Group Blog
 
All Blogs
 

นอนเมืองตราด เที่ยวหาดไก่แบ้ สวยจริงๆพับแผ่ เกาะช้าง

 เมื่อช่วงปลายเดือนมกราคม 2558 ที่ผ่านมานี้ วางแผนทริปไปเที่ยวเกาะช้างมาค่ะ เป็นทริปฉุกละหุก ไม่ได้จองอะไรไว้ยกเว้นตั๋วเครื่องบินกลับบ้าน เจอที่ไหนนอนที่นั่น สนุก และประทับใจสุดๆ ได้นอนทั้งที่ตัวเมืองจังหวัดตราดและเกาะช้างอย่างละคืนค่ะ 


เริ่มทริป

สตาร์ทจาก อนุเสาวรีย์ เวลา 15.00 น. ค่ะ เนื่องจากเราไปงานเลี้ยงของบริษัทมาตอนเช้า เลยมานัดเจอเพื่อนที่อนุเสาวรีย์ แล้วเดินหาว่าต้องขึ้นรถตู้ที่ไหน ถามๆๆ ไปเรื่อยๆ ก็พบว่า ต้องขึ้นที่ฝั่งห้างเซ็นจูรี่ค่ะ มีทั้ง 2 คิว ก็ลองถามดูนะคะ ว่ามีคิวไหนไกล้ที่สุด 

ตัวเราไปฝั่งที่ลงสะพานลอยแล้วยูเทิร์นกลับมาค่ะ (เพราะมีคิวไกล้กว่า) ขึ้นตอนบ่าย 3 ตอนแรกกะว่าไปถึงตราดก็คงสักไม่เกิน 1 ทุ่ม จะได้ต่อรถไปขึ้นเรือนอนเกาะช้างได้ แต่ผิดคาดค่ะ T__T เพราะดันเจอรถที่คนขับแวะๆๆๆ จอดส่งผู้โดยสารตลอดทาง แถมรถต้องต่อคิวเติมแก๊สนานๆ อีก 2 รอบ กว่าจะถึงขนส่งตราดก็ 2 ทุ่มแล้วค่ะ

นอนตัวเมืองตราด 1 คืน

โชคดีเรามีพี่ชายอยู่ที่นั่นมารับที่ขนส่งไปหาที่พักได้ค่ะ แต่ถ้าใครไม่มี ก็มีรถมาสด้า (ที่นั่นเรียกอย่างนี้ หรือเราจะเข้าใจกว่าถ้าเรียกว่า "รถกะป๊อ") มารับ แต่คงต้องเหมานะคะ ถ้าคนน้อยต้องต่อราคากันเองเน้อ อันนี้ไม่รู้จริงๆ 

พี่ชายพาเราสองคนไปเลือกโรงแรมค่ะ มีที่น่าสนใจ ในตัวเมือง ชื่อ S.A Hotel (ไม่ชัวร์เรื่องชื่อนะ) ที่นี่ดูดีนะคะ แต่ร้านรวงไกล้ๆ ปิดหมดแล้ว กับอีกที่นึง ที่เราเลือกเพราะความหิวล้วนๆเลยค่ะ "โรงแรมเมืองตราด" ติดกับตลาดโต้รุ่ง ฝั่งตรงข้ามถนนมีเซเว่น และเดินไม่ไกล ก็เจอคิวรถที่จะไปส่งท่าเรือ (คิวรถมีถึง 1 ทุ่มนะคะ ถ้าใครมาไม่ทันก็จงหาโรงแรมนอนเหมือนเราเถิด)

โรงแรมเมืองตราด

โรงแรมเมืองตราด ตั้งอยู่ไกล้เทศบาลเมืองตราด และมีตลาดอยู่ติดกับโรงแรม เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านเพราะมีทั้งแหล่งอาหารและรถโดยสาร

ทางเข้าโรงแรมเข้าข้างๆ ตลาดเลยค่ะ มีป้ายหน้าโรงแรมอย่างในรูปเลย

สำหรับเราที่อยู่เชียงใหม่เมืองท่องเที่ยว และเจอที่พักถูกๆ มาเยอะมากกก ถือว่าโทรมมากค่ะ แต่ก็ทำใจ เพราะตัวเลือกไม่เยอะ

ราคา โรงแรมเมืองตราด ห้องพักมี 2 type แบบห้องพัดลม คืนละ 350 บาท และห้องแอร์ คืนละ 500 บาทถ้วน ต้องวางเงินมัดจำ 200 บาท ขึ้นห้องแล้วเอาสัมภาระไปวางแล้วค่อยหาอะไรกินที่ตลาด

(รูปภาพภายในโรงแรม ดูแล้วนึกถึงบ้านอากงเลย : อันนี้เรื่องส่วนตัวละ อิอิ)
โรงแรมเมืองตราด

(รูปภาพภายในห้องพักค่ะ ..เอิ่ม ก็สะอาดนะ แค่เก่าเอง อยู่ได้แหล่ะ มีคนอยู่ด้วยนินา)
โรงแรมเมืองตราด

ห้องพักอย่างที่เห็นค่ะ เราเลือกห้องแอร์ 500 บาท แอร์ก็เย็นพอได้ค่ะ เสียตรงที่ติดตลาด มีเสียงเล็ดลอดมาจากฝั่งตลาดอยู่ตลอดทั้งคืนและถึงเช้า เพราะมีตลาดเช้าอีกตะหาก

โรงแรมเมืองตราด

...นอนอิ่ม ไปอีกคืน 

เดินทางไปเกาะช้าง จาก อ.เมือง ตราด

วันนี้ตื่นแต่เช้า 6 โมงเช้า เช็คเอ้าท์แล้วลงมาก็พบว่าที่ตลาดเต็มไปด้วยของสด ร้านข้าวแกง และร้านอาหารที่เปิดเต็มเอี้ยด คนเยอะเต็มไปหมด เลยหาอะไรกินที่นั่นแหล่ะ ซัดเกาเหลาเลือดหมู กับ ข้าวหมูแดงกันไป รสชาติก็พอประทังชีวิตได้ค่ะ แล้วเดินทางต่อ
เมืองตราด

ออกจากซอยเดินเลี้ยวซ้ายไปหน้าเทศบาล ก็เจอคิวรถกะป๊อ เอ้ย รสมาสด้า สีฟ้าๆ เค้าคิดราคาเหมา 200 บาท ไปส่งที่ท่าเรือเฟอร์รี่ พอดีไปช้าไปหน่อย เลยลืมถามว่าท่าเรือไหน (ตั้งใจจะไปอ่าวธรรมชาติ) เรือจะออกทุกต้นชั่วโมงค่ะ นี่เราไปตกลงกับลุง ปาไป 7.35 น. แล้วลุงกลัวจะไม่ทัน ไม่พูดมากละ ซิ่งเล้ยยยย

เมืองตราด

ไกล้ถึงท่าเรือ เตรียมเงินไว้เลยค่ะ ค่าเรือเฟอร์รี่ไปเกาะ เที่ยวละ 80 บาท ซื้อทั้งขาไปและกลับเลย ตกคนละ 160 ขากลับจะกลับกี่โมงก็ได้ ให้มาขึ้นที่ท่าเรือเดิมเท่านั้นเอง ซื้อแล้วรถก็พาไปส่งท่าเรือเลย (ระหว่างที่กำลังคุยกับคนขายตั๋ว คุณลุงก็เร่งยิกๆๆ)

ถึงท่าเรือเซ็นเตอร์พอยต์ ที่จะไปจอด ณ แหลมงอบ ตอน 8.08 น. เจอเรือเพิ่งออกตัวไปจากฝั่งไม่เกิน 1 เมตร แหม่ มันเจ็บใจมาก T__T โอเคเราผิดเอง ก็ต้องรอค่ะ เรือจะออกอีกที 09.00 น.
ท่าเรือเซ็นเตอร์พอยต์

ขึ้นเรือแล้ว มีร้านขนมขายด้วย มีขนมขบเคี้ยว ไส้กรอก มาม่า บุหรี่ น้ำอัดลม น้ำเปล่า น้ำผลไม้ เบียร์ ไว้ขายบนเรือนะคะ 
ท่าเรือเซ็นเตอร์พอยต์ ท่าเรือเซ็นเตอร์พอยต์

จากหมอกที่ท่าเรือ มองเห็นข้างหน้า น่าจะเป็นภูเขาหรืออะไรสักอย่าง เรือเดินไปสักครึ่งชั่วโมง เกาะช้างก็ค่อยๆ เผยตัวออกมาแหวกสายหมอก เมื่อเห็นเกาะช้างเต็มๆตา ก็ถึงแล้วค่ะ ท่าเรือเซ็นเตอร์พอยต์ ณ แหลมงอบ

ต่อด้วยขึ้นแท็กซี่เกาะช้าง เป็นรถสีขาว เขียนคำว่า TAXI ตัวโตๆ ขึ้นไปเลยค่ะ แล้วบอกว่าลงที่ไหน เค้าจะไปรับคนต่อที่ท่าเรืออ่าวธรรมชาติแล้วพาเข้าเมืองทีเดียว 

ค่ารถแท็กซี่เกาะช้าง คิดตามระยะทางไกล้ ไกล ค่ะ อย่าง ถ้าหาดทรายขาวก็ 60 คลองพร้าวไม่แน่ใจ เราไปหาดไก่แบ้ คนละ 80 บาท หาดที่ไกลออกไปราคาก็แพงขึ้นอีกหน่อยค่ะ ถ้ามีโรงแรมที่จองไว้แล้วเค้าก็จะจอดให้ได้นะ 

บริเวณที่พัก ที่เกาะช้าง ฝั่งที่เป็นหาดทราย จะเป็นโรงแรมที่พักเรียงๆ กันไป ส่วนด้านหลัง ฝั่งที่รถวิ่ง จะเป็นร้านค้า ร้านอาหารทั้งสองฝั่งถนน เท่าที่สังเกต หาดทรายขาวจะมีที่พักเยอะที่สุด ทั้งฝั่งติดหาดและไม่ติด หาดยาวมาก คนก็เยอะมากค่ะ คลองพร้าว จะมีชุมชน มีโรงเรียน และมีโรงแรมเครือใหญ่ๆ มาเปิดที่คลองพร้าวหลายเจ้า ส่วนไก่แบ้ จะคล้าย ๆ หาดทรายขาว มีร้านค้าเยอะแยะเรียงราย ส่วนฝั่งทะเลก็มีโรงแรมเปิดเรียงๆ กัน

ที่พักหาดไก่แบ้

หาที่พัก หาดไก่แบ้ แบบ backpacker

พอรถจอด คนขับบอกถึงหาดไก่แบ้แล้ว ก็ได้เวลาจุงมือกันหาที่พักแล้วค่ะ เดินถามทีละเจ้าๆ เลยค่ะ ย่านชุมชนถูกจองจนเต็มหมด ถ้าไม่เต็ม อย่างต่ำที่เจอก็คืนละ 1500 up ซึ่งแพงกว่างบของเรา (จัดมาไม่เกิน 1000) เดินมาไกลเลย เห็นซอยนี้

(ป้ายแหม่มไก่แบ้ บีช)
แหม่มไก่แบ้

เลยเสี่ยงเดินเข้าไปค่ะ ทีแรกก็กลัวว่า โอ้ยยย ท่าทางจะแพง เดินถาม 3 ที่ ก็ขั้นต่ำ 1800 แล้วค่ะ เลยเดินต่อ แล้วถามเจ้าที่ 4 แหม่มไก่แบ้ บิช รีสอร์ท 

แหม่มไก่แบ้บิช รีสอร์ท

เป็นที่พักแบบบังกาโล เรีอนไทย และมีโรงแรมแยกออกมา 
บังกาโล ห้องแอร์ คืนละ 1800 โรงแรม คืนละ 1900 เราฟังแล้วหน้าก็เหี่ยวค่ะ แต่พี่เค้าบอกว่า "..เดี๋ยวก่อน ตอนนี้มีห้องพัดลม สนใจมั้ยน้อง คืนละ 700" เราได้ยินปุ้ป ตาใสปิ้งงงง รีบตอบตกลงแบบทันทีทันใด 555

ได้ห้องพักเรือนไทยหลังเล็กๆ ข้างในที่พักพอดีกับเตียง 5 ฟุด ยาวออกมาด้านข้างให้วางของหน่อย แล้วมีห้องน้ำในตัว ไม่มีตู้เสื้อผ้า ตู้เย็น มีแค่ทีวี น้ำอุ่น ก็พอละจร้า 

แหม่มไก่แบ้

ชายหาดหน้าแหม่มไก่แบ้บีช รีสอร์ท สวยมากกกกกกกกกกกกกก จนเราบรรยายไม่ถูกค่ะ ถึงจะอยู่ในซอยที่ต้องเดินนิดนึง แต่ไม่ควรพลาด เป็นบริเวณหาดทรายเนื้อเนียนนุ่มเท้า ยาวหลายกิโลเมตร นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ และทั้งหมด ยกเว้นเราสองคน ไม่ใช่คนไทย เพราะฉะนั้นจะเห็นแต่บิกินี่ๆๆ และคนอาบแดดอยู่ ตลอดทาง แต่สงบดีมากค่ะ ทะเลบริเวณนั้นไม่ลึกเลย แค่เอว น้ำทะเลสีฟ้า กับทรายสีขาวๆ เดินไปสุดหูสุดตาก็ไม่ลึกสักที คนน้อยๆ เล่นน้ำใสๆ ได้อย่างสะใจจนเหนื่อยแฮ่ก บริเวณนี้จะมีพวกกอสาหร่ายรวมตัวกันอยู่เยอะค่ะ ก็หลีกๆ เลี่ยงๆ สักหน่อย 

หาดไก่แบ้

กิจกรรมทางน้ำส่วนใหญ่นิยมล่องเรือไปดำน้ำดูปะการังกัน เราเลือกจะเล่นน้ำอยู่ไกล้ๆ ดูผู้คนเดินไปมา ที่นี่ไม่มีบานาน่า โบ้ท หรือห่วงยางให้เช่า บริการเหมือนหาดยอดนิยม คงเพราะน้ำตื้นมาก (แค่เอว ยาวไปตลอดชายหาด) แต่มีบริการที่น่ารักมากคือ ขี่น้องช้างเล่นน้ำค่ะ น่ารักสุดๆ เขาจะให้นักท่องเที่ยวขี่หลังช้างเด็ก แล้วเล่นน้ำกัน ช้างก็รู้งาน เดี๋ยวก็ดำลำงน้ำให้คนตกหลัง เดี๋ยวก็เล่นกัน อุ้มคนขึ้น ใครดูก็น่ารักน่าชังมากค่ะ เป็นที่ประทับใจของนักท่องเที่ยว ไม่รู้ว่าราคาเท่าไหร่ เพราะตอนจะไปถามก็ไม่เจอ

เราเล่นน้ำแล้วสำรวจหาดไปเรื่อยๆ ค่ะ พบว่ามีหลายรีสอร์ที่ตั้งเรียงราย ส่วนใหญ่ก็เป็นบังกะโล เน้นรูปแบบธรรมชาติ ไม่ได้ถ่ายรูปนะคะ เพราะเล่นว่ายน้ำไปดูวิวไป ฟินมากค่ะ ตั้งใจไว้ว่าจะทำรีวิว แต่ลืมถ่ายรูปเลยค่ะ มัวแต่เก็บความงามไว้กับตาแลใจ แต่ถ่ายออกมาไม่กี่รูปเอง

หาดไก่แบ้

กลับมานอนแผ่พุงอ่านหนังสือที่ริมหาด รีสอร์ทก็มีเก้าอี้อาบแดดไว้บริการ และมีชิงช้าไว้ให้โยกเล่นค่ะ หลังจากอาบน้ำแล้วเราเลยเลือกอ่านหนังสือแล้วดูวิวไปเรื่อยๆ รอจนค่ำ

เรื่องอาหารการกินที่หาดไก่แบ้ จากรีสอร์ทเดินกลับเข้าไปย่านร้านค้า มีร้านอาหารน่าทานให้เลือกเยอะเลยค่ะ ทั้งร้านอาหารไทย อาหารฝรั่ง ติดที่ว่างบน้อยเนี่ยสิ จัดงบมาไม่เกิน 700 ถ้าเข้าร้านอาหารไทย กินอาหารทะเลก็ปาไปจานละ 250 เป็นอย่างต่ำค่ะ เลยเลือกเดินดูเรื่อยๆ ..แล้วมาเจอร้านนี้เลย ร้านกุ้งกระทะ โอววว ช่วยชีวิตอิชั้นมาก

ร้านนี้เดินมาไกลหน่อยค่ะ อยู่ฝั่งตรงข้ามเยื้องๆ กับโลตัส ที่ร้านมีทั้งคนไทย คนต่างชาติมาทานอาหาร มีพนักงานทั้งคนไทย คนงานประเทศเพื่อนบ้าน และ PR ร้านที่เป็นฝรั่งอีกตะหาก 

อาหารการกินเปรมมากค่ะ ทั้งอาหารมาตรฐานร้านหมูกระทะ ความสดก็ระดับในเมือง ไม่ต่างกันค่ะ อาหารทะเล มีทั้งปลาหมึก (เป็นหมึกเนื้อหนาๆ ยาวๆ เรียกว่าหมึกหอม? เนื้อไม่เหนียวนะคะ เอามาย่างแล้วกำลังดี) กุ้งตัวใหญ่สะใจค่ะ และอาหารทอด ข้าวผัด ของหวาน ผลไม้ ได้มาตรฐานเหมือนในเมืองเป๊ะ ราคา 199 บาทไม่รวมน้ำ สบายกระเป๋าถูกอกถูกใจคร่า

กุ้งกระทะหาดไก่แบ้

อิ่มแล้วก็เลยเดินกลับที่พัก ระหว่างทางก็ไปเดินเล่นริมทะเล ที่ริมทะเลไม่มีเสียงอึกทึกจากผับบาร์มารบกวน เงียบสงบ มองไปก็มืดสนิท เห็นเพียงแสงรำไรของเรือหาปลา และดาวบนฟ้าเท่านั้น เรานั่งเล่นกันที่โต๊ะมองดูอยู่นาน ไม่ได้ลงไปริมหาดเพราะป็นช่วงน้ำขึ้น แล้วก็กลับที่พักค่ะ

เช้ามาตื่น 8.00 น. แล้วเช็คเอาท์ เพราะอยากไปท่าเรือก่อน 10 โมง แวะซื้อข้าวกล่องกับมาม่ามาทานหน้าเซเว่น แล้วโบกรถ Taxi ให้พี่เขาไปส่งท่าเรือที่เรามา (เซ็นเตอร์พอยต์) ค่าโดยสาร 80 บาท ไปถึงท่าเรือ คราวนี้เราไม่ต้องซื้อตั๋วเพราะซื้อไว้ตอนขามาแล้ว (ได้ข่าวว่าซื้อทีหลังจะแพงกว่า) ขึ้นเรือได้เลยไม่ต้องบอกกล่าวใคร ขากลับเขาจะตรวจตั๋วค่อยให้เขาดูค่ะ

รูปจากบนเรือ มองดูข้างเรือดีๆ เจอหอยเม่นด้วยค่ะ 

เกาะช้าง


Good bye Koh Chang it's never ending memories 
ความทรงจำจะต่อยอดมิรู้ดับ เพราะเรามีจุดเริ่มต้นกันที่เกาะนี้ 

เกาะช้าง

แล้วเกาะช้างก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากสายตา ไปซ่อนตัวอยู่ในเงาหมอกอีกครั้ง

เกาะช้าง

บรรยากาศภายในเรือ

เรือข้ามฟากเกาะช้าง

ถึงท่าเรือ ก็มีรถมาสด้าสีฟ้ามารับ บอกเขาไปส่งที่ขนส่ง ค่าเดินทาง 60 บาททุกคนทั้งไทย ฝรั่ง เห็นฝรั่งแอบมีต่อด้วยแฮะ สงสัยไม่ไว้ใจ 


กลับ กทม. ด้วยรถตู้เหมือนเดิม ค่าโดยสาร 270 บาท แวะเติมแก๊ส 2 ที่แต่เสียเวลาเหมือนเมื่อวาน ถึง กทม. 4 โมงเย็น แวะทานข้าว แล้วต่อ Taxi กลับเชียงใหม่ทันไฟลท์ 1 ทุ่มหายห่วงจร้า








 

Create Date : 27 มกราคม 2558    
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2558 20:59:21 น.
Counter : 339 Pageviews.  

GORE ทฤษฎี 150 คนที่ทำให้กลายเป็นบริษัทน่าทำงานที่สุดในโลก

GORE ทฤษฎี 150 คนที่ทำให้กลายเป็นบริษัทน่าทำงานที่สุดในโลก


บทความโดย : Tanjira T.



บริษัทผู้ผลิตสินค้าไฮเทคระดับโลก บริษัท W.L. Gore & Associates, Inc. มีแนวคิดการบริหารที่แปลกแหวกแนว เน้นความสัมพันธ์พนักงานแค่ไม่เกิน 150 คน โดยที่แต่ละคนไม่มีตำแหน่ง เป็นเพียง ผู้ร่วมงานเท่านั้น ซึ่งแนวคิดนี้ทำให้บริษัทก้าวหน้าจากโรงงานเล็กๆกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ และได้ชื่อว่าเป็นบริษัทที่มีการบริหารจัดการที่ดีที่สุด

แนวคิดด้านการบริหารงานอย่างไรให้พนักงานมีความสุข และเป็นส่วนหนึ่งของงานอย่างแท้จริง จะทำอย่างไรให้พนักงานหลายร้อยคนในองค์กรที่ซับซ้อน มีความสัมพันธ์อันดี และทำงานสัมพันธ์กันได้เป็นหนึ่งเดียว จนทำให้บริษัทประสบความสำเร็จ แนวคิดนี้หลายบริษัททั่วโลกต่างพยายามตีโจทย์ แต่บริษัทหนึ่งที่มีแนวคิดแปลกแหวกแนว อย่าง GORE นั้น สามารถทำได้ ประสบความสำเร็จเสียด้วย เพราะไม่ว่าจะโผไหนๆ ที่เกี่ยวกับความสุขในการทำงานของพนักงาน บริษัท GORE ก็ติดโผอยู่เสมอ

GORE เป็นบริษัทผู้ผลิตผ้านาโนเทค และสินค้าเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ได้รับความนิยมแนวหน้าอยู่เสมอ มีแนวคิดเรียบง่าย คือการเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ที่ได้รับความนิยมในวงกว้าง แต่พยายามทำตัวเหมือนบริษัทเพิ่งก่อตั้ง ขนาดเล็กๆ ฟังแค่นี้ดูไม่แปลกเลย แต่ที่จริงแล้ว GORE เป็นบริษัทที่นำแนวคิดเรื่อง 150 คนมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก และยังไม่พอ ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ พนักงานทุกคนของ GORE ไม่มีตำแหน่ง หัวหน้า หรือลูกน้อง มีแต่เพียง “ผู้ร่วมงาน” เท่านั้น
แนวคิดเรื่อง 150 คน คือ แนวคิดที่ว่า การบริหารงาน หากมีคนเกี่ยวข้องเกิน 150 คน สิ่งต่างๆ จะเริ่มติดขัด ที่ GORE เป็นแนวคิดเดียวกับนักวิทยาศาสตร์ชื่อ โรบิน ดันบาร์ แต่แนวคิดด้านการทำธุรกิจนี้ โรเบิร์ต บิลล์ กอร์ ผู้ก่อตั้งบริษัทเป็นผู้สังเกตและนำมาใช้ด้วยตนเอง

การนำมาใช้ ไม่ใช่เรื่องยากเลย เพียงให้แต่ละโรงงาน มีพนักงานไม่เกิน 150 คน โดยที่พนักงานแต่ละคน ไม่มีการกำหนดว่าเป็นผู้จัดการ หัวหน้า หรือลูกน้องอย่างชัดเจน สิ่งที่พนักงานทุกคนจะต้องเรียนรู้ นอกจากว่า ใครเป็นใคร ในโรงงานแล้ว ยังจะต้องรู้ว่า ใครถนัดอะไร แนะนำเรื่องไหนได้ หากเกิดปัญหาในงาน ควรจะปรึกษาใคร เป็นแนวคิดเดียวกับการแบ่งทหารในกองร้อย เป็นกองละไม่เกิน 150 คน ที่ว่า คุณจะสามารถถ่ายทอดคำสั่งและพฤติกรรมควบคุมการนอกลู่นอกทางได้ โดยการอาศัยความภักดีในตัวทหารแต่ละนาน ควบคู่ไปกับการควบคุมแบบตัวต่อตัว

นอกจากการควบคุมงานแล้ว การให้มีพนักงาน เพียง 150 คน โดยที่แต่ละคนไม่มีชื่อตำแหน่งนั้น จะทำให้พนักงานต้องจดจำว่าใครเป็นใคร ทำอะไร ไม่เพียงเท่านั้น ยังทำให้รู้ว่า แต่ละคนนั้น ชอบอะไร มีความคิดแนวไหน เชี่ยวชาญเรื่องอะไรทั้งนอกและในงาน ไม่เพียงแต่ว่าเขาคนนั้นนิสัยดีหรือไม่ ดังนั้นนอกจากความสามัคคีแล้ว สิ่งที่พนักงานแต่ละส่วนของ GORE จะสร้างขึ้นมาคือ ระบบความทรงจำร่วม ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นผลดีต่องาน เพื่อให้เกิดความร่วมมือในงานอย่างรวดเร็ว การระดมความคิดแก้ปัญหา และให้คำปรึกษาจากพนักงานต่างแผนกโดยไม่เกี่ยงงอนเสียอีก และแน่นอนว่า เมื่อมีแรงกดดัน จากภายนอกเข้ามาเช่น ความกดดันเรื่องยอดการผลิต หรือยอดการขาย การทำงานแบบ 150 คนในองค์กรแบบนี้จะกลายเป็นความกดดันขนาดใหญ่ ที่ใหญ่กว่าความกดดันภายในเยอะ แต่สิ่งที่จะตอบสนองก็คือ การระดมความคิดจากต่างแผนก ในการแก้ปัญหาที่เร็วและถ้วนถี่ และการระดมมือแก้ไข จากทั้ง นักขาย นักออกแบบ นักประดิษฐ์ นักประกอบฯ ทุกคนในส่วนงานทั้ง 150 ต่างก็มีส่วนร่วมในการระดมสมองแก้ไข ทำให้การทำงานทุกอย่างสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ และก่อเกิดความทรงจำร่วม ของการจดจำการแก้ปัญหา แนวทางต่างๆ นั่นเอง

ความก้าวหน้าของบริษัท ทำให้ต้องเพิ่มพนักงานขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ GORE ก็ยังคงรักษาแนวคิด 150 คนไว้เช่นเดิม โดยการเพิ่มไลน์การผลิต แยกแผนกออก โดยแต่ละแผนกจะไม่เกี่ยวข้องกันและกันเลย แต่ใช้สิ่งต่างๆ กั้นกลางระหว่างคนต่างแผนกแทน เช่น โถงทางเดิน ที่จอดรถ เพิ่มโรงงาน ขึ้นมาแทนโดยที่แต่ละแห่งรองรับได้ไม่เกิน 150 คน และแน่นอว่าบริษัทจะต้องมีผู้บริหารงาน GORE มีห้องผู้บริหาร แต่ก็เป็นเพียงห้องเล็กๆ อยู่รวมกับพนักงานทุกคนเท่านั้นเอง เนื่องจากบริษัทไม่จำเป็นต้องมีผู้บริหารระดับกลางและระดับสูง เพราะเน้นความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นทางการมากกว่า

เรียกว่าการทำงานแบบ GORE ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เพราะนอกจากผลโพลต่างๆ ที่ชี้ว่าเป็นบริษัทที่มีการบริหารจัดการที่ดีที่สุดบริษัทหนึ่งแล้ว อัตราการลาออกก็ลดน้อยลงมากมาย เหลือแค่ 1 ใน 3 ของธุรกิจชนิดเดียวกัน และยังไม่พอ ความก้าวหน้าของบริษัทที่ตอนนี้กลายเป็นผู้ผลิตสินค้าไฮเทคชั้นนำของโลกเจ้าหนึ่งที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ 

อ้างอิง : Malcolm Gladwell, The Tipping Point, 2000.








 

Create Date : 07 มิถุนายน 2557    
Last Update : 7 มิถุนายน 2557 10:13:43 น.
Counter : 1713 Pageviews.  

เวลากับการให้อภัย

  "ไงแก สบายดีป่าว" พร้อมด้วยตบบ่าป้าบใหญ่ๆ มาพร้อมกับรอยยิ้มของทั้งสองฝ่าย


เป็นเวลาสักสองปีแล้วมั้ง ที่ไม่ได้เจอเพื่อนเก่าคนนี้ที่เคยทำงานด้วยกันสมัยที่ฉันเรียนจบใหม่ๆ ตอนที่เราต่างคนต่างแยกย้ายทำงานคนละทิศทาง มีเพียงฉันกับเขาเท่านั้นที่บ้านอยู่ไกล้กัน จึงไปมาหาสู่ พากันไปนั่มดื่มเบียร์บ่อยๆ

ด้วยความที่ฉันทะเลาะกับแฟนบ่อย จึงทำให้เพื่อนเป็นห่วง และแวะเวียนมาหาเสมอ ฉันยังประทับใจตอนที่เขาพาขี่บิ๊กไบค์คันใหม่ แล่นรอบเมือง เพียงเพื่อให้น้ำตาของฉันหยุดไหล

แต่วันหนึ่งที่ฉันบอกกับเขาว่า "ตอนนี้เลิกกับแฟนแล้วว่ะ กุแยกออกมาอยู่บ้านกับน้องชาย" หลังจากนั้น มีเรื่องราวเกิดขึ้นที่ทำให้ตัวเขาสึกผิด ไม่กล้าสู้หน้าด้วยเหตุผลบางประการ ส่วนตัวฉันก็โกรธจัดเลยไม่ติดต่อกันอีก

เวลาผ่านไปสองปี ฉันก็มุ่งมั่นกับการทำงานไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดถึงเขา วันหนึ่งเมื่อฉันเปลี่ยนมาทำงานใหม่ในสายธุรกิจที่เปลี่ยนไป ทำให้ต้องออกพื้นที่เจอลูกค้าหลายที่ และเจอเขาอีกครั้งด้วยความบังเอิญที่บริษัทของเขา 

เขาทักนะ แต่ใจฉันรู้สึกโกรธ เลยตอบแค่ "อืม..มาหาลูกค้า" และเสไปคุยกับคนอื่น ทำหูทวนลม

ผ่านไปอีกหลายเดือน ฉันไปที่นั่นหลายครั้ง แต่ก็ไม่เจอและไม่คิดจะเจอ มาวันนี้ บังเอิญได้เจอเพราะฉันเข้าไปผิดเวลา

ฉันเห็นเขาเดินผ่านมา พลันมีความคิดแวบเข้ามาในหัว ว่า "แค่ยิ้มให้ก็ได้มั้ง"

..ฉันเลยยิ้มให้เขา 

สิ่งที่ได้รับคือ จากแววตากลัวๆกล้าๆ ไม่กล้าทัก ของเขา กลายเป็นขาที่ก้าวย่างมาหา และเดินมาทักว่า "เป็นไง สบายดีมั้ย" พร้อมตบบ่าป้าบใหญ่ๆ ที่คุ้นเคย จากนั้นก็ต่อด้วยบทสนทนา ที่ฉันพอจะจับทางได้ว่า เคยไปหาฉันที่บ้านที่เขารู้จัก แต่ไม่เจอเพราะฉันย้ายออกไปแล้ว

แต่เราคุยได้นิดเดียว พอให้รู้ว่าต่างคนก็สบายดี ฉันต้องคุยกับลูกค้าต่อ จึงทำให้หยุดเพียงแค่นั้น

เมื่อเสร็จธุระ ฉันจึงมาคิดได้ว่า "การโกรธที่ผ่านมาไม่เห็นมีค่าอะไร เพียงแค่การยิ้มแค่ครั้งเดียว ผลที่ตามมามีทั้งการให้อภัย ความเป็นเพื่อน และมิตรภาพ" สิ่งที่ผ่านมาแล้ว มันก็หายไปกับกาลเวลา เอาคืนมาไม่ได้ แต่เพื่อนหนึ่งคน ฉันรู้สึกดีใจนะ ที่ฉันได้เขาคืนกลับมา การให้อภัยมันดีจริงๆ







 

Create Date : 09 พฤษภาคม 2557    
Last Update : 9 พฤษภาคม 2557 11:28:31 น.
Counter : 292 Pageviews.  

[CR] รีวิว มาสุมิสปา เชียงใหม่ สปาไทยสไตล์ญี่ปุ่น สบายตัว ใจ และกระเป๋า สุดๆ

(อันนี้โพสไว้ใน pantip ค่ะ เลยเอามาเก็บไว้ใน blog ด้วย)

ช่วงวันหยุดยาวสงกรานต์ สำหรับคนที่ไม่ค่อยเล่นน้ำนี่ก็น่าเบื่อนะ เลยเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับเรา ที่จะทำสปา ดูแลผิวมั่งอะไรมั่ง 
เพราะตากแดดแทบทุกวันแต่แทบไม่ดูแลเลย ผิวแอบเสีย เราเป็นคนชอบนวดแผนไทย กับนวดน้ำมันค่ะ
ปกติก็เข้าตามร้านนวดไทยข้างทาง แต่วันนี้ว่างเป็นพิเศษหน่อย เลยลองหาสปาไกล้ๆ บ้านดู เผื่อจะได้ผิวสวยใสกิ๊ง ซะบ้าง  

สปาที่เชียงใหม่มีหลากหลายมากค่ะ แต่ส่วนใหญ่แพงมากกกก เราขอเลือกที่ราคากลางๆ 500-1000 ประมาณนี้แหล่ะ
ถ้ามีโปรฯ ดีๆ ก็ดีนะ อิอิอิ
จากการสอบถามเพื่อนฝูงแล้ว เลยมาเจอที่นี่ค่ะ มาสุมิ สปา อยู่ที่โรงแรม ออคิด ข้างศูนย์การค้ากาดสวนแก้ว
ถ้ามาช่วงสงกรานต์เหมือนเรา เราเอารถเข้าทางหลังกาดสวนแก้วแล้วเดินมาค่ะ รั้วอยู่ติดกันเลย เข้าประตูมาปุ๊ป ก็จะเห็น มาสุมิสปา เลยค่ะ

หน้าร้านตกแต่งอารมณ์ญี่ปุ่นสมชื่อร้านเลยค่ะ สวยดีนะ เราชอบ ดูผ่อนคลายดี

(อันนี้ไม่ได้ถ่ายเอง ลืม แหะๆ เลยไปเอามาจากแฟนเพจของร้าน)

มาถึงนั่งที่โซฟา พนักงานเขาก็จะเอาน้ำชามาให้ พร้อมกับโบรชัวร์ แล้วก็มานั่งแนะนำให้ ว่ามีอะไรบ้าง
ถ้าคนไม่เคยไปอาจจะงง ว่าต่างจากนวดไทยอย่างไร ความแตกต่างกันก็คือความหลากหลายของบริการ กับความเป็นส่วนตัวค่ะ
เค้ามีทั้งห้องส่วนตัว ห้องคู่ ไว้บริการ ส่วนห้องก็จะแตกต่างกันไประหว่างห้องนวดไทย ห้องสปามีเตียงเดี่ยว / คู่ หรือห้องนวดเท้าก็เป็นโซฟานั่งค่ะ



วันนี้เราเลือกสครับผิว กับนวดน้ำมันอโรม่า อันนี้เป็นตัวสครับสูตรน้ำนมข้าว หอมมากกกก เป็นเนื้อบัตเตอร์ กลิ่นออกนมๆ


พอเลือกได้ เค้าก็พาเราไปห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า มีล็อคเกอร์ส่วนตัว ห้องสุขา กับห้องอาบน้ำ
มีสบู่ แชมพู ครีมทาผิว ไดร์เป่าผม ฯลฯ ให้ใช้ครบเลย ให้เราใส่เสื้อคลุม แล้วข้างในต้องถอดหมดเลยนะ (อาย) มีกางเกงในกระดาษให้เปลี่ยนด้วย >///<


ออกมาแล้วมาล้างเท้าให้ค่ะ ณ จุดนี้ เขินมว้ากก ไม่เคยมีใครทำให้อ้ะ เอาเกลือสปามาล้างเท้าให้ แค่ล้างนะ สีผิวยังต่างกันเลยเห็นได้ชัดมาก

(รูปนี้พนักงานถ่ายให้ // แอบเซ็นเซอร์หนังหน้านิดๆ)

เสร็จปุ๊ป ไปเข้าห้องกันค่ะ

เดินผ่านจะมีการตกแต่งแบบญี่ปุ๊นนน ญี่ปุ่น สวยดี เหมือนที่เห็นตามหนังญี่ปุ่นโบราณ

มาที่ห้องค่ะ เป็นเตียงสปาแบบเจาะรูตรงที่วางหัว เราจะได้ก้มหน้าสบาย ๆ
มองลงไป ก็มีอ่างน้ำ มีดอกบัวกับก้อนหินประดับ จะได้มองไปๆ เพลินๆ


หมอนวดเค้าจะให้เราถอดเสื้อคลุมออก โดยมีเทคนิค ไม่มองเราเลย แต่เราสบายใจได้เพราะเค้ายกผ้าขึ้นมากาง แล้วให้ถอดๆๆ
พอเราเสร็จปั้บ บอกเขา เขาก็เอาผ้ามาคลุมปุ๊ปค่ะ สาวๆ ขี้อาย ไม่ต้องกลัวนะคะ ^^

การนวด จะนวดทีละส่วน เริ่มจาก หลัง และแขน ก็เปิดผ้าเฉพาะส่วนนั้น เสร็จแล้วก็ปิด แล้วมาเปิดส่วนต่อไป คือขา อันนี้เปิดทีละข้าง พอทำเสร็จปุ๊ปก็ปิดค่ะ สบายใจทั้งสองฝ่าย

พอนอนหงาย เขาก็ทำเหมือนเดิม ให้เราพลิกตัวแล้วเอาผ้ามาคลุม แล้วก็สครับต่อทีละส่วนๆ โดยรวมรู้สึกเราจะอายไปเองนะ เขาเห็นเป็นส่วนๆ เอง

ต่อเรื่องสครับค่ะ อันนี้ชอบมากๆ อ้ะ เนื้อสครับเป็นเนื้อบัตเตอร์ เหมือนพวกครีม body shop แล้วเอามาทาถูๆๆ บนตัวเรา พอถูๆๆ ไป คราบขี้ไคลค่ะ เป็นสีเทาๆ เลย ก็หลุดตามออกมา หวาาา นี่ชั้นขี้ไคลเยอะงี้เลยหรอ สยองเล็กๆ T__T


จุดไหนที่ด้านเป็นพิเศษ เค้าก็จะเน้นให้ค่ะ เช่น ข้อศอก ข้อพับแขนขา ตาตุ่ม แม้แต่ส้นเท้าด้านๆ อ้ายย อาย พอทำเสร็จคราบๆนี่เต็มเตียงเลยค่ะ 55+ แต่รู้สึกได้เลยว่าผิวนุ่มม้วกกกกก ตอนที่ให้ไปอาบน้ำ เราก็ลูบๆๆ ออก แล้วสังเกตเนื้อตัวใสขึ้นอีกเป็นกองเลยค่ะ เสร็จแล้วหมอนวดคนเดิมก็พาเราไปนวดน้ำมันต่อ มีน้ำมันให้เลือกเป็น น้ำนมข้าว ตะไคร้หอม กับไม่มีกลิ่น เราเอาสูตรน้ำนมข้าวค่ะ กลิ่นจะได้ไม่ตีกัน 55+ การนวดก็นวดเหมือนเดิมเลย ทีละส่วนๆๆ เอาน้ำมันมาถูๆๆ แล้วนวดแบบจับเส้น นวดไปๆ เพลินมากกก เสร็จแล้วก็กลับไปอาบน้ำต่อ



รู้สึกรีเฟรชมากค่ะหลังจากเสร็จทุกกระบวนการแล้ว ฟินฝุดๆ อาบน้ำสักพัก หมอนวดก็มารอหน้าห้อง พาเราไปเคาน์เตอร์ จิบน้ำชาร้อนๆ สักแปป จ่ายค่าเสียหายไปค่ะ มีค่าสครับผิว 1,000 บาท + นวดน้ำมันอโรม่า 600 บาท ช่วงสงกรานต์เจ้าของร้านลดให้อีก 25% เบ็ดเสร็จจ่ายไป 1,320 บาทเองค่ะ (คิดค่า service 10%) ถือว่าคุ้มเลยนะ ไปที่อื่นอาจจ่ายเยอะกว่านี้

ใครสนใจก็ลองสอบถามดูนะคะ ตามไปดูราคาที่
https://www.facebook.com/masumispachiangmai




 

Create Date : 08 พฤษภาคม 2557    
Last Update : 8 พฤษภาคม 2557 16:42:46 น.
Counter : 882 Pageviews.  

ชีวิตคือความต่อเนื่องในการตัดสินใจ

 "ชีวิตคือความต่อเนื่องในการตัดสินใจ คุณค่าของชีวิต มันจะตัดสินได้จากการตัดสินใจที่สำคัญ"


คำกล่าวในเรื่อง กินทามะ จาก อาบุโตะ ลูกน้องของชายคางุระ ใน Gintama the Movie 2 กำเนิดชิโรยาฉะ



คำพูดดังกล่าว สำหรับฉันถือว่ามันเป็นสัจธรรมหนึ่งของชีวิตนะ
เพราะคนเรา ทุกวันนี้ก็อยู่มาได้ด้วยการตัดสินใจของชีวิต ไม่ว่าการตัดสินใจดังกล่าว จะเกิดขึ้นจากการชี้นำของใครก็ตาม แต่คนที่ต้องเดินตามการตัดสินใจนั้น ไม่ว่ามันจะผิดหรือถูก ชั่วดี หรือพาชีวิตไปสู่อะไรมันก็คือตัวเราเอง ชีวิตเราเองทั้งนั้น 

แต่ถ้าจะบอกว่า คุณค่าของชีวิต มันจะตัดสินได้จากการตัดสินใจที่สำคัญแล้ว มันจะจริงหรือเปล่านะ? 

เพราะไม่ว่าการตัดสินใจเรื่องสำคัญจะเป็นอย่างไร คุณค่าทุกอย่างไม่ว่าดีหรือร้าย มันก็สามารถตัดสินใจใหม่ในการตัดสินครั้งต่อๆ ไปได้ไม่ใช่หรือ? 

ถ้าบอกว่า การจะหาความเป็นตัวของเรา ก็ให้ดูจาก การตัดสินใจครั้งสำคัญๆ ฉันคิดว่าน่าจะตรงกว่านะ เช่น การตัดสินใจในการเรียนต่อ ก็ดูตัวเราได้ ว่า เราเป็นคนที่เชื่อฟังเสียงคนรอบข้าง หรือเสียงจากตัวเองมากกว่ากัน, การตัดสินใจเลือกงานหรือเส้นทางเดินต่อไป ก็ตัดสินได้ว่าเราใช้อะไรเป็นหลักเกณฑ์ในการดำเนินชีวิต อุดมการณ์? เงินทอง? ความรัก? ครอบครัว? ศักดิ์ศรี? เพื่อนพ้อง? ไม่ว่าการตัดสินใจอะไรจะเกิดขึ้น ในเมื่อชีวิตต้องเดินต่อไปข้างหน้า ก็จงอยู่กับการตัดสินใจนั้นๆ และทำมันให้สำเร็จต่อไป หากการตัดสินใจนั้นผิดพลาด เราก็สามารถตัดสินใจครั้งใหม่ได้นี่ เพียงแค่คิดจะทำใหม่ ก็สามารถทำให้ชีวิตดีขึ้นได้

ชีวิต ย่อมมีทางเลือกเสมอ หากทางเลือกที่ว่าช่างดำมืด ก็เลือกทำให้มันค่อยๆ สว่างขึ้นได้ด้วยตนเอง ตราบใดที่ยังเดินต่อไป ย่อมมีหนทาง 

การตัดสินใจเกิดขึ้นทุกวันตั้งแต่ตื่นนอน คุณเลือกจะเลื่อนเวลาไปเรื่อยๆ ได้ และเลือกตื่นได้ แล้วจะเลือกอะไร 

ชีวิตมันก็เท่านี้






 

Create Date : 18 เมษายน 2557    
Last Update : 18 เมษายน 2557 12:31:50 น.
Counter : 587 Pageviews.  

1  2  3  

ยำยำรสต้นหอมผักชีไม่มีค่ะ
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add ยำยำรสต้นหอมผักชีไม่มีค่ะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.