Terrible 2 เด็กดื้อ งอแง เอาแต่ใจ...หรือผู้ใหญ่เป็นเอง
(ชอบค่ะ เลยขออนุญาตฺเอามาเก็บไว้อ่านค่ะ)
เขียนโดย toon

เด็กเล็กๆ บางครั้งยังไม่สามารถพูดบอกหรือสื่อความรู้สึก ความต้องการ ของเค้าออกมาได้หมดอย่างที่ใจเค้าต้องการ และเมื่อพ่อแม่หรือคนอื่นไม่เข้าใจ และไม่สามารถตอบสนองความรู้สึกเค้าได้ถูกจุด เค้าก็เลยหัวเสีย หงุดหงิด และทำอะไรไม่ถูก เมื่ออธิบายไม่ได้มาก ก็เลยทำได้แค่ร้องแสดงความไม่พอใจ ไม่สบอารมณ์ออกมา เพื่อบอกให้รู้ว่า ไม่ใช่น๊าาาา หนูไม่เอาแบบนี้

ถ้า พ่อแม่และคนรอบตัวเข้าใจสักหน่อยว่า เค้าก็แค่ไม่สบอารมณ์เหมือนที่เราๆ ก็มีบ้าง เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปสติแตกปวดหัวอะไรกับอาการนี้ เค้าก็แค่ระบายออกเหมือนอย่างที่เราเองก็ทำ เราอาจจะระบายออกด้วยการตีหน้ายักษ์ โวยวายกับคู่กรณี บ่นให้เพื่อนฟัง หรือแอบนั่งเซ็งทำใจเงียบๆ คนเดียว

ดังนั้น สิ่งที่เราควรทำคือ เข้าใจและยอมรับอารมณ์ของลูก ลูกมีอารมณ์ได้ มีความต้องการได้ ไม่เข้าใจเราได้ เราต้องรู้ทันความรู้สึกของลูก แล้วก็สะท้อนความรู้สึกของเค้าออกมาได้ บอกว่าเรารู้ว่าเค้ารู้สึกยังไง สะท้อนสิ่งที่เค้าคิดออกมา เค้าจะได้เย็นลงเพราะรู้ว่าสิ่งที่เค้าจะสื่อ

แม่เข้าใจนะ สิ่งที่เค้ารู้สึก แม่รู้และยอมรับนะ ถ้าเราบอกเค้าได้ว่าหนูไม่พอใจเพราะอะไร อีกหน่อยพอเค้าบอกเองได้ เค้าก็จะสามารถถ่ายทอดให้เราเข้าใจได้ดี ต่อไปเค้าจะได้รู้จักอารมณ์และก็รู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง คนที่รู้ทันอารมณ์ตัวเองก็คือคนที่มีสติ มีสติแล้วก็จะได้จัดการได้ถูกทาง


สิ่ง ที่จะทำต่อไป ไม่ใช่อธิบายหรือบ่นให้มันยืดยาว คิดถึงว่าเวลาเราอารมณ์ไม่ดีเราต้องการอะไร เราก็แค่ต้องการคนที่รับฟังและ(ทำเหมือน)เห็นด้วยกับเรา มันจะทำให้เรารู้สึกดีขึ้นกว่าจะมีใครมาค้าน หรือมาร่ายเหตุผลร้อยแปดในตอนนั้น (แม้ว่าเค้าจะพูดถูก) และการพูดไปทั้งๆ ที่ลูกก็ยังกรีดเสียง ไม่พร้อมรับฟัง แม่มิต้องกรีดเสียงพูดแข่งกับลูกเหรอ ให้เวลาสักหน่อย เมื่อเค้ารู้ว่าเราเข้าใจเค้าแล้วเค้าจะสงบได้เร็ว

เมื่อ ลูกสงบแล้ว ต้องรีบสอนเลยมั้ย ต้องรีบอธิบายเหตุการณ์เมื่อกี๊เลยมั้ย ...

ไม่จำเป็นเลย ถ้าบอกเค้าไปแล้วว่าเราเข้าใจเค้า เราก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรให้มากความเรื่องนั้นอีก หากเรื่องนั้นเป็นสิ่งที่เราไม่อยากให้ลูกทำอีก เป็นสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร ก็ควรที่จะหาโอกาสสอนทีหลังเมื่อสบโอกาสตามแต่เรื่องนั้นๆ (การจะสอนยังไงก็แล้วแต่เรื่องอีกหละนะ ถ้าจะให้พูดถึงคงต้องแยกไว้ต่างหาก) เมื่อลูกเงียบ ลูกจบ เราก็ควรจบ หากจะพูดจริงๆ ก็พูดให้สั้นและกระชับที่สุด มิใช่บ่นร่ายยาวฉายซ้ำ เด็กไม่อยากฟัง เหมือนที่เราเองเคยบ่นตอนเด็กๆ ว่า ผู้ใหญ่ขี้บ่นจัง

ทีนี้สิ่งที่ เราต้องทำก็คือ การช่วยสอนให้เค้ารู้จักแสดงออกหรือระบายอารมณ์อย่างถูกต้องเหมาะสม ลูกโมโหได้ งอแงได้ ง่วงได้ โกรธได้ เหมือนเราๆ แต่จะทำยังไงถ้ามีอารมณ์เหล่านี้แล้ว จะแสดงออกยังไงให้ดี การสอนเรื่องนี้ที่ดีที่สุดก็คือ การที่แม่ตอบโต้พฤติกรรมต่างๆ ของเค้านี่เอง

แม่ไม่พอใจได้ โมโหได้ โกรธลูกได้เหมือนกัน บอกเค้าว่าแม่ไม่พอใจได้ แต่บอกด้วยการบอกกล่าว ไม่ใช่ดุด่าหรือโวยวายหรือบ่นให้มากความ พูดแบบเรียบๆ แสดงความไม่พอใจด้วยคำพูดและสีหน้าได้แบบไม่รุนแรง ลูกจะได้เห็นว่า แม่โมโหได้แต่แม่รู้จักที่จะบอกดีๆ นะ แม่โมโหแต่แม่ก็จะไม่โวยวายนะ แม่โมโหแต่แม่ก็ไม่ปาของ ไม่ดิ้นกับพื้นนะ ทำเป็นตัวอย่างก่อนอันนี้สำคัญ มันใช้เวลาในการให้เด็กซึมซับ แต่ได้ผลกว่าในระยะยาว



การตอบโต้ของ แม่จะทำให้เค้าค่อยๆ ซึมซับแล้วรู้ว่า ถ้าไม่พอใจจะแสดงออกยังไง บอกได้แม่จะเข้าใจ และก็เหมือนกับว่าเป็นการปลูกฝังว่า ไม่ใช่ใครทำเราแรงเราต้องตอบกลับแรง ถ้าแม่ตอบโต้ด้วยอารมณ์ที่แรงกลับ ตี หรือบังคับ หรือข่มขู่ หรือดุด่าว่ากล่าว อาจจะหยุดเด็กได้แค่ตอนนั้นแต่จะไม่ช่วยให้เค้าเปลี่ยนพฤติกรรมได้ แล้วมันก็จะเกิดขึ้นอีก และในอนาคต อีกหน่อยใครแกล้งเค้าเค้าก็อาจจะตอบกลับแบบเดียวกันกับที่โดน รู้แต่จบปัญหาด้วยความรุนแรงและการเอาชนะ ซึ่งเค้าควรจะรู้จักตอบกลับอย่างสงบ รู้ว่าตัวเองไม่พอใจแต่ไม่ใช้ความรุนแรงนะ ไม่ใช่ว่าคนมีแรงมีอำนาจมากกว่าจะชนะนะ เหมือนกับที่แม่ชนะเค้าเพราะแม่ดุเค้าได้ตีเค้าได้

ตอนแรกๆ แม่ก็ทำแค่อย่างที่เล่าไปคือ ถ้าพูดแล้วหยุดไม่ได้แม่ก็เงียบแล้วรอก่อนค่อยปลอบค่อยอธิบายทีหลัง แต่ตอนนี้แม่เปลี่ยนใหม่ แม่จะหาสิ่งที่ลูกต้องการสื่อจริงๆ ให้ได้ก่อน แล้วพูดออกไปตามที่คิดว่าลูกรู้สึก พูดด้วยความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ ซึ่งมันได้ผลกว่า! (ไม่ต้องทนฟังเสียงร้องนานเท่าเดิม)

ยกตัวอย่าง

วันหนึ่ง เราจะออกไปส่งของในเมืองกัน ทีนี้ต้องรอป๊าไปเอารถที่โกดังก่อน นำทางก็เอาเลยสิ ปะป๊า ปะป๊าาาาาาา จะไปกับป๊า จะไปเอารถ แม่ก็บอกว่าป๊าไปเอารถก่อนนะแล้วเดี๋ยวกลับมารับแม่กับหนูไง เราไปเล่นรอป๊ากันก่อนเนอะ ก็ยอมเข้ามาเล่นนะ แต่... แม่ทำอะไรก็ไมถูกใจ

แม่เอาอันนี้สิ
ไม่ใช่ๆ ทำแบบนี้
ต้องจับแบบนี้
แง้ว ๆๆๆ แล้วก็ร้องไห้แงงงงงงงง

เอ่อ แม่ก็ทำตามขั้นตอนการเล่นของลูกแล้วนะ แต่ก็ไม่ได้ดั่งใจเธอซะที ทีนี้แม่ก็เลยหันไปโอบลูกแล้วพูดว่า

หนูอยากไปเอารถกับปะป๊าใช่มั้ย กลัวป๊าไม่กลับมารับใช่มั้ยคะ

นำทาง (ชื่อลูก) นิ่งแล้วพยักหน้าหงึกๆ แล้วก็หยุดร้องไห้ แม่เห็นว่าดูท่าทางจะสงบสติแล้วก็เลยพูดต่อนิดหน่อย

ป๊า ไม่ทิ้งลูกหรอก แม่ก็ต้องรอป๊าเหมือนกัน เราเล่นรอป๊ากันก่อนเนอะ

นำทางพยักหน้าหงึกๆ อือๆ แล้วทีนี้ก็เล่นรอได้อย่างสงบ
นำทางไม่ได้ อารมณ์เสียที่แม่เล่นด้วยไม่ถูกใจ หรือจะเอาแต่ใจว่าแม่จะต้องทำตามที่ตัวเองสั่ง แต่จริงๆ แล้วนำทางกำลังกังวลถึงเรื่องที่ป๊าออกไปก่อน กลัวว่าจะไม่ได้ไปด้วย ไม่มั่นใจว่าป๊าจะมารับจริงหรือเปล่า เมื่อแม่เข้าใจลูกและบอกแทนลูกได้ตรงจุด และแม่ให้ความรู้สึกมั่นใจกับลูกได้ นำทางก็เลยสบายใจและมั่นใจขึ้น จึงยินดีที่จะรอต่อได้

ถ้าเกิดว่าแม่ไม่เข้าใจ หรือแม่ไม่ยอมรับความรู้สึกลูก บางคนก็อาจจะตอบโต้แบบนี้

แม่ก็เล่นแล้วไง แม่ก็ทำตามที่บอกแล้ว หนูจะเอายังไงอีก
ลูกต้องรอสิ หนูต้องรู้จักรอ เดี๋ยวป๊าก็มา

หรือ

โอ๋ๆ อย่าร้องไห้นะ ไม่ต้องร้อง

หรือ

ปล่อยให้ร้องไป รอป๊ามาถึง
รอ ให้เงียบ แล้วค่อยอธิบายกันใหม่ (อย่างที่แม่เคยทำ)



เหล่านี้ ไม่ช่วยให้เด็กรู้จักการจัดการกับความรู้สึกตัวเองได้เลย แล้วเด็กก็ไม่ได้รับรู้ด้วยว่าแม่เข้าใจเค้า ถ้าเรายอมรับและเข้าใจเค้า เค้าก็จะมีความรู้สึกที่ดีที่จะบอกกล่าวสิ่งต่างๆ กับแม่ รู้ว่าแม่จะเข้าใจและรับฟัง และก็ยังทำให้เป็นคนที่มีความมั่นคงทางใจมากขึ้น เพราะสามารถแสดงออกได้ (อย่างเหมาะสม)

การปลอบทำนองว่า ไม่ต้องร้อง ไม่ต้องกลัว แม่คิดว่ามันจะเหมือนกับว่า สิ่งที่เค้ากลัวนี่มันไม่ควรกลัวหรอ ความรู้สึกของเค้าไม่ถูกต้องหรอ เค้าอาจจะกลายเป็นคนที่ขาดความมั่นใจไป หรือไม่แน่ใจในสิ่งที่ตัวเองรู้สึก แม่เองก็เคยพูดบ้าง อย่างเช่น นำทางมักกลัวเสียงดังๆ เมื่อก่อนแม่ก็ปลอบว่า โอ๋ๆ ไม่ต้องกลัว คุณแม่อยู่นี่นะ แต่เดี๋ยวนี้แม่จะพูดว่า ลูกกลัวหรอ ตกใจเพราะเสียงดังใช่มั้ย แม่ก็หนวกหูเหมือนกัน เราเข้าไปในครัวกันดีกว่า ที่แม่พูดอย่างนี้ เพราะแม่อยากบอกให้ลูกรู้ว่าความรู้สึกนี้มันไม่ผิด ถ้าลูกจะรู้สึกอะไรลูกก็บอกตรงๆ ได้ ลูกกลัวได้ แต่เราจะทำยังไงต่อไป จะแก้ปัญหานี้ยังไง



อย่างเช่น เรื่องไม่ยอมให้แม่แปรงฟันให้ (แต่ตัวเค้าเองแปรงเองแล้ว แล้วเค้าบอกว่าเค้าแปรงแล้ว แต่แม่บอกว่ามันไม่สะอาดพอ) แม่ก็ล่อไปล่อมา หามุขสุดฤทธิ์ มีบางวันสุดท้ายก็ยังไม่ยอมอีกแม่ก็เงียบเลย แบบว่าเหนื่อยและโมโหแล้วเฟ้ย ก็บอกว่า

หนูไม่ให้แม่แปรงให้ แม่ก็ไม่แปรงก็ได้ แต่แม่โมโหแล้ว แม่ไม่อยากคุยแล้ว

แล้วก็เงียบไปทำอะไรของตัวเองต่อไป

(วิธี การนี้ก็ไม่ได้แนะนำว่าเป็นทางเลือกหนึ่งที่ควรใช้ การใช้วิธีแบบนี้ ก็เป็นการขู่ลูกเหมือนกัน ลูกจะทำด้วยยอมจำนน กลัวแม่ไม่ยุ่งด้วย แต่ไม่ได้ช่วยให้เค้าสำนึกว่าเค้าควรจะต้องทำ หรือทำด้วยความยินดี ซึ่งสิ่งที่แม่ปลูกฝังนำทางต่างๆ แม่จะพยายามหาทางทำให้ลูกรู้สึกชอบที่จะทำได้ด้วยตัวเอง แต่อย่างที่บอก อันนี้แม่เป็นเมื่อหลุดแล้วจริงๆ)

นำทางก็จะแบบรู้แล้วถ้าแม่เงียบ นี่ คือโกรธมากๆ ละ เค้าก็จะแบบบางทีถ้าป๊าอยู่ด้วย ก็จะหันไปหาที่พึ่งคือป๊าแทน ป๊าก็จะบอกว่า แม่โกรธแล้วเห็นมั้ย หนูแปรงเองมันไม่พอ ไม่สะอาด แม่เลยอยากช่วยแปรงให้ บางทีลูกก็จะกุ๊งกิ๊งๆ เฉไฉไรไปสักพักแล้วก็ค่อยๆ เดินมาหาแม่เอง หยิบแปรงมาส่งให้ แล้วบอกว่า ให้แม่แปรงให้ แม่ก็หันมาหา ยิ้ม แล้วก็ ดีแล้ว หนูหัดแปรงเองก็ดีแล้วลูก แต่มันไม่พอ แม่ช่วยนะ

บางทีก็อาจจะเก๊ก ไม่ยอมให้แม่แปรงอยู่ดี แล้วก็หันไปให้ป๊าแปรงให้แทน ก็โอเค แล้วพอแปรงเสร็จก็จะค่อยมาหาแม่บอกว่า ป๊าแปรงให้แล้ว ปากหอมแล้ว มาให้แม่หอม (แอบง้อว่างั้น อิอิ)

ก่อนจบ ตอนนี้ ขอทิ้งท้ายไว้ว่า เราต้องเคารพในความรู้สึกและความคิดของลูก บางอย่างที่เค้าไม่พอใจ และตอนนั้นเราเองก็ไม่พอใจ แต่มันก็เป็นเพราะคิดคนละอย่าง เหมือนอย่างผู้ใหญ่ทะเลาะกันหนะแหละ บางทีเราคิดแต่ว่าเด็กไม่รู้เรื่อง สิ่งที่เด็กทำมันผิด ไม่ถูก ลูกควรจะเข้าใจอย่างนี้ เราควรจะบอกทางที่(เราคิดว่า)ถูกให้เค้า แต่บางทีบางอย่าง มันอาจจะไม่ใช่เรื่องผิดที่ลูกเค้าจะคิด หรือจะอยากทำอีกอย่าง ที่มันขัดกับเราก็ได้ ถ้าเราไม่ฟังลูกบ้าง เอาแต่บอกว่า ไม่ ลูกต้องทำตามที่แม่บอก ตี บังคับ ... เรานี่แหละที่เอาแต่ใจ

Credit to : //www.numthang.org/content/4937/1/










Create Date : 28 มิถุนายน 2553
Last Update : 28 มิถุนายน 2553 17:13:48 น.
Counter : 476 Pageviews.

0 comment
สอนลูกให้รู้จักภาษาอารมณ์กันเถอะ
Credit to หมอไปป์ //www.bloggang.com/viewdiary.php?id=t-speed32&group=8

หากเราถามเด็กวัยเจ็ดขวบว่า

“หนูลองสะกดคำว่า ปูนา ซิลูก”

“สีชมพู ภาษาอังกฤษใช้คำว่าอะไรครับ?”

“cat แปลว่าอะไรจ๊ะ”

เด็กๆหลายคนคงจะตอบคำถามเหล่านี้ได้อย่างฉาดฉานใช่ไหมครับ

แต่ถ้าเราถามถึงในเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นกับตัวเค้าว่า

“แล้วหนูรู้สึกยังไงจ๊ะ”

“.......???!!??!!.......” เด็กหลายๆคนอีกเช่นกัน อาจจะงง อึ้ง ตอบไม่ได้ ไปไม่เป็นเลยทีเดียว



น่าแปลกที่เราสอนภาษาต่างๆซึ่งเป็นเรื่องนอกตัว ให้เขามากมาย
แต่ภาษาอารมณ์ซึ่งเป็นเรื่องของตัวเขาเอง บางครั้งเรากลับมองข้าม

อย่าว่าแต่เด็กเลยครับ ผู้ใหญ่อย่างเราๆก็เป็นเหมือนกัน
ตอบไม่ได้หรือตอบไม่ตรงคำถาม เช่น

“คุณรู้สึกยังไงครับ”

“เอ่อ..ผมรู้สึกว่าผมไม่ได้รับความยุติธรรม”

คำตอบว่า”ผมไม่ได้รับความยุติธรรม” เป็น “ความคิด” ไม่ใช่ “ความรู้สึก”

ความรู้สึก จะเป็นคำสั้นๆ ความหมายเฉพาะตัว บ่งบอกถึงอารมณ์

เช่น ดีใจ, เสียใจ, โกรธ, ท้อใจ, สิ้นหวัง, ภูมิใจ,
ตื้นตัน, รู้สึกแย่, รู้สึกผิด, เบื่อ, หงุดหงิด, เศร้า,….ฯลฯ




ที่เป็นเช่นนี้ เพราะที่ผ่านมา เราไม่ได้รับการถูกฝึกให้คิดเรื่องอารมณ์ตัวเอง
สังคมไทยมีค่านิยมที่ไม่เปิดเผยอารมณ์ ความรู้สึกเท่าใดนัก

ครอบครัว มักจะไม่ยอมรับกับการแสดงอารมณ์(โดยเฉพาะอารมณ์เชิงลบ)ต่อกัน เช่น

ลูกรู้สึกโกรธพ่อ แต่ไม่สามารถแสดงออกได้ เพราะจะยิ่งรู้สึกผิด
หรือถูกมองว่าก้าวร้าว ไม่เคารพผู้ใหญ่

จากเหตุผลดังกล่าว ทำให้เรามองข้ามเรื่องอารมณ์ ความรู้สึก อยู่กับมันแบบผิวเผิน ไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้ง

แล้วเด็กๆจะรู้จักอารมณ์ไปทำไมกัน??



การที่เด็กบอกอารมณ์ตัวเองได้ จะช่วยเพิ่มการรับรู้ตัวเอง
นำไปสู่การเข้าใจตัวเอง หรือบอกความต้องการให้ผู้ใหญ่รับรู้ได้
จนเกิดการเปลี่ยนแปลงแก้ไขอย่างเหมาะสมตามมาในที่สุด

อารมณ์จึงเป็นเหมือนช่องทางการสื่อสารกับผู้ใหญ่ ที่บอกว่าตัวเขาเอง
กำลังต้องการความช่วยเหลือ

การ”เรียกชื่อ” อารมณ์ออกมาเป็นคำพูด จะยิ่งทำให้เกิดความแจ่มชัดในการเข้าใจตัวเองมากขึ้น

ความสามารถในการบอกอารมณ์ตัวเอง แสดงออกมาทางวาจาได้ เรียกว่ามี emotional literacy
ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนา E.Q. นั่นเองครับ
(อย่างที่ทราบกันว่า การที่เด็กจะดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข
E.Q.เป็นเรื่องสำคัญกว่า I.Q. ไปแล้ว)



เด็กที่รับรู้อารมณ์ตัวเองไม่เป็น จะเกิดความคับข้องใจ เพราะไม่เข้าใจว่าตัวเองรู้สึกยังไง
บอกใครก็ไม่ถูก นานๆไปจะเกิดการเก็บกดทางอารมณ์ หรือแสดงออกเป็นปัญหาพฤติกรรมแทน
เพราะไม่รู้จักวิธีระบายออกอย่างเหมาะสม

บางคนอาจแสดงออกมาเป็นอาการทางกายแทน เช่นปวดท้อง ปวดศีรษะไม่ทราบสาเหตุ (โดยที่เด็กไม่ได้แกล้งทำ)
เพราะอาการทางกายที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่พ่อแม่ยอมรับได้มากกว่าการแสดงอารมณ์เชิงลบ

อย่าลืมว่า อารมณ์ความรู้สึกเป็นเรื่องปกติ ที่เกิดขึ้นได้กับมนุษย์ทุกคน ไม่มีผิดถูก ทุกคนเป็นเจ้าของอารมณ์ตัวเอง

แม้แต่พ่อแม่ก็ไม่มีสิทธิที่จะห้ามไม่ให้เกิด หรือไปกำหนดว่าลูกควรจะรู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้
เพราะฉะนั้นเราต้องยอมรับว่าลูกมีอารมณ์เชิงลบเกิดขึ้น และไม่ไปปิดกั้นหรือตำหนิ

เราไม่สามารถห้ามอารมณ์ลูกที่เกิดได้ แต่สิ่งที่เราต้องสอนคือ “วิธีการแสดงออกหรือระบายอารมณ์อย่างเหมาะสม”

แล้วจะสอนยังไง ??

- สอนภาษาอารมณ์จากสื่อต่างๆ เช่น นิทาน
ให้เค้าได้ลองเดาความรู้สึกของตัวการ์ตูนจากเรื่องราว และอ่านจากภาษากายจากภาพที่เห็น

เป็นการสอนให้เด็กเข้าใจความรู้สึกของคนอื่น พัฒนาทักษะทางสังคมมากขึ้นด้วย เช่น

“เจ้าสิงโต พลาดท่าติดกับดักตาข่ายของนายพราน เอาล่ะหนูลองเดาซิ ว่าตอนนี้เจ้าสิงโตรู้สึกยังไง”

- ถามลูกบ่อยๆเรื่องความรู้สึก กับเรื่องราวต่างๆในชีวิตประจำวัน
และฝึกให้ลูกพูดออกมาเป็นประโยคที่ชัดเจน เช่น

“หนูรู้สึกโกรธ”

จนเด็กเกิดความเคยชินที่จะต้องทำเป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน

เราอาจจะรู้สึกตะขิดตะขวงใจแปลกๆ ที่จะต้องถามลูกว่ารู้สึกยังไง มันดูขัดเขิน
นั่นเป็นเพราะเราไม่คุ้นเคยกับการใช้มันมาก่อน
แต่ไม่ใช่ว่าจู่ๆเราจะเดินดุ่ยๆเข้าถามลูกแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เราต้องอาศัยบริบท แล้วจึงถาม

ยกตัวอย่าง

เด็กหญิงเอ เดินหน้ามุ่ยหลังกลับมาจากที่ออกไปซื้อของกับพ่อ
แม่เห็นดังนั้น จึงเข้าไปถาม

“เอเป็นอะไรไปลูก หน้าบึ้งเชียว”

“พ่อไม่ยอมซื้อของเล่นให้หนู! ”

“อ้าวเหรอ แล้วตอนนี้หนูรู้สึกยังไงจ๊ะ”

“ไม่รู้”

อย่าเพิ่งปล่อยผ่านนะครับ ถ้าตอบว่าไม่รู้ ต้องใช้เทคนิก เดาใจ หรือให้ตัวเลือก
และทำให้เด็กรู้ว่าการมีอารมณ์เป็นเรื่องปกติ เด็กจะรู้สึกปลอดภัย และกล้าตอบมากขึ้น

“อืม ถ้าเป็นแม่ตอนเด็กๆ แล้วคุณตาขัดใจแม่ แม่ก็คงไม่ชอบใจเหมือนกัน
แม่เดาว่าตอนนี้หนูคงรู้สึกโกรธอยู่ใช่ไหมจ๊ะ”

เด็กหญิงเอพยักหน้า

“งั้นหนูลองบอกแม่อีกทีสิจ๊ะ ว่าหนูรู้สึกยังไง” .........แม่สอนให้เอเรียกชื่อความรู้สึก

“หนูรู้สึกโกรธ”...............ตอนนี้ท่าทีของเอสงบลงอย่างชัดเจน
เพราะเข้าใจตัวเองมากขึ้น และแม่หนักแน่นพอที่จะคุมอารมณ์ลูก

ขั้นตอนต่อไป เมื่อเห็นว่าลูกสงบพอแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะสามารถสอนเค้าได้ในเรื่องที่เกิดขึ้น
และวางแผนแก้ไขปัญหาร่วมกัน สอนวิธีการระบายความโกรธ

หากมีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นอีก
เด็กจะได้สามารถนำไปใช้จัดการตัวเองได้ในอนาคต












Create Date : 28 มิถุนายน 2553
Last Update : 28 มิถุนายน 2553 17:58:44 น.
Counter : 916 Pageviews.

0 comment
จัดอันดับโรงเรียนและมหาวิทยาลัย
ถึงแม้สาธุจะอายุแค่ 4 เดือนกว่า แต่ตอนนี้แม่กับพ่อ เริ่มคิดเรื่องโรงเรียนให้หนูแล้ว ก็เลยลอง Search ดูว่าไปเรื่อย ก็ไปเจอเวปนี้ เลยอยากเอามาฝากให้ดูกัน เล่นๆค่า


  • ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่จบเเล้วมีงานทำมากที่สุด


  • 1.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    2.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    3.มหาวิทยาลัยมหิดล
    4.มหาวิทยาลัยศิลปากร
    5.มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
    6.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
    7.สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
    8.มหาวิทยาลัยขอนแก่น
    9.มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
    10.สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
    11.มหาวิทยาลัยรามคำแหง
    12.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
    13.มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
    14.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
    15.มหาวิทยาลัยแม่โจ้
    16.มหาวิทยาลัยบูรพา
    17.มหาวิทยาลัยนเรศวร
    18.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
    19.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
    20.มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

    เอามาจาก //www.thailandsusu.com/webboard/index.php



    และถ้าอยากเข้ามหาวิทยาลัยดี ก็ต้องดูที่โรงเรียนด้วย ก็ตามมาด้วย จัดไป...

  • ผลการจัด 100 อันดับ โรงเรียนที่ดีที่สุดในประเทศไทย ปี 2553


โรงเรียนที่ดีที่สุดในประเทศไทย หรือ โรงเรียนที่มีชื่อเสียงทางด้านวิชาการ(วิทยศาสตร์ ศิลปศาสตร์ สังคมศาสตร์)แต่ทางสัมคมที่มีชื่อเสียงมานานเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศแต่ต่างประเทศซึ่งดูจากสถิติทุนกพ.ทุนพสวท.ทุนสสวท.
ทุนวิทย์ทุนทางภาษาผลการสอบเข้ามหาลัยผลการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศทั้งทางวิชาการและสังคมรวมไปถึงรางวัลในประเทศเช่นโรงเรียนต้นแบบ
ครูต้นแบบ โรงเรียนรางวัลพระราชทาน ฯลฯ )

1.เตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพมหานคร
2.มหิดลวิทยานุสรณ์ นครปฐม
3.สวนกุหลาบวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร
4.บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) กรุงเทพมหานคร
5.สามเสนวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร
6.สตรีวิทยา กรุงเทพมหานคร
7.เทพศิรินทร์ กรุงเทพมหานคร
8.สาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ฝ่ายมัธยม) กรุงเทพมหานคร
9.พิบูลวิทยาลัย ลพบุรี
10.หาดใหญ่วิทยาลัย สงขลา
11.มงฟอร์ตวิทยาลัยแผนกมัธยม เชียงใหม่
12.สาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพมหานคร
13.เซนต์คาเบรียล กรุงเทพมหานคร
14.อ.สสัมชัญ บางรัก กรุงเทพมหานคร
15.สาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เชียงใหม่
16.กรุเทพคริสเตียนวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร
17.หอวัง กรุงเทพมหานคร
18.สาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินวิโรฒ ปทุมวัน กรุงเทพมหานคร
19.ปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย เชียงใหม่
20.โยธินบูรณะ กรุงเทพมหานคร
21.ราชสีมาวิทยาลัย นครราชสีมา
22.ภูเก็ตวิทยาลัย ภูเก็ต
23.เบ็ญจะมะมหาราช อุบลราชธานี
24.ศึกษานารี กรุงเทพมหานคร
25.มหาวชิราวุธ สงขลา
26.อุดรพิทยานุล อุดรธานี
27.บุญวาทย์วิทยาลัย ลำปาง
28.นครสวรรค์ นครสวรรค์
29.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ กรุงเทพมหานคร
30.บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 2 กรุงเทพมหานคร
31.นวมินทราชินูทิศ บดินทร์เดชา กรุงเทพมหานคร
32.สามัคคีวิทยาคม เชียงราย
33.เซนต์โยเซฟคอนเวนต์ กรุงเทพมหานคร
34.สตรีวิทยา 2 กรุงเทพมหานคร
35.สาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) กรุงเทพมหานคร
36.ราชวินิตบางแก้ว สมุทรปราการ
37.สวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี นนทบุรี
38.อัสสัมชัญคอนแวนต์ กรุงเทพมหานคร
39.มาแตร์เดอีวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร
40.บุรีรัมย์พิทยาคม บุรีรัมย์
41.ชลราษฎรอำรุง ชลบุรี
42.จิตรลดา กรุงเทพมหานคร
43.ราชินี กรุงเทพมหานคร
44.สตรีวัดมหาพฤฒาราม กรุงเทพมหานคร
45.สายปัญญาในพระราชินูปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร
46.สายน้ำผึ้ง กรุงเทพมหานคร
47.พระปฐมวิทยาลัย นครปฐม
48.สตรีสมุทรปราการ สมุทรปราการ
49.วัฒนาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร
50.วัดสุทธิวราราม กรุงเทพมหานคร
51.ขอนแก่นวิทยายน ขอนแก่น
52.สุรนารีวิทยา นครราชสีมา
53.ศึกษานารีวิทยา กรุงเทพมหานคร
54.แก่นนครวิทยาลัย ขอนแก่น
55.เบญจมราชาลัย กรุงเทพมหานคร
56.ยุพราชวิทยาลัย เชียงใหม่
57.จักรคำคณาทร ลำพูน
58.ร้อยเอ็ดวิทยาลัย ร้อยเอ็ด
59.ราชินีบน กรุงเทพมหานคร
60.เบญจมราชูทิศ จันทรบุรี จันทรบุรี
61.สาธิตมัธยมมหาวิทยาลัยขอนแก่น (ศึกษาศาสตร์) ขอนแก่น
62.เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า กรุงเทพมหานคร
63.ดาราวิทยาลัย เชียงใหม่
64.อัสสัมชัญธนบุรี กรุงเทพมหานคร
65.นวมินทราชินูทิศ หอวัง นนทบุรี นนทบุรี
66.ปทุมคงคา กรุงเทพมหานคร
67.ราชินีบูรณะ นครปฐม
68.สตรีภูเก็ต ภุเก็ต
69.กาญจนาภิเษกวิทยาลัย นครปฐม นครปฐม
70.เบญจมราชูทิศ นครศรีธรรมราช นครศรีธรรมราช
71.เบญจมราชรังสฤษฎิ์ ฉะเชิงเทรา
72.ลำปางกัลยาณี ลำปาง
73.สิริรัตนาธร กรุงเทพมหานคร
74.สุรวิทยาคาร สุรินทร์
75.นวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า กรุงเทพมหานคร
76.พิริยาลัย แพร่
77.สตรีสมุทรปราการ สมุทรปราการ
78.วัฒโนทัยพายัพ เชียงใหม่
79.เบญจมราชูทิศ ราชบุรี ราชบุรี
80.เฉลิมขวัญสตรี พิษณุโลก
81.สิรินธร สุรินทร์
82.บูรณะรำลึก ตรัง
83.สุรศักดิ์มนตรี กรุงเทพมหานคร
84.หาดใหญ่สมบูรณ์กุลกันยา สงขลา
85.ราชวินิตมัธยม กรุงเทพมหานคร
86.สตรีนทบุรี นนทบุรี
87.วิสุทธรังษี กาญจนบุรี
88.สาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง กรุงเทพมหานคร
89.พระหฤทัยคอนแวนต์ กรุงเทพมหานคร
90.ปราจิณราษฎรอำรุง ปราจีนบุรี
91.สุราษฎร์ธานี สุราษฎร์ธานี
92.อัสสัมชัญสมุทรปราการ สมุทรปราการ
93.สตรีศรีน่าน น่าน
94.จุฬาภรณราชวิทยาลัย ตรัง ตรัง
95.สาธิต"พิบูลย์บำเพ็ญ" มหาวิทยาลัยบูรพา ชลบุรี
96.ทวีธาภิเศก กรุงเทพมหานคร
97.สระบุรีวิทยาคม สระบุรี
98.กัลยาณีศรีธรรมราช นครศรีธรรมราช
99.สวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต ปทุมธานี
100.สวนบุญโญปถัมภ์ ลำพูน

เครดิต >> //www.niceoppai.net/viewtopic.php?f=2&t=2545

ยังไงก็ตาม แต่ละเว็ปที่ post ไม่เห็นเหมือนกันเลย อันไหนจริงก็ไม่รู้ ดูไว้เป็น Guide แล้วกันนะคะ










Create Date : 11 มิถุนายน 2553
Last Update : 11 มิถุนายน 2553 14:46:11 น.
Counter : 1327 Pageviews.

1 comment

taewna
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]