเกิดจากการเจาะเลือดและการหาเส้นให้น้ำเกลือ(ศัพท์เฉพาะเรียกอย่างไรไม่รู้ ขอเขียนตามที่เข้าใจ)




















 

Create Date : 14 เมษายน 2553    
Last Update : 12 พฤษภาคม 2553 7:40:11 น.
Counter : 162 Pageviews.  

คือ.....โรงพยาบาล





เรื่องราวในโรงพยาบาลมีหลายช่วงเหตุการณ์
(จะขอแยกหัวข้อเล่า)

ช่วงแรก
(รพ เอกชนเเห่งหนึ่ง)

ห้องไอซียู แรกๆ ได้รับแจ้งว่าอยู่ช่วงเฝ้ารอดูอาการ
ฉันเจอหมอไม่กี่ครั้ง บางทีคลาดเคลื่อนกัน
ฉันเห็นคนไข้รายอื่นๆ มีหมอประจำเคสคนไข้เข้ามาดูแล
ส่วนรายพ่อฉัน ???
ฉันต้องสอบถามจากนางพยาบาลที่ผลัดเปลี่ยนเวรหน้าห้อง


วันที่พ่อถูกเจาะเอาน้ำ(เลือด)ที่สมอง เป็นครั้งแรกที่พบหน้าหมอ
แต่ถ้าเวลานั้นหมอไม่มา พ่อจะเป็นอย่างไรไม่รู้
พ่อซึมไม่ได้สติ หมอบอกโคม่าต้องผ่าตัดด่วน
หลังจากฟื้น ความทรงจำของพ่อจะย้อนอดีตตอนพ่อเด็กๆ
หลายชั่วโมงเกือบหนึ่งวันเต็ม ความจำก็เกือบกลับเข้าสู่ปกติประมาณ 80 เปอร์เซนต์
(คืนก่อนวันผ่าตัด ฉันเห็นการบริการหลายอย่างจากบุคลากรในโรงพยาบาลที่
ขอเรียกว่าไม่พอใจเท่าไหร่....เมื่อเทียบกับจำนวนเงินที่เข้าไปรักษา
ที่สำคัญ ฉันอยากถามอยากปรึกษาหมอ พูดคุยกับหมอบ้าง
...ถามอาการพ่อเป็นอะไร
ขอคุยสักครั้งก็ยังดีนะหมอนะ...เข้าใจดีว่าหมอไม่มีเวลา
และมีคนไข้รายอื่นๆ และโรงพยาลอื่น
เข้าใจดีว่าไม่ใช่มีพ่อฉัน...เพียงรายเดียว.
..ฉันไม่ต้องการสอบถามอาการของโรคจากนางพยาบาลหน้าห้อง
ฉันไม่อยากที่จะต้องคว้าแผ่นกระดานบันทึกผู้ป่วยมาอ่าน..เพื่อหาคำตอบให้ตัวเอง
บางทีมีคำถามจากพี่น้องว่า..แล้วหมอว่าไงบ้าง ทุกครั้งที่โทรถาม
และทุกครั้งฉันไม่มีคำตอบให้...
เออ แล้วหมอว่าไงล่ะ ฉันจะเอาคำตอบที่ไหนในเมื่อตัวฉันเองก็ยังไม่เคยเจอหมอเลย)

ก่อนวันที่พ่อถูกเจาะสมอง
ฉันแจ้งความประสงค์กับเจ้าหน้าที่ว่า ถ้าวันนี้ยังไม่เจอหมอ
ฉันจะขอย้ายพ่อไปโรงพยาบาลอื่น
เพราะสภาพพ่อที่ร้องโอดโอย ปวดหัวตลอดเวลา
พ่อขอให้ฉันช่วยพ่อให้หายจากการเจ็บการปวดด้วย


พ่อขอร้องให้ฉันเอายาหม่องทาขมับ ทานวดต้นคอ พ่อทนเจ็บไม่ไหว
พ่อเมื่อย แต่มือ เท้าถูกมัดไว้ไม่ให้พ่อดิ้นและแกะเครื่องมือ
ไม่ว่าจะเป็นขวด หรือสาระพัดสายยางออกจากตัว

งานนี้ฉันขึ้แยสุดๆ
พ่อทรมานมาก

เหตุอีกประการที่ฉันขอย้ายออก
เมื่อฉันได้มีโอกาสคุยกับหมอถึงอาการของพ่อหลังการผ่าตัดเป็นต้นไป
ฉันรู้ว่าหมอไม่ใช่ผู้วิเศษที่จะล่วงรู้หาย ไม่หาย เมื่อไหร่ เป็นแบบไหน?
ฉันไม่ได้คาดคั้นเอาคำตอบ
เพราะอาการของพ่อก็ฟ้องให้เห็นอยู่แล้ว
ว่าหนักมาก ...แต่ฉันก็มีความหวัง
และจะต้องรักษาพยาบาลถึงที่สุด


จะให้ฉันพอใจได้ไง!!!
นอกจากหมออธิบายไม่เคลียร์แล้ว
ฉันแทบไม่เจอหมอด้วยซ้ำ
ฉันเจอหมอแค่วันนั้นวันเดียว..จริงๆ

บางทีหมออาจจะมา
แต่อาจสวนทางกันช่วงฉันรีบวิ่ง(วิ่งค่ะ ไม่เดินแน่ ห่วงพ่อ)
ไปซื้อของกินที่ร้านสะดวกซื้อ
จะได้ไปนั่งเฝ้าพ่อข้างเตียง
(ช่วงห่างเตียงคือ เข้าห้องน้ำและซื้ออาหารมาทานในห้อง)




ฉันประสานหลายๆโรงพยาบาลในตัวเมืองเชียงใหม่ที่พอนึกชื่อได้
แต่เต็มหมด แม้ฉันเป็นคนลำพูน
แต่ไม่คุ้นเคยกับเชียงใหม่หรือลำพูนมากนัก

ฉันเฝ้าพ่อข้างเตียง สิ่งหนึ่งที่รู้ว่า
การดูแลอาการต่างๆที่เห็นว่านี่ใช่หรือไม่ใช่
ทำหรือไม่ควรทำ...ลูกหลานจะละเอียดกว่า(อยู่ที่จิตสำนึกลูกหลานด้วย)
ถ้าทำคิดว่าเป็นหน้าที่..ก็ป่วยการ
ถ้าทำด้วยการเอาใจใส่..บุญของพ่อแม่
เพียงแต่เทคนิกการพยาบาล ให้น้ำเกลือ เจาะนู่นนี่ สายต่างๆ ฉันไม่สามารถทำได้
และค่าใช้จ่าย 6 หลัก 3 วันรวมเจาะสมองฉันดูแล้วไม่สมเหตุสมผล
วัดจากการที่ไม่มีคำตอบที่กระจ่างจากบุคลากรโรงพยาบาล
และฉันจะให้พ่อรักษาตัวที่นี่ต่อไปโดยที่ฉันเองไม่ได้รู้และเข้าใจอาการของพ่อ แม้สักนิดก็ยังดี

ในที่สุดก็ประสานได้ที่โรงพยาบาล..........หึ หึ หึ












ช่วงที่สอง

การประสานโรงพยาบาล ตกลงว่าเป็นการย้ายจากห้องไอซียู ไปสู่ห้องไอซียู
ฉันจึงวางใจในจุดนี้ว่าพ่อจะปลอดภัย

ไอซียูสำหรับผู้ป่วย จะต้องสะอาด ปลอดภัย เครื่องมือพร้อม

ก่อนออกจากโรงพยาบาล
นางพยาบาลกำชับเรื่องความเสี่ยงคอยระมัดระวังหลอด สายต่างๆ โดยเฉพาะกระบอกที่รองรับน้ำเลือดที่พึ่งเจาะมาให้อยู่ระดับเหนือศรีษะ

อันนี้ต้องพึงระวัง
ด้วยที่ฉันไม่เคยเห็นหรือไปเยี่ยมใครๆในบรรยากาศห้องรักษาผู้ป่วยภายในเลย
ฉันเชื่อว่าห้องไอซียูคงเป็นห้องที่ปลอดภัยสุดๆ สำหรับคนป่วย ถึงหลายคนรวมถึงฉันก่อนหน้านี้ ได้ยินคำว่าไอซียูแล้วจะรู้สึกไม่ค่อยดี แต่ ณ ขณะนี้สำหรับฉันกลับให้ความสำคัญความปลอดภัย ใกล้หมอ และอุ่นใจในการพึงระมัดระวังสำหรับคนป่วยอย่างพ่อ
ส่วนตัวคนเฝ้าอย่างฉัน จะอยู่อย่างไรก็ได้ คนอื่นเขาก็อยู่ได้เลย
สำคัญที่พ่อต่างหาก

ฉันนั่งรถโรงพยาบาลหนึ่งไปอีกแห่งหนึ่งด้วยความรู้สึกกังวลมากที่สุด
พ่อฉันจะเป็นอย่างไร
ฉันจะไปเจอสภาพอะไรบ้างข้างหน้าไม่อีกกี่นาที
จะเหมือนการหนี....ปะ...
แต่ก็อุ่นใจว่าไม่เป็นไรน่า...อย่างน้อยพ่อก็อยู่ในห้องไอซียู
ตามที่เจ้าหน้าที่ประสานกันก่อนจะย้ายออกมา

เมื่อไปถึง
พ่อต้องนอนรออยู่ด้านหน้า ทางเข้าตึกนานเกินชั่วโมงคือจะบอกว่าไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง
บริเวณนั้นมีพื้นที่การก่อสร้างซ่อมแซม ....ฉันพอเข้าใจ
เจ้าหน้าที่มีเยอะแยะ...น่าจะดีนะ
แต่...ไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนเข้ามา ถามไถ่
ฉันวิ่งไปทำบัตรประจำตัวคนไข้
เสร็จแล้วกลับมา ทุกอย่างยังเหมือนเดิม
มีคนไข้นอนบนเตียงหลายเตียงรอเข้าตัวตึก
เห็นเจ้าหน้าที่ชายคนหนึ่งกำลังยืนบีบกระบอกกลมใสดูแลคนป่วยหญิงรายหนึ่ง
ส่วนเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ เดินกันไปมา
ถามว่ากี่คน คำตอบคือหลายคน
ฉันเรียกแต่ละคน... ทำเฉ๊ย
เจ้าหน้าที่บางคนเดินเสมือนหุ่นยนต์
ตรงที่ไม่มีความรู้สึก ไม่ตระหนักถึงหน้าที่
ทำงานเพราะมันคืองาน พอสิ้นเดือนก็รับเงินเดือน ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่จากใจ
ไปที่เคาเตอร์ฉุกเฉิน ...เห็นหมอสาวๆ น่ารัก
ยังนึกชมในใจว่าหน้าตาเด๊กเด็ก
คิดว่าคงออกมาเดินยืดเส้นยืดสายข้างนอก

1 ชั่วโมงผ่านไป
กี่ครั้งๆ เจ้าหน้าที่บอกให้รอก่อนๆ
ฉันแจ้งว่าต้องรีบนำพ่อเข้าไอซียูด่วนเลย เพราะพ่อไม่ไหวแล้ว
หายใจติดขัดและเกิดอาการหอบ
ก็ไม่มีใครสนใจ อากาศร้อนอบอ้าว
(ที่ รพ เดิมที่ออกมา นางพยาบาลเปิดแอร์เย็นฉ่ำมากพ่อยังขอให้เอาพัดลม
อีกตัวมาจ่อพัดใกล้ตัว)
ขวดน้ำเกลือลีบแฟบไปแล้ว กระบอกเลือดไม่มีน้ำเลือดหยดให้เห็น
เลือดตรงปลายท่อในกระบอกเหนียวหนืด
เจ้าหน้าที่เดินผ่านไปมาอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
ความอดทนฉันเกือบจะขาดผึง
เพราะเจ้าหน้าที่ไม่ได้เอาใจใส่คนป่วยบริเวณนั้นเลย
ยกเว้นเจ้าหน้าที่คนนึงที่อยู่สองบรรทัดล่างถัดไป

ท่อง...อดทนนะ อดทนนะ เพื่อพ่อ
(จนท ชายที่ยืนบีบกระบอกช่วยหายใจผู้ป่วยรายนั้น
ได้ช่วยตะโกนเรียก จนท คนอื่น
ให้มาช่วยดูอาการพ่อฉันหน่อย
ฉันขอบคุณเขาระยะไกล หวังว่าเขาคงอ่านคำขอบคุณจาก
ริมฝีปากฉันได้)

ฉันไปที่เคาเตอร์อีกครั้งว่า พาพ่อไปไอซียูเดี๋ยวนี้เหอะ
ผลคือ ไป..แต่ไปไหนฉันขอไล่เรียงตามเหตุการณ์ก่อน

จนท.สองคน ที่เข็นพ่อไป โยนกระบอกน้ำออกซิเจนให้ฉันถือ
ฉันรีบปล่อยข้าวของและกระเป๋าเสื้อผ้าลงพื้นทันทีเพื่อรับกระบอกออกซิเจน
นึกสภาพเวลาออกจากโรงพยาบาล และจะมีข้าวของคนไข้
อย่างผ้าอ้อม สำลี ยา แผ่น x'ray หลายอย่างมาก
โยนกระบอกน้ำออกซิเจนไม่พอ
จนท. คนนั้นโยนถุงผ้าอ้อม โพละ บริเวณหน้าอกพ่อ หน้าอกของคนป่วยยยย !!!!!!!!!!
เฮ่ย......
ข้าวของหลายชิ้นโยนที่ปลายเท้าพ่อ
ที่มีเข็มน้ำเกลืออะไรสักอย่างอยู่
อดทนนะ อดทนนะ ...เย็นเข้าไว้ฉันเตือนสติตัวเอง
มือข้างนึงถือกระบอกออกซิเจนของพ่อ อีกข้างนึงหอบข้าวของที่ร่่วงกับพื้นเลือกของสิ่งสำคัญที่พอจะถือและหิ้วได้
ที่เหลือ..เกลื่อนอยู่กับพื้น
ชีวิตพ่อสำคัญกว่า
ที่สำคัญกว่านั้นกระบอกออกซิเจน ลมหายใจพ่อตอนนั้นขึ้นอยู่กับสิ่งนี้
นึกถึงสภาพคนแบบตู้เย็นยามเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน
ที่ยกของหนักวิ่งได้หน้าตาเฉย
ฉันก็ประมาณนั้นแหละ...

จนท. พาพ่อเข้าไปห้องพักผู้ป่วยรวมมีทั้งหมด 21-22 เตียง
ในนั้นมีผู้ป่วยทั้งไอ ทั้งจาม ทั้งอ๊วก เป็นห้องพัดลม
เจอพยาบาลจับกลุ่มกินผลไม้สดผลไม้ดองกันอย่างเอร็ดอร่อย
ไม่มีทีท่ากระวีกระวาดว่ามีผู้ป่วยเข้ามาช่วยเหลือคนป่วยเลย
ฉันช็อคกับสภาพเบื้องหน้า
กับบุคลากรที่มีอาชีพ...ดูแลรักษาคนไข้

ห้อง ไอซียู ล่ะ!!!!
แบะ แบะ

ความอดทนฉันหมดสิ้น
พยาบาลบอกให้ติดต่อเคาเตอร์ข้างนอก
ข้างนอกก็โบ้ยให้ติดต่อข้างใน
ข้างในก็ให้ติดต่อหมอข้างนอก
โบ้ยกันไปมา

ส....ว์ นั่นคือสิ่งที่ฉันอัดอั้นอดทนมา

(หมอที่ฉันชมในใจน่ารักนั่นน่ะ ไม่ต่างกับคนอื่น
ทั้งที่เป็นหน้าที่ของเธอในยามนั้น
เดินสะบัด ทำหน้าสวยอย่างเดียว ขณะที่่ฉันวิ่งไปมาที่เคาเตอร์หลายครั้ง
โดย...โดยฝากพ่อไว้กับญาติของผู้ป่วยที่อยู่เตียงข้างๆ...........)

แบตมือถือก็แดงก่ำ แสดงว่าหมด
เสียบได้นาทีนึงก็ปลดออกติดต่อพี่น้องให้ช่วยประสานโรงพยาบาลที่เชียงใหม่ด่วน
จะที่ไหนก็ได้
(จะติดต่อสวนปรุงเผื่อฉันก็ได้นะ หลังจากเสร็จธุระ)

นรกสำหรับสถานการณ์ของฉันในขณะนั้น
ฉันสงสารพ่อจับใจ
พ่อร้อนมากจนเกิดอาการหอบ หายใจติดขัด เกือบๆจะสิ้น
(อากาศร้อนอบอ้าว ไม่ไหลเวียน
ฉันรีบตะโกนให้นางพยาบาลมาด่วน
มาพ่นยาให้ พ่อก็รู้สึกค่อยยังชั่ว

ทางศรีพัฒน์โทรเข้ามาบอกว่าได้รับการประสานแล้ว
ก่อนจะรับการรักษาตัวก็แจ้งค่าห้องรักษาเบื้องต้นสำหรับห้องไอซียู
วันละ 27,000 บาท ญาติคนไข้ตกลงหรือไม่
ฉันตอบตกลงทันที
ณ นาทีนี้ขอพ่อปลอดภัยไว้ก่อน
พ่อจะต้องรออีกประมาณ 45 นาทีหรือ 1 ชั่วโมง
(แต่ค่าใช้จ่ายจริงๆ ไม่น่าจะถึงแต่รวมๆ แล้วหลายแสนเพราะอยู่
รักษาพยาบาลหนึ่งเดือนเต็ม)

ช่วงที่รอที่จะพาพ่อไปรักษาต่อรพ. ศรีพัฒน์นั้น
ก็มีหมอที่มีคนแนะนำช่วยฝากดูแลเข้ามาดู
ซึ่งอยู่คนละตึก คนละแผนก
ทีแรกหมอก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องย้ายกลับไปเชียงใหม่อีก
(มารู้ทีหลังว่าไม่ใช่หมอ..แต่เป็นเจ้าหน้าที่พยาบาล
ที่คนต่างจังหวัดชินกับการเรียก"หมอ")
แต่ก็ขอบคุณน้ำใจในครั้งนี้

พอได้รับคำอธิบายว่าทำไม?
เขาก็แนะให้ร้องเรียน
แต่ฉันคงไม่ร้องเรียน ...แต่อยากติงว่าขอให้พยาบาลและเจ้าหน้าที่
ที่ทำงานในวันนั้นรู้จักคำว่าหน้าที่และเคารพอาชีพก็พอ

ช่วงที่รอก็มีน้ำใจของทั้งผู้ป่วยข้างๆ และญาติผู้ป่วยมาช่วยดูแล
ช่วยจัดเตียง จัดตัวพ่อไม่ให้ตกเตียง
เพราะครึ่งตัวพ่ออยู่บนเตียง อีกค่อนตัวห้อยต่องแต่งจะตกมิตกแหล่

มือพ่อดำคล้ำ ขวดน้ำเกลืออยู่พื้นห้องใต้เตียง
กระบอกน้ำเลือดอยู่บนพื้นห้อง ใต้เตียง
ถุงฉี่
!!!!!!!!!!!?????!!!!!!!
ฉันสังเกตุเห็นเจ้าหน้าผู้ชายหน้าตายังเด็กอยู่มากในชุดสีขาวอยู่อีกห้องหนึ่ง
มีกากบาทสีแดงติดบนแขนเสื้อ
ฉันขอร้องให้น้องคนนั้นช่วยไปดูพ่อให้หน่อย
พอน้องเข้ามาดู ก็รีบไปเอากระเป๋าเครื่องมือมาช่วยถอดเข็มน้ำเกลือ
ที่ควรจะเป็นสีขาว ตอนนั้นสายน้ำเกลือเป็นสีเลือดค่ะ
เลือดที่เข็มเหนียวหนืด

ส่วนสายยางที่ต่อสู่กระบอกรับน้ำเลือดจากสมอง
พอน้องแก้ไข น้ำเลือดไหลโจ๊กทีเดียวแต่ไม่เยอะ

น้องคนนั้นก็ช่วยยกและทำความสะอาดกระบอกและท่อต่างๆ
เอามาวางบนโต๊ะข้างเตียง
ขอบคุณน้องคนนั้นมาก ขอบคุณคนไข้ และญาติคนไข้ที่ช่วยดูแล
และทำหน้าที่ช่วยเหลือ
ต่างจากนางพยาบาลและหมอบางคนที่นี่ซึ่งควรมีหน้าที่หลักดูแลผู้ป่วยแต่กินเงินเดือนจากภาษีราษฎร


ส่วนนางพยาบาลผู้ที่ตั้งใจมีจิตวิญญาณในการดูแลผู้ป่วย
ก็ขอชมเชยด้วย
แต่สำหรับนางพยาบาลหลายคนที่เคาเตอร์ประจำห้องรวมผู้ป่วย
ที่นั่งๆยืนๆคุยหัวเราะเคี้ยวอาหารผลไม้สดดองที่ไม่ตระหนักหน้าที่ ฉันบอกได้แต่ว่า...เสียดายเงินภาษี














ช่วงที่สาม
ศูนย์โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง

หลังจากย้ายไปที่ศูนย์พยาบาลแห่งหนึ่ง
ด้วยสภาพทั้งตัวผู้ป่วยและคนเฝ้าผู้ป่วยอย่างฉันที่ดูไม่เป็นผู้เป็นคนนักโดยเฉพาะตัวฉัน
ตอนนั้นได้แต่ภาวนาและนึกแต่สิ่งดีๆ
ไม่อยากนึกเรื่องร้ายๆ เลย

ขึ้นไปบนชั้น 4 ฉันเห็นห้องไอซียูแห่งนี้แล้ว
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคือ พ่อปลอดภัยแล้ว พ่อปลอดภัยแล้ว
คำๆนี้ มีความหมายต่อฉันทีเดียว
ตลอดทั้งวันที่ฉันหัวฟู สู้รบปรบมือ แก้ไขปัญหาต่างๆ ถูกผิดบ้าง แล้วแต่สถานการณ์พาไป
หลังจากที่เจ้าหน้าที่มาดูแลพ่อแล้ว
มีหมอท่านหนึ่งเข้ามาดูแล ทราบหลังจากนั้นว่าเป็นหมอด้านโรคหัวใจ
ความดัน การพูดคุยกับหมอเป็นการคุยสอบถามแบบที่สุดๆ แล้ว
ฉันจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่า พูดคุยกับหมออย่างไร เพราะเบลอแล้ว
ฉันขออนุญาติเจ้าหน้าที่อยู่เป็นเพื่อนพ่อสักพักหนึ่ง เขาก็อนุญาติ
ตามกฏห้องไอซียูแห่งนี้ให้เข้าเยี่ยมได้ 8 โมงเช้า(เอ หรือสิบโมง)-2 ทุ่ม

เท่าที่ดูรอบๆ ไอซียู แห่งนี้มีกล้องวงจรปิดความละเอียดสูงพอควร
จับภาพผู้ป่วยทุกๆห้องตลอดเวลา
ห้องสะอาด เครื่องมือแพทย์ทันสมัย เจ้าหน้าที่ผ่านการอบรมมาอย่างมืออาชีพ

ฉันสอบถามเจ้าหน้าที่ถึงที่พักเพราะคิดว่าจะเป็นแบบเดียวที่ รพ แรก
ที่ให้เฝ้าผู้ป่วยได้ แต่ที่นี่ห้าม
ให้ไปนั่งพักด้านหน้าห้องไอซียู
โชคดีที่ว่ามีคนรู้จักมาหาช่วงนั้น ได้นั่งพูดคุยจนเที่ยงคืนก็ขอตัวกลับ
ฉันนั่งได้สักพัก มีเจ้าหน้าที่ออกมาบอกว่าให้รีบทำธุระในห้องน้ำ
เดี๋ยวเจ้าหน้าที่จะมาปิดห้องน้ำ และให้ฉันกลับที่พักได้
(ซึ่งสองชั่วโมงก่อนหน้ามีคนบอกว่าไปนั่งรอหน้าห้องได้ -
ฉันเองก็กลัวผีหัวหดอันดับหนึ่งไม่เป็นสองรองใคร รู้ทั้งรู้ว่า
เรื่องเล่าโรงพยาบาลนั้นคู่กับฝี
ยังปลอบใจตัวเองว่า ไม่เป็นไรหรอก ถ้ามาก็เจรจากันได้
เขาบอกเดี่ยวจะปิดไฟ - ฉันยังใจดีสู้เสือว่าบอกตัวเองไม่เป็นไร
จนท ก็บอกว่าเขาไม่รับรองความปลอดภัยที่นี่ เพราะจนท ส่วนใหญ่อยู่ด้านใน
แต่จะมี รปภ ออกมาสำรวจตามชั้นต่างๆ และเขาไม่ไว้ใจ รปภ
เอาล่ะ! ทำไงดี
ขนาดว่ากลัวผี ก็ยังคิดเข้าข้างตัวเองว่าน่าเจรจากับผีรู้เรื่อง
แต่ถ้าเจรจากับคนนี่สิ!!! ไม่รู้เรื่องแน่
เป็นผู้หญิงคนเดียวจะไปหาโรงแรมพักที่ไหนตอนตีหนึ่งเนี่ย
และจะต้องบินกลับกรุงเทพ 10 โมงเช้าซะด้วย
ในที่สุดก็โทรหาน้องที่มาคุยด้วยให้มารับ

ตื่นเช้าน้องเขารีบมาส่งที่โรงพยาบาล
ฉันขออนุญาติ จนท เข้าไปหาพ่อพร้อมแจ้งเหตุผล
โชคดีที่ได้เจอคุณหมอใหญ่เจ้าของไข้
คุณหมอท่านนี้ได้อธิบายลักษณะอาการ
เป็นแต่ละสเต็ปให้ได้เข้าใจ
ฉันเองก็แจงข้อจำกัดของผู้ป่วยและตัวฉันเองให้คุณหมอทราบ
จากนั้นฉันก็รีบไปสนามบิน
ขณะเดียวกันพี่สาวอีกคนก็บินสวนทางรับช่วงดูแลต่อ












 

Create Date : 13 เมษายน 2553    
Last Update : 26 กันยายน 2558 5:17:59 น.
Counter : 258 Pageviews.  

ก่อนพ่อป่วย





Smiley

ณ. วันที่เขียน
ก่อนที่พ่อจะเจ็บป่วยและเข้าโรงพยาบาลในครั้งนี้
อายุพ่อ 85 ปี แข็งแรง เดินเหินคล่องแคล่วว่องไว
ขี่มอเตอร์ไซต์คล่อง ขับรถกระบะเฉียบ
Smiley

ชีวิตประจำวันของพ่อคือเข้านอนแต่หัวค่ำ
ตืนแต่ไก่โห่ ตีสี่กว่าๆ ไม่เกินตีห้าครึ่ง Smiley

และจะเข้าสวนหรือไร่ก็ต่อเมื่อแสงอาทิตย์ส่องนำทาง
Smiley

และบางวันอาจเช้ามืดกว่านี้ถ้าต้องเก็บผักหวาน(ปีนต้นไม้คล่อง)
Smiley

ซึ่งเมื่อก่อน(ก่อนครึ่งปี)พ่อจะตัดหญ้าทุกวัน
เนื่องจากแกหวงเครื่องไม้เครื่องมือ
(จะจ้างเฉพาะคนที่พ่อเห็นว่าถนอมเครื่องตัดหญ้า)



โรคภัยไข้เจ็บหลักๆ ไม่มี
นอกจากโรคเก๊าต์และไส้เลื่อนที่พ่อไม่ยอมผ่าตัด
วงเล็บคือพ่อไม่ชอบมีดๆหมอๆ
จะยอมทนเจ็บอยู่อย่างนั้น
เคยช็อคเข้าโรงพยาบาลครั้งหนึ่ง
ด้วยความกลัวสุดๆ เห็นชวนหลานสาวหนีกลับบ้าน
(โธ่ พึ่งมาบอก)


สายของวันที่ 23 กพ 2553
พี่สาวโทรบอกว่าพ่อไม่สะบาย เวียนหัว ลุกไม่ไหว
และกำลังพาพ่อไปโรงพยาบาลใกล้บ้านสุดนั่น
Smiley

คือโรงพยาบาลประจำอำเภอแม่ทา
การติดต่อขาดช่วงเป็นระยะๆ
รู้ภายหลังว่ามือขวาพี่สาวจับพวงมาลัย
มือซ้ายกุมมือพ่อจนถึงโรงพยาบาล
และได้รับการรักษาพยาบาลเบื้องต้น
เมื่อพี่ชายบอกว่าให้พาพ่อไปที่ รพ เอกชนแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่
รถพยาบาลแม่ทา Smiley
ก็นำพ่อไปส่ง



(วันนั้นพี่สาวเข้าสวน ขับรถล่วงหน้าไปก่อนพ่อ
และกำลังโทรคุยกับฉัน
ไม่ทันไรมีเพื่อนบ้านขี่มอเตอร์ไซต์มาบอกว่าพ่อไม่สะบาย
พี่จึงรีบกลับบ้านและพาพ่อไปโรงพยาบาล
ลืมพกเงินติดกระเป๋า

มีแต่มือถือที่แบตเหลือขีดเดียว
เสื้อผ้าเนื้อตัวมอมแมมไปถึงเชียงใหม่+หิวซ่ก )




เมื่อรู้แน่นอนว่าพ่ออยู่ห้อง ICU รพ เอกชนแห่งหนึ่่งเป็นที่แน่นอน
ฉันจึงจับไฟลท์ไปเชียงใหม่เย็นวันนั้นSmiley



กว่าจะไปถึงก็ราวทุ่มนึงได้ การบินไทยดีเลย์ไปหนึ่งชั่วโมง


ไปถึงเห็นพ่อมีสาระพัดสายสาระพัดท่อ
และถูกมัดมือมัดเท้าเนื่องจากพ่อดิ้นตลอดเวลา
ดิ้นแรง
ยิ่งดิ้นพ่อยิ่งเหนื่อย แต่แกก็ดิ้นตลอดทั้งวันทั้งคืน



ขี้ย้าฮักป้อน่อ


Smiley









ทำไมพ่ออายุมากแล้ว ยังต้องทำงานหนัก
นี่เเหละเป็นสิ่งที่ลูกทุกคนขอร้องแกมบังคับ
ให้พ่อพักผ่อนอยู่บ้านบ้าง

หัวเด็ดตีนขาดพ่อไม่ยอม อ้างว่าไม่ชอบอยู่นิ่งๆ
และคนที่อายุรุ่นราวเดียวกัน
ต่างก็ลาจากโลก มีเหลือสามสี่คนเองในหมู่บ้าน
และแกดูจะแข็งแรงสุด
คล่องแคล่ว อีกอย่างพ่อผูกพันกับสวนแห่งนี้มาก

SmileySmiley


พ่อและแม่เริ่มจากที่ไม่รู้ทักษะการปลูกต้นไม้เลย
ช่วงหลังๆ พ่อก็เพลาๆ การตัดหญ้า
และยอมจ้างคนงานตัดหญ้าคนหนึ่งใช้เครื่องตัดหญ้าของแกได้
เพราะคนๆนี้ ตัดได้ ซ่อมได้ ไม่มือหนักเท้าหนัก
โครม โครม เหมือนคนงานอื่นๆ


พ่อแม่อายุมากแล้ว
พ่อชอบทาน แต่ไม่ชอบทานของซ้ำๆ
Smiley 

SmileySmiley

แม่ชอบทาน เบื่อง่าย แต่จะชอบเป็นเส้นๆ

จุดอ่อนคือการตามใจ
พ่อแม่ชอบทานเค๊ก ขนม ช็อคโกเเลตมากที่สุด
และเป็นหน้าที่ของฉันอีกแหละที่เป็นผู้เลือกว่ายี่ห้อไหน

Smiley
สถานภาพที่ธรรมดาๆ ไร้ภาระสิ้นเชิงในแง่ครอบครัวสำหรับตัวฉันSmiley

ย่อมคล่องตัวกว่าคนอื่น
และสิ่งที่ทำ สุขใจค่ะ
Smiley
Smiley

การเลือกสรร ของคุณภาพ
ดีกว่าที่ทั้งพ่อแม่จะไปกินช็อคโกเลตที่มีซื้อขายทั่วไป
ส่วนผสมจะแท้จริง สัดส่วนของส่วนผสม
ไม่ขอออกความเห็น


ยึดความคิดที่ว่า
ซื้อให้พ่อแม่ทานตอนมีชีวิตอยู่
ดีกว่าซื้อให้ตอนท่านจาก

ฉันจึงเต็มใจและเต็มที่กับพ่อแม่ในเรื่องนี้
Smiley   Smiley   Smiley

ถ้าเป็นผลไม้

Smiley  Smiley  Smiley  Smiley  Smiley


 

ฉันก็จะเลือกซื้อจากตลาดบองมาเช่
ฉันดีใจที่พ่อแม่ถูกใจเชอรี่ลูกเบ้ง องุ่น แอปเปิล
ลูกแพร์ สาลี่หิมะลูกโตไปให้

Smiley
เวลาขึ้นไปเยี่ยมขาไปจะแวะขนซื้อเค๊กตัวเมืองเชียงใหม่
ขากลับก็จะซื้อเค๊กเจ้าเดิมและเค๊กแช่แข็งฝากกลับไปให้
หลักๆมีแค่ 2 เจ้าดังๆ แต่ทั้งพ่อและแม่ชอบมีอยู่เจ้าเดียวเท่านั้น
แต่ไม่ได้หมายถึงว่าพ่อแม่จะไม่กินเจ้าอื่น



สายสืบ(พี่)รายงาน Smiley
มาว่า
บางทีพ่อก็มักจะแอบซื้อขนมของหวานจากแม่ค้าในหมู่บ้าน
ที่แม่ค้าไปรับจากตลาดใหญ่ไปขายอีกทีหนึ่ง





แท้จริง เราไม่เคยรู้เลยว่าพ่อแม่ชอบทานขนม นม เนย

เป็นเพราะที่ผ่านมา
พ่อแม่ต้องสละและเจียดให้ญาติๆ





ทั้งพ่อและแม่ต่างเป็นพี่ใหญ่ ของน้องๆ
และปัจจุบันยังทำหน้าที่
ดูแลเผื่อแผ่อยู่ประปรายบ้าง

Smiley   Smiley   Smiley

ของแต่ละฝ่าย
ทำให้ความสมบูรณ์ด้านอาหารความเป็นอยู่ของครอบครัว
พวกเราในสมัยเด็กพร่องไป




ถึงตอนนี้สิ่งไหนที่ขาดหายไป
พ่อแม่ ไม่เคยได้รับได้สัมผัส
ก็อยากจะชดเชยให้ท่าน




Smiley



สรุปว่า
เท่าที่ทราบ พ่อแม่แข็งแรง โรคภัยที่ถึงกับพึ่งมดพึ่งหมอนี่ไม่มี
ส่วนแม่เคยเข้าโรงพยาบาล 2 ครั้ง
คือผ่าตัดนิ่วและตกบันไดขาหัก

ทำให้พวกเราชะล่าใจ ว่าท่านไม่เจ็บไม่ไข้ไม่ป่วย
อันเกิดจากโรคภัย ไข้เจ็บ




Smiley   Smiley   Smiley



เรื่องฝีมือทำอาหาร
บอกได้ว่าแม่ช้อยไม่ต้องเสียเวลามารำ............
เชลล์ไม่ต้องเสียเวลามาชิม..........................
ขวดซอส ผงชูรส ขวดปรุงรส........................บ้านข้าพเจ้าไม่มี
ของผัด..ของทอด.....................................ไม่มีในเมนูบ้านหลังนี้
ของกรุบ กรอบ โฆษณาทางทีวี.....................ไม่ได้แอ้ม
(แต่หวยไปลงที่ยัยอ้วนหลานสาว..........เจ้าหล่อนกินรวบ)






นี่แหละความประมาทเรื่องสุขภาพSmiley

บางครั้งการชดเชยด้วยการประโคม
เรื่องอาหารการกินที่เอร็ดอร่อยไม่ใช่คำตอบที่ดีเสมอไป
การปราถนาดีแต่กลายเป็นทำร้ายทางอ้อมไปเสีย






ป้อเอ๊ยป้อ หายเร็วๆ เน่อป้อเน่อ



Smiley
















 

Create Date : 22 มีนาคม 2553    
Last Update : 28 กรกฎาคม 2553 23:01:54 น.
Counter : 156 Pageviews.  


tankiya
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add tankiya's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.